'เจ้ายี่จักไปตางซ้าย เจ้าอ้ายจักไปตางขวา
น้องก็ว่าน้องจะจี่ ปี้ก็ว่าปี้จะเผา' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)


**พ่อสอนว่า...ความผิดเป็นครู แต่อย่าทำผิด**

~ กำบ่ะเก่า ...บ่เล่าอาจลืม (๒๓) "กำสอนอิแม่" ~




สวัสดีเจ้า...

อย่างที่เคยเล่าไว้ในบล็อกแม่วันก่อนว่าแม่เราเขาเป็นคนไม่ค่อยพูด
ไม่ค่อยฟู่เล่นเจรจากับลูก ๆ เท่าไหร่
แต่เวลาพวกเราดื้อหรือเกเร หรือทะเลาะกันตามประสาเด็ก ๆ
แม่เขาจะมีวิธีว่ากล่าวตักเตือนในแบบของเขา

แม่เป็น"คนบ่ะเก่า"ที่มักจดจำคำพูดคำสอนของคนบ่ะเก่าเอามาบอกเล่าต่อแก่พวกเราอยู่เป็นประจำ
เป็นกึ่ง ๆ บอกต่อ กึ่ง ๆ สั่งสอนอบรม
โดยไม่บอกว่ากำลังสอน เพราะแม่ไม่ใช่คนจ้ำจี้จ้ำไช

ปกติแล้วเขาจะใช้วิธี "ทำให้ดู อยู่ให้เห็น"มากกว่าที่จะ"พูดให้ฟัง"
(เพราะหน้าที่นั้นเขายกให้พ่อไปแล้ว)
แต่เวลาเขาเอ่ยปาก...พวกเราก็มักจะได้รับหลักคิดในการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้งและคมคายอยู่เสมอ

กำบ่ะเก่าที่รวบรวมมาในบล็อกนี้(และอีกหลาย ๆ สำนวนในบล็อกเก่า ๆ ก่อนหน้า)
ก็ได้มาจากคำบอกคำสอนของแม่ที่เราจำ ๆ จด ๆ ไว้เจ้า...


เวลาเห็นลูก ๆ กินอยู่ฟุ่มเฟือย หรือแต่งเนื้อแต่งตัวเกินพอดี
แม่เขาก็จะบอกว่า...

"กิ๋นหื้อปอต๊อง หย้องหื้อปอตั๋ว"

ความหมายก็คือ สอนให้เรานุ่งเจียมห่มเจียม กินอยู่ให้รู้ประมาณและความพอดี

หรือ...

"กิ๋นเข้าหื้อไว้ต่าน้ำ"

กินข้าวให้พอดี ๆ เหลือพื้นที่ในท้องสำหรับน้ำด้วย
เป็นคำสอนให้รู้จักแบ่งสัดส่วนของการกระทำอะไรก็ตามให้พอดี ๆ

และ...

"ยามป้อแม่มี กิ๋นขว้างโบ้ะขว้างบ้ะ กันป้อแม่ต๋ายละ เป๋นบ่ะห่อยนอยจา"

คำแปล : ตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ก็กินทิ้งกินขว้าง แต่พอพ่อแม่เสียชีวิตแล้วนั่นแหละถึงค่อยรู้สำนึก
แต่ถึงตอนนั้น ทรัพย์สินเงินทองก็กระสานซ่านเซ็น ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เหมือน"บ่ะห่อยนอยจา"(มะระขี้นก)






บางทีแม่ก็สอนเราเรื่องของการพูดจา ว่า...

"กำเข้าหู จะไปฟั่งถูออกปาก จักยากใจ๋ปายลูน "

ความหมายก็ตรงตัวคือ...
เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้กลั่นกรองให้ดีก่อนจะตอบโต้หรือเอาไปบอกต่อคนอื่น
ไม่เช่นนั้น อาจจะมีผลกระทบตามมา สร้างความเสียหายให้ผู้อื่น
และทำให้เราต้องลำบากใจ

หรือ...

"กำติเตียนสำเนียงจ่มส้าม ย่อมจะมีมากู้ทิศ"

หมายถึง คำติฉินนินทานั้นเป็นเรื่องธรรมดาโลก ย่อมจะมีมาจากทั่วทุกสารทิศ
เพราะฉะนั้นไม่ควรถือสาใส่ใจ

และ...

"กำจ่มกำด่านั้นเป๋นกำดี ก๋อนฟังบ่ถี่มันตึงบ่ม่วนหู"

"กำจ่มกำด่า"ในที่นี้หมายถึงคำบ่นคำว่ากล่าวของคนแก่อาจจะฟังไม่เสนาะหูนัก
แต่ฟังให้ดีก็ล้วนเป็นข้อคิดที่ดีทั้งนั้น

กับ...

