Free to read , to write , Free to live, live it free!! - เพื่ออิสรภาพทางการเงิน**
Group Blog
 
All Blogs
 

ให้นาย Value เป็นกองหลัง นาย Growth เป็นกองหน้า

บทความโดย คุณ OutOfMyMind จาก ThaiVI  


ขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วยครับ




สร้างทีมของคุณให้ มี Value เป็นกองหลัง Growth เป็นกองหน้า เลือกผู้เล่นแบบ Concentrate



ถ้าเปรียบพอร์ตที่ผมใฝ่ฝันให้เป็นดั่งทีมฟุตบอล


กฏเหล็กแห่งการไม่แพ้คือ "ห้ามเสียประตู" เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้
กองหลังต้องแน่นปึ๊ก เปรียบได้ดังการมองหาผู้เล่นจากค่าย Value ที่มี
Margin of Safety มากพอ และยากที่เล่นผิดพลาดให้เสียประตู


เมื่อหลังแน่นแล้ว ก็ต้องหากองหน้าฝีเท้าเฉียบคม
ผมขอซื้อตัวกองหน้ามาจากค่าย Growth ที่มีศักยภาพในการทำประตูสูง ดูจาก BV
หรือ PE แล้วอาจเหมือนมี Margin of Safety ต่ำ แต่อย่าลืมพิจารณาถึง Brand
Equity
และฝีมือที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่นอกเหนือจากข้อมูลทางการเงินที่เป็นตัวเลข
ประวัติการทำประตูที่โดดเด่น ต่อเนื่องยาวนาน ไม่เคยมีปัญหาบาดเจ็บ หรือ
ฟอร์มตก ปัญหาที่บ้านก็ไม่มีให้กังวลใจ รับรองซื้อมาไว้ร่วมทีม
เขาต้องออกล่าประตูให้เราแน่



เมื่อบวกกองหลัง Value เข้ากับกองหน้า Growth ก็จะเกิดเป็น Synergy เกิดพลังมหาศาล


ทีนี้ แม้ตั้งใจว่าจะเอา Value เป็นกองหลัง เอา Growth
เป็นกองหน้าแล้ว
แต่จะเลือกใครเข้ามาร่วมทีมล่ะในเมื่อมีผู้เล่นให้เลือกซื้อมากมายจากหลายลี



ก็ขอให้ท่านผู้จัดการทีมสร้างทีมโดยยึดหลักสร้างทีมแบบ Concentrate
คือไม่ต้องมีหรอกครับตัวสำรอง เลือกมาเฉพาะที่เจ๋งจริง ๆ
รู้จักผู้เล่นแบบให้ถึงจิตใจ ทุ่มซื้อผู้เล่นเจ๋ง ๆ ด้วยเงินมาก ๆ
มาพอดีทีม ดีกว่าซื้อผู้เล่นปานกลางมามากมาย ซึ่งแต่ละคนฟอร์มยังไม่ชัดเจน
ผมไม่เชื่อเรื่องของการปั้นดาวรุ่งครับ
ผมรอให้เขารุ่งก่อนแล้วค่อยซื้อมาร่วมทีม อีกอย่าง ผู้เล่นแต่ละตำแหน่ง
ก็อย่าซื้อซ้ำกัน เช่น แบคขวา ก็มีคนเดียว แบคซ้ายก็มีคนเดียว จะดีกว่า
มีแบคขวาสองคน ตำแหน่งซ้อนกัน จะทะเลาะกันป่าว ๆ เพราะเขาต้องแข่งขันกัน


