“ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง
สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ
และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”
*พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๓๒

~ Cassette ...ท่วงทำนองในรอยรัก :นิยายรัก แนวถวิลหาอดีตโดย"ปองวุฒิ" ~





Cassette ...ท่วงทำนองในรอยรัก
ผู้เขียน ปองวุฒิ
ผู้พิมพ์ สนพ.อรุณ(ก.ย. '๕๖)
๒๕๓ หน้า ราคา ๑๙๙ บาท


เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)


'ญาดา' นักเขียนสาวผู้เปี่ยมความสามารถเดินทางกลับมาบ้านย่านเมืองเก่า
เพื่อดูแลพ่อผู้เจ็บป่วย หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนกับแม่นานถึงสิบสามปี
แต่มีสิ่งอื่นรอเธออยู่ด้วย นั่นคือสายลมหวนในความสัมพันธ์เก่าที่มีกับกุญช์
หนุ่มนักแต่งเพลงข้างบ้านที่เติบโตและเป็นเพื่อนสนิทเคียงข้างกันตั้งแต่เด็ก
ทั้งสองรื้อฟื้นความทรงจำผ่านสื่อกลางอย่างบทเพลงจากเทปคาสเส็ตต์นับพันที่กุญช์สะสมเอาไว้
ย้อนรำลึกความหลังที่เคยมีร่วมกันในช่วงเวลาไร้เดียงสาขณะเป็นเด็กวัยรุ่นยุค ๘๐-๙๐


'กุญช์' พยายามเริ่มบทใหม่แห่งความรัก โดยใช้เรื่องราวประทับใจในอดีต
ที่เคยมีร่วมกันเพื่อปลุกถ่านไฟเก่า
แต่สำหรับญาดาแล้วบทเพลงในวันเก่าไม่ได้มีเพียงแค่ความสุข
แต่มาพร้อมความเศร้า ความสูญเสีย โดยเฉพาะยามคิดถึงจุดเปลี่ยนแห่งชีวิตที่ทำให้ทั้งสองลาจาก
สุดท้ายแล้วท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ความแตกต่างของยุคสมัย
ห้วงเวลาทั้งอดีตกับอนาคตของคนทั้งคู่จะสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
และก้าวเดินไปพร้อมกันอีกครั้งหรือไม่

ขอเชิญรวมลุ้นไปพร้อมกัน อัลบั้มเพลงนี้จะจบลงอย่างไร
เมื่อบทเพลงดำเนินมาถึงแทร็คสุดท้าย






หลังอ่าน...
เป็นนิยายรักแนวใหม่ที่อิงอาศัยแกนเรื่องกับพล็อตแบบเก่า ที่อ่านแล้วให้อารมณ์เหงา ๆ
ร่วมไปกับบรรยากาศแห่งการรำลึกความหลังและโหยหาอดีต

โดยผู้เขียนใช้วิธีดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเรียบง่ายแต่ก็สร้างสรรค์ในที
ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบลื่น อ่อนเอื่อยแบบ...เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ
ผ่านร่องรอยแห่งอดีตแกับกระแสความทรงจำของพระเอก-นางเอก
ที่ผู้อ่านสามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครผ่านบทเพลงรักร่วมสมัยหลากหลายเพลง
ที่ผู้เขียนนำมาสอดร้อยให้เข้ากับเนื้อหาในแต่ละบทแต่ละตอน...

ซึงบทเพลงเหล่านั้นเป็นได้ทั้งการบอกเล่าถึงบริบททางสังคมในแต่ละช่วงเวลา...
โดยผู้เขียนจะมีหมายเหตุสั้น ๆ บอกถึงความเป็นไปในสังคมในช่วงนั้น ๆ อย่างกระชับ ได้ใจความ
และเป็นทั้งการปูพื้นให้ผู้อ่านได้รับรู้และสัมผัสได้ถึงสายใยความผูกพันของเด็กชาย-หญิงสองคน
นับตั้งแต่วัยเด็กแรกเกิด จนเข้าอนุบาล ประถม มัธยมต้น...
จวบจนถึงจุดที่ต้องแยกย้ายจากกันเมื่อต่างเรียนจบม.ปลาย

แล้วก็โคจรกลับมเจอกันอีกครั้ง ในอีกสิบสามปีต่อมา...
หลังจากที่ต่างคนต่างก็ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมุ่งหวัง

.........

ก็...ชอบนะคะ ชอบความแปลกใหม่ในกลวิธีนำเสนอ
ชอบการใช้ภาษาที่ให้ความรู้สึกหม่น ๆ มัว ๆ ในบางจุด
หากก็อบอุ่นอ่อนโยนในบางช่วง...
มีจุดที่ชวนอึดอัดขัดใจบ้าง...แต่ก็หักกลบกันไปกับมุกชวนยิ้ม
จากบรรดาตัวประกอบที่เป็นกลุ่มเพื่อนวัยเรียนของทั้งคู่


ชอบที่ผู้เขียนให้พระเอกอย่างกุญช์หลงใหลในเสน่ห์ของเทปคาสเซ็ต...
(มันทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เพื่อน แหะ ๆ บอกวัยได้ด้วย)
รู้สึกร่วมไปกับเขาตรงที่ว่า...

“เทปคาสเซ็ตมีเสน่ห์บางอย่างคล้ายกับชีวิตมนุษย์
.................
เมื่อเรากดปุ่มเล่น เทปพวกนี้ต้องฟังไปทีละเพลง ทีละแทร็ค
ในอัลบั้มเดียวกันอาจมีทั้งเพลงที่เราชอบและไม่ชอบ
ต่อให้กดเร่งได้ มันก็ไม่สามารถข้ามไปอย่างรวดเร็วเหมือนปุ่มฟอร์เวิดในเครื่องเล่นซีดีหรือไอพอดหรอก
แถมกดบ่อยเทปยืดด้วย ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือต้องเปิดใจ
ดำดิ่งกับท่วงทำนองและเนื้อเพลงทั้งอัลบั้มตั้งแต่ต้นจนจบ
มันก็เหมือนภาพตัวแทนของชีวิตที่ต้องไหลไปตามจังหวะตามครรลอง
มีทั้งดีและร้ายปนเปกันให้พบเจอ...”



เสียดายก็แต่...ส่วนตัวรู้สึกว่า
การขมวดจบในตอนท้ายคล้าย ๆ จะทื่อ ๆ ห้วน ๆ ไปนิดนึง
ทำให้คิดว่า...จุดนี้หรือเปล่าที่ทำให่นิยายรักเรื่องนี้เป็นได้เพียงนิยายที่มีเนื้อหาโดนใจที่สุด
และได้เข้ารอบโครงการประกวดรางวัลนายอินทร์อวอร์ด...ได้รับการตีพิมพ์ แต่ไม่ได้รางวัล

ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ส่วนตัวคิดว่าเข้าใจคณะกรรมการนะคะ
เพราะเห็นด้วยกับที่ว่า...เนื้อหาโดนใจ สำนวนภาษาลื่นไหลอ่านไม่สะดุด
แต่เรื่องราวออกแนวอืดเอื่อยอ้อยสร้อยไปสักนิด ไม่มีจุดพีค หรือจุดเร้ารึงใจเท่าที่ควร

แต่โดยสรุปแล้วถือว่าเป็นนิยายน้ำดีที่น่าอ่าน และอ่านเพลินได้เล่มหนึ่งแหละค่ะ
ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวเคยแอบมีอคติกับนักเขียนชายที่เขียนนิยายรักอยู่บ้าง...
เมื่อได้อ่านเล่มนี้ยังต้องทบทวนตัวเอง ยอมเปิดใจและเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่เลยค่ะ

หยิบมาชวนอ่านกันในวันใกล้ ๆ วันแห่งความรักช่วงนี้ค่า










 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2557    
Last Update : 13 มิถุนายน 2559 12:07:17 น.
Counter : 1170 Pageviews.  

