Free to read , to write , Free to live, live it free!! - เพื่ออิสรภาพทางการเงิน**
Group Blog
 
All Blogs
 

ตลาดแบบไหน "เล่นแล้วได้ตังค์"

http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=3680


ตลาดแบบไหน "เล่นแล้วได้ตังค์"

กูรูหุ้นพันล้าน : วิชัย วชิรพงศ์

ชื่อ:  vichai 2.GIF<br>ครั้ง: 900<br>ขนาด:  49.8 กิโลไบต์


การอ่านอารมณ์ตลาด ถ้า "รายย่อย" สงบเสงี่ยมเจียมตัว "ฝรั่ง" ไม่เข้า
บอกได้เลยว่า เล่นหุ้นไม่ได้ตังค์ ถ้าจะเล่นหุ้นให้ได้กำไร
รายย่อยต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรแห่กันเข้ามาเล่นตามน้ำ ตลาดแบบนี้
"ได้ตังค์"


ตลาดหุ้นแบบไหนที่เล่นหุ้นแล้วไม่ค่อยได้ตังค์...? (น่าเบื่อ)


"เสี่ยยักษ์" วิชัย วชิรพงศ์ บอกว่า กรณีที่ "รายย่อย" สงบเสงี่ยมเจียมตัว
และ "ฝรั่ง" ไม่เข้า ตลาดหุ้นช่วงนั้นจะเงียบเหงา (ไม่น่าเล่น)
บอกได้เลยเล่นหุ้นไปก็ไม่ได้เงิน อยู่นิ่งๆ ดีที่สุด
ถ้าคิดให้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ อธิบายได้ว่า เพราะเงินไม่มีมาหมุน
"ทำกำไรยาก"


"ถ้าจะเล่นหุ้นแล้วได้เงิน "รายย่อย" ต้องมีจุดมั่นใจ นักเก็งกำไรต้องตาม
(น้ำ) กันแหลก! หุ้นมันจะวิ่งจู๊ด หรือ ขึ้นไปทำนิวไฮ (จุดสูงสุดใหม่)
ได้"


เสี่ยยักษ์ อธิบายว่า ช่วงที่หุ้นขาขึ้น มันจะมีจังหวะ "พักตัว"
จากนั้นให้สังเกตว่า มักจะมีข่าวดีมา "หนุน" จังหวะสอง ที่ทุกคนมองว่า
ราคามันวิ่งขึ้นไปทำ "นิวไฮ" ช่วงนี้แหละ นักเก็งกำไรจะแห่ตามกันแหลก!!


ทั้งนี้ สำหรับช่วง "พักตัว" ในหุ้นพื้นฐานดีๆ จะใช้เวลาค่อนข้างนาน
ไม่ค่อยรีบร้อนขึ้น (จะตรงกันข้ามกับหุ้นปั่น ที่รีบร้อนขึ้น) ยกตัวอย่าง
หุ้น ปตท. เวลาเขาจะทำหุ้นตัวนี้ เขาจะต้องค่อยๆ เก็บ บีบให้เหลือแต่คนที่
"ใจถึง" จริงๆ พอทุกคนหมดแรง มันก็จะ "วิ่ง"


"ยิ่งหุ้นตัวใหญ่ ถ้าเขารู้ว่าตอนไอพีโอ มีคนไปแย่งกันจอง (หุ้นไม่พอขาย)
พอเข้าตลาดมาปั๊บ! เขาจะพยายามกดราคา เพื่อกดลงมารับต่ำๆ
ถ้าวันแรกเปิดมาสูง เขาก็จะเทรดให้หุ้นต่ำลงมาก่อน


...แต่คุณดู พอมันเก็บของ (สะสมหุ้น) ได้พอแล้ว สังเกตว่า "วอลุ่มพีค"
(เก็บของได้แล้ว) ราคาปรับตัวลงมาเสร็จ คราวนี้ ปริมาณซื้อขายจะไม่ได้เยอะ
สภาพคล่องจะเริ่มตึงขึ้น ราคาจะค่อยๆ ขยับขึ้นช้าๆ
บางทีก็เล่นไซด์เวย์อยู่นาน จนคนซื้ออึดอัด ใครทนไม่ไหวก็ "คืนของ" ให้เขา
แต่พอเขารวบรวมหุ้นได้เต็มที่แล้ว พอ MACD (ระยะเดือน) ตัดขึ้น ทีนี้
มันวิ่งขึ้นเร็วมาก"


เสี่ยยักษ์ อธิบายว่า ส่วนตัวชอบใช้กราฟ MACD ระยะเดือน (Month)
เป็นดัชนีชี้นำหลัก สำหรับการลงทุน "รอบใหญ่ๆ"
ที่ผ่านมาก็ใช้ได้ผลดีมาตลอด แต่ถ้ามาถามรายละเอียดเกี่ยวกับทฤษฎี
"ผมไม่รู้"

แต่รู้ว่า ถ้า MACD ทะลุ "ศูนย์" ลงไปเลย "ไม่ดี" แต่ถ้า MACD
อยู่ต่ำกว่าศูนย์ มันจะขึ้นมาที่ศูนย์ก่อน จากนั้นหุ้นจะปรับตัวลงอีกรอบ
คือ มีการพักตัวรอบใหญ่ แล้วถ้ามันกลับมาที่ "ศูนย์" อีกที บีบตัวแล้ว
"ตัดขึ้น" คราวนี้หุ้นจะเป็นขาขึ้น "รอบใหญ่"



เสี่ยยักษ์ บอกว่า ระหว่างการ "ก่อตัว" ของหุ้น จากประสบการณ์
ดูกราฟราคาเราจะรู้เลยว่าถ้าใครดูเป็น (รู้จริง) กราฟไม่มีหลอก อย่างเช่น
หุ้น ATC ถ้าจับจุดถูก MACD ระยะเดือน ตัดขึ้นชัดเจนช่วงปลายปี 2545
สัญญาณดีมาก แต่ก็ต้องทำการบ้านด้านปัจจัยพื้นฐานประกอบด้วย
ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้ารีบเข้าไปซื้อ


"ตอนนั้นทั้งกราฟและข้อมูลพื้นฐาน ยืนยันในทิศทางเดียวกัน
เรารู้เลยว่าหุ้นตัวนี้มันจะ "เทิร์นอะราวด์" พอวงจรปิโตรเคมีมันมา (ปี
2546) หุ้นขึ้นมหาศาลเลย"