ก่อนจะซื้อนักเตะ ก็ขอให้คิดดูให้หนัก ดูให้ครบทุกด้าน ใจเย็น ๆ
รอจนกว่านักเตะจะเข้าเกณฑ์ที่เราต้องการ
เพราะซื้อมาแล้วต้องอยู่ด้วยกันนาน ต่อไปนักเตะฟอร์มดีมีคนมาขอซื้อราคาแพง
คุณก็อย่าใจร้อนขายหล่ะ ดูให้ดีว่า หากเขายังอยู่ในทีมต่อไป
เขาก็จะทำผลงานได้มากขึ้นเรือ่ย ๆ หรือหากคุณเห็นว่า
ราคาขอซื้อนั้นสูงเกินความเป็นจริง หรือ นักเตะเริ่มฟอร์มตกแล้ว
อันนี้จึงค่อยตัดสินใจปล่อยไป


เคล็ดลับในการหานักเตะที่ดีอีกข้อหนึ่งก็คือ การอาศัยแมวมองครับ
ให้แมวมองช่วยสังเกตุดูครับ
ว่าเจ้าของต้นสังกัดเดิมที่เคยปล่อยนักเตะให้ทีมอื่นพยายามจะซื้อนักเตะคน
เดิมกลับหรือเปล่า ถ้าซื้อกลับ นั่นเป็นสัญญาณที่ดีแล้วล่ะ
ให้รีบมาแจ้งคุณด่วน เพื่อพิจารณาตัดสินใจซื้อ


แน่นอนว่าการซื้อผู้เล่นทุกคนมาร่วมทีม
ผมไม่สนใจดินฟ้าอากาศว่าช่วงนี้ฝนตกแผ่นดินถล่มยกเว้นแต่ว่า
มันไปถล่มที่บ้านผู้เล่นคนนั้นตรง ๆ
ผมไม่สนใจชาติตระกูลของเขาว่ามีญาติพี่น้องของเขาเคยประสบผลสำเร็จหรือไม่
แต่ผมดูว่าตัวเขาเองประสบผลสำเร็จหรือไม่การที่พี่เขาเล่นบอลเก่งกำลังฟอร์ม
ขึ้นไม่ได้แปลว่าเขาจะต้องเล่นดีด้วย
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมไม่สนใจคนที่ฟอร์มขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวผมต้องการผู้
เล่นที่เล่นดีอย่างสม่ำเสมอ



หวังว่าทีมในฝันนี้ คงทำผลงานได้ดีในลีคอาชีพนะครับ... สาธุ : )






Free TextEditor




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2552    
Last Update : 4 สิงหาคม 2552 0:03:42 น.
Counter : 607 Pageviews.  

รูปแบบแท่งเทียน ข้างในซ่อนอะไร

เครดิต - http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=4587


ผมจะยกตัวอย่างของรูปแท่งเทียน รูปแบบหนึ่งออกมาให้ดู ที่เรียกว่า แท่งขาวยาว ๆ ไส้บน (harami) ส่วนรูปแบบอื่นให้ท่านผู้อ่านไปลองขีด ๆ เขียน ๆ เอง ตามแนวคิดที่แนะในรูปแบบนี้


ดูรูปก่อน



1..แท่งเทียนแต่ละรูปแบบจะมีคุณสมบัติ ที่เพาะบ่มจากการซื้อขายตามเวลาที่กำหนด (เช่น Day = 1 วันต่อ 1 แท่ง Week = 1 สัปดาห์ต่อ 1 แท่ง)


2..คุณสมบัติแต่ละรูปแบบจะบ่งเส้นทางการเคลื่อนของราคาตามเวลากำหนด(ซึ่งข้างในยังแบ่งเวลาย่อยได้อีกเป็นชั่วโมงหรือ นาที ในรูปจะเห็น ราย 10 นาที และราย 30 นาที)


3..เส้นทางการเคลื่อนจะมีทางเลือกที่ smooth มากกว่า Zigzag หักฉาก (โอกาส
Zigzag น้อยกว่า นอกจากมีข่าวร้ายระหว่างเทรด หรือการปั่นราคารุนแรง
หรือถูกบังคับขายฯลฯ) ค่า smooth
มักหมายถึงราคาจะขยับไปทีละช่อง(จะเร็วหรือช้าอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ไม่ใช่กระโดดราคาครั้งละหลายช่องโดยไม่มีการจับคู่ราคา(วันหน้าคุยเรื่อง
เปิดเก็ป ทางรถไฟสายขาดตอน) ยกเว้นช่วงเปิดตลาดและปิดตลาด ATO ATC)


