เรื่องราวความทรงจำไม่มีที่สิ้นสุด

Madmankrub
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ผมรักแฟนผมที่สุดครับ
Code =
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Madmankrub's blog to your web]
Links
 

 

เที่ยวเมืองนายก - ภาค3-4

มาเล่าต่อกันนะครับ คราวนี้เริ่มสนุกแล้ว...ลีลาภาษาของสมาชิกทริปอีกคนนะครับ-น้องลานมัน เอ๊ย ลานนา...

3. แก้ผ้าเล่าความจริง

ต๊ายยยยย !! พระพันโลคะ เขียนเรื่องแบบนี้ ดิชั้นดูกลายไปคนเลวไปเลยนะคะเนี่ย คิกคิก
ที่จริงน่ะดิชั้นอยู่บ้านกับเหย้าเฝ้ากับเรือนอยู่ดีๆ คุณพี่นึกจะแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรกันก็ไม่ทราบ ไปคุยกันในเอ็ม
แล้วก็จะไปเขาใหญ่กัน ดิชั้นทั้งทักทั้งท้วงยังไงก็หามีใครฟังไม่ ยืนยันจะไปเขาใหญ่ให้ได้กันจริงๆ
นี่ก็ไม่รู้ว่า เขา จะใหญ่ จริงหรือเปล่านะคะเนี่ย หุหุ

ต๊ายย แล้วมาหาว่าน้องกบชวนดิชั้นแล้วดิชั้นตกลง ดิชั้นก็ออนเอ็มบอกทั้งสองคนพร้อมๆ กันนี่คะ แต่เด็กชวนเนี่ยก็แสดงว่าเด็กอยากให้ไปด้วยสิคะ
คงจะกลัวใครบางคนน่ะคะเลยต้องชวนดิชั้นไปเป็นพี่เลี้ยง คิกคิก

อ้อ ดิชั้นรู้แล้วค่ะว่าที่พระพันโบกรถแล้วเค้ารับเนี่ย ดิชั้นคิดว่า เค้าคงจะเห็นว่า เอ๊ะ ช้างป่าที่ไหนมาเดินอยู่ เดี๋ยวรถจะชนเอา เลยต้องรับขึ้นรถไปน่ะคะ
พระพันอย่าได้คิดผิดว่า เค้าเห็นความน่ารักของพระพันนะคะ เค้าคิดถูกตะหากค่ะ ที่อนุรักษ์ช้างไทยไว้ หุหุ


4. ร่ำสุราไร้นารี

หลังจากเก็บข้าวของขึ้นที่พักเรียบร้อยแล้ว พวกเราทั้งห้าคน ก็รีบเร่งจัดเตรียมเครื่องดื่มของมึนเมาต่างๆ ให้พร้อมสรรพสำหรับการร่ำสุราคืนนี้
พระพันโลชวนดิชั้นออกไปหาซื้อเสบียงมาตุนไว้เผื่อหิวกันตอนกลางคืน กลับมาพวกเราทั้งหมดก็มีเสบียงไว้เยอะแยะเต็มไปหมด อิ่มมากๆ จนแทบจะไม่อยาก
ดื่มเหล้ากันเลย แต่ว่าเหล้าที่เตรียมมาจะเสียเอาได้ พวกเราเลยต้องตัดใจ คิกคิก ยกแก้วขึ้นซดโฮกๆ

คืนนี้พวกเราได้พระพันวสาจ้าว มาเล่าประวัติชีวิตสมัยอยู่วังหลวงเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ให้ฟัง จนเราสืบทราบว่ามา บุญวาสนาเกือบจะทำให้พระพันวสาจ้าวได้
เป็นที่รู้จักของทุกคนในนาม ท่านผู้หญิง..... ของผู้มีบารมี Oopsssss !!! แอร๊ยยยยยยยย !!!! ดิชั้นขอถอนคำพูดนะคะ

และแล้วรายการคุยแหกขา ก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนเล่าประวัติชีวิตในการเข้าสู่วงการกัน โดยที่งานนี้ แก๊งค์ชะนีกับอีเปรต ก็คงจะตามมาจับไม่ทัน คิกคิก
ใครจะไปรู้ว่าพี่โจของลานนา ว๊ายย !! ไม่ใช่ พี่โจของนาโอมิเนี่ยจะมีประวัติชีวิตที่ราบรื่นม๊ากมาก ถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเล่า แต่พอคนอื่นไม่สนใจจะฟัง พี่โจก็ดันเล่ามาให้ฟังเอง คริคริ งานนี้ใครไม่ไป อดฟังค่ะ

และประวัติของน้องกบยักษ์ก็ใช่ย่อยค่ะ มีที่มาน่าสนใจ ทำให้ดิชั้นเข้าใจคำว่า ละครมีพื้นฐานมาจากชีวิตจริงของพวกเรานี่แหละค่ะ อึ้ง ทึ่ง เสียว มากๆ

ส่วนประวัติของพระพันโล เพื่อนๆ คงจะทราบกันดีถึงความฉาวโฉ่ ว๊ายยย !! ไม่ใช่ค่ะถึงความสาวโสดที่เธออุตส่าห์รักษาไว้เยี่ยงชีวิตก่อนที่จะถูกคนเมาเข้าขืนใจ
จากเหล้าที่พระพันโลมอมเค้าเอง ฮิ ฮิ ดิชั้นไม่เล่าต่อล่ะนะคะ

พวกเรานั่งดื่มนั่งคุยกันจนถึงเหล้าขวดที่สอง พระพันโล บอกว่าคงจะไม่พอ เลยล่อหลอกพี่โจแอนนาของนาโอมิไปซื้อเหล้าข้างนอกกันสองคน โดยใส่ชุดกระโปรงชมพูตัวโปรดออกไป ทิ้งให้ดิชั้นและน้องกบยักษ์อยู่อย่างผวากับพระพันวสา สามคนในบ้านกลางดง

เหตุการณ์จะเป็นเยี่ยงไรต่อไปนั้น ประเดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2549 10:54:43 น.
Counter : 172 Pageviews.  

