Group Blog
 
All Blogs
 

ตอนที่ 20 การเปลี่ยนทัศนคติ

เมื่อทัศนคติเปลี่ยน นิสัยจะเปลี่ยน

เมื่อตอนเศรษฐกิจล้มใหม่ๆ มีทั้งผู้มีอันจะกิน และผู้ที่ไม่มีจะกินทั้งหลาย ต่างก็ล้มกันระเนระนาด

มีเด็กหนุ่มๆ หลายคน ที่จบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ซึ่งยังไม่รู้รสถึงความเจ็บปวด ก็ยังแสวงหางานทำ ด้วยเรียกร้องเงินเดือนสามหมื่นอยู่

แต่มีกระทาชายหนึ่ง เป็นถึงเจ้าของและผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ มีดำรงตำแหน่งเอ็มดีบริษัทหลักทรัพย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเมืองไทย มีทรัพย์สินนับพันล้าน ถึงกลับสิ้นเนื้อประดาตัว

แต่เพราะเขามี “ทัศนคติ” ที่ว่า มันล้มได้ มันก็ตั้งขึ้นใหม่ได้…..มันรวยได้…..มันก็จนได้…..ชีวิตไม่มีคำว่า “สิ้นหวัง” คอยแต่จังหวะและโอกาสที่จะมาถึงเท่านั้น

เขาก็หันมาทำแซนด์วิชขาย วันแรกๆ ก็เขินอาย ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่ค่อยกล้ามองหน้าผู้คน เขาทำใจได้ว่า “เขาประกอบอาชีพสุจริต” ไม่ได้ไปลักขโมยใคร ไม่ได้ทำผิดศีลธรรมอันใด….ใยจะต้องไปอายผู้คนด้วยเล่า

เขาถึงไปขายถึงถิ่นที่เขาเคยนั่งรถเบนซ์เข้าไปขอกู้เงินเป็นพันล้าน ไปขายตามสี่แยก ไปขายตามหน้าโรงเรียน
ไปขายที่แยกราชประสงค์…..ถูกตำรวจเทศกิจไล่ และจับ แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ เขาบอกลูกน้องของเขาทุกคนว่า “ชีวิตเมื่อดิ้นไป สักวันหนึ่ง มันก็จะดีขึ้นเอง…..ตอนที่มืดที่สุดของชีวิต ก็คือสัญญาณว่า ความสว่างกำลังจะเริ่มกลับมา”

เดี๋ยวนี้เขากลับมามหาเศรษฐีดังเคย ทำแซนด์วิชขายจนร่ำรวย กำลังขยายไปทำกิจการอย่างอื่น และกำลังเอาบริษัทตัวเองเข้าตลาดหุ้น เพื่อกลับมายิ่งยงตามเดิม…..เขาคือ
“คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” เจ้าของ “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” อันโด่งดัง

ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นเล่า….หลังจากที่ผิดหวังกับการหางานทำ ที่ล้วนแต่ “ไม่สมศักดิ์ศรี” ของนักเรียนนอก ปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มมีความผิดหวัง ไม่สมความปรารถนาของชีวิตที่อุตสาห์ตะกายไปร่ำเรียนถึงแดนไกล เกิดอาภัพในโชควาสนาของตนเอง ก็หันไปพึ่งเหล้า และยาเสพติด…..ในที่สุดเขาก็หนีมือกฎหมายไปไม่พ้น

ชีวิตของคนทั้งสอง แตกต่างกันเพียงแต่คำว่า “ทัศนคติ” เท่านั้น

เมื่อนิสัยเปลี่ยน………………บุคลิกจะเปลี่ยน
เมื่อบุคลิกเปลี่ยน…………….”วิถีชีวิต” จะเปลี่ยน

คุณสนั่น อังอุบลกุล
นายจ้างดีเด่น 2532 - 2533

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 29 ส.ค. 48 10:36:12 ]






ความคิดเห็นที่ 2

P:









จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 29 ส.ค. 48 10:37:16 ]






ความคิดเห็นที่ 3

การเปลี่ยนทัศนคติ…..ไม่ใช่ของง่าย
ไม่มีหลักสูตรอันไหน…..สำเร็จตายตัวว่าจะเปลี่ยนทัศนคติได้
บางคนก็……………..เปลี่ยนได้
บางคนก็……………..เปลี่ยนไม่ได้
เหมือนคนที่มี “กรรม” ที่ไม่เหมือนกัน
“กรรม” เป็นผู้ก่อเหตุ…..ดังนั้น บางที
“กรรม” ก็เป็นผู้ก่อ “ทัศนคติ” ขึ้นมาเหมือนกัน

ดังนั้น โมเดลในการเปลี่ยนทัศนคตินี้ จึงเป็นเพียงการยกตัวอย่างคร่าวๆ เท่านั้น

วิกฤตการณ์…..ก่อให้เกิดการกระตุ้นจิตอารมณ์…….ก่อให้เกิดการตระหนัก และคับข้องใจ……..และได้เรียนรู้ และเปลี่ยนทัศนคติในที่สุด

ตัวอย่างเช่นลุง….ซึ่งเป็นผู้ที่นิยม ชื่นชอบ และช่ำชองการร่ำสุรามาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม ดีใจก็ดื่ม เสียใจก็ดื่ม
เศร้าใจก็ดื่ม อดหักก็ดื่ม อกดีก็ดื่ม ดื่มมันทั้งสามเวลาในวันหยุด และสองเวลาในวันทำงาน

อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีอาการมันศรีษะอย่างรุนแรง มองอะไรมันแคบลง เหมือนจอทีวีที่ไฟตก หน้าจอมันจะแคบลง
เดินเข้าห้างสรรพสินค้าไม่ได้ เห็นคนเดินผ่านไปผ่านมาก็เวียนศีรษะ….ขับรถก็ไม่คล่อง เห็นรถบนท้องถนนแล้วตาลาย……ก็ไปพบแพทย์ที่วิชัยยุทธ
หมอซักอาการแล้ว…..ก็ให้ไปเอ็กเรย์สมอง….ที่นอนเข้าไปทั้งตัว แล้วถ่ายภาพสมองแบบตัดออกมา…..หมอก็ชี้ให้ดูในฟิลม์ว่า คุณมีอาการ “สมองน้อยเสื่อม” อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือการดื่มสุราคือ คุณดื่มสุราเกินขนาด ทำให้วิตามิน บี ที่มีส่วนเข้าไปบำรุงสมองไม่มีเลย และฤกธิ์ของสุรา จะทำให้กล้ามเนื้อของสมองตายเป็นหย่อมๆ คุณดิ่มสุราเข้าไปจอกหนึ่ง ทำให้สมองคุณตายไปสองหมื่นกว่าเซลส์ แล้วนี่คุณดื่มมาถึงวันนี้เป็นเวลา 57 – 15 ปี เท่ากับ 42 ปี สมองของคุณจึงตายไปแล้วเกือบครึ่งหนึ่ง…….เข้าใจไหม

และถ้าคุณไม่หยุดดื่ม….อาการที่จะตามมา….คือ ขับรถไม่ได้ เวลาจะให้มันวิ่ง คุณจะไปเหยียบเบรค เวลาจะให้รถมันหยุด คุณจะไปเหยียบคันเร่ง อันตรายมาก…..ประการต่อมา เขียนหนังสือไม่ได้ เซ็นหนังสือไม่ได้……ประการต่อมา จะเป็นอัมพฤกษ์…..เดินไม่ได้…..กินไม่ได้…..พูดไม่ได้…..และต้องสิ้นใจอย่างทรมาน

ลุงฟังแล้ว “เกิดกระตุ้นทางจิตอารมณ์” อย่างรุนแรง…..ทำให้สภาวะจิตใจ เกิด “การตะหนัก” และ “เกิดการคับข้องใจ” อย่างรุนแรง……..ถามคุณหมอว่า….”ผมจะตายไหมนี่”…..