"กันว่าจะมัด บ่ต้องมัดด้วยป๋อ กำปากกำคอมัดกั๋นก่อได้"

นั่นคือคำสอนว่าด้วยการผูกใจคน ว่าหากจะมัดใจใครล่ะก็ ไม่ต้องใช้เชือก(ป๋อ=ปอ)หรอก
แค่ใช้คำพูดดี ๆ นี่แหละที่สามารถผูกใจคนได้





หลายครั้งแม่ก็จะสอนให้เรามีเมตตา รู้จักเอื้อเฟื้อผู้อื่นด้วยกำบ่ะเก่าที่ว่า...

"คนขี้จิ๊ ไผบ่ถามหา คนมีเมตต๋า ไปไหนบ่กั้น"

คนขี้จิ๊ หมายถึงคนตระหนี่ ขี้เหนียว
บ่กั้น ก็คือไม่อดตาย
สำนวนนี้ก็หมายความว่าคนขี้เหนียวไม่มีใครเขาอยากพูดถึง
แต่คนใจดีมีเมตตาไปไหนก็ไม่มีวันอดตาย

หรือ ...

"ขี้โลภปันเสีย ขี้เหลือปันได้"

ขี้โลภ=มักได้ ตะกละ,
ขี้เหลือ =เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่





เรื่องของการวางตัว...

"จะนั่งหื้อผ่อตี้ จะหนีหื้อผ่อก้น"

ก่อนจะนั่งให้ดูที่นั่งว่าไม่มีอะไรเปรอะเปื้อนหรือมีของมีคมที่อาจจะเป็นอันตราย
พอจะลุกจากไปก็ต้องเหลียวดูข้างหลังว่าไม่ทิ้งร่องรอยหรือลืมอะไรไว้


"กิ๋นได้ไว้ในไห กิ๋นบ่ได้ไว้ในใจ๋"

เมื่อได้รับอะไรมา ไม่ว่าจะหามาเองหรือมีคนให้
ถ้าเป็นของกินก็ให้เก็บถนอมรักษาไว้(ในสมัยก่อนเขาจะเก็บของกินไว้ในไห)
แต่ถ้าเป็นของที่กินไม่ได้ก็ให้จดจำรำลึกไว้ในใจ(ให้สำนึกบุญคุณนั่นเอง)


"แป๋งเฮือไว้หลายต้า หม่าเข้าไว้หลายเมือง"

(สร้างเรือไว้หลายท่า(ท่าน้ำ) แช่ข้าวไว้หลายเมือง)

ให้ผูกมิตรไว้หลาย ๆ ที่ เผื่อวันใดเกิดพลาดพลั้งตกอับจะได้มีที่พึ่งพา


"จะไปดูหมิ่นเจ้า จะไปเล่าขวัญนาย
จะไปขายของฝาก จะไปปากบ่เป๋นธรรม"


จะไป = อย่า
ดูหมิ่น = ดูถูก
เล่าขวัญ=นินทา ว่าร้าย

จะไปดูหมิ่นเจ้า --
ก็คือให้มีความเคารพในผู้มีศักดิ์สูงเช่นเชื้อพระวงศ์ เป็นต้น

จะไปเล่าขวัญนาย
- - อย่านินทาเจ้านาย อย่านำเรื่องส่วนตัวของเจ้านายไปเปิดเผยหรือกล่าวประจาน

จะไปขายของฝาก -
- ของที่ผู้อื่นมอบให้หรือนำมาฝาก เป็นของที่มีค่าทางจิตใจ
ควรเก็บรักษาอย่าได้นำออกไปขายหรือจำหน่ายจ่ายแจกต่อ

จะไปปากบ่เป๋นธรรม.
-คำว่า'ปากบ่เป๋นธรรม' ก็หมายถึงการพูดปดมดเท็จ
การพูดจาหยาบคาย ส่อเสียด ยุให้รำตำให้รั่ว ชวนทะเลาะ...ฯลฯ
ให้งดเว้นการพูดเช่นนี้นั่นเอง





นี่คือแม่ของเราค่ะ...
พวกเรามักจะภาคภูมิใจเสมอเวลามีคนชมแม่ว่าหน้าตาผ่องใส...
เราก็มักจะบอกกันว่า...
ใช่สิ ก็แม่เขาถือคติที่ว่า...
"ใจ๋ใสเป๋นบุญ ใจ๋ขุ่นเป๋นบาป" นิ...


