Actions speak louder than words. ปัญหามีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
Group Blog
 
All Blogs
 
บทความสำหรับพ่อ แม่ที่มีลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น

บันทึกของแม่ที่มีลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น

โดนไล่ออกจากรร.

น้องเม่นอายุไม่ถึง 3 ขวบ แต่ครูเชิญให้ออกจากรร. หลังจากที่เรียนได้แค่เทอมเดียว วินาทีแรกที่ทางรร.แจ้งว่าขอเชิญให้ลูกออกจากรร.เนื่องจากซนมากจนรร.ดูแลไม่ไหว ทั้งๆที่ทางรร.ไม่เคยแจ้งให้ทางบ้านทราบถึงปัญหาดังกล่าวมาก่อน ดิฉันรู้สึกโกรธอย่างมาก ก็คงเหมือนกับพ่อแม่ทั่วไปที่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่ “ลูก” ในสายตาเราก็เปรียบเสมือน “เทวดาตัวน้อย” เสมอ เมื่อมาเข้ารร.อนุบาลที่ใหม่ก็เล่าความจริงให้คุณครูฟัง คุณครูไม่แปลกใจเพราะว่ารับนร.ที่โดนเชิญออกจากรร.นี้ทุกปี ดิฉันก็ใจชื้นขึ้นคิดว่าลูกเราคงไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

ผ่านไป 1 สัปดาห์คุณครูก็แจ้งว่าลูกซนผิดปกติ ดิฉันปรึกษาสามีว่าควรจะพาลูกไปพบจิตแพทย์นะ แต่สามีไม่ยอม จนกระทั่งดิฉันเอาบทความเกี่ยวกับเด็กสมาธิสั้นที่ระบุว่า 80% ของผู้ที่เป็นอาชญากร และติดยาเสพย์ติดเป็นเด็กสมาธิสั้น เมื่อเห็นข้อมูลดังกล่าวเราทั้ง 2 คนก็ตัดสินใจนัดคุณหมอทันที

โดยใช้เวลารอคิวถึง 3 เดือนกว่าจะได้พบจิตแพทย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

พบจิตแพทย์

คุณหมอให้ข้อมูลว่าโรคนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ และสมองส่วนที่พัฒนาสมาธิโตไม่เท่าอายุ ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เค้าไม่ได้จงใจที่จะก่อความรำคาญให้ใคร แต่เค้าควบคุมตัวเองไม่ได้ ซึ่งในการรักษาจำเป็นต้องใช้ยาควบคู่ไปด้วย คำพูดของคุณหมอที่ดิฉันจำได้แม่นก็คือ “ยาที่ดีที่สุดที่จะใช้รักษาเด็กประเภทนี้ก็คือความรัก” คำพูดของคุณหมอประโยคนี้ทำให้ดิฉันตั้งใจว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเลี้ยงลูกคนนี้อย่างเต็มที่ เพราะไม่ใช่ความผิดของเค้าเลยที่เป็นแบบนี้ เป็นความผิดปกติที่ยีนของเราต่างหาก ซึ่งจากการตรวจคลื่นสมอง และสอบประวัติครอบครัวก็พบว่าลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นจริงๆ เราก็เลี้ยงดู ประคับประคองกันมาโดยอยู่ในความดูแลของจิตแพทย์และมีคุณครูที่เข้าใจคอยช่วยเหลือจนจบชั้นอนุบาล 3 นอกจากคุณครูแล้วยังมีพี่เลี้ยงใจดีคือพี่ศรีที่คอยดูแลน้องเม่นหลังเลิกเรียนด้วยการทำข้าวไข่เจียวให้กินทุกเย็น เพราะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราทั้งคู่กว่าจะเลิกงานห้าโมงครึ่งไปถึงรร.ก็จะเหลือน้องเม่นเป็นคนสุดท้ายทุกครั้ง “คุณครูดา” และ “พี่ศรี” จึงเป็นบุคคลที่มีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยประคับประคองน้องเม่นตลอด 3 ปีในรร.อนุบาลแห่งนี้

นอกจากอาการสมาธิสั้นแล้ว ลูกของดิฉันยังมีอาการของความพร่องทางการเรียนรู้ เช่น เขียนพยัญชนะกลับด้าน เขียนไม่ตรงบรรทัด ความจำสั้น ไม่เข้าใจโจทย์เลข ละยังมีอาการโมโหง่าย ชอบเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีต่างๆนาๆ ยอมแม้กระทั่งแกล้งพี่แกล้งน้องเพื่อให้โดนตี ที่บรรยายมาท่านผู้อ่านคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กับคนที่เป็นพ่อ แม่ และต้องดูแลเค้าอย่างใกล้ชิด ต้องคอยสอนการบ้าน ต้องบังคับตัวเองไม่ให้ใช้อารมณ์กับลูก ต้องคอยปลอบ คอยกอดให้เค้ารับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเค้าเป็นเทวดาตัวน้อย เป็นลูกที่เรารักเหลือเกิน ไม่ว่าเค้าจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องพยายามที่จะแก้ไขให้ดีที่สุด ให้เค้ารู้ว่า “รัก” ของเรานั้นไม่มีข้อจำกัดอื่นใด ไม่ว่าเค้าจะเป็นอย่างไรเราก็รักเค้าไม่เปลี่ยนแปลง

ฟังดูเหมือนเรื่องง่ายแต่เวลาปฏิบัติจริงนั้นยากยิ่งนัก ต้องใช้ความอดทนในการควบคุมอารมณ์เวลาคุยกับลูก และเวลากอดเค้าเราต้องกอดด้วยความรู้สึกอยากที่จะกอดเค้าจริงๆ เพราะเค้าจะสัมผัสได้ตลอดเวลาว่าเรามีความรู้สึกอย่างไร ต้องใช้ความพยายามและความใจเย็นในการสอนเค้า ต้องสอนซ้ำๆ ต้องหากลวิธีแม้กระทั่งการสร้างบรรยากาศบ้าๆบอๆเพื่อให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้ ต้องใช้กำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะมุ่งมั่นไม่ท้อถอยและท้อแท้ เพราะเราถอยไม่ได้ เหมือนกับการหลงเข้าไปในอุโมงค์ที่เราได้แต่หวังว่าปลายทางจะพบแสงสว่าง เพราะฉะนั้นเราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องเดินไปเรื่อยๆซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าระยะทางนั้นจะยาวไกลแค่ไหน แม้จะเหนื่อยเพียงใด จะหมดแรงก็ต้องคลานเอาเพื่อที่จะได้เข้าใกล้ปลายอุโมงค์ให้เร็วที่สุดนั่นเอง

หารร.ให้ลูก

น้องเม่นจะจบชั้นอนุบาล 3 แล้วต้องเตรียมตัวหาที่เรียนป.1 กับมนุษย์เงินเดือนธรรมดา นามสกุลไม่คุ้นหู ไม่รู้จักใครใหญ่โตพอที่จะใช้เส้นเด็กฝาก ลูกเองก็ไม่เก่งกาจขนาดรร.เห็นผลการเรียนแล้วจะอ้าแขนรับแถมเป็นเด็กพิเศษอีกต่างหาก แต่เราก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวงพาลูกไปสอบ 3 รร.ดังในเครือคาทอลิคเพราะจะได้มีที่เรียนถึงม.6 และอยู่ในบริเวณที่รับส่งสะดวกที่สุด

ผลการสอบรร.แรกน้องเม่นส่งกระดาษเปล่าแถมเอาปากกามาเขียนตามแขนตามขาตัวเองเต็มไปหมด และยังต่อว่าเราอีกว่า “แม่พาเม่นมาสอบรร.นี้ทำไม เม่นไม่ได้อยากเข้าสักหน่อย” เด็กตัวแค่นี้จะไปเข้าใจอะไร ได้แต่ก้มหน้าพาลูกกลับบ้านแบบไม่ต้องลุ้นผลสอบเลย ดีเหมือนกันรู้ซะตั้งแต่วันนี้ว่าเข้าไม่ได้