หมอบอกว่า “ยังไม่ตายหรอกตอนนี้….เพราะโรคนี้ มันต้องตายอย่างทรมาน…..ถ้าคุณยังไม่หยุดร่ำสุรา……โรคจะค่อยๆ กำเริบขึ้น…..คุณจะค่อยๆ ทุกข์ ทรมานขึ้น…..และไม่มียาวิเศษอันใดที่จะรักษาให้หายได้……คุณอาจจะต้องนอนเป็นอัมพฤกษ์ด้วยความทรมานอีกหลายปี…กว่าคุณจะจบชีวิตลง…..ภรรยา ลูกๆ ที่รักทั้งสองคุณ ก็จะเศร้าหมองที่ต้องมองคุณค่อยๆ สิ้นใจลงโดยที่ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้

เอาละนะ……ไปได้แล้ว……มีวิธีเดียวเท่านั้น “ถ้าคุณตัดสินหยุดร่ำสุรา…..แล้วเราค่อยมาหาทางให้โรคร้ายมันทุเลาลง แต่ถ้าคุณไม่หยุด...ก็เปล่าประโยชน์ที่จะไปรักษามัน………”

และนั่นคือ…..ทำให้ลุงหยุดการร่ำสุราได้อย่างเด็ดขาด หลังจากที่เคยพยายามหยุดมาแล้วหลายสิบครั้ง

ความรู้……ทำให้เกิดการกระตุ้นทางปัญญา……ทำให้เกิดการเรียนรู้……และเกิดการซึมซาบและตกผลึก จนสามารถเปลี่ยนทัศนคติได้ในที่สุด

คำตอบหรือทางออก……ทำให้เกิดการกระตุ้นทางปฏิบัติ……และเกิดการควบคุมสถานะการณ์….และการตอบสนองต่อสถานะการณ์นั้น

หรือการประเมินพฤฒิกรรมของเราที่ผ่านมา…..ซึ่งมีแต่ความชั่วร้าย ทำให้การรำลึก การกระตุ้น การป้อนกลับ และการส่งเสริมแรงใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนทัศนคติ ดังเช่น พระพุทธองค์ได้เทศนาให้องคุลีมาน ที่หลงผิด เกิดกลับใจได้ในที่สุด


แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพียงแต่เป็นบทเรียนบางบทเท่านั้นที่ใช้ในการเปลี่ยนทัศนคติ

จริงๆ แล้ว บางคน ทั้งชีวิต ทั้งๆ ที่รู้ว่า มันดี ถ้าเปลี่ยนทัศนคติได้ ก็จะเป็นบุญคุณต่อตนเองและผู้อื่นอย่างใหญ่หลวง

แต่มันก็ทำไม่ได้ ทัศนคติมันทำเกิดเป็นนิสัย ที่คอยป่วนกระทู้ชาวบ้านเขาเรื่อยไป แปลงนาม แปลงล๊อคอิน โดนลบ โดนเขายึดอมยิ้มไปเท่าไหร่ต่อมิเท่าไหร่ ก็ยังแก้นิสัยไม่หาย

มันก็เป็น “กรรม” ของเขาผู้นั้นจริงๆนะครับ…..ไม่มีใครช่วยได้


http://lungadd.pantown.com/
แก้ไขเมื่อ 29 ส.ค. 48 10:49:32

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 29 ส.ค. 48 10:43:50 ]







ความคิดเห็นที่ 4

ลัลล้า









จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 29 ส.ค. 48 11:46:33 ]






ความคิดเห็นที่ 5

รายงานตัว พร้อมกับเก็บความรู้ค่ะ

จากคุณ : ลูกเป็ดสีดำ - [ 29 ส.ค. 48 11:56:38 ]






ความคิดเห็นที่ 6

ขอบคุณค่ะลุง

จากคุณ : ichiko - [ 29 ส.ค. 48 12:40:25 ]






ความคิดเห็นที่ 7



จากคุณ : wbj - [ 29 ส.ค. 48 12:45:01 ]






ความคิดเห็นที่ 8

ขอบคุณค่ะ
: )

จากคุณ : โปจิ - [ 29 ส.ค. 48 12:52:01 A:202.44.73.181 X: TicketID:105644 ]






ความคิดเห็นที่ 9

ตอนนี้น้องม๋ากำลังอยู่ในจุดหักเหของชีวิตการทำงานอีกครั้งหนึ่งคะ

กำลังใช้ความพยายามอย่างมาก ในการปรับทัศนคติของตัวเอง ให้เข้าใจวิธีการทำงานของเจ้านาย (คนปัจจุบัน).....เฮ้อ.....ยากจัง (--")

จากคุณ : น้อง(ของ)หมา - [ 29 ส.ค. 48 14:05:19 ]






ความคิดเห็นที่ 10



เยี่ยมเลยครับ กระทู้นี้ ผมว่าทัศนคตินี่แทบจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเลยครับ

โดยเฉพาะอันสุดท้ายนี่ ผมคิดเหมือนลุงแอ๊ดเปรี๊ยบบบบบเลยครับ
แก้ไขเมื่อ 29 ส.ค. 48 14:37:38

จากคุณ : Jimmy Walker - [ 29 ส.ค. 48 14:35:41 ]







ความคิดเห็นที่ 11

แด่ น้องม๋า

พิมพ์กระทู้ที่ลุงตอบ แล้วเอาไปให้เจ้านายอ่าน
แล้วถามว่า "นายต้องการอย่างนี้ใช่ไหม"

ถ้านายบอกว่า "ใช่เลย.....ศิลปการขายต้องเป็นแบบนี้"

ก็พิมพ์ตัวโตๆ.....ติดไว้ที่ห้องน้ำ ผนังบ้าน ที่โต๊ะทำงาน
เน้นเส้นใต้คำว่า....ศิลปะการขาย คือการชี้ชวน ชักจูง....
ให้บุคคลอื่น.....กระทำ......ในสิ่งที่เราต้องการให้เขากระทำ"

แล้วท่องทุกเช้า ทุกเย็น พยายามเห็นด้วย ใช้ "สิ่งเร้า" เช่น
วิกฤตการณ์.......ความรู้........คำตอบ/ทางออก.....การประเมิน
เป็นสิ่งจูงใจให้เราปรับเปลี่ยนทัศนคติ....ของเราให้จงได้

ถ้านู๋ทำได้......จะเป็น "รางวัล" อันใหญ่โตมหาศาลที่เราได้ให้
แก่ตัวเอง จะเปรียบเสมอเหมือนสิ่งใดมิได้

ขอให้โชคดี.....น้องหม๋าเอ้ย...........

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 29 ส.ค. 48 14:42:18 ]






ความคิดเห็นที่ 12

มาแล้วคร๊าบ

วันนี้เข้าห้องเรียนช้าหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มา

จากคุณ : อาจารย์โช๊ะ - [ 29 ส.ค. 48 16:27:05 ]






ความคิดเห็นที่ 13

ขอบคุณคัรบลุงแอ๊ด

จากคุณ : คนขุหลุ (ขุหลุ) - [ 29 ส.ค. 48 16:52:49 ]






ความคิดเห็นที่ 14

_/|\_ ขอคารวะ

จากคุณ : สาวน้อยร้อยแปด - [ 29 ส.ค. 48 19:45:43 ]






ความคิดเห็นที่ 15

เข้ามาจดยิกๆ แล้วเอาไปสอนเด็กๆ ที่ office ต่อไป (ขอบคุณลุงแอ็ดค่ะ

จากคุณ : Jeabza - [ 29 ส.ค. 48 19:49:03 ]






ความคิดเห็นที่ 16

"บางที กรรมก็เป็นผู้ก่อทัศนคติ" ไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลยค่ะ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆเสียด้วย

จากคุณ : outstanding - [ 29 ส.ค. 48 21:44:47 ]






ความคิดเห็นที่ 17

น้องม๋าจะปฎิบัติตามคำสอนของอาจาร์ลุงแอ๊ดอย่างเคร่งครัดครับผ๊ม !!!!