จริง ๆ แล้ว "กำสอนอิแม่" ยังมีอีกเยอะมาก...
ถ้าจะนำมาลงไว้ทั้งหมดในบล็อกเดียว
บล็อกก็คงจะยาวเป็นเป็นขบวนรถไฟสายเหนือเป็นแน่
ขออนุญาตเก็บไว้คราวต่อ ๆ ไปแล้วกันค่ะ

ฝากบล็อกนี้ไว้ส่งท้ายเดือนแห่งวันแม่เจ้า...









 

Create Date : 29 สิงหาคม 2555    
Last Update : 29 สิงหาคม 2555 12:00:08 น.  

~ กำบ่ะเก่า ...บ่เล่าอาจลืม (๒๒) "ไม้ก๊ดไว้แป๋งขอ เหล็กงอไว้แป๋งเคียว..."








"ไม้ก๊ดไว้แป๋งขอ เหล็กงอไว้แป๋งเคียว คนก๊ดอย่างเดียว ไจ๊ก๋านบ่ได้ "


ศัพท์ :


ก๊ด = คด
แป๋ง = สร้าง, ทำ
ขอ = ตะขอ,ขอเกี่ยว
ใจ๊ = ใช้
ก๋าน = การ หรือ การงาน



คำแปล:

ไม้ที่มีรูปร่างคดงอสามารถนำไปทำเป็นตะขอ
เหล็กที่งอโค้งก็สามารถใช้ทำเป็นเคียวเกี่ยวข้าวได้
มีแต่คนนี่แหละ ที่หากคดงอแล้วใช้งานอะไรไม่ได้เลย(ไม่มีประโยชน์นั่นเอง)


ขยายความ :

เป็นคำสอนของคนบ่ะเก่าที่มุ่งสอนให้ลูกหลานมีความซื่อตรง ซื่อสัตย์
เพราะหากเป็นคนคดเสียแล้วก็หาประโยชน์อันใดมิได้

ไม่เหมือนกับสิ่งของอื่น ๆ ที่อาจจะมีรูปร่างบิดเบี้ยวคดงอผิดธรรมชาติ
ก็สามารถนำไปพลิกแพลง ประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้
เช่นไม้ที่คดงอก็ใช้ทำเป็นตะขอไว้เกี่ยวสิ่งของ
หรือเหล็กที่งอก็ใช้ทำเป็นเคียวไว้เกี่ยวข้าว เป็นต้น

เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ ที่สามารถดัดแปลงใช้ประโยขน์จากความคดงอของมัน...
ยกเว้น"คน" เพียงอย่างเดียว!





"งัวตั๋วใดกิ๋นหญ้าแผกหมู่ กันบ่ต๋ายเปิ้นฆ่าก็ต๋ายเสือขบ"


ศัพท์:


แผก = แปลก,แตกต่าง
หมู่ = พวก,เพื่อน
กัน = หาก,ครั้น...(กันบ่...= หากไม่...)
ขบ = กัด


คำแปล :

วัวตัวใดกินหญ้าแยกจากฝูง หากไม่ตายเพราะถูกเขาฆ่าก็อาจจะต้องตายเพราะถูกเสือกัด

ขยายความ :

"กำบ่ะเก่า" สำนวนนี้น่าจะสอดคล้องกับคำกล่าวในภาษาไทยที่ว่า
"เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม" นั่นเอง

นั่นคือ การใช้ชีวิตในสังคม การอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก
บางทีเราต้องโอนอ่อนผ่อนตาม ประพฤติปฏิบัติตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เขาทำกัน
เพราะหากแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง เมื่อเกิดปัญหา
เกิดภัยอันตรายมาถึงตัว เราจะถูกโดดเดี่ยวและไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ






"เฒ่าแก่ค้าว หมากป้าวหมูสี จ้องใจ๊มันมี แป๋งน้ำบวยน้อย"

ศัพท์ :


แก่ค้าว = แก่จัด (เฒ่าแก่ค้าว = คนแก่)
หมากป้าวหมูสี = มะพร้าวชนิดหนึ่ง ต้นเตี้ย ผลเล็ก
จ้อง = ช่อง,ช่องทาง
ใจ๊ = ใช้
แป๋ง = ทำ
น้ำบวย = กระบวยตักน้ำ


คำแปล :

คนแก่ก็เปรียบเหมือนมะพร้าวลูกเล็ก ๆ
มีช่องทางใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เสมอ
อย่างน้อยก็นำมาทำเป็นกระบวยตักน้ำอันเล็ก ๆ ได้

ขยายความ :