รร.ที่ 2 ที่น้องเม่นไปสอบเป็นรร.ยอดฮิตติดอันดับซึ่งเราเองก็คิดเสมอว่า “เกินเอื้อม” จึงไม่ได้ตั้งความหวังอะไรมากมาย มารร.สุดท้ายนี่แหละที่เป็นความหวังเดียวที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงที่สุด พอประกาศผลสอบปรากฏว่าไม่มีชื่อตามคาด ซึ่งแม่อย่างดิฉันมีหรือจะยอมแพ้เพราะยังจำความรู้สึกที่ลูกหมีลูกคนแรกถามว่า “ลูกหมีทำข้อสอบได้ทุกข้อทำไมไม่มีชื่อลูกหมี” รู้สึกว่าโลกไม่ยุติธรรมเลยสำหรับคนโนเนมอย่างเรา เอาอะไรมาตัดสินชีวิตเด็กๆตัวน้อยเหล่านี้ วันนี้เป็นไงเป็นกันต้องหาคำตอบให้ได้ ว่าแล้วก็ลางานไปนั่งเฝ้าบาร์เดอร์ถึง 3 วันกว่าจะได้เข้าพบ จำได้ว่าดิฉันจ้องหน้าบาร์เดอร์แล้วพูดอย่างมั่นคงว่า “บาร์เดอร์คะ ดิฉันเป็นคนที่ยึดมั่นและเคารพในกฏเกณฑ์ แต่จากประสบการณ์จากลูกคนแรกที่ถามดิฉันว่าเค้าทำข้อสอบได้ทุกข้อ ทำไมถึงไม่มีชื่อ วันนี้ดิฉันขอทำหน้าที่แม่เพื่อหาคำตอบนี้ให้ลูก สิ่งที่จะขอบาร์เดอร์คือ ข้อแรกอยากทราบว่าการสอบครั้งนี้ตัดสินกันที่คะแนนเท่าไหร่ ดิฉันขอดูคะแนน ถ้าคะแนนของลูกดิฉันไม่ถึงก็จะกลับไป ข้อที่ 2 ทราบมาว่าต้องบริจาคเงินอยากทราบว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่ถ้าดิฉันไม่มี(ซึ่งจริงๆแล้วก็มีอยู่ไม่กี่พัน)ก็จะกลับ ถ้าให้คำตอบไม่ได้ดิฉันทนไม่ได้อีกต่อไปที่จะให้ลูกมาเป็นตัวประกอบในการสอบคัดเลือกที่ไม่ทราบกฎกติกาครั้งนี้” นอกจากนี้ความที่หน้ามืดกลัวลูกไม่มีที่เรียนยังบังอาจขู่บาร์เดอร์อีกว่าจะไปร้องเรียนหนังสือพิมพ์ ต้องยอมรับว่าตอนนั้นหมดหนทางจริงๆ บาร์เดอร์อึ้งไปเหมือนกันได้แต่ขอเบอร์โทรศัพท์ไว้และรับปากว่าจะติดต่อกลับมา

ดิฉันกลับมาที่ทำงานด้วยจิตใจหดหู่และสิ้นหวังพอมาถึงโต๊ะก็มีโทรศัพท์จากลูกค้าซึ่งเราดูแลอย่างดีมาสิบกว่าปีเต็มและคุยเรื่องลูกมาตลอด คำแรกที่ได้ยินแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ท่านถามว่าพรุ่งนี้เตรียมเงิน(จำนวนไม่กี่หมื่น)ทันมั้ย อย่าว่าแต่หลักหมื่นเลยค่ะหลักพันดิฉันยังไม่มีเลย แต่ก็ตอบไปด้วยความมั่นใจในเสียงสวรรค์นี้ว่า “ทันค่ะ” หลังจากวางหูแล้วยังนึกว่าตัวเองฝันไปมือไม้สั่นรีบโทรหาสามีให้หาเงินให้ทันวันพรุ่งนี้แล้วนั่งน้ำตาคลออยู่คนเดียวด้วยความดีใจอย่างล้นเหลือที่ลูกได้มีโอกาสเข้าเรียนในรร.ที่เราคิดเสมอว่า “เกินเอื้อม” ด้วยโควต้าของผู้ที่มีอุปการะคุณกับรร. ทุกวันนี้ดิฉันยังเป็นหนี้บุญคุณของบุคคล 2 ท่านที่มีส่วนในการสร้างน้องเม่นคือ ท่านที่ฝากลูกเข้ารร. และท่านที่ให้ยืมเงิน ซึ่งขอบอกว่าจะระลึกถึงท่านไปจนวันตายไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้เด็ดขาด


เข้าเรียนป.1

เมื่อถึงวันมอบตัวเราเตรียมตัวน้องเม่นอย่างดีตั้งแต่ซ้อมท่าไหว้ การพูดจา จนถึงการขอร้องให้อยู่นิ่งๆ ในวันนั้นจริงๆทุกอย่างผ่านไปด้วยความเรียบร้อย เราคุยกับท่านอธิการแล้วแอบถามว่าลูกได้คะแนนเท่าไหร่ ท่านอมยิ้มแล้วตอบว่าจะรู้ไปทำไม ดิฉันเรียนท่านว่าจะได้เตรียมตัวลูกได้ถูก ท่านตอบสั้นๆด้วยใบหน้าอมยิ้มว่า 30 คะแนน ก่อนออกจากห้องดิฉันให้น้องเม่นไหว้ท่านตามที่ซ้อมมา แต่น้องเม่นไม่ไหว้เฉยๆกลับพูดซะดังเลยว่า “แม่บ้านนี้ท่าทางรวยดีเนอะ ของดีๆแพงๆทั้งนั้นเลย” นี่แหละค่ะอาการอย่างหนึ่งของเด็กสมาธิสั้น มีจินตนาการ นึกจะพูดอะไรก็โพล่งออกมาโดยไม่รู้จักกาลเทศะ ดิฉันต้องรีบลาท่านอธิการและพาลูกออกมาโดยเร็วเนื่องจากเกรงว่าท่านจะเปลี่ยนใจ

เมื่อรู้ว่าลูกทำได้แค่ 30 คะแนน จึงต้องวางแผนในการเรียนให้เค้าเพื่อเป็นภาระให้กับรร.น้อยที่สุด อย่างน้อยก็จะได้ไม่เดือดร้อนผู้มีพระคุณที่ฝากเราเข้ามา การเข้าเรียนชั้นป.1 ของน้องเม่นในรร.นี้เป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้ดิฉันพอสมควร นอกจากนี้ปัญหาเรื่องสมาธิสั้นและความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นอุปสรรคและสร้างความกดดันอย่างยิ่งให้กับตัวลูก ที่ต้องเรียนทั้งวัน ต้องจดการบ้าน ต้องท่องศัพท์ ต้องทำงานกลุ่ม แม้กระทั่งคุณครูที่ต้องดูแลนร.ในห้องถึง 60 คนและมีตัวป่วนอยู่ตลอดเวลา ดิฉันต้องไปพบกับคุณครูประจำชั้นทุกปีที่ลูกขึ้นชั้นใหม่ เพื่อชี้แจงว่าลูกเราไม่ปกติแต่ไม่ได้ขอให้คุณครูดูแลพิเศษหรือขออภิสิทธิ์ใดๆ ขอเพียงคุณครูแจ้งปัญหาให้ทราบทางสมุดจดการบ้าน เพื่อทางบ้านจะได้รับทราบปัญหาและร่วมมือกับคุณครูเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด

ที่น่าสงสารที่สุดคือวันหนึ่งลูกเดินร้องไห้มาบอกว่า “แม่ครับ เพื่อนเค้าว่าเม่นโง่ และไม่มีใครยอมให้เม่นทำงานกลุ่มด้วย” ทันที่ที่ฟังลูกพูดจบประโยค ดิฉันแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ สงสารลูกจับใจ และนั่งคิดว่าเด็กอายุแค่ 7 ขวบเองต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสังคมรอบข้างขนาดนี้เชียวหรือ ช่างปวดใจแทนลูกเหลือเกิน ดิฉันได้แต่บอกลูกว่า “จำไว้นะครับว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะมีสิทธิ์ชี้นิ้วบอกว่าลูกเป็นอะไรแล้วจะเป็นไปตามคำพูดเค้า เค้าไม่มีสิทธิ์เพราะเค้าไม่รู้จักลูกดีเท่าแม่ เค้าไม่ได้ใกล้ชิดลูก เค้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าลูกโง่ ลูกคิดว่าเด็กพวกนั้นวาดรูปแข่งกับลูกได้มั้ย เล่นเกมส์สู้ลูกได้รึเปล่า การที่เรียนเก่งไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป ถ้าเก่งแล้วดูถูกคนอื่น ก็เป็นพวกผู้ร้ายไม่ใช่พระเอกจริงมั้ยครับ” เมื่อลูกเข้าใจ เค้าก็พยักหน้าและอารมณ์ดีขึ้น

วันรุ่งขึ้นดิฉันไปคุยกับเด็กกลุ่มนี้ถามเค้าว่า “หนูอยากเป็นพระเอกมั้ยครับ” ทุกคนพยักหน้า ดิฉันก็สอนเค้าว่า “พระเอกคือคนที่เก่ง คนที่คอยช่วยเหลือและปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า หนูทำได้มั้ยครับ” ทุกคนพยักหน้าอีกครั้ง ดิฉันจึงจูงลูกไปหาเค้าแล้วบอกว่า “หนูช่วยปกป้องและช่วยเหลือน้องเม่นด้วยได้มั้ยครับ น้องเม่นเรียนไม่เก่งแต่เล่าเรื่องตลกเก่งนะ แล้วถ้าหนูช่วยน้องเม่นนอกจากหนูจะได้เป็นพระเอกแล้วหนูยังได้บุญและความภาคภูมิใจอีกด้วย” ตั้งแต่วันนั้นลูกก็ยังคงโดนล้อบ้างแต่เค้าไม่เคยเก็บมาเป็นทุกข์อีกเลย นานเข้าเค้ากลับเคยชินและมองเป็นเรื่องตลก เนื่องจากคนที่ว่าเค้าก็คือผู้ร้ายนั่นเอง

โต๊ะในตำนาน

ทุกวันดิฉันต้องคอยโทรฯเวียนตามบ้านต่างๆที่ทราบปัญหาของลูกเรา และกรุณาให้เบอร์โทรศัพท์เพื่อให้โทรฯเช็คการบ้านซึ่งลูกชายจดบ้างไม่จดบ้างแล้วแต่อารมณ์ ทุกเย็นก่อนและหลังรับประทานอาหารเย็นก็จะเป็นกิจกรรมทำการบ้านกันทั้งครอบครัว บนโต๊ะญี่ปุ่นซึ่งเป็นโต๊ะสำหรับทำการบ้าน ลูก 3 คนกับพ่อที่คอยสอนเลข วิทยาศาสตร์ แม่คอยดูแลการบ้านภาษาอังกฤษ สังคม กพอ. ส่วนใหญ่พี่หมีและน้องมดจะทำเสร็จก่อน หลังจากนั้นจะเริ่มเป็นทั้งกองเชียร์ หรือผู้ช่วยเม่นในการทำการบ้านซึ่งมากมายมหาศาลสำหรับเด็กที่มีสมาธิบกพร่อง เราจะพยายามสอนลูกเท่าที่ลูกจะรับได้ โดยใช้เทคนิคและกลเม็ดที่แล้วแต่จะคิดกันขึ้นมา ส่วนใหญ่น้องเม่นก็จะทำจนเพลีย หรือหมดแรงหลับไปก่อนที่การบ้านจะเสร็จ ที่เหลือถ้าเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกับวิธีการมากนักเช่น ระบายสี จดงานที่จดไม่ทันในห้องเรียนหรือเขียนตามรอยประ พี่หมีกับน้องมดก็จะช่วยตามกำลังและอารมณ์ที่จะช่วยได้ ซึ่งบางครั้งก็ไม่เสร็จทั้งหมด น้องเม่นต้องนั่งทำในรถ หรือไปนั่งทำที่รร.ก่อนเข้าแถว ก็เรียกว่าทำจนสุดความสามารถและศักยภาพของเด็กคนหนึ่งที่ทั้งสมาธิสั้นและมีความบกพร่องในการเรียนรู้จะทำได้

ลองหลับตาวาดภาพข้างต้นวันแล้ววันเล่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะประคับประคองกันให้ผ่านพ้นแต่ละวันมาได้ โดยที่ต้องพยายามสร้างบรรยากาศในบ้านให้ตรึงเครียดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากเราทั้งคู่ก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องทำงาน 8 ชม.ต่อวัน รับส่งลูกด้วยตัวเอง ทำงานบ้านเอง อาศัยอาหารในถุงพลาสติกเอาเพราะไม่มีเวลาจะมาเอาใจใส่เรื่องอื่นนอกจากเรื่องลูกเท่านั้น 24 ชม.ในหนึ่งวันของเราทั้งคู่จึงมีความหมายอย่างยิ่ง และเราทั้งคู่ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนที่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มีเหนื่อยบ้าง อารมณ์เสียบ้าง หงุดหงิดบ้าง ท้อถอยบ้าง แต่เราก็ยอมแพ้ไม่ได้ และไม่สามารถใช้อารมณ์กับลูกได้ โต๊ะญี่ปุ่นดังกล่าวจึงเป็นที่ระบายอารมณ์โดยปริยาย กว่าน้องเม่นจะโตมาจึงมีโต๊ะญี่ปุ่น ที่พังไป2ตัวกลายเป็นโต๊ะญี่ปุ่นในตำนานของครอบครัวเราที่เวลาพูดถึงที่ไรก็จะขำกลิ้งทุกที

ผลสอบ

แม้ว่าเราจะทุ่มเทแค่ไหนแต่ผลสอบของน้องเม่นก็ยังเป็น 0 ในหลายวิชา สถิติสูงสุดคือ 10 วิชา จาก 11 วิชา เราไม่เคยติเตียนหรือบีบคั้นลูก บอกแค่ว่าไม่ต้องไปแข่งกับใคร แข่งกับตัวเองก็พอ จาก 10 วิชา ให้ลดลงไปเรื่อยๆ หรือบางครั้งมีเกรด 2 หรือ 3 โผล่มาซักตัวก็ดีใจกันทั้งบ้าน ซึ่งน้องเม่นก็พยายามเต็มที่ เริ่มต้นจากการไม่ส่งกระดาษเปล่าตามคำขอร้องของแม่ที่บอกว่าการส่งกระดาษเปล่าเป็นการแสดงถึงความขี้ขลาด ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายเลย น้องเม่นจึงเริ่มเขียนอะไรก็ไม่รู้ลงไปในกระดาษคำตอบ คุณครูก็ให้คะแนนสงสารมา 2 คะแนน และเค้าคงรู้ตัวว่าตัวเองเป็นภาระให้กับครอบครัวถึงกับคิดค้นการหลุดพ้นจากเกรด 0 ด้วยการไม่ขอกิน “ไข่” ในวันสอบเนื่องจากมีความพยายามตามที่สมองน้อยๆจะคิดได้บวกกับความเชื่อว่า “ไข่” คือที่มาของเกรด 0 นั่นเอง