จากคุณ : น้อง(ของ)หมา - [ 30 ส.ค. 48 08:16:27 ]






ความคิดเห็นที่ 18

ขอบคุณคะเพิ่งได้โอกาสเข้ามาขอเป็นลูกศิษย์

จากคุณ : AjarnTik (pinkoptio) - [ 30 ส.ค. 48 23:07:40 ]








 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 1 กันยายน 2548 21:22:12 น.
Counter : 612 Pageviews.  

ตอนที่ 19 อารมณ์นั้นสำคัญไฉน

นักขายมืออาชีพ ตอนที่ 19 อารมณ์นั้นสำคัญไฉน
ลุงไปจบเอาตอนไหนนะคราวที่แล้ว

อ้อ….เรื่อง “ปฏิกิริยาทางอารมณ์ ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเรา”

O Our emotional reactions depend upon our attitudes.

ครับ…..เราจะมีปฏิกิริยาทางอารมณ์อย่างไร จะแสดงออกอย่างไร จะตกใจ จะดีใจ จะเสียใจ จะเศร้าใจ จะรัก จะเกลียด จะชัง……..จะอะไรก็ตาม มันเป็นไปตาม “ทัศนคติ” ของเราที่มีต่อสิ่งเร้านั้นทั้งสิ้น

สมมุติว่า เราเป็นไม่เกลียดงู รักงู เล่นกับงูมาแต่เล็ก เราก็มีทัศนคติที่ดีต่องู ว่ามันเป็นเพื่อนที่ดีของเรา ดังนั้น ต่อให้มันตกลงบนตักของเรา เราก็อาจจะไม่ตกใจ กลับจะเอามันมาอุ้ม มาจูบเสียด้วยซ้ำ

ถึงแม้ญาติที่เรารักจะต้องเสียไป แต่เราเข้าถึง “สัจธรรม” ว่า
โลกมันก็เป็นดังนี้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ตามที่พระพุทธองค์ท่านว่า…….เราก็ไม่เศร้าโศกอะไร อารมณ์ก็ตั้งอยู่ได้อย่างสงบ

ถ้าเรารู้ว่า สักวันหนึ่ง เราต้องดับไป ตามกฎของธรรมชาติ
จะเหลือก็แต่คุณงามความดีเท่านั้น ที่จะปรากฏแก่คนรุ่นหลัง ทรัพย์สิน ต่อให้มีกี่หมื่นล้าน ก็เอาไปไม่ได้ ตำแหน่งก็เอาไปไม่ได้ ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็เอาไปไม่ได้ หุ้นที่เที่ยวชอบฝากใครต่อใครไว้ ก็เอาไปไม่ได้……ก็คงไม่ละโมบ…..ลุ่มหลง
ร่ำรวยจนถึงขนาดนี้แล้วยังไม่พอ ยังจะเอาอีก เอาอีก เอาจนประชาชนคงทนไม่ไหวเข้าสักวัน……ก็อาจจะไม่มีแผ่นดินที่จะอยู่ให้มีความสุขได้

ดังนั้น…..เราจะทำอะไร ก็ขึ้นอยู่กับ “ทัศนคติ” ของเราทั้งสิ้น เราจะเป็นคนดี คนโกงชาติ จะเป็นรัฐบุรุษ หรือเป็นรัฐมนตรีที่ต้องติดคุกในที่สุด ก็อยู่ที่ “ทัศนคติ” ในการมองโลกของเรา หาได้อยู่ที่สิ่งอื่นใดไม่ เราทำตัวของเราเองแท้ๆ

T True emotional control is achieved by replacing undesirable attitudes.
การควบคุมอารมณ์ที่แท้จริง จะทำสำเร็จได้ ก็โดยการเปลี่ยนทัศนคติที่ผิดๆ

การแก้อารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น เป็นคนใจร้อน ชอบต่อยหน้าคน การมองโลกในแง่ร้าย การหมดกำลังใจบ่อยๆ การโศกเสร้าเสียใจที่เกินเหตุ การดีใจที่เกินเหตุ การชอบหมั่นไส้คนโดยที่เขาไม่ได้มาเกี่ยวอะไรกับเราด้วย

ก็ต้องแก้ที่ต้นตอ แก้ที่ต้นเหตุ คือ….. แก้ที่ “ทัศนคติ”

ดังที่เราสังเกตเห็นพระสงฆ์องค์เจ้าที่มีกิริยานิ่มนวล น่าเลื่อมไส ไม่มีอารมณ์โมหะโทษะ ไม่ลุ่มหลงในลาภยศ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจ ยศฐาบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย ก็เพราะ ท่านได้เข้าใจ ได้เชื่อ ได้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความเป็นจริงแห่งโลกธรรมนั่นเอง

I In the meantime, suppress harmful emotions , Until……………………..
ในขณะเดียวกัน จงพยายามระงับอารมณ์ที่เป็นอันตราย และไม่พึงปรารถนา จนกระทั่ง…………
O Opportunity is found to release them harmlessly.
ประสบโอกาสเหมาะ ที่จะปล่อยอารมณ์นั้นออกมา อย่างไม่
มีอันตราย

ใช่ครับ…..เรายังมนุษย์ปุถุชนธรรมดา วัดก็ไม่ค่อยได้เข้า เข้าไปทีหนึ่ง ก็ไปดูผู้หญิงใส่สายเดี่ยวเสียมากกว่า เรายังไม่บรรลุธรรมขั้นใดๆ ทั้งสิ้น ยังห่างไกลกับสวรรค์หลายลี้นัก…..

ดังนั้นเราก็ยังต้องมีความโกรธ ความเศร้า ความโลภ ความหลง ความไม่รู้จักพอ…เป็นธรรมดา

หลวงพ่อแอ็ด ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “จงพยายามกดอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนานั้นไว้” จนกว่าจะถึงโอกาสเหมาะที่จะปล่อยมันออกมาอย่างไม่อันตราย

ท่านหมายความว่าไง…..ท่านหมายความว่า สมมุติว่าเราโกรธลูกค้าที่มาถึงก็ด่าด่าด่าด่า…..ขนาดเราเอาร่มไปขายอันสองอัน แค่ขายถูกกว่ามันหน่อยเดียวมันก็ด่าด่าด่าด่า

ยังไม่พอ ยังไปลากเอาผัว เอาพรรคพวกมาด่าด่าด่า
ให้เราเจ็บใจจนน้ำโหมันจะเล็ดออกมาจากลูกกะตามะรำมะร่อ

หลวงพ่อแอ็ด…ท่านว่า “ให้จงระงับอารมณ์ที่จะไปฆ่าไอ้สองผัวเมียนั้นเสีย…..โดยการเดินหนี หรือไปไหนเสียให้พ้น”……แล้วพอถึงจังหวะเหมาะ จึงหันไปฟันกระบาลมัน เอ้ย…..ไม่ใช่ อย่าทำดังนั้นเทียว หันไปออกกำลังกาย
เต้นแอโรบิ๊ก หัดชกลม หรือไม่ก็หันไปร้องคาราโอเกะ…..
ทำอะไรก็ได้ตามถนัด……หรือจะโพสรูปที่หวามหวิวตามถนัดในห้องสีลม เพื่อที่จะให้อารมณ์ร้ายนั้นละลายหายไป

N Note people’s attitude and use them to………
จงสังเกต และจดจำ “ทัศนคติ” ของบุคคลอื่นไว้ และใช้มัน
S Secure the emotional reaction you want.
เพื่อให้ได้มา ซึ่งปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เราต้องการ

