Free to read , to write , Free to live, live it free!! - เพื่ออิสรภาพทางการเงิน**
Group Blog
 
All Blogs
 

กฎ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วย การวิเคราะห์ทางเทคนิค

http://www.investorchart.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=345718&Ntype=4

กฎ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วย การวิเคราะห์ทางเทคนิค

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้
เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน
เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว
เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้

ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว,
ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ
หากท่านสามารถเข้าใจและปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผม
เชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด
ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ

1. ดูแนวโน้ม
เรียนรู้ชาร์ตในระยะยาว
โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี
การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของ
ตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น
เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว
จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที
การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้
ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น
คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและ
ยาว

2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
แนวโน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง
และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด
และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม
โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ

ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง
หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์
ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที อย่างไรก็ตาม
ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น
และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย

***3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์แนวรับและแนวต้าน
จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของ
รอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน
ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว

หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน
แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง อีกนัยหนึ่ง
จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ และเช่นเดียวกัน
ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่

4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
เทียบอัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์
โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้ม
ของช่วงก่อน
คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้
อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง
50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย
อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน
และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ
อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น
เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น
จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด


5. ใช้เส้นแนวโน้ม
เส้นแนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและ
มีประสิทธิภาพที่สุด
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2
ตำแหน่งบนชาร์ต เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน
และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน
ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนว
โน้มของมัน
หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม
จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม
เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย
เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง
จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม
และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น


6. ติดตามค่าเฉลี่ย
หมายถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย
ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย
เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยัน
สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม
อย่างไรก็ตาม
เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน
รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2
เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5
วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน
สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่
ยาวกว่า
หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน
เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม
การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100)
เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป
ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม
Oscillators
จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป
และทำให้เกิดการกลับตัว Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative
Strength Index (RSI) และ Stochastics
ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators
เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70
จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30
แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold) ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ
Stochastics คือ 80 และ 20
นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14
วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics และ 9 หรือ 14
วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators
จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว
เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไร
และไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน
สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณ
ในระดับวัน
และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที

8. มองเห็นสัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD)
เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel)
ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold
ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน
สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า
โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์
สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือศูนย์
สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD
histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น
สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย

9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Directional Index (ADX)
เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่
และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด เส้น ADX
ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก
ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง
แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้
Oscillators ในการวิเคราะห์
การใช้ ADX
ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม
กับสภาวะตลาด

10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณที่ให้การยืนยันรวม
ถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจากผู้ที่เข้ามาซื้อขาย
ใหม่ (open interest) ทั้ง 2
ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า
ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว
สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียว
กับแนวโน้มปัจจุบัน ในแนวโน้มขาขึ้น
ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่
ส่วน open interest
ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนว
โน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก open interest ลดลง
ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง

ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest
หนุนอยู่ด้วย





Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:59:25 น.
Counter : 618 Pageviews.  

กฏ 24 ข้อสำหรับนักซื้อขายหุ้นรายวัน (เทรดเดอร์)

กฏ 24 ข้อสำหรับนักซื้อขายหุ้นรายวัน (เทรดเดอร์)

การเป็นเทรดเดอร์นั้น
โอกาสที่จะแม้แต่คุ้มทุนแทบจะน้อยมากหรือไม่มีเลย หากเราไม่นิ่ง
ไม่มีระบบปฏิบัติตนประจำตัว และไม่ทำตนให้แตกต่างจากผู้อื่น
และจำเป็นอย่างมากที่จะต้องปฏิบัติตามแนวทาง
หรือกฏที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์


เป้าหมายของกฏนี้ก็คือ ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด และทำกำไรให้ได้มากที่สุด