ในการสอบแต่ละครั้งน้องเม่นไม่สามารถอ่านหนังสือด้วยตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีสมาธิและความจำสั้น ดิฉันจำเป็นต้องหาซื้อคู่มือวิชาต่างๆจากศูนย์หนังสือจุฬาฯมาทำการสรุปย่อลงเทป บางครั้งก็เป็นการถามตอบ บางครั้งก็ทำเสียงเหมือนเล่านิทาน บางครั้งก็ทำเป็นบทสัมภาษณ์ โดยมีแม่เป็นผู้สื่อข่าวน้องเม่นเป็นคนตอบ หลังจากนั้นน้องเม่นก็จะฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกระหว่างทางไปโรงเรียน แม้กระทั่งตอนนอนหลับ แต่ผลสอบก็ยังคงเป็น0 เหมือนเดิม เห็นมั้ยคะว่า “ฝัน” ของดิฉันไม่ได้เป็นจริงหรือได้มาอย่างง่ายๆเพียงแค่ข้ามคืนเหมือนในนิทานเลย ที่โรงเรียนเวลาเอาเทปไปฟังน้องเม่นมักจะฟังหูเดียวและแบ่งอีกหูนึงให้เพื่อนฟัง ปรากฎว่าเพื่อนสอบได้ดี บรรดาแม่ๆของเพื่อนน้องเม่นก็จะนำชีทหรือรายละเอียดในวิชาต่างๆมาให้เพื่อเราจะได้มีข้อมูลในการอัดเทปมากขึ้น จึงเป็นที่มาของขบวนการแม่ แม่ แม่ ที่เกิดขึ้น

ในการสอบส่วนใหญ่น้องเม่นชอบส่งกระดาษเปล่า เนื่องจากไม่มีสมาธิในการทำข้อสอบ และในบางวิชาก็ทำข้อสอบไม่ได้โดยเฉพาะเลขโจทย์ปัญหา มีอยู่ครั้งหนึ่งนอกจากไม่ทำข้อสอบแล้วยังเอาดินสอไปเขียนเสื้อของเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหน้า ทำให้ผลสอบของเพื่อนคนนั้นตกอันดับจากที่1ของชั้นมาเป็นที่4ของห้อง เมื่อมีการร้องเรียนเกิดขึ้นน้องเม่นได้รับความกรุณาไปสอบเดี่ยวที่ห้องธุรการและเริ่มได้รับความเตตาและเป็นที่รู้จักทำให้ขบวนการแม่ แม่ แม่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นผลดีอย่างยิ่ง น้องเม่นได้รับความช่วยเหลืออย่างมากมาย จากขบวนการแม่ แม่ แม่ดังกล่าว ตั้งแต่มีโทรศัพท์มาแจ้งถึงกำหนดการส่งงานในวิชาต่างๆ มีชื่อในงานกลุ่มที่บรรดาลูกๆของขบวนการแม่ แม่ แม่เหล่านี้ และมีชีทที่ลูกๆของขบวนการแม่ แม่ แม่เหล่านี้ไปกวดวิชามาให้อัดเทปเพิ่มเติม มีขบวนการแม่ แม่ แม่คอยดูแลทั้งเช้าและเย็นทำให้จำนวนเกรด0ในแต่ละเทอมค่อยๆลดลง

อนาคตของน้องเม่น

เมื่อผลสอบในแต่ละครั้งติดอันดับท็อป5(ข้างท้าย)มาตลอด ดิฉันก็เริ่มฝันถึงอนาคตอันสดใสของลูกพยายามหาความสามารถพิเศษที่อาจจะซ่อนเร้นไว้เหมือนในหนังฟอเรส กั๊มส์ เริ่มต้นจากฝันว่าน้องเม่นจะเป็นภารดรน้อยจึงส่งไปเรียนตีเทนนิส 3 เดือนต่อมาไม่มีอะไรคืบหน้าเพราะน้องเม่นสนุกกับการวิ่งเก็บลูกเทนนิสมากกว่า ครูก็เริ่มเบื่อที่จะสอน ดิฉันก็เริ่มมีความฝันใหม่ว่าลูกเราจะเก่งเหมือนฉลามนุก จึงส่งไปเรียนว่ายน้ำน้องเม่นชอบว่ายน้ำมากเล่นได้ไม่เคยเบื่อแต่จะงอแงทุกครั้งเมื่อครูสอนท่าว่าย ในที่สุดความฝันนี้ก็ต้องพับเก็บเอาไว้ ต่อมาเริ่มไปเรียนยูโดกับน้องมด ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าเหมือนเดิม จึงเริ่มหันเหไปสู่วิชาการบ้างเผื่อจะได้ผล ลองไปเรียนจินตคณิตปรากฏว่าได้ที่สุดท้ายของห้อง ไปเรียนภาษาที่คิงส์ คอลเลจ ผลสอบออกมาแนะนำให้เรียนซ้ำ

ดิฉันเริ่มคิดหนักว่าอนาคตของลูกจะอยู่ที่ไหน และเริ่มศึกษาหลักสูตรในคณะใหม่ๆของแต่ละมหาวิทยาลัย พบว่าจะมีโควต้าสำหรับเด็กที่เรียนดนตรีจบเกรด6เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยได้ โดยการรับสมัครตรง จึงลงทุน3คนแม่ลูกไปสมัครเรียนเปียโน โดยเริ่มมีความฝันอีกครั้งว่าลูกคงสอบได้เกรด 6 และได้ประกาศนียบัตรสำหรับสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยได้

เป็นการยากมากสำหรับคนวัย 30 กว่าที่ต้องไปเริ่มเรียนเปียโน แต่ถ้าไม่เรียนพร้อมลูกเราก็จะไม่รู้เรื่องเวลาเขาซ้อม อ่านโน้ตไม่เป็น และเป็นการยากมากในการคุมการซ้อมเปียโนในแต่ละวันสำหรับเด็กสมาธิสั้น ต้องสร้างบรรยากาศในการซ้อม บางวันก็แข่งกัน 3 คนว่าในการซ้อมแต่ละครั้งใครดีดผิดมากกว่ากัน บางครั้งก็ทำเป็นนักร้องโอเปร่าอ้าปากค้างรอจังหวะในแต่ละคีย์ บางครั้งก็มีพ่อเต้นท่าสวอนเลคตามจังหวะให้ขบขันเล่น บางครั้งก็มีน้องมดตัวกลมเต้นท่าทางกลมกลิ้งอยู่ไม่ห่าง ทำให้การซ้อมเปียโนในแต่ละวันผ่านไปได้อย่างฝืนบ้างฝืดบ้างตามอารมณ์ของคนเล่น

เชื่อหรือไม่ว่าตอนน้องเม่นจบม.6 ผลสอบเปียโนอยู่ที่เกรด 3 เอง ฝันของดิฉันไม่เป็นจริงอีกตามเคย แต่อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น “แม่” อย่างดิฉันไม่เคยหมดหวังหรือหยุดที่จะฝัน

ชีวิตพลิกผัน

ครอบครัวเราอยู่ด้วยความหวัง (Hope) แต่ไม่เคยคาดหวัง (Expectation) อะไรในตัวน้องเม่น คำว่า Hope กับ Expectation นั้นต่างกันมากนัก เพราะถ้าเรามีความหวังเราก็หาหนทางสารพัดที่จะให้ความหวังหรือความฝันของเราเป็นจริง แต่ถ้าเรามีความคาดหวังเมื่อไหร่ จะสร้างความกดดันให้กับลูกเราทันที สิบกว่าปีที่ผ่านมาเราก็อยู่กับคำว่า Hope มาตลอด ซึ่งเคยชินกับเกรด 0 ในสมุดพก มีความสุขกับเกรด 2 หรือ 3 ที่นานๆจะโผล่มาซักตัวก็แทบจะเฮกันลั่นบ้านแล้ว