นี่ไงหละ…หลักการที่จะทำให้ผู้อื่นมีอารมณ์อย่างไรก็ได้ ให้เราจำ “ทัศนคติ” ของบุคคลอื่นไว้ ว่าเขาชอบอะไร เชื่ออะไร รักอะไร เกลียดอะไร…และสร้าง “สิ่งเร้า” ให้เขามีปฏิกิริยา หรือเกิดอารมณ์ตามสิ่งเร้าที่เราสร้างขึ้นนั้นๆ

ถ้าเรารู้ว่าเขาเกลียดงู……มีทัศนคติที่ไม่ดีกับงู…….ก็จงเอางูใส่กระเช้า ผูกโบว์ไปให้เขาเป็นของขวัญวันเกิด……เขาจะกรี๊ดจนวงแตกแน่

ถ้าเรารู้ว่าเขาชอบผู้หญิง รูปร่างกำลังสมส่วน ผมยาว ขาว
หมวย สวย อึ๊ม…..ก็จงเอานางใส่กระเช้าผูกโบว์ไปให้เขา
รับรอง คุณจะล๊อคสเป็ค จะตั้งเงื่อนไขในการประกวดราคาอย่างไรก็ได้

ถ้าเราอยากให้เมียของเราตายเร็วๆ และไม่ต้องคดีข้อหาฆ่าเมียตายอย่างหมอวิสุทธ์ ก็จงสังเกต “ทัศนคติ” ของเธอไว้ให้ดี ว่าเธอไม่ชอบอะไร เกลียดอะไร ไม่ต้องการอะไร…
ก็จงทำดังนั้น ทุกๆวัน วันละสามเวลาหลังอาหาร อีกไม่นานเธอก็จะซูบผอม ตรอมใจตายไปเอง…..แล้วเราก็ได้ไปหาใหม่ ที่สวย รวย กว่าเก่าได้อย่างสบายใจเฉิบ

ลุงแอ็ดมีลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งแกเป็นกรรมการตัดสินการประกวดราคาของหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง และเป็นกรรมการที่มีเสียงสำคัญเสียด้วย

วันหนึ่งเรานั่งคุยกันเล่นๆ เรื่องจิปาถะทั่วไป แกก็เล่าให้ฟังว่า “เกลียดอะไร ไม่เท่าเกลียดคนญี่ปุ่น มันเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบคนทั้งโลก แพ้สงครามมาหยกๆ ก็เพราะลอกเลียนสินค้าเขามา จึงมาร่ำรวยเป็นสัตว์เศรษฐกิจของโลก….
……………………………………………………………”

ลุงก็ปล่อยให้แกพล่ามไปเรื่อย….และฟังด้วยความสนใจ ก็รู้ว่า “ทัศนคติของแกที่มีต่อคนญี่ปุ่น…สินค้าญี่ปุ่น…..ติดลบอย่างไม่มีทางแก้ได้”

ตอนนั้นมีประกวดราคาคอมพิวเตอร์เมนเฟรม ก็มีหลายยี่ห้อเข้าไปซื้อซอง รวมทั้งของยี่ห้อญี่ปุ่นคือ NEC และ Fujitsu ด้วย

ก่อนวันที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของญี่ปุ่นจะทำการ Presentation หนึ่งวัน ลุงก็ไม่เยี่ยมคาระวะแก พร้อมทั้ง เอา “เหล้าสาเก” ไปให้แกขวดหนึ่ง เป็นการเตือนความจำ ตอกย้ำจุดเดือดของแก….
พลางไปเล่าให้แกฟังว่า มีลูกน้องเพิ่งไปอเมริกา และแวะเที่ยวที่โตเกียว….ตั้งใจจะซื้อกล้องดิจิทอลมาฝากท่าน….ก็โดนยกเค้าเสียหมดที่สนามบินนาริตะ…เหลือแต่ “เหล้าสาเก” ขวดเดียว

แกฟังแล้วเป็นเดือดเป็นแค้นหนักหนา บอกแล้วว่าไปโตเกียวให้ระวัง….ขะมงขะโมยมันชุกชุม ไอ้กล้องดิจอทง ดิจิทอลก็ไม่ต้องเอามาฝากหรอก ขี้เกียจจะมาใช้ของที่ดีแต่ Copy ของคนอื่นเขามา……และยังนั่งสั่งสอนถึงความไม่เอาไหนของชาวญี่ปุ่นให้ลุงฟังอีกสองชั่วโมง

ทุกคนคงจะรู้นะครับว่า….มันจะเกิดอะไรขึ้น ตอน NEC และ Fujitsu เขาจะมาทำ Presentation ในวันรุ่งขึ้น

ก็ต้องขอโทษพรรคพวกที่ดาต้าแมท และล๊อคเล่ห์ ด้วยที่ต้องใช้วิธีนี้ เพราะเพื่อนชอบเสนอเครื่องตัดราคาชาวบ้านเขาดีนัก

พรุ่งนี้จะกลับมาเรื่อง The Attitude ต่อ

แต่ตอนนี้จำได้ไหมครับ

E-M-O-T-I-O-N-S

มีความหมายอย่างไร…..นี่เป็นเสาเข็ม 8 ต้นแรกของ The Attitude นะครับ

http://lungadd.pantown.com/

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 25 ส.ค. 48 10:15:46 ]


--------------------------------------------------------------------------------










--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

ปิ๊ง! เดี๋ยวเอาไปใช้กับลูกค้าบ้างค่ะ ลุงแอ็ด

จากคุณ : outstanding - [ 25 ส.ค. 48 11:13:14 ]






ความคิดเห็นที่ 2

เรียนถามลุงแอ็ดค่ะ การวิเคราะห์ตลาดเราควรที่จะวิเคราะห์ส่วนไหนบ้างค่ะ เช่นถ้าจะไปเปิดสาขาหรือตลาดใหม่

จากคุณ : ลูกเป็ดสีดำ - [ 25 ส.ค. 48 11:33:53 ]






ความคิดเห็นที่ 3

thanks Na Ka

จากคุณ : ichiko - [ 25 ส.ค. 48 14:25:07 ]






ความคิดเห็นที่ 4

โห ลุงแอ็ดครับ เล่นงี้เลยเหรอครับ

ตอนต้นๆ บทความผมนึกว่าอ่านหนังสือธรรมมะอยู่

แต่ไหงตอนจบมาเป็นวิชาจิตวิทยาไม่รู้เน๊าะ . . .


แต่ได้ความรู้ดีจริงๆ ครับ แหมแค่แซวเล่นอย่าน้อยใจสิครับ เมื่อก่อนแอบอ่าน ตอนนี้มาลงทะเบียนเรียนไปเลยดีกว่า


หลานศิษย์คนใหม่

จากคุณ : อาจารย์โช๊ะ - [ 25 ส.ค. 48 15:45:02 ]






ความคิดเห็นที่ 5

ขอบคุณครับลุง

จากคุณ : virgo_v - [ 25 ส.ค. 48 15:55:16 ]






ความคิดเห็นที่ 6

เข้ามาอ่านค่ะ
ขอบคุณลุงแอ็ดที่นำประสบการณ์มาแบ่งปันค่ะ
: )

จากคุณ : โปจิ - [ 25 ส.ค. 48 16:10:33 A:192.168.12.184 X:202.44.73.10, 202.44.72.3 TicketID:105644 ]






ความคิดเห็นที่ 7

หา เอาร่มไปขายแล้วโดนด่า ฮุ ๆ ๆ









จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 25 ส.ค. 48 17:33:22 ]






ความคิดเห็นที่ 8

ขอบคุณครับ ลุงแอ๊ด

จากคุณ : แบ่งกัน - [ 25 ส.ค. 48 20:48:04 ]






ความคิดเห็นที่ 9

สุดยอด........ครับ..........ชอบมาก
ได้คิดเลยครับ............................ถึงว่าทำไม๊ทำไม คนบ้างคนที่ได้ฟังเรื่องเดียวกัน คนหนึ่งชอ อกชอบใจเป็นนักหนา
อีกคนได้ยินกลับมองเป็นเรื่องเลวร้ายไม่ดีไปซะทุกอย่าง
ก็เพราะเจ้า...........ตัวทัศนคตินี่เอง.......
ขอบคุณ ลุงแอ็ดที่ยังคงถ่ายทอดสิ่งดีๆ..ให้กับพวกเราทุกคนอยู่เสมอๆ..........