กฏข้อที่ 1 ปฏิบัติตามกฏ
บางคนเวลาเข้าตลาดใหม่ๆนั้นก็จะลงทุนซื้อขายกันเลย
โดยเห็นผู้ที่เข้ามาก่อนหน้านั้นได้กำไร
แต่ความเป็นจริงก็คือผู้ที่เข้ามาก่อนหน้านั้น
เขามีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนหน้ามากมายนัก
กฏดังที่จะกล่าวต่อไปนี้นั้น รวบรวมมาจากประสบการณ์หลากหลาย
ดังนั้นจึงเป็นทางลัดของเทรดเดอร์มือใหม่
โดยรับประกันได้ว่าหากไม่ปฏิบัติตามกฏนี้แล้ว จะขาดทุนในระยะยาว


กฏข้อที่ 2 ให้พิจารณาว่าเราจะซื้อขายอย่างไร
ต้องพิจารณาถึง เทคนิค กลยุทธ์ และระบบที่เราถูกใจและเข้ากับลักษณะการเทรดของเราได้มากที่สุด
คลิ๊กที่นี่เพื่อศึกษาเรื่องกลยุทธ์วื้อขาย

กฏข้อที่ 3 ค้นหาเทคนิคการเทรดที่จะยึดปฏิบัติ และพยายามฝึกฝนให้ชำนาญ
บ่อยครั้งที่มือใหม่จะเปลี่ยนเทคนิคการเทรดไปๆมาๆ
เพียงเพื่อให้ได้พิสูจน์ว่าเทคนิคอันแรกนั้นใช้ได้ดีที่สุด
แต่กว่าจะพบได้เงินลงทุนก็หมดพอดี

แต่หากต้องการที่จะเปลี่ยนเทคนิคใหม่
ให้ทดลองเทรดเทคนิคใหม่นี้ในกระดาษเสียก่อนอย่างน้อยสองอาทิตย์
หากได้ผลแล้วจึงเทรดโดยใช้เงินจริง


กฏข้อที่ 4 เทรดในกระดาษก่อน
คือการเขียนหุ้นตัวที่จะซื้อ พร้อมทั้งราคาซื้อ ราคาที่จะขาย และจุดตัดขาดทุนหากหุ้นไม่ขึ้นตามที่คาดไว้ โดย
ก. เลือกหุ้นที่ต้องการจะซื้อ แล้วเขียนชื่อมันลงในกระดาษ
ข. เขียนจุดตัดขาดทุนลงในกระดาษ
ค. ระบุจำนวนหุ้นที่ต้องการจะซื้อ
ง. เขียนราคาที่ต้องการจะขายลงในกระดาษ
ตรวจสอบราคาซื้อและขายว่าได้หรือเปล่า แล้วจดบันทึก กำไร
หรือ ขาดทุนเอาไว้
ห้ามข้ามไปกฏต่อไปจนกว่าจะทดลองเทรดในกระดาษอย่างน้อยสองอาทิตย์
หรือเมื่อทำกำไรได้ถึง75% ของจำนวนครั้งที่เทรด


กฏข้อที่ 5 เทรดโดยเงินจริงๆ
สิ่งที่เราจะได้พบก็คือว่า
การเทรดโดยใช้เงินจริงนี้ยากกว่า และแตกต่างกับ การเทรดในกระดาษมากนัก
ซึ่งเราจะต้องเทรดโดยเดิมพันด้วยเงินของเรา
และจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมาก

ในแต่ละครั้งที่เราจะซื้อหรือขายนั้น เราจะต้องมีลักษณะสมดุลย์ที่มีเหตุผล ระหว่าง ความกลัว และความโลภ
ก. เริ่มต้นด้วยการเทรดในจำนวนที่ไม่มากกว่า 1 หมื่นบาท
หรือในการซื้อขาย 20 ครั้งแรกนี้นั้นห้ามใช้เงินเทรดเกิน 25%
ของเงินที่เรามีอยู่ จนกว่าจะมีความชำนาญในระดับ 75% ก่อน (หมายความว่า
เทรด 100 ครั้ง จะได้กำไร 75 ครั้ง)
หลังจากนั้นให้เพิ่มเงินเทรดขึ้นอีกระดับหนึ่ง
และเทรดที่ระดับนี้จนกระทั่งได้ความชำนาญในระดับ 75%
จึงเพิ่มวงเงินขึ้นได้ต่อไป