~เงารักสีน้ำเงิน โดย "อสิตา" : เล่มที่ ๓ ในชุด'ความลับของผีเสื้อ' ~





เงารักสีน้ำเงิน
ผู้เขียน : อสิตา (อสิตา เสถียรพันธุ์)
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ(ต.ค. ๕๖)
๓๘๑ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท



เรื่องย่อ(จากปกหลัง) :


'วนัสสา' ตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความทรงจำที่หายไปถึงสองเดือน
และรอยสักรูปปีกผีเสื้ออันน่าฉงนที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงกลางหลัง
กับกระดาษหนึ่งแผ่นในมือซึ่งมีข้อความคล้ายเป็นเบาะแส
ให้เธอตามหาใครคนหนึ่ง

'นวาระ' หนุ่มหน้าสวยแสนเจ้าเล่ห์ผู้มีรอยสักรูปดอกกุหลาบ
'วาริช' เจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเข้มลึก สะท้อนเงารื่นเริงอบอุ่น
'คราม' บุรุษมีลับลมคมในจนชวนฝัน ทั้งยังมีชื่อเป็นความหมายของสีสัน

หากเธอคือผีเสื้อใครคนนั้นคือดอกไม้
แล้วผู้ใดจะเป็นดอกไม้ที่เธอหลงลืมไป!






เล่าเรื่องเพิ่มเติมจากข้างบนนิด ๆ ...

ตอนที่วนัสสาฟื้นตื่นขึ้นมา เธอมีกระดาษยับย่นชิ้นหนึ่งติดมืออยู่
จากข้อความในนั้นกับจากการสัมผัสบ่งบอกว่า
ในช่วงเวลาสองเดือนทีหายไป เธอมีคนรักที่ร่วมชะตากรรมเดียวกัน...
ซึ่งเขาเองก็อาจจะลืมเลือนเธอไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเธอต้องตามหาเขาให้พบ เพื่อจะได้กลับมารักกันอีกครั้ง
ในกระดาษแผ่นนั้น ชื่อของเขาลบเลือนด้วยรอยน้ำตาของเธอ...

นอกจากนี้เธอยังมีภารกิจสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือเธอต้องตามหาพ่อที่หายตัวไปอย่างลึกลับถึงสามปีมาแล้ว
พ่อของเธอเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่กำลังทำการวิจัยชิ้นสำคัญเกี่ยวกับวงการยา

เธอตัดสินใจที่จะไปตามหาร่องรอยทั้งของพ่อและของเขาคนนั้น...
โดยเริ่มต้นจากสถานที่สุดท้ายที่เธอรำลึกได้ก่อนที่ความทรงจำจะหายไป...
นั่นก็คือคฤหาสน์ใหญ่ลึกลับกลางกรุงแห่งนั้น
ที่นั่นเปิดทำการคล้าย ๆ เกสต์เฮาส์ที่เธอสามารถจองห้องพักได้
ชายหนุ่มคนแรกที่เธอได้พบคือหมอวาริช ซึ่งเป็นสัตวแพทย์
เธอสัมผัสได้ถึงความรื่นเริงอบอุ่นน่าไว้ใจจากเขา...แต่เธอก็ยังไม่สามารถปลงใจเชื่อว่าเขาคือคนคนนั้นของเธอ

ถัดมาเธอก็ได้พบกับแขกอีกคนของคฤหาสน์ - - อินดิโก หรือครามดีไซน์เนอร์หนุ่มมาดนิ่ง
เธอจำได้ว่าเคยพบเขามาก่อนในคืนสุดท้ายก่อนความทรงจำเลือนหายไป
ส่วนเขาก็จำเธอได้เช่นกัน ในภาพของเด็กสาวใจแตกที่เขาเคยพบในแหล่งเที่ยวกลางคืน
ทันทีที่วนัสสาได้มีโอกาสสัมผัสตัวเขา เธอก็รับรู้ถึงความทรงจำบางอย่างที่เธอกับเขาเคยมีร่วมกัน

หนุ่มคนที่สามที่เข้ามาพัวพันกับวนัสสาและทำให้เธอต้องสับสนมากขึ้นคือนวาระหรือนิว...
หนุ่มหน้าสวยราวกับผู้หญิงเจ้าของรอยสักรูปดอกกุหลาบสีน้ำเงิน...
รอยสักของเขาทำให้วนัสสานึกถึงรอยสักรูปผีเสื้อที่โผล่กลางหลังของเธอในช่วงที่ความทรงจำลบเลือน
...........
นอกจากชายหนุ่มทั้งสามคน ในคฤหาสน์ยังมีแขกคนอื่น ๆ อีกสามสี่คน
ต่างมีสันทนาการร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันบ้าง
และอย่างหวาดระแวงซึ่งกันและกันในทีบ้าง

และแล้วเมื่อพวกเขารวมตัวกันครบทีม
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเข้ามารวมกันในสภานที่นี้ก็เริ่มปฏิบัติการกับพวกเขา
คฤหาสน์หลังใหญ่ก็แปรสภาพเป็นกรงขังในบัดดล...

วนัสสาจะได้เจอพ่อและค้นพบความทรงจำกับชายคนรักของเธอคืนมาหรือไม่
และพวกเขาจะสามารถพาตัวเองหลุดรอดจากคฤหาสน์ลึกลับนี้ได้หรือไม่ อย่างไร
ไปร่วมลุ้นกันค่ะ







หลังอ่าน...
โอ้วว...ว๊าววว... อ่าน ๆ ไปต้องร้องอุทานแบบนี้ไปเป็นระยะ ๆ จริง ๆ ค่ะ
คุณอสิตาจัดหนักจัดเต็มมากๆ กับแฟนตาซีผสมไซไฟตามแนวถนัดของเธอ

จากที่เคยอ่านงานของเธอมาสองเล่ม...'มายากรแห่งรัก' กับ'มายาไฟในดวงตา'
เมื่อมาเจอเล่มนี้ก็คาดหวังเต็มที่...ซึ่งก็แน่นอนมาก ไม่ผิดคาดเลยค่ะ
ออกจะเกินคาดเสียด้วยซ้ำ หุหุ

ถ้าเล่มก่อนหน้าใช้คำว่า"แยบยล"กับวิธีเดินเรื่องของผู้เขียน
สำหรับเล่มนี้ต้องขอใช้คำว่า"เย้ายวน"ค่ะ...
แต่ไม่ใช่(ไม่เชิงมากกว่า)เย้ายวนชวนหลงใหลนะคะ แต่เป็นเย้ายวนชวนสะพรึง(กึ่ง ๆ เวียนหัว)ค่ะ เอิ้ก

เล่มนี้น่าจะเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นนิยายแนวไซไฟค่ะ
เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่แต่ละคนมีความพิเศษในตัว...

อย่างนางเอกวนัสสา - - เธอสามารถรับรู้ความทรงจำของผู้อื่นผ่านการสัมผัสตัวหรือสิ่งของที่คนคนนั้นเคยจับต้อง
หมอวาริช - - สามารถใช้พลังจิตในการเยียวยาสัตว์ป่วย(และอาจจะรวมถึงใช้กับคนได้ด้วย)
คราม - - (รายนี้พิเศษสุด ๆ )สามารถสร้างร่างจำแลงแล้วไปโผล่ที่นั่นที่นี่ได้
ซ้ำยังสามารถกำหนดให้คนอื่นมองเห็นหรือไม่เห็นร่างจำแลงของตัวเองได้ด้วย...ว๊าว...
นิว-นวาระ- - หนุ่มเกรียนคนนี้สามารถสะกดจิตคนได้ ควบคุมจิตใจคนอื่นได้
ฯลฯ
นางเอกเรื่องนี้โชคดีจริง ๆ มีพระเอกที่มีเสน่ห์ต่างแบบต่างลักษณะเข้ามาพัวพัน
เสนอตัวให้เลือกถึงสามคนแน่ะ(ประชดค่ะ!)
คนกลุ่มนี้ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขบางอย่างให้ต้องเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกัน
ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์อันเกี่ยวกับการสร้าง(และกักเก็บ)ความทรงจำของมนุษย์!