หรืออย่างหุ้น ปตท. ตัว MACD ระยะเดือน มันตัดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2549 แล้ว
หุ้น ปตท.ค่อยๆ ลงมาจาก 270 บาท ลงมา 200 บาท
ช่วงนี้รู้เลยว่ามันกำลังพักตัว (หลังจากขึ้นมาต่อเนื่องยาวนาน 3 ปี
ช่วงปี 2546-2548)


"ช่วงที่ MACD ของหุ้น ปตท. ตัดลงมา ทั้งสองเส้นมันยัง "ถ่าง" กันอยู่เยอะ
ผมก็รอให้ MACD มันบีบ พร้อมที่จะตัดขึ้นก่อน เราถึงจะมีจุดมั่นใจเข้าซื้อ
(เพื่อเล่นรอบใหม่) เรารู้ว่าพื้นฐานของหุ้นดีมากอยู่แล้ว
แต่หุ้นทุกตัวจะต้องมีระยะพักตัว บางครั้งอาจจะกินระยะเวลานานหลายเดือน
บางครั้งครึ่งปี บางตัวนาน 2-3 ปี"


เสี่ยยักษ์ อธิบายถึงระยะพักตัวของหุ้นเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่หุ้นบางตัว
"พักตัวนาน" แสดงว่า มี "คนเจ็บ" กับหุ้นตัวนั้นเยอะ มันต้องใช้เวลา "รอ"
ผลการดำเนินงาน หรือ ข่าวดี หุ้นถึงจะมีแรงกลับมาสู้ใหม่
แต่ถ้าเป็นหุ้นที่ "กำไรดี" อยู่แล้ว ระยะพักตัวก็อาจจะไม่นานมาก

วิธีการในการวิเคราะห์หุ้นระดับ "ลึก" ของเซียนหุ้นรายนี้ มีขั้นตอนอย่างไร


"สมมติ ผมจะวิเคราะห์หุ้น ปตท. เรารู้ว่ากำไรสุทธิปีนี้ ไม่น่าจะหนี
หุ้นละ 30-35 บาท เทรดกันที่ค่า พี/อี ต่ำแค่ 6-7 เท่า เราก็ประเมินว่า
ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่สูงอย่างนี้ไปอีกหลายปี หุ้นปตท.
ยังไงก็ต้องดี แต่หุ้นลงมาเหลือ 210-220 บาท คราวนี้เราก็รอเวลาให้กราฟ
MACD ยืนยันการ "ตัดขึ้น" ก่อน เราค่อยเข้าไปซื้อ
เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงก็จะไม่สูง ระยะเวลา "รอ" ราคาวิ่งขึ้นก็ไม่นานด้วย"



มันเป็นสูตรวิธีคิดว่า การที่ MACD มันบีบ แล้ว "รอ" ตัดขึ้นเหนือ "ศูนย์"
ราคาหุ้นอยู่ในเขต "Oversold" คือ อยู่ในเขตขายมากเกินไป
จนข่าวร้ายไม่มีผลต่อราคา ไม่มีทางร้ายไปกว่านี้แล้ว คนที่ติดหุ้นอยู่
จะให้ขายก็ไม่อยากขายขาดทุนมาก จะให้บุ่มบ่ามรีบซื้อ ก็ยังไม่กล้าซื้อ
นิ่งๆ เฉื่อยๆ ชาๆ


"จุดนั้น คือ จุดที่อันตรายที่สุด แต่เป็น...จุดที่ปลอดภัยที่สุด
คือประมาณ ตี 5 ถึง ตี 5 ครึ่ง จ่ายกับข้าวสบายๆ ไม่ต้องแย่งกับใคร
ถ้าอยากจะรวย คุณต้องรอจังหวะนี้ให้ได้"




สรุปวงจรการเล่นหุ้นตาม macd กราฟเดือนของเสี่ยยักษ์น่าจะได้ดังภาพครับ

รูป







Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 17:55:30 น.
Counter : 392 Pageviews.  

เล่นหุ้นสูตรปลอดภัย




เล่นหุ้นสูตรปลอดภัย


นับวันที่ตลาดหุ้น "ซึม" กับ "ทรุด" ลงทุกวัน ภาวะจิตใจของนักลงทุนหลายคน
"ห่อเหี่ยว" ทำให้รำลึกสไตล์การเล่นหุ้นสูตร "โกศล ไกรฤกษ์" ขึ้นมาทันใด
จนต้องนำกลับมาถ่ายทอดอีกครั้ง ...เพื่อเตือนสติ ให้นักลงทุน
ได้ทบทวนบทเรียนบทหนึ่ง ของชายคนหนึ่ง ที่เขาผ่านร้อนผ่านหนาว
ในวงการหุ้นมาอย่างโชกโชน และรอดพ้นวิกฤติมาได้อย่างไร?


ตราบชีวิตยังดำรงอยู่ แสงเทียนแห่งชีวิตย่อมเปล่งประกายเจิดจ้า
แต่การดำรงอยู่มิอาจยืนยง ดั่งคำกล่าวที่ว่า "ชีวิตควรมุ่งมั่น
แต่ไม่ควรยึดมั่น" คำกล่าวนี้ไม่เคยเลือนหาย


....ชีวิตของคนทุกคนก็มิอาจฝืนกฎธรรมชาติ นั่นคือ "ความตาย"


"จิต" ของลุงโกศลโบกมือลาสังขารด้วยวัย 78 ปี ของคืนวันที่ 2 ก.ค.2547 ที่
รพ.พร้อมมิตร
จากอาการโรคไตที่ลุงปลุกปล้ำกับมันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
ชีวิต


การจากไปของ "โกศล ไกรฤกษ์" สิ่งที่ทิ้งเอาไว้ก็คือ "แก่นคิด" การเล่นหุ้นที่ไม่เคยถูกกาลเวลากลืนหาย

นอกตำราสูตร "โกศล ไกรฤกษ์"


ชื่อของ "โกศล ไกรฤกษ์" หายไปนาน หลังจาก บงล.ตะวันออกฟายแนนซ์(1991)
ถูกแบงก์ชาติเข้าแทรกแซงกิจการ เมื่อกลางปี 2540
ทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายมูลค่าหลายพันล้านบาทหายวับไปกับตา

สมการชีวิตของชายคนนี้ผ่านร้อนหนาวทางการเมืองมาอย่างโชกโชน เป็น ส.ส.
พิษณุโลกหลายสมัย และเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง
เป็นผู้ที่ก่อตั้งพรรคกิจสังคมร่วมกับ ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช
มีอุปนิสัยพูดจาโผงผางจนได้รับขนานนามว่า "นักเลงโบราณ"


แม้ว่าลุงโกศล จะลดบทบาทการเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นไปนานแล้ว
แต่แนวทางการลงทุนที่เน้นความ "ปลอดภัย" ของลุงโกศลไม่เคยล้าสมัย
โดยเฉพาะคำพูดที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า
"ถ้าอยากสบายตอนแก่ต้องมีรายได้ประจำไว้กิน 3 อย่าง"
แกบอกว่าได้ความรู้มาจากเจ๊ก (นักธุรกิจชาวจีน) สอนแกมาอีกทีหนึ่ง
สมัยตอนเป็นรัฐมนตรี


เจ๊กมันบอกว่า....!!!


