Group Blog
 
All blogs
 

Wedding Cake, Wishbone, & แมวจอมกวน เกี่ยวข้องกันยังไงเอ่ย?

เมื่อวันอาทิตย์ของวีคก่อน เราได้มีโอกาสไปงานแต่งงานของรุ่นพี่คนไทยคนนึงค่ะ แฟนพี่เค้าเป็นฝรั่งบ้านเค้าอยู่ในเมืองที่เราอยู่นี่แหละค่ะ ครั้งนี้เลยเป็นครั้งแรกของเราเลยล่ะที่ได้ไปงานแต่งงานในอเมริกา จริงๆ แล้วงานครั้งนี้ไม่เชิงเป็นงานแต่งงานหรอกค่ะ เป็นเหมือนงานเลี้ยงให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวมากกว่า เพราะว่างานแต่งงานได้จัดแล้วที่เมืองไทย แล้วเพิ่งได้มาจัดงานที่นี่อีกครั้ง ลักษณะงานของวันนี้เลยไม่มีพิธีอะไรเป็นทางการค่ะ

ที่จะเล่าในวันนี้เป็นพิธีตัดเค้กค่ะ ที่เมืองที่เราอยู่จะมีพิธีนึงก่อนการตัดเค้กที่ไม่เหมือนใครค่ะ เค้าเรียกว่า The Cake Ribbon Pulls หรือการดึงริบบิ้นออกจากเค้กแต่งงานค่ะ ปกติจะมีประมาณ 3-17 อัน แต่สำหรับงานนี้มีอยู่ 6 อันค่ะ คนที่จะมาดึงได้จะต้องเป็นสาวโสดเท่านั้น เพราะไฮไลท์ของ ribbon pulls ก็คือการคอยลุ้นว่าใครจะได้เป็นสาวผู้โชคดีที่จะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปค่ะ คล้ายๆ กับการรับช่อดอกไม้เลยไงคะ ที่ปลายริบบิ้นจะมี trinket ซึ่งก็เหมือนเป็นเครื่องประดับอันเล็กๆ เป็นรูปต่างๆ แต่ละรูปก็จะมีความหมายแตกต่างกันไป อันที่สำคัญที่สุดก็คืออันที่เป็นแหวนค่ะ ใครดึงริบบิ้นออกมาเจอแหวน เค้าเชื่อว่ากันว่าจะได้เป็นเจ้าสาวคนถัดไปค่ะ มาลองดูความหมายของ trinket รูปแบบต่างๆ กันดีกว่าค่ะ

WEDDING RING.....Next To Marry
HEART.....Love Will Come
FLEUR-DE-LIS (ตราดอกไอริส) .....Love Will Flower
ANCHOR (สมอเรือ) .....Hope
CLOVER (ใบไม้ที่คล้ายดอกจิกแต่มีสี่แฉกค่ะ).....Good Luck
WISHBONE.....Good Luck
HORSE SHOE.....Good Luck
DIME (เหรียญสิบเซนต์).....Riches
PENNY (เหรียญเซนต์).....Poverty
BUTTON.....Old Maid = สาวที่ไม่ได้แต่งงานไปจนแก่
THIMBLE (ปลอกนิ้วมือ).....Old Maid


สำหรับงานนี้เราก็ไม่พ้นโดนเรียกไปเป็นสาวโสดดึงริบบิ้นกับเค้าด้วยค่ะ มีพี่คนไทยอีกสองคน ส่วนอีกสามคนเป็นเด็กๆ ฝรั่งค่ะ ริบบิ้นจะถูกเสียบไว้ที่ฐานเค้กเหลือปลายไว้ให้ดึง พอนับหนึ่ง..สอง..สาม.. ให้ดึงริบบิ้นออกมาพร้อมกัน ก็รีบดูกันใหญ่ว่าใครจะได้แหวนน้า...

สรุปว่าพี่คนไทยคนนึงได้แหวนไปค่ะ พี่เค้าอายุสี่สิบกว่าแระ มีแนวโน้มที่จะได้แต่งงานที่สุดจริงๆ แหละค่ะ เห็นดีใจใหญ่เลย ส่วนน้องฝรั่งคนที่ยืนข้างๆ เราเค้าได้กระดุม ซึ่งก็คือ old maid อ่ะ น่าสงสารเชียว แต่ว่าน้องเค้ายังมีโอกาสได้ไปดึงริบบิ้นงานอื่นแก้มือได้ค่ะ ไม่ได้หมายความว่างานนี้จับได้ old maid แล้วจะไม่มีสิทธิ์ไปจับที่งานอื่นอีกน่ะค่ะ แล้วถ้างานนั้นมีการโยนช่อดอกไม้คนที่จับได้เป็น old maid ก็ยังมีสิทธิ์ไปลุ้นรับช่อดอกไม้แก้ต่างได้ค่ะ ส่วนเราเหรอคะ...ได้ Wishbone ค่ะ ตอนแรกผู้ใหญ่ในงานบอกว่า wishbone แปลว่า lucky in love แหม..ดีใจใหญ่เลยล่ะ รีบขอพรให้โชคดีด้านความรักใหญ่เลยค่ะ แต่พอได้มาอ่านข้อมูลในเวปแล้วถึงได้รู้ว่าเค้าหมายถึงโชคดีในเรื่องทั่วๆ ไปไม่ได้เน้นว่าเรื่องความรักน่ะค่ะ แต่ยังไงก็ตาม..วันนั้นก็ขอพรให้สมหวังด้านความรักไปแล้วล่ะ 555

วันที่ไปงานแต่งงานไม่ได้เอากล้องไปค่ะ เพราะคิดว่าคงคงไม่มีอะไรมากมาย ก็เลยไม่มีรูปบรรยากาศงานมาให้ดู มีแต่รูปของที่ได้มาจากงานกลับเอามาถ่ายที่บ้านน่ะค่ะ มาดูหน้าตาของริบบิ้นอันที่เราจับได้ดีกว่าค่ะ



ที่ปลายของริบบิ้นจะมีจี้เงินเป็นรูป wishbone (ถ้าใครไม่รู้จักมันเป็นกระดูกรุปตัววายอยู่ที่อกไก่น่ะค่ะ เคยจำได้ว่าถ้าสองคนจับที่ปลายกระดูกคนละข้างแล้วให้ดึง ใครดึงได้ส่วนที่เยอะกว่าก็จะได้อธิฐานขอพรค่ะ)



งานแต่งงานของที่นี่เค้าก็มีของชำร่วยแจกด้วยเหมือนกันค่ะ ของงานนี้เป็นลูกอมรูปไข่สีขาวใส่ในผ้าโปร่งผูกโบว์น่ารักดีค่ะ



และแล้ววันนั้นก็กลับบ้านด้วยรอยยิ้มกับความน่ารักของงานแต่งงานของที่นี่ ลึกๆ คงแอบปลื้มกับ wishbone ที่จับได้ ก็ได้แต่หวังว่าความโชคดีกำลังรอเราอยู่ข้างหน้า.. แต่จะเป็นเรื่องอะไรคงไม่หวังมากมาย แค่ให้ได้มีความสุขกับชีวิตก็คงเพียงพอแล้วล่ะค่ะ