4..ความเป็นไปได้ของการเคลื่อนราคาจะเป็นตัวกำหนด รูปแบบแท่งเทียนภายหลัง
ดังนั้นแท่งเทียนจึงยังไม่สามารถบอกอนาคต
นอกจากการรวมรูปแบบเท่งเทียนPattern หลายรูป
(วิชาสถิติทางจิตวิทยามวลชนรวม และรูปแบบที่เกิดขึ้นมักเกิดซ้ำรูปในอนาคต
เวลาใดเวลาหนึ่ง)


5..จากข้อ 4 จะทำให้เรามองกราฟ
ถอยหลังไปและมองภาพเหตุการณ์วันนั้นในอดีตว่า เป็นอย่างใด ถ้าดูร่วมกับ
วอลุ่มจะมองเห็นความร้อนแรงหรือซึมช้า


6..เนื่องจากการเคลื่อนของราคาจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบ
ดังนั้นเวลาที่แบ่งเป็น 2 ช่วง (เช้าและบ่าย) จะทำให้เราต้องคาดคะเน ว่า
ค่าราคาสด(ราคาตลาดขณะนั้น) หากผ่านพ้นไปอีก 30 นาที น่าลงไปตัดค่า E5 E10
E25 E50 E75 E100 หรือไม่ (ความน่าจะเป็นจะก่อตัวให้เห็นในช่วงเช้า อาธิ
ช่วงเช้าราคาทุกราคาที่ผ่านยังไม่มีราคาใดต่ำกว่าราคาเปิด
และมาถึงเที่ยงราคาปิดเที่ยงก็สูงกว่าราคาเปิดหลายช่องราคา
ดังนั้นเวลาบ่าย 15.30 น หากยังดำเนินเหตุการณ์เช่นนี้
ราคาจะปิดตลาดจะต่ำกว่าราคาเปิดเช้า น่าจะยาก
เราจึงเอาราคาเปิดมาประเมิณว่าเป็นราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่า ค่าE ขณะนั้น ๆ
หรือไม่ เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจการลงมือ ซื้อหรือขาย)


เมื่อทำความเข้าใจ และเทียบรูปแบบแท่งเทียนอื่นดู จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น



อธิบายรูป เฉพาะแท่งเทียนรูปแท่งขาวยาว (สั้นเตี้ยยังไม่เกี่ยว คุณสมบัติแตกต่างกัน 555)


1..พักเที่ยงราคาอยู่สูงกว่าเปิดหลายช่องราคา

2..จนถึงช่วงบ่าย ราคายังไม่มีต่ำกว่าราคาเปิด

3..ประเมินให้เลวร้ายได้ว่า(ประเมินว่าราคาต่ำที่สุดของวันจะไม่มีต่ำกว่าราคาเปิดเช้า)เมื่อปิดตลาด

4..ดังนั้นหากหุ้นตัวนี้เป็นช่วง กราฟเส้น Eเวลาน้อยกำลังจะตัด E เวลามาก
(จะเป็นขาขึ้น) จึงพอตัดสินใจซื้อได้ ณ ราคาใด ๆ ที่สูงกว่าราคาเปิดได้


งง ไหมเนี่ย 555 งง ก็พัก คอยติดตามต่อไป

รูป


 




ผมจะยกตัวอย่างของรูปแท่งเทียน รูปแบบหนึ่งออกมาให้ดู ที่เรียกว่า แท่งขาวยาว ๆ ไส้บน (harami) ส่วนรูปแบบอื่นให้ท่านผู้อ่านไปลองขีด ๆ เขียน ๆ เอง ตามแนวคิดที่แนะในรูปแบบนี้