อย่างแรก "ต้องมีเงินฝากประจำเอาไว้กินดอกเบี้ย"

อย่างที่สอง "ต้องมีบ้านให้เขาเช่า เอาไว้เก็บค่าเช่ากินตอนแก่"

อย่างที่สาม "ต้องมีรายได้จากเงินปันผล"


นี่แหละรายได้ 3 อย่าง สูตรขนาดแท้ของลุงโกศลเลยล่ะ


ลุงโกศลเล่าให้ฟังว่า แกได้เงินปันผลจากตลาดหุ้นอย่างเดียวปีละเกือบ 2
ล้านบาท(เมื่อปี 2543) หุ้นจะขึ้นหรือจะลงแกก็ไม่เดือดร้อน
คนส่วนใหญ่เจ๊งหุ้นกันหมด แต่ลุงโกศลกลับหัวเราะร่า
หุ้นที่ลุงซื้อแต่ละตัว เป็นหุ้นที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาไม่ค่อยเล่นกัน
แกจะเลือกเฉพาะหุ้นปันงามๆ พื้นฐานแน่นๆ และผู้บริหารต้องโปร่งใสเท่านั้น


หุ้นปันผลที่ลุงโกศลเล่นส่วนใหญ่จะมีสภาพคล่องการซื้อขายน้อย
เป็นหุ้นประเภท "เสือนอนกิน" เก่าเก็บไม่ค่อยมีใครอยากขาย
หาซื้อก็ไม่ง่ายนัก


ลุงโกศลยกตัวอย่างให้ฟังว่า หุ้นในพอร์ตของแก(ตอนนั้น) ประกอบด้วย
หุ้นห้องเย็นโชติวัฒน์(CHOTI) หุ้นไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์(TF) หรือหุ้น"มาม่า"
หุ้นไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นส์(TUF) ขายปลาทูน่าส่งออกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
หุ้นน้ำมันพืชไทย(TVO) หุ้นอาหารสยาม(SFP) และหุ้นไทยวาโก้(WACOAL)


ลุงโกศลแกเล่าให้ฟังว่า เคยไปฉะกับผู้บริหารบริษัทกู๊ดเยียร์(GYT)
และบริษัทคาร์โนต์เมตัลบ๊อกซ์(CMBT)มาแล้ว
เพราะบริษัทกำไรดีแต่จ่ายปันผลนิดเดียว เหมือนกับให้เงินขอทาน
ตอนนั้นกู๊ดเยียร์ประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท จากกำไรต่อหุ้น 52.03 บาท
ส่วน คาร์โนต์เมตัลบ๊อกซ์(ออกจากตลาดหุ้นไปแล้ว) กำไรหุ้นละ 22.38 บาท
ทีแรกประกาศจ่ายปันผลหุ้นละ 1 บาท แกไปต่อรองกับผู้บริหารหลายชั่วโมง
จนต้องเพิ่มให้เป็นหุ้นละ 5 บาท


อีกตัวหนึ่งคือ หุ้นคาร์เปทอินเตอร์ฯ(CIT)
ตอนนั้นประกาศคำเสนอซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนก่อนจะขอเพิกถอนออกจากตลาดหลัก
ทรัพย์ ซื้อคืนในราคาหุ้นละ 45 บาท ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี(Book
Value)ของบริษัทมาก
ลุงโกศลประกาศเลยว่าใครมาเอาเปรียบกันอย่างนี้แกไม่ยอมเด็ดขาด
แกบอกว่าจะถือหุ้นเอาไว้ไม่ยอมขาย เอาไว้สู้กับผู้บริหารให้รู้ดำรู้แดง
ไม่ยอมทิ้งลายนักเลงโบราณให้ใครมาหยามเกียรติได้ง่ายๆ


"เงินแค่นี้กูไม่เอา แต่กูจะถือหุ้นไว้สู้กับมึง"


กฎการเล่นหุ้นของนักเลงโบราณท่านนี้นับว่าไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ข้อแรก...แกบอกว่าอย่าไปแตะต้องหุ้นสถาบันการเงิน
เพราะไม่มีวันรวยได้นาน ประสบการณ์ที่ลุงโกศลเจอมากับตัวเอง
โดยเฉพาะหุ้นบงล.ตะวันออกฟายแนนซ์ (DEFT)
แกบอกว่าตัวเองเป็นทั้งเจ้าของ(ถือหุ้นใหญ่) เป็นเจ้ามือ(โบรกเกอร์)
และเป็นคนแทง(เล่นหุ้นเอง) สุดท้ายเจ๊งหมด


ก่อนหน้าที่จะถูกทางการสั่งระงับการดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน
2540 เพียงไม่กี่สัปดาห์ ลุงโกศลได้เจรจาลับๆ กับนักลงทุนต่างชาติ
เพื่อขายหุ้นทั้งหมดในส่วนของตระกูลไกรฤกษ์ จำนวน 67 ล้านหุ้น ใน
บงล.ตะวันออกฟายแนนซ์ โดยต้องการขายกิจการที่ 6.7 พันล้านบาท
แต่การต่อรองราคายังไม่ทันคืบหน้าทุกอย่างก็ต้องปิดฉากลงโดยไม่เหลืออะไรเลย


ประสบการณ์กับหุ้นสถาบันการเงินอีกแห่งหนึ่งที่เจอมา ก็คือ
หุ้นบงล.กรุงเทพธนาทร(BFIT) หุ้นที่ถืออยู่เคยมีมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท
ถือเอาไว้ไม่ได้ขายราคามันร่วงลงมาเหลือแค่ 43 ล้านบาท
"ผมอยากจะบอกว่าถ้าใครอยากฉิบหายเหมือนผมให้เล่นหุ้นสถาบันการเงิน"
แกพูดประชด