เที่ยวเมืองนายก - ออกโบยบิน

2.โบยบินสู่เสรี

ทุกคนพร้อมเดินทางกันแล้ว นาฬิกาบอกเวลาทุ่มครึ่ง ออกเดินทางจากคอนโดลานนามุ่งหน้าสู่นครนายก (ด้วยหตุผลที่ว่า ป่านนี้แล้ว ใครเขาจะให้ขึ้นเขาใหญ่วะ ขึ้นไปตอนนี้มี
หวังโดนช้างเหยียบแบนแต๋ อยู่แถวๆเหวนรกเป็นแน่ จุดหมายปลายทางของพวกเราในคืนนี้คือ สมฤดีรีสอร์ต แถวๆวังตะไคร้นี่เอง ขับรถซักชั่วโมงนิดๆก็ถึง แต่คืนนี้ฝนตกมาตลอดทาง ทำความเร็วได้ไม่มากนัก พวกเราก็บึ่งมาถึงรีสอร์ตเวลาสามทุ่มครึ่ง

บ้านพักสวยหรู เป็นที่ผิดหวังของน้องกบยิ่งนัก เพราะอุตส่าห์แบกเต๊นท์มาด้วยหวังจะได้นอนกลางดินกินกลางทรายกันแบบเต็มพิกัด แต่กลับมาเจอห้องพักสุดหรู
สองห้องนอนแอร์พร้อมห้องนั่งเล่นที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันในบ้านหลังใหญ่ที่แวดล้อมด้วยต้นไม้ร่มครึ้มน่าอยู่มากๆหลังนี้ พวกเราช่วยกันขน
สัมภาระขึ้นสู่ที่พักและแล้วก้ริ่มบรรเลงตั้งวงกันในทันที....




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2549 16:17:31 น.
Counter : 138 Pageviews.  

เที่ยวเมืองนายก - ปฐมบทการเดินทาง

1.ปฐมบทของการเดินทาง

.....บ่ายสองโมงครึ่งแล้วในวันที่หลายคนหยุดงานอยู่กับบ้าน แต่กลับเป็นวันที่เราต้องมาทำงาน น้องกบยักษ์ทักโบ๊ะมาทางเอ็มว่า "เฮียไปเขาใหญ่กันเหอะ!!!"
ไอ้เรารึก็อยากอยู่แล้ว เพราะอารมณ์ค้างมาตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่โดนเทแบบไม่มีเยื่อใย พอได้ยินเรื่องเที่ยวเท่านั้นแหละ ก็ตอบตกลงน้องกบยักษ์ไปทันที
และแล้วแผนปฏิบัติการจู่โจมตัวประกันก็เริ่มขึ้น.....

"ลานนาไปเขาใหญ่กัน" "โหเพ่ ไปตอนนี้เนี่ยนะ"
"เออ ตอนนี้แหละ เดี๋ยวเย็นนี้เจอกัน" "ใครไปมั่งอ่ะ"
"ตอนนี้มีแค่พี่ น้องกบ แล้วก็เธอนี่แหละ" "เดี๋ยวขออนุญาตแฟนก่อนนะ" "เออๆ รีบๆขอแล้วกัน"

สิ้นเสียงไปหนึ่งสาย ในใจคิดว่าคงไม่มีหวังแล้วหละ เพราะเธอก็เพิ่งเทมาหยกๆเมื่อคืนวันศุกร์ เราก็ยังไม่เข็ด โทรจิกเธออีกจนได้ ใครล่ะจะเป็นเหยื่อรายต่อไป...

แอนดี้ นาโอมิ ก็กลับไปเยี่ยมญาติที่มุกดาหาร จะกลับก็วันพรุ่งนี้ คิดไปคิดมา เอาละวะ ยกหูโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง โทรหาเพื่อนที่สนิทที่สุดคนหนึ่ง

"โจ ไปเขาใหญ่กันเย็นนี้" "ใครไปมั่งพี่" (คำถามเดียวกันเลย)
"ใครไปไม่ต้องสนใจ มีพี่ไปก็โอเคแล้ว" "งั้นเดี๋ยวผมโทรชวนพี่เต้ยด้วยแล้วกัน"
"ได้เลยน้องรัก" เป็นอันว่าความหวังในขณะนี้ก็มีโจเพิ่มมาอีกหนึ่งเป็นสามคนเข้าไปแล้ว ยังขาดอีกหนึ่งที่นั่ง ใครดีล่ะ ก้พอดีน้องกบยักษ์ส่งเอ็มบอกมาว่า
พี่ลานนาไปด้วยได้แล้ว ในใจคิดว่า กรูชวนไม่ยอมตกลง แต่พอน้องกบชวนหละรีบตกลงเลย เออให้มันรู้ไป แต่ก็ช่างมันวะ ได้มาครบสี่ที่นั่งแล้ว

กบบอกว่าจะโบกรถไป จะบ้าหรือป่าววะเนี่ย ราชนิกุลอย่างเราเนี่ยนะ โบกรถครั้งล่าสุดที่จำได้ก้เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ที่โบกขึ้นเขาใหญ่นี่ละ แถมครั้งนั้นยังได้เบนซ์ซะด้วย
อิอิ ความน่ารักไม่เข้าใครออกใครนะน้อง ซักพักโจก็โทรมาบอกว่า พี่เต้ยไปด้วยอีกคน คราวนี้เลยได้สมาชิกทริปเร่งด่วนคราวนี้รวมเป็นห้าคน เอาละวะ เปลี่ยนรถดีกว่า
จากรถเราที่โคดเปลืองน้ำมน ก็เลยขอเป็นรถพี่เต้ยแทน คันเล็กลงมาหน่อยแต่ประหยัดไว้ก่อน โจยื่นข้อเสนอมาอีกว่าไม่อยากนอนเต๊นท์ ก้เลยปรึกษาลานนาว่าไม่นอนเต๊นท์ได้ป่าว มันหมดวัยลำบากแล้วอ่ะ ก็เลยตกลงว่าจะนอนรีสอร์ตกัน โดยไม่ต้องบอกน้องกบยักษ์ ปล่อยให้เซอร์ไพรส์เอาเอง




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2549 16:13:14 น.
Counter : 154 Pageviews.  