ดูรูปก่อน



1..แท่งเทียนแต่ละรูปแบบจะมีคุณสมบัติ ที่เพาะบ่มจากการซื้อขายตามเวลาที่กำหนด (เช่น Day = 1 วันต่อ 1 แท่ง Week = 1 สัปดาห์ต่อ 1 แท่ง)


2..คุณสมบัติแต่ละรูปแบบจะบ่งเส้นทางการเคลื่อนของราคาตามเวลากำหนด(ซึ่งข้างในยังแบ่งเวลาย่อยได้อีกเป็นชั่วโมงหรือ นาที ในรูปจะเห็น ราย 10 นาที และราย 30 นาที)


3..เส้นทางการเคลื่อนจะมีทางเลือกที่ smooth มากกว่า Zigzag หักฉาก (โอกาส
Zigzag น้อยกว่า นอกจากมีข่าวร้ายระหว่างเทรด หรือการปั่นราคารุนแรง
หรือถูกบังคับขายฯลฯ) ค่า smooth
มักหมายถึงราคาจะขยับไปทีละช่อง(จะเร็วหรือช้าอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ไม่ใช่กระโดดราคาครั้งละหลายช่องโดยไม่มีการจับคู่ราคา(วันหน้าคุยเรื่อง
เปิดเก็ป ทางรถไฟสายขาดตอน) ยกเว้นช่วงเปิดตลาดและปิดตลาด ATO ATC)


4..ความเป็นไปได้ของการเคลื่อนราคาจะเป็นตัวกำหนด รูปแบบแท่งเทียนภายหลัง
ดังนั้นแท่งเทียนจึงยังไม่สามารถบอกอนาคต
นอกจากการรวมรูปแบบเท่งเทียนPattern หลายรูป
(วิชาสถิติทางจิตวิทยามวลชนรวม และรูปแบบที่เกิดขึ้นมักเกิดซ้ำรูปในอนาคต
เวลาใดเวลาหนึ่ง)


5..จากข้อ 4 จะทำให้เรามองกราฟ
ถอยหลังไปและมองภาพเหตุการณ์วันนั้นในอดีตว่า เป็นอย่างใด ถ้าดูร่วมกับ
วอลุ่มจะมองเห็นความร้อนแรงหรือซึมช้า


6..เนื่องจากการเคลื่อนของราคาจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบ
ดังนั้นเวลาที่แบ่งเป็น 2 ช่วง (เช้าและบ่าย) จะทำให้เราต้องคาดคะเน ว่า
ค่าราคาสด(ราคาตลาดขณะนั้น) หากผ่านพ้นไปอีก 30 นาที น่าลงไปตัดค่า E5 E10
E25 E50 E75 E100 หรือไม่ (ความน่าจะเป็นจะก่อตัวให้เห็นในช่วงเช้า อาธิ
ช่วงเช้าราคาทุกราคาที่ผ่านยังไม่มีราคาใดต่ำกว่าราคาเปิด
และมาถึงเที่ยงราคาปิดเที่ยงก็สูงกว่าราคาเปิดหลายช่องราคา
ดังนั้นเวลาบ่าย 15.30 น หากยังดำเนินเหตุการณ์เช่นนี้
ราคาจะปิดตลาดจะต่ำกว่าราคาเปิดเช้า น่าจะยาก
เราจึงเอาราคาเปิดมาประเมิณว่าเป็นราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่า ค่าE ขณะนั้น ๆ
หรือไม่ เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจการลงมือ ซื้อหรือขาย)


เมื่อทำความเข้าใจ และเทียบรูปแบบแท่งเทียนอื่นดู จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น



อธิบายรูป เฉพาะแท่งเทียนรูปแท่งขาวยาว (สั้นเตี้ยยังไม่เกี่ยว คุณสมบัติแตกต่างกัน 555)