(ผมติดตามอ่านบทความของลุงตลอดเลยนะครับ...มีสาระดีมาก......ขอซูฮกให้...ครับ)

จากคุณ : chaos (ปัญหาคาใจ) - [ 25 ส.ค. 48 21:14:10 ]






ความคิดเห็นที่ 10

ถาม : เรียนถามลุงแอ็ดค่ะ การวิเคราะห์ตลาดเราควรที่จะวิเคราะห์ส่วนไหนบ้างค่ะ เช่นถ้าจะไปเปิดสาขาหรือตลาดใหม่

จากคุณ : ลูกเป็ดสีดำ - [ 25 ส.ค. 48 11:33:53 ]

ตอบ : คุณลูกเปิดสีดำ

คำถามของคุณกว้างมาก และสั้นแค่สองบรรทัด แต่ทำเอาคนตอบเหนื่อย เพราะตอบได้หลายเรื่อง แต่ถ้าจะให้แคบลงเช่นที่คุณบอกว่า หากจะไปเปิดตลาดใหม่ หรือสินค้าใหม่ ควรวิเคราะห์เรื่องใดบ้าง คำตอบก็อาจมีเช่น

1. ข้อมูลของการตลาดใหม่ที่เราจะไปเจาะ
- เรายืนอยู่จุดไหน ด้านจินตนาการ ภาพพจน์ ยอดขาย กำไร ตำแหน่ง และส่วน แบ่งของตลาดนั้นๆ
- สภาพของการแข่งขันในตลาดเป็นอย่างไร ใครลงสนามรณรงค์บ้าง ด้วยกลยุทธอะไร ได้ผลแค่ไหน
-สภาพแวดดล้อมของการตลาด ทั้งระดับจุลภาคและมหภาพ ของเราเป็นอย่างไร

2. เราจะตั้งเป้าหมายอย่างไรกับตลาดหรือสินค้าที่จะไปเจาะ เช่น
- การเจาะตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภค
- การสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ขยายตัวออก
- การเปลี่ยนแปลงหรือการกระจายสินค้า
- การจัดการกับจุดอ่อนของคู่แข่ง
- การยกระดับราคา เปลี่ยนขนาด เปลี่ยนรุ่นที่แพงกว่า (ซึ่งได้กำไรมากกว่า)
-การสร้างการยอมรับสินค้าใหม่
- การเอาชนะความลังเล/ความภักดี ต่อคู่แข่งขันของผู้บริโภค
- การอุดช่องว่างการตลาดด้วยสินค้าใหม่ ราคาใหม่ เทคนิคใหม่
-การบุกเข้าถึงรากฐานของคู่แข่ง ด้วยสินค้าที่ดีกว่า
- การสร้างภักดี ของยี่ห้อสินค้า
- การเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาะของการดำเนินการ/งานบริการ

ข้อสำคัญ : คุณจะเรียกลำดับความสำคัญของปัจจัยข้างบนนี้อย่างไร ต้องการอะไรเป็นอันดับหนึ่ง, สอง, สาม ตามลำดับ
อย่าเอาทุกอย่างพร้อมๆ กัน เพราะคุณจะไม่ได้อะไรเลย

3. การกำหนดเป้าหมายทางการตลาด
- เป้าหมายจ้องเด่นชัดและแจ่มแจ้ง
- สร้างเป้าหมายขึ้นมากจากความเชื่อที่ยอมรับแล้ว
- เขียนความคาดหมายออกมา เป็น Paper

4. การวิเคราะห์ ยุทธวิธี 8 P"s ที่เราจะนำไปใช้กับตลาดใหม่ หรือสินค้าใหม่
1. Product
2. Place
3. Price
4. Promotion
5. Packaging
6. Public relation
7. People
8. Power

5. การวิเคราะห์สถานะการณ์ 6 O's ของตลาดใหม่ หรือสินค้าใหม่
1. Objection : ผู้บริโภคเขาต้องการอะไรกัน
2. Objectives : เขาต้องการสิ่งนั้นเพราะอะไร สิ่งที่จูงใจที่สำคัญ คืออะไร
3. Occations : เขาต้องการสิ่งนั้นในเวลาไหน
4. Outlets : ผู้บริโภคจะไปหาสิ่งที่เขาต้องการที่ไหน
5. Organization : ผู้บริโภคจัดการด้านการซื้อ และมีการตัดสินใจ อย่างไร
6. Operation : ผู้บริโภคมีกระบวนการในการซื้ออย่างไร ปัจจัยที่ ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจมีอะไรบ้าง ราคามี ความสำคัญเพียงใด เขาแสวงหาข้อมูลกันอย่างไร

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างบนนี้ และยังไม่หมด.....จะต้องพูดหรือเขียนกันเป็นหลายวัน
ก็หวังว่าจะทำความเข้าใจได้บ้าง

หากอยากจะทราบเรื่องใดโดยเฉพาะ...ก็ยินดีนะครับ

http://lungadd.pantown.com/

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 26 ส.ค. 48 10:43:29 ]






ความคิดเห็นที่ 11

กว้างมากๆเลยนะค่ะ ขอตามไปถามต่อค่ะลุงแอ็ด ขอบคุณมากนะค่ะ

จากคุณ : ลูกเป็ดสีดำ - [ 26 ส.ค. 48 11:55:00 ]








 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 1 กันยายน 2548 21:18:38 น.
Counter : 306 Pageviews.  

ตอนที่ 18 อารมณ์กับงานขาย

นักขายมืออาชีพ ตอนที่ 18 อารมณ์กับงานขาย
เอาเรื่อง ดิแอททอทูท ดิแอททิตูด หรือ ดิแอททิทิว ต่อนะครับ

เมื่อวานนี้ ได้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน ลงข่าวว่า “พระครูใบฎีกาพร้อมลูกวัดจำนวน 9 รูป ทำพิธีโบราณสวด..คาถาปลาช่อน..เพื่อขอฝนให้เกิดแด่ชาวเพชรบูรณ์ซึ่งกำลังแล้งอย่างหนัก”

โดยมีรูปถ่ายพระครูพร้อมด้วยลูกวัดนั่งล้อมรอบ..ปลาช่อน…ซึ่งเอามาทำพิธีดิ้นกระแด๊กอยู่กลางวง…….ลุงเคยได้ยินแต่มีการแห่นางแมวเพื่อขอฝน ตอนนี้ก็มีการขอให้ปลาช่อนให้ฝนอีก…..ก็แล้วแต่ความเชื่อของท้องถิ่น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่….นิสัยคนไทยเขาว่าอย่างนั้น……
นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ….The Attitude หรือทัศนคติ…ที่เข้าไปเกี่ยวกับเขาทุกเรื่อง

เอาอีกเรื่องหนึ่ง ดูข่าวเล่าเช้านี้ของคุณสรยุทธกับคุณอรปรียา ก็เอาข่าวมาออกว่า มีปีเป็นปีมะ อะไรก็ไม่ทราบ ทราบว่ามีปีจออยู่ด้วย ชาวบ้าน เขาก็ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ โดยการลงไปนอนในโลงศพ….ไม่ใช่รายเดียว แต่ทำพิธีพร้อมกันเป็นสิบโลง….มีคนยืนเข้าคิวกันเพื่อลงไปนอนในโลงศพกันมากมาย บางคนก็อุ้มลูกจูงหลานลงไปนอนด้วย…….นี่เป็นเรื่อง ความเชื่อ ….ในท้องถิ่นนั้น…..หรือ ค่านิยม….หรือ The Attitude ที่เหมือนๆ กันของชุมชน…..ก็ทำให้เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องกลายเป็นเรื่องไปได้……….ไม่เชื่อ…อย่าลบหลู่…จำไว้