จากปางอุ๋งสู่ปาย เสน่ห์ที่แฝงตัวในความเงียบงัน

.... ยังไม่เช้าเลย เสียงไก่ขัน เสียงนกร้องก็จ๊อกแจ๊กจอแจปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาท่ามกลางอากาสหนาวเหน็บแล้ว แต่ยังโชคดีที่ทริปนี้มากับสุดเลิฟเลยได้หายหนาวไปได้เยอะ งัวเงียเอื้อมไปไปเปิดหน้าต่างที่หัวนอน ลมหนาวก็พรูกันเข้ามาจนปิดแทบไม่ทัน ฟ้ายังมืดอยู่เลย แต่เอาวะ ตื่นขึ้นมาแล้วนี่ ก็เลยไปนั่งก่อกองไฟไล่ความเย็นแถวๆลานสาวแตก รออรุณแรกของวันที่สาดส่องในเช้านี้ ขอบฟ้าทิศตะวันออกเริ่มฉาบแสงสีทองขึ้นมาแล้วครับ เพื่อนๆเริ่มทะยอยลุกกันออกมาจากที่นอน มานั่งผิงไฟกับผม ไม่นานนักฟ้าก็สว่าง เผยให้เห็นไอหมอกพริ้วตัวอยู่เหนือทุ่งข้าวและบนเทือกเขาในบริเวณใกล้ๆกัน ทุกคนจัดแจงล้างหน้าล้างตาแล้วชักชวนกันไปเดินชมวิวยามเช้าบริเวณอ่างเก็บน้ำ แต่ผมและสุดเลิฟพรอ้มเพื่อนอีก2-3คนขอตัวครับงานนี้ เช้าตรู่อย่างนี้ไม่ค่อยอยากจะลุกไปไหนเลย ขณะที่เพื่อนกลุ่มหนึ่งไปเดินเล่นที่อ่างเก็บน้ำ พวกเราที่เหลือก็เก็บข้าวของเข้ากระเป๋า และจัดการกับซากเศษที่เหลือจากสังสรรค์เมื่อคืนนี้ ไปกันไม่นานหรอกครับ ราวๆเกือบๆชั่วโมงก็เดินกลับมากันแล้ว เห้นบอกว่าประชาชนชาวเต๊นท์เช้านี้มีมากกว่าเมื่อวานเย็นเกือบเท่าตัว สงสัยต้องนอนหนาวกันแย่เลยนะครับ ขนาดพวกเรานอนในบ้านมิดชิดยังหนาวซะขนาดนี้ เราไปนั่งจิบกาแฟหอมฉุยที่หน้าบ้านกันเหมือนเคยครับ กาแฟที่นี่คั่วกันสดๆจริงๆ คั่วกันเห็นๆแล้วก็ต้อมกันเห็นๆเลยครับ เช้านี้เรามีข้าวต้มหมูสับ ขนมปังปิ้ง ชากาแฟ เป็นอาหารเช้าของพวกเรากัน ไม่นานนักหลังจากที่อาหารเช้าได้ถูกจัดการหมดแล้ว พวกเราก็เริ่มทะยอยกันขนกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นรถตู้ เตรียมมุ่งหน้ากลับจากปางอุ๋ง อำลาดินแดนในเทพนิยายที่ตรึงมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับมาที่นี่อีก และเมื่อกลับมาอีกครั้งเรายังตั้งคำถามไว้กับตัวเองว่า เมื่อถึงวันนั้นมนต์เสน่ห์ของปางอุ๋งจะยังคงมีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆจะเป็นเครื่องมือที่เข่นฆ่าความงามของสาวน้อยที่บริสุทธิ์คนนี้ให้ด้อยค่าลงหรืออย่างไร เป็นสิ่งที่ผมและเพื่อนกังวลใจกันมากที่สุดครับ

..... รถตู้ค่อยๆเคลื่อนออกจากปางอุ๋งพร้อมกับความคิดคำนึงมากมายที่ผมเป็นห่วงที่นี่ จนเข้าสู่ถนนใหญ่แล้ว จากจุดนี้ เราจะเดินทางต่อไปสู่อำเภอเล็กๆอำเภอหนึ่งในแม่ฮ่องสอน ที่มีมนต์เสน่หือีกแบบต่างไปจากปางอุ๋งครับ ที่นี่ มีความงามที่ซ่อนเร้น หลายคนชอบที่นี่ หลายคนหลงใหลได้ปลื้มจนต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ หลายคนก็บอกว่าไม่เห็นจะมีอะไรเลย แต่สำหรับผมแล้ว ผมคือหนึ่งในหลายคนที่หลงรักในความงามแบบเงียบๆของที่นี่ครับ ที่นี่คืออำเภอปาย ที่อยู่ห่างออกไปจากแม่ฮ่องสอนราวๆ 150 กิโลเมตรครับ แต่การเดินทาง กลับกินเวลากว่าสามชั่วโมง เพราะพวกเราต้องลัดเลาะขึ้นเขาลงเขา วกวนไปตามโค้งมากมายกว่าพันโค้งเพื่อเข้าไปสัมผัสความงามของปายแห่งนี้กันครับ หลังจากที่พวกเราวกวนไต่ขึ้นสู่ยอดเขายอดแล้วยอดเล่า เราก็มาถึงยอดสุดท้ายที่สูงที่สุดและกั้นเมืองปายกับแม่ฮ่องสอนแยกเอาไว้สองฝั่งเขา ที่นี่คือดอยกิ่วลมครับ เราจอดพักรถกันที่นี่ ออกมายืดเส้นยืดเส้นกันก่อน แล้วก็ทานส้มตำดอยด้วย หลายคนลงความเห็นว่าอร่อยทีเดียว ก็ถ่ายรูปกันไปบ้าง ทานโน่นทานนี่เล็กๆน้อยๆไปบ้าง พอได้เวลาสมควรก็ขึ้นรถตู้กันแล้วเตรียมตัวออกเดินทางต่อไป จากจุดนี้เราจะดิ่งลงเขากันอย่างเดียวครับ ไม่ต้องขึ้นเขากันแล้ว ระยะทางราวๆ20กว่ากิโลเมตรจากนี้เป็นทางที่กำลังซ่อมแซมครับเสียหายหนักจากน้ำท่วมคราวที่แล้วนี่แหละครับ พวกเราใช้เวลากันไม่นาน ราวๆครึ่งชั่วโมงก็ตรงดิ่งเข้าสู่พื้นที่ราบของอำเภอปายครับ พวกเราแวะนมัสการวัดพระธาตุน้ำฮูกันก่อนครับ พระประธานในวัดนี้จะมีน้ำไหลออกมาทางเศียรครับ และทางวัดจะเปิดเศียรเพื่อนำน้ำนั้นมาผสมน้ำมนต์ไว้ให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่ศรัทธาครับ จากพระธาตุน้ำฮูออกมา เจ้าของรีสอร์ทก็เตรียมมารอรับพวกเราอยู่แล้วครับที่หน้าโรงพยาบาล ตอนแรกแกบอกว่าเป็นผู้ชาย ใส่เสื้อมิกกี้เม้าส์สีเหลือง สุดเลิฟของเราก็สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าใช่แน่ๆ แต่คราวนี้พลาดครับ เกย์ดาร์ทำงานผิดพลาด เค้าเป็นผู้ชายธรรมดาๆครับ น้องเค้าขับรถพาพวกเราวกเข้าหมู่บ้าน ออกไปทางทุ่งนาที่มีวิวสวยทีเดียวครับ มีภูเขาโอบล้อมลูกเบ้อเริ่ม วิวแบบพาโนรามากว้างใหญ่ไกลสุดลุกหูลูกตาทีเดียวครับ วิวเดียวกับสิบสองพันนา เบลล์วิล ที่ค่าที่พักหลักพันขึ้นทั้งนั้นครับ รถเราเลี้ยวเข้าสู่รีสอร์ทแล้วครับ ที่นี่ชื่อว่า Love pai Home หรือ ปายมาหาสู่ ครับ มีบ้านปลูกเรียงกันอยู่สี่หลัง เจ้าของออกมาทักทายต้อนรับแล้วพาดูห้องก่อน บอกว่าถ้าเราไม่ชอบก็จะหาที่ใหม่ให้ เพราะว่าบ้านเสร็จแต่ตัวบ้านครับ landscape ยังไม่เสร็จ คนสวนยังขุดดินปลุกต้นไม้ ขุดสระกันเต็มเลย แต่พวกเรากลับชอบครับดูเป็นส่วนตัวดี เพราะแถบนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย บ้านสี่หลังเราก็ยึดหมดกลุ่มเดียว มีแต่พวกเราจริงๆครับ ที่นี่เป็น Boutique house ที่ออกแบบได้ลงตัวครับ ออกแนว minimalize ที่ใช้ของน้อยชิ้นที่สุดแต่ก็ดูHip เหมาะกับพวกเราครับ มีบ้านสี่หลัง ดิน น้ำ ลม ไฟ ผมกับสุดเลิฟเลือกนอนบ้านดินครับ ใกล้คลับเฮาส์ที่สุด ทุกคนลงคะแนนว่าบ้านไฟของที่นี่ร้อนแรงมากๆเพราะสีแดงเถือกไปทั้งห้องนอนและห้องนอน เชื่อไม๊ครับว่าพวกเราเป็นแขกกลุ่มแรกของที่นี่ เจ้าของเค้าต้อนรับขับสู้น่าดูเลยครับ จนบางครั้งก็เกรงใจอยู่เหมือนกัน ตกลงแล้วทริปนี้เราเปิดวิงบ้านพักสองคืนติดๆกันเลยครับ จัดแจงเก็บข้าวของแล้วก็อาบน้ำอาบท่า แต่ละคนดูสวยงามฮิปสุดๆเหมาะกับคอนเซปตืบูติคเฮ้าส์ครับ ยกเว้นคนเดียวที่ดูยังไงก็ไม่เข้าพวกซะเลย จะเป็นใครเดาเอานะครับ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน

...ขณะที่เพื่อนๆแต่งสวยกันอยู่ผมก็รับอาสาเข้าตลาดไปหาซื้อพวกเบเกอรี่ ผลไม้มาให้รองท้องกันไปก่อนครับ ไปไม่นานหรอกครับ เข้าไปในตลาดแล้วสภาพความเสียหายยังหลงเหลืออยู่มากมายครับ บ้านหายไปเป็นหลังๆ สะพานขาด ตลาดหายไปทั้งตลาด มันน่าเศร้าจริงๆครับ กลับมาเพื่อนๆตั้งวงกันอีกแล้ว วงไพ่เหมือนเดิมครับ ลูกค้าก็หน้าเดิมทั้งนั้น ก็มีบางคนที่ยังคงนอนคุยกันอยู่ในบ้าน พอแดดร่มลมตกก็พากันไปขับรถหาน้ำตกเที่ยว เพราะเห็นเจ้าของบอกว่าแถวนี้มีน้ำตกครับ แต่ขับออกไปแล้วกลับหาไม่เจอ ชาวบ้านแถบนี้บอกว่าต้องขับรถไปอีกไกล แถมต้องใช้ 4WD ด้วย ก็เลยล้มเลิกโปรแกรมนำตกกลับมาตั้งวงกับเพื่อนๆกลุ่มเดิมต่อกันที่บ้านครับ แดดเริ่มร่มลงเรื่อยๆแล้วครับ อากาศเริ่มสบายขึ้น เย็นนี้เรากะว่าจะเข้าเมืองไปทานอาหารเย็นกันซักห้าโมงครึ่งไม่อยากให้เย็นมาก เพราะอะไรเรามีเหตุผลครับ เดี๋ยวจะเฉลยให้ทราบกันครับ อาหารเย็นวันนี้ ไปทานกันร้านเดิมกับปีที่แล้วเลย เป็นร้านที่อยู่บนสันเขาครับ มองลงมาเห็นวิวแม่น้ำปายสวยงาม แถมที่นั่งก็เป็นเบาะนั่งได้นอนได้สบายๆ เจ้าของร้านก็ยังเป็นพี่คนเดิมที่ปะทะคารมกับพวกเราได้อย่างสนุกปาก น่ารักดีครับ เรานั่งแล้วสั่งอาหารเย็นมาทานกันเป็นอาหารพื้นๆครับ ไม่มีเมนูแปลกๆอะไรเลย แล้วก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆรออาหาร นั่งชมวิวทิวทัศน์สวยงามรับลมเพลินๆกันไปจนมืดพอดีอาหารถึงได้เวลาออกมาเป้นชุดแรก นานครับนานเอาเรื่องทีเดียว แต่สำหรับคนที่หิวมากๆนี่ไม่แนะนำเด็ดขาดครับ แต่แลกกับวิวสวยๆก็โอเคครับ เพราะเหตุนี้พวกเราถึงยกขบวนกันมาตั้งแต่ห้าโมงครึ่งไงล่ะครับ นี่นี่ชื่อว่า ปาย ริเวอร์ฮิลล์ ครับ วันหลังกะจะมาพักที่นี่ดูบ้าง อาหารก็รสชาติโอเคครับ ไม่นานก็หมดเกลี้ยงด้วยความหิวที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครสั่งเพิ่มหรอกครับ เพราะต้องรอไปอีกนาน ที่นี่ช้าก็เพราะว่าทำกันอยู่แค่สองคนผัวเมียครับ ทั้งดูแลบ้าน ทั้งทำกับข้าว แต่พี่ๆน่ารักมากครับ เลยให้อภัยกันได้ ใครไม่อิ่มก็ไปเดินหาอะไรทานในเมืองต่อก็ได้มีตั้งเยอะแยะให้เลือกครับ ลาพี่เค้าแล้วเราก็ไปจอดรถในเมืองกัน แถบๆถนนคนเดิน ก็ลงมาเนดูของสินค้ามากมายที่เรียงรายกันมาขายสองข้างทางทั้งของกินของใช้ของที่ระลึกแหละครับ แต่ผมว่าปีนี้ของน้อยกว่าปีที่แล้วเยอะเลยอ่ะ นักท่องเที่ยวก็หายไปเยอะเหมือนกัน ใช้เวลาซักครู่ กินโน่นกินนี่จุบจิบๆแล้วก็นั่งรถกลับที่พักกันครับ เพื่อนบางคนก็หิ้วมะตะบะ บะหมี่ กลับมาทานที่พักกันต่อ กลับมาถึงก็ตั้งวงอีกละครับ ขาเดิมทั้งนั้น เล่นไพ่ไปก็นั่งดื่มกันไปด้วย อากาศวันนี้ไม่หนาวแล้วครับ แต่ก็เย็นขึ้นเรื่อยๆพร้อมๆกับเวลาที่เดินหน้าสู่ความดึกสงัดของอำเภอปาย วงไพ่เลิกไปแล้ว เพื่อนๆทะยอยกันไปนอนพักผ่อน เหลือเพียงผมกับเพื่อนอีกสองคนนั่งดริ๊งกันต่อ สุดเลิฟหลบไปนอนแล้ว คงจะเพลียจากการเดินทาง เหล้าพร่องไปเรื่อยๆพร้อมๆกับโซดาและน้ำแข็ง จนในที่สุดน้ำแข็งหมดก่อนครับ เอาไงล่ะทีนี้ ส่วนผมน่ะไม่มีปัญหาหรอก ตอกกรึ๊บได้ไม่มีปัญหา แต่อีกสองคนนี่สิ คุยกันไปคุยกันมา เหลืออีกครึ่งขวด เอาวะ เล่นยกตามให้หมดขวดแล้วกัน บรรยากาศดีๆอย่างนี้ นั่งคุยกันทุกเรื่อง เผาเพื่อนที่ไม่ได้มา เม้าท์เพื่อนที่หลับไปแล้ว นี่ละครับกิจวัตรของพวกเราทุกครั้งที่เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน ยังสงสัยว่าเพื่อนที่กรุงเทพหลายคนคงต้องนอนสะดุ้งกันในคืนนี้แน่ๆละครับ เวลาปาเข้าไปตี3แล้ว เหล้าแก้วสุดท้ายไหลรินเข้าสู่ปากจนหมดเกลี้ยงขวด แต่ละคนก็ซวนเวกันแล้ว แต่ยังมีรายนึงที่อยากดื่มต่อจะไปปลุกคนรถให้ไปซื้อให้ได้ แต่ถ้าไปจริงๆนี่ก็ไม่ไหวนะครับ เราก็เลยตกลงแยกย้ายกันกลับเข้าสู่บ้านพักหลังใครหลังมัน ทั้งสามคน ก็สามหลังเลยครับ หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยครับคืนนี้ นอนสบายจริงๆ เมาๆแล้วได้นอนกอดสุดเลิฟทั้งคืนนี่สุดยอดครับ อบอุ่นมากๆ