1..พักเที่ยงราคาอยู่สูงกว่าเปิดหลายช่องราคา

2..จนถึงช่วงบ่าย ราคายังไม่มีต่ำกว่าราคาเปิด

3..ประเมินให้เลวร้ายได้ว่า(ประเมินว่าราคาต่ำที่สุดของวันจะไม่มีต่ำกว่าราคาเปิดเช้า)เมื่อปิดตลาด

4..ดังนั้นหากหุ้นตัวนี้เป็นช่วง กราฟเส้น Eเวลาน้อยกำลังจะตัด E เวลามาก
(จะเป็นขาขึ้น) จึงพอตัดสินใจซื้อได้ ณ ราคาใด ๆ ที่สูงกว่าราคาเปิดได้


งง ไหมเนี่ย 555 งง ก็พัก คอยติดตามต่อไป


รูป



หลักคิดของการวิเคราะห์รูปแท่งเทียนที่นำมาเสนอนี้ ห้ามนำไปใช้กับ ดัชนีต่าง ๆ (คน
ละทฤษฎี) เพราะราคาหุ้นถูกกำหนดด้วย ช่องราคา (spread) มีกฎบังคับ
แต่ดัชนี ไม่มีกฎบังคับ การใช้รูปแท่งเทียนมองสถานการณ์ ณ ขณะนั้น ๆ
ในอดีต ค่าประเมิณต้องลดลงหรือมากขึ้นเป็นเท่าตัว
เช่นแท่งเทียนขาวยาวไส้บน มีโอกาสเกิดเหตูการณ์ hi และ lo ได้หลายครั้ง ใน
1 วัน แม้กค่าสูงต่ำจะมีมาก เช่น Hi สูงกว่า Lo 30 จุด ทั้งที่ดัชนี300
จุด


ดังนั้นจึงเกิดความเข้าใจผิดเสมอในกลุ่มชาวหุ้นมือใหม่ว่า ดัชนี บวก 1.5% หุ้นควร บวก 1.5% +-

ไม่ใช่เลย คิดแบบนี้ได้เฉพาะหุ้นกลุ่ม market cap สูง ๆ ไม่กี่ตัวเท่านั้น นอกนั้น 400-500 ตัวไม่จำเป็น


ส่วนการใช้กราฟแท่งเทียนกับดัชนี
ต้องมีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หรือเครื่องมืออื่นมาประกอบเป็นสำคัญ ดังนุนั้น
เราแทบจะลบรูปแท่งเทียนได้เลยเมื่อต้องการวิเคราะห์รูปแบบราคา(หลายวัน
เกี่ยวกัน)
แต่จะใช้แท่งเทียนเมื่อใช้ในการวิเคราะห์ลงมือแบบเก็งกำไรและหลักการลงมือ
เท่านั้น


เมื่อไม่เอารูปแท่งเทียน เราสามารถเอาค่าเฉลี่ยกลาง หรือเฉลี่ยราคาปิด
มาแทนรูปแท่งเทียนได้ดีกว่า แต่ทางปฎิบัติ
ผู้คนถูกสอนให้ดูรูปแท่งเทียนของ index จนชินตาฝังสมองหมดแล้ว
(ถ้าใครจะลองตั้งค่าแท่งเทียนให้มีสีเป็นสีพื้นทั้ง + และ - กลมกลืนไป
แล้วมีปรากฎค่าราคาเฉลี่ยปิด หรือเฉลี่ยกลาง จะวิเคราหะและมองภาพดีกว่า
ลองดู





 








Free TextEditor




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 11:55:14 น.
Counter : 3790 Pageviews.  