พล็อตแปลกแหวกแนวมากค่ะเรื่องนี้
ตัวละครเยอะแยะมากมาย แต่คนเขียนเค้าสามารถค่ะ คนอ่านอ่านได้สนุก ลื่นไหลไม่มีสับสนงุนงง...
โดยการเล่าเรื่องผ่านการแนะนำตัวละครออกมาทีละตัว ๆ บอกเล่าถึงที่มาที่ไป
บุคลิกลักษณะตลอดถึงปูมหลังของแต่ละคน
จากนั้นก็ค่อย ๆ โยงความสัมพันธ์ของทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ชอบวิธีเล่าเรื่องของคนเขียนมากค่ะ แม้จะออกแนวเหลือเชื่อเกินจริงไปมาก
แต่คนเขียนก็เล่าด้วยท่าทีเรียบเรื่อยราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญกับการที่จะเกิดเหตุ
หรือปรากฏการณ์บางอย่างที่แสนจะแปลกประหลาดขึ้นมา
ตัวละครแต่ละตัวของเขาจะตั้งรับด้วยท่าทีเป็นปกติ...
และต่างก็มีวิธีแก้ไขหรือเผชิญหน้ากับสถานการณ์นั้น ๆ ในแบบของตัว
ราวกับเคยชินกับความแปลกประหลาดเหล่านั้นเป็นประจำงั้นแหละ





ชอบการใช้สัญลักษณ์สีสันต่าง ๆ แทนอารมณ์ความรู้สึกและกระทั่งความทรงจำของแต่ละคน...
ผ่านการรับรู้ของนางเอกในยามที่เธอได้สัมผัสตัวบุคคลหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคน ๆ นั้น

บางมุม คิดว่าเธอแอบซ่อนแก๊กขำ ๆ ไว้ด้วยแหละ...ยกต.ย. นิดนึงเอ้า !
(ไม่รู้คนอื่นจะเห็นขันหรือเปล่านะ แต่ส่วนตัวอ่านแล้วขำกิ๊กเลยอะ)
อย่างตอนที่วนัสสาเจอหมอวาริชครั้งแรกกลางดึกในห้องน้ำในห้องพักของเธอเอง
เขากำลังเปลือยกายอาบน้ำอยู่แล้วเธอก็ไปเปิดม่านยืนจ้องเขาหน้าตาเฉย
เพราะคิดว่านั่นคือภาพความทรงจำทีติดค้างอยู่ในห้องน้ำ ไม่ใช่ตัวตนของคนจริง ๆ
ฮาอะ...ทำไปได้
แล้วก็จะมีอะไร ๆ ทำนองนี้อยู่หลายบทหลายตอน

บรรยากาศของเรื่อง(พอ ๆ กับบรรยากาศของคฤหาสน์ลึกลับหลังนั้นที่เป็นฉากของเรื่องทั้งหมด)
ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนอ่านไซไฟ - แฟนตาซีฝรั่ง
ตัวละครหลักมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในลักษณะเหมือนจะเป็นวัฒนธรรมตะวันตกมากกว่า
ทั้งคนทำงานในบ้าน พ่อบ้าน แม่บ้าน เมด คนสวน ทุกคนมีชื่อ(และน่าจะเป็น)ฝรั่งทั้งหมด เช่น เบ็น นาเดีย อีกริต เอเดน...ฯลฯ
แต่ก็ไม่รู้สึกขัดนะคะ กลับจะช่วยเสริมความเข้มข้นของ"ความลับ"อันเป็นธีมหลักของเรื่องเสียด้วยซ้ำไป

จริง ๆ มีอีกหลายแง่หลายมุมมากที่อยากพูดถึงค่ะ แต่พูดไปพูดมาก็จะเหมือนพายเรือในอ่าง...
เพราะเรื่องราวของเขาออกแนวซับซ้อน วกวนพอสมควร...
เล่าต่อหรือรีวิวค่อนข้างยากนิดนึง
(แต่ยืนยันว่าถึงจะวกวนแต่ก็ไม่สับสนเวิ่นเว้อแน่ ๆ ค่ะ)

สรุปได้แต่ว่า อ่านสนุก ตื่นเต้น เย้ายวนใจให้ต้องตามติด
ร่วมลุ้นร่วมเอาใจช่วยนางเอก...ที่คนเขียนเขาเปรียบให้เป็นผีเสื้อสีน้ำเงิน...
ให้ตามหาความทรงจำและความรักที่หายไปให้เจอ

(จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพราะตัวเองเขียนถึงเล่มนี้ทีหลังคนอื่นเค้าหลายต่อหลายบล็อก
แล้วตัวเองก็เที่ยวไปอ่านมาแล้วแทบทุกบล็อกที่ว่านั่น จึงแทบไม่มีประเด็นให้พูดถึงแล้วอะค่ะ แหะ ๆ )






เดินทางมาถึงเล่มสุดท้ายในที่สุด...
สรุปสั้น ๆ ว่าแต่ละเล่มต่างแบบต่างสไตล์ในการนำเสนอ
แม้จะมีธีมร่วมกัน แต่ผู้เขียนแต่ละคนต่างก็ทีอิสระในการสร้างสรรค์พล็อตเป็นเอกเทศ

ตัวละครมีความเกี่ยวโยงกันบ้าง แต่ความเชื่อมโยงนั้นไม่ได้มีความสำคัญต่อเนื้อหาหลัก
ฉะนั้นสามารถอ่านแยกเล่มได้ตามสะดวกค่ะ

ทุกเล่มมีเสน่ห์ มีสีสันน่าสนใจ ซึ่งน่าจะสนองต่อรสนิยมการอ่านของนักอ่านแต่ละแนวได้ครอบคลุมค่ะ

อนึ่ง ถ้ามีใครคิดจะนำนิยายชุดนี้ไปทำละครละก็
คิดว่าเล่มแรก(ใต้ปีกรักสีเพลิง)คงทำง่ายสุดเพราะเน้นซีนดราม่าเชือดเฉือน
เล่มที่สองก็คงยากขึ้นอีกนิด แต่อาจจะทำออกมาให้มีภาพมีฉากสวย ๆ
ส่วนเล่มสุดท้ายนี้ ต้องใช้ซีจี เอฟเฟ็กต์อลังการแน่ ๆ

สรุปของสรุปว่าชวนอ่านกันค่า...












 

Create Date : 29 มกราคม 2557    
Last Update : 29 มกราคม 2557 12:44:19 น.
Counter : 2060 Pageviews.  

~ เริงราตรีสีขาว โดย "ภาวิน" : เล่มที่ ๒ ในชุด'ความลับของผีเสื้อ' ~





เริงราตรีสีขาว
ผู้เขียน : ภาวิน
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ(ต.ค. ๕๖)
๓๘๙ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท


เรื่องย่อ(จากปกหลัง):


ชีวิตเธอมันห่วย !
'ณราตรี' รู้สึกเช่นนั้นมาตลอด
มีแม่...แม่ก็คบชู้สู่ชายจนเกิดเรื่องอื้อฉาว สุดท้ายก็ผูกคอตายหนีอาย
มีพ่อ...พ่อก็จงเกลียดจงชังมาตั้งแต่เด็ก
เธอเผชิญชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดเพียงเดียวดายมาตลอด
ยิ่งรู้สึกย่ำแย่จนเกินเยียวยาเมื่อวันหนึ่งคนที่เป็นพ่อพูดใส่หน้าเธอว่า
"ใช่ ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก แกไม่ควรเกิดมาเป็นลูกฉันเลยจริงๆ"
ฟางเส้นสุดท้ายจึงสะบั้นลง เธอหอบกระเป๋าออกจากบ้าน
มุ่งหน้าหาที่พักใจไกลถึงเชียงราย และได้พบกับเขา
คนที่ทำให้วันคืนอันมืดมิดดุจรัตติกาลกลับมีแสงสว่างสดใสสาดส่องเข้ามาอีกครั้ง

'ศาศวัต' - -ชายหนุ่มอบอุ่นอ่อนโยนที่เกิดมาพร้อมกับปานขาวรูปผีเสื้อบนนิ้วนางข้างซ้าย
พร้อมคำทำนายจากหญิงชรา “สตรีผู้มีชะตาผูกพันจะพรากชีวิตเจ้าให้สั้นลง
ยามใดผีเสื้อโบยบิน ยามนั้นชีวิตจะสิ้นไป”

แล้วโชคชะตาก็ชักนำให้เขามาผูกพันกับเธอเข้าจนได้
ความรักของทั้งคู่มิได้โรยด้วยกลีบดอกไม้
ต้องเผชิญกับเรื่องราวหนักหนาสาหัสจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
ที่สุดแล้วเขาและเธอจะทำอย่างไรเมื่อคำทำนายนั้นส่อเค้าว่าจะเป็นจริง!







