“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง
สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ
และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
*พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒

~ หรือ'พี่'เขาจะมาบอกข่าว...จริงๆ ?(ต่อ)(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน!) ~



มาเล่าต่อค่า...(ต้องขออภัยที่มาเสียสายเลย ฝนตกพรำ ๆ ตั้งแต่เช้าเพิ่งจะซาค่ะ)

ตอนนี้ต้องขอเล่าย้อนไปถึงช่วงที่พี่อิ้งเริ่มป่วยอีกนิดหนึ่ง...
พี่อิ้งป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และในช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้นก็มีญาติห่าง ๆ อีกคนของเราชื่อพี่เกียว
เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งเหมือนกัน แต่พี่เกียว...เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ในขณะที่พี่อิ้งเลือกที่จะรักษาตัวด้วยวิถีแพทย์ทางเลือก พี่เกียวก็เพียรรักษาตัวด้วยวิธีทางเคมี
ทั้งสองคนต่างพยายามชักชวนอีกฝ่ายให้หันมารักษาตัวตามตัวเอง แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะต่างคนต่างเชื่อมั่นในทางเลือกของตัวเอง

และเมื่อมาพบปะกันแต่ละครั้ง เธอทั้งคู่ต่างแสดงออกว่าตัวเองมีอาการดีขึ้น
และต่างปลุกปลอบให้กำลังใจกัน
ฉันค่อนข้างสนิทกับพี่อิ้ง แต่ไม่ค่อยจะสนิทกับพี่เกียวสักเท่าไหร่
แม้ในชั้นของความเป็นญาติจะใกล้และห่างพอ ๆ กัน
แต่พี่เกียวเธอมีครอบครัว มีลูกมีสามีคอยดูแล ฉันก็เลยไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยียนหรือคลุกคลีใกล้ชิด
ได้แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงและเห็นใจในชะตากรรมที่เธอต้องเผชิญ

ดูจากภายนอก ใครต่อใครต่างคิดว่าพี่เกียวดูจะอาการแย่กว่าพี่อิ้ง
เพราะการที่เธอต้องเทียวไปศูนย์มะเร็งในจังหวัดบ่อย ๆ
และจากการบำบัดด้วยเคมีทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ปรากฏชัดเจนทางกายภาพ
เธอผอมมากและผมร่วง บางครั้งขาบวมเป่งทั้งสองข้าง

ในขณะที่พี่อิ้ง แม้จะดูผอมเหมือนกัน แต่การที่เธอยังดูกระฉับกระเฉง
ทำนั่นทำนี่เหมือนคนปกติ ผมเผ้าก็ยังดกดำเงางาม ก็เลยดูเหมือนว่าเธอมีอาการดีกว่าพี่เกียว
บรรดาญาติ ๆ และคนใกล้ชิดของทั้งสองคนต่างเคยปรารภกันในทำนองว่า...
คอยดูนะ ระหว่างสองคนนี้ใครจะ"หาย"ก่อนกัน...หลายคนฟันธงว่า...น่าจะเป็นพี่เกียวนะ
เพราะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองน่าจะมีโอกาสรักษายากกว่า...หรือเปล่า?





แต่ก็นั่นแหละ...ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อย่างที่เล่าไปในตอนแรกว่า
พี่อิ้งเกิดอาการทรุดหนักอย่างรวดเร็ว นอนโรงพยาบาลแค่เจ็ดวันก็จากไป
ซึ่งช่วงนั้นพี่เกียวก็มีอาการที่ทรง ๆ อยู่เหมือนกัน และยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วยอาการขาบวม
แรก ๆ ญาติ ๆ แอบปิดข่าวการเสียชีวิตของพี่อิ้ง เพราะเกรงพี่เกียวจะใจเสีย
แต่หมู่บ้านเรามันเล็ก ใครเป็นอะไร ทำอะไรแป๊บเดียวก็รู้กันทั่วแล้ว...
เมื่อพี่เกียวมีอาการดีขึ้นพอสมควร เธอก็ออกจากโรงพยาบาล...เธอรู้ข่าวพี่อิ้งแทบจะวันแรกที่กลับถึงบ้านเลยทีเดียว
เธอมีท่าทีที่ปลดปลงแต่ก็พยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด
จนดูเหมือนว่าอาการของเธอจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง...จนญาติ ๆ ต่างวาดหวังถึงปาฏิหาริย์

บังเอิญช่วงนั้นฉันก็มัวแต่วุ่นวายกับภารกิจส่วนตัว เลยไม่ค่อยได้ติดตามถามข่าวพี่เกียวกับใครเลย
รู้แต่ว่าแกดีขึ้น ก็รู้สึกยินดี

จนวันนั้นนั่นแหละ...

วันนั้นหลังจากที่ฉันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่อิ้งแล้ว ก็รู้สึกโล่งใจสบายใจ
คิดว่าพี่อิ้งน่าจะรับรู้และไปสู่สุคติได้...
แต่แล้ว...ตอนเย็นนั่นเอง เวลาประมาณทุ่มครึ่ง ขณะที่ฉันกำลังอาบน้ำอยู่ เสียงโทรศัพท์ที่บ้านก็ดังกรีดก้องขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้เสียงกริ๊งดังอย่างต่อเนื่อง เหมือนมีสายเข้าปกติ
ฉันรีบล้างตัวลวก ๆ นุ่งกระโจมอกวิ่งออกมาจะรับโทรศัพท์ (เพราะตอนนั้นแม่กินข้าวเย็นเสร็จเข้าห้องนอนไปแล้ว)
แต่พอฉันวิ่งมาถึง เสียงโทรศัพท์ก็หยุดไป ฉันรออยู่พักหนึ่ง คาดว่าถ้าใครมีธุระจริง ๆ
เดี๋ยวคงโทรเข้ามาใหม่ แต่ก็ไม่มีใครโทรเข้ามาอีก ฉันก็เลยกลับไปอาบน้ำต่อ...
แว่บหนึ่งเผลอคิดว่า...เอาอีกแล้วไหมล่ะ เวลานี้เป็นเวลาที่พี่อิ้งเคยโทรมาประจำนี่นา...
แต่ก็ปัดความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว...