ข้อสอง...ให้เน้นลงทุนในหุ้นที่จ่ายเงินปันผลดี
เราจะรู้ได้ยังไงว่าจ่ายปันผลดี
ก็ต้องไปค้นประวัติว่าบริษัทนี้มีกำไรดีต่อเนื่องมาแล้วกี่ปี
เราจะได้รู้ว่าบริษัทนี้มีรายได้มั่นคงแค่ไหน
มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอมาแล้วกี่ปี ควรเลือกหุ้นที่มีหนี้น้อยๆ
หุ้นหลายบริษัทจ่ายเงินปันผลดีมาก ดีกว่าฝากเงินกินเยอะ
หุ้นอย่างนี้แหละที่น่าซื้อ พอซื้อแล้วให้ถือยาวไปเลย

ข้อสาม...ต้องไปสืบดูประวัติผู้บริหารว่าซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่
ข้อนี้สำคัญมากทุกอย่างดีหมดถ้าผู้บริหารเอาเปรียบผู้ถือหุ้น
หรือไม่โปร่งใส หุ้นอย่างนี้อย่าไปซื้อมัน
บางบริษัทมีผู้บริหารไม่กี่คนจ่ายเงินเดือน จ่ายโบนัสกันเองปีละ 30-40
ล้าน แต่จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นนิดเดียว พวกมันเล่นรวยกันเองคนเดียว
อย่างนี้เขาเรียกว่าพวก "โจร" แฝงตัวมานั่งบริหาร
ระยะยาวหุ้นอย่างนี้ฉิบหายแน่ๆ

ข้อสี่...ต้องลดต้นทุนให้ต่ำลงตลอดเวลา นั่นคือ
ต้องรู้จักดึงเงินทุนออกเหลือเอาไว้แต่กำไร
ลุงโกศลเล่าว่าถึงหุ้นจะตกหนักแค่ไหน
สาเหตุที่แกไม่เจ๊งก็เพราะรู้จักดึงทุนเก่าออก
หุ้นที่ถืออยู่ส่วนใหญ่แทบไม่มีต้นทุนเหลืออยู่แล้ว เพราะถือมานาน
ตัวไหนมีกำไรก็ขายออกเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่น
หรือเอาเงินปันผลของมันนั่นแหละซื้อหุ้นตัวเอง พอหุ้นลงก็ค่อยๆ ซื้อกลับ
ต้นทุนของหุ้นก็จะค่อยๆ ต่ำลง


สมมุติว่าซื้อหุ้นไว้ที่ราคา 30 บาท ได้เงินปันผลปีละ 10% ก็เท่ากับปีละ 3
บาท เอา 3 บาทไปซื้อหุ้นตัวมันเอง ถ้าทำอย่างนี้ 3 ปี
เราก็จะได้หุ้นมากขึ้น ต้นทุนถูกลง ถ้าถือมา 3 ปี ราคาหุ้นขึ้นไป 60 บาท
เราก็ขายหุ้นออกไปครึ่งหนึ่ง เท่ากับว่าหุ้นที่เราถืออยู่เป็นกำไรทั้งหมด
เราไม่ต้องขายถือต่อไปยาวเลย แล้วก็เอาปันผลของมันซื้อตัวมันเอง
ส่วนทุนเดิมของเราก็เอาไปลงทุนซื้อหุ้นตัวอื่นอีก ถ้าราคาลงมาเราก็ค่อยๆ
ซื้อกลับเข้าไปอีก ไม่ต้องรีบร้อนซื้อตอนราคาแพง


"ผมเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2530 จากคนไม่มีประสบการณ์เลย ค่อยๆ ศึกษาเอา
หุ้นที่ซื้อเอาไว้ขึ้นไปหลายร้อยเปอร์เซ็นต์
ผมก็ขายเอาทุนไปลงซื้อหุ้นตัวอื่น เหลือแต่กำไรเอาไว้
ผมบอกได้เลยว่าหุ้นส่วนใหญ่ที่ยังถืออยู่เหลือแต่กำไร
อย่างหุ้นคาร์เปทอินเตอร์ฯ(เพิกถอนไปแล้ว)
ที่ถือเป็นแสนหุ้นมีต้นทุนเหลือแค่หุ้นละ 7 บาท ทุนเก่าผมดึงขึ้นมาหมดแล้ว
ขาย 45 บาทยังไงก็มีกำไร แต่ผมไม่ขายจะถือเอาไว้สู้กับมัน"


ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมามากๆ ลุงโกศลแนะนำว่า นี่แหละคือ
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้นดีราคาถูกเก็บเอาไว้ แกย้ำว่า
"ถ้าไม่เล่นเก็งกำไรซะอย่าง ไม่ต้องไปกลัวเจ๊ง
แต่ขอเตือนว่าอย่าไปเชื่อโบรกเกอร์มากไอ้พวกนี้มันหวังค่าต๋ง
ใครเชื่อมันรับรองว่าเจ๊งหุ้นหมด"


แม้อายุจะมากแล้วแต่ลุงโกศล ยังทำการบ้านเรื่องหุ้นไม่เคยขาด
แกจะเก็บสถิติหุ้นเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากเคล็ดไม่ลับที่เปิดเผยแล้ว
ยังมีคติในการลงทุนที่เรียนรู้มาจากประสบการณ์ อีกหลายอย่าง

คติแรก...เสียดายดีกว่าเสียใจ การเล่นหุ้นเราต้องถือคติว่า
ถ้าไม่แน่ใจก็อย่าลงทุน ถ้าหุ้นขึ้นไม่ได้ลงทุนก็ไม่เป็นไร อย่าเสียดาย
ดีกว่าไปเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อแล้วมานั่งเสียใจทีหลัง
เพราะถ้าพลาดท่าจะเสียใจ

คติที่สอง...อย่าโลภ สมมติว่าฝากแบงก์ได้ดอกเบี้ย 5%
แต่ลงทุนในหุ้นเราตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20% เราก็ต้องพอใจแค่นี้ บางคนพอได้
20% ก็ขอ 30% พอได้ 30% ก็ขอ 40% ยังงี้ยังไงก็ไม่พอสักที ก็เลยไม่ได้ขาย
รอจนหุ้นตกก็ยังหวังว่าหุ้นมันจะขึ้นมาถึงที่เดิมอีก