ด้วยวิธีนี้เราจะได้ความมั่นใจ
เราจะได้รู้ว่ามันยากหรือง่ายขนาดไหนไนการซื้อหรือขายให้ได้กำไร
ให้จำไว้เสมอว่าการซื้อขายจริงนี้เราไม่สามารถซื้อหรือขายได้ดั่งใจดั่งที่
เคยทำในกระดาษ

ในช่วง 20 ครั้งแรกนี้ แม้ว่าเราจะไม่ได้กำไรเลย แต่การที่เราเทรดในจำนวนน้อยนั้น ทำให้เราไม่ขาดทุนในจำนวนมาก

กฏข้อที่ 6 ไม่มี

กฏข้อที่ 7 ใช้การตั้งออเดอร์ในการซื้อหรือขาย
การเคาะซื้อหรือเคาะขายนั้น หากไม่ทำให้เราติดหุ้นที่ยอดดอยแล้ว เราก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น

กฏข้อที่ 8 ให้ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ
ทุกครั้งที่เข้าซื้อ จะต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้เสมอ
และเมื่อราคาหุ้นไม่เป็นไปตามที่เราคาด
และตกต่ำหรือทำท่าว่าจะตกต่ำกว่าจุดตัดขาดทุนนี้ เราจะต้องขายทันที
อย่าหวังลมๆแล้งๆว่าหุ้นจะขึ้นอีก การตั้งจุดต้ดขาดทุนนี้
อาจจะทำได้โดยให้มาณเก็ตติ้งดูราคาที่เราตั้งไว้ว่าเป็นจุดตัดขาดทุน
และหากมรการเคาะขายลงมาจะจำนวนหุ้นที่รอซื้ออยู่ที่ระดับราคานี้นั้น
เหลืออยู่น้อยแล้ว เราก็ควรจะเคาะขายที่ราคานี้เลย
มิเช่นนั้นแล้วเราอาจจะต้องเคาะขายที่รัคาต่ำกว่านี้อีก 1 สเต็บได้


กฏข้อที่ 9 ห้ามไล่ซื้อ
หากเราตั้งซื้อหุ้น แล้วไม่ได้หุ้น
ในขณะที่หุ้นวิ่งขึ้นไปแล้ว ห้ามไล่ซื้อเป็นอันขาด
แต่ให้ตั้งซื้อในราคาที่สูงขึ้นไปอีกสักสองสเต็บ
ซึ่งโดยปกติแล้วหุ้นจะวกกลับมาหาเราเอง แต่หากมันไม่มาก็ไม่ต้องสนใจ
ให้ไปหาโอกาสในหุ้นตัวอื่นที่ความเสี่ยงน้อยกว่าดีกว่า

การไล่ซื้อนั้นจะทำให้เราซื้อหุ้นได้ที่ยอดสูง
และเมื่อหุ้นปรับฐานลงมา ราคาก็จะต่ำกว่าจุดตัดขาดทุนของเรา
และเราก็จะต้องขายตัดขาดทุนออกมา


กฏข้อที่ 10 หากดัชนีเป็นสีแดงห้ามซื้อ
หากดัชนีตลาดรวม
หรือดัชนีกลุ่มของหุ้นที่เราจะซื้อเป็นสีแดง (หมายถึงราคาลดลง)
ห้ามซื้อหุ้นเด็ดขาด ให้นั่งพัก และเรียนรู้ลักษณะของหุ้นแต่ละตัวไปพลางๆ