จากนั้นก็ทำกิจวัตรกิจกรรมประจำวันของตัวเองต่อตามปกติ อ่านหนังสือ ดูละคร
สวดมนต์สั้น ๆ ปฏิบัติอีกนิดหน่อย แล้วก็เข้านอนโดยลืมเลือนเรื่องของโทรศัพท์ไปเสียสนิท

แล้วคืนนั้นฉันก็ฝัน...ฝันว่าพี่อิ้งมาหาฉัน แกแต่งตัวสวยเชียว
ฉันจำรายละเอียดเสื้อผ้าแกได้ค่อนข้างชัดเจนมาก พี่อิ้งใส่เสื้อสีขาว มีลายปักเป็นรูปใบไม้สีเขียว ๆ
รอบ ๆ คอเสื้อ ใส่กางเกงขาสี่ส่วนสีออกครีม ๆ
แกจูงจักรยานมาเรียกฉันที่หน้าบ้าน เหมือนกับตอนที่เราไปตลาดด้วยกันเป็นประจำเมื่อก่อนเลย

พอฉันออกไปหาแกแกก็ต่อว่าฉันว่า "ทำไมไม่รับโทรศัพท์...รู้ไหม พี่เกียวตายแล้วนะ..."
ฉันก็ อ้าวเหรอ...แล้วแกยังพูดต่อว่า "ขอยืมตาลปัตรหน่อยสิ"
ฉันก็ถามแกว่า "พี่อิ้งจะเอาตาลปัตรไปทำอะไร แล้วหนูจะมีตาลปัตรได้ยังไงล่ะ"
พี่อิ้งก็บอก..."ก็เอาไปใช้ในงานศพน่ะสิ ตาลปัตรของพ่อเธอไง ขอยืมก่อน"
แค่นั้น...แล้วฉันก็ตื่นขึ้นพอดี

รุ่งขึ้นฉันก็ไปตลาดตามปกติ ฉันเจอพี่่ที่เขาอยู่บ้านใกล้ ๆ บ้านพี่เกียวก็เลยถามข่าว
เขาก็บอกว่าพี่เกียวอาการแย่นะ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เมื่อวานเขาก็เฝ้ากันอยู่่ทั้งวัน
หมอเขาบอกให้ญาติทำใจแล้วว่าอาจจะไม่พ้นวันสองวันนี้หรอก...

พอสายหน่อย ฉันก็เลยชวนพี่สาว(ลูกพี่ลูกน้อง)ว่าเราไปเยี่ยมพี่เกียวกันเถอะ
และเล่าความฝันของฉันให้ฟังด้วย พี่สาวก็บอกไปก็ไป แล้วเราก็ต่างแยกย้ายไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
แต่เราก็ไปไม่ถึงโรงพยาบาลหรอก เพราะสวนกับญาติอีกคนเสียก่อน
เขามาบอกข่าวกับเราว่าพี่เกียวเสียแล้วนะ เมื่อกี้นี่เอง...

โอ๊ะโอ...ข่าวของพี่อิ้งช่างแม่นยำเสียนี่กระไร !!!








จบแล้วค่ะเรื่องเล่าจากหลังดอยของฉัน ก็อย่างที่จั่วหัวไว้ที่หัวบล็อกนั่นแหละค่ะว่า... โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเห็นว่ามันออกแนวแปลก ๆ เหลือเชื่ออยู่สักหน่อยสำหรับตัวเอง
เพราะส่วนตัวต้องบอกเลยว่าเป็นคนไม่กลัวผี ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีเรื่องวิญญาณอะไรนี่สักเท่าไหร่

แต่มันก็ยังมีเรื่องค้างคาใจอยู่ตงิด ๆ
ใครเป็นนักตีความความฝันช่วยบอกหน่อยเถอะค่ะว่า เจ้า"ตาลปัตร"ที่พี่อิ้งเค้าถามถึงนั่นมันหมายถึงอะไรง่ะ ?






 

Create Date : 20 สิงหาคม 2557    
Last Update : 20 สิงหาคม 2557 14:32:46 น.
Counter : 645 Pageviews.  

~ หรือ'พี่'เขาจะมาบอกข่าว...?(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน!) ~




สวัสดีทุกท่านค่ะ...
ห่างหายไปจากหน้าบล็อกไปพักใหญ่ ๆ ทีเดียว
ไม่อยากจะออกตัวซ้ำ ๆ ซาก ๆ หรอกค่ะว่าภารกิจชีวิตช่วงนี้มันช่างวุ่นวายสับสนเสียจริง
เพราะดูเหมือนจะไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย...
(ก็พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสไว้ว่า...
"อะนากุลา จะ กัมมันตา - - การงานที่ไม่ยุ่งเหยิงสับสน" เป็นหนึ่งในมงคลชีวิต ๓๘ ไง แหะ ๆ )

ซึ่งหากจะว่ากันตามจริงแล้ว ในช่วงนี้ฉันก็เจอแต่เรื่องอันไม่เป็นมงคลสักเท่าไหร่...

มันเริ่มตั้งแต่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของพี่อิ้งเมื่อเดือนที่แล้วนั่นแหละ...





พี่อิ้งเป็นกึ่งญาติห่าง ๆ กึ่งเพื่อนรุ่นพี่ที่ค่อนข้างสนิทมากคนหนึ่งของฉัน
เดิมทีเราก็ไม่ได้สนิทสนมกันสักเท่าไหร่หรอก เพราะเมื่อก่อนฉันไม่ได้อยู่ที่บ้าน
และวัยของเราก็ค่อนข้างห่างกันอยู่พอสมควร น่าจะประมาณรอบหนึ่งได้
แต่หลังจากที่ฉันย้ายกลับมาอยู่บ้านอย่างถาวร เราก็มีการไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้น
แม้เราจะมีอุปนิสัยใจคอ ความคิดความอ่านรวมถึงอุดมการณ์ในการดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างแตกต่างกัน...
ชนิดที่แทบจะเรียกได้ว่า...คนละขั้วกันเลยทีเดียว

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราจูนกันติดและคบหากันได้สนิทใจก็คือ เราต่างก็เป็นหนอนหนังสือด้วยกันทั้งคู่
และแน่ล่ะ จากความแตกต่างเรื่องแนวคิด วิถีชีวิตดังที่กล่าวแล้วข้างต้น แนวการอ่านหนังสือของเราก็แตกต่างกันเช่นกัน ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค กลับเป็นตัวช่วยให้เราได้ปรับเปลี่ยนมุมมอง
และแลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่านได้หลากหลายมากขึ้น

อ้อ...ความเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราต่างเป็นสาวโสดโดดเดี่ยวกันทั้งคู่
ฉันอยู่บ้านกับแม่ ในขณะที่พี่อิ้งอยู่คนเดียวเพราะพ่อกับแม่แกเสียไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
แต่ที่บ้านพี่อิ้งเขาอยู่ในเขตรั้วเดียวกันกับบ้านน้องสาว ก็เลยดูไม่ค่อยเดียวดายนัก





กิจกรรมสุดโปรดอย่างหนึ่งของพี่อิ้งก็คือ...การจ่ายตลาด
ภาพที่ผู้คนในหมู่บ้านของฉัน(หรือกระทั่งในหมู่บ้านใกล้เคียง)เห็นกันจนชินตาในช่วงระยะ ๗-๘ ปีที่ผ่านมา
ก็คือภาพของฉันกับพี่อิ้งขี่จักรยานเคียงกันไปตามทางที่มุ่งสู่ตลาดเย็นประจำหมู่บ้านเกือบจะทุกวัน
หรือเวลาที่ในหมู่บ้านมีงานอะไร ๆ (งานวัด งานศพ งานบวช ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ)ก็จะเห็นเราไปคู่กันเสมอ ๆ