คติที่สาม...ต้องรู้ไส้รู้พุงหุ้น
คนที่จะซื้อหุ้นตัวไหนต้องรู้จักสินค้าของบริษัทนั้นทุกแง่มุม
หุ้นดีราคาหุ้นก็จะขึ้นไปเองตามธรรมชาติ
เวลาหุ้นตกไปเจอหุ้นพื้นฐานไม่ดีก็ต้องกล้าตัดความเสี่ยงทิ้ง

คติที่สี่...หุ้นขึ้นให้ขายหุ้นลงให้ซื้อ
พอหุ้นลงคนอื่นเขาเมินหน้า เราต้องติดตามความก้าวหน้าของบริษัท
เมื่อมีความก้าวหน้าดีแต่ราคาต่ำ ไม่มีคนสนใจ เราก็ซื้อเอาไว้
พอหุ้นขึ้นคนแย่งกันซื้อเราก็ทยอยขาย ซื้อมาขายไปจะทำให้เราได้หุ้นมาเปล่า
(ไม่มีต้นทุน) เก็บเอาไว้ ยกเว้นว่าหุ้นดีจริงๆ เราก็ถือยาวเอาไว้กินปันผล

คติที่ห้า...อย่าเล่นหุ้นแบบนักพนัน การเล่นหุ้นต้องเล่นแบบนักบริหาร ต้องมีความอดกลั้น อย่าเชื่อข่าวลือ


บทเรียนการเล่นหุ้นสไตล์ "ปลอดภัย" ของลุงโกศล คงไม่มีคำว่า "ล้าสมัย"
สิ่งที่ลุงทิ้งเอาไว้ก็คือ "แก่นคิด" การลงทุนที่ไม่เคยถูกกาลเวลากลืนหาย
แม้สังขารของลุงจะจากไปไม่มีวันกลับก็ตาม....นอนหลับให้สบายเถอะครับ!!!"คุณ
ลุง"



ขอบคุณครับคุณลุงโกศล





Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 17:49:33 น.
Counter : 410 Pageviews.  

รวบรวมทุกวิกฤตการณ์ของ "ตลาดหุ้นไทย"

รวบรวมทุกวิกฤตการณ์ของ "ตลาดหุ้นไทย"



วิกฤตการณ์ของตลาดหุ้นไทย (2522-ปัจจุบัน)

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย
(ชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ The Securities Exchange of Thailand)
ได้เปิดทำการซื้อขายขึ้นอย่างเป็น
ทางการครั้งแรกและได้ทำการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange
of Thailand" (SET) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534


ปี 2522-กลางปี 2525 วิกฤตเศรษฐกิจ/วิกฤติราคาน้ำมัน


ในช่วงต้นปี 2522 ได้เกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน
ส่งผลให้เกิดอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากกลุ่มโอเปคได้ขึ้นราคาน้ำมันถึง 30%


นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดดุล บัญชีเดินสะพัดในระดับสูงมาก
ภาวะเงินตึงตัวทวีความรุนแรงการลงทุนภาคเอกชนซบเซาอย่างหนัก
การขาดดุลการค้ายังเป็นผลให้
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอลงจนถึงระดับวิกฤติ ในที่สุดรัฐบาล
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ต้องตัดสินใจลดค่าเงินบาทลง 9% เมื่อวันที่ 1 ก.ค.
2524


ในช่วงต้นปี 2522 ยังได้เกิดวิกฤตการณ์ "ราชาเงินทุน"
ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน
วิกฤติที่รุมเร้าทั้งภายในและภายนอกทำให้ตลาดหุ้นซบเซายาวนานถึง 4 ปี
ปริมาณการซื้อขายหุ้นทั้งปีหดหายไปอย่างรวดเร็วจาก 22,533 ล้านบาท ในปี
2522 เหลือเพียง 2,898 ล้านบาท ในปี 2524
นักเล่นหุ้นทุกคนอยู่ในอาการที่สิ้นหวัง


ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำจากระดับ 259.82 จุด เมื่อต้นปี 2522 เหลือ
149.40 จุด ณ ปลายปี ในปี 2523 ดัชนียังคงตกต่ำต่อเนื่องปิดที่ 124.67 จุด
และลดลงเหลือ 106.62 จุดเมื่อปลายปี 2524 คิดเป็นการปรับตัวลงเกือบ 60%


ปี 2526-2528 วิกฤติทรัสต์ล้ม/ลดค่าเงินบาท


หลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ
ข่าวสถาบันการเงินมีฐานะง่อนแง่นก็เกิดขึ้นมาตลอด
เริ่มจากข่าวการสั่งถอนใบอนุญาตราชาเงินทุนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2522
หลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ไม่ว่างเว้นจากข่าวการสั่งปิดทรัสต์ แชร์ล้ม
แบงก์มีฐานะการเงินอ่อนแอ


รวมแล้ววิกฤตการณ์ของบริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทำให้บริษัทต่างๆ ถูกถอนใบอนุญาตในช่วงปี 2526-2528 มากถึง 20 บริษัท


และในเดือนพฤศจิกายน 2527 ได้มีการประกาศลดค่าเงินบาทลงอีก 17.3%


ตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 2526-2528 ทรงตัวยาวนานถึง 3 ปีเต็มๆ ดัชนีในปี 2526
ปิดที่ 134.47 จุด มีปริมาณการซื้อขายทั้งปี 9,323 ล้านบาท ในปี 2527
ดัชนีปิดที่ระดับ 142.29 จุด วอลุ่มการซื้อขายทั้งปีกระเตื้องขึ้นเป็น
10,595 ล้านบาท และในปี 2528 ดัชนีปิดที่ 134.95 จุด มีวอลุ่มทั้งปี
15,333 ล้านบาท


ปี 2530 เหตุการณ์"Black Monday"


วิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดของตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ เหตุการณ์
"วันจันทร์ทมิฬ" (Black Monday) วันที่ 19 ตุลาคม 2530
ส่งผลให้ตลาดหุ้นในตลาดสำคัญๆ ของโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และรวดเร็ว


วิกฤตการณ์ครั้งนี้มีจุดกำเนิดที่ตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาดิ่งลงมากที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ 508.32 จุด หรือคิดเป็น 22.60% มาปิดตลาดที่ระดับ 1,738.74
จุด