หลังอ่าน...
(เล่มนี้ขออนุญาตที่จะไม่เล่าเรื่องเพิ่มเติม เพราะเรื่องย่อจากโปรยปกหลังค่อนข้างชัดเจนและครอบคลุมเพียงพอแล้ว
ขืนเล่าต่อมากกว่านี้ก็อาจจะกลายเป็นสปอยล์เรื่องราวเค้าหมดแน่...)

ในชุดสามเล่ม ชอบเล่มนี้มากที่สุดค่ะ
เคยอ่านงานของ"ภาวิน"มาแล้วเล่มหนึ่ง "สายลมแสนงาม" ก็รู้สึกเกินคาดกับนักเขียนหน้าใหม่
เมื่อมาเห็นเล่มนี้ ชอบตั้งแต่ชื่อเรื่องมาเลย คาดเดาเรื่องราวล่วงหน้าว่าน่าจะเป็นอะไรที่น่าจะพริ้ว ๆ เบา ๆ
ในความเป็นพารานอร์มอลตามธีมที่กำหนดให้ก็น่าจะเป็นอะไรที่ออกแนวเวทมนตร์มายา
วูบ ๆ วาบ ๆ ตามชื่อราตรีสีขาว...ประมาณนั้น

ทว่า...พอได้เริ่มอ่านเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าผิดคาดอย่างแรงจนแทบจะหงายเงิบเลยทีเดียว...
เรื่องเริ่มต้นมาก็พาให้เครียดเสียแล้ว ด้วยปมปัญหาครอบครัวอันซับซ้อนของนางเอก...
ให้บรรยากาศหม่น ๆ มัว ๆ ดาร์ค ๆ ทึม ๆ เสียด้วยซ้ำ

ถึงกระนั้น...ถึงจะผิดคาด แต่ไม่ได้ผิดหวังเลยสักนิด เพราะอ่านสนุก อ่านเพลินมาก
ชอบทุกอย่างในนิยายเล่มนี้...

นับตั้งแต่เรื่องราวเนื้อหาที่มีทั้งดราม่า - - ปูมหลังชีวิตทั้งของนางเอกพระเอก รวมถึงตัวละครอีกหลายตัวดราม่าสุด ๆ
โรแมนติก - - พระเอกนางเอกมีความรักความหลังความผูกพันที่ซาบซึ้งโรแมนติกเชียว ชอบ ๆ...(โดยเฉพาะมุกกินเด็กที่สมเหตุสมผล มีที่มาที่ไปทำได้เนียนมาก)
มีเรื่องของความรักความเสียสละ - - ความรักที่แสนบริสุทธิ์ระหว่างแม่-ลูก คนรักหญิง-ชาย ที่เสียสละให้กันได้กระทั่งชีวิต
มีปมปัญหาครอบครัว ปมฆาตกรรม ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนชวนลุ้นเหลือหลาย

ชอบวิธีดำเนินเรื่อง... คนเขียนเค้าผูกปมได้ล้ำลึก แยบยลมาก...
เรื่องราวดำเนินไปตามเงื่อนปมที่ผูกไว้เป็นเปลาะ ๆ แล้วก็ค่อย ๆ คลี่คลายทีละเงื่อนทีละปม
ละเอียดและละเมียดมาก แบบว่า...เก็บทุกเม็ดทุกปมไม่มีตกหล่นรั่วไหล...
แต่ในระหว่างทาง ก็จะมีแอบทิ้งร่องรอยลาง ๆ เป็นประหนึ่งหลุมพรางไว้ดักคนอ่านเป็นระยะ ๆ
ให้คาดคิดดลเดาไปต่าง ๆ นานา
ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเหมือนเหยื่อล่อให้เราคอยตามติด ลุ้นและรอคอยให้ความลับทั้งหลายเปิดเผยตัวออกมา

แต่หลายต่อหลายปมก็ช่างเกินคาด เดาทางไม่ถูกกันเลยจริง ๆ
จนเมื่อถึงบทเฉลย...ก็ทำเอาถึงกับอึ้ง...ทึ่ง...และสยดสยองกับความมืดดำล้ำลึกของน้ำใจมนุษย์
ทีฉาบหน้าไว้ด้วยความซื่อใสบริสุทธิ์

ชอบตัวละครแทบจะทุกตัวในเรื่อง ไม่ว่าจะตัวร้ายตัวดี ตัวเอกตัวรอง กระทั่งตัวประกอบตัวเล็กตัวน้อย
ทุกตัวมีบทบาท มีสีสัน มีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องทั้งหมด มากน้อยลดหลั่นกันไป...

สำนวนภาษาคนเขียน เนียน...นุ่ม ลื่นไหลมากค่ะ อ่านเพลินไม่มีสะดุด
ทั้งส่วนที่เป็นบทบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นการบรรยายถึงสถานที่่เป็นธรรมชาติ
เธอสามารถบอกเล่าบรรยายให้คนอ่านร่วมสร้างจินตนาการแล้วนึกภาพตามได้เป็นฉาก ๆ

หรือในส่วนที่เป็นการบอกเล่าถึงบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยใจคอ หรืออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด
ที่มาที่ไป ปูมหลังและแรงจูงใจของตัวละครแต่ละตัวค่อนข้างชัดเจน กระชับไม่เวิ่นเว้อ

ที่ชอบมากเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นเลิฟซีนวาบหวิวระหว่างพระ-นาง
ที่มีมาอย่างสมเหตุสมผล มีจังหวะจะโคนในการนำเสนอ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและมั่นคงในอารมณ์ของทั้งคู่
ขออนุญาตคัดลอกบทอัศจรรย์มาเป็นตัวอย่าง...

สายลมพรูกรูกลิ่นหอมเย้ายวน
กระตุ้นเร้าจิตรัญจวนสิเน่หา
สองกายร่วมบรรเลงรักร้อนอุรา
ละโลดลิ่วเริงร่าในราตรี

...............

เจ้าดอกไม้แสนงามสะท้านไหว
ยามผีเสื้อซอนไซร้มิหน่ายหนี
แย้มรับไว้ด้วยใจรักและภักดี
เปลี่ยนราตรีมืดดำให้พร่างพราว







ในแง่ของการตอบโจทย์ธีม...
ด้วยความที่เป็นนิยายแนวซ่อนปม ซึงจะเน้นหนักไปที่ปมฆาตกรรมในฝั่งของนางเอกเสียมาก
ความลับของผีเสื้อสีขาวที่มาในรูปของคำทำนายที่ติดตัวพระเอกมาตั้งแต่แรกเกิดจึงอาจจะไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
แตคนเขียนก็สามารถประคับประคองให้ดำเนินควบคู่กันไปอย่างเนียน ๆ
เรียกว่าไม่มีหลุดเฟรม...
สมดังคำนำของสำนักพิมพ์ที่เกริ่นกล่าวไว้ว่า...