กฏข้อที่ 11 ห้ามเทรดสวนแนวโน้ม
หากหุ้นที่เราจะเทรดมีแนวโน้มลง ห้ามซื้อ เด็ดขาด

กฏข้อที่ 12 ให้ใช้เงินที่มีเก็บสะสมไว้ในการซื้อขายหุ้นเท่านั้น
ห้ามใช้เงินที่กันไว้สำหรับ ใช้จ่ายประจำวัน
ใช้หนี้เงินกู้ ใช้ในธุรกิจประจำ มาซื้อขายหุ้นเป็นอันขาด และ
ห้ามกู้เงินมาซื้อขายหุ้นเด็ดขาด


กฏข้อที่ 13 สะสมหุ้นที่แตกต่างกันหลายตัว
กฏข้อนี้เหมาะกับผู้ที่จะลงทุนถือหุ้นข้ามคืน
ห้ามลงทุนในหุ้นตัวหนึ่งในจำนวนเงินที่มากกว่า 20% ของจำนวนเงินทั้งหมด
จำนวนหุ้นที่เหมาะสมคือ 5 ตัว


กฏข้อที่ 14 ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด และทำกำไรให้มากที่สุด
เมื่อหุ้นไม่เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ ควรตัดขาดทุนที่ระดับ 1-2 สเต็บ เพื่อให้เราขาดทุนมากที่สุดก็แค่นี้
ซึ่งหากเราเทรดได้ชำนาญแล้วนั้น อัตราความชำนาญที่ 75% จะทำให้เราได้กำไรต่อเนื่อง
การถือหุ้นไว้ด้วยความหวังลมๆแล้งๆที่คิดขึ้นมาเองนั้น จะทำให้หมดตัวในไม่ช้า
ความเตรียมใจยอมรับการขาดทุน และต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ได้กำไรมา

กฏข้อที่ 15 ห้ามโลภ
หากได้กำไรในระดับที่เหมาะสมแล้วนั้น อย่าโลภ ให้ทำกำไร
และหาหุ้นตัวอื่นเพื่อทำกำไรต่อไป การทำกำไรในระดับ 2.5-5%
ในการเทรดในระหว่างวันนั้นเป็นกำไรที่ใช้ได้แล้ว
การทำกำไรให้ได้มากขึ้นนั้นอาจจะทำได้อีกวิธีหนึ่ง
ซึ่งทำได้เฉพาะในตลาดขาขึ้นเท่านั้น คือให้ขายที่กำไร 3% ครึ่งหนึ่ง
แล้วที่เหลือถือไว้ขายในตอนบ่าย 3
โมงซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่ราคาหุ้นอยู่สูงสุดของวัน เพราะหลังจากนี้แล้ว
พวกเราเองที่เข้ามาซื้อทีหลังจะเทขายออกมา เพราะไม่ถือหุ้นข้ามคืน


กฏข้อที่ 16 อย่าเทรดบ่อยเกินไป
ถ้าวันนั้นไม่ใช่เป็นวันของเราแล้ว
การเทรดมากครั้งเกินไปก็จะยิ่งแย่กันไปใหญ่
และหากวันนั้นเป็นวันของเราแล้ว
การเทรดมากครั้งเกินไปก็อาจจะทำให้เราขาดทุนได้

จำนวนครั้งในการเทรดในวันหนึ่งๆ นั้น ใม่ควรเกิน 4 ครั้ง

กฏข้อที่ 17 หากเป็นเทรดเดอร์ในระหว่างวันแล้ว ห้ามถือหุ้นข้ามคืน
ช่วงเวลาที่เสี่ยงที่สุดของเทรดเดอร์ระหว่างคือช่วง 15
นาทีสุดท้าย เพราะเทรดเดอร์คนอื่นๆก็จะขายหุ้นเหมือนกับเรา
ดังนั้นหากแนวโน้มหุ้นไม่ขึ้นอย่างแข็งแกร่งแล้ว ควรจะขายให้ได้หมดก่อน 40
นาทีสุดท้าย