จำได้ว่าเกรดของน้องเม่นตอนอยู่ชั้น ม.3 มีอยู่เทอมหนึ่งได้เพียงแค่ 0.96 ซึ่งแน่นอนเมื่อดูเกรดเฉลี่ยแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียนต่อในชั้นม.4 เราเริ่มมองหารร.ให้ลูกใหม่ อย่างที่บอกว่าเราไม่กล้าที่จะร้องขอหรือใช้อภิสิทธิ์ใดๆกับทางรร. เนื่องจากที่ผ่านมาเราก็สร้างภาระให้กับทางรร.มามากพอแล้ว เมื่อขบวนการแม่ แม่ แม่ ทราบเรื่องก็เข้ามาคุยและบอกว่าได้คุยกับน้องเม่นแล้ว น้องเม่นไม่อยากย้ายรร.นะ เราก็อธิบายเหตุผลให้ทราบ เนื่องจากเค้ารักและเอ็นดูน้องเม่นมากเพราะช่วยประคับประคองกันมาตั้งแต่ป.1เปรียบเสมือนน้องเม่นเป็นลูกของพวกเค้าก็ว่าได้ ไม่อยากจะเชื่อว่าความรักดังกล่าวจะส่งผลให้ทางขบวนการแม่ แม่ แม่ ไปเล่าเรื่องน้องเม่นให้กับหัวหน้าฝ่ายวิชาการของรร.ฟัง ทางรร.ให้ทำการสอบเข้าร่วมกับเด็กใหม่และอนุญาตให้น้องเม่นได้เรียนต่อในแผนการเรียนศิลป์คำนวณ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดพลิกผันอย่างแรงในชีวิตน้องเม่น

ชีวิตใหม่

น้องเม่นดีใจมากที่ได้เรียนรร.เดิม ได้เจอเพื่อนๆที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตก็คงดำเนินต่อไปเหมือนปกติ จนกระทั่งสอบกลางภาคผ่านไปเราไม่เคยตื่นเต้นในผลการสอบอยู่แล้ว แต่เริ่มตื่นเต้นสุดชีวิตเมื่อได้รับโทรศัพท์จากทั้งป้าแมวและป้าหลีหนึ่งในขบวนการแม่ แม่ แม่ ว่าให้รีบเปิดเว็บไซต์ดูผลสอบด่วนเพราะน้องเม่นมีแต่เกรด 4 กับ 3 มีเกรด 2 แค่ 2 ตัว เราไม่เชื่อหูตัวเองนึกว่าโดนล้อเล่นแต่เห็นโทรมาทั้งคู่ไม่น่าจะเป็นเรื่องล้อเล่น พอเปิดดูแล้วก็ยังไม่เชื่อสายตาตัวเองอีก ยังคิดเลยว่าต้องมีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นแน่เลยเพราะไม่น่าจะได้เกรดสูงขนาดนั้น

เมื่อไปตรวจสอบกับรร.แล้วว่าเป็นเรื่องจริง น้องเม่นได้เกรด 3.5 เป็นอันดับท้อป 5 (ข้างต้น) ดิฉันบรรยายความรู้สึกไม่ถูกจริงๆ บ้านเป็นเหมือนสรวงสวรรค์ สมาชิกในบ้านทุกคนดีใจกับปรากฏการณ์ของเกรดปาฏิหารย์ที่เกิดขึ้น บรรดาญาติสนิทมิตรสหายที่รู้จักน้องเม่นพากันดีใจและร่วมอวยพรอย่างถ้วนหน้า ตัวดิฉันเองที่เคยถามตัวเองว่าคุ้มมั้ยกับ “โอกาส” และ “ตำแหน่ง” ในหน้าที่การงานที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วต้องทิ้งไปเพื่อลูก คำตอบณ ตอนนี้คือ ยิ่งกว่าคุ้ม เพราะดิฉันคิดเสมอว่าตำแหน่งหน้าที่การงานเมื่อเวลาเราตายไป คงไม่ได้ปักหน้าหลุมศพหรือมีคนจดจำได้ซักเท่าไหร่ เนื่องจากเราไม่ใช่บุคคลสำคัญระดับประเทศ ว่าเราตายตำแหน่งอะไร แต่ตำแหน่ง “แม่” นี่ต่างหากที่ติดตัวเราไปจนตาย ถ้าเราส่งลูกไม่ถึงฝั่งก็คงตายตาไม่หลับ เงินทองที่ได้มาจากการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตก็ไม่สามารถจะซื้อความสำเร็จให้ลูกได้ วันนั้นดิฉันได้ซึมทราบความหมายของประโยคที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” และรู้ว่าเวลาสิบกว่าปีที่เราทุ่มเทนั้น “คุ้มค่า”จริงๆ

นักเรียนแลกเปลี่ยน

ดิฉันสนใจเรื่องส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศมาโดยตลอด แต่อย่างที่เรียนให้ทราบเราทั้งคู่เป็นมนุษย์เงินเดือน เรื่องส่งลูกไปเรียน “เมืองนอก” อย่างทีเศรษฐีเค้าทำกันคงไกลเกินเอื้อมอีกเหมือนกัน แต่ดิฉันก็พยายามหาหนทางจนได้ด้วยการศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนต่างๆ ตั้งแต่โครงการAFS โครงการ Yes Thailand ซึ่งดูแล้วการแข่งขันค่อนข้างสูง และน้องเม่นเองก็ไม่ใช่เด็กที่เก่งระดับประเทศที่จะไปแข่งกับใครได้ ทุก Summer ดิฉันมักจะส่งลูกไปเข้าค่ายกับทาง AYC เพื่อให้ลูกได้แสดงศักยภาพ และค้นหาตัวตนกับคนรอบข้างที่ไม่ใช่เพื่อนเดิมๆ หรือคนที่รู้ว่าน้องเม่นเป็นเด็กพิเศษ และรู้จักกับเจ้าของโครงการเป็นอย่างดี เมื่อทางอาจารย์ทราบว่าน้องเม่นได้เกรด 3 จึงให้ไปทำข้อสอบดู ปรากฏว่าคะแนนใช้ได้ น้องเม่นจึงมีผู้ให้ “โอกาส” อันยิ่งใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง คือการเดินทางไปเป็นนักเรียนในโครงการแลกเปลี่ยนที่ประเทศนิวซีแลนด์เป็นเวลา 1 ปี

ตลอดเวลาที่อยู่นิวซีแลนด์น้องเม่นมีพัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์ ภาษา และคณิตศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด มีความเป็นผู้ใหญ่และมีกระบวนการทางความคิดที่สร้างสรรค์ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างแดนโดยที่ทางบ้านใช้เงินไปแค่ 3 แสนบาทตลอด 1 ปี (รวมค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายตลอดปี)ระหว่างนั้นทางดิฉันต้องเตรียมหาข้อมูลในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาให้ลูกไปด้วย เริ่มต้นจากการสมัครสอบ SAT, CU-TEB เพื่อเตรียมสอบเข้าคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คณะบริหารธุรกิจของ ABAC ไหนจะ O-NET, A-NET ที่เพิ่งเริ่มสอบปีแรกและขาดการประชาสัมพันธ์ทำให้เด็กหลายคนต้องพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย


สอบเข้ามหาวิทยาลัย

วันที่น้องเม่นกลับจากนิวซีแลนด์ เครื่องลงตอนเกือบเที่ยงคืน กลับมาถึงบ้านก็นั่งอ่านการ์ตูนเพราะยังปรับเวลาไม่ได้ พอบ่ายเจอแม่พาไปเรียนเตรียมสอบ SAT อีก หลังจากนั้นชีวิตก็อยู่กับการเตรียมสอบ ทั้ง CU-TEB และ SATผลสอบ CU-TEB ทำได้ 580 แต่ต้องสอบถึง 3 ครั้ง ส่วนSAT อยู่ในระดับน่าตื่นเต้นเช่นเคย คือไม่ถึงกับสูงพอที่จะอยู่ในเกณฑ์เข้าได้ และไม่ถึงกับต่ำจนอยู่ในเกณฑ์ร่วง คือได้ Match 590, Critical Reading 380 และดูจากตารางสอบกับตารางการรับสมัครพบว่าไม่มีสิทธิ์สอบอีกครั้งเนื่องจากเวลาไม่ตรงกัน ถ้ารู้สักนิดว่าการประกาศผล O-NET, A-NET จะมีปัญหาล่วงเลยมาอีกเป็นเดือนน้องเม่นคงมีโอกาสได้สอบอีกครั้งเป็นแน่