"ภาวินเป็นตัวแทนถ่ายทอดความลึกลับของผีเสื้อสีขาวในชุด ความลับของผีเสื้อ
และเธอเลือกใช้สีขาวนี้ฉีกกระชากหน้ากากของมนุษย์
ลากความโสมมในจิตใจออกมาตีแผ่อย่างมีชั้นเชิงจนคุณแทบจะวางหนังสือไม่ลงเลยทีเดียว"


สรุปสำหรับเล่มนี้ บอกได้คำเดียวว่าชอบมาก...
ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ









 

Create Date : 27 มกราคม 2557    
Last Update : 27 มกราคม 2557 12:22:02 น.
Counter : 3127 Pageviews.  

~ ใต้ปีกรักสีเพลิง โดย 'สิริณ' เล่มที่ ๑ ใน นิยายชุด'ความลับของผีเสื้อ'~



สวัสดีค่า...
ดูเหมือนว่านิยายชุดนี้จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในกลุ่มนักอ่านชาวบล็อกแก็งค์
มีรีวิวติด ๆ กันหลายต่อหลายบล็อกในช่วง1-2 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนตัวมีครอบครองไว้ระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งได้ฤกษ์หยิบมาอ่าน
ก็ในช่วงหลังปีใหม่นี่เอง ก็...อ่าน ๆ วาง ๆ อยู่เป็นพัก ๆ ด้วยภารกิจชีวิต(คนอื่น)ที่ยุ่งเหยิง
จนพลอยมาพัวพันกับกิจกรรมชีวิตส่วนตัว ทำให้ต้องห่างเหินกับการอ่านนิยาย อัพบล็อกไป...
นานพอสมควรทีเดียว

จด ๆ จ้อง ๆ ที่จะบอกเล่าถึงความรู้สึกหลังอ่านนิยายชุดนี้มาหลายวันแล้ว
หวังว่าวันนี้คงจะสำเร็จได้ แหะ ๆ

เล่มแรก"ใต้ปีกรักสีเพลิง"





ใต้ปีกรักสีเพลิง
ผู้เขียน : สิริณ
ผู้พิมพ์:สนพ.อรุณ(ต.ค. ๕๖)
๓๙๗ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท


สั้น ๆ จากสนพ.


ชีวิตที่แสนเรียบง่ายของพรนางฟ้าต้องเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเธอได้รับสร้อยผีเสื้อสีเพลิงจากหมอดูปริศนา
สร้อย...ที่ทำให้เธอพูดความในใจออกมาทั้งหมด...

ความรัก ความทรงจำ ความสำเร็จ
ท้ายที่สุดแล้วหญิงสาวจะจัดการอย่างไรกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
คุณเท่านั้นที่จะรู้คำตอบ!!



.............


เล่าเรื่องเพิ่มเติมอีกนิด ๆ
เริ่มเรื่องด้วยการให้นางเอกฟื้นตื่นขึ้นมาจาการหลับใหล
แล้วพบว่าตัวเองจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้...
จำไม่ได้กระทั่งผู้ชายที่ดูแลใกล้ชิดและแนะนำตัวกับเธอว่าเขาเป็นสามีของเธอ!

จากนั้นก็เป็นการเล่าเรื่องย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
จากผู้หญิงที่มีชีวิตเรียบๆ ทำงานเก่งแต่ค่อนข้างเก็บกด ด้วยถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
คอยแย่งซีนตลอดเวลานับตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกันในมหาวิทยาลัย มาจนถึงเข้ามาทำงานในที่เดียวกัน
เธอคิดว่านั่นเป็นเพราะเธอไม่กล้าพูดเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง
เมื่อมีโอกาสได้พบหมอดูปริศนาที่บอกเธอว่าเธอสามารถขออะไรก็ได้ที่เธอต้องการ
ด้วยความอัดอั้นตันใจเธอจึงขอให้ตัวเองกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด...
ทั้งก่อนจากกัน เขายังได้มอบสร้อยพิงค์โกลด์ที่มีจี้เป็นหินรูปผีเสื้ออยู่ภายในให้เธอด้วย...
จากจุดนั้นเอง ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป ...

เธอได้ตำแหน่งหน้าทีที่เธอปรารถนา ได้อำนาจอยู่เหนือคนอื่น...
ได้ในสิ่งที่เธอไม่เคยได้มาก่อน แต่ปรากฏว่าเธอไม่ยักกะมีความสุขดังใจคิด...








หลังอ่าน...
ก็อย่างที่บอกตอนต้นว่ามีนักอ่านรีวิวนิยายชุดนี้ไว้เยอะมาก
จึงแทบไม่ต้องเล่าเรื่องย่ออะไรให้ยืดยาวแล้ว (แหะ ๆ แต่ก็เล่าไปแล้วไง...?)
คำโปรยปกหลังก็คงไม่จำเป็นต้องก๊อปมาวางซ้ำ ๆ อีก
เอาเป็นว่าบอกเล่าความรู้สึกเลยละกัน...

จากที่เคยรู้คร่าว ๆ มาแล้วว่านิยายชุดนี้กำหนดธีมให้เป็นนิยายแนวลึกลับแฟนตาซี
บวกกับการที่เคยอ่านงานของคุณ"สิริณ"มา 2-3 เล่ม...เมื่อหยิบเล่มนี้มาอ่าน
ก็ออกจะคาดหวังนิด ๆ ถึงความแปลกใหม่และซับซ้อนของเรื่องราวจากเรื่องก่อน ๆ ที่เคยอ่านบ้าง
พออ่านเข้าจริง ๆ ยอมรับว่า มีแอบผิดหวังนิดหน่อยค่ะ
เพราะ...ผู้เขียนยังคงใช้พล็อตเดิม ๆ มุกเดิม ๆ วิธีเล่าเรื่อง สำนวนภาษาแบบเดิมในการนำเสนอ
(มุกว่าด้วยการสูญเสียความทรงจำ การหักหลัง แก่งแย่งแข่งขันกันในที่ทำงาน พระเอกรวยแต่ให้นางเอกเข้าใจว่าจน...ฯลฯ)

ยังดีที่ในเรื่องมีจุดที่แปลกใหม่ น่าสนใจ ที่ออกแนวเหนือจริง(เล็กๆ)
เข้ามากลบมุกดราม่าที่กล่าวถึงข้างบนนั่นอยู่พอสมควร
นั่นคือเรื่องของการเล่นกับจิตใต้สำนึกของนางเอก ที่ยามอยู่ในภวังค์
ภายใต้พลังลึกลับ(ที่เธอเชื่อว่ามาจากอำนาจของสร้อยผีเสื้อนั้น)
เธอจะแปรภาคจากนางเอ๊ก-นางเอกกลายเป็นนางมารร้ายทำตัวบ้าอำนาจ
ไม่ต่างจากตัวร้ายตัวจริงในเรื่องอย่างสุภัทรชาเลยทีเดียว

แต่ถึงยังงั้น(ถึงจะคิดว่านั่นคือความแปลกใหม่)...
ความที่ช่วงหลัง ๆ มีโอกาสได้อ่านนิยายของนักเขียนรุ่นหลัง ๆ หลายเล่มก็เลยไม่วายที่จะรู้สึกว่า...
คนเขียนจงใจสร้างนางเอกอย่างพรนางฟ้าขึ้นมาให้เป็นนางเอกในกระแสนิยมของนิยายสมัยใหม่อีกคนหนึ่งเท่านั้น
คือ...เป็นนางเอกที่ต้องเริ่ด ๆ ร้าย ๆ เหวี่ยง ๆ วีน ๆ ... (แม้จะบอกว่าเป็นไปตามอำนาจลึกลับก็ตามทีเถอะ)
ซึ่งก็ต้องอาศัยฝีมือคนเขียนนั่นละว่าจะทำให้คนอ่านรักและลุ้นเอาใจช่วยนางเอกแบบนี้หรือไม่