เพียงวันเดียว ความมั่งคั่งของคนอเมริกันหายไปประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ


สำหรับตลาดหุ้นไทยในวันนั้น ดัชนีปรับตัวลดลง 36.64 จุด หรือ 8% จากระดับ
459.01 จุด ในวันที่ 19 ต.ค.2530 มาปิดต่ำสุดที่ 243.97 จุด ในวันที่ 11
ธ.ค. 2530


ตลาดหุ้นไทยซบเซาอยู่ประมาณ 2 เดือน ปรับตัวลดลงประมาณ 46%
ก่อนที่จะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะมีการจัดตั้งกองทุนร่วมพัฒนา
(อายุโครงการ 6 ปี) มูลค่า 1,000 ล้านบาท เริ่มเข้ามาซื้อหุ้นเมื่อวันที่
26 พ.ย. 2530(1987)


ปี 2533 สงครามอ่าวเปอร์เซีย


เมื่อตลาดหุ้นไทยกลับมาบูมในปี 2531-2532 ในปีถัดมา 2533
ได้มีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมาก
คือเหตุการณ์อิรักบุกเข้ายึดครองคูเวต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2533
ซึ่งก่อให้เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียอย่างเต็มรูปแบบ


ก่อนหน้านั้น ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 1,143.75
จุดเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2533 แต่เพียง 3 สัปดาห์ ดัชนีดิ่งลงมากถึง 39%
ต่ำสุดที่ระดับ 695.81 จุดก่อนที่จะกระเตื้องดีขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม



ตลาดหุ้นไทยต้องตกอยู่ในพะวังและความไม่ชัดเจนของสงครามถึง 3 เดือนเต็ม
กว่าที่ดัชนีจะทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 544.30 จุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2533
คิดเป็นการปรับตัวลดลงของดัชนีทั้งสิ้น 598 จุด หรือ 52%
(จุดสูงสุด-จุดต่ำสุด)


ปี 2535 เหตุการณ์"พฤษภาทมิฬ"


เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2535
เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตลาดหุ้นไทยต้องสะดุดตัวเองอย่างแรง
เหตุการณ์นี้สืบต่อมาจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534
รสช.เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ตลาดหุ้นตกไปทันที 40.63
จุด และวันถัดมาตกลงอีก 57.40 จุด


จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2535 ก็เกิดเหตุความไม่สงบขึ้น
ครั้งนี้เกิดเหตุการณ์เสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนจำนวนมาก
ตลาดหุ้นตอบรับทางลบอย่างรุนแรง ดัชนีตกลงทันที 65 จุดเหลือเพียง 667.84
จุด ก่อนจะดีดกลับ 61 จุดในวันที่ 21 พ.ค. 2535


หลังเหตุการณ์ความไม่สงบตลาดหุ้นก็ตกอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก
วอลุ่มเฉลี่ยต่อวันลดลงจาก 7,337 ล้านบาท ในไตรมาสแรกเหลือเพียง 4,871
ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2


เมื่อเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนกันยายน 2535
ในช่วงนี้เองก็ปรากฏชื่อของ "เสี่ยสอง" หรือนายสอง วัชรศรีโรจน์
เข้ามาทำเงินจากวิกฤตการณ์ตลาดหุ้น
และตลาดกลับมาคึกคักจนลืมอดีตเหตุการณ์นองเลือดลงอย่างสิ้นเชิง


ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 คณะกรรมการ ก.ล.ต.
มีมติให้ดำเนินการกล่าวโทษเสี่ยสอง กับพวกในข้อหาปั่นหุ้นธนาคารกรุงเทพฯ
พาณิชย์การ หรือบีบีซี ทันทีที่ตลาดหุ้นเริ่มมีอาการซวนเซ ในวันที่ 19
พฤศจิกายน 2535 กระทรวงการคลังก็ประกาศจัดตั้งกองทุน 5,000 ล้านบาท
โดยใช้เงินจากธนาคารกรุงไทยเข้ามาพยุงหุ้น
และยังขอความร่วมมือจากโบรกเกอร์ 40 รายลงขันจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นอีก
10,000 ล้านบาท เข้ามาซื้อหุ้น


ปี 2540 ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท


ก่อนที่จะประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
ตลาดหุ้นตกต่ำอย่างไม่โงหัวขึ้นเลย เป็นการตีตั๋ว "ขาลง" ขาเดียว
มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 จากระดับ 1,410.33 จุด
ดิ่งลงมาตลอดต่ำสุดที่ระดับ 457.97 จุด ในเดือนมิถุนายน 2540 ลดลง 953 จุด
หรือ 67% ภายในระยะเวลา 17 เดือน


นับเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดของตลาดหุ้นไทย
เพราะเป็นการตกต่ำที่หนักหน่วงยาวนาน
ต่างจากวิกฤตการณ์ทุกครั้งที่ตกต่ำเพียงไม่กี่เดือนก็มักจะฟื้นตัว
และเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติ
ศาสตร์เศรษฐกิจของไทย


เริ่มจากปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน
จนผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ขาดความเชื่อมั่น ค่าเงินบาทถูกโจมตีอย่างหนัก
แบงก์ชาติสู้จนเงินหมดหน้าตัก ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
จึงตัดสินใจปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวแบบ Managed Float
รวมทั้งต้องประกาศปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งอย่างถาวร


ตลาดหุ้นตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ดัชนีดิ่งลงไปสู่จุดต่ำสุดที่ระดับ 207
จุดในเดือนกัยยายน 2541 เป็นช่วงขาลงยาวนานที่สุดถึง 33 เดือน นับแต่ต้นปี
2539 ดัชนีปรับตัวลดลง 1,203 จุด คิดการปรับตัวลดลง 85% มูลค่าตลาดรวม
(Market Capitalization) ลดลงจาก 3,969,804 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง
759,451 ล้านบาท


ความมั่งคั่งของคนไทยหายวับไปต่อหน้าต่อตา 3,210,353 ล้านบาท


ปี 2544 เหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐ


เหตุการณ์บึ้มสหรัฐครั้งนั้น สร้างความเสียหายค่อนข้างมาก
แม้ว่าเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด
จะเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แต่วิถีความเสียหายกลับแผ่ไปทั่ว
มาร์เก็ตแค็ปของตลาดหุ้นไทย 6 วันทำการ (11-20 ก.ย.2544) สูญไปแล้วกว่า
2.51 แสนล้านบาท
เป็นความเสียหายชนิดเฉียบพลันอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน


ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมในสหรัฐตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 330 จุด มีมูลค่าตลาดรวม
(มาร์เก็ตแค็ป) อยู่ที่ 1.607 ล้านล้านบาท
หลังเกิดเหตุการณ์ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 266 จุด
คิดเป็นการปรับตัวลดลงประมาณ 19% ตลาดหุ้นซึมอยู่นานกว่า 2 เดือน
ก่อนจะดีดตัวกลับ และเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่



ปี 2549 มาตรการแบ็งค์ชาติ 108 จุด


เป็นเหตุการณ์แบ็งค์ชาติออกมาตรการสะกัดกั้นเงินบาทแข็ง
เป็นผลจากความกังวลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประกาศใช้มาตรการสำรอง
30% สำหรับการนำเข้า เงินทุนระยะสั้น


การประกาศออกมาในเย็นวันที่ 18 ธค 2549 หลังตลาดหุ้นปิดแบ็งค์ชาติประกาศออกมาตรการ 30% หุ้นปิด ลบ 5.74 จุด


จากนั้นเช้าวันที่ 19 ธค 2549 ตลาดเปิดหุ้นดิ่งทันที ลบกว่า100จุด
ก่อนจะหยุดพักการซื้อขาย 30 นาที และทำการซื้อขายต่อราวเที่ยงกว่าๆ
ตลาดปิดภาคเช้า ลบ 83 จุด


ในภาคบ่ายตลาดรูดลงไปมากสุดถึง -142.63 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 622.14 ลดลง 108.41 จุด หรือ 14.84%


ซึ่งดัชนีปิดต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี นับจากระดับ 621.57 เมื่อ 28 ต.ค.47
ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการสกัดเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย
ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นออกมามาก โดยต้องหยุดพักซื้อขายชั่วคราว
30 นาทีระหว่าง 11.29-11.59 น. เนื่องจากดัชนีปรับลงถึงระดับ 10%


ณ. วันนั้นวันเดียวเงินในตลาดหุ้นลดลงกว่า 5แสนล้านบาท


ปี 2551 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์


วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์รุนแรงใกล้ตัวและลามมาเร็วกว่าที่คาดกันไว้มาก
จากโลกซีกอเมริกาลุกลามไปสู่ยุโรป เข้าถึงเอเชีย
และวิ่งต่อไปยังตะวันออกกลาง
เรียกว่าวินาทีนี้ทุกส่วนของโลกโดนพิษวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์กันถ้วนหน้า
ความเชื่อมโยงถึงกันเหมือนดังปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดเงินและกระทบถึงตลาด
ทุน
ซึ่งในวันนั้รเข้าขั้นวิกฤติหนักไม่แพ้การล้มละลายของสถาบันการเงินหลายแห่ง
ในต่างชาติ อันมีต้นเหตุจากปัญหาซัพไพร์ม


ความจริงนักลงทุนต่างชาติจับสัญญาณได้ถึงปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น
ทำให้ตั้งแต่ต้นปี 2551 ต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นในภูมิภาคเอเชียทิ้ง
เพื่อนำเงินกลับไปพยุงบริษัทแม่ที่ใกล้ล้มละลาย
บางส่วนก็นำไปเติมสภาพคล่องกรณีที่เกิดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อนกำหนด
เพราะความวิตกกังวลในปัญหา เรียกได้ว่าทำทุกวิธีทางเพื่อความอยู่รอด
แต่ในท้ายแล้วการเทขายหุ้นออกไปก็ยังไม่สามารถรั้งชีวิตบางบริษัทได้จนต้อ
ปล่อยให้ล้มละลายไป


ความแรงของการเทขายยังมีอย่างต่อเนื่องเพราะความวิตกจากนักลงทุน
โดยเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 51
ตลาดหลักทรัพย์หยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวเนื่องด้วยดัชนี
ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงจากดัชนีราคาปิดวันทำการก่อนหน้า 43.29 จุด
คิดเป็น 10.00% อาศัยอำนาจตามความในข้อ 15
ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การซื้อขาย
การชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2542
ซึ่งกำหนดให้หยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์


การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยดังกล่าว
ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องประกาศใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์
เพื่อพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราวในช่วงเดือนต.ค.ปีนั้นถึง 2 ครั้ง
หลังดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรง 10% ในวันเดียว


ปี 2551 เป็นปีที่มีข่าวหนาหู
และปรากฏเป็นจริงที่สถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาล้มระเนระนาด ต้องเพิ่มทุน
ถูกเทกโอเวอร์ และล้มละลาย จนมาถึง “เลแมน บราเดอร์ส” และ “เอไอจี”


ตลาดหุ้นของไทยได้ซึมซับรับพิษไปอย่างเบ็ดเสร็จมาแตะในระดับต่ำสุด 380.05
จุด ในวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ทั้งที่ในต้นปีเดียวกันนั้น ณ วันที่ 2
มกราคม 2008 ดัชนีตลาดหุ้นปิดที่ 842.97 จุด เป็นดัชนีที่ลดลงต่ำพอๆ กับปี
2532และเป็นดัชนีที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540



จบ





 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 17:47:09 น.
Counter : 968 Pageviews.  

คาถานักเล่นหุ้น

คาถานักเล่นหุ้น


- วันชัยตันติวิทยาพิทักษ์ -


มติชนรายวัน, 1 พฤศจิกายน 2546



"เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง"

ม.จ.สิทธิพร กฤตากร

คำพูดเช่นนี้อาจใช้ไม่ได้กับภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มีชนชั้นกลางหลายแสนคนกำลังหายใจเข้าออกเป็นราคาหุ้น จนแทบไม่เป็นอันทำมาหากิน

หลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นมีโอกาสต้อนรับบรรดานักลงทุนรายใหม่ๆ ที่ติดปีกบินเข้าสู่ตลาดหุ้นรายแล้วรายเล่า

คนเหล่านี้ยอมถอนเงินออกที่เก็บมานานจากธนาคาร ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำติดดินหันมาลงทุนในตลาดหุ้นแทน ด้วยเหตุผลเดียวคือ หาเงินทองเข้ากระเป๋า ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าการฝากธนาคาร

มูลค่าการซื้อขายหุ้นจากวันละไม่กี่พันล้านบาท ถีบตัวสูงขึ้นถึงวันละสามหมื่นกว่าล้านบาท ผลักดันให้ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งจาก 300 กว่าๆ จุดขึ้นมา 600 จุดได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งปี