ขณะที่นั่งเขียนต้นฉบับนี้น้องเม่นมีสิทธิ์สมัครสอบเข้าทั้ง 3 คณะที่ตั้งใจไว้ ได้แต่รอผลประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ แล้วต้องลุ้นต่อไปว่าจะได้เข้าเรียนต่อที่ไหน ถึงนาทีนี้ดิฉันบอกลูกว่าไม่ว่าลูกจะได้เรียนต่อที่ไหนลูกก็มาไกลเกินกว่าที่แม่ฝันมากมายนัก ดิฉันมั่นใจว่าเวลาและทุกแรงใจที่ทุ่มเทกับลูกคนนี้ไม่เสียเปล่า ดิฉันได้สร้างเด็กคนหนึ่งที่มีเปอร์เซ็นต์ที่จะล้มเหลวในการเรียน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม คนที่มีจิตใจดีงาม คนที่พูดกับแม่ตอนเค้ายังเป็นเด็กว่า “คอยดูนะโตขึ้นเม่นจะไม่ปล่อยให้แม่กินข้าวกับหมาเหมือนในโฆษณา” ตอนนี้ดิฉันคิดว่าส่งลูกใกล้ถึงฝั่ง และได้ “ผลัก” ลูกมาถูกทางแล้ว

ของฝาก

สิ่งที่อยากจะฝากสำหรับคนที่ใกล้ชิดกับเด็กพิเศษพวกนี้ก็คือ อยากจะฝากถึงคุณครูทุกท่านให้มีจิตวิญญาณของการเป็นครู คำพูดของท่านเพียงคำเดียว ไม่ว่าจะเป็น “คำกล่าวชม” หรือ “คำติเตียน” อาจมีอิทธิพลในการพลิกชีวิตของเด็กเหล่านี้จาก “ขาวเป็นดำ” หรือจาก “ดำเป็นขาว” ได้ ทุกวันนี้น้องเม่นยังจำคำชมของคุณครูบางท่านได้และตั้งใจว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เมื่อไหร่จะใส่ชุดไปอวดคุณครูทุกท่านที่เค้าจดจำไว้ในใจ

ฝากบอกคุณพ่อคุณแม่ที่มีเด็กพิเศษว่า ไม่มีใครจะมาทนลูกเราได้เท่าตัวเราเอง จงประคับประคองกันไป ไม่ใช่หน้าที่ของ “แม่” หรือ “พ่อ” คนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว อย่า “ทุกข์” กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะ “ทุกข์”ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ศึกษาหลักศาสนาแล้วนำมาปฏิบัติหา สมุทัย นิโรธ และมรรคให้เจอ นั่นคือสัจจธรรมที่จะทำให้พ้นทุกข์ ส่วนในศาสนาคริสต์ก็มีคำกล่าวว่า “พระเจ้าทรงทดสอบความอดทนของเรา แต่จะไม่ทดสอบเกินความสามารถของเรา” พยายามสร้างบรรยากาศในบ้านให้รื่นเริงมากที่สุดเพื่อที่จะเก็บเกี่ยว “ความสุข” ด้วยกัน อย่าให้ “อุปสรรค” ต่างๆมาบั่นทอนความสุขในบ้านของเรา

ท้ายที่สุดขอขอบพระคุณ กลุ่มผู้สร้างน้องเม่นให้ยืนหยัดในสังคมนี้ได้ ตั้งแต่

คุณหมอปราโมทย์ซึ่งเป็นจิตแพทย์
คุณหมอพิวัฒน์ ที่ดูแลน้องเม่น
ครูดา พี่ศรี ที่ดูแลในชั้นอนุบาล
คุณจี๊ด ผู้ที่ให้โอกาสอย่างใหญ่หลวงในชีวิตน้องเม่น
มิสมาลัยครูคนแรกในชั้นป.1ที่อดทนกับน้องเม่นอย่างมากมาย
ขบวนการแม่ แม่ แม่ ตั้งแต่
ป้าหลี ป้าแมวที่ดูแลส่งข่าวเรื่องการเรียน เอาชื่อน้องเม่นเข้างานกลุ่มและรวบรวมชีทให้
ป้าอ๋อย ที่มีลูกเรียนเก่งเหลือเกินแต่ก็คอยช่วยเหลือแบ่งปันให้เด็กคนอื่นเสมอ
ม้าอู๋กับป้าหมี่ ที่คอยเป็นกำลังเสริมในด้านเสบียงอาหาร คอยให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเสมอมา
และป้าๆทั้งหลายที่ไม่อาจเอ่ยนามได้หมด
มาสเซอร์ ทบ ที่ให้โอกาสและเชื่อเสมอว่าเด็กเหล่านี้จะได้ดี
อาจารย์ทัศนีย์ และคุณสิโรดม แห่ง AYC ที่ให้โอกาสน้องเม่นในการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน
ขอบคุณสามีที่เป็นพ่อที่ประเสริฐ พี่หมีและน้องมดที่ช่วยกันฟันฝ่าจนน้องเม่นมีวันนี้ได้



Create Date : 06 สิงหาคม 2550
Last Update : 21 มิถุนายน 2555 12:20:55 น. 35 comments
Counter : 2023 Pageviews.

 
คุณแม่เช็คหลังไมค์นะคะ


โดย: ตา IP: 210.86.214.171 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:15:49:03 น.  

 
เข้ามาอ่านอีกรอบค่ะ หลังจากอ่านแล้วในชานเรือน (แอบเก็บไว้ใน Favorites ด้วยค่ะ)

ขอบคุณมากนะคะที่เอามาแบ่งปันกัน


โดย: แม่แป๋มค่ะ IP: 124.83.20.55 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:16:29:29 น.  

 
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลย และเข้าใจความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลูกอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าลูกเพิ่งจะขวบแต่บางครั้งก็แอบคิดไม่ได้เวลาเขาซนมากๆ ก็กลัวว่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้น อ่านแล้วทำให้ต้องพยายามอดทนและทำเพื่อลูก อย่างแม่น้องเม่นซะแล้ว ขอบคุณนะคะที่แบ่งปันประสบการณ์และขอให้น้องเม่นประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่แม่หวังนะคะ


โดย: แอง IP: 24.132.202.178 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:20:03:42 น.  

 
มีบล็อคของแม่น้องเม่นแล้วเหรอค่ะ ยินดีด้วยนะ

จะได้แชร์ประสบการณ์กัน สู้ๆนะ


โดย: ออย-โอ๊ด IP: 203.113.50.13 วันที่: 7 สิงหาคม 2550 เวลา:10:54:51 น.  

 
ดีใจจังค่ะที่แม่น้องเม่นเปิดบล็อกแล้วเผื่อมีไรจะได้มาเคาะประตูถามได้เลย อิอิ


โดย: อิจิโงะจัง IP: 203.146.147.122 วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:9:51:24 น.  

 
ถ้าจำไม่ผิดเคยอ่านบทความนี้ในกระทู้ของห้องชานเรือนแล้ว ยังให้พ่อน้องทัณฑ์อ่านด้วย รู้สึกประทับใจมากค่ะ คุณแม่เป็นแม่ที่เก่งมากจริงๆ

เรื่องขนมยินดีให้คำปรึกษาค่ะ อาจไม่เก่งกล้าสามารถมากมายแต่พอมีประสบการณ์ค้า


โดย: tiara (แม่เจ้าเกาทัณฑ์) IP: 125.27.166.209 วันที่: 8 สิงหาคม 2550 เวลา:14:32:27 น.  

 
สวัสดีวันหยุดชดเชยค่ะ


โดย: อิจิโงะจัง วันที่: 13 สิงหาคม 2550 เวลา:14:55:19 น.  

 
ขอชื่นชมในความอดทน และความพยายามของคุณแม่
และครอบครอบน้องเม่น เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่อง
คุ้มจริง ๆ สำหรับการลงทุนด้วยความรัก ความเอาใจใส่
ความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้สามารถเผชิญกับปัญหา
ได้อย่างกล้าหาญ และได้รับผลตอบแทนดี ๆ กลับมา
ขอชมเชยและเป็นกำลังใจให้ค่ะ


โดย: แม่จิ๊ดริ๊ด IP: 203.149.12.234 วันที่: 14 สิงหาคม 2550 เวลา:8:26:15 น.  