สำหรับ"พรนางฟ้า"...ส่วนตัวไม่รักไม่เกลียดค่ะ ออกแนวหมั่นไส้และรำคาญ(นิด ๆ)มากกว่า แหะ ๆ
แอบคิดว่าในภาคนาง(เอก)ร้าย เธอกลับทำได้เนียน สมจริงสมจัง(เหมือนเป็นตัวตนจริง ๆ)
มากกว่าภาคนางเอกนางฟ้าเสียอีกแน่ะ(โดยเฉพาะบทแม่พระในตอนท้ายเรื่อง...มันเว่อร์ไปนิด...ไม่ใจอะ)

แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนบทบาทของเธอทำให้เรื่องราวดูมีสีสันขึ้น
เพียงแต่รู้สึกว่า...มันเหมือนจะยังไม่เนียนพอกับยังไม่ถึงจุดพีคเท่าที่คาดเท่านั้นเอง





ส่วนพระเอกของเรื่อง เห็นหลายคนปลื้มนักหนา
ส่วนตัวก็ปลื้มนะคะ ปลื้มในบุคลิกส่วนตัวที่ง่าย ๆ เซอร์ ๆ เป็นศิลปิน...
แต่ไม่ถึงกับมากมายอะไร หรือจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบนางเอกก็เป็นได้ พอเห็นพระเอกรักเจ้าหล่อนจั๊ง...
ก็เลยรู้สึกแบบ...รักเข้าไปได้ไงน่ะ หล่อนออกจะร้ายกับตัว ถึงขนาดดููถูกว่าตัวเองขโมยของก็ยังเคย...
แต่เอาเถอะ...ก็เขารักของเขานี่นะ
ในเรื่องก็เลยจะมีเลิฟซีนนุ่ม ๆ เบา ๆ ประปราย ไม่มากไม่มายแต่ก็เพียงพอให้ไหว ๆ หวาม ๆ อยู่

ตัวละครหลายตัวก็เหมือนจะมีที่มาเลื่อน ๆ ลอย ๆ ชอบกล
จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาในเรื่อง(เพื่อหลอกคนอ่าน)อย่างไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
(อย่างบทของพัทธนัยกับมุกมาลิน เป็นต้น)
กับการดึงอันดามัน(จากแผนก่อการรัก)เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ มันก็เหมือนจะได้อยู่นะ
แต่มันดูจะเป็นความบังเอิญและเล่นง่ายไปนิดหรือเปล่า...


แต่ก็มีหลายจุดที่ชอบนะคะ
อย่างเรื่องราวของบรรยากาศการทำงานที่คนเขียนค่อนข้างจัดเต็มมาก
กับบทเรียนต่าง ๆ ที่ทั้งนางเอกนางร้ายได้รับจากการมองคนแต่เพียงเปลือกนอก
รวมถึงข้อคิดว่าด้วยการคิดก่อนพูดและทำ...
ปมชีวิตของนางเอกที่ถูกแม่ทิ้งตั้งแต่แรกเกิด ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดที่ว่าคนเราล้วนมีอย่างน้อยก็สองด้านในตัวเอง
ทุกคนมีข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ถูกกดเก็บไว้ภายใต้จิตสำนึกอาจจะระเบิดออกมาได้เมื่อเรารู้สึกว่ามีพลังผลักดันและให้ความมั่นใจกับเรา

ในเรื่องของการตอบโจทย์ธีม (ส่วนตัวรู้สึกว่า...)เหมือนเรื่องนี้จะตอบได้ไม่ค่อยตรงนัก (หรือเปล่า?)
เพราะไปเน้นในเรื่องดราม่าของตัวละครมากกว่า
หมอดูลึกลับก็ยังคงเป็นความลับอยู่ต่อไป(ค่อยไปเฉลยเอาในเรื่องที่สามนู่นว่าเขาคือใคร)
ส่วนปมครอบครัวนางเอกก็โยงไปพัวพันกับครอบครัวแม่นางเอกในเล่มที่สอง
ซึ่งมีพูดถึงเพียงเล็กน้อย แทบไม่มีความสำคัญกับเรื่องราวในเล่มนี้เลย...
(แต่แอบมีสปอยล์ของเรื่องที่สองเล็กน้อยล่ะ)

สรุปว่าก็อ่านสนุก ชวนลุ้นดีค่ะ ถ้าไม่เรื่องมาก คาดหวังมาก(อย่างคนอ่านคนนี้)
เขามีแทรกทั้งหลักคิดในการมองคน ในการทำงาน หลักธรรมในการดำเนินชีวิต
รวมถึงหลักจิตวิทยาว่าด้วยการควบคุมจิตใต้สำนึก...
เรียกได้ว่าเป็นนิยายดราม่าแต่สาระเพียบค่ะ












 

Create Date : 24 มกราคม 2557    
Last Update : 24 มกราคม 2557 11:43:36 น.
Counter : 1275 Pageviews.  

~ "รวีช่วงโชติ" (ภาคต่อของ"อีสา") : นิยายชีวิตย้อนสมัย โดย "สีฟ้า" ~




ก่อนอื่น...ขออนุญาตสวัสดีปีใหม่เพื่อนพ้องน้องพี่ชาวบล็อกแก็งค์ทุกท่านค่ะ
ขอความสุข ความสงบ ความชุ่มฉ่ำเย็นใจจงบังเกิดกับเพื่อนมนุษย์ทุกคนบนโลกอันรุ่มร้อนใบนี้ค่ะ






มาเข้าเรื่องค่ะ...สืบเนื่องจากบล็อกนิยายเรื่อง'อีสา' ที่เคยเล่าเรื่องย่อไว้เมื่อหลายปีก่อน
ได้เล่าเรื่องรวของ'สาไว้ค่อนข้างยาวเหยียด แต่ไม่ได้เล่าเรื่องของคุณชายรวีช่วงโชติกับคุณหญิงโสภิตพิไลไว้
ปรากฏว่ามีเสียงเรียกร้องให้จขบ.เล่าเรื่องภาคต่อให้จบ...

เอ้า...ขอมาก็จัดไปค่ะ
บล็อกนี้จึงขอประเดิมปีใหม่ ด้วยการหยิบเอานิยายเรื่องเก่ามาเล่าต่อ
ตอนแรกจะเล่าลงบล็อกเดิม แต่ดูเหมือนว่าจะยาวจัดแล้ว อัพบล็อกใหม่ดีกว่า

(แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านเรื่องย่อของ"อีสา"ก็ขอเชิญจิ้มที่ชื่อเรื่องนี้ไปเลยค่ะ)




"รวีช่วงโชติ"
(เล่มนี้)พิมพ์โดย สนพ.เพื่อนดี
(แต่เล่มทีจขบ.อ่านพิมพ์โดยสนพ.โชคชัยเทเวศน์ ๒ เล่มจบ ปกแข็งสีพื้น ไม่มีภาพเลยค่ะ)



เรื่องย่อ (ย่อเองแบบยาว)

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโสภิตพิไลกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย
ในขณะที่คุณชายรวีช่วงโชติก็จบวิชากฏหมายจากเมืองนอก และเข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย

แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หม่อมพริ้มยังคงพยายามยึดมั่นกรอบธรรมเนียมเดิม ๆ
ในการดำรงเกียรติของตระกูลรวีวาร จนทำให้ทรัพย์สมบัติเริ่มร่อยหรอและเป็นหนี้เป็นสิน
กลายเป็นภาระอันหนักหน่วงให้คุณชายรวีฯ เพราะเขาจะต้องเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล

คุณชายรวีฯ มีพี่สาวห้าคน คุณหญิงโศภี คุณหญิงศุภลักษณ์ คุณหญิงโสภาพรรณวดี
(ที่เขาเข้าใจว่าเป็นมารดาของโสภิตพิไลซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) คุณหญิงสิริพรรณราย และคุณหญิงศรีลักษณา