ใช้กราฟเล่นหุ้น คือเก็งกำไรอย่างเดียว ไม่ใช่ลงทุน

เครดิต - http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=4567
--------------------------------------------------------------------------
ใช้กราฟเล่นหุ้น คือเก็งกำไรอย่างเดียว ไม่ใช่ลงทุน



การใช้กราฟวิเคราะห์หุ้นมีมานาน (ไม่เล่าประวัติ) แต่โดยภาพรวมๆ
คือการหาคำตอบเกี่ยวกับราคาและเวลา
บางเครื่องมือก็นับเอาปริมาณมาเกี่ยวด้วย ที่สุดของที่สุดคือ
การหากำไรโดยวิธีดูพฤติกรรมคนเล่นที่ผ่านเวลามา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ผ่านการซื้อขายจ่ายเงินแล้ว(แม้ต้องรอ T+3ก็ให้ถือว่าเช็คไม่เด้ง 555)
ดังนั้น กราฟจึงเป็นเครื่องมือเดียวที่อาศัยอดีต
ทายใจคนเล่นที่จะกระทำเกิดขึ้นในอนาคต
แม้จะไม่อาจตอบว่าต้องเป็นเช่นที่คาดการณ์ตามกราฟ 100% ก็ตาม
แต่กราฟก็บอกให้รู้ได้ในระยะสั้นแม่นยามกว่า
การวิเคราะห์ด้วยวิข้อมูลปัจจัย (วิธีปัจจัยมีข้อดีข้อเสีย
ซึ่งกว่าจะพิสูจน์อาจต้องใช้เวลา อย่างน้อย 1 ไตรมาส
และยังต้องพบกับการฉ้อฉลจากคนวงในที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
รู้ข่าวดีกเก็บของก่อนประกาศผลงาน หรือปันผล ฯลฯ
กว่าที่ชาวหุ้นจะรู้และรีบซื้อ ราคาก็อาจขึ้นไปสูงจนไม่คุ้มค่าเสี่ยง )
ส่วนการดูกราฟ ก้มีข้อเสียเรื่องความชำนาญการอ่านขาด
การตั้งพารามิเตอร์(มิติเวลา) เรื่องที่ว่า มีคนทำกราฟ บอกได้ว่า
คนทำกราฟเพื่อหลอกมวลชนนั้นโง่เขลา
เก็บเล่ห์ฉ้อฉลไปทางด้านการเล่นวงในดีกว่า (ซึ่งก็ยาก แต่หากทำได้
ก็กำไรง่าย ๆในเวลาเร็วๆ )


คนอ่านกราฟส่วนใหญ่มองข้ามเรื่องเวลา มักไปสนใจเรื่องราคา
นับแนวรับแนวต้าน หรือแม้กฎแห่งธรรมชาติที่ต่างชาติคิดมาก่อน เช่น
เวลาของการนับ ฟิโบนาซี่ ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของวงห่างก้นหอย
เราจะเชื่อสนิทว่าทฎษฎีต่างๆ ใช้ได้ แต่ลืมไปว่า
กว่าจะใช้จริงและกล้าลงมือปฎิบัติการซื้อขายด้วยเงินก้อนโต(ก็มั่นใจก็เอา
เลย แต่หากยังชักเข้าชักออก ก็เหนื่อยเปล่า กำไรความแก่กลับมา
กว่าจะรู้ก็เข้าสู่วัยชราแล้ว เหมือนผม 555) อยากบอกว่าสำหรับตลาดเล็ก ๆ
แบน ๆ แบบตลาดหุ้นไทย ฟิโบนาซี่ใช้ยาก
หรือการนับคลื่นก็แม่นระยะหนึ่งอีกระยะก็เพี้ยนจนบรรดาอาจารย์เองเกือบเจ้ง



ตลาดบ้านเรายังไม่สัมบูรณ์ ถ้าจะให้คะแนนคงได้แค่ 55 - 60 ส่วน 100

การใช้กราฟจึงต้องใช้อย่างชาญฉลาดและพิศดารมากขึ้น
คำว่าพิศดารจึงการเป็นเรื่องโกหกตอแหล ไม่จริงไม่เที่ยงไม่ใช้วิทยาศาสตร์
แต่ความจริงโลกเราเป็นเช่นนั้น ความไม่เที่ยงคือความแท้จริง