มาเพิ่มเติมข้อมูลค่ะ

เนื่องจากว่าเพิ่งได้รู้ข้อมูลจากคุณ ป็อกกี้อัลมอนด์ (soopara) เกี่ยวกับเจ้าลูกอมสีขาวรูปไข่ที่เราเขียนไว้ด้านบน จริงๆ แล้วไม่ใช่ลูกอมล่ะค่ะ เท่าที่เราค้นในเวปเค้าจะเรียกว่า Jordan Almonds ค่ะ ยังไงต้องขอขอบคุณคุณ ป็อกกี้อัลมอนด์ (soopara) ด้วยนะคะ ที่ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มมาอีกอย่างนึงค่ะ เจ้า Jordan Almonds เป็นอัลมอนด์เคลือบน้ำตาลซึ่งมักจะใช้ในงานแต่งงานของอิตาลี กรีก และ Middle Eastern ค่ะ เราเองแอบแปลกใจนิดหน่อยเพราะเหมือนเมืองที่เราอยู่จะได้อิทธิพลมาจากฝรั่งเศส อย่าง ribbon pulls นี่ก็มาจากฝรั่งเศสนะคะ แต่อันนี้กลับไม่ใช่ของฝรั่งเศสแฮะ

Jordan Almonds มีความหมายแฝงว่า อัลมอนด์จะมีรสขมๆ หวานๆ เปรียบได้กับชีวิต ส่วนน้ำตาลที่เคลือบมีรสหวาน เปรียบเหมือนกับความหวังว่าชีวิตหลังการแต่งงานของคู่บ่าวสาวจะมีความหวานมากขึ้นค่ะ ปกติเค้าจะให้ Jordan Almonds ห้าอัน โดยแต่ละอันก็แทนคำอวยพรให้คู่บ่าวสาว 5 ประการในเรื่องของสุขภาพ ความร่ำรวย ความสุข เรื่องลูก และ ให้มีอายุยั่งยืนค่ะ

เครดิตจาก http://www.candywarehouse.com/weddingstory.html












 

Create Date : 24 กันยายน 2550    
Last Update : 25 กันยายน 2550 23:59:27 น.
Counter : 679 Pageviews.  

จุดเปลี่ยนกับชีวิตช่วงเรียนจบ

ตอนที่แล้วเหมือนเป็นตอนออกแนววิชาการหน่อยนะคะ แต่อยากมีข้อมูลเอาไว้ให้กับคนที่สนใจได้ทราบเกี่ยวกับ OPT มาตอนนี้เลยขอเล่าเกี่ยวกับชีวิตของเราช่วงจะเรียนจบดีกว่า ตอนที่จะเรียนจบก็ลังเลเหมือนกันค่ะว่าจะกลับเมืองไทยเลยหรือว่าจะอยู่ต่อหางานทำดีน้า... แต่ด้วยความที่เราใช้ชีวิตช่วงที่เรียนกับการเรียนอย่างเต็มที่ เราเลยอยากจะอยู่หาประสบการณ์ด้านอื่นๆ ต่อก็เลยตัดสินใจที่จะอยู่ต่อค่ะ

มีคนฝากคำถามเอาไว้ในบทนำว่าความรู้สึกของเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนหลังจากที่เราได้มาเรียนที่อเมริกา เราขอตอบว่าก่อนเรามาเรียนเราเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย ทำอะไรเองก็ไม่ค่อยจะเป็น ประมาณไม่กล้า กลัวไปก่อนเสมอๆ แต่หลังจากที่เราได้มาใช้ชีวิตที่อเมริกาคนเดียว นอกจากการศึกษาที่เราได้รับ เราก็ได้มาฝึกตัวเองให้ได้เรียนรู้การที่จะทำอะไรด้วยตัวเองทุกๆ อย่าง สร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง และกล้าที่จะทำอะไรเองคนเดียว นอกจากนี้ความรับผิดชอบต่างๆ ที่ต้องจัดการชีวิตตัวเองคนเดียวก็สอนให้เรารู้จักที่จะวางแผนและจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตอย่างมีระบบมากขึ้น

ไม่แปลกเลยที่หลังจากเราได้กลับไปเมืองไทยครั้งแรกหลังจากเรียนจบ คุณพ่อเราถึงกับออกปากว่าเค้าไม่ห่วงอะไรเราแล้ว เพราะเค้าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราค่อนข้างชัด ประมาณว่าลูกชั้นคงเอาตัวรอดได้แล้วล่ะ รับผิดชอบตัวเองได้แล้วอะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ ยิ่งเค้าเห็นเราสามารถพาเค้าไปเที่ยวต่างประเทศได้เอง แบบจัดทริปเองเลยคนเดียว แล้วพาพ่อไปเที่ยวแบบไม่ต้องจัดการอะไรเลย เค้ายิ่งชอบใจใหญ่ เพราะแต่ก่อนน่ะเหรอ เราทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ



นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ฝากถามเอาไว้ว่า ทำไมและอะไร ถึงทำให้ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ อย่างที่เล่าไว้ให้ฟังในตอนแรกๆ แล้วว่าเราเลือกที่จะมาเรียนอเมริกาเนื่องจากคำแนะนำของอาจารย์ที่นับถือค่ะ ว่าถ้าอยากมาเรียนด้านการเงินเค้าอยากให้มาเรียนที่อเมริกามากกว่าที่อังกฤษ เพราะอเมริกาเป็นศูนย์กลางด้านการเงินและมีพัฒนาการทางด้านการเงินที่ค่อนข้างมากและหลากหลายกว่า รวมทั้งโอกาสในการฝึกงานก็น่าจะมีมากกว่าด้วย ในที่สุดเราก็เลยเปลี่ยนแนวจากอังกฤษมาที่อเมริกาค่ะ

มาอยู่แล้วชอบไหมและคิดจะกลับมาอยู่เมืองไทยรึป่าว คำถามนี้เราขอตอบว่าตอนแรกที่มาก็กลัวๆ เกร็งๆ เหมือนกันค่ะ เพราะเป็นการมาอยู่ต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิตและมาอยู่คนเดียวแบบไม่มีใครเลย แต่พออยู่ๆ ไปเริ่มเคยชิน เริ่มปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้ แถมได้รู้จักกับกลุ่มพี่คนไทยที่นี่ หลังเรียนจบเลยได้มีกิจกรรมใหม่ๆ ที่เรารู้สึกสนุกที่จะอยู่ต่อค่ะ ตอนนั้นหลังเรียนจบเลยคิดว่าขออยู่ต่อดีกว่าอย่างน้อยก็ปีนึง หางานทำไปด้วยจะได้ถอนทุนคืนซักหน่อย..อิอิ แต่ถ้าระยะยาว ยังไงก็คงกลับเมืองไทยแน่ๆ ค่ะ เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ที่ไหนก็คงไม่สุขใจเท่าบ้านเราหรอกค่ะ จริงๆ นะคะ

อีกคำถามถามว่า คิดว่าเมกาดีกว่าเมืองไทยตรงไหนบ้าง ตอบยากเหมือนกันนะเนี่ย เพราะมันกว้างเหลือเกินสำหรับคำตอบ ขอตอบแบบรวมๆ แล้วกันนะคะว่าที่อเมริกาก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยที่ต่างออกไปจากเมืองไทยแหละค่ะ เราชอบการใช้ชีวิตที่อเมริกาตรงที่มันสบายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย อยากไปไหนแต่งตัวยังไงก็ได้ไม่ต้องแคร์สายตาใครมาก แต่ยังไงก็ตามคนที่นี่โดยส่วนใหญ่จะเคารพกฏหมายและกฏระเบียบดีค่ะ ในฐานะผู้บริโภคของที่เมกาก็ค่อนข้างได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่าเมืองไทยเยอะในหลายๆ ด้าน คือรู้สึกเลยว่าของกินของใช้ที่นี่ดูจะมีคุณภาพและน่าเชื่อคือกว่าเมืองไทยเยอะ แต่ในทางกลับกันของบางอย่างก็หายากเหลือเกินโดยเฉพาะอาหารโต้รุ่งอย่างในเมืองไทย...อิอิ นึกถึงของกินขึ้นมาเชียว เมกาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่เหลือเกิน เพราะงั้นจะมีความหลากหลายให้น่าค้นหาและเรียนรู้ เราชอบท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เพราะมันมีความแตกต่างกันมากมายเลยจริงๆ คนชอบเที่ยวอย่างเรา คงขอเวลาเที่ยวที่นี่ให้ได้ตาม wish list ก่อนอ่ะค่ะ ถึงจะคิดอยากกลับ แต่เมืองไทยก็มีที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมายนะคะ เพียงแต่ยังไงก็คงต้องกลับไปอยู่เมืองไทยอยู่แล้วไง เลยค่อยว่ากันอีกที