เด็ก ๆ รุ่นหลังหรือคนในวัยหนุ่มสาวอาจจะมองคนแก่ว่าแก่ชราแล้ว ทำการทำงานอะไรไม่ได้
ไม่มีประโยชน์ บางคนก็อาจจะละเลยไม่เอาใจใส่ท่าน
แต่แท้ที่จริงแล้ว คนแก่นั่นแหละมีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต มีภูมิปัญญาที่สั่งสมมาตามวัย
ที่หาก"ใช้"ให้ถูกต้อง ตรงช่องทางก็จะทำให้เกิดประโยชน์มหาศาลเลยทีเดียว

สำนวนนี้หากจะเปรียบกับสำนวนไทยก็คงคล้ายกับสำนวนที่ว่า"มะพร้าวห้าวยิ่งแก่ยิงมัน" นั่นเอง









 

Create Date : 29 มิถุนายน 2555    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 21:27:23 น.  

~ กำบ่ะเก่า...บ่เล่าอาจลืม (๒๑) "ทรัพย์สิ่งของ เงินทองเสื้อผ้า มีไผปามาจากต๊อง..."







ทรัพย์สิ่งของ เงินทองเสื้อผ้า มีไผปามาจากต๊อง
เพราะด้วยความเพียร เหมือนดักบ่วงก๊อง หื้อทรัพย์สิ่งต้องมาเวย
ป๋างหลังล่วงแล้ว น้องเกยหันไผ ปาทรัพย์สิ่งใด จากต๊องแม่ได้ ?




ศัพท์ :

ปามา = นำมา, พามา
ต๊อง = ท้อง
ดักบ่วงก๊อง = บ่วงดักสัตว์หรือปลา
มาเวย - มาโดยเร็ว(เวย = เร็ว)
ป๋างหลัง = ปางหลัง,ในอดีตที่ผ่านมา
เกย = เคย
หัน=เห็น
ไผ = ใคร



คำแปล :

ทรัพย์สินเงินทอง หรือสิ่งของเสื้อผ้าต่าง ๆ ไม่มีใครนำมาจากท้องแม่ได้
หากหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรในการทำงาน เหมือนนายพรานทำบ่วงดักสัตว์ฉะนั้น
ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว น้องเคยเห็นใครนำทรัพย์สินติดตัวมาจากท้องแม่ได้มั่งล่ะ ?

เป็นคำกล่าวของผู้เฒ่าผู้แก่ที่สอนลูกหลานให้ขยันหมั่นเพียรในการทำมาหากิน
โดยไม่ต้องนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร
แล้วน้อยอกน้อยใจในวาสนาว่าตัวเองเกิดมายากจน
เพราะจริง ๆ แล้ว คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันหมด

เห็นแล้วนึกถึงบทธรรมคำกลอนของหลวงพ่อพุทธทาสบทหนึ่งที่บอกว่า

เจ้าเกิดมามีอะไรมาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน
เมื่อเจ้ามามือเปล่าจะเอาอะไร
เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา










 

Create Date : 27 มิถุนายน 2555    
Last Update : 27 มิถุนายน 2555 22:14:58 น.  

~ หนังสือปี๋ใหม่เมืองล้านนา ปีเต่าสี (ปีมะโรงจัตวาศก) พุทธศักราช ๒๕๕๕ - ๒๕๕๖ ~




หนังสือปี๋ใหม่เมืองล้านนา ปีเต่าสี (ปีมะโรงจัตวาศก)
จุลสกราช ๑๓๗๔ ตัว พุทธศักราช ๒๕๕๕ - ๒๕๕๖






อธิกมาส ปรกติวาร อธิกสุรทิน (พ.ศ. ๒๕๕๕)



มังคลวุฒิกาลานุกาล สังกรมสวัสติศิริสุภมัสตุ จุลสกราชได้ ๑๓๗๓ ตัว เถาะฉนำกัมโพชพิสัยในคิมหันตอุตุ จิตตมาส กาฬปักษ์ สัตตมี ศุกรวารไถง ไทภาษาว่าปีร้วงเหม้าเดือน ๗ ลง ๗ ค่ำ พร่ำว่าได้วันศุกร์ที่ ๑๓ เมษายน วันไทกาบสี ติถี ๗ นาทีติถี ๓๘ ตัว พระจันทรจรณยุตติโยดโสดเสด็จเข้าเทียวเทียมนักขัตตฤกษ์ตัวถ้วน ๒๐ ชื่อปุพพาษาฒะ คือว่าดาวปลายงาช้าง เทวตาปรากฏในธนุกเตโชราศี นาทีฤกษ์ ๒๓ ตัว เสี้ยงยามกลางเดิกสู่ยามกลางเดิก ปลาย ๒ บาทน้ำ ปลาย ๑๐ พิชชา ปลาย ๒ ปราณ ปลาย ๑๐ อักขระ คือว่าได้ ๑๙ นาฬิกา ๔๖ นาที ๑๒ วินาที อันนี้ตามคัมภีร์สุริยาตราแล