ถ้าลุงแอ็ดเกิดเชื่อเรื่องนี้เข้า และบังคับให้ป้าอี๊ด ซึ่งเกิดปีจอเหมือนกัน ลงไปนอนในโลงศพ…..ป่านนี้โดนบ้านแตก โดนด่าเละไปแล้ว
ดังนั้น เห็นแล้วยังว่า “ทัศนคติ” มันสำคัญสำหรับชีวิตของคนบางคนแค่ไหน

ทำไมลุงต้องเอาเรื่อง “ทัศนคติ” มาพูดเสียยืดยาว…..มันเกี่ยวกับ “การขาย” อย่างไร……ก็ขอตอบว่า มันเกี่ยวกันมาก เกี่ยวกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

จำได้ไหม…ที่ลุงเคยเกริ่นไว้ว่า “อารมณ์ กับ ทัศนคติ” มันคล้ายๆ กัน……..คนต้องมีอารมณ์ “อยาก…..” เสียก่อน จึงจะตัดสินใจซื้อใช่ไหม

การปิดการขาย….เขาบอกว่า ต้องดูจังหวะอารมณ์ของลูกค้าด้วย ให้ปิดในขณะที่อารมณ์ของลูกค้ากำลังอยาก…..ได้สินค้าของเราอย่างเต็มที่…..น้ำลายไหลยืด…..สูดปากเบาๆ….พลางพึมพำว่า…..

“ไอ้นี่ละวะ…ตูหามาตั้งนานแล้ว……เพิ่งเจอที่ร้านนี้เอง…..”

แล้วก็ขอต่อราคาตามธรรมเนียม……ซึ่งถ้าเป็นดังนั้น หากเราไม่ลดให้ เขาก็จะต้องซื้ออยู่แล้ว…..จึงบอกว่า

“แหม…มันเหลืออันเดียวพี่…อย่าต่อเลยนะครับ….ถ้ามาล๊อตใหม่ราคาก็จะสูงกว่านี้อีก…พี่รับไว้เถอะ….ราคาเก่านะพี่นะ”……

เรื่องอะไรจะไปลดให้แก….ในเมื่อราคาเท่าไหร่แกก็จะซื้ออยู่แล้ว

นี่ก็แสดงว่า “อารมณ์ของลูกค้า” ก็เป็นสิ่งที่สำคัญในการปิดการขาย

ดังนั้น คงไม่มีใครตัดสินใจซื้ออะไรในขณะที่กำลังเศร้าโศกเสียใจ…นอกจาก “โลงศพ”……ที่จำเป็นต้องซื้อ….เพราะจำเป็นต้องเอาไปใส่ศพ….และเคยนึกไหมครับว่า ทำไมการซื้อโลงศพ เขาจึงไม่ต่อราคากัน…..เพราะในขณะที่มีอารมณ์อย่างงั้น มันไม่เหมาะสมในการต่อรองราคา ถ้าผู้ขายเกิดไม่ยอมลดราคา เกิดทะเลาะกับผู้ซื้อที่กำลังโศกเศร้า เรื่องมันก็จะไปกันใหญ่…คงดูไม่จืดทีเดียวละ

ที่ลุงว่า “ทัศนคติกับอารมณ์มันมีความสัมพันธ์” กันนั้น ขอให้เราดูประโยคต่อไปนี้ ซึ่งเป็น Cue Words ในภาษาอังกฤษเช่นเคย และถือเป็นคำหนึ่งในหัวข้อของ The Attitude

E Emotion occur to help us to cope with an expected situation and…….
อารมณ์ เกิดขึ้นเพื่อช่วยเรา ในการต่อสู้กับสถานการณ์ที่เราคาดว่าจะต้องเกิดขึ้น และ…………

ข้อนี้หมายความว่าไง

ความรัก ความกลัว ความกังวล ความไม่สบายใจ…..ความดีใจ ความเสียใจ ล้วนแล้วแต่ เป็น “อารมณ์” ใช่ไหม…….

มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมมันต้องเกิดขึ้น และมันเกิดขึ้นเพื่ออะไร

อยู่ดีๆ มันเกิดขึ้นได้ไหม…..มันมีอารมณ์ “ว่าง” คือ เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย…คำตอบ ก็คือ “มี”

สมมุติว่าเรานั่งเล่นอยู่เพลินๆ ใต้ต้นไม้อันร่มรื่น ไม่ได้คิดอะไร อารมณ์กำลังว่าง ทันใดนั้น งูเขียวตัวเท่าหัวแม่มือก็หล่นผั๊วลงบนตักของเรา…..เป็นไงครับ…..เราก็กระโดดผาง
บางคนอาจร้องโวยวาย…หรืออุทานออกมาเป็นคำที่ปกติเขาไม่ใช้พูดกัน….บางคนก็ช๊อคพูดอะไรไม่ออก….หน้าซีดเป็นไก่ต้ม……บางคนถึงขั้นเป็นลม….หน้ามืดไปเลย ทำไม……ก็เพราะ

“เราคาดเอาว่า….หรือคิดเอาว่า
งูตัวนั้น มันอาจจะ..หรือต้องกัดเรา”……. ใช่ไหม

แต่พอเราดูดีๆ เห็นเจ้างูเขียวตัวนั้น แทนที่จะเลื้อยหนีไป กลับนอนเล่นแลบลิ้นอย่างมีความสุขอยู่ต่อหน้าเรา และเราเหลือบไปเห็นหลานจอมซนของเรา มันเอางูเขียวยางที่เป็นของเด็กเล่น โยนใส่เรา………เราจะรู้สึกอย่างไร………..

ประการแรก คงต้องวิ่งไปกระโดดเตะเจ้าเด็กบ้านั่นสักสองสามที……ที่ทำให้เราตกอกตกใจเล่น……ความตกอกตกใจเมื่อกี้หายไปในทันทีทันใด ที่รู้ว่ามันเป็น “งูเขียวยาง” ไม่ใช่งูจริงๆ

ดังนั้น “อารมณ์เกิดขึ้น เพื่อช่วยเรา ในการต่อสู้กับสถานการณ์ที่เรา…..คาดว่า….มันจะต้องเกิดขึ้น” เข้าใจไหมครับ

ถ้าเรารู้ “ความจริง” เสียแล้ว คือไม่มีการ…คาดว่า…เสียแล้ว
อารมณ์เราอาจจะเปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง

เช่น…เอาละนะ เตรียมตัว ลุงแอ็ดจะโยนประทัดใส่พวกเราแล้วนะ…..ทุกคนคงคาดว่า ประเดี๋ยว คงได้ยินเสียงดังสนั่น
ปัง…….ทุกคนคงจะอุดหูเตรียมไว้ เพื่อคาดว่ามันจะระเบิดเสียงดัง….ปัง…..