มาเล่าเรื่องเราต่อดีกว่า หลังจากที่เรียนจบ สิ่งแรกที่เราทำคือจัดแพลนไปเที่ยวค่ะ (ประมาณเก็บกดไม่ได้เที่ยวมานาน) ไปกับพี่ๆ คนไทยที่รู้จักอีกสี่คน ไปเที่ยวไล่ตั้งแต่ Denver, Colorado ลงมาเรื่อยๆ จนไปจบที่ LA, California ค่ะ ใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน เที่ยวนานสะใจมากมาย เป็นทริปที่ยังประทับใจมาจนทุกวันนี้เลยค่ะ ไว้จะเขียนเล่าให้ฟังในบล็อคท่องเที่ยวนะคะ

ระหว่างไปเที่ยวนั้นเราก็แวะไปสัมภาษณ์งานด้วยแหละค่ะ ซึ่งตอนหลังเค้าก็รับนะ แต่ก็ตัดสินใจไม่ไปทำ ไม่ใช่เล่นตัวน้า.. แต่ด้วยเหตุผลรวมๆ กันแล้วทั้งจากปรึกษาหลายๆ คนก็ตกลงว่าไม่ไปดีกว่า ก็เลยหางานต่อไป ระหว่างนั้นก็อยากลองมีประสบการณ์ตามประสานักเรียนไทยในเมืองนอกซะหน่อย ถ้าไม่ได้เป็นเด็กเสิร์ฟก็คงจะขาดๆ อะไรไปอยู่ใช่มั๊ยคะ แล้วโอกาสมันก็มาแมชกันพอดีกับที่เจ้าของร้านอาหารไทยไม่ไกลจากบ้านเค้ากำลังอยากได้คนมาช่วยเสิร์ฟ เราก็เลยได้ไปลองทำงานค่ะ ตื่นเต้นมากมายเพราะไม่เคยทำงานบริการแบบนี้เลยล่ะ แต่ยังดีที่ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ แล้วเป็นช่วง low season เพราะปิดเทอมน่ะค่ะ คนเลยไม่เยอะมาก (แต่ทิปก็ไม่มากตามไปด้วยน้า..ฮืออออ ) ทำได้ประมาณเดือนเดียวก็มีเหตุให้ต้องเลิกทำค่ะ เพราะต้องย้ายเมือง ก็ถือว่าได้ประสบการณ์การเป็นเด็กเสิร์ฟที่โอเคเลยล่ะ แถมช่วงนั้นกินดีอยู่ดีจนอ้วนท้วนสมบูรณ์เลยทีเดียว..อิอิ

ชีวิตหลังจากนั้นเป็นช่วงชีวิตผกผันเลยค่ะ เพราะต้องระหกระเหินไปตามเมืองต่างๆ แต่ในมุมมองที่ดีเราก็ถือว่าโชคดีที่ได้อยู่ในเมืองต่างๆ หลากหลายดีค่ะ เอ..จาเล่าดีป่าวน้า..ว่าทำไมถึงต้องระหกระเหินแบบนี้ มาโหวตกันหน่อยดีป่าวเอ่ย.. ใครอยากฟังช่วยทิ้งเม้นท์ไว้หน่อยน้า ถ้าคนสนใจอยากรู้ว่าทำไมเราต้องระหกระเหินแบบนี้เยอะๆ จะยอมบอกแระว่าเราอยู่เมืองไหน...อิอิ รู้สึกยิ่งเขียนยิ่งเปิดเผยตัวเองขึ้นทุกทีแฮะเรา..งุงิ







 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2550 12:11:27 น.
Counter : 401 Pageviews.  

OPT คืออะไร และมีความสำคัญยังไงกับนักเรียนต่างชาติ

นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนอะไรต่อดี.. จะให้เขียนเกี่ยวกับวิชาที่เรียนก็คงดูเฉพาะด้านเกินไป แถมเรียนไปแล้วก็แทบจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่กับงานที่ทำในตอนนี้ ทำเอาลืมไปเหมือนกันนะว่าเรียนอะไรไปบ้างเนี่ย วันนี้เลยคิดว่าจะมาเล่าถึงชีวิตช่วงที่เราใกล้จะเรียนจบดีกว่าค่ะ

นักเรียนที่มาเรียนต่อที่อเมริกาจะมีโอกาสที่จะอยู่ต่อทำงานที่นี่ได้อีกหนึ่งปีโดยถูกกฏหมายค่ะ โดยต้องขอ OPT (Optional Practical Training) ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสนำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ในการทำงานระหว่างหรือหลังจากที่เรียนจบค่ะ ระยะเวลาที่ให้คือ 12 เดือน ซึ่งการที่จะได้มาเราต้อง apply ไปที่ INS หรือปัจจุบันเรียกว่า U.S. Citizenship and Immigration Service (USCIS) นะคะ โดยต้องติดต่อทำเรื่องผ่านทางหน่วยงานที่ดูแลนักเรียนต่างชาติของทางมหาวิทยาลัยก่อนนะคะ รายละเอียดการสมัครให้เช็คกับทางหน่วยงานที่ดูแลนักเรียนต่างชาติของมหาวิทยาลัยได้เลยค่ะว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง สำหรับตอนสมัครเราจะสามารถระบุได้ว่าเราต้องการเริ่มต้นการฝึกงานเมื่อไหร่ แต่ต้องไม่เกิน 60 วันหลังจากที่เรียนจบค่ะ ปกติถ้ายังหางานไม่ได้ ก็มักจะใส่วันที่เริ่มต้นให้เลทสุดเพื่อจะได้อยู่ได้นานที่สุดน่ะค่ะ

เอกสารหลักๆ ที่ต้องใช้ก็จะประมาณนี้ค่ะ

- OPT Request Form, part II of which is to be signed by your dean, department chairperson or academic advisor.

- I-765 form. (Make certain that the address you put in item #3 will be valid for the next 90 to 120 days as that is where your receipt and employment card will be sent).

- A copy of your I-94 form (both sides) and a copy of the visa and identification pages from your passport

- Copies, front and back, of all previous I-20s

- Two recent photographs per the attached instructions from USCIS. Write your name and SEVIS number in pencil on the back of the photos. Do not cut to size or staple.