การใช้กราฟจึงควรเอาเรื่องเวลามาคิด เป็นหลักแรก ใครที่เล่นแน๊ตฯ (net
sattlement) ต้องตั้งค่าเวลาเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าคนที่ใจไม่ชอบเสี่ยง
คนที่คิดว่าจะซื้อครั้งละมาก ๆ แล้วถือยาว ๆ
ก็ต้องตั้งค่าแปรเวลายาวนานออกไป แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตารอเวลานั้น ๆ
มาถึงค่อยลงมือ ไม่ใช่รอถึง 4 เดือน ได้เวลาซื้อแต่ซื้อ เพียง 5 %ของพรอท
(เสียเวลารอ ดูถูกเวลาชีวิตตนเองไม่มีค่า 555)


คนเล่นสั้นหรือคาดว่าจะเล่นยาว ล้วนเป็นคนเก็งกำไร เก็งกำไรอนาคตทั้งสิ้น
ไม่ว่ากราฟหรือ ปัจจัย ก็ล้วนไม่ใช่สิ่งแน่นอน (ถ้า 100% จริง
เชื่อว่าทั้งแผ่นดินทุกคนเลิกค้าขาย มานั่งเล่นหุ้นยิ้มระรื่นทุกคน No
)(มีหลายท่านพูดถึงหุ้นที่มีปันหล คือหุ้นลงทุน แต่ลืมคิดถึง
อัตราผลตอบแทนระหว่างส่วนต่างราคาหับปันหลที่รับ เรื่องนี้เป็นเรื่องยาว
ไว้แลกเปลี่ยนความคิดวันหน้า)


คนที่ตั้งกราฟเวลายาว ๆ เอาเส้นนั้นตัดเส้นนี้ แปลว่าซื้อได้ หรือตัดลง
แปลว่าขายได้ อยากถามสักหน่อยว่า ได้ศึกษาละเอียดหรือเปล่า เช่น
เหตุการณ์การตัดจะเกิดขึ้นเมื่อราคาถึงตรงไหน
ค่าทางคณิตศาสตร์(สูตร)ถึงทำงาน บางวันถ้าราคาหุ้นนั้นสวิงสูง(แกว่งมาก)
เส้นที่ตัดบางทีตัดแล้วปล่อย ปล่อยแล้วตัดอีก แล้วจะขาย ณ ราคาใด?
หรือซื้อ ณ ราคาใดดีเล่าเจ้าเอ๋ย ทุก ๆ ช่องราคาที่กำลังลังเลนั้นคิดเป็น
% หรือขึ้นตามมากน้อยสัมพันธ์กับจำนวนหุ้น
และบางครั้งค่าแตกต่างมากกว่าค่าปันผลทั้งปี
แต่หากไม่ตัดสินใจลงมือซื้อหรือขาย ณ วันนั้น จะรอข้ามวัน อะไรจะเกิดขึ้น
รู้หรือเปล่า


ตอบว่า หากวันนั้นไม่ลงมือ พอข้ามวันเหตุการณ์จะเปลี่ยน
เช่นราคาเปิดกระโดดสูง (ถ้าคิดจะซื้อก็จะรู้สึกอยากรออีกนิด อีกนิด
และอีกนิดจะซื้อเมื่อราคาลงอีกหน่อย อีกหน่อย จะซื้อ แล้วก็ซื้อไม่สำเร็จ
ข้ามไปอีกวันก็ซื้อไม่ได้ ทำให้การตั้งหน้ารอกราฟตัดมาเป็นเวลาแรมเดือน
แรมปี เสียเวลาไป


เรื่องเทคนิคการอ่านปราฟเพื่อตัดสินใจ ที่บ้านเราสอนๆ
กันเป็นการกางตำรานอกแล้วก็ให้รู้แบบนกขุนทอง
ไม่มีใครคิดจะสอนวิธีการลงมือเมื่อกราฟเข้าสู่จุดตัดสินต้องอ่านขาดอย่างไร
วันหลังจะเปิดสอน คิดค่าเรียนสูงๆ ซะเลย 555 ล้อเล่น
แต่ก็ไม่ใช่ความรู้ที่จะเผยพร่ำเพรื่อ
เนื่องจากเป็นเทคนิคที่แม้เจ้าตำรำฝารั่งยังหวงแหนพอควร








 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 11:42:16 น.
Counter : 1155 Pageviews.  