เพิ่งจะมาห่างหาย เลิกร้างกิจกรรมเหล่านั้นไปก็เมื่อประมาณปีเศษ ที่ผ่านมานี่เอง
ก็คือตั้งแต่พี่อิ้งเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองเป็นมะเร็งลำไส้นั่นแหละ

พี่อิ้งเลิกขี่จักรยาน และต้องเทียวไปรักษาตัวที่เชียงใหม่
ฉันเองก็จำต้องปรับเปลี่ยนตารางกิจกรรมของตัวเองตาม
เลิกไปตลาดเย็น(เพระเส้นทางที่ไปตลาดเย็นมีบางช่วงค่อนข้างเปลี่ยว)
เปลี่ยนเป็นไปตลาดเช้าแทน และถ้าช่วงที่พี่อิ้งอยู่ที่บ้าน แกก็จะโทรศัพท์มาฝากซื้อของนั่น ๆ นี่ ๆ แทบจะทุกวัน
เพราะทางไปตลาดเช้าต้องผ่านหน้าบ้านแกอยู่แล้ว
กลับจากตลาดฉันก็แค่แวะเอาของที่แกสั่งซื้อแขวนไว้ให้แกหน้าประตูบ้าน
แกตื่นมาสาย ๆ ก็ลุกออกมาหยิบของเข้าไป ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรเลย

พี่อิ้งแกไม่ถนัดใช้โทรศัพท์มือถือ แกก็ใช้โทรศัพท์บ้าน
และโทรเข้าเครื่องที่บ้านฉันวันละหนึ่งถึงสองครั้งเป็นอย่างน้อย
ครั้งแรกราว ๆ บ่ายสองโมงครึ่ง(ฉันเพิ่งมารู้ในทีหลังว่านั่นเป็นเวลาหลังจบรายการครัวคุณต๋อย
พี่อิ้งแกดูรายการนี้ เห็นอะไรน่ากินแกก็จะจดไว้แล้วโทรสั่งให้ฉันซื้อมาให้แกในวันถัดไปนั่นเอง)
กับอีกครั้งก็เย็น ๆ ค่ำ หลังหกโมงเย็น เป็นการทบทวนเน้นย้ำสิ่งที่ฝากเมื่อตอนกลางวัน
(ซึ่งอาจจะมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติม)กับเป็นการบอกเล่าอัพเดตอาการเจ็บป่วยของตัวเอง
แล้วก็บ่นนั่น ๆ นี่ ๆ จิปาถะซะป๊ะซะเป้ส...
ถ้าฉันพอมีเวลาว่าง ก็แวะเข้าไปเยี่ยมเยียน พูดคุยกันเจ๊าะแจ๊ะ ๆ เรื่องนู้นเรื่องนี้
ประมาณอาทิตย์ละสองถึงสามครั้ง

จนเป็นที่รู้กันระหว่างฉันกับแม่ว่าถ้ามีเสียงโทรศัพท์บ้านดังละก็...นั่นคือพี่อิ้งแน่นอน
เพราะมาถึงยุคนี้สมัยนี้พี่น้องเพื่อนฝูงคนอื่น ๆ ของฉันไม่มีใครโทรถึงฉันด้วยเครื่องโทรศัพท์บ้านอีกต่อไปแล้ว

การณ์ก็ดำเนินมาเช่นนี้ร่วม ๆ ปี แกดูไม่เหมือนคนป่วยมะเร็งสักเท่าไหร่
เพราะดูภายนอกแกก็ยังใช้ชีวิตตามปกติแทบทุกอย่าง ยังทำกับข้าวเอง
(เผลอ ๆ ทำเผื่อคนอื่นอีกต่างหาก เพราะแกชอบทำอาหารทีละเยอะ ๆ
ทำเสร็จก็เที่ยวโทรเรียกคนโน้นคนนี้มาแบ่งไปกิน)
อ่านหนังสือดูละคร อัพเดตข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา....

จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาที่ผ่านมานี่เอง จู่ ๆ อาการของพี่อิ้งก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว
น้อง ๆ ญาติ ๆ แกก็พาไปส่งโรงพยาบาล พี่อิ้งนอนโรงพยาบาลแค่ ๗ คืนก็เสียชีวิต...





นับแต่วันที่พี่อิ้งเข้าโรงพยาบาล และจากไป โทรศัพท์ที่บ้านฉันก็เงียบสนิท...
เงียบจนแม่บ่นแน่ะว่า ตกลงคนที่โทรมาบ้านนี้มีแต่พี่อิ้งเหรอเนี่ย พอไม่มีแกแล้วโทรศัพท์ก็เลยกลายเป็นใบ้ไปซะงั้น


หลังจากพี่อิ้งเสียชีวิต เวลาฉันไปไหนมาไหน พบปะใครในหมู่บ้านหลังดอยของฉันนี่
ก็จะมีผู้คนมาถามไถ่ทีเล่นทีจริงว่า เป็นยังไง เหงาไหม พีอิ้งมาหามั่งไหม บลา บลา บลา...
ฉันก็ได้แต่ตอบว่า ไม่มีหรอก พี่เขาคงไปสบายแล้วล่ะ เขาจะมาทำไม...
แต่บอกตามตรง ฉันกับแม่ก็แอบเหงาหูอยู่มั่งเหมือนกันแหละที่เสียงโทรศัพท์ที่เคยมีมาทุกวัน ๆ มันเงียบหายไป
มันเงียบจนฉันออกจะรู้สึกเหงา และสงสารมัน ร่ำ ๆ จะไปทำเรื่องยกเลิกโทรศัพท์บ้านไปเสียเลย
แต่คนอื่น ๆ ก็ติงว่าเอาไว้ก่อนเถอะ เผื่อฉุกเฉินอาจจำเป็นก็ได้...

แล้วก็มี "เหตุจำเป็น" อันเนื่องมาจากโทรศัพท์เกิดขึ้นจริง ๆด้วย...

บ่ายจัดวันหนึ่ง วันที่พี่อิ้งจากไปครบหนึ่งเดือนพอดิบพอดี...
ขณะที่ฉันกับแม่กำลังนั่งดูละครภาคบ่ายด้วยกัน เสียงโทรศัพท์ก็กรีดดังกริ๊งงง.....ยาว ๆ หนึ่งที
ฉันสะดุ้งโหยง ผวาไปที่โทรศัพท์ที่วางไว้บนหลังตู้หนังสือ แต่ตอนนั้นเสียงโทรศัพท์เงียบไปแล้ว
แม่มองหน้าฉันแล้วก็พูดลอย ๆ ว่า..."พี่อิ้งโทรมามั๊ง..."
ฉันก็บอกว่าไม่ใช่หรอก คงมีใครกดผิดแล้วเลยรีบวาง

พอฉันถอยกลับมานั่ง...โทรศัพท์เจ้ากรรมก็กรีดร้องขึ้นมาอีก...
ดังหนึ่งกริ๊งแล้วก็เงียบไป...หนึ่งกริ๊งแล้วก็เงียบไป เป็นเช่นนี้อยู่สามคำรบ
ฉันก็เลยอดรนทนไม่ไหว จึงไปยกโทรศัพท์ขึ้น กะจะดึงสายออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไป





แล้วฉันก็ต้องผงะ...เมื่อได้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้โทรศัพท์...
มันคือปลวกค่ะคุณผู้ชม!!!
เจ้าแมลงสีขาว ๆ ตัวเล็ก ๆ กำลังเดินกันเป็นสายขึ้นมาจากหลังตู้ เลาะเลียบตามขอบผ่านใต้โทรศัพท์เพื่อลอดรูโหว่เล็ก ๆ (ที่ฉันใช้โทรศัพท์วางบังไว้)ลงไปหาหนังสือนับร้อยเล่มที่อยู่ในตู้...
(หนังสือชุดนี้เป็นหนังสือเก่าเก็บและหายากที่ฉันเฝ้าเก็บอย่างทนุถนอมมานานนับสิบ ๆ ปี)

โอ้วววว..ใพระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!!
คราวนี้ฉันสะดุ้งยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ทีแรกเสียอีก เพราะเคยมีประสบการณ์การสูญเสียหนังสือเพราะเจ้าปลวกมาแล้วเข็ดขี้อ่อนขี้แก่อยู่เป็นนาน...

ฉันรีบสำรวจหนังสือในตู้อย่างเร่งด่วน เดชะบุญที่มันคงจะเพิ่งเริ่มปฏิบัติการ ทำให้หนังสือยังไม่ทันเสียหาย
แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ฉันเชื่อว่าถ้าฉันช้าไปเพียงหนึ่งถึงสองวัน หนังสือฉันคงวอfวายหมดตู้เป็นแน่...
นึกแล้วสยองสุด ๆ !!!
ต้องขอบคุณเสียงโทรศัพท์ที่ดังอย่างไร้เหตุผลในบ่ายวันนั้นสินะ

ฉันวุ่นวาย สาละวนอยู่กับการกำจัดปลวกนานเป็นอาทิตย์ ต้องย้ายตู้ รื้อพื้น
เก็บหนังสือออกมาทำความสะอาด จัดเรียงใหม่ ฯลฯ
จนออกจะลืมเลือนสาเหตุแห่งการค้นพบเจ้าปลวกมหาภัยนี่แล้วล่ะ...

กระทั่งแม่บอกว่า...
"แกน่าจะทำบุญให้พี่อิ้งหน่อยนะ เขาคงมาเตือนเราเรื่องปลวกหรือเปล่า"
ฉันก็เฮ่ย...ไม่ใช่หรอก เรื่องบังเอิญน่า...
แต่ก็เอาเถอะ...เพื่อความสบายใจของแม่ วันพระถัดจากวันนั้น
ตอนที่ไปวัดตอนเช้าฉันก็ตั้งใจกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้พี่อิ้งเป็นพิเศษ

คืนนั้นก็เลยได้เรื่อง....

*(เรื่องราวมันยาวจัด ขออนุญาตแบ่งเป็นสองบล็อกนะคะ เดี๋ยวมาต่อค่ะ )




ป.ล. เพื่อน ๆ บล็อกที่รออ่านรีวิวหนังสือ กรุณารออีกแป๊บนะคะ ตอนนี้กำลังอ่านชุด"อัญมณีเหนือกาล"เล่มที่สามอยู่ค่ะ จบแล้วจะมาเล่าต่อค่า...






 

Create Date : 19 สิงหาคม 2557    
Last Update : 19 สิงหาคม 2557 11:48:31 น.
Counter : 559 Pageviews.  

~ สาวน้อยร้อยชื่อ ... เธอคือแรงใจ ~








สาวน้อยวัยห้าเดือนครึ่งคนนี้เธอมีชื่อจริงที่แสนจะเรียบง่ายว่า'เด็กหญิงรันดา'
เธอมีนามสกุลเดียวกับฉัน เพราะพ่อของเธอเป็นน้องชายฉันเอง

ความที่เป็นสาว(แก่)โสดโดดเดี่ยว แถมไม่ได้ทำงานประจำ
ทำให้ฉันต้องมีหน้าที่เลี้ยงหลาน ๆ บรรดาลูกของพี่ๆน้องๆหลายต่อหลายคนโดยปริยาย
เป็นน้าบ้าง อาบ้าง ป้าบ้าง...แต่สำหรับสาวน้อยคนนี้กับพี่ชายวัยห้าขวบของเจ้าหล่อน...ฉันคือ'อั๊นตี้'

เท่าที่เคยได้ดูแลคลุกคลีกับเด็ก ๆ มาร่วม ๆ สิบคน ฉันพบว่าสาวน้อยรันดาคนนี้เลี้ยงง่ายที่สุด
นับตั้งแต่ลืมตามาดูโลกเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเราแทบจะไม่ได้ยินเสียงร้องไห้โยเยจากเธอเลย

เธอกินเก่ง นอนเก่ง อารมณ์ดีอยู่เป็นนิตย์
แม้กระทั่งยามที่ถูกพี่ชายของเธอเล่นด้วยแรง ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว...
ซึ่งมักจะสร้างความหวาดเสียวให้กับผู้ใหญ่โดยทั่วถ้วน เธอก็ยังหัวเราะเอิ้กอ้ากอย่างชอบอกชอบใจ




พี่นาจากับน้องจาว่า


สาวน้อยมีชื่อเล่นมากมายหลากหลายชื่อมาก
เพราะเห่อตั้งกันตั้งแต่ก่อนที่เธอจะถือกำเนิดมานู่นแหละ
เท่าที่จำได้...ชื่อแรกเลยเป็นชื่อที่พี่ชายของเจ้าหล่อนเป็นคนตั้ง...
เรียกกันมาตั้งแต่รู้ว่าแม่กำลังจะมีน้อง ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องจะเป็นหญิงหรือชาย
เขาตั้งชื่อน้องสาวว่า"เปป้า" อันมีที่มาจากคำว่าเพเพอร์
แต่บรรดาป้า ๆ ทั้งหลายออกแนวไม่ค่อยชอบใจนัก อ้างว่าเรียกยาก
พากันสรรหาชื่ออื่น ๆ มานำเสนอ แต่ชื่อไหนก็ไม่สามารถผ่าน"เปป้า"ไปได้

จนจวนเจียนจะคลอดเต็มที...ช่วงนั้นพี่ชายเค้ากำลังหัดพูดภาษาไทย
มีวลีติดปากอยู่คำหนึ่งคือคำว่า"จาว่า... จาว่า..."
(พี่ชายเค้าชื่อนาจา เรียกตัวเองว่าจา ก่อนจะพูดอะไรเขาก็ติดที่จะขึ้นต้นประโยคว่า...จาว่า...)
ก็เลยเป็นที่มาของชื่อเล่นอันดับทีสอง "จาว่า"
แล้วก็ถูกเรียกเป็น"กำเมือง"โดยบรรดาญาติ ๆ ทีเป็นคนเมืองว่า"จ๋าว่า"
ซึ่งมีความหมายว่า...'สมมุติว่า...'หรือ 'ถ้าหากว่า...'