- A check for $180 payable to US Department of Homeland Security

Source: http://www.oiss.yale.edu/visa/f1opta.htm

ลองคลิ๊กไปอ่านรายละเอียดจากเวปนี้ได้นะคะ เพราะจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ OPT ให้อ่านค่อนข้างละเอียดและเข้าใจง่ายดีค่ะ (เราไม่ได้เรียนที่นี่น้าจ๊ะ ใช้ Google หามาจ้า)


หลังจากที่ทาง USCIS approve OPT ของเราแล้ว เราจะได้รับ From I-797A และจะได้ EAD (Employment Authorization Card) มาค่ะ ซึ่งบัตรนี้ปกติจะใช้แทน ID ไ่ม่ค่อยได้นะคะ แค่เป็นบัตรแสดงว่าเราทำงานได้อย่างถูกกฏหมายตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่แค่นั้น และสำหรับคนที่ได้ OPT แล้วแต่ยังหางานทำไม่ได้ ก็ยังสามารถอยู่ในอเมริกาได้อย่างถูกกฏหมายจนกว่า OPT จะหมดอายุค่ะ มีคนเคยถามว่าระหว่างถือ OPT จะออกไปนอกประเทศได้หรือไม่ เท่าที่เราได้รับคำแนะนำมาคือถ้าไม่อยากเสี่ยงก็อย่าออกไปจะดีที่สุดค่ะ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าจะให้แน่นอนควรมีเอกสารตอบรับเข้าทำงาน หรือเอกสารยืนยันว่าเราจะได้รับสัมภาษณ์หรืออะไรก็ตามที่แสดงว่าเรากำลังจะได้ทำงาน อันนี้ก็ไม่น่ามีปัญหาค่ะ

สำหรับเราเองก็สมัครขอ OPT ก่อนเรียนจบค่ะ แต่ให้เริ่มต้นประมาณช่วงมิถุนายน เพราะตอนนั้นกำลังได้สัมภาษณ์งานกับบริษัทที่นึง ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะได้ทำ แต่เอาเข้าจริงก็ตกลงไม่ปทำเพราะเหตุผลหลายๆ อย่าง ก็เลยหางานอื่นต่อไป หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในช่วงหลังเรียนจบ เราก็ได้ย้ายเมืองและได้ไปทำงานที่นึงในรัฐอื่น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปทำงานกับบริษัทที่ทำงานอยู่ปัจจุบันค่ะ ระหว่างนั้นเราก็อาศัยช่วงรอเปลี่ยนงานกลับไปเมืองไทยพักนึงค่ะ เคสเราก็ไม่มีปัญหาในการกลับเข้ามาอีกครั้งเนื่องจากเรามีเอกสาร offer งานจากบริษัทที่เราทำงานแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่มีเอกสารแสดงว่าเรามีงานรออยู่ก็คงต้องเช็คดีๆ นะคะว่าจะมีปัญหาในการเข้ามาอเมริกาได้รึเปล่า (ก็มีคนขู่ไว้เยอะนี่นา )

สำหรับใครที่สงสัยว่าแล้วหลังจาก OPT หมดอายุล่ะ จะทำงานให้ถูกกฏหมายได้ยังไง คราวนี้ก็คงต้องให้ทางบริษัทช่วยเป็น sponsor ในการทำวีซ๋าทำงานชั่วคราวหรือ H-1B วีซ๋าค่ะ ซึ่งอันนี้คงจะขอเล่าในตอนถัดๆ ไปแล้วกันนะคะ หวังว่าเพื่อนๆ คงพอจะได้ไอเดียเกี่ยวกับ OPT นะคะ ยังไงก่อนจะเรียนจบก็เตรียมวางแผนสมัครไว้ก็ดีนะคะ เพราะต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้ approve และได้รับเอกสารค่ะ




 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2550 22:22:35 น.
Counter : 3132 Pageviews.  

เรื่องเล่าหนุกๆ จากในคลาส

วันนี้ขอเปลี่ยนแนวมาเล่าเรื่องหนุกๆ ในคลาสให้ฟังบ้างดีกว่าค่ะ ขอเริ่มจากเม้าท์อาจารย์เลยแล้วกัน..อิอิ ตอนเทอมแรก เราบอกว่าเราโชคดีที่ได้เจออาจารย์ที่พูดภาษาอังกฤษชัดเจนดีทั้งสองวิชาเลย ซึ่งมีส่วนช่วยอย่างมากที่มาเสริมสร้างความมั่นใจในภาษาของเราว่าเอาน่า..คงเรียนรอดแน่ๆ แต่พอสองวิชาถัดมาก็เล่นเอาข้าพเจ้าเหวอไปเหมือนกัน ก็เพราะวิชาแรกเป็นอาจารย์ที่พูดสำเนียง spanish (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดนะคะ พอดีเรียนนานแล้วไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช่รึเปล่า) ส่วนอีกคนก็สำเนียงรัสเซีย ชั่วโมงแรกที่เรียนก็เหวอไปเลยอ่ะ กับอาจารย์รัสเซียยังพอโอเคนะ แต่อาจารย์ที่พูดสำเนียง spanish เนี่ย เรียนแล้วสุดจะงง เพราะเราฟังๆ ไปก็ไรฟระ "ไมนุส" อารายคือ "ไมนุส" กันฟระ เรียนไปซักพัก เพิ่งเก็ทตอนอาจารย์เขียนสมการแล้วมีเครื่องหมายลบ อ๋ออออออ... Minus นี่เอง ฮ่วย..ที่แท้อะไรที่มันใช้ตัวยู คุณครูเธอไม่ออกเสียง -อัส แต่เป็น -อุส หมดเลยอ่ะ หลังจากนั้นก็เรียนวิชานี้เข้าใจมากขึ้นพอสมควร จริงๆ มีบางคำที่สำเนียงแปลกๆ อีกนะคะ แต่นานจนลืมแล้วอ่ะ นึกออกแค่อันนี้เอง



ไหนๆ ก็เม้าท์อาจารย์กันแล้ว ก็ขอมาต่อที่อาจารย์อีกวิชานึงดีกว่า อาจารย์คนนี้ใครๆ ก็รู้กิตติศัพท์ของความโหด ปากจัด และเดาใจลำบาก อาจารย์คนนี้เป็นผู้หญิงค่ะ ค่อนข้างอารมณ์แปลกๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เข้าใจยากจริงๆ ส่วนใหญ่คนจะไม่ค่อยกล้าลงเรียนวิชาที่เค้าสอนเพราะกลัว แต่ว่าวิชาที่เค้าสอนเป็นวิชาที่เด่นๆ ของโรงเรียนเราน่ะสิคะ แล้วเราเป็นประเภทวิชาไหนใครว่าเจ๋ง ชั้นต้องลงเรียน เรียนตัวแรกกับเค้า เพื่อนๆ คนใต้หวันกะคนจีนถอนไปเลยหลังมาลองเรียนได้ครั้งเดียว แต่เราเป็นประเภทความรู้สึกช้ามั้ง เลยเรียนต่อ..

วิชานี้เป็นวิชา Trading ค่ะ เกี่ยวกับการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน สนุกมากมาย เพราะได้ลองซื้อขายผ่านระบบจริงๆ แต่เป็น Demo Account ก็คือลองหัดเทรดนั่นแหละค่ะ การเรียนวิชานี้ต้องมาเรียนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เพราะว่าตลาดเปิดเร็ว และตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ มีความสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เราไม่ขออธิบายรายละเอียดแล้วกันนะคะ ไม่งั้นคงยาว และการเทรดค่าเงินต้องมีกฏที่เข้มงวดเพราะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากจริงๆ เพราะงั้นอาจารย์จะกำหนดไว้เลยว่าห้ามใครฝ่าฝืนกฏการเทรด ใครฝ่าฝืนกฏ ต้องโดนทำโทษ เพื่อนๆ อยากรู้มั๊ยคะว่าคืออะไร.. มันคือการใส่ชุดลิงกอริลล่าค่ะ มีสองชุดด้วยกัน ตัวแรกเป็นน้องกอริลล่าใส่บิกินี่ ทัดดอกชะบา ส่วนอีกตัวก็เป็นน้องกอริลล่าใส่กระโปรงฟางฮูลาฮูล่าแต่งตัวฮาวายมาเลย

และแล้วมันก็มีคนฝ่าฝืนกฏจนได้มีสองคนพอดีด้วย คลาสต่อไปเลยต้องใส่ชุดน้องกอริลล่านั่งเรียนทั้งชั่วโมง ซึ่งห้อง trading เป็นห้องที่เด่นมากๆ ค่ะ เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของโรงเรียนเราเลย เพราะห้องจะไฮเทคมาก รอบห้องเลยเป็นกระจกค่ะ ข้างนอกจากในตึกนอกตึกจะมองเห็นหมด แล้วดั๊นนนน วันนั้น Dean เก่า กำลังพาว่าที่ Dean คนใหม่มาเยี่ยมชมโรงเรียนค่ะ คุณดีน (ที่เหมือนลุงเคเอฟซีมั่กๆ) และว่าที่ดีนคนใหม่ก็เดินผ่านห้อง trading แล้วหันมาเจอน้องกอริลล่านั่งเรียนอยู่สองตัว ทนไม่ได้ต้องเข้ามาแจม พร้อมถ่ายรูปคู่กะน้องกอริลล่าทั้งสองตัวค่ะ เป็นที่ฮือฮามากมาย

