Actions speak louder than words. ปัญหามีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
Group Blog
 
All Blogs
 
ฝันให้ไกล ต้องไปให้ถึง

สืบเนื่องมาจากเรื่องของน้องเม่นที่ผ่านมาเกือบ 20 ปีตามกระทู้นี้
http://www.pantip.com/cafe/family/topic/N9065853/N9065853.html

บางอารมณ์ก็ประจักษ์ในคำพูดที่ว่า "คนเราไม่รู้จักพอ" จริงๆ

ตอนน้องเม่นสอบตกเกือบทุกวิชา(ยกเว้นพละ) ก็ขอแค่ให้ลูกสอบผ่าน
พอลูกเกิดปรากฎการณ์เกรดปาฏิหารย์ ก็จับส่งชิงทุนแลกเปลี่ยนไปนิวซีแลนด์นู่น
พอลูกได้เรียนในระดับอุดมศึกษาก็ดีใจที่ลูกมาเกินฝัน
พอลูกใกล้จบก็จะให้ไปต่อโทเมืองนอก เฮ้อ

มานั่งทบทวนว่าผิดไปรึเปล่าที่เป็นคนช่างฝัน เป็นคนชอบเอาชนะ
เป็นคนที่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เป็นคนที่ชอบวางแผนล่วงหน้า
แต่ทุกย่างก้าวก็อธิบายถึงข้อดีข้อเสีย ให้เค้าได้รับรู้และเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง

เนื่องจากเราทั้งคู่อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่เคยได้ไป
เนื่องจากไม่มีทุนทรัพย์ พ่อน้องเม่นเองเคยสอบชิงทุนกพ.ได้
ก็ต้องสละสิทธิ์เพราะเรามีลูกหมีอยู่ในท้อง กลัวไปลำบากทั้งแม่ทั้งลูก

มาถึงลูกเมื่อมีโอกาส มีลูกของรุ่นพี่เรียนอยู่ที่ U of Toronto
และพี่ที่อยู่ที่นู่นเค้าชวนไป ก็เลยรีบหาตั๋วเครื่องบินที่มีโปรโมชั่น
บินเดี่ยวไปสานฝัน (ไม่รู้ฝันของใคร)ทันที
อาศัยวันหยุดช่วงสงกรานต์บินเดี่ยวไปไม่รั้งรอไปอยู่ที่นู่น 20 กว่าวัน
ตระเวนไป 3 เมือง ทั้งท่องเที่ยว ดูผู้คน ซึมซับศิลปะ วัฒนธรรม
และหาที่เรียนให้ลูกไปในตัว

U of Toronto คงไกลเกินฝัน เนื่องจากเป็นยูที่มีชื่อเสียงมั่กๆ
เกรดลูกของเราไม่โดดเด่นปานนั้น ตัดไปได้เลยหมดสิทธิ์แน่นอน
อย่างที่บอกว่าฝันของเราไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อฝันให้ไกลก็ต้องไปให้ถึง
แปลกใจว่าไปที่ไหนก็เจอแต่คำว่า Ted Rogers ไม่ว่าจะโทรศัพท์มือถือ
สนามกีฬา หรือโฆษณาต่างๆ แต่ก็สะดุดตากับ Ted Rogers Business School ทุกครั้งที่เดินไปห้าง Eton

ว่าแล้วก็ Search ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตว่าคุณ Ted Rogers นี่เป็นใคร
ทำไมดังเหลือเกิน เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่าง รวมทั้ง takeover รร. โปลีเทคนิคที่ชื่อว่า Ryerson มา ปัจจุบัน Ryerson University
เป็นมหาวิทยาลัยที่กำลังไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ เนื่องจากเจ้าของ(ซึ่งผู้ก่อตั้งเสียชีวิตไปแล้ว)มีธุรกิจหลากหลายในการรองรับนักศึกษาที่จบจากที่นี่โดยตรง เมื่อเห็นรายละเอียดของมหาวิทยาลัย ที่ไม่โดดเด่นมาก
ซึ่งตรงตาม concept และคุณสมบัติของลูกเราที่พอจะตะกายดาวกะเค้าได้
ว่าแล้วไม่รอช้าเข้าไปศึกษาหลักสูตรทันทีเมื่ออ่านแ ล้วคิดว่าตรงมากอีกทั้งค่าเรียนถูกกว่า บางหลักสูตรนานาชาติของไทยด้วยซ้ำ