....เช้าแล้วครับ สุดเลิฟตื่นมาแต่เช้า ผมก็ยังงัวเงียๆอยู่เลย เพื่อนๆทะยอยตื่นขึ้นมาแล้วแต่ผมนอนต่อไป จนราวๆแปดโมงครึ่งได้ก็มาเคาะประตูปลุกอีกครั้ง ได้เวลาเสิร์ฟอาหารเช้าครับ อาหารเช้าวันนี้จานใหญ่ยักษ์หรูหราจริงๆ เมนูวันนี้มี American Breakfast ที่มีมันฝรั่งอบหั่นชิ้นวางมาในจานใบใหญ่คู่กับไข่คนและไส้กรอกอีก2ชิ้น พร้อมกาแฟหอมกรุ่น ตบท้ายด้วยผลไม้อีกหนึ่งชุด เพื่อนบางคนก็ลองชิม Mexican Breakfast ที่เสริฟพริกหวานผัดมากับแฮมและไข่ วางบนแผ่นแป้งทอทิลย่าเต็มจาน สีสันน่ากินทีเดียว มีอยู่คนนึงสั่งแพนเค้กที่เสิร์ฟมาแล้วน่ากลัวจริงๆ แพนเค้ก2ชิ้นหนาเกือบ1เซน กว้างเต็มจาน แบบว่ากินกันอิ่มได้3คนอ่ะครับ ใหญ่จริงๆ น่ากลัวจัง เพื่อนอีกคนหยิบเอาข้าวเหนียวหมูหวานที่ซื้อมากเมื่อคืนฝากให้น้องเจ้าจองรีสอร์ทไปอุ่นให้หน่อยแล้วเสิร์ฟกลับมาเป็น Lao Breakfast ซึ่งเป็นจาดโปรดที่สุดที่ทุกคนอยากได้ทีเดียวครับ กลายเป็นงั้นไป อาหารเช้าถูกกำจัดไปจนเรียบเกลี้ยงในเวลาไม่นาน พวกเราก็แยกย้ายกันไปเก็บสัมภาระครับ เพราะเราต้องเดินทางกลับกรุงเทพกันแล้ว พูดถึงแล้วไม่อยากกลับเลย ทำไมทุกครั้งที่พวกเราเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน เวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วจริงๆครับ ทุกคนเก็บช้าวของใส่ท้ายรถกันเรียบร้อยแล้ว อำลาเจ้าของบ้านแล้วเดินทางกลับจากปาย มา หา สู่ มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่เพื่อส่งสุดเลิฟของเรา หลายคนพูดว่าอีกสองสามเดือนที่น่คงจะสวย เมื่อดอกไม้บานเต็มสนามและบ้านทุกหลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนยังภูมิใจลึกๆว่า เรานี่แหละคือแขกกลุ่มแรกของที่นี่ และจะกลับมาอีกครั้งเมื่อทุกอย่างลงตัว กลับมาเยี่ยมเยือนฟูกนุ่มที่พวกเราได้นอนกันเป็นกลุ่มแรก กลับมานั่งคลับเฮ้าส์ที่ต้อนรับพวกเราเป็นกลุ่มแรก กลับมาดูในทุกจุดที่พวกเราได้เจิมกันอย่างครบถ้วนแล้วเป็นกลุ่มแรกครับ จากปายใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงก็ถึงตัวเมืองเชียงใหม่ เราแวะส่งสุดเลิฟที่บ้านของเพื่อนในเชียงใหม่ที่ได้จอดรถทิ้งไว้ กอดอำลากัน เพื่อที่จะเจอกันอีกในสองสัปดาห์ต่อไป เรามีเวลาลากันไม่นานนักเพราะระยะทางจากเชียงใหม่สู่กรุงเทพคงกินเวลาอีกหลายชั่วโมง และพรุ่งนี้ยังเป็นวันทำงานของเพื่อนๆอีกหลายคน เราจากเชียงใหม่มุ่งตรงสู่กรุงเทพ โดยแวะซื้อของฝากที่ตลาดทุ่งเกวียนลำปาง ใช้เวลาไม่มากและดิ่งไปทานอาหารเย็นที่นครสวรรค์ก่อนตียาวสู่กรุงเทพ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา เวลาเที่ยงคืนตรง วันนี้ผ่านไปพร้อมๆกับวันใหม่ที่ผ่านเข้ามา เป็นอีกครั้งที่การเดินทางท่องเที่ยวของพวกเราสิ้นสุดลง เพื่อรอการเดินทางครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ มิตรภาพต่อกันกระชับมั่นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมา แต่บรรยากาศในการเดินทางยังคงเหมือนเดิม เพราะทุกครั้งที่พวกเราได้เที่ยวด้วยกัน เรามีเพียงรอยยิ้มและความประทับใจเท่านั้นที่ได้กลับมาพร้อมกับพวกเราทุกคน เป็นเช่นนี้มาตลอดและตลอดไป.