 
ขอชื่นชมในความพยายามของคุณแม่นะคะ
ในการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก การแก้ปัญหาทุกอย่างเพื่อลูก อยู่เคียงข้างลูก ฯลฯ
ความรัก...ชนะทุกสิ่งจริงๆ ค่ะ


โดย: มนวินนี่ (tomdome ) วันที่: 14 สิงหาคม 2550 เวลา:17:09:58 น.  

 
มาสวัสดีค่ะ

ใส่รูปภาพได้หรือยังคะ


โดย: MONROVIA วันที่: 24 สิงหาคม 2550 เวลา:9:37:54 น.  

 
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ
ชื่นชมจริงๆค่ะ


โดย: kiki IP: 58.136.71.132 วันที่: 6 กันยายน 2550 เวลา:13:44:46 น.  

 
เข้ามาอ่านบทความแล้ว น้ำตาไหลเลยค่ะ ขอชื่นชมในความรักอันยิ่งใหญ่ และความมีน้ำใจของคุณครู ขบวนการแม่ แม่ด้วยค่ะ สังคมนี้ยังไม่สิ้นคนดี

ดิฉันก็มีลูกเป็นออทิสติกค่ะ ทุกวันนี้ก็ดีขึ้นมากแต่ยังไม่เป็นปกติค่ะ ทุกปีที่ขึ้นชั้นใหม่ ต้องไปหาคุณครูเช่นเดียวกับคุณแม่น้องเม่น

อยากบอกว่าบทความนี้เป็นกำลังใจให้ดิฉันอย่างมากเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

แม่น้องเบ๊บ


โดย: kroonok วันที่: 8 มกราคม 2551 เวลา:10:08:29 น.  

 
สนใจเชิญแม่น้องเม่นไปพูดคุยให้พ่อแม่ฟังที่สุราษฎร์ฯ จะติดต่อได้อย่างไรบ้างคะ


โดย: ชมรมเด็กพิเศษ IP: 117.47.200.190 วันที่: 24 มิถุนายน 2551 เวลา:8:21:08 น.  

 
081-8424462ค่ะ


โดย: แม่น้องเม่น วันที่: 7 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:35:30 น.  

 
ความรักของแม่ ชื่นชมค่ะ


โดย: IcyRose วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:0:02:39 น.  

 
ขอบพระคุณจริงๆ ค่ะพี่ หนูได้อะไรดี ๆ จากการที่ได้พูดคุยกับพี่ค่ะหนูจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ
หนูต้องทำให้ได้ค่ะ
แล้วหนูจะมารายงานความคืบหน้านะค่ะ


โดย: แม่น้องเอม IP: 222.123.22.16 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2551 เวลา:21:31:51 น.  

 
เพิ่งเข้ามาดู..ค่ะ ตอนนี้กำลังกลุ้มใจมาก
น้องเขาเป็นสมาธิสั้น..ค่ะ
..คุณแม่คิดมาก เหลือเกิน
มีลูกชายคนเดียว...
ยังคิดอะไรไม่ออกเลย
....ตอนนี้เค๊าก็หาคุณหมอรักษาอาการ..


โดย: แม่น้องโบ๊ท IP: 114.128.54.129 วันที่: 20 เมษายน 2552 เวลา:19:06:22 น.  

 
อ่านเรื่องของน้องเม่นเป็นครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้ น้ำตาตกทุกครั้งสิน่า สิ่งที่แม่ๆทำส่งผลถึงลูกไม่มากก็น้อย พวกเราทุกคนที่เป็นแม่จึงมีหน้าที่ๆจะทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ แล้วคุณแม่น้องเม่นก็เป็นกำลังใจให้กับแม่อีกหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน

http://www.MamyCenter.com


โดย: IcyRose วันที่: 18 กรกฎาคม 2552 เวลา:8:44:38 น.  

 
ชื่มชมคุณแม่มากค่ะที่มีความรัและความพยายามมาก

และเข้าใจคุณแม่มากเลยค่ะ ว่าเหนื่อยมากขนาดไหน

ดิฉันก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกันค่ะ และลูกชายก็เป็นโรคสมาธิสั้นเหมือนกันค่ะ ตอนนี้อยู่อนุบาล 2 มีความบกพร่องเรื่องการเรียนมากเนื่องจากเป็นคนที่ไม่มีสมาธิเลย โดยเฉพาะเรื่องการอ่าน ส่วนการเขียนเค้าชอบเขียนกลับหน้าหลังค่ะ เหมือนกับว่าส่องกระจกเขียน คงต้องต่อสู้อีกนานมากจนกว่าจะประสบผลสำเร็จเหมือนคุณแม่น้องเม่นน่ะค่ะ

พอเข้ามาอ่านแล้วทำให้มีกำลังใจในการต้อสู้เพื่อลูกมากขึ้นค่ะ..


โดย: cartoon IP: 10.20.114.232, 203.149.16.36 วันที่: 24 กันยายน 2552 เวลา:10:42:11 น.  

 

รู้สึกดีจริง ๆ สำหรับการทำทุกอย่างของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่า

"แม่"


โดย: ตา IP: 10.109.13.38, 203.156.191.17 วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:16:13:57 น.  

 
อ่านแล้วซึ้งค่ะ ตั้งใจจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด แต่เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน เลยต้องฝากย่าเลี้ยง ก็เป็นห่วงเหมือนกัน อยากดูแลลูกเองเหมือนแม่น้องเม่น สงสัยต้องเก็บเงินให้ได้ซักก้อนแล้วลาออกจากงานดีกว่า


โดย: แม่น้องซิลมี IP: 202.12.74.251 วันที่: 30 มีนาคม 2553 เวลา:9:50:07 น.  

 
ชื่นชม และสัญญาว่า จะเลี้ยงดูลูกให้ดีเหมือนแม่น้องเม่นครับ


โดย: ฺBLee IP: 202.3.71.10 วันที่: 30 มีนาคม 2553 เวลา:12:13:30 น.  

 
เพิ่งจะได้มาอ่านเรื่องน้องใน pantip ไม่ค่อยได้เข้าชานเรือน ชื่นชมคุณแม่น้องเม่นมากเลยค่ะ และเข้าใจความรู้สึกค่ะ
มีลูก2 คน คนโตเป็น Autism แต่ค่อนไปทาง Asperger เขามีอาการสมาธิสั้น ต้องทานยาแก้ตั้งแต่เล็กๆ เป็นปีๆ ตอนนี้เขาเรียนวิศวะ ปี2 แล้วค่ะ คะแนนยังน่าใจหาย ใจคว่ำอยู่
รู้สึกเหมือนคุณแม่น้องเม่นเลย ที่ว่าเราต้องส่งเขาขึ้นฝั่งฝันให้ได้ ตั้งใจจะให้เขาเรียนจบโท ค่ะ เมื่อวันไหนไม่มีเราเขาจะช่วยตัวเองได้ หวังว่าพี่น้องจะรักกันมากๆ เหมือนบ้านคุณ
เอาใจช่วยให้น้องเม่นได้เข้าเรียนที่ Canada นะคะ สู้ค่ะๆ ทั้งน้องและคุณแม่ คนเก่ง เรื่องของคุณเป็นกำลังใจให้ ใครหลายคนทีเดียว ค่ะ


โดย: PADD IP: 58.8.106.192 วันที่: 13 มิถุนายน 2553 เวลา:18:22:12 น.  

 
คำจำกัดความของคำว่า "แม่" คือ สุดยอดของความ
เสียสละ น่าชมเชยสิ่งที่ท่านทุ่มเทเพื่อลูก


โดย: san_nee IP: 110.49.79.163 วันที่: 9 สิงหาคม 2553 เวลา:21:24:31 น.  

 
http://www.weloveshopping.com/shop/client/000046/kapong09pum/


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pangkaspy&group=5


แวะมาทักทายนะคร้า


โดย: สาวสะตอใต้ วันที่: 25 กันยายน 2553 เวลา:21:54:56 น.  