นอกจากนี้อาจารย์คนนี้จะเฮี้ยบมากกกก ห้ามมาสายค่ะ ถึงเวลาเริ่มเรียนปุ๊ป ล็อคห้องค่ะ ใครมาสายต้องขอเข้ามาแล้วต้องจ่ายเงิน $5 เป็นที่น่าอับอายมั่กๆ เราเองเรียนกะอาจารย์คนนี้สองคลาส มาสายครั้งแรกของทั้งสองวิชาเลย ครั้งแรกเพราะไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่ครั้งที่สองของอีกวิชาเพราะวันนั้นเราต้องไปงานเลี้ยงสำคัญในเมืองค่ะ เลยกลับมาไม่ทัน ยังดีที่เป็นครั้งแรกของแต่ละคลาส เลยไม่โดนเก็บตังค์..แฮะๆ อ้อ..ลืมบอกไปว่า นอกจากต้องจ่ายตังค์ ก่อนคุณเข้าไปนั่งได้ ต้องให้เพื่อนๆ ในห้องพูดพร้อมกันให้จบก่อน เนื้อความประมาณว่าคุณมาสายนะ ถ้ามาสายเกินห้านาทีก็จะต้องจ่ายเงิน...บลา บลา บลา พูดจบถึงจะเข้าไปนั่งได้ ประจานกันจิงๆ แต่ก็นับว่ามีเหตุผลนะ เรื่อง trading นี่ พลาดไปแค่เสี้ยววินาที คุณก็อาจจะหมดโอกาสทองไปได้ง่ายๆ เลยจริงๆ ค่ะ

ยังค่ะ..ยังไม่พอ เราน่ะจะโดนอาจารย์คนนี้ค่อนขอดประจำ ว่าเราเสียงเบา เวลาเรียกตอบ เค้าจะชอบแหย่เราเรื่อยว่าพูดไรให้มันดังๆ หน่อย ชั้นไม่ได้ยิน เค้าชอบแหย่เราเรื่อยเลยอ่ะ อย่างเวลาจับบัดดี้ให้เรานะ ก็ไปจัดให้เราคู่กะนักกีฬาบาสของโรงเรียนซะงั้น มันไม่แปลกหรอกนะตอนนั่งเรียน แต่เวลาอาจารย์เรียกให้ยืนคู่กันอ่ะจิ ก็นึกดูแล้วกันว่าเราสูงแค่ 155 cm ได้มั้ง แต่ตาบัดดี้นี่คงเกิน 200 cm อ่ะ แล้วเค้าก็แอบขำ ดูดิ..จารย์เข้าใจแกล้ง แต่ก็เพราะเค้าคนนี้นี่แหละที่เป็น reference ให้เราตอนเราสมัครงาน แล้วเราก็ได้งานนั้น แถมถ้าใครตีซี้เค้าได้เนี่ย รับรอง งานอยู่ในมือแน่ๆ เพราะเค้า connection ดีมากๆ เพื่อนคนอินเดียของเราคนนึงจะชอบไปยืนตีซี้คุยกับเค้าประจำก็ได้งานที่ NYC เงินเดือนเหรอ 555 ก็แค่เท่านึงของเราเอ๊งงงงง



อันนี้ไม่เกี่ยวกะในคลาสหรอกนะคะ แต่เห็นว่าน่ารักดีเลยอยากเล่าให้ฟัง คือปกติเราเนี่ยไม่ใช่สเป็คฝรั่งเลยนะ แต่มีอยู่ครั้งนึงที่เราประทับใจมากๆ ก็คือวันนึงเราไปนั่งรอเพื่อนอยู่ที่ม้านั่งในสนามของมหาลัย จู่ๆ ก็มีฝรั่งคนนึงเราเห็นเค้าเดินตัดสนามตรงมาทางเราล่ะ แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะไม่คิดว่าเค้าจะเดินมาหาเราอยู่แล้วเพราะไม่รู้จัก แต่มาแปลกใจที่เค้ามาหยุดคุยกับเราเฉยเลย ก็ถามแนะนำตัวแล้วก็คุยเรื่องทั่วไป เรียนอะไร มานั่งทำไรอยู่ตรงนี้ บลา บลา บลา แล้วเค้าก็จะขอเบอร์ (แอบกรี๊ด..นานๆ จะมีเหยื่อหลงมา) แต่เราก็ไม่ได้ให้อ่ะ บอกเป็น e-mail ไปแทน ซักพักเค้าก็ไม่รู้จะคุยไร เพราะเราคุยไม่เก่งกะคนแปลกหน้าอ่ะ เค้าก็เลยขอตัวไป เราก็นั่งรอเพื่อนต่อ

ซักพัก.. คุณเธอเดินกลับมาค่ะ แปลกใจล่ะสิว่าเค้าเดินกลับมาทำไม.. เค้าเดินมาแล้วบอกเราว่า นี่..ช่วยเดินตามเค้ามาหน่อยสิ.. มีอะไรจะให้ดู อืม...คิดอยู่ห้าวิ ว่าชั้นควรจะเดินตามเค้าไปดีมั๊ยเนี่ย เกิดมาดักตีหัวกลางทางทำไง ไปไหนก็ไม่รู้ เค้าคงเห็นเราลังเล เลยบอกว่าแค่ตรงหัวมุมนี้เอง (เดินไปประมาณสิบกว่าก้าว) อ่ะนะ..ใกล้แค่นี้คงไม่มีไรหรอก ก็เลยเดินตามเค้าไป ตรงที่เค้าหยุดจะมีต้นไม้อยู่ในสนามค่ะ เป็นต้นโอ๊คคู่ต้นใหญ่เลย แต่ะจะมีช่องว่างระหว่างนั้น เค้าก็ชี้ให้เราดูที่ท้องฟ้า แล้วบอกว่า เค้าเดินแยกจากเรามาแล้วเค้ามองมาที่ท้องฟ้าเห็นรุ้งกินน้ำสวยมาก เค้าเลยอยากจะพาเรามาดู.. กรี๊ดดดดดดดดดดด... หวานซะไม่มี นี่ถ้าไม่เกรงใจจะตีหัวเข้าบ้านแล้วเนี่ย...เอ๊ย..ม่ายช่ายยยย เค้าน่ารักมากเลยอ่ะ ไม่เคยคิดว่าจะมีฝรั่งแอบหวานขนาดนี้ ก็คุยกันอีกซักพัก ก็แยกกันไป

เพื่อนๆ อยากรู้ต่อละดิว่าหลังจากนั้นเป็นไง ก็ไม่มีอะไรต่อหรอกค่ะ เราก็จำไม่ได้ว่าตอนบอกอีเมล์ไปเค้ามีอะไรมาจดไว้รึเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้สนใจอะไรอ่ะ สงสัยกลับไปเค้าคงสำนึกได้ว่าตรูทำอะไรลงไปฟระเนี่ยมากกว่า 555 ก็เลยเป็นแค่เหตุการณ์น่ารักๆ ที่เรานึกถึงทีไรก็แอบขำทุกที



ดึกแล้ว..สมองเริ่มตาย นึกไม่ค่อยออกแล้วอ่ะค่ะ ไว้ไงถ้านึกออกค่อยมาเล่าให้ฟังใหม่แล้วกันนะคะ วันนี้ขอตัวไปนอนก่อนน้า..แล้วเจอกันตอนต่อไปค่ะ




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2550 14:37:18 น.
Counter : 296 Pageviews.  