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2548    
Last Update : 8 ธันวาคม 2548 16:18:00 น.
Counter : 168 Pageviews.  

จากเมืองสามหมอก สู่ "ปางอุ๋ง"ดินแดนแห่งเทพนิยาย

.....ยังไม่ได้บอกกันใช่ไม๊ครับว่าที่แม่ฮ่องสอนวันนี้ เราสองคนจะมีกลุ่มเพื่อนจากกรุงเทพฯนั่งรถตู้มารับพวกเราไปเที่ยวด้วยกัน 7 หนุ่มจากกทม.เดินทางออกจากกรุงเทพกันเมื่อคืนวันที่ 2 ครับ และจะมาถึงแม่ฮ่องสอนก็ในช่วงราวๆไม่เกินเที่ยง เราสองคนก็นั่งรอกันครับ ช่วงเช้าวันนี้ แทนที่จะรอไปเรื่อยๆก็ตัดสินใจขี่มอไซค์เที่ยวกันอีกดีกว่า ก็เลยแวะไปดูหมอกสวยๆเหนือเมืองแม่ฮ่องสอนกันอีกครั้งในเช้าวันนี้ ที่เดิมแหละครับ วัดพระธาตุดอยกองมู ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ของทริปนี้แล้วที่เราสองคนขึ้นไปบนดอยกองมูกันครับ ชอบอากาศข้างบนจังเย็นสบายจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วแทนจะเป็นคนขับมอไซค์ซะมากกว่า เพราะเค้าชอบว่าผมอ่ะว่าขับไม่นิ่มเลย กมันก็จริงอย่างที่บ่นแหละครับ คนเมืองกรุงอย่างเรา ใครจะไปชินกับมอไซค์ล่ะ ปีนึงขี่ซักไม่กี่ครั้งหรอกครับ นับครั้งกันได้แน่นอน ก็เลยเป็นภาระให้สุดเลิฟขับส่วนเราก็ซ้อน จากยอดดอยกองมู ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งนานกว่าพวกนั้นจะมาถึง แวะลงมานั่งดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ที่ที่พักกันซักพัก แล้วก็ตัดสินใจไปต่อกันที่หมู่บ้านห้วยเสือเฒ่าครับ เราจะไปแวะชมวิถีชีวิตของกะเหรียงคอยาวครับ จริงๆแล้วพวกนี้มีชื่อว่าเผ่า kayan ครับ ในแม่ฮ่องสอนก็มีสองแห่งด้วยกันคือที่นี่กับที่น้ำเพียงดิน แต่ก็เหมือนกันแหละ เราเลือกที่จะไม่ต้องนั่งเรือต่อ ก็เลยขับมอไซค์กันมา ราวๆ 10 ก.ม.ได้ครับ ก็ถึงบ้านห้วยเสือเฒ่า ชอบจริงๆครับเส้นทางมาที่นี่เพราะถนนต้องผ่านลำห้วยหลายครั้งด้วยกัน ซัก5-6ครั้งน่ะครับที่ถนนตัดกับลำห้วย แถมบางช่วงถนนก็กลายเป็นห้วยไปซะเลย จนต้องตัดถนนเส้นใหม่กัน ไปถึงก็แวะทำบุญที่วัดพุทธกันก่อนครับ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน วันนี้มีนักท่องเที่ยวไม่หนาตาครับ อาจเป้นเพราะยังเดินทางกันอยู่ก้ได้ ในหมู่บ้านก็มีสาวๆกะเหรี่ยงนั่งขายของอยู่หน้าบ้านใครบ้านมัน ใส่ห่วงทองเหลือกันจนคอเชิด น่าสงสารจังครับ เวลากินอะไรคงจะลำบากน่าดู แถมไม่มีสิทธิอ้วนอีกด้วย ถ้าอ้วนขึ้นมาคงจะโดนห่วงรัดแน่นติ้วขึ้นไปทุกทีเนาะ บ้านเจ้าก็นั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงเรียกลูกค้าไปด้วย ก็แอบถ่ายรูปมาสองสามรูปครับ ที่จริงก็ไม่ต้องแอบหรอก เพราะทุกคนยินดีให้ถ่ายโดยไม่เสียสตางค์ครับ แต่ส่วนตัวแล้วผมมีความรู้สึกว่า พวกนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปกันเยอะๆ มันเหมือนกับเค้ามาเดินดูตัวประหลาด ทั้งๆที่ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน เพียงแต่มีวัฒนธรรมต่างไปเท่านั้น เราไม่มีสิทธิไปว่าๆเค้าประหลาดแตกต่างไปจากพวกเราหรอกครับ เดินเที่ยวในหมู่บ้านซักพัก เราสองคนก้ขับมอไซค์กลับเข้าเมือง มานั่งรอนอนรอเพื่อนๆที่มาจากกรุงเทพ โทรหาก็ไม่มีสัญญาณ คงจะอยู่ในระหว่างทางนั่นแหละครับ นั่งรอกันได้ไม่นานก็โทรเข้ามาบอกพวกเราว่า ตอนนี้เข้าเมืองแม่ฮ่องสอนมาแล้ว ผมเลยออกไปยืนต้อนรับหน้าปากซอย ไม่นานก็พบกันครับ เราสองคนเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นรถ กล่าวอำลาเจ้าของที่พัก แล้วเริ่มเดินทางต่อกับเพื่อนหนุ่มอีก 7 คน รวมเราอีก 2 ก็ครบ 9 คนพอดีครับ ตัวเลขมงคลในการท่องเที่ยวคราวนี้ของพวกเรา....