แต่พออ่านคุณสมบัติที่ต้องการเกรด B+ และประสบการณ์การทำงาน 2 ปีสำหรับ MBA ทำให้ไม่แน่ใจในคุณสมบัติของลูกชายสุด Love ขึ้นมา
เมื่อมีข้อสงสัยอย่าปล่อยให้ค้างคาใจ เดินไปที่ตึกนั้นทันที
กะเหรี่ยงอย่างเราเดินตามเค้าไปค่ะ เห็นเค้ากดลิฟท์ชั้น 7 ก็ตามเค้าไป
พอดืทางมหาลัยกำลังจัด Career Center ที่รับสมัครนักศึกษาที่จบแล้วไปทำงาน เห็นบรรยากาศ สภาพแวดล้อมแล้วเริ่มหนาว เพราะที่นี่ดีกว่าที่คิด ไม่รู้ว่าไกลเกินเอื้อมอีกหรือเปล่า

เข้าไปถามเค้าบอกว่าชั้นนี้เป็นป.ตรี ถ้าป.โทให้ขึ้นไปชั้น 9 ติดต่อห้อง 1125
ว่าแล้วกะเหรียงอย่างเราก็หาทางไปชั้น 9 แต่หาห้องที่1125 ไม่เจอ เพราะเดินไปทางซ้าย หรือท่างขวาเจอแต่ 17 ขึ้นต้น เดินไปถามนักศึกษาแถวนั้นเค้าก็ไม่รู้จัก แถมมองหน้าเราอีก เลยไม่เอาแล้ววุ้ย เดี๋ยวจะทำขายหน้าชาติไทยเปล่าๆ เดินหาเองละกัน ไม่ง้อ เดินไปเดินมาเห็นป้ายห้อง Dean
เป็นไงเป็นกันลุยเข้าไปเลย ไปบอกหน้าห้องว่าพอดีมา Business Trip
ที่นี่ (ดูดีจัง ไม่ทำชาติไทยขายหน้าแย้ว) และลูกชายหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตมาสนใจอยากศึกษาต่อที่นี่ ฝากเราแวะมาดูสถานที่ เลยขอรบกวนว่ามีคนพาชมมั้ย เค้าน่ารักมากค่ะ โทรกริ๊งเดียวจัดคนมาให้เลย น้องคนที่พาชมเป็นผู้ที่ดูแลหลักสูตร MBA โดยตรง เธอชื่อ Morris เราก็ยิงคำถามว่า
ลูกไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานถึง 2 ปี เตยแต่(แม่ยัดเยียด)ฝึกงานตามบริษัทต่างๆทุกปิดเทอม จะสมัครได้มั้ย เธอบอกว่าไม่เป็นไร ขอ GMAT Score สูงๆก็ใช้ได้ นอกจากนี้น้อง Morris ยังให้รายละเอียด พร้อมทั้งนามบัตรมาเผื่อมีอะไรสอบถามเพิ่มเติม ก็ขอบคุณน้องเค้าพร้อมมาเดินดูสถานที่อีกครั้ง ตามบอร์ดของตึกจะมีประกาศต่างๆ เราก็ไปยืนอ่านดู เข้าท่าแฮะ มีสอนภาษาให้เด็กต่างชาติฟรี สำหรับเตรียมตัวสอบเข้าอีกต่างหาก ที่ประทับใจคือห้องน้ำค่ะ สะอาดมากๆขอบอก เป็นโรคจิตอย่างนึงไปที่ไหนชอบสำรวจห้องน้ำก่อน ถ้าห้องน้ำสะอาด ห้องอื่นก็ไม่ต้องดูแล้ว

