Group Blog
 
All Blogs
 

การยอมรับ

เพื่อรู้จักตนเอง เป็นของทำยาก
เพราะกระแสจิตของคนเรา ไม่ชอบรู้เรื่องความจริงของตัวเราอยู่แล้ว
ชอบรู้เรื่องของคนอื่นเป็นธรรมดา
พยายามอย่างยิ่งที่จะรู้เรื่องของคนอื่นอยู่เสมอ
ความยินดียินร้ายจึงเพิ่มพูน
แต่ถ้ากลับมาดูตัวเองได้เมื่อได ก็จะเป็นประโยชน์มาก

การทำ “ความยอมรับ” ให้เกิดขึ้นในใจนั้น เป็นของยากมาก
แต่เป็นความสำคัญยิ่ง เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดคุณธรรมขึ้น
อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน
เพราะปกติของเรานั้น มีพื้นใจเป็นสีดำ
มีมานะกิเลสเป็นพืชเชื้อ ที่จะทำให้ไม่ยอมก้มหัวให้กับใคร
มีความทรนงตัว ถือดีอยู่เสมอ
อันเป็นเหตุให้เกิดความล้มเหลว
จิตใจหยาบกระด้างด้วยความถือตัว
จึงเป็นเหตุให้ไม่ยอมรับฟังคำพูดและความเห็นของผู้อื่น
และมักจะมีความคิดแย้ง ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมฟัง
เป็นกำแพงขวางกั้นการยอมรับในจิตใจของเรา

ดังนั้น จึงต้องมาทำความรู้จักกำแพงกางกั้นนี้
พร้อมกับค่อยๆ ทำลายมันให้หมดไปวันละเล็กละน้อย
เมื่อลดอำนาจและความถือดี ถือตัวทรนงเหล่านี้ลงไปได้บ้างแล้ว
ความนอบน้อม การยอมรับฟัง จะค่อยๆ เกิดขึ้น
โดยต้องใช้เวลา ความเข้าใจและประสบการณ์พอสมควร
เมื่อความนอบน้อมในใจเกิดขึ้นเสมอ ๆ แล้ว
ความหยาบกระด้าง ทรนงตัว ก็ค่อยๆ หมดไป
เราก็จะมีความสามารถอดทนยอมรับฟังคำพูดของผู้อื่นได้
แม้ว่าถ้อยคำเหล่านั้น อาจจะไม่เป็นที่สบอารมณ์
ศีลอันเป็นความปกติของกายวาจาก็จะเกิดขึ้น
และตั้งอยู่ได้เพราะอำนาจของสติ
อันเป็นความนอบน้อมในใจมีกำลังตั้งมั่นนั่นเอง

ปกติความคิดของปุถุชนเรา มักมีความขัดแย้งเสมอ
มาขวางกั้นการพิจารณาหาเหตุผล
เพื่อให้เกิดความแยบคายในใจ เราจึงควรระมัดระวังใคร่ครวญ
ก่อนจะคิด จะทำ จะพูด ด้วยการมีสติสัมปชัญญะ
เช่น ในเวลาที่เขาพูด เราควรจะตั้งใจ สนใจรับฟังด้วยดี
นั่นแหละคือ “การยอมรับ”

เพราะเมื่อเวลาเขาเปิดปาก ควรจะเป็นเวลาที่เราควรจะปิดปาก
และเวลานี้แหละ จะเป็นการยอมรับ และพัฒนาความคิดไปด้วย
จะเป็นเวลาที่มีประโยชน์
แม้เรื่องราวที่เราฟังนั้นจะพอใจหรือไม่ก็ตาม
เมื่อผู้พูดเห็นเราตั้งใจ สนใจรับฟังเขา
เขาจะรู้สึกเป็นมิตรและยอมรับเราไปด้วย
และในเวลานั้นเป็นการสร้างไมตรีและมนุษย์สัมพันธ์อย่างดีที่สุด
โดยที่ตัวเราเอง ถ้าไม่ได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว
จะไม่รู้เลยว่า เรากำลังคุ้มครองใจเรา ด้วยอำนาจของสติ
และครองใจเขาไปด้วยในขณะนั้น
และเป็นการสร้างพลังจิตให้เกิดขึ้นด้วย

คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ
มักจะปล่อยโอกาสอันดีเหล่านี้เสียไป
จึงมักไม่พบความสำเร็จในการครองใจผู้อื่น
แม้ตัวเราเองก็ต้องเสียประโยชน์ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สำคัญยิ่ง ไม่ควรละเลย
ควรแสวงหา เพราะเป็นคุณธรรมที่จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่าขึ้น
และสามารถทำให้ผู้อื่นมีความจริงใจต่อเรา
เพราะ ยอมรับเขา และเขาก็ ยอมรับเรา
อันเป็นคุณประโยชน์ยิ่ง ที่คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้เลย