กองทัพ9เกย์ เดินทางขึ้นสู่ยอดดอยกองมูอีกครั้งหนึ่งเพื่อนมัสการพระธาตุ ทำบุญขอพรกันเป้นสิริมงคลแก่การเดินทางท่องเที่ยวในคราวนี้ร่วมกัน แล้วจึงแวะที่ตลาดเพื่อซื้อหาเสบียงจำพวกมิกเซอร์ ของขบเคี้ยว ก่อนที่จะเดินทางกันอีกครั้งขึ้นสู่ยอดดอยสูง ที่เป็นพื้นที่โครงการพระราชดำริฯ ปางอุ๋ง ใช้เวลาไม่นานจากตัวเมือง เราแวะกันที่ภูโคลนก่อน บนเส้นทางสู่ปางอุ๋ง ราวๆก.ม.ที่ 7 แวะเข้าไปดูซิสรรพคุณของโคลนไทยที่ว่าแน่ๆจนโด่งดังไปทั่วโลกจะเป็นอย่างไรบ้าง ผู้คนมากมายจริงๆครับที่ภูโคลน เราทั้ง9ก็ตัดสินจะทดลองกันหน่อย โดยเลือกคอร์สที่ใช้เวลาน้อยที่สุดก็คือพอกหน้าด้วยโคลน ที่กินเวลาเพียง20นาที ถ้าพอกทั้งตัวก็คงเป็นชั่วโมง แต่เราไม่มีเวลาเยอะขนาดนั้นครับ ขอแค่เบาะๆแล้วกัน แต่ละคนก็ไปล้างหน้าล้างตาแล้วก็นอนให้สาวๆพนักงานเอาโคลนมาป้ายๆที่หน้าของพวกเรา รู้สึกจะผสมพวกแอลกอฮอร์นะครับ เพราะรู้สึกเย็นๆดี ป้ายกันแป๊ปเดียวก็เต็มหน้าแล้วครับ เรียงสลอนกันทีละคน แล้วมายืนจับกลุ่มถ่ายรูปกัน เห็นรูปแล้วน่ากลัวดีเหมือนกันดูงามกันไปอีกแบบนึงนะครับ คราวนี้ก็ต้องรอให้โคลนแห้งครับก่อนที่จะไปล้างโคลนออก ก็ประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรอกครับ ทะยอยกันไปล้างหน้า เสร็จแล้วเค้าก็จะเอาน้ำแร่มาพ่นๆใหหน้าชุมชื่นขึ้น หลายคนก็บอกว่าหน้าเด้งขึ้นนะ รู้สึกดีขึ้น ที่รักเราก็บ่นว่าสิวเสี้ยนมันถูกดูดออกมา แต่ไม่หลุดอ่ะ ออกมาโผล่ๆแถวรูขุมขนแล้วก็ผลุบลงไปอีก พอครบทั้ง9คนแล้วเราก็นั่งรถต่อไป ตรงไปปางอุ๋งกันเลย จากภูโคลนไปที่ปางอุ๋งระยะทางประมาณ 30กว่าก.ม. คงใช้เวลาไม่นานมาก แต่ทางขึ้นนี่สิครับสูงชันน่าดูเหมือนกันจนลุงขับรถยังต้องบ่นออกมาว่ากลัวเครื่องพัง เอ้า แล้วจะเอาไงล่ะครับมาจนถึงนี่แล้ว จะให้กลับเรอะ ไม่มีทางหรอกครับ ก็นั่งกันไปราวๆ1ช.ม. เราทั้งหมดก้เข้าสู่เขตปางอุ๋งกันครับ ผ่านหมู่บ้านม้งที่ปากทางแล้วตรงไปสู่พื้นที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)กันเลยครับ ผ่านซุ้มประตูปุ๊ปเราก็จอดรถ เพราะที่นี่คือที่พักคืนแรกของเราครับ เราพักกันที่บ้านกาแฟ ของลุงปาละครับ เพราะว่าที่พักริมอ่างแบบปีที่แล้วเต็มหมด แถมพื้นที่กางเต๊นท์ก็เต็มเอี๊ยดถูกจับจองกันไปหมดแล้ว เราทะยอยขนของกันลงจากรถเข้าสู่บ้านพักจำนวน2หลังครับ เป็นบ้านไม้ไผ่ยกพื้นปลูกแบบง่ายๆมีเครื่องนอนให้เพียงพอ ลุงปาละบอกว่าเพิ่งสร้างเสร็จวันนี้เอง พวกเราเป็นกลุ่มแรกที่ได้นอนบ้านสองหลังนี้ครับ นี่คือการเปิดซิงครั้งแรกของเราในทริปนี้ครับ ข้างๆบ้านก็มีลานนั่งใต้ต้นสนยื่นออกไปเป็นระเบียงมองเห็นไร่นาและขุนเขาเป็นฉากหลังสวยดี เราให้ชื่อลานนี้ว่า "ลานสาวแตก" ครับ เก็บข้าวของเสร็จแล้วเราก็ไม่รีรอกันที่จะออกไปเดินเล่นแอบดูชายหนุ่มริมอ่างเก็บน้ำกันครับ จริงๆแล้วน่ะไปดูวิวยามเย็นมากกว่า เพราะอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว แสงแดดก็อ่อนตัวลงเรื่อยๆ น่าเดินเล่นกันจริงๆครับ พวกเราเดินผ่านหมู่บ้านกันไปสู่อ่างเก็บน้ำ ระหว่างทางก็มีเด็กๆน่ารักๆออกมายืนสวัสดีต้อนรับ เพื่อนคนนึงเลยทำตัวเป็นสาวงามรักเด็กเข้าไปกอดขอถ่ายรูปด้วย น่าหมั่นไส้ เชอะ!