ชื่อที่สามของเธอก็ยังคงมีที่มาจากพี่ชายของเธออีกนั่นแหละ...ไมด้า...
ไม่มีใครรู้ว่าเขาได้ชื่อนี้มาจากไหน จู่ ๆ เขาก็ยืนยันว่าเขาจะให้น้องชื่อไมด้า
ไมด้าก็ไมด้า...น้องเค้านี่...
แต่ในระหว่างนี้ก็จะมีชื่ออื่น ๆ แทรกมา ผันแปรตามสภาวะทางกายภาพของสาวน้อย
บางวันเธอก็เป็นน้องหมูตุ้ย น้องกุ๊กไก่ น้องแซนดี้ - แสนดี...
ชื่อสุดท้ายนี่เป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาป้า ๆ ลุง ๆ จนคิดกันว่าอาจจะหยุดที่ชื่อนี้

ทว่า...เมื่อสองวันที่ผ่านมา...สาวน้อยใส่เสื้อมีตัวอักษรภาษาอังกฤษสกรีนไว้กลางอกว่า MODA
พี่ชายเค้าก็เลยเกิดพุทธิไอเดียปิ๊งปั๊งขึ้นมา...เมื่อมีใครมาถามว่า 'นาจา อาทิตย์นี้น้องนาจาชื่อไรอะ'
เขาก็ตอบอย่างฉับพลันทันใดว่า 'น้องชื่อโมด้าครับ...' เอากะเขาสิ
ทำเอาพ่อกับแม่แลป้า ๆ ทั้งหลายตามกันไม่ทันเลยทีเดียว !

แต่ไม่ว่าเธอจะถูกเรียกว่าอย่างไร...
สำหรับฉันแล้ว เธอคือ'เจ้ากุ๊กไก่'...เพราะฉันคือ'แม่ไก่'ที่ไม่มีนมให้ลูกกิน...

ทุกครั้งที่ได้โอบอุ้มเจ้าหล่อนไว้ในอ้อมแขน...ไม่เพียงแต่เธอเท่านั้นที่ได้รับความรักใคร่อบอุ่นไปจากฉัน
ในทางกลับกัน ฉันเองต่างหากที่เป็นฝ่ายซึมซับเอาทั้งความรักความหวัง
และพลังแรงใจจากเจ้าหล่อนมาจนล้นปรี่
เพื่อนำมารินรดดวงใจตัวเองที่อาจจะกำลังห่อเหี่ยว แห้งแล้ง...

และเมื่อหัวใจเอิบอิ่มแล้วก็พร้อมจะเดินหน้าสู้กับปัญหาสารพันของคนที่โต ๆ แล้วต่อไป...

















 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2556    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2556 10:09:10 น.
Counter : 644 Pageviews.  

~ ความสุขง่าย ๆ ที่ปลายมือแม่...~



เขียนบล็อกมาก็ร่ำ ๆ จะห้าปีเข้านี่แล้ว
นับ ๆ ดูก็ปาเข้าไป ๖๐๐ กว่าบล็อก

ย้อนกลับไปดูบล็อกเก่า ๆ ของตัวเอง พบว่าส่วนใหญ่ก็บอกเล่า(เวิ่นเว้อ)แต่นิย๊าย-นิยาย...
ตามประสาคนบ้านิยาย แหะ ๆ

มีเล่าเรื่องส่วนตัวบ้างก็นิดหน่อย และเน้นหนักไปที่เรื่องของพ่อเสียเยอะ
ดูเหมือนว่าจะเล่าถึงแม่น้อยมาก...
ไม่ใช่จะรักพ่อมากกว่าแม่หรอกนะ...
เอิ่ม...แต่มันคงจะมีส่วนบ้าง เรียกว่าเราผูกพันกับพ่อมากกว่าแม่ก็แล้วกัน

แต่ตอนนี้พ่อเขาไม่อยู่กับเราแล้วนี่ ก็เลยหันมาทุ่มเทความรักความผูกพันให้แม่ได้เต็มที่และชิดใกล้กว่าเดิม
แล้วจึงได้เห็นแง่มุมง่าย ๆ งาม ๆ ของแม่ที่เราอาจจะเคยมองข้ามไปในช่วงก่อนหน้านี้...
พอที่จะหยิบมาบอกเล่ากล่าวถึง...

(ถึงจะช้าไปหน่อย...แต่ก็ยังอยู่ในกระแสล่ะน่า )

อาจจะเป็นเพราะแม่เราเขาเป็นคนหัวโบราณ เงียบ ๆ
ไม่ค่อยพูดจาเล่นหัวหรือแสดงอารมณ์ใด ๆ กับลูก ๆ สักเท่าไหร่
บางครั้งเรายังเคยนึกเลยว่าแม่ช่างเป็นคนใจแข็ง และเย็นชาเสียจริง...
เพราะตั้งแต่เล็กจนโต จำได้ว่าแม่ไม่เคยชม ไม่เคยโอ๋ลูกคนไหนต่อหน้าเลย
(ซึ่งต่างจากพ่อลิบลับ
พ่อจะเป็นคนที่เห่อลูกมาก...
ขนาดพ่อกับแม่มีลูกถึงหกคน พ่อเขาก็เห่อลูกได้ทุกคนไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันเลย)

แม่เขาจะทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน เป็นช้างเท้าหลังอย่างแท้จริง...เขาจะรับภาระทุกอย่างในบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกินเรื่องนอนเรื่องความเป็นอยู่ภายในบ้าน ฯลฯ
แล้ววางภาระต่าง ๆ ทั้งหมดนอกบ้านให้กับพ่อ
ซึ่งเรื่องหลัก ๆ นอกบ้านที่ว่าก็คือการจัดการเรื่องการศึกษาของลูก ๆ นั่นแหละ
นับตั้งแต่การจัดหาโรงเรียน พาไปสมัคร สอบเข้า มอบตัว ประชุมผู้ปกครอง ฯลฯ
ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของพ่อ...(แล้วจะไม่ให้เรารู้สึกผูกพันกับพ่อมากกว่าได้ไง)

ตั้งแต่จำความได้ ภาพคุ้นตาของพวกเราเมื่อกลับจากโรงเรียนก็คือ 
    ภาพของแม่ที่นั่งอยู่ที่เบื้องหลังจักรเย็บผ้า   ท่ามกลางกองผ้าหลากสีหลายลายกองเกลื่อนอยู่รอบ ๆ ตัว
บางครั้งแม่เพลินกับงานตรงหน้าจนแทบไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูพวกเราด้วยซ้ำ






ใช่แล้ว...แม่ของเราเป็น(อดีต)ช่างเย็บผ้านั่นเอง...

และนี่แหละ คือที่มาของหัวเรื่องบล็อกที่ฉันอยากจะพูดถึงในวันนี้
(แล้วจะเกริ่นยาวไปไหนอ่า...)