ยามนั้น รวิสังกรมะ คือ พระสุริยามีตนแลทรงเครื่องมีวัณณะเนื้อตนอันขาวเปนดั่งลวดเงิน สวมใส่ต่างหูประดับด้วยแก้ววิฑูรย์
เนรมิตให้มีมือสี่มือ มือขวาเบื้องล่างถือลูกประคำ มือขวาเบื้องบนถือกระจก มือซ้ายเบื้องบนถือผลไม้ มือซ้ายเบื้องล่างวางพาดตักไว้
นั่งยอง ๆ อยู่เหนือหลังควายมาจากทิศอาคเนย์ไปสู่ทิศพายัพ เสด็จย้ายจากมีนประเทศสู่เมษราศีทางโคณวิถีเข้าใกล้เขาพระสุเมรุราช





ขณะนั้น มีนางเทวดาชื่อสีตา ทรงพาหุรัด ทัดดอกส้มสุก นั่งรอรับขุนสงกรานต์ไป (ท่านทำนายว่า...)

- ปีนี้ฝนต้นปีและกลางปี มีมาก ฝนปลายปีไม่มี
- เกิดความโกลาหล อันตรายจักเกิดขึ้นแก่สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย
- พืชหรือข้าว ถั่ว งา งอกงามดี ข้าวและเกลือจะราคาถูก
- ผู้คนทั้งหลายจักอยู่ดีมีสุข
- ควรจัดให้มีการสืบชาตาบ้านชาตาเมือง บูชาเคราะห์บ้านเคราะห์เมือง ตามคาถาว่า “สุโขภาโน จ สงฺกรม อกฺกุโชต ปฏิคฺคโห นคฺครา จ พหุโสการโย โสกา ภวิสสติ” ดั่งนี้แล .

ตั้งแต่วันสงกรานต์เป็นต้นไป ให้ครูบาอาจารย์ เจ้านาย ท้าวพญา เสนาอำมาตย์ ข้าราชการ ไพร่ฟ้าราษฎรทั้งมวล พากันไปที่สระน้ำ แม่น้ำ ต้นไม้ จอมปลวกใหญ่ บริเวณสี่แยก แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วให้อาบน้ำ สระผม

ปีนี้ศรีอยู่ที่ท้อง ให้เอาน้ำอบน้ำหอมเช็ดที่ท้อง
กาลกิณีอยู่ที่หน้าผาก จังไรอยู่ที่หน้า ให้เอาน้ำขมิ้น ส้มป่อยเช็ดทิ้ง
พร้อมกับกล่าวคาถาว่า “โอม สิริ มา มหาสิริมา เตชะ ยัสสะ ลาภา อายุ วัณณา ภวันตุ เม” เพื่อลอยจังไรเสีย
แล้วนุ่งห่มเสื้อผ้าใหม่ เหน็บดอกส้มสุกอันเป็นพญาแห่งดอกทั้งหลาย จักมีอายุยืนยาวไพชะแล


เดือน ๗ ถึง ๘ ค่ำ ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๔ เมษายน วันไทดับใส้ เปนวันปูติ คือวันเน่า ปีนี้เน่า วันนึ่ง
ในวันเน่า หรือวันเนานี้ ไม่ควรทำการมงคลใดๆ ผู้ฅนทั้งหลายอย่าปล่อยให้ใจขุ่นมัวเกลือกกลั้วด้วยบาป
เปนต้นว่า ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร อย่าผิดข้องร้องเถียงกัน ให้มีความสามัคคีกันไว้
ชำระหอเรือนบ้านช่อง กวาดซายดายหญ้า ข่วงวัดวาอาราม ข่วงไม้สรี เจติยะพระธาตุ ขนซายใส่วัด จักมีผลานิสงส์กว้างขวางมากนักชะแล

เดือน ๗ ลง ๙ ค่ำ เป็นวันอาทิตย์ ที่ ๑๕ เมษายน วันไทรวายสะง้า ติถี ๙ นาที ติถี ๔๔ พระจันทร์เคลื่อนสู่นักขัตฤกษ์ คือเวลา ๒๓ นาฬิกา ๔๓ นาที ๔๘ วินาที ยามนั้นศักราชเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเป็น ๑๓๗๔ ตัว ปีเต่าสี