'เล่นหุ้น" จาก5หมื่นเป็น17ล้านจากหุ้นใน10ปี...

'เล่นหุ้น" จาก5หมื่นเป็น17ล้านจากหุ้นใน10ปี...




ตามตารางด้านล่างนี้..

มันก็ไม่ง่ายนักหรอก

ความอดทนและการศึกษาหาความรู้ในตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ต้องมี..

ชื่อ:  50 to 17,000.gif<br>ครั้ง: 1187<br>ขนาด:  19.2 กิโลไบต์



Smiley







เครดิต - http://www.stock2morrow.com/forums/showthread.php?t=303




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 11:43:06 น.
Counter : 956 Pageviews.  

วิธีการอ่านกราฟเทคนิคแบบง่ายๆ

วิธีการอ่านกราฟเทคนิคแบบง่ายๆ


ก่อนอื่นคุณต้องมีแหล่งของกราฟ เช่น efinance yahoo etc.
จากนั้นก็ควรมีโปรแกรม capture ภาพ เช่น snagit8,screen hunter4 etc.
กราฟที่นิยมอ่านได้แก่ ชม วัน week month


1.ema5,ema10,bb avg มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เช่น ema5>ema10.bb avg เป็นขาขึ้น ema5

2.rsi กับ moving ว่าตัดขึ้นหรือลง เข้าเขตoverbought(rsi>70) หรือ oversold(rsi<30) มี bearish หรือ bullish divergence หรือไม่

3.macd กับ moving ของมันว่าตัดขึ้นหรือลง...การที่ macd ตัด 0 ขึ้นหรือลง...มี bearish หรือ bullish divergence หรือไม่

4.di+,di-,adx ดูว่ามี trend ถ้า adx>=20....sideway ถ้า adx<20....di+>di-=uptrend....di+

5.slow stochastic ว่า k% ตัด %d ขึ้นหรือลง...มี bearish หรือ bulliish divergence หรือไม่

6.volume มากหรือน้อย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เทียบกับราคาและ indicator อื่นๆ

ท้ายสุดจึงประมวลให้ได้ว่ากราฟเป็น sidewayหรือมี trend
ขึ้นหรือลง ก็ยังไม่แน่ใจว่าที่ผมพูดมาง่ายหรือยาก
แต่ที่แน่ๆผมเชื่อว่าไม่ยากแน่นอนถ้าท่านหมั่นฝึกฝนและมีความมุมานะ
โชคดีและสนุกกับการtradeหุ้นด้วยกราฟเทคนิคครับ




Credit : Stocktomorrow




 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 25 กรกฎาคม 2552 11:51:05 น.
Counter : 2276 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

MakotoN
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




สวัสดีครับ

เพิ่งเริ่มเล่นหุ้น มือใหม่ฝากตัวด้วยครับ
กำลังศึกษาเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่


บลอกแห่งนี้มีไว้แปะข้อมูล บทความต่างๆ ที่ผมพบเจอในเว็บไซต์ต่างๆ
ที่ผมเห็นว่า มีประโยชน์ และรวมรวมมาจากที่ต่างๆ มากมาย

บทความทั้งหมด ผมจะพยายามใส่เครดิตที่มาไว้นะครับ
บทความไหนถ้ามีลืมใส่ไปก็แจ้งเข้ามาได้นะครับ บางทีรีบแล้วลืมใส่


...



อาจจะมีแปะเรื่องอื่นๆบ้าง แล้วแต่อารมณ์

ยังไงก็เข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ นะครับ รับรองว่าได้ความรู้ติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน *-*
Friends' blogs
[Add MakotoN's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.