กฏข้อที่ 18 หยุดซื้อหุ้นเมื่อเลย 11.00 น. ไปแล้ว
โอกาสที่เราจะทำกำไรได้ จะมีอยู่แค่ช่วง 10.00-11.00 น.
เท่านั้น หลังจากนี้แล้ว โอกาสที่จะได้กำไรจะลดลง และความเสี่ยงจะมากขึ้น
ในช่วงหลังจาก 11.00 น. ไปแล้วนั้น ควรจะเป็นเวลาหาความรู้เพิ่มเติม
เพื่อเสริมสร้างอาวุธคู่ตัวต่อไป


กฏข้อที่ 19 ถ้าขาดทุน ให้ออกจากตลาดทันที
หากขาดทุนหนึ่งครั้งในวันนั้น ให้หยุดและออกจากตลาดทันที โดยให้เริ่มใหม่วันรุ่งขึ้นแทน

กฏข้อที่ 20 หากได้กำไรแล้ว อย่าโลภไล่ซื้อหุ้นตัวตัวเดิมหากมันวิ่งต่อไปอีก
บ่อยครั้งที่เมื่อเราได้กำไรเร็วในตอนเช้าแล้ว
โดยหลังจากที่เราขายหุ้นนั้นไปแล้ว มันก็วิ่งขึ้นต่อไป
ในตอนนี้ห้ามไล่ซื้อหุ้นตัวนี้โดยเด็ดขาด การทำอย่างนี้นั้น
โอกาสที่จะเสียมากกว่าได้ เพราะฉะนั้น อย่าทำ


กฏข้อที่ 21 ต้องฝึกฝนระดับสองต่อไป
ให้ฝึกฝนในระดับสองต่อไป (จะมีมาทีหลังครับ)

กฏข้อที่ 22 การถือหุ้นนั้นมากกว่า 15 นาที โอกาสที่จะขาดทุนมีมาก
ห้ามถือหุ้นเกิน 15 นาที เพราะหากมันไม่วิ่งต่อไปแล้วนั้น
โอกาสที่จะลงนั้นก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ การซื้อหุ้นโดยใช้หลักการ โมเมนตัมนี้
โดยทั่วไปแล้วจะได้กำไรภายใน 1-5 นาที


กฏข้อที่ 23 ห้ามซื้อขายหุ้นที่ออกเสนอขายก่อนเข้าตลาด
เขาบอกว่ามันเสี่ยงสูง เพราะไม่มีใครทราบว่า มีอะไรซุกซ่อนอยู่ลึกๆข้างในหรือเปล่า

กฏข้อที่ 24 ฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน
ขอให้ทุกคนโชคดีทำกำไรได้สม่ำเสมอในการซื้อขายหุ้นครับ
หรือใครมีเทคนิคอย่างไรก็เมลมา joooobs@hotmail.com เพื่อเผยแพร่ แลกเปลี่ยนกันได้ครับ ทางเราจะนำเสนอขึ้นให้ครับ


หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ ดัดแปลงมาจาก 24 Rules To Follow For Your Survival As A New Day & Stock Trader! ครับ


นำมาจาก http://www.bobby2book.com/stock/knowledge/day%20trade%2024%20rules.html




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:39:56 น.
Counter : 2603 Pageviews.  

ของขวัญวันหยุด...set35 ปี ดูจะๆรายปี !

ของขวัญวันหยุด...set35 ปี ดูจะๆรายปี !



มองภาพ SET ย้อนหลัง 35ปี ในกราฟในรายปี

ข้อสังเกต อย่างเช่น....

โดยส่วนใหญ่แล้วในไตรมาส1 จนถึงกลางไตรมาส2 หุ้นจะเป็นขาขึ้น
และปรับตัวลงในไตรมาส3ต่อเนื่องไตรมาส4

ใน 34 ปีที่ไม่รวมปี09 มีดัชนีปรับตัวขึ้น(เขียว) 18 ปี และปรับตัวลง 16 ปี

ใน 10 หลัง ดัชนีเขียว 6 ปี และแดง 4 ปี

และอื่นๆอีกมากมาย...