ชีวิตหนุ่มสาวในรั้วมหาลัย

คราวนี้ขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตช่วงเรียนแล้วกันนะคะ มีคนถามถึงการใช้ชีวิตของหนุ่มสาวที่นี่ว่าเป็นยังไง อืม..เท่าที่เราสัมผัสมานะคะ ถ้าพูดถึงเรื่องเีรียนในระดับมหาลัยเนี่ย เค้าค่อนข้างตั้งใจเรียนกันนะคะ เวลาเรียนในคลาสเนี่ย มีอะไรสงสัยเค้าจะถามเลย เวลาดิสคัสกันก็จะแทบจะแย่งกัีนพูด ไอ้เราเด็กเอเชียก็นั่งตัวลีีบ ทำตัวให้เล็กที่สุดไปเลย เพราะไม่รู้จะพูดไรดี แต่เราแนะนำว่ามีไรก็พูดไปเถอะค่ะ ไม่มีใครมานั่งคอยจับผิดหรือประนามเราหรอก อีกอย่างฝรั่งโดยเฉพาะอาจารย์โดยส่วนใหญ่ เค้าจะไม่ได้สนใจว่าคุณจะพูดถูกหลักไวยกรณ์รึเปล่าหรอก สิ่งที่เค้าสนใจคือการสื่อสารให้รู้เรื่องมากกว่า

ไหนๆ ก็พูดเรื่องการใช้ภาษาแล้ว เราอยากจะพูดถึงการเขียนมั่ง เวลาทำข้อสอบ "โดยส่วนใหญ่" จะเป็นข้อสอบแบบเขียนนะคะ เพราะงั้นเรื่องเขียนเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจารย์บางคน ซีเรียสเรื่องไวยกรณ์มาก ถ้าเป็นแบบ take home เราต้องเอาข้อสอบไปให้จนท. ที่คอยตรวจการใช้ภาษาอังกฤษของทางมหาลัยให้ช่วยเช็คเกรมม่าให้เราก่อนส่งเลยค่ะ พวกรายงานหรือเปเปอร์ต่างๆ ยิ่งต้องให้เค้าตรวจให้ มหาลัยโดยส่วนใหญ่น่าจะมีบริการนี้ให้นะคะ แต่ถ้าเวลาสอบเขียนสดๆ นี่ เน้นความเข้าใจอธิบายให้เค้าเข้าใจ point ของเราเป็นดีที่สุดค่ะ ไม่ต้องกังวลมากกับเรื่องไวยกรณ์ ไม่งั้นพาลจะเขียนไม่ออกซะจะแย่ยิ่งกว่า

เวลาสอบเนี่ย เด็กฝรั่งจะออกจากห้องสอบเร็วมากกกกกก พาลมากดดันเราว่าทำไมเราเพิ่งทำได้ไม่กี่ข้อเอง คนอื่นทำเสร็จหมดแระ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าจะเห็นเด็กเอเชียนั่งทำข้อสอบจนเวลาหมด ในขณะที่เด็กฝรั่งกลับบ้านกันไปนานแระ อ้อ..เคยมีรุ่นพี่ที่เคยคุมสอบบอกว่า จริงๆ ที่เสร็จเร็วๆ เนี่ย บางคนเขียนไว้ในข้อสอบเลยว่า "I cannot do it" อืม... ก็น่านสินะ ทำไม่ได้แล้วจะนั่งต่อไปทำไมกันละเนี่ย



เมืองเราเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองปาร์ตี้เลยค่ะ เอะอะก็มีปาร์ตี้ เบียร์เนี่ยแทบจะกินกันแทนน้ำเลย มีขายกันเกลื่อนเมือง ราคาพอๆ กะซื้อน้ำกินเลยอ่ะ แล้วเบียร์ที่นี่จะไม่แรงเหมือนบ้านเรานะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบไลท์ กินไงก็ไม่เมาหรอก ที่พูดมาเนีี่ยเราไม่ได้กินหรอกนะ เพราะเรากินแอลกอฮอล์ไม่ค่อยได้ กินมากจะผื่นขึ้นเลย จิบๆ ลองรสน่ะพอไหว แต่อดเล่าเรื่องนี้ไม่ได้เพราะเมืองเรามันขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันได้ตลอดเวลา หาซื้อได้ทั่วไปเลยจริงๆ เพราะอย่างที่บอกว่าปาร์ตี้กันตลอด ใครคิดจะอยู่อย่างสงบ ไม่ควรไปหาบ้านพักใกล้ๆ มหาลัยเป็นอันขาด ควรจะอยู่ห่างออกไปซักหน่อยไม่งั้นอ่านหนังสือไม่ได้หรอกค่ะ

แล้วก็เพราะเจ้าแอลกอฮอล์นี่แหละ ที่ทำให้เพื่อนในคลาสที่ว่าหล่อๆ กันทั้งหลาย เปลี่ยนแปลงกลายเป็นลุงอ้วนลงพุงกันตอนรับปริญญาทั้งนั้นเลยอ่ะ เราเคยอยากรู้อยากเห็นว่าเค้าปาร์ตี้กันยังไงบ้าง ก็เคยไปอยู่ครั้งนึงที่บ้านเพื่อนในคลาส โห..เราอยู่ได้ไม่กี่นาทีก็ต้องขอตัวกลับอ่ะ เพราะมันไม่ใช่สไตล์ที่เราชอบเลย เราไม่ใช่คนที่ชอบเที่ยวกลางคืนด้วยไงคะ เพราะงั้นจะให้ไปดริ๊งไปแดนซ์กะคนโน่นคนนี้เราทำไม่เป็นอ่ะ อีกอย่างพอเริ่มกึ่มๆ กันมือก็เปะปะระ ไม่ไหวอ่ะ ไม่ชอบใจอย่างแรง เลยชวนเพื่อนสนิทที่ไปด้วยกันกลับ เพราะเค้าก็ไม่ชอบเหมือนกัน สรุปว่าเราไม่ใช่สาวปาร์ตี้ซะแล้วล่ะ 555

แต่เราขอชื่นชมเพื่อนๆ ในคลาสเรานะว่าทุกคนน่ารักมากๆ ตอนไปปาร์ตี้เนี่ย คนที่มาทำมือเปะปะคือพวกเด็กจากมหาลัยอื่น ส่วนเพื่อนๆ เราจะให้เกียรติมากๆ เลยค่ะ พูดแล้วเลยอยากจะเล่าว่าหนุ่มๆ ฝรั่งเี่นี่ยค่อนข้างเจ้นท์มากๆ นะคะ ถ้าคุณเดินเข้า-ออกจากตึก แล้วมีผู้ชายเดินมาด้วย คุณไม่ต้องเปิดประตูหรอก ผู้ชายคนนั้นจะเปิดไว้ให้คุณเดินเข้าไปเลย บางทีพาลจะมากดดันให้เราแทบต้องวิ่งเข้าตึกเพราะคุณเธอเห็นเราเดินมาก็จะเปิดรอไว้ให้เลย..น่ารักป่าวล่ะ เรื่องเทคแคร์และให้เกียรติผู้หญิงนี่ต้องยกให้เลยค่ะ