กระทิงวิ่งรวดเดียวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

อาจารย์ตามสถาบันการศึกษาจำนวนมากเริ่มไม่มี สมาธิในการสอน มัวแต่ดูราคาหุ้นผ่านโน้ตบุ๊กคุณหมอหลายคนรีบๆ รักษาคนไข้ให้ทันก่อนเวลาสิบโมงเช้า อันเป็นเวลาตลาดหุ้นเปิดทำการ เพื่อมาเล่นหุ้นออนไลน์ในห้องพักส่วนตัว

"วันนี้ TPI เด้งดีจริง... ปิดตลาดเช้านี้ ZMICO เข้าวิน... ปิดตลาดตอนเย็น ITV แผ่วปลาย"

หุ้นซึ่งถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง กลับมีศัพท์แสงออกไปทางภาษาม้าแข่ง เข้าทุกที แม้ว่าจะมีนักวิชาการออกมายืนยันว่า หุ้นเป็นการลงทุน ไม่ใช่การพนัน

ที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีคนเล่นหุ้นได้กำไร มากกว่าขาดทุน จนทำให้มนุษย์เงินเดือนหลายคนลาออกจากงานประจำมาเล่นหุ้นอย่างเดียว เพราะการหาเงินจากตลาดหุ้นช่วงขาขึ้นช่างง่ายดายเหลือเกิน

ไม่ต้องมีความรู้อะไรมาก ดูแค่ว่าวันนี้หุ้นตัวไหนเด้งดี ก็อัดเงินเข้าไปเต็มๆ แบบแทงหวย ไม่ต้องสนใจหาความรู้ว่าหุ้นที่ซื้อมาทำกิจการอะไร กำไรขาดทุนเท่าไหร่

"เชื่อผมเถอะ เล่นหุ้นขาขึ้น แทงตัวไหนก็ถูก หุ้นสีเขียวเกือบทั้งกระดาน" แมลงเม่าบางรายกล่าวด้วยความมั่นใจ โดยลืมไปว่า วันที่กระดานแดงเถือกมีมากกว่า

ขณะที่เซียนหุ้นคนหนึ่งกล่าวเตือนสติว่า

"ร้อยละ 90 ของคนเล่นหุ้น เล่นหุ้นเจ๊ง เพราะนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ถือคติว่า มาตลาดหุ้นเพื่อหาเงินแต่คาถาข้อแรกของการเล่นหุ้นคือ มาตลาดหุ้นต้องหาความรู้ก่อนมาหาเงิน"

แต่นักเล่นหุ้นไทยมาตลาดหุ้นเพื่อหาเงินก่อน ความรู้ไว้ทีหลัง

เซียนหุ้นอีกคนกล่าวว่า

"วันแรกที่คุณได้เงินจากการเล่นหุ้น จงจำไว้ว่า อันความโลภไม่เคยปรานีใคร คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ที่เจ๊ง เป็นเพราะไม่รู้จักพอ เล่นหุ้นตัวหนึ่งได้กำไร 20% ก็ไม่ตัดขาย อยากจะได้กำไรมากกว่า สุดท้ายหุ้นก็ตก จากที่เคยมีกำไรสามแสนบาท เป็นขาดทุนอยู่สี่แสนบาท"

"พึงระลึกไว้เสมอว่า เงินไม่ใช่ของคุณ ตราบใดที่คุณยังไม่เลิกเล่นหุ้นเพราะเงินที่ได้เป็นแค่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้น หรือลดลงอยู่ตลอด ในบัญชีคุณจะรู้ว่าคุณได้กำไรหรือขาดทุน ก็ต่อเมื่อคุณล้างมือจากอ่างทองคำใบนี้แล้ว" เซียนหุ้นคนเดิมตอกย้ำ

แต่ในความจริง คนเล่นหุ้นในตลาดมีอยู่สองพวกที่เลิกเล่นหุ้น คือ หนึ่งตาย สอง หมดตัว

หุ้นจึงเป็นสิ่งเสพติดชนิดหนึ่งที่ถูกกฎหมาย

เข้าไปแล้วหากขาดสติ ประมาท หรือไม่รู้จักพอก็ไม่มีทางที่จะหลุดออกมาง่ายๆ

ทุกวันนี้บรรดาบริษัทหลักทรัพย์ต่างออกมาให้ความเห็นว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังดีต่อเนื่อง มีโอกาสได้เห็นดัชนี 700 กว่าจุดแน่นอน

บรรยากาศช่างใกล้เคียงกับเมื่อเกือบสิบปีก่อน ตอนที่ดัชนีวิ่งแบบม้วนเดียวจบจาก 900 กว่าจุด ขึ้นสูงถึง 1,700 จุด โดยใช้เวลาเพียงเจ็ดแปดเดือน บรรดานักวิเคราะห์ออกมาฟันธงในขณะนั้นว่า ดัชนีจะพุ่งสูงถึง 2,000 จุด แต่เอาเข้าจริงดัชนีกลับร่วงหล่นลงมาจนติดดินที่ 200 กว่าจุด

เซียนหุ้นระดับเหยียบเมฆไร้เงากล่าวว่า

"เซียนหุ้นที่แท้จริง คือคนที่รู้จักพอและไม่ประมาท สามารถเอาตัวรอดได้เวลาหุ้นตก ไม่ใช่หาเงินได้เก่งตอนหุ้นขึ้น"

<img src=../emo/emo26.gif>





Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 17:44:27 น.
Counter : 409 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

MakotoN
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ

เพิ่งเริ่มเล่นหุ้น มือใหม่ฝากตัวด้วยครับ
กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่


บลอกแห่งนี้มีไว้แปะข้อมูล บทความต่างๆ ที่ผมพบเจอในเว็บไซต์ต่างๆ
ที่ผมเห็นว่า มีประโยชน์ และรวมรวมมาจากที่ต่างๆ มากมาย

บทความทั้งหมด ผมจะพยายามใส่เครดิตที่มาไว้นะครับ
บทความไหนถ้ามีลืมใส่ไปก็แจ้งเข้ามาได้นะครับ บางทีรีบแล้วลืมใส่


...



อาจจะมีแปะเรื่องอื่นๆบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ นะครับ รับรองว่าได้ความรู้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน *-*
Friends' blogs
[Add MakotoN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.