ชื่อ:  S2M SET YEAR.gif<br>ครั้ง: 1117<br>ขนาด:  104.4 กิโลไบต์






Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:28:07 น.
Counter : 227 Pageviews.  

มาหัดวางแผนเล่นยาวแบบมีกึ๋นกันครับ...


















มาหัดวางแผนเล่นยาวแบบมีกึ๋นกันครับ...


ขอมอบ
แทนดอกไม้วาเลนไทน์ คิดว่าหลายท่านคงมีแนวคิดซื้อขายเองได้แล้ว
ดูแล้วหุ้นหลายๆตัวเริ่มยืนได้ อาจต้องเข้าซื้อครับ
ดูจบเดือนก่อนนะครับไม่ต้องรีบ เพราะนี่คือการลงทุนยาวด้วยกราฟเดือน
แบบซื้อฝังตุ่ม
กว่าจะขายอีกทีเป็นเดือนหรือปีครับ...ก่อนอื่นควรเลือกหุ้นที่ pe
ต่ำ(<10 ลงมา)ปันผลสูง(>7% ขึ้นไป)ดีที่สุด ในที่นี้เห็น psl
เข้าตา(เหมือน tta ครับ)....ด้วยวิธีนี้คุณไม่ตกรถไม่ติดดอย
ได้ปันผลอร่อยเหาะครับ รับประกันได้ ...หมายเหตุ
ด้วยวิธีนี้การเข้าซื้อไม้แรกควรเป็นจำนวนมากว่าไม้สอง เช่น close>ema5
เข้าซื้อ 70% port...ema5>ema10 ซื้อเพิ่ม 30% port ในการขายก็เช่นกัน
คือ close


รูป




































ตัวนี้เป็นขาขึ้นสวนกระแสเหมือนในกลุ่ม
แต่ผ่านเวลาซื้อลงทุนไปแล้วครับ(รอขาย) หรือเข้าซื้อแบบระมัดระวัง
...จริงๆแล้วหุ้นมีเป็นร้อยตัว
รอคลื่นลูกใหม่ที่เพิ่งเริ่มกลับเป็นขาขึ้นมาแรงดีกว่าครับ


รูป








 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:26:22 น.
Counter : 290 Pageviews.  

เล่นหุ้นระวังกินหางตนเอง

http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=2696



คนเล่นหุ้น ก่อนจะกำไรเป็นกอบเป็นกำ
ต้องผ่านประสบการณ์ บางประสบการณ์เจ็บปวดขาดทุนย่อยยับ
แต่บางประสบการณ์คือการเสียเวลา(ขาดทุนโอกาส)ก็แสนจะเสียดาย
ทั้งสองแบบคือความเสียหายทั้งสิ้น