แต่ถ้าลุงแอ็ดบอกให้ทราบไว้ก่อนว่า

“ในประทัดนี้ ไม่มีดินประสิวนะ….ถึงจุดไส้ให้ไฟมันลุกถึงข้างใน….มันก็จะไม่ระเบิดหรอก”……

แล้วลุงก็โยนประทัดนั้นใส่พวกเรา…..เป็นไง….ปฎิกริยาที่เรามีต่อการโยนประทัดนั้น ครั้งที่สองต่างจากครั้งแรกไหม…..พวกเรา ไม่คิดว่ามันจะดัง…ปัง….เหมือนอย่างตอนแรก ทุกคนก็จะไม่ตกใจ…..ไม่กลัว ไม่มีอารมณ์อะไรทั้งสิ้น…..บางคนยังเอามือมารับประทัดที่ลุงโยนใส่เล่นเสียอีก

นี่คือที่มาของ “อารมณ์”……และ และอะไร………

M Motivate every decision made.
บันดาลใจ ให้เกิดการตัดสินสินใจทุกครั้ง

ไม่ว่าคุณจะกระโดดผางในครั้งแรก เพราะไม่รู้ว่ามันงูปลอม
หรือร้องโวยวาย ด่าคำอุทานหยาบๆ ออกมา หรือ เป็นล้มล้มหมดสติไป

หรือเฉยๆ ไม่ตื่นเต้น…เพราะรู้อยู่แล้วว่าหลานมันซน มันต้องหาอะไรมาแกล้งเรา

หรือโกรธที่วิ่งไล่เตะหลานไปรอบสนาม ที่มาแกล้งให้เราตกใจ

การกระทำทุกอย่าง ก่อให้การการ “ตัดสินใจกระทำ” มันมาจากอารมณ์ทั้งสิ้น



เช่นเดียวกับการซี้อของ เราตัดสินใจซื้อ ก็เพราะเรามีอารมณ์คาดหมายกับสิ่งนั้นๆ ไว้ว่าอย่างไร……เราอาจจะซื้อร่ม…..ถ้าคาดว่าฝนจะตก หรือ อาจจะซื้อรถยนต์ เพราะคาดว่า เราคงไปไหนมาไหนสะดวกสะบาย

แต่ถ้ารู้ความจริงว่า เจ้ารถยนต์มันกินน้ำมันลิตรละ 30 บาท ไปตลาดทีหนึ่งเสียค่าน้ำมัน ไป 150 บาท ไหนจะเสียค่าจอดให้เทศบาลอีก และรถก็ติดกันเป็นตังเม ต้องเสียยุบเสียยับ…..เราอาจจะไม่ซื้อรถยนต์ก็ได้ นั่งแท็กซี่สบายกว่ากันเยอะเลย………………………จริงไหม

O Our emotional reactions depend upon our attitude
ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของเรา ขึ้นอยู่กับ “ทัศนคติ” ของเรา

นั่นไงครับ…..ทัศนคติ หรือ The Attitude เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ และอารมณ์ของเราแล้ว

จะเกี่ยวข้องอย่างไร จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้ติดตามกันให้ดีในคราวหน้านะครับ

คราวนี้ลุงยอมรับว่า เป็นการบรรยายที่หนักพอสมควร ไม่รู้พวกเราจะเข้าใจกันหรือเปล่า แต่เป็นสิ่งสำคัญที่นักขายน่าจะต้องเรียนมากครับ ถ้าคุณอยากจะเป็น “นักขายมืออาชีพ” คุณจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ และนำไปปฏิบัติให้ได้

ลุงขอเล่าเกริ่นไว้ว่า “นักขายที่เก่งกาจนั้น เขาสามารถที่จะปั่นอารมณ์ให้คุณเป็นอย่างไรก็ได้…จะให้โกรธก็ได้….จะให้รักก็ได้…..จะให้เกลียดก็ได้……ดังนั้น ใครที่มีแฟนเป็นนักขาย ต้องระวังให้ดีนะครับ…..ถ้าเขาติดตามเรื่องของลุงต่อไปเรื่อยๆ เขาจะเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งสามารถปั่นอารมณ์ของคุณให้เป็นอย่างไรก็ได้ ถ้าเขาอยากจะทำ…..” เป็นไง ฟังแล้วน่ากลัวไหมครับ

http://lungadd.pantown.com/

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 23 ส.ค. 48 21:54:34 ]


--------------------------------------------------------------------------------










--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

เมี้ยววววววววววววววววว









จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 24 ส.ค. 48 00:11:56 ]






ความคิดเห็นที่ 2

สุดยอดครับบทนี้...โดดไปหลายคาบเลยเรา - -"

ว่าแล้วก็ยกมือถาม "อ.ลุงแอดครับ ช่วยแจงถึงอารมณ์ต่างๆว่าจะถูกนำมาใช้กับผลการคาดการณ์แบบไหนบ้างครับ เช่นอารมณ์โกรธเกิดจากการคาดการว่า...."


แก้ไขเมื่อ 24 ส.ค. 48 01:28:33

จากคุณ : ฮีโร่ดอย - [ 24 ส.ค. 48 01:24:37 ]







ความคิดเห็นที่ 3

โฮ่ง โฮ่ง คับคุณคู

จากคุณ : น้อง(ของ)หมา - [ 24 ส.ค. 48 07:35:39 ]






ความคิดเห็นที่ 4

อารมณ์โกรธ.....เราคาดว่า........มันจะเกิดอะไรขึ้น

สมมุติว่า...เราเดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเขาคุยกันอยู่
พอเดินไปถึงเขา เขาก็ถ่มน้ำลายปรี๊ด....ลงตรงหน้าเรา
.....เราโกรธไหม.....ทำไมเราโกรธ.....เราคาดว่า หรือ
คิดเอาว่า.....คนกลุ่มนั้น คงเจตนาที่จะถ่มน้ำลายรดเรา เป็น
การดูถูกเรา....อย่างนี้ก็ต้องหยุดมองหน้ากันหน่อย..........

แต่ถ้าเราทราบ ว่าเขามิได้เจตนาจริงๆ มันคันคอนะ....
แล้วเขาก็ไม่เห็นเราด้วย....ถ็ถ่มน้ำลายปรี๊ด...ลงไป อ้อ!
อย่างนี่ให้อภัยกันได้

การถ่มน้ำลาย..ปรี๊ด...เขาเรียกว่า "สิ่งเร้า"

เอาอีกกรณีหนึ่ง......สมมุติว่าเราเห็นแฟนเราแว๊บหนึ่ง.....กำลัง
นั่งรถกับชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเลี้ยวรถเข้าไปโรงแรมม่านรูด
เราตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก....นาทีนั้น....อารามณ์โกรธ
มันก็พุ่งขึ้นมาสุดจะยั้งได้......คุณขับรถตามเข้าไปในโรงแรม
ม่านรูดแห่งนั้น...พลางควักปืนที่อยู่ที่เก็บในในรถขึ้นมาเตรียม
พร้อม........วันนี้มันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง

เดชะบุญ....เสียงมือถือของคุณดังขึ้น............................................

มีหมายเลขที่บ้านโชว์ขึ้น...................เอ๊ะ....ใครโทรมา................

เสียงแฟนคุณดังขึ้น บอกให้คุณช่วยซื้อข้าวหน้าเป็ดไปฝากหน่อย
เพราะอยากกิน......อารมรณ์โกรธของคุณหายเป็นปลิดทั้ง....พลาง
ด่าตัวเองว่า.....เกือบไปแล้วซิเรา........เห็นผู้หญิงคนอื่นกลายเป็น
แฟนเราไปได้

ชัดเจนไหมครับ

ดังนั้น เขาบอกว่า อย่าทำอะไรหุนหันพลัยแล่น คิดให้รอบคอบ ดู
ให้แน่.....ระวัง "ทัศนคติ" ของเราให้คิดเป็นบวกไว้เสมอ แล้วอารมณ์
โกรธก็จะเกิดขึ้นน้อยมาก

ขอบคุณมากครับ...ที่ถามไป

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 24 ส.ค. 48 09:53:11 ]






ความคิดเห็นที่ 5

ขอบคุณครับ ลุงแอ็ด

จากคุณ : kanjanapat (kanjanapat) - [ 24 ส.ค. 48 10:05:47 ]






ความคิดเห็นที่ 6

ขอบคุณครับ

จากคุณ : virgo_v - [ 24 ส.ค. 48 10:19:49 ]






ความคิดเห็นที่ 7

ลุงแอ็ดคะ เข้ามาจดเลคเชอร์เหมือนเดิมแล้วล่ะค่ะ (หลังจากห่างหายไปกว่า 1 เดือนค่ะ)

จากคุณ : Jeabza - [ 24 ส.ค. 48 19:05:18 ]






ความคิดเห็นที่ 8

มาเรียน .ค่ะ ขอบคุณ อาจารย์แอ๊ดมากๆๆ ค่ะ...