แม่เขาเคยเป็นช่างเย็บผ้ามือวางอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเราทีเดียวนะ...
ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่เคยร่ำเรียนวิชาตัดเย็บจากสถาบันใด ๆ เลย
แต่ด้วยความที่แม่เป็นคนประหยัด...
เมื่อมีลูกหลายคนแม่ก็จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะหาวิธีที่จะช่วยพ่อในการลดค่าใช้จ่ายลงบ้าง

อาศัยที่แม่เขามีหัวทางด้านประดิดประดอย แล้วใช้วิธีครูพักลักจำบ้าง
เขาจะเอาเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่บางทีก็ขาดแล้วมาเลาะตะเข็บออกแล้วหัดตัดหัดเย็บด้วยกระดาษ
เพียงไม่นาน แม่เขาก็สามารถตัดเย็บเสื้อผ้าแบบง่าย ๆ ให้พวกเราใส่กัน

จากนั้นก็ค่อย ๆ พัฒนาฝีมือมาตัดเย็บเครื่องแบบนักเรียนระดับต่าง ๆ
เอาออกวางขายหน้าร้านได้อีกต่างหาก
พวกเราเอง(รวมถึงหลาน ๆ เด็ก ๆ แถวบ้าน) ตั้งแต่เข้าโรงเรียนอนุบาล
จนถึงระดับมหาวิทยาลัยจะสวมใส่เครื่องแบบที่แม่ตัดให้ทุกคน

แม่เขามีความสุขง่าย ๆ ด้วยงานง่าย ๆ ที่ใช้มือทำ...
ในยุคหนึ่่ง เขาเป็นนักทำบายศรีมือเอกของหมู่บ้าน ไม่ว่าลูกสาวบ้านไหนจะแต่งงาน
หรือใครจะจัดงานบุญอะไรที่ต้องใช้บายศรี เจ้าภาพจะต้องมาไหว้วานแม่ให้ไปทำบายศรีให้
ร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่นของเขาอีกสองคน...ซึ่งตอนนี้เพื่อนทั้งสองคนนั้นได้ลาโลกไปแล้ว
เขาถึงได้ขอตัว เลิกทำไป

เมื่อราว ๆ หกปีที่แล้ว หลังจากพ่อเสียไม่นาน แม่เขาลื่นหกล้ม
จนกระดูกสะโพกแตก ต้องผ่าตัดใส่เหล็กถาวร
และนับจากอุบัติเหตุครั้งนั้น แม่ก็ไม่สามารถเดินได้โดยปราศจากไม้เท้าสี่ขาอีกต่อไป

แม่ต้องเลิกเย็บจักรโดยปริยาย แต่เขายังคงหลงใหลงานฝีมือประเภทประดิดประดอยอยู่เช่นเคย
เขาจึงต้องหาอะไรกระจุ๊กกระจิ๊กทำอยู่เสมอ





บางวันเขาก็นั่งทำกรวยกระดาษ(โดยกระดาษที่ใช้ทำก็ได้มาจากบรรดากระดาษใช้แล้วสองหน้า
หรือไม่ก็พวกจดหมายขยะ โบรชัวร์ต่าง ๆ จากห้างสรรพสินค้าในเมืองที่มีคนเอาเสียบไวในตู้จดหมายหน้าบ้าน เป็นต้น)
อันเป็นกิจกรรมสุดโปรดอันดับหนึ่งของเขา

พอใกล้จะถึงหน้าหนาว แม่เขาก็มีกิจกรรมใหม่ นั่นคือการถักผ้าพันคอโดยใช้บล็อกไม้
ทำเสร็จ(สวยมั่งไม่สวยมั่ง)ก็แจกจ่ายให้หลาน ๆ
คนได้รับก็จะชื่นชม ดีอกดีใจ แม่เขาก็จะเป็นปลื้มแบบเงียบ ๆ ของเขา

ในวันว่างบางวัน แม่เขาก็จะเลือกนิยายที่อยู่บนชั้นมานั่งอ่าน...
เวลาแม่อ่านนิยาย แม่จะอ่านแบบเอาจริงเอาจังมาก
พออ่านจบไปสักเล่มหนึ่งเขาก็จะบอกว่า พอแล้ว ไม่อ่านอีกแล้ว อ่านทีไรติดพันทุกที
ไม่จบก็เป็นอันเลิกไม่ได้ เสียงานเสียการหมด บลา บลา บลา...

แต่ผ่านไปชั่วสามสี่วันเขาก็หยิบนิยายเรื่องใหม่มานั่งอ่านอีก...

เป็นอันว่า...ความบ้านิยายนี่คงเป็นกรรมพันธุ์สินะ
เพราะว่าพี่น้องฉันทุกคน รวมไปถึงหลาน ๆ ...บ้านิยายกันทั้งบ้าน ฮ่าฮ่า
มีแต่รสนิยมเท่านั้นที่อาจจะแตกต่างกันออกไป...
นักเขียนคนโปรดของแม่เราคือคุณชูวงศ์ ฉายะจินดากับนามปากกา"โบตั๋น"
แม่บอกว่าเขาเดินเรื่องรวดเร็วกระชับดี
สำนวนภาษาและบทสนทนาในเรื่องก็ร่วมสมัย(กับแม่) สมจริงและเข้าใจง่ายดี





ดูเอาเถอะ ว่าจะเขียนถึงแม่แค่นิดหน่อย เพียงเพื่อร่วมกิจกรรมกับทางบล็อกแก็งค์
กับเกาะกระแสวันแม่ที่ผ่านไป
แล้วไหงมันยาวยืดได้ขนาดนี้ล่ะเนี่ย

ทำไปทำมา คนเงียบ ๆ ง่าย ๆ อย่างแม่ของเราก็มีอะไรให้พูดถึงเยอะแยะมากมายเลยนิ
นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวนะเนี่ย

ไว้ว่าง ๆ จะมาเขียนเล่าให้ฟังใหม่ว่า...
คนแก่อายุ ๘๐ อัพเขามีวิธีวางใจยังไงให้ชีวิตเปี่ยมสุขหน้าใสได้...
ง่าย ๆ เงียบๆ อย่างแม่ของเรา


นี่ไงล่ะ...แม่ของฉัน(ภูมิใจนำเสนอมากกก...)








 

Create Date : 21 สิงหาคม 2555    
Last Update : 21 สิงหาคม 2555 21:34:41 น.
Counter : 2366 Pageviews.  

~ เรื่องเล่าจากหลังดอย ...เรื่อง "ผีลักซ่อน" ~



วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังค่ะ
จะเรียกว่านิทานก็คงไม่ตรงเสียทีเดียว เอาเป็นว่าเป็นเรื่องเล่า ของ"คนบ่ะเก่า" ก็แล้วกันค่ะ

บังเอิญได้อ่านนิยายแปลเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับตำนาน”ผีลักซ่อน” ในแบบฝรั่ง
ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าเก่าแก่ในหมู่บ้านหลังดอยของแม่ไก่...
ตอนแรกว่าจะเล่าลงในบล็อกรีวิวหนังสือเล่มนั้น แต่เล่า ๆ ไป ขนาดย่อแล้วย่ออีกก็ยังยาวยืด
จึงขอแยกออกมาอีกบล็อก อีกกลุ่มก็แล้วกันค่ะ

ขอย้ำนะคะว่าเป็น”เรื่องเล่า” ส่วนตัวจะพยายามเรียบเรียงตามที่ได้ยินได้ฟังมา
ไม่รับประกันข้อเท็จจริงหรือหลักฐานพยานใด ๆ ค่ะ

ดังนั้น ต้องขอกาดอกจันไว้ตรงนี้ว่า...