ถ้าใครถามว่าการแต่งตัวของหนุ่มๆ สาวๆ ในรั้วมหาลัยเป็นยังไง ขอตอบว่าตามสบายมากๆ เลยค่ะ ใครชอบใจแบบไหนก็แต่งตามสไตล์ของเค้า ไม่ค่อยมาคอยแคร์สายตาคนอื่น เมืองเราเป็นเมืองร้อน หน้าร้อนนี่สาวๆ แทบจะใส่แต่สายเดี่ยวกะกระโปรงสั้นลากแตะมาเรียเลยล่ะ ส่วนหนุ่มๆ ก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้นลากแตะมาเหมือนกัน แต่ชอบใส่หมวกแก๊ปกันจิงๆ นะขนาดอยู่ในคลาสก็ใส่ ไปเจออาจารย์เฮี้ยบๆ หน่อยก็จะโดนบังคับให้ถอดหมวกทีนึง ตลกดี บางคนแต่งตัวสบายจนเราแอบทึ่ง ก็พ่อหนุ่มสุดหล่อหน้าเหมือน Colin Farrell ของเราน่ะสิ เล่นใส่เสื้อยืดขาดๆ มาเรียนบ่อยเลย ขาดบางทีมันไม่ใช่ขาดรูเล็กๆ นะ มีตัวนึงขาดจนเอากำปั้นยัดเข้าไปได้เลยล่ะ ดีนะที่ยังหล่ออยู่เลยให้อภัย

ตอนเรามาใหม่ๆ จะกลัวแดดมากตามแบบฉบับสาวไทยแหละค่ะ (จริงๆ ก็สาวเอเชียเลยก็ได้นะเพื่อนคนไต้หวันกะจีนก็เป็น) จะต้องกางร่มเดินไปเีรียน หลังๆ รู้สึกทนสายตา question mark ของฝรั่งไม่ไหว เลยเลิกใช้ไปแระ เรียนๆ ไปตัวดำเป็นเหนี่ยงเลย กลับไปเมืองไทยทีแม่นึกว่าไปดำนามา มีแต่คนถามว่านี่ไปเรียนที่เมืองนอกหรือไปอยู่บ้านนอกมากันแน่ยะ ก็แหม...เมืองที่เราอยู่มันไม่ได้ต่างจากเมืองไทยเร้ยยยย ร้อนก็แดดเปรี้ยงเหมือนกัน แต่จะร้อนแบบแห้งๆ ไม่ร้อนชื้นมีเหงื่อเยอะเหมือนเมืองไทย แดดจะแห้งๆ เกรียมๆ เหมือนจะทำหมูแดดเดียวได้เลยทีเดียว หน้าฝนก็ฝนตกหนัก น้ำท่วมก็มี รันทดมากๆ หน้าฝนน่ะ หน้าหนาวจะต่างก็ตรงที่หนาวกว่าเมืองไทยค่อนข้างมากแค่นั้นแหละคุ่ะ

ช่วงหน้าร้อนหนุ่มๆ สาวๆ หรือแก่ๆ ก็มี จะชอบมานอนอาบแดดกัน โดยเฉพาะวันไหนที่อากาศดีๆ ยิ่งช่วง spring ใหม่ๆ กำลังหิวแดดกันเนี่ย จะได้เห็นฝรั่งนุ่งน้อยห่มน้อยมานอนกลางสนามหญ้ากันเต็มไปหมด บางทีเรียนไปตาก็อยู่ไม่สุขเลยล่ะ แหม..ขอสวยๆ งามๆ ใครๆ ก็ชอบดูใช่ม้า... แต่แปลกนะฝรั่งแต่งตัวแบบนี้เรากลับไม่รู้สึกว่าโป๊หรือดูว่าล่่อแหลมเลยอ่ะ สงสัยเรื่องวัฒนธรรมคงมีส่วนนะ

ปกติเวลาไปเรียนเราก็จะสะพายเป้ไปเรียนค่ะ เพราะของเยอะ บางทีต้องหอบคอมฯ ไปทำงานด้วย มักมีคนถามว่าจำเป็นต้องซื้อคอมฯรึเปล่า มันก็ไม่จำเป็นหรอกค่ะ เพราะมหาลัยก็มีให้ใช้เยอะแยะ เพียงแต่มันสะดวกกว่ากับการมีคอมฯเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะ laptop เพราะมันหอบไปไหนกับเราก็ได้ ยิ่งมาอยู่ที่นี่มี wireless ให้ใช้แทบจะทุกที่ พาลทำให้เราติด internet เข้าไปในสายเลือดไปแล้วน่ะสิคะ ตอนเราซื้อคอมฯ ก็ได้อาศัยจนท.ฝ่าย IT ของทางมหาลัยช่วยเลือกรุ่นให้ เพราะเราโ่ง่คอมฯ มากๆ พอมีปัญหาก็หอบมาให้เค้าซ่อมให้ ฟรีอีกต่างหาก ชอบใจจริงๆ



นักเรียนที่นี่มักจะชอบทำกิจกรรมกันค่ะ ที่โรงเรียนก็จะมีชมรมต่างๆ ให้เลือกเยอะแยะไปหมด การเข้าชมรมพวกนี้ก็จะทำให้เราได้เพื่อนและมีกิจกรรมทำดีนะคะ หรือไม่การไปออกกำลังกายที่ sport club ของมหาลัยก็ได้ประโยชน์กับสุขภาพ และเค้าก็มักจะมีโปรแกรมสอนเล่นโน่นเล่นนี่ในราคาประหยัด หรือมีกิจกรรมให้เราเข้าร่วมเยอะเลยค่ะ แต่เชื่อรึเปล่าว่าเราไม่มีเวลาไปออกกำลังกายเลยจนกระทั่งเราเรียนจบน่ะ เสียดายเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องบังคับจ่ายทุกเทอมจริงๆ เลย นักเีรียนหลายๆ คนก็จะหาเวลาทำงานพิเศษด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นงานในแคมปัสทั่วไป หรืองานเสิร์ฟหรืองานอื่นๆ ข้างนอก บางคนที่เรียนดีหน่อยก็จะได้เป็นผู้ช่วย professor ซึ่งงานก็จะได้ใช้ความรู้หน่อยและไม่น่าเบื่อ แต่งานในแคมปัสก็จะไม่เยอะมาก ค่าแรงต่อชม.ก็จะไม่สูงมาก แถมโดนหักภาษีด้วยค่ะ

ที่นี่จะมีช่วงเบรคหลักๆ 3 ช่วง คือช่วง
- winter break ช่วงก่อน x'mas ไปจนเปิดเทอมเดือนมกรา
- spring break ช่วงประมาณเดือนเมษา ประมาณวีคนึง
- summer อันนี้ถ้าใครไม่ลงเรียนก็หยุดยาวประมาณ 3 เดือนเลยค่ะ


ช่วงหยุดนี่นักเรียนส่วนใหญ่ก็จะไปเที่ยวกันบ้าง กลับบ้านกันบ้าง แล้วแต่แพลนของแต่ละคน อย่างเราไม่มีบ้านให้กลับ ก็หาเรื่องเที่ยวค่ะ เทอมแรกที่เรามายังไม่รู้จักใครเท่าไหร่ เราเลยเข้าร่วมโครงการ Christmas International House ที่จะได้ไปอยู่กับ Host family ในเมืองที่เราเลือกและเค้าจัดให้ เสียคชจ. แค่ค่าสมัครค่ะ เราชอบโครงการนี้มาก ได้เจอกับ host family ที่ดีจริงๆ ไว้จะเล่าให้ฟังดีกว่า อีกอย่างโครงการนี้ไม่ใช่โครงการเพื่อหวังกำไร เป็นการสมัครใจของครอบครัวชาวอเมริกันที่อยากดูแลนักเรียนต่างชาติช่วงคริสต์มาสที่ไม่ได้กลับบ้านแล้วไม่รู้จะไปไหน เป็นโครงการที่ดีมากๆ ค่ะ เราได้ข้อมูลมาจากทางมหาลัยค่ะส่งเมล์มาบอก เราเลยสมัคร ใครสนใจเช็คข้อมูลได้ที่นี่นะคะ http://www.christmasih.org/