ปีนี้ได้เศษ ๖ ชื่อภูสะยะสัสสะ ปีนี้ม้ารักษาปี ไก่รักษาเดือน แมวรักษาป่า ปลากั้งรักษาน้ำ อาฬวกยักษ์รักษาอากาศ อัคคิสโรยักษ์รักษาแผ่นดิน
ท้าวพญาเป็นใหญ่แก่คนทั้งหลาย ม้าเป็นใหญ่แก่สัตว์สี่เท้า นกดุเหว่าเป็นใหญ่แก่สัตว์สองเท้า
ไม้สักเป็นใหญ่แก่ไม้จิง ไม้ระโมงเป็นใหญ่แก่ไม้กลวง หญ้าเกียงเป็นใหญ่แก่หญ้าทั้งหลาย ดอกสัมสุกเป็นใหญ่แก่ดอกไม้
โอชารสดินมีไม่มาก ฝนห่าใหญ่จักตก ๕๐ ห่า พืชชะข้าวกล้าดี
คนเกิดมาปีนี้อยู่ดีมีสุข มีปัญญา จะมีอายุถึง ๗๐ ปีแล

ขวัญข้าวอยู่ที่ต้นทัน(ต้นพุทรา) ให้นำไม้พุทรามาทำเป็นคันสำหรับทำพิธีแรกนาข้าว
ไม้งิ้วเป็นใหญ่แก่ไม้กลวงไม้ตันทั้งมวล ผีเสื้ออยู่ไม้ปานเถื่อน ผีเสื้ออยู่ไม้อันใดอย่าได้ฟักฟันตัดปล้ำยังไม้อันนั้น
หากจักกระทำมังคลกรรมอันใดให้บูชาผีเสื้ออยู่ไม้นั้นเสียก่อนแล้วกระทำ จักสัมฤทธิ์ผลดีชะแล

นาคให้น้ำ ๓ ตัว จะทำให้ฝนตก ๒๐๐ ห่า ชื่อโสราธิปติ จัดเป็นทางได้ ๒เส้นทาง ด้านกว้างมีขนาด ๖๐โยชน์ ลึก ๓๐ โยชน์
ฝนจะตกในเขาสัตตภัณฑ์ ๑๐๑ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๖๓ ห่า และฝนจะตกในโลกมนุษย์ ๓๖ ห่า

เทวดาวางเครื่องประดับทางทิศใต้ บาปเคราะห์อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บาปลัคนาอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในทิศทั้ง ๓ นี้ ในเวลาที่ทำการมงคลใดๆ เวลาอาบน้ำ สระผม อย่าหันหน้าไปทิศนั้น

พุทธศักราชบัดนี้ล่วงไปแล้ว ๒๕๕๔ ปี ๑๑ เดือน กับ ๙ วัน โดยนับตั้งแต่วันพญาวันย้อนหลัง
พุทธศักราชที่ยังมาไม่ถึงอีก ๒๔๔๕ ปี กับ ๒๐ วัน นับตั้งแต่วันปากปีเป็นต้นไป ตามชินกาลมาลินีสังเกตเหตุเอาบวกสมกันเต็ม ๕๐๐๐ พระวัสสาบ่เสษ
เหตุตามฎีกาชินกาลมาลินีมหาพิลางคสัมมิหรสีเจ้า หากวิสัชชนาแปลงสืบๆมานั้นแล ปริโยสานสมตฺตา ฯลฯ

ปีนี้มีเดือน ๘ สองหน(เดือน ๑๐ เหนือ) ควรนิมนต์พระสงฆ์องค์การบรมชิโนรสมหานาค มากระะทำชำระกิจจอุโปสถกรรมในทุติยสาฬหปุณณมี คือว่า วันเพ็ญ เดือน ๘ หนที่ ๒ เมงวัน ๕ แล้วสมาทานข้าวปุริมวัสสาในวันลง ๑ ค่ำ พระจันทร์เคลื่อนสู่นักขัตตฤกษ์ตัวถ้วน ๒๓ ชื่อว่า ขนิษฐะ คือดาวเพียงกลาง ในมังกรปถวีราศีตามดั่งพุทธบัญญัติว่า "วิเสกะวิสังกันตัตธะ ติตถี ปัณณรสี ภะเว วัสสังอุปคตะ ภะเว อาสาฬหัง ปาฏะปะทะเห" ดังนี้
ให้ชอบปีเดือนวันเทศกาลฤดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ อันเป็นประธานแห่งโลกตามขนบธรรมเนียมประเพณีสืบๆ มานั้นแล ฯลฯ

*อาจารย์ ยุทธพร นาคสุข เป็นผู้วิสัชชนาพยากรณ์
ขอบคุณ : http://www.rangsiwut.com/lanna-culture/











 

Create Date : 12 เมษายน 2555    
Last Update : 12 เมษายน 2555 12:05:01 น.  