การขาดทุนรุนแรงมักเกิดกับการเล่นเชิงเก็งกำไรที่ไม่มีประสบการณ์
ด้วยข้อบกพร่องต่างๆ
ทั้งสิ่งที่มีอยู่กับตัวเองและสิ่งที่เกิดจากสภาพแวดล้อมยัดเหยียดมาให้
อะไรไม่สำคัญเท่าความโลภ เมื่อเราเห็นหุ้นวิ่ง ใจจะสั่น
ความอยากกำไรจะตามมา ยิ่งเห็นตั๋วใหญ่ๆเคาะสูงขึ้น ยิ่งจินตนาการมาก
เคาะตามด้วยจำนวนเต็มพรอท
(ผิดหลักการเก็งกำไร
ใครมีโปรแกรมหรือเข้าใจวิธีจะไม่ยอมทำเช่นนี้
แต่จะซื้อด้วยความเสี่ยงที่ตนรับได้)
เมื่อราคาหุ้นพุ่งทะยาน
บางคนจะรีบตรวจสอบกราฟดูเทคนิค อ่านเครื่องมือ
ยิ่งอ่านหลายเครื่องมือยิ่งใจรวน
เมื่ออ่านว่าเป็นแนวโน้มขึ้นจะเกิดความโลภ
คิดซื้อช่วงแรกของขาขึ้นด้วยจำนวนมาก (เสี่ยง แต่ถูกหลักการเก็งกำไร
ต้องมีวิธีจัดพรอทเข้าช่วย) พอซื้อเสร็จราคาก็เลี้ยวลง หลาย ๆ
ช่องราคาจนทนไม่ไหวตัดใจขาย
พอขายเสร็จเป็นเวลาที่ที่หุ้นนั้นปรับฐานเสร็จแล้ว
(กลายเป็นขายหมูแบบขาดทุน) รีบซื้อคืนในราคาที่แพงกว่าขาย
ทำเช่นนี้ไม่กี่ครั้ง กระเป๋าฉีกแน่นอน ภาษาวงการหุ้นจีน เรียกว่า กินหางตนเอง (ดูรูปการ์ตูนประกอบ)



ส่วนพวกที่ดูปัจจัยจนชัด ก็เข้าซื้อหุ้นในฝันนั้นเต็มพรอท แล้วก็ถือรอ
ผ่านการผันผวนขาขึ้นสักพัก ใจจะเย็นชื้น ต่อไปนี้หากราคาหุ้นนั้นลง
มักคิดเข้าข้างตนเองว่า ปรับตัวเล็กน้อยพื้นฐานดี ไม่น่ากลัวถือต่อได้
เวลาผ่านไป(หากตลาดดี หุ้นนั้นก็จะขึ้น แต่หากตลาดมีผลกระทบอื่น หุ้นดีๆ
ก็เละเป็นโจ๊กได้ เช่นกัน 555) เวลาผ่านไปหลายปี
ราคาหุ้นนั้นก็ไม่ยอมขึ้นมาเท่าราคาที่ซื้อ
อย่างงี้คือวิเคราะห์ราคาซื้อผิด หรือไม่ ก็เจอมีกรรม
ตลาดถูกระทบจากเหตุอื่นๆ ในที่สุด เสียเวลามาก ๆ
บางครั้งรอหลายปีกว่าจะเท่าทุนซื้อ อย่างงี้เรียกขาดทุนเวลา
ทั้งเจ็บปวดทั้งเสียเวลา ทำเอาสุขภาพจิตเสื่อม


เล่นหุ้นควรเล่นด้วยวิธีผสาน คือเก็งกำไรก่อนลงทุน
ใครสนใจก็ไปอ่านกระทู้ตามลิงค์ข้างล่าง แล้วรีบตัดสินใจ เพราะจัดเฉพาะชาว
S2M ครั้งเดียว


Nowya


ลิงค์กระทู้

http://www.stock2morrow.com/forums/s...ead.php?t=2666



รูป






Free TextEditor




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 23:14:33 น.
Counter : 228 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

MakotoN
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ

เพิ่งเริ่มเล่นหุ้น มือใหม่ฝากตัวด้วยครับ
กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่


บลอกแห่งนี้มีไว้แปะข้อมูล บทความต่างๆ ที่ผมพบเจอในเว็บไซต์ต่างๆ
ที่ผมเห็นว่า มีประโยชน์ และรวมรวมมาจากที่ต่างๆ มากมาย

บทความทั้งหมด ผมจะพยายามใส่เครดิตที่มาไว้นะครับ
บทความไหนถ้ามีลืมใส่ไปก็แจ้งเข้ามาได้นะครับ บางทีรีบแล้วลืมใส่


...



อาจจะมีแปะเรื่องอื่นๆบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ นะครับ รับรองว่าได้ความรู้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน *-*
Friends' blogs
[Add MakotoN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.