อยากพูดถึงเรื่องนึงในมหาลัยเหมือนกันคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ ก็คือทางมหาลัยมักจะเชิญคนที่มีความรู้ความสามารถมาพูดให้นักเรียนฟัง เราคิดว่าถ้าใครมีเวลาก็ควรไปนั่งฟังนะคะ เพราะเราจะได้ความรู้และแง่มุมต่างๆ จากบุคคลเหล่านั้น หรือการจัดสัมนา จัด workshop ต่างๆ ถ้าสนใจก็ไปร่วมเถอะค่ะ มีแต่ได้ประโยชน์ นอกจากเรื่องความรู้ บางทีมหาลัยหรือโรงเรียนต่างๆ มักจะชอบจัดงานเลี้ยงบ่อยๆ บางทีก็เป็นของกินง่ายๆ อย่างพิซซ่า แซนวิช หรือบางทีก็เป็นอาหารพื้นเมืองน่าทานเลยล่ะค่ะ เราชอบไปมากเลยเพราะขี้เกียจทำกับข้าวน่ะ แถมได้กินอาหารอร่อยๆ แปลกๆ ก็มี แล้วมีขนมด้วย ชอบๆ แถมได้ไปเจอเพื่อนๆ นั่งคุยยืนคุยกัน ก็สนุกดีค่ะ เราว่าปาร์ตี้แบบนี้ดีกว่าอีกอ่ะ

ชีวิตในมหาลัยที่นี่ส่วนใหญ่ของเราจะไปหมดกับการเีรียนค่ะ เราจะได้พักจริงๆ ก็คือตอนปิด winter break แค่นั้นเอง เพราะคอสเราสั้นมากแถมเรียนหนัก เพราะงั้นเราก็จะไม่ค่อยมีชีวิตนอกรั้วมหาลัยซักเท่าไหร่ในช่วงนั้น แต่เราก็ไม่เสียดายเลยนะ เพราะหลังเรียนจบเราก็เที่ยวสะใจไปเลยล่ะ เพราะงั้นเราอยากให้เพื่อนๆ แบ่งเวลาและวางแผนชีวิตให้ดีนะคะ มาเรียนที่นี่มีเรื่องแปลกใหม่ให้เราหลงไหลได้เยอะแยะ ถ้าไม่รู้จักควบคุมตัวเองให้ดีก็ลำบาก อยู่ที่นี่ต้องหัดจัดการตารางชีวิตให้ดีและเคร่งครัด ไม่งั้นเราอาจจะพลาดอะไรสำคัญๆ ไปได้ง่ายๆ เพราะที่นี่ไม่ได้มีใครมาคอยเตือนเราให้ทำโน้นทำนี้เหมือนเมืองไทย ที่สำคัญแยกแยะความสำคัญของเรื่องต่างๆ และจัดลำดับให้ดีนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการมาใช้ชีวิตที่นี่ก็ไม่ได้ยากเกินไปหรอกน่า..

เอาล่ะขอจบตอนนี้ไว้ที่นี่ดีกว่า ชักจะยาวไปแล้วเดี์ยวเพื่อน ๆ ตาลาย ไว้ติดตามต่อตอนหน้านะคะ




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2550 1:04:30 น.
Counter : 416 Pageviews.  

1  2  

แมวจอมกวน
Location :
กรุงเทพฯ United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่อดีตคนไกลบ้านคนนึง ที่เริ่มจากหลวมตัวมาเรียนที่อเมริกา ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมายในชีวิต ได้รับประสบการณ์และแง่คิดมากมายจากดินแดนแห่งนี้ ตอนนี้หาทางกลับบ้านเจอแล้วค่า.. ได้กลับมาเริ่มต้นชีวิต (อีกครั้ง) ที่เมืองไทยซะที ที่มาของชื่อก็เพราะว่าเป็นคนที่รักแมว จึงเป็นที่มาของชื่อ "แมวจอมกวน" ยินดีที่ได้รู้จักกับทุกคนค่ะ


Link Blog ล่าสุด

คนโสดและไม่โสดหงายมือขวามาดูเดี๋ยวนี้ (เส้นสมรส ฟันธง!!!!)
มาทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจจากควายกันดูมั๊ยคะ ^^
คนค้นคน: มิสป่าตอง... หญิงที่ผูกติดกับภาพในอดีต
Cherubin Chocolate Cafe ร้านเค้กสำหรับคนรักช็อกโกแลต (และน้องหมี)
สำหรับแฟนบาร์บี้.. ชวนมาสะสมแสตมป์ไทยชุดบาร์บี้กันค่ะ
ตามรอยห้องก้นครัวไปชิม King Kong Buffet ซอยหลังสวนค่ะ
Lenka สาวสวยเสียงน่ารัก..เพลงยิ่งน่ารักน่าฟัง
หน้าร้อนแบบนี้.. มาสครับผิวกันดีกว่าค่ะ: รีวิวสครับที่กำลังปลื้ม
แอบงอน Coffee Bean เลยได้มาลอง Sugaroma ร้านเค้กน่ารักและน่ากินค่ะ
มาทำความเข้าใจกับวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์กันง่ายๆ ด้วยภาพกันค่ะ
Review น้ำหอมในกรุ (ภาค 4)
Review น้ำหอมในกรุ (ภาค 3)
Ho Kitchen กับอาหารเย็นมื้อใหญ่
สวิสเซอร์แลนด์ ตอนที่ 5 Luzern & ไปลุยหิมะบนยอดเขาTitlis
สวิสเซอร์แลนด์ ตอนที่ 4 Lausanne, Vevey, and Montreux
สวิสเซอร์แลนด์ ตอนที่ 3 Berne & Mont Blanc
บิบิมบับ ข้าวยำเกาหลี เมนูที่ทำเองได้ไม่ยากเลยค่ะ
สวิสเซอร์แลนด์ ตอนที่ 2 Zurich & Geneva
สวิสเซอร์แลนด์ ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นการเดินทางและการเตรียมตัว
ผลจากโปรโมชั่นของ drugstore ทำให้ได้ไรมามั่ง มาเปิดถุงพร้อมรีวิวกันเลยค่ะ
รีวิว Bath & Body Works กลิ่นใหม่ต้อนรับสปริงค่ะ
If we hold on together >> Piano by คุณ tutu_pianist เพลงพิเศษสำหรับพี่หญิง ตัวเล็กอ้วนค่า
รีวิวผ้าเช็ดเครื่องสำอาง Pond's Cleansing Towelettes
Joanna Wang >> An Asian Version of Norah Jones
แม่ครัวสมัครเล่นกะเค้ก Tres Leches --> เค้กสามนม
รีวิว Skinceuticals C+ E Ferulic & Gamma Hydroxy & Kanebo กระปุกแดง
บล็อคสีชมพูกะเทศกาลดอกเชอรี่บาน Cherry Blossom @ DC
Review ครีมหอมๆ กลิ่นใหม่ๆ จาก Victoria's Secret และ Bath and Body Works ค่ะ
เปิดตัว MMU ตัวที่สามกับ Lumiere
เปิดตัว MMU ตัวที่สองกับน้องเหมียว Meow Cosmetics ค่ะ
รีวิว Everyday Minerals

เปิดตัว Mineral makeup ชิ้นแรกของเรา กับ Everyday Minerals ค่ะ
ประสบการณ์กรีดสิวที่คลินิคหมอเสริม-เพ็ญจันทร์

Magic Liquid Powder & Magic Illuminating Potion by Prescriptives
Aspirin Mask ของดีราคาถูกที่น่าลอง

บลัชลุงชู P Amber 87 VS elf Sun Kissed ความเหมือนที่แตกต่าง
Review Eyeshadow ของ Nars ค่ะ

รีวิวสีบลัช NARS ตามสัญญาค่ะ


   
11 March 2008
Friends' blogs
[Add แมวจอมกวน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.