~ ตุ๊กบ่ได้กิ๋น บ่มีไผต๋ามไฟส่องต๊อง...(วิถี(วัฒน)ธรรมใน"กำบ่ะเก่า") ~




สวัสดีเจ้า...
ห่างเหินจากการอัพบล็อกกลุ่มนี้ไปเมินขนาดดดด.....
ติดซีรี่ยส์ เมานิยาย คอมหลุ น้ำนอง...สะป๊ะข้ออ้าง แหะ ๆ

สองวันก่อนพาแม่ไปหาหมอ ระหว่างที่นั่งรอก็อ่านหนังสือพิมพ์เก่า ๆ ไปพลาง ๆ
อ่านเจอข่าวเล็ก ๆ ข่าวหนึ่ง แทรกเป็นกรอบเล็ก ๆ อยู่ในหน้าใน ๆ
อ่านแล้วสะท้อนใจ นึกไปถึงสำนวน "กำบ่ะเก่า" สำนวนนี้ขึ้นมา...

"ตุ๊กบ่ได้กิ๋น บ่มีไผต๋ามไฟส่องต๊อง ตุ๊กบ่ได้นุ่งได้หย้อง ปี้น้องดูแควน"

ขออธิบายศัพท์ กับความหมายของสำนวนก่อน...เดี๋ยวค่อยย้อนไปเล่าถึงข่าวที่ว่านะคะ

ศัพท์ :

ตุ๊ก = ทุกข์ (ทุกข์ ในกำเมืองหมายถึง...)ยากจนข้นแค้น
กิ๋น = กิน
ไผ = ใคร
ต๋ามไฟ = จุดไฟ
ต๊อง = ท้อง
หย้อง = ตกแต่งด้วยเครื่องประดับที่สวยงาม มีค่า
ดูแควน = ดูถูก ดูหมิ่น (บางที่ออกเสียงเป็นดูแคลน)


ความหมาย(ขยายความ) :

แม้จะยากจน จนไม่มีอะไรจะกิน (ก็ไม่เป็นไร เพราะ...) ไม่มีใครมาจุดไฟส่องดูในท้องเราได้
แต่หากยากจนจนไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าดี ๆ ไม่ได้ตกแต่งด้วยเครื่องทองหยองมีราคานี่สิ...(เป็นปัญหา)
คนอื่น(ปี้น้อง)เขาจะรังเกียจและดูหมิ่นถิ่นแคลนเอาได้



นี่เป็นความคิด ความเชื่อและค่านิยมของ"คนบ่ะเก่า"จริง ๆ ที่ปลูกฝัง ถ่ายทอดสืบต่อกันมา
นับแต่รุ่นแม่ของแม่ของแม่หม่อน...มาถึงรุ่นแม่อุ๊ย แม่หลวง ลงมาถึงรุ่นแม่ และรุ่นลูก รุ่นหลานต่อไป
จนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่น

ในสมัยโบราณอาจจะไม่ส่งผลกระไรนัก เพราะความเป็นอยู่ของผู้คนยังอยู่กันแต่ในชุมชนเล็ก ๆ
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมชนชั้นยังมีน้อย ผู้คนยังอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย
แบบสำนวน "พริกมีบ้านเหนือ เกลื๋อมีบ้านใต้" มีอะไรก็แลกเปลี่ยนกันไป...
การเดินทาง การติดต่อสื่อสารก็อยู่ในวงแคบ ๆ ใกล้ ๆ

แต่เมื่อสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิต วิถีชุมชนก็ต้องปรับเปลี่ยนตาม
ถนนราดยางนำเข้ามาก่อน ตามด้วยไฟฟ้า...และเครื่องใช้ไฟฟ้านานาชนิดตามติดมา
ในขณะที่ความคิดความเชื่อต่าง ๆ ยังคงเดิม
ในยุคหนึ่ง เราจึงได้ข่าวเด็กสาว ๆ (บางคนยังไม่ทันเป็น"สาว" ด้วยซ้ำไป) จากหมู่บ้านในภาคเหนือ
ถูกส่งตัวเข้าเมือง...เพื่อทำงานขายบริการ
พี่ขายน้อง พ่อ-แม่ขายลูกสาว
เป็นเรื่องธรรมดาที่...บ้านไหนมีลูกสาวไปทำงานในเมือง แล้วส่งเงินกลับมาให้พ่อแม่ปลูกบ้านหลังใหญ่
ซื้อหาบรรดา"วัตถุ" มาประดับประดาบ้านช่อง...โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น ฯลฯ
พ่อแม่ไปวัดไปวา ไปงานต่าง ๆ ในหมู่บ้าน ได้นุ่งผ้าสวย ๆ ใส่สร้อยทองเส้นใหญ่ ๆ