พอพ้นหมู่บ้านมาเราก็พบกับเวิ้งน้ำกว้างใหญ่อยู่เบื้องหน้าครับ ร่มไม้เขีนวขจีสะท้อนเงาบนผิวน้ำราวแผ่นกระจกกว้างใหญ่ ที่ใสจนนเห็นครบทุกรายละเอียด นี่แหละครับเสน่ห์ของปางอุ๋ง เสน่ห์ของธรรมชาติที่เรียกร้องให้นักท่องเที่ยวจากทุกทิศเดินทางข้ามยอดเขาและโค้งนับพันๆโค้งมาพบกับความประทับใจและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ปางอุ๋งปีนี้ยังคงเสน่ห์ไว้ครบถ้วนเช่นเดียวกับปีที่แล้วที่พบมาเยือนที่นี่เป็นครั้งแรกครับ เราเดินลัดเลาะอ่างเก็บน้ำ แวะถ่ายรูปขมความงามไปเรื่อยๆ จนเข้าไปถึงเขตป่าสนที่เป็นพื้นที่กางเต๊นท์ วันนี้หลายคนมาปางอุ๋ง มากางเต๊นท์นอนใกล้ชิดธรรมชาติและความหนาวเย็นกันมากมายทีเดียวครับ มากกว่าปีที่แล้วหลายเท่าตัวทีเดียว เราเดินไปถ่ายรูปที่บริเวณแปลงดอกไม้ที่กรมป่าไม้ปลูกไว้อย่างงดงาม สีสันมากมาย หายใจกันอย่างชุ่มปอดเพื่อนำอากาศบริสุทธิ์ของที่นี่ไปขับไล่อากาศเสียจากเมืองกรุงที่ยังคงค้างอยู่ในปอดของพวกเรา พระอาทิตย์ลับสันเขาต่ำลงเรื่อยๆ แสงสุดท้ายเริ่มมาเยือนและความมืดที่เริ่มครอบคลุมพื้นที่แห่งนี้ แต่นักท่องเที่ยวก้ยังคงมาจับจองพื้นที่กันมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราคิดกันอยู่ในใจว่าดีแล้วที่ตัดสินใจค้างที่บ้านกาแฟ เพราะถ้าอยู่แถวนี้คงมีแต่เสียงคุยกันจ๊อกแจ๊กจอแจน่ารำคาญเหมือนกัน เราทุกคนเดินกลับผ่านหมู่บ้านตามเส้นทางเดิม เข้าสู่บ้านพักของพวกเรา ป้าทองศรีบอกว่าอาหารพร้อมแล้ว เราทุกคนเลยย้ายมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหารพร้อมๆกับที่น้องๆในบ้านเริ่มทะยอยยกอาหารออกมาเสิร์ฟ นับได้5อย่าง จำนวน2ชุด มักมากเกินไปสำหรับนักท่องเที่ยวตัวเล็กๆ 9 คนอย่างพกวเรา นี่แหละครับที่เค้าเรียกว่า น้ำใจชาวบ้าน ที่มักจะต้อนรับขับสู้ผู้เดินทางอย่างน่าประทับใจทุกครั้ง อาหารอร่อยทีเดียวครับ เป็นน้ำพริกอ่อง ที่เยอะมากๆ ต้มจืดฟักแม้ว รสชาติดีทีเดียว ผัดยอดฟักแม้วที่เคี้ยวได้สบายๆยอดไม่แข็งเกินไป ไข่เจียวหมูสับ แล้วก็อีกอย่างนึงเป็นอาหารยูนนานที่กินกับน้ำพริกอ่องแล้ว สุดยอดครับ อร่อยทีเดียว อาหารเย็นมื้อนี้มีชาอูหลงไว้ให้พวกเราได้กลั้วปากตบท้ายอาหารด้วยครับ หอมกรุ่นทีเดียว วันนี้เรานั่งทานข้าวเย็นกันใต้แสงเทียนครับ โรแมนติกเสียจริง... อิ่มกันแล้ว คราวนี้ก็กลับไปนั่งเล่นที่บ้านพักของพวกเรา ทีแรกกะว่าจะนั่งเล่นกันที่ลานสาวแตก แต่ไม่ไหวครับอากาศเย็นเกินไปที่เราจะนั่งรับลมอยู่ริมระเบียงแบบนั้น ก็เลยย้ายกันมาที่ชานบ้านครับ จัดแจงหยิบไพ่มาแจกโดยเวียนกันเป็นเจ้ามือ พร้อมๆไปกับนั่งจิบสุราไปด้วย ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและแวดล้อมไปด้วยเพื่อนรู้ใจกันมากมายขนาดนี้ มันเป็นบรรยากาศการท่องเที่ยวที่สร้างความอบอุ่นขึ้นมาแทนที่ความเย็นของอากาศรอบๆตัวได้อย่างดีทีเดียวครับ วงไพ่เริ่มขึ้นแล้ว พร้อมๆกันเสียงกรี๊ดๆที่โชยมาเป็นระยะๆ ทุกครั้งที่มีอาการป๊อกเกิดขึ้น บางทีเจ้าตัวเสียไพ่ก็ยังมีกรี๊ดๆๆ จนสรุปแล้วไม่รู้ว่าจะกรี๊ดกันเมื่อไหร่ เอาเป็นว่ากรี๊ดกันทั้งวง จนเลิกเล่นนั่นแหละครับ เพื่อนๆนักท่องเที่ยวข้างบ้านก็ใจดี ไม่มีใครโวยวายอะไรเลย คงจะรู้มั๊งครับว่าเกิดโวยขึ้นมานี่ คงไม่รอดพ้นฝีปากอันแสนกล้าของพวกเราทั้ง 9 คนไปได้ วันนี้เราเป็นชนกลุ่มใหญ่ของที่บ้านพักนี้ครับ รับรองไม่มีใครกล้าแหยม ดึกขึ้นๆทุกขณะ เสียงกรี๊ดก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้แต่ละคนก็มีเจ้าหญิงลงประทับทรงกันถ้วนหน้าแล้ว ไม่เว้นแม้แต่สุดเลิฟของผมเอง ก็ยังกรี๊ดได้ชนะเลิสไม่แพ้เพื่อนๆคนไหนเลย ก็ดีครับนานๆจะได้ยินเสียงแบบนี้ซักที ก็นั่งเล่นกันจนหลังขดหลังแข็งแหละครับ จนปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนก็ลงมติเลิกเล่น แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้กรี๊ดต่อในวันพรุ่งนี้ คืนนี้เรานอนกันอย่างเย็นยะเยือก ภายใต้โอบล้อมของดวงดาวนับล้านดวงที่มีความรู้สึกว่าแค่เอื้อมมือก็ถึงดาวจริงๆครับ ความกว้างใหญ่ของท้องฟ้าสีหม่นในคืนนี้เป็นเวทีของดาวล้านดวงให้เจิดจ้าอวดความงามของตัวเอง สมกับคำว่าทะเลดาวจริงๆครับ เช้าพรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมา และพร้อมที่จะเดินทางต่อไปสู่อำเภอปายครับ อำเภอเล็กๆที่มีมนต์เสน่ห์เสียเหลือเกิน คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ...




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2548    
Last Update : 8 ธันวาคม 2548 16:15:37 น.
Counter : 137 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.