เมื่อออกมาจากตึกก็เริ่มเดินสำรวจราคาที่พักตามป้ายประกาศต่างๆเฉพาะรอบๆตึกที่พอเดินมาได้ไม่ไกลมากนัก ราคาห้องเช่าไม่ต่ำกว่า 800 เหรียญ
นี่ยังไม่รู้ว่าต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตอีกรึเปล่า อย่างที่บอก มีให้แต่ค่าเรียนเท่านั้น นอกนั้นลูกโลโซอย่างเราต้องหาเอาเอง กลับมาคุยกับลูกของเพื่อน ว่าชอบที่นี่แต่ติดว่าเกรดคงจะไม่ถึงน้องเค้าบอกว่าที่นี่มีโควต้าสำหรับเด็กต่างชาติ ให้ทำคะแนน GMAT ให้สูงๆก็พอ

ปัญหาถัดมาคือเค้ารับสมัครเดือนตุลาคม ซึงลูกเราไม่แน่ใจว่าจะเรียนจบทันรึเปล่า น้องเค้าบอกว่าจบไม่ทันมาอยู่ที่นี่เลยก็ได้เพราะคนที่เช่าอยู่กับน้องเค้าเรียนจบพอดี คิดค่าที่อยู่รวมอินเตอร์เน็ตและอาหารบางมื้อแค่ 500 เหรียญ แถมยังจะฝากให้ทำงานที่ร้านอาหารไทยของพี่ทอมให้อีก
ซึ่งถ้าทำแค่เสาร์ อาทิตย์ รวมค่าทิปแล้วน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 300 เหรียญและที่พักของน้องเค้าก็เดินไปแค่ไม่กี่ Block เอง

พระเจ้าช่วย ไม่รู้ว่าเจ้าเม่นทำบุญมาด้วยอะไร แต่ละช่วง และจังหวะของชีวิต
มีผู้ใจบุญอุปถัมภ์ตลอด จริงๆแล้วน้องคนนี้รุ่นเดียวกับพี่หมีค่ะ เรากับคุณแม่เค้าท้องพร้อมกัน ทำงานที่เดียวกัน คบกันมา 20 กว่าปี แล้วน้องเค้าก็รู้จักเจ้าเม่นตั้งแต่เด็ก เพราะอยู่รร.เดียวกัน เคยจะไล่เตะเจ้าเม่นตอนเล็กๆหลายครั้ง เพราะเจอทีไรเจ้าเม่นทำหน้าหูกางแลบลิ้นใส่แล้ววิ่งหนีทุกครั้ง ดีเหมือนกันส่งตัวไปให้พี่เค้าอัดให้หายแค้น เมื่อทุกอย่างลงตัวเหมือนฟ้าประทาน
และคงเป็นเพราะไปคราวนี้ได้ขนหนังสือสวดมนตร์ไปถวายวัดไทยที่ Ottawa
แถมทางมรรคทายกวัดนึ่งข้าวเหนียวจิ้มแจ่วให้กินอีกต่างหาก

ก่อนกลับก็มีเรื่องตื่นเต้น คือตกเครื่องบินค่ะ เนื่องจากตั๋วเครื่องบินเดิมต้องกลับวันที่ 22 เวลา 23.30 เค้าโทรมาบอกว่าเปลี่ยนไฟลท์เป็นวันที่ 23 ตีหนึ่งครึ่ง เราก็ฉลาดน้อยไปหน่อย เข้าใจว่าบินคืนวันที่ 23 แต่ก็โชคดีมีเวลาไปกราบหลวงพ่อวิริยัง ที่มาจัดงานสงกรานต์ ที่วัดไทยใน Toronto พอดี