**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน** ต่ะ


**********


เป็นเรื่องที่พ่อของตาของพ่อ(ไม่รู้จะเรียกยังไงอ่ะ...พ่อของตาทวด หรือตาทวดของพ่อ...?)เล่าให้พ่อฟัง
โดยกล่าวอ้างว่าประสบมาด้วยตัวเอง...

ท่านเล่าว่าในสมัยโน้นนนนน...ตอนที่ท่านยังเด็ก อายุประมาณ ๘-๙ ขวบ ชอบไปวิ่งเล่นซุกซนกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านเดียวกันตามประสา ท้ายหมู่บ้านเป็นเขตป่า เรียกกันว่า”ป่าเวียง” เพราะสมัยก่อนที่นั่นเคยเป็น”เวียง”(เมือง)เก่ามาก่อน ยังคงมีซากปรักหักพังของป้อมประตู และกำแพงโบราณหลงเหลืออยู่ (แต่มาสมัยนี้กลายเป็นเรือกสวนไร่นาไปหมดแล้ว) พวกเด็ก ๆ ชอบพากันไปเล่นซ่อนหาที่นั่น มิใยผู้ใหญ่จะห้ามปราม และขู่ว่าเล่นซ่อนหาในป่าระวังจะถูก “ผีลักซ่อน” นะ พวกเขาก็ไม่นำพา...

วันหนึ่งจึงเกิดเรื่องขึ้น...เมื่อเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่เล่นด้วยกันหายตัวไปจริง ๆ
เมื่อเด็ก ๆ เลิกเล่นแล้ว เพื่อนคนนั้นไม่ปรากฏตัวจึงเกิดโกลาหลกันยกใหญ่

พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านราว ๆ ๓๐-๔๐ คน กระจายกำลัง จุดคบ จุดตะเกียงออกตามหาทั้งคืนก็ไม่พบ...
เด็กคนที่หายไปอายุเพียง ๗ ขวบ น่าจะเล็กที่สุดในกลุ่ม...เป็นน้องเล็กสุดในครอบครัวที่มีลูกถึงหกคน
มีชื่อว่า “เสาร์” อาจจะเป็น เพราะเกิดวันเสาร์นั่นเอง

เขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้คนออกตามหาเขาทุกวัน...
จากหนึ่งวัน สองวันเป็นหนึ่งสัปดาห์ สองสัปดาห์...จากสัปดาห์เป็นเดือน...จากเดือนเป็นปี....

ชีวิตต้องดำเนินไป...ไม่นาน เพียงหนึ่งปีคล้อยหลังผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็แทบลืมเลือนเหตุการณ์นั้นไป...
เด็กน้อยคนนั้นกลายเป็นเพียงตำนาน เล่าขานกันในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนั้น…

พ่อแม่และพี่ ๆ ของเขาก็เศร้าโศกกันอยู่ระยะหนึ่ง...จากนั้นก็ทำใจได้
เมื่อหาตัวไม่พบต่างก็พากันคิดเสียว่าเขาได้ตายจากเสียแล้ว...
มีการทำพิธี จัดงานศพแบบเรียบง่าย แม้จะไม่มีศพ

เด็ก ๆ ก็หวาดผวา เลิกเล่นซ่อนหาในราวป่าอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง...แล้วก็กลับมาเล่นกันใหม่…
……………..
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปี เด็ก ๆ กลุ่มนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัวกลายเป็นพ่อเป็นแม่กันไปหมดแล้ว
เหตุการณ์ในครั้งนั้นกลายเป็นอดีตที่นาน ๆ ครั้งจะมีคนพูดถึง...

และคงจะถูกลืมเลือนไปสนิทถ้าเขาคนนั้นไม่กลับคืนมา...

ในสภาพที่สมบูรณ์ทุกประการ...เพียงแต่ในชื่อใหม่ สถานะใหม่
ด้วยเขากลับมาในรูปของนักบวชผู้จาริกผ่านทางมาโดยบังเอิญ
เขาไม่หลงเหลือความทรงจำใด ๆ ให้กับพ่อ แม่ พี่น้อง เครือญาติ ตลอดถึงเพื่อนเล่นในวัยเยาว์เลยแม้แต่น้อย

แต่ผู้ใหญ่หลายคนในหมู่บ้านจำเขาได้ โดยเฉพาะหน้าตาที่เหมือนกันกับพี่ชายคนถัดไปจากเขาราวกับฝาแฝด
จึงได้มีการซักไซ้ไล่เรียงกันขึ้น

พระท่านยืนยันว่าท่านเป็นชาวเวียงโกศัย(เมืองแพร่) พ่อท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเด็ก ส่วนแม่เพิ่งเสียไปเมื่อสองปีก่อน ท่านจึงบวชให้แม่แล้วยังไม่คิดจะสึก เดินธุดงค์ตามหลวงลุงซึ่งเป็นพระพี่ชายของแม่มาที่นี่โดยบังเอิญ…

พ่อและแม่ตัวจริง(ที่เมื่อได้เห็นพระก็มั่นใจว่าเป็นลูกชายคนเล็กของตนที่หายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อน)
กับบรรดาชาวบ้านที่สนใจใคร่รู้ทั้งหลายจึงพากันไปกราบหลวงลุงองค์นั้นของพระหนุ่ม...

นั่นเอง เรื่องราวอันชวนฉงนจึงเปิดเผย โดยที่แม้ตัวพระหนุ่มเองก็เพิ่งจะรู้ประวัติของตัวเองก็วันนั้น...

หลวงลุงเล่าว่า...เมื่อราว ๆ ยี่สิบปีก่อนนู้น... หลวงลุงเพิ่งบวชเป็นพระใหม่ ๆ จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าในเขตเวียงโกศัย (จังหวัดแพร่ในปัจจุบัน ซึ่งมีเขตติดต่อเขลางค์นครทางทิศใต้ อยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุเด็กหายไปถึงกว่า ๓๐ ก.ม.หากเทียบเป็นมาตราวัดในปัจจุบัน ไม่มีถนนหนทางเหมือนในสมัยนี้ การเดินทางต้องเดินเท้า ขึ้นเขาลงห้วยผ่านป่าทึบ...)