การนอบน้อม และอ่อนโยนนั้นต่างกัน ใช้กันคนละขณะ
การนอบน้อมนั้น สมควรใช้กับผู้ที่มีชาติวุฒิและวัยวุฒิสูงกว่า
แต่ความอ่อนโยนนั้น สมควรใช้กับผู้ที่เสมอกันหรืออ่อนวัยกว่า
ถ้าใช้ให้ถูกต้องแล้ว จะทำให้กาย วาจา และใจตกอยู่ภายใต้กุศลธรรม
ย่อมเป็นที่ต้องตาและพอใจแก่ผู้ได้พบเห็น
แต่ถ้าใช้ผิดกาล เช่น การนอบน้อมจนเกินไปแก่ผู้ที่อ่อนวัยกว่า
อาจจะกลายเป็นการประจบสอพลอมากไป
ดังนั้นการใช้ให้ถูกกาลและพอดีตามสมควร จึงจะเป็นประโยชน์
โดยต้องอาศัยการเข้าสู่สังคมพบปะพูดจา
ใช้ถ้อยคำให้เป็นไปเพื่อความนอบน้อมและอ่อนโยนเสมอๆ
จะเป็นการฝึกอบรมจิตใจให้เป็นผู้เบิกบานแช่มชื่น
เกิดความสนุกสนานในการทำงาน
เป็นการแก้ความกลุ้ม ความเบื่อ ความเซ็งไม่ให้เกิดขึ้นในใจ

ปุถุชนทั่วไปย่อมเศร้าหมอง ด้วยเครื่องเศร้าหมอง
ย่อมเดือดร้อน ด้วยเครื่องเดือดร้อน
อาลัยอาวรณ์ด้วยเครื่องอาลัยอาวรณ์

มีน้อยคนเหลือเกิน ที่จะมีการยอมรับง่ายๆ
ส่วนใหญ่จึงมักจะ “ยอมจำนน” ด้วยเครื่องจำนน
มักกลัว จึงยอมรับ
กลัวว่า เขาจะว่าบ้าง กลัวเขาจะไม่รักบ้าง
เพราะเขาเป็นเจ้านาย หรือเป็นคนที่เรารักหรือเคารพ

บางทีกลัวว่า เขาจะมามีบุญคุณต่อเราบ้าง
กลัวว่าเขาจะมาหวังประโยชน์จากเรา
หรือจะต้องไปตอบแทนเขาบ้าง

โดยสรุปก็คือ เรายอมรับคนอื่น ก็เพราะอยากได้
เพราะประโยชน์หรือต้องการ
หรือไม่ก็ยอมจำนนเมื่อเขาคะยั้นคะยอด้วยเหตุผลต่างๆ
ดังนั้น เราจึงยอมรับเพราะกลัว
หรือยอมจำนนก็เพราะกลัวเหมือนกัน

“การยอมรับ” ฟังเขาพูด
ปิดปาก เมื่อเขาเปิดปากอยู่
ยอมรับว่า เขาไม่ต้องเข้าใจเราก็ได้
แม้เราจะชอบเขาสักเพียงใดก็ตาม เขาก็เป็นเขาอยู่อย่างนั้น
ขอเพียงเราอย่าโกรธเขา อย่าขาดความเมตตา กรุณาก็พอแล้ว
ถ้าเราไม่ทำใจให้ยอมรับ ในสิ่งที่ควรจะยอมรับอยู่เสมอแล้ว
เราก็ยอมจำนนอยู่เสมอเช่นเดียวกัน

ดังนั้น คุณค่าของการยอมรับ คือขณะนั้นๆ เรามีความเมตตา (อโทษะ) อยู่
เป็นจิตใจที่ดีงาม มีความแช่มชื่นผ่องใส
แต่ถ้าต้องยอมจำนน
จิตนั้นจะเศร้าหมอง เดือดร้อนวิตกกังวลติดตามมาอยู่เสมอ
การหัดพิจารณาฝึกฝนดูสภาวะของจิต
คือความรู้สึกของเรา ขณะรับอารมณ์ใดๆ ก็ตาม
จะทำให้เรามีสติปัญญา อันเป็นตัวรู้
กั้นไม่ให้อกุศลจิต คือความโลภ ความโกรธ ความหลงเกิดขึ้นได้

การยอมรับ การนอบน้อม การอ่อนโยนนี้ เป็นคุณธรรมระดับแรก
ที่จะเป็นบันไดให้ชีวิตของเราไต่เต้าขึ้นไปพบกับความสำเร็จ
อันเป็นกรรมวิธีที่สำคัญยิ่งที่พวกเราทั้งหลายควรน้อมรับและนำไปปฏิบัติ
เพื่อคุณภาพของชีวิตอันจะเป็นปัจจัย (ตัวเสริม) ความรู้ การทำงานของเรา
ให้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผลแก่ส่วนรวมและตัวเอง

จงพิจารณาใคร่ครวญให้ดีว่า
การยอมรับ หรือยอมจำนน อะไรจะดีกว่ากัน
และให้เป็นไปด้วยความฉลาด
ชีวิตก็จะมีคุณภาพสูงขึ้น สามารถแก้ปัญหาของชีวิตได้อย่างแท้จริง



****************************************************************



ศาสตราจารย์ นพ.เชวง เดชะไกศยะ










 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2548 11:46:05 น.
Counter : 148 Pageviews.  


ลุงแอ็ด
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลุงแอ็ด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.