 
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆ และขอเป็นกำลังใจให้แม่น้องเม่นและน้องเม่นสู้ๆ


โดย: กำลังใจเล็กๆ (NungNing&PanPan ) วันที่: 13 พฤษภาคม 2554 เวลา:13:30:46 น.  

 
ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่น้องเม่นด้วยคนค่ะ

ไม่ยอมเป็นแม่ส่วนหนึ่งเพราะกลัวเรื่องนี้

และเพราะไม่ยอมเป็นแม่จึงยกย่องแม่ที่เสียสละความสุขทั้งหมด
ของตนเองเพื่อลูกมากๆๆๆๆๆๆ

ขอให้คุณพระทั้งปวงคุ้มครองคุณแม่และน้องเม่นนะคะ


โดย: AooHPhonphanich IP: 183.89.244.240 วันที่: 14 พฤษภาคม 2554 เวลา:10:52:38 น.  

 
เพิ่งได้เข้ามาอ่านรู้สึกประทับใจกับคำสอนของคุณแม่จังเลยคะ “จำไว้นะครับว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะมีสิทธิ์ชี้นิ้วบอกว่าลูกเป็นอะไรแล้วจะเป็นไปตามคำพูดเค้า เค้าไม่มีสิทธิ์เพราะเค้าไม่รู้จักลูกดีเท่าแม่ เค้าไม่ได้ใกล้ชิดลูก เค้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าลูกโง่ ลูกคิดว่าเด็กพวกนั้นวาดรูปแข่งกับลูกได้มั้ย เล่นเกมส์สู้ลูกได้รึเปล่า การที่เรียนเก่งไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป ถ้าเก่งแล้วดูถูกคนอื่น ก็เป็นพวกผู้ร้ายไม่ใช่พระเอกจริงมั้ยครับ” เป็นเรา เรานึกไม่ออกนะ ว่าจะบอกลูกอย่างไงดี เฮ้อ.. ลูกเราใกล้จะ 5 ขวบแล้ว เพิ่งรู้ว่าเป็นสมาธิสั้นเหมือนกันคะ เพิ่งไปหาคุณหมอจิตแพทย์ได้ครั้งแรก ยังไม่รู้ปลายทางเลยว่าลูกจะเป็นอย่างไง ญาติ ๆ เรายังไม่ได้เล่าให้ใครฟัง รอดูผลจากคุณหมอก่อนคะ แต่ก้อมีอาการหลายอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นผลจากสมาธิสั้นหรือเป็นเรื่องนิสัยส่วนตัวของลูกจริงๆ นะคะ


โดย: แม่น้องเอิร์ธ IP: 125.24.179.73 วันที่: 3 มีนาคม 2555 เวลา:23:28:55 น.  

 
อ่านไปร้องไห้ไปค่ะ ว่าทำไมเหมือนเราเลย ดิฉันเป็นคุณแม่ช่างฝันค่ะ พยายามหาให้เจอว่าลูกเราจะไปทางไหนได้บ้าง แต่คุณแม่โชคดีนะคะ สามีให้ความร่วมมือและเป็นกำลังใจ ส่วนสามีดิฉันเขาคิดว่าดิฉันบ้า เสียเงินไม่มีประโยชน์ รู้สึกต้องสู้อยู่คนเดียวมาตลอดค่ะ อยู่เขมรค่ะ ต้องทำงาน รายได้ไม่เยอะ น้องเขาสุขภาพไม่ดี ค่าใช้จ่ายสูง แล้วยังเป็น LD​ด้วยค่ะ เคยพาไปที่ราชานุกูล อาจาย์แม่ที่นั่นแนะนำให้ย้ายกลับไปอยู่เมืองไทย แต่เราทำไม่ได้ค่ะ เพราะไม่ทราบว่าจะกลับมาทำอาชีพอะไร น้องอายุ 14 แล้วค่ะ แต่ครูให้ซ้ำชั้นตลอด ตอนนี้ใกล้จะจบป. 6 แล้วค่ะ กำลังลุ้นอยู่ว่าจะต้องซ้ำชั้นอีกหรือไม่ จริงอย่างคุณแม่น้องเม่นบอกค่ะ อยู่ด้วยความหวัง แต่ไม่คาดหวังค่ะ ถ้าดิฉันมีปัญหาอะไรจะขออนุญาตขอคำปรึกษาได้ไหมคะ


โดย: Manaka IP: 36.37.233.132 วันที่: 23 มิถุนายน 2555 เวลา:0:04:33 น.  

 
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมคุณแม่น้องเม่นที่มีความพยายามและเข้มแข็งมากในการดูแลลูกที่เป็นสมาธิสั้นและการเรียนรู้บกพร่อง ได้อ่านบทความและก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเยอะเลยค่ะ เนื่องจากตอนนี้ลูกชายอายุ 11 ขวบเพิ่งรู้ว่าเป็นสมาธิสั้นแบบขาดสมาธิทำให้ไม่สามารถเรียนได้ต้องทานยาวันละ 2 เม็ด แต่ผลการเรียนยังไม่ถือกับแย่มาก (77% = 2.64) และยังเป็น LD ด้านการอ่าน/เขียน เพิ่งพาไปพบคุณหมอและทดสอบ IQ คุณหมอเพิ่งจะโทรแจ้งผลเมื่อวานนี้เองค่ะ ของลูกชาย IQ = 122 แต่การอ่านเขียนเทียบเท่ากับเด็ก ป1/ป2 ด้านคณิตศาสตร์ = ป.5
ปีหน้าลูกก็สอบเข้าม.1 ลูกเขียนคำที่เป็นตัวสะกดไม่ได้เลยเครียดมากเลยค่ะ
อยากขอคำแนะนำคุณแม้่น้องเม่นว่าตอนน้องเม่นเรียนม.1 แล้วมีข้อสอบเขียนต้องน้องเค้าทำอย่างไรค่ะ และน้องเม่นเป็นสมาธิสั้นแบบต้องทานยาหรือไม่ค่ะ อย่างไรรบกวนด้วยน่ะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ


โดย: Measa IP: 203.144.130.176, 119.46.68.228 วันที่: 4 กรกฎาคม 2555 เวลา:9:16:17 น.  

 
ต้องขอโทษด้วยนะคะไม่ค่อยมีเวลาเปิด รบกวนคุณ Measa และคุณ Manaka โทรหาพี่หนิงได้ที่ 084-877-9889 ค่ะ คงต้องใช้ Mind Map ช่วยลูกในการเรียน


โดย: แม่น้องเม่น IP: 164.109.95.79 วันที่: 6 สิงหาคม 2555 เวลา:8:22:16 น.  

 
อ่านจบแล้วน้ำตาคลอ นึกถึงหนังเรื่องหนึ่งคือ Lorenzo's Oil สร้างมาจากเรื่องจริง

สำหรับคุณแม่ที่กำลังท้อ ลองดูเรื่องนี้ดูนะครับ


โดย: Lorenzo's Oil IP: 124.122.101.136 วันที่: 20 ธันวาคม 2557 เวลา:13:03:22 น.  

 
เนื้อเรื่องต่อจากนี้หาอ่านได้ในหนังสือ
ครอบครัวรักมหัศจรรย์ นะคะ มีจำหน่ายที่
ร้านนายอินทร์ รายได้ทั้งหมดในส่วนของผู้เขียน
มอบให้ชมรมผู้จูงน้องเดิน โดยไม่ได้หักค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว


โดย: แม่น้องเม่น (แม่น้องเม่น ) วันที่: 26 มกราคม 2558 เวลา:9:39:46 น.  

 
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกตัวว่ายังต้องพยายามอีกมาก มากกว่าที่ทำอยู่
ขอบคุณที่แชร์


โดย: แม่เพียว IP: 125.26.106.117 วันที่: 19 มิถุนายน 2558 เวลา:12:42:22 น.  

 
แม่ ยิ่งใหญ่สุดๆ ค่ะ


โดย: แต๋ม IP: 124.122.247.42 วันที่: 7 เมษายน 2559 เวลา:18:12:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แม่น้องเม่น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่น้องเม่น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.