พี่สาวคนที่สี่คุณหญิงหรินั้น มีสามีเป็นนักธุรกิจที่ต้องอิงอาศัยผู้มีอำนาจทางการเมือง เธอจึงพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับคุณหญิงเฉิดฉวีภริยานายพลสันทนาซึ่งกำลังรุ่งโรจน์ทางการเมืองในช่วงนั้น เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดท่านผู้นำในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพยายามชักนำให้คุณชายรวีฯ ได้รู้จักกับคุณแหวว - สวาทโฉม ธิดาคนเดียวของคุณหญิงเฉิดฉวี พร้อมทั้งผลักดันให้คุณชายรวีฯ เข้าทำงานการเมืองด้วย

ส่วน'สานั้น ได้สึกจากแม่ชีออกมาตั้งร้านทำผม มีลูกค้าเป็นบรรดาคุณหญิงคุณนายในวงสังคมชั้นสูงมากมาย
เธอพาใจสว่าง หลานสาวของแม่แป้นที่เคยเกื้อกูลกันสมัยสงครามมาพักอยู่ที่ร้านด้วย...
เมื่อกลับมาอยู่ในแวดวงสังคม ธรรมชาติเดิม ๆ ที่เคยถูกสยบไว้ใต้ร่มพระศาสนาชั่วคราว
ก็กลับมาก่อกวน'สาอีกครั้ง เมื่อได้พบกับนายพลสันทนา'สาก็ยอมตกเป็นเมียลับ ๆ ของท่านนายพลอย่างง่ายดาย
และหวนกลับไปเปิดไนท์คลับแบบเดิมท่ามกลางเสียงติฉินนินทาของผู้คน





ครั้งหนึ่ง ในงานฉลองตำแหน่งของนายพลสันทนา 'ท่าน'บังเอิญได้แลเห็นโสภิตพิไลแล้วเกิดถูกตาต้องใจเข้า จึงสั่งให้นายพลสันทนาเป็นธุระจัดการ แต่ในจังหวะนั้น โสภิตพิไลกำลังคบหาฉันคนรักกับชิษณุ ลูกชายของคุณหญิงศุภลักษณ์ ท่ามกลางความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เพราะคิดว่าทั้งคู่เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้อง
แต่เมื่อ'สารู้เรื่องเข้า เธอก็อดรนทนไม่ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจตัวเองว่าจริง ๆ แล้วโสภิตพิไลมีศักดิ์เป็นน้าแท้ ๆ ของชิษณุ 'สาจึงขอพบคุณชายรวีฯ และบอกความจริงข้อนี้
เมื่อคุณชายรวีฯ รู้เรื่องก็หนักใจและสงสารโสภิตพิไลที่บัดนี้กลายเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขาจับใจ
และมันก็กลายเป็นภาระหน้าที่ของเขาที่จะต้องขัดขวางการแต่งงานของเธอ

คุณชายรวีฯ เลือกที่จะบอกชิษณุ เพราะคิดว่าเขาเป็นผู้ชายน่าจะเข้มแข็งกว่า
ชิษณุเสียใจและหาทางหลีกเลี่ยงโสภิตพิไล
เป็นจังหวะพอดีที่เขาจะต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดกับคนรักเก่าของเขาที่แต่งงานแล้ว
และแล้ววันหนึ่งโสภิตพิไลก็ตามไปเจอเขาอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
เธอเสียใจมากหนีเตลิดไปดื่มเหล้าจนเมามายขาดสติ
โชคดีที่ปรมัตถุ์ รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยที่เคยหลงรักเธอไปพบเข้าและพาไปสงบสติอารมณ์
เขาติดต่อบอกข่าวผ่านใจสว่าง ให้เธอบอกกับคุณชายรวีฯ

คุณชายรวีเห็นโสภิตพิไลเสียใจมาก จึงตัดสินใจบอกความจริงว่าที่เธอกับชิษณุไม่อาจรักกันได้
เพราะเธอเป็นลูกของ'สากับท่านพ่อ โสภิตพิไลเกิดอาการช็อคจนมีท่าทีเย็นชา
รับไม่ได้ที่ตัวเองเป็นลูกของสา ผู้หญิงที่เธอเคยตั้งแง่รังเกียจมาก่อน
เธอไม่ยอมกลับเข้าวัง แต่กลับไปอยู่ที่บ้านของสา และทำตัวประชดชีวิต
โดยการไปเสนอตัวเป็นอนุภรรยาของ"ท่าน"ที่เคยหมายปองเธอ
นายพลสันทนาจึงพาเธอไป"เก็บ"ไว้ที่บ้านหลังหนึ่งของท่าน
แต่เผอิญช่วงนั้น"ท่าน"กำลังป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดจึงยังไม่ได้มาหาเธอ





ฝ่ายคุณชายรวีฯ ก็ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องยอมเข้าพิธีแต่งงานกับคุณแหวว
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเขาทำหน้าที่เป็นสามีที่ดีตลอดเวลา แม้จะรู้สึกสงสัยในพฤติกรรมบางอย่างของภรรยา
เขาก็ไม่เคยปริปาก จนกระทั่งคุณแหววให้กำเนิดลูกชาย หลังการแต่งงานเพียงแปดเดือน เขาก็ยังคงนิ่งเงียบ
ซึ่งนั่นทำให้คุณแหววยิ่งมองว่าเขาเป็นคนทึ่ม และที่ยอมแต่งงานกับเธอก็เพราะต้องการใช้อำนาจของบิดาเธอพยุงฐานะของตระกูลรวีวารเท่านั้น

ช่วงนั้นเอง ยายเจิม ป้าของสาที่ยังอยู่ในวังก็ล้มป่วยด้วยโรคชรา คุณชายรวีฯ และคุณหญิงศรีลักษณาจึงไปเยี่ยม ยายเจิมเพ้อว่าสามีลูกชายหนึ่งคน นั่นทำให้คุณชายรวีฯ เกิดความสงสัยจึงคาดคั้นเอากับคุณหญิงศรีลักษณา ว่าลูกชายของสาที่ว่านันก็คือตัวเขาใช่ไหม คุณหญิงไม่อาจโกหกคุณชายรวีฯได้จึงต้องยอมบอกความจริง ด้วยความฉลาด เข้าใจชีวิตและมีสติมั่นคง คุณชายรวีฯ จึงสามารถทำใจยอมรับได้ ไม่ได้มีท่าทีเสียใจหรือรังเกียจสา และยังรักและเคารพหม่อมพริ้มดังเดิม

แต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อท่านผู้นำเสียชีวิตลง เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ นายพลสันทนาก็หันเหไปเกาะติดขั้วอำนาจใหม่ ในขณะที่คุณชายรวีพยายามถอนตัวเองออกมาจากการเมือง ทำให้คุณหญิงเฉิดฉวีไม่พอใจที่เขาไม่ยอมตามน้ำ กอปรกับจังหวะนั้น คนรักเก่าของคุณแหววกลับกลายมาเป็นคนใกล้ชิดของผู้นำคนใหม่ กลับมาจากเมืองนอกรับตำแหน่งที่ปรึกษาประจำทำเนียบ คุณแหววจึงแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ายังมีเยื่อใยกับคนรักเก่า

และยิ่งเมื่อเธอกับมารดาได้รู้ความจริงจากคุณหญิงหริ(ที่ไม่พอใจที่คุณชายรวีฯไม่ยอมทำงานการเมือง
จึงพลั้งปากบอกกับคุณหญิงเฉิดฉวี)ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของคุณชายรวีฯว่าเป็นเพียงลูกของ'สา
เธอจึงใช้ความจริงข้อนี้เป็นข้ออ้างขอหย่ากับคุณชายรวีฯ

และหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เหล่า"อนุ"ทั้งหลายของท่านผู้นำคนเก่าต้องถูกยึดบ้านและเรียกคืนทรัพย์สิน
โสภิตพิไลจึงหลบไปอยู่กับแม่แป้นโดยไม่ให้ใครรู้

ในตอนท้าย หม่อมพริ้มป่วยหนัก บอกให้เรียกลูกหลานทุกคน รวมทั้งสาให้มาหา
เมื่อสามาเยี่ยม หม่อมพริ้มก็ทั้งเตือนสติทั้งสั่งสอนสาว่าให้ทำตัวดี ๆ เพื่อเห็นแก่ลูกชาย-หญิงทั้งสอง
นั่นจึงทำให้สาได้คิด และยอมเลิกรากับนายพลสันทนาและเลิกทำธุรกิจไนท์คลับในที่สุด






คุยต่อหลังอ่านจบค่ะ
จะเห็นได้ว่า ในนิยายเรื่องนี้ 'สายังคงมีบทบาทสำคัญและเป็นแกนกลางของเรื่องราวต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณชายรวีช่วงโชติกับคุณหญิงโสภิตพิไล ลูกชาย-หญิงผู้ไม่รู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง

ความรักความหวัง การพลัดพรากสูญเสียของทั้งสองคนล้วนแต่เป็นผลเนื่องมาจากกรรมที่'สาเป็นผู้ก่อขึ้นแต่ต้นทั้งสิ้น
แต่ถ้าเรื่องราวไม่เป็นไปเช่นนี้ ก็ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้ว่าชะตาชีวิตของหนุ่มสาวทั้งคู่จะพลิกผันไปเช่นไร

เป็นนิยายชีวิตเข้มข้นที่อ่านทีไรก็เต็มอิ่มทุกที

ด้วยการดำเนินเรื่องที่เรียบเรื่อย หากก็มีเงื่อนมีปมให้ได้ตามลุ้น ตามเอาใจช่วยตัวละครเป็นระยะ ๆ
มีการแทรกข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่คมคาย เข้ายุคเข้าสมัยอยู่ตลอดทั้งเรื่อง
การบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่สมจริงเสียจนคนอ่านอ่านไปแล้วจินตนาการตาม
เห็นภาพตัวละครคนนั้นคนนี้โลดแล่นใช้ชีวิตไปตามบทบาท ตามครรลองแห่งกรรมที่แต่ละคนได้สั่งสมไว้

หลายคนอาจจะอยากถามถึงเรื่องราวความรักความโรแมนติกมีบ้างไหมในนิยาย...?
คุณชายรวีฯ พระเอกของเราจะมีนางเอกกับเขาไหม...

มีค่ะ นางเอกน่ะ มีเค้าลางให้เห็นแว่บ ๆ ผ่านห้วงคำนึงของคุณชายรวีฯ...
เช่นตอนที่เขาต้องตัดสินใจแต่งงานกับสวาทโฉม...

'นัยน์ตาดำสวยประหลาดแวบเข้ามาในใจของรวีช่วงโชติ...'

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาตัดสินใจ 'หน้าที่'ของเขาต่างหาก หน้าที่ของผู้นำตระกูล..

กับตอนท้าย ๆ 'สาแอบแง้มนิด ๆ ว่าหล่อนสังหรณ์ใจว่า สักวันหนึ่งอาจจะได้'ใจสว่าง'เป็นลูกสะใภ้...

แต่ต้องยอมรับล่ะค่ะว่าเรื่องนี้นางเอกมีบทบาทน้อยมาก
แต่ออกมาแตละซีน เธอก็โดดเด่นไม่น้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่ใคร ๆ ต่างชมว่าสวย
โดยเฉพาะนัยน์ตาที่ดำขลับสวยซึ้ง
กับชื่อที่แปลกและเก๋ไก๋ มีความหมายสมตัวมาก ๆ ด้วยใจสว่างเป็นสาวน้อยรักดีที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
และมีทัศนคติที่ดี มองโลกและชีวิตในเชิงบวกอยู่เสมอ

แล้วก็...แน่นอนค่ะ นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายรักโรแมนติก ทั้งเรื่องจึงไม่มีซีนโรแมนติกให้ได้จิ้นเลย
แต่ด้วยสำนวนภาษา ด้วยวิธีเล่าเรื่อง อีกทั้งโทนของเรื่องเราแทบจะไม่รู้สึกขาดหรือจืดชืดเลยสักนิดค่ะ
อ่านไปอินไป ลุ้นไปกับการกระทำและการตัดสินใจของแต่ละคน

แม้ฉากของเรื่องจะเป็นยุคต้น ๆ พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่บริบททางสังคมและการเมืองที่ปรากฏในเรื่อง
กลับไม่ได้เก่าแก่หรือล้าสมัยแม้แต่น้อย...

อย่างความคิดคำนึงของคุณชายรวีฯเกี่ยวกับการเมือง...

"บ้านเมืองในยุคนี้หรือยุคไหน ๆ ที่แล้วมา ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับอำนาจและอิทธิพลของคนเพียงคนเดียวทั้งนั้น
ทั้ง ๆ ที่ร้องว่าเป็นประชาธิปไตย...แทบจะเป็นความเคยชินของคนไทยไปเสียแล้ว...
ต้องมีคนใดคนหนึ่งผู้มี 'อำนาจวาสนา' เป็นผู้นำเป็นที่พึ่ง และเป็นผู้กำชีวิต!"


หรือตอนที่หม่อมพริ้มรำพึงเมื่อรู้ว่าคุณหญิงหริ ลูกสาวของท่านทะเลาะกับพี่น้องคนอื่น ๆ
แล้วลำเลิกบุญคุณกับคุณชายรวีฯ เพราะโกรธที่เขาไม่ยอมสวามิภักดิ์ให้กับผู้นำคนใหม่...

"เออ...เวลานี้...เงินเท่านั้นแหละหนอที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทุกชั้น
กระยาจกเข็ญใจเสียอีก ดูเหมือนจะยังไม่โลภเท่ากับคนสูงศักดิ์สูงตระกูลบางคน
เพราะยาจกเข็ญใจ พอใจแค่มีมื้อกินมื้อเท่านั้น ถึงจะสะสมก็เพียงให้พอมีอยู่บ้าง
ไม่โลภโมโทสันอยากกอบโกยไม่ลืมหูลืมตา..."


กาลเวลาล่วงเลยไปหลายทศวรรษ บทรำพึงข้างบนนี้ยังคงเป็นจริงยิ่งกว่าจริงอยู่เสมอ

จึงนับได้ว่าเป็นนิยายชีวิตสุดคลาสสิค อ่านได้ทุกยุคทุกสมัยอีกเล่มหนึ่ง

ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ












 

Create Date : 03 มกราคม 2557    
Last Update : 3 มกราคม 2557 11:51:38 น.
Counter : 18812 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 168 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs


~ เดเปอโร รักยิ่งใหญ่จากใจดวงเล็ก/เคท ดิคามิลโล/เขียน งามพรรณ เวชชาชีวะ/แปล ~

~สูญมนุษย์วันสิ้นโลก/Z for Zachariah/Robert C. O'Brien/เขียน วิลาส วศินสังวร/แปล ~

~ บ้านใหม่บนดิน The People of Sparks/ฌานน์ ดูโปร เขียน/แสงตะวัน แปล~

~ บ้านริมทะลสาบ/เข็มพลอย~

~ อาคม/ชลนิล~

~กลรักเกมเลือด/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ห้วงลวงรัก/กีโยม มุสโซ เขียน/จรัมพร หาญพล แปล~

~ ไพรีนฤมิต/ญนันธร~

~ รื่นรักรมย์ลวง@หัวหิน/กิ่งฉัตร~

~ เมียเจ้า/Amy Tan (นรา สุภัคโรจน์/แปล)~

~ความฝันครั้งที่สอง/ว.วินิจฉัยกุล~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.