ตอนนี้เม่นก็คร่ำเคร่งกับการเรียนให้จบ ABAC พ่อซื้อคู่มือ GMAT มาให้หัดทำถ้ายังสอบไม่ได้ อาจให้บินไปผจญภัยที่นั่นเลยโดยออกให้แต่ตั๋วเครื่องบินค่ะ ฝันของแม่แต่ทำเม่นลำบากจริงๆเลยเนอะ

ขอเรียนชี้แจงก่อนว่าจุดประสงค์ในการเขียนเรื่องของน้องเม่นนั้น
มีเจตนาที่จะเปิดเผยเรื่องราวการเดินทางของเด็กพิเศษคนนึงที่ได้รับโอกาส
ได้รับการช่วยเหลือ ได้รับการแบ่งปัน ได้รับน้ำใจ และอื่นๆอีกมากมาย
ในแต่ละช่วงของชีวิต เพื่อเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ
มีกำลังใจที่จะพาลูกก้าวเดินไปด้วยกัน เพื่อเป็นเสียงเรียกร้องให้คนในสังคมนี้ ช่วยกันแบ่งปัน อุ้มชู ช่วยเหลือ และให้โอกาสเด็กเหล่านี้เติบโตเป็นคนดีของสังคมได้ มีพื้นที่ให้เค้าหยัดยืนด้วยตัวเองได้

ขอเรียนครอบครัวเราสร้างตัวจากศูนย์ ไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน มีแต่ความรู้
และความรักล้วนๆ ในการสร้างตัว สร้างครอบครัว โดยหวังว่าจะปลุกปั้นลูกทั้งสาม ให้เป็นคนดีของสังคมให้รู้จักการให้ และการแบ่งปันเพื่อส่งต่อโอกาสให้คนอืนๆต่อไป

ขอขอบพระคุณทุกกำลังใจที่มีให้กันและกันมาตลอด ขอบุญกุศลที่ทำมาดลบันดาลให้เด็กพิเศษทุกคนได้พบ "โอกาส"และจังหวะดีๆในชีวิตเช่นกัน

ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านค่ะ



Create Date : 16 พฤษภาคม 2553
Last Update : 21 กันยายน 2555 9:05:52 น. 5 comments
Counter : 416 Pageviews.

 
ทักทายคราฟ




โดย: nuyza_za วันที่: 16 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:51:09 น.  

 
ในฐานะที่เป็นแม่

แม่ทุกคนก็ต้องอยากให้ลูกได้พบได้เจอกับสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ

ถ้าเป็นโอ๋ ก็คงพยายามผลักดันลูกเหมือนกัน ยกเว้น ว่าลูกจะบอกว่าไม่อยากทำ หรือ ไม่อยากไป

เข้ามาเป็นกำัลังใจให้ น้องเม่น ค่ะ


โดย: แม่โอ๋เรนเจอร์ (NooPeeYa ) วันที่: 4 กรกฎาคม 2553 เวลา:21:16:54 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ สบายดีนะคะ


โดย: อิจิโงะจัง วันที่: 17 สิงหาคม 2553 เวลา:17:12:26 น.  

 
คุณเป็นแม่ ที่สุดยอดจริงๆค่ะ


โดย: วีวี่ IP: 125.24.239.161 วันที่: 10 ธันวาคม 2553 เวลา:11:02:46 น.  

 
นั้งอ่านเรื่องราวน้องเม่น มาแบบว่าอินสุดๆ ทำให้เข้าใจความรักของแม่คนนี้ ถ้าน้องเขาอ่านเรื่องทั้งหมดนี้
น้องเม่นเขาต้องภูมิใจในความรักที่ครอบครัวมีให้เขาเป็นแน่.


โดย: วีวี่ IP: 125.24.239.161 วันที่: 10 ธันวาคม 2553 เวลา:11:06:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แม่น้องเม่น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่น้องเม่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.