กลายเป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนในครอบครัว...พี่น้องไม่ "ดูแควน" อีกต่อไป

แม้ในเวลาต่อมา ผู้คนในชนบทมีการศึกษามากขึ้น...
ผู้หญิงเริ่มเรียนรู้และตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของตัวเองมากขึ้น...
สังคมก็เปลี่ยนแปลงไปอีกระดับหนึ่ง ตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อม...
หากความคิดความเชื่อในเรื่องของการรักษาหน้า รักษาภาพ ยังคงมีอยู่...อย่างเหนียวแน่นมั่นคง


ทีนี้จึงโยงมาถึงเรื่องในข่าวที่ได้อ่าน ที่เกริ่นไว้ตอนต้น ๆ นั่นแหละค่ะ
เป็นข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุกับสถิติการฆ่าตัวตายของไทย...
ตามข่าวระบุว่า...

"...จากข้อมูลสถิติการฆ่าตัวตายประเทศไทยตั้งแต่ปี 2540-2553
แม้ว่าสถิติการฆ่าตัวตายของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง
จาก 5,700 รายต่อปี ลดลงมาอยู่ที่ 3,700 รายต่อปี
แต่ยังถือเป็นอัตราที่สูงและถือเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ

โดยเฉพาะในบางจังหวัดในภาคเหนือที่พบว่า ยังคงมีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงมาก
ควบคุมได้ยากและน่าเป็นห่วง ซึ่ง 5 จังหวัดแรกที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนประชากร
ได้แก่ จังหวัดลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน และเชียงใหม่
อยู่ที่ 20.02, 15.63, 14.45, 13.03 และ 12,47 ต่อแสนประชากร
แต่เมื่อดูปริมาณจำนวนคนที่ฆ่าตัวตายพบว่า
จังหวัดเชียงใหม่เป็นแชมป์จังหวัดที่มีคนฆ่าตัวตายมากที่สุด อยู่ที่ 204 คน

..............

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำการศึกษา ร่วมกับสาธารณสุข
จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
เพื่อดูปัจจัยที่เป็นสาเหตุการฆ่าตัวตายของคนในภาคเหนือพบว่า วัฒนธรรมมีส่วนในการตัดสินใจ
โดยภาคเหนือตอนบนมีวัฒนธรรมการรักษาหน้าที่รุนแรง กลัวเสียหน้า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
จึงไม่อยากปรึกษาใคร หรือเล่าปัญหาให้ใครฟัง เพราะกลัวคนรู้
ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่คนภาคอื่นไม่เป็น ส่งผลให้มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง
ซึ่งวัฒนธรรมเช่นนี้มีผลต่อสุขภาพจิตค่อนข้างมาก

ประกอบกับคนภาคเหนือไม่มีพื้นที่พูดคุยเหมือนกับคนในภาคอื่นๆ
อย่างวัฒนธรรมการจิบน้ำชากาแฟเพื่อพูดคุย ทำให้ไม่มีพื้นที่ในการระบายออก"*




ถึงได้บอกในตอนต้นว่า...อ่านแล้วสะท้อนใจ แล้วพานนึกไปถึงสำนวน"กำบ่ะเก่า"
สำนวนข้างบนนั้นขึ้นมานั่นแล...

เห็นทีจะต้องรื้อฟื้น"วงหมากเมี่ยง"ขึ้นมา ให้แม้ป้าแม่อาแถวบ้านเสียแล้ว

* คัดข่าวจาก bangkokbiznews.comเจ้า...










 

Create Date : 30 กันยายน 2554    
Last Update : 5 ตุลาคม 2554 11:08:23 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 60 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


เสี่ยงหัวใจพลิกไพ่รัก/นับดาว

หนึ่งคำรัก/อิสย่าห์

หัวใจร้อยดาว & เจ้าสาวร้อยชั่ง /สิริณ & ดวงมาลย์

เคหาสน์แสงตะวัน/อาริตา

คุณป้าสุดเปรี้ยว/Patrick Dennis(หนังสือแปล)

หัวใจปรุงรัก/เนตรนภัส

มิตรที่ถูกเมิน : บทความโดย พระไพศาล วิสาโล

กลรุกเกมรัก / 'อัยย์เนญ่า'

แดนสรวง/วินนา


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.