วันหนึ่งในตอนเช้ามืด ขณะเตรียมตัวออกบิณฑบาต ก็เห็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เนื้อตัวมอมแมมเดินกระเซอะกระเซิงร้องไห้เข้ามาในวัด หลวงลุงก็เข้าไปหา ซักถามว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ร้องไห้ทำไม เด็กก็ไม่พูดไม่ตอบอะไรเลย เอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้น แถมมีอาการตัวสั่นงันงกเหมือนกับตกใจกลัวอะไรสักอย่าง หลวงลุงจึงให้เด็กวัดคนหนึ่งอยู่ปลอบและดูแลเด็ก พอท่านไปบิณฑบาตในหมู่บ้านก็ถามญาติโยมว่ามีลูกใครพลัดหายไปหรือเปล่า...ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครรู้จักเด็กชายคนนั้นเลย...เมื่อท่านกลับมาที่วัด เด็กน้อยหยุดร้องไห้แล้ว แต่ยังนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่เช่นเดิม ท่านจึงแบ่งปันข้าวน้ำให้กิน แกก็กินด้วยท่าทางหิวโหย พออิ่มก็ล้มตัวลงนอนหลับไปตรงพื้นดิน หน้าศาลามุงแฝกของหลวงลุงนั่นเอง จนบ่ายคล้อยแกก็ตื่นขึ้นมาแล้วเริ่มต้นร้องไห้อีกครั้ง มิใยที่ใครจะปลอบอย่างไรก็ไม่หยุดร้อง...

เมื่อหาที่มาของเด็กไม่ได้ แถวหมู่บ้านใกล้เคียงก็ไม่มีใครรู้จัก หลวงลุงจึงคิดว่าอาจจะต้องเลี้ยงเด็กน้อยไว้เสียเอง
แล้วก็ตั้งชื่อเล่น ๆ ไว้เรียกกัน ในวัดว่า ‘บ่าหลง’
บ่า” เป็นคำที่ใช่เรียกนำหน้าชื่อเด็กผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงจะเรียก “อี่”)

ตอนแรกคิดกันว่าเด็กคงเป็นใบ้ เพราะไม่ยอมพูดอะไรเลย แม้เวลาจะผ่านไปร่วมเดือน...
(แต่ก็ดูเหมือนจะยอมรับชื่อ ‘บ่าหลง’นี้โดยดุษณี)


อยู่มาวันหนึ่ง...หลังจากอยู่กับหลวงลุงได้ประมาณเดือนครึ่ง โยมน้องสาวหลวงลุงซึ่งอยู่คนละหมู่บ้านก็มาหาหลวงลุงที่วัด พอเห็นหน้าเด็กก็ถูกชะตา เมื่อซักถามประวัติรู้ว่าเป็นเด็กพลัดหลงมา ไม่รู้จักพ่อแม่พี่น้อง จึงเกิดความเวทนา ชวนไปอยู่ด้วย
ปรากฏว่าเด็กน้อยยอมตามมาอยู่ด้วยอย่างง่ายดาย แถมยอมเอ่ยปากพูดเป็นคำแรก โดยเรียกโยมน้องสาวหลวงลุงว่า “แม่” สร้างความประหลาดใจให้กับหลวงลุงและพระรูปอื่น ๆ เป็นอันมาก

แต่กระนั้น เด็กน้อยก็บอกไม่ได้ถึงความเป็นมาเป็นไปของตัวเอง...
กระทั่งชื่อหรืออายุของตัวเองก็ไม่รู้จัก...

โยมน้องสาวหลวงลุงจึงพาเด็กไปเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านและตั้งชื่อให้ใหม่
ใกล้เคียงกับที่หลวงลุงเรียกมาแต่ตอนแรกว่า...บุญหลง

บุญหลงอยู่กับครอบครัวนั้นดุจเป็นลูกชายคนหนึ่ง ว่าง่ายเชื่อฟัง ทำงานทุกอย่างที่แม่บอกให้ทำโดยไม่เกี่ยงงอน จนเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบห้า มารดา(เลี้ยง)ก็เสียชีวิตลงด้วยไข้ป่า บุญหลงจึงบวชหน้าไฟให้แม่และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีศพ ก็ติดตามมารับใช้หลวงลุงที่วัด โดยไม่คิดจะสึกหาลาเพศ

จนมีโอกาสออกธุดงค์ผ่านมาที่หมู่บ้านนี้นี่เอง...

หลวงลุงเล่าจบ และรับฟังเรื่องเล่าจากฝั่งชาวบ้านทางนี้บ้าง...
ทุกคนมีอาการตื่นเต้น และประหลาดใจ เพราะช่วงเวลาที่เกิดเหตุจากวันที่เด็กน้อยหายตัวไปกับวันที่หลวงลุงพบพบเขานั้นมันห่างกันชั่วคืนเดียวเท่านั้น...
มันดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กวัยเพียงเจ็ดขวบจะสามารถเดินเท้าข้ามป่าเขารกชัฎ ไปไกลถึงเพียงนั้น...

.................

แม้จะรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว พระบุญหลงก็ยังคงมีท่าทีสำรวม
นิ่งเฉยต่อโยมพ่อโยมแม่ตัวจริงที่เรียกร้องให้ท่านสึกออกมา และกลับมาอยู่บ้านเดิมในวัยเด็ก...
ท่านไม่มีวี่แววแห่งการระลึกรู้ถึงสายสัมพันธ์แห่งครอบครัวแม้เพียงน้อยนิด...

ท่านยืนกรานที่จะอยู่ในสมณเพศและติดตามหลวงลุงไปตลอดไม่เปลี่ยนแปลง...ไม่มีใครรู้ว่าในใจท่านคิดอะไร...


และจนป่านนี้ยังไม่มีใครสามารถไขปริศนาได้ว่า...เด็กชายเสาร์ ในวัยเจ็ดขวบ เดินทางแรมรอนจากบ้านเกิดไปกลายเป็น”เด็กชายบุญหลง”ในต่างบ้านต่างเมืองซึ่งอยู่ห่างไกลกันถึงกว่า ๓๐ กิโลเมตร โดยมีป่าเขาลำเนาไพรหนาทึบคั่นกลางได้อย่างไร...?

ฤาจะมี"ผีลักซ่อน"อยู่จริง?


**********


อ้อ...หนังสือเล่มอันเป็นที่มาแห่งเรื่องเลาในบล็อกนี้ชื่อหนังสือ "เทพนิยายสองโลก" ค่ะ ท่านที่สนใจตามลิงก์ไปอ่านรีวิวได้ค่ะ











 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2554 10:31:12 น.
Counter : 1549 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 166 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~ อาคม/ชลนิล~

~กลรักเกมเลือด/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ห้วงลวงรัก/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ ไพรีนฤมิต/ญนันธร~

~ รื่นรักรมย์ลวง@หัวหิน/กิ่งฉัตร~

~ เมียเจ้า/Amy Tan (นรา สุภัคโรจน์/แปล)~

~ความฝันครั้งที่สอง/ว.วินิจฉัยกุล~

~ตะวันไม่มีวันตกดิน/อาสดา~

~มณีแห่งนิรันดร์/อสิตา~

~มงกุฏอัคคี/อสิตา~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.