จากคุณ : ส้มจี๊ด... - [ 24 ส.ค. 48 19:05:38 A:64.136.162.189 X:64.136.164.35 TicketID:102363 ]






ความคิดเห็นที่ 9

อื่ม...จากที่ลุงแอดยกตัวอย่างมาแสดงว่าอารมณ์โกรธนั้นเกิดจากการคาดการว่าเราจะถูกทำร้ายอย่างแน่นอนซึ่งต่างจากอารมณ์กลัวที่เกิดจากการคาดการ์ณว่าเราอาจจะถูกทำร้าย

สรุป ทัศนะคติเป็นดั่งหางเสือที่จะกำหนดมุมมองต่อสถานะการณ์แล้วก่อให้เกิดการคาดการณ์ซึ่งนำมาสู่รูปแบบทางอารมณ์อันจะก่อให้เกิดการกระทำเพื่อตอบสนองต่อการคาดการณ์นั้นๆ

ผมสรุปแบบนี้ลุงแอดมีความคิดเห็นเป็นอย่างไรครับ

จากคุณ : ฮีโร่ดอย - [ 24 ส.ค. 48 21:55:22 ]






ความคิดเห็นที่ 10

ลุงแอ็ดว่า คุณสรุปแบบนั้น ก็น่าจะถูกเป็นส่วนใหญ่
แต่ เรื่องทัศนคติ....เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก คุยวันเจ็ดวันยัง
ไม่จบเลย

เอาเป็นว่า.....ที่คุณว่ามา ก็ถูกต้องครับ

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 25 ส.ค. 48 09:55:17 ]






ความคิดเห็นที่ 11

อยากเป็นนักปั่นแล้วค่ะ

จากคุณ : outstanding - [ 25 ส.ค. 48 11:22:10 ]








 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 1 กันยายน 2548 21:15:55 น.
Counter : 278 Pageviews.  

ตอนที่ 17 The Attitude

สมัยลุงยังเป็นเซลส์วัยเอาะๆ อยู่ เฮีย (เจ้าเก่า) เขาก็เอาคำนี้มาสอนลุง

เฮียเขาเรียก ดิ แอททิทูด พวกเราก็เลยแปลงเป็น ดิ แอททิตูด…….ต่อมา คุณธวัชมาเป็นเจ้านาย ก็ให้เราเรียก คำนี้ว่า
ดิ แอททิทิว

มันจะเป็น ดิแอททิทูด ดิแอททิตูด หรือ ดิ แอททิทิว อะไรก็ช่างมันเฮอะ…….มันก็เป็น The Attitude ซึ่งความหมายของมันนั้นสำคัญหนักหนา

ลุงเดินไปซื้อหนังสือที่ร้านซี เอ็ดหรือที่ร้าน B2S อยู่เป็นประจำ ก็เห็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มใหญ่ ขนาดหนาสัก 700 หน้าเห็นจะได้ ชื่อว่า “The Attitude”……..เอาพลิกๆ
ดูหลายหนแล้ว เห็นมีคำอธิบาย ศัพท์ทางวิชาการเยอะแยะไปหมด คิดว่า คงมีเนื้อหาสาระเยอะแยะ………………..

แต่กลัวโดนหลอก เหมือน 7 HABITS ที่คนติดกันทั้งเมือง ก็เลยซื้อภาคภาษาไทยมาอ่านหวังจะได้ทันสมัยกับเขาบ้าง ก็รู้สึกผิดหวัง แค่คำสอนของพระพุทธองค์ของเราเรื่อง “อริยสัจสี่” ก็กินขาดแล้ว เลยเลิกอ่าน…………นี่ได้ยินว่ามี
HABIT ที่ 8 ออกมาอีกแล้ว……เฮ้อ

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 21 ส.ค. 48 20:23:18 ]






ความคิดเห็นที่ 2

มันแปลว่าอะไร……..ก็ “ทัศนคติ”……ทำเป็นเซ่อไปได้
ไม่ต้องอธิบายหรอก คนเขารู้กันทั้งเมือง

เจ้าฝรั่งมันเอาคำว่า “ทัศนคติ” มาฝอยได้ตั้ง 700 หน้า สงสัยมันจะมีแต่น้ำ เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ ก็แค่วิญญาณ….เอามาผสมต้มโคล้งให้พวกเรากินอีกเป็นแน่แท้………………..

ไว้เขาแปลเป็นไทยก่อน ลุงจะไปแอบอ่านแล้ว เอามาอธิบายเป็นภาษาไทยให้พวกเราฟัง ตอนนี้ จะอ่านของฝรั่งทั้งดุ้น ก็อ่านไม่ค่อยออกแล้ว เพราะมันอายุมากแล้ว หูตามันชักมองไม่ค่อยเห็นเข้าเต็มที….อีกอย่างหนึ่งคือภาสง ภาษามันกลับไปบ้านเก่าหมดแล้ว…..ไม่ใช้มันนาน ๆ มันก็งอนหนีเรากลับบ้านไป

แต่ลุงยังจำได้ ที่เฮียสอน…….อันว่า “ทัศนคติ” นั้น คือความคิด……..ความเห็น…….ความรู้สึก…………ความชอบ……..ความรัก…ความเกลียด……ความชัง…….ความเหม็นหน้า…….ความเอาแน่ไม่ได้ บางครั้งก็รัก บางครั้งก็หมั่นไส้……….ฯลฯ

ของบุคคล……คนหนึ่งคนใด……ที่มีสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ

เอาแค่นี้ก่อน……..มันแปลว่าอะไร

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 21 ส.ค. 48 20:24:54 ]






ความคิดเห็นที่ 3

ก็คือแปลว่า อะไรต่อมิอะไรข้างบนนั้นแหละ……ซึ่งเป็น “ทัศนคติ” ของเรา ที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะ

ถามว่ามันเป็น “อารมณ์ใช่ไหม” …….จะตอบว่า ใช่ ก็ได้ จะไม่ใช่ก็ได้…..เพราะ อารมณ์ บางทีมันก็เกิดขึ้นทุกครั้ง บางทีไม่เกิด

แต่เจ้า “ทัศนคติ” นี้ ส่วนมากมันจะเกิดทุกครั้ง
นอกจากเราแก้เจ้า “ทัศนคติ” นี้ได้ บางครั้งมันก็อาจจะไม่เกิด แต่ก่อนจะแก้ บางครั้งหากเรา “กด” เจ้าทัศนคตินี้ไว้ได้
มันก็จะไม่เกิดขึ้นเป็นการชั่วคราว หมายถึงบางครั้งเราก็ควบคุมได้ บางครั้งก็ไม่รู้ตัว ควบคุมไม่ได้

ไอ้ที่บอกว่า “มันเป็นของเราโดยเฉพาะ” หมายความว่าไง…..

ก็หมายความว่า มันเป็นของเรา เราหามีสิทธิไปบังคับให้มีทัศนคติของคนอื่นเหมือนของเราหาได้ไม่ ทุกคนต่างก็มีทัศนคติเป็นของตัวเอง จะรัก จะชอบ อะไร ใคร ที่ไหน…..
ก็เป็นเรื่องส่วนตัว คนอื่นหาได้เกี่ยวไม่…………………..

แล้วเอามาพูด…เขียนกันตั้ง 700 หน้า หาพระแสงอันใด….

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 21 ส.ค. 48 20:26:53 ]






ความคิดเห็นที่ 4

ที่ต้องเอามาพูด……(แต่ฝรั่งมันเอามาเขียนได้อย่างไรได้ตั้ง 700 หน้า…นั้นหาทราบไม่) ก็เพราะ

1. มันสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเราเหลือหลาย

2. ทัศนคติ กับ ความเป็นจริง มันหาได้เป็นคนละเรื่องเดียวกันไม่ บางทีมันต่างกันโดยสิ้นเชิง


3. มันเป็นยาเสพติด ที่แก้ไม่หาย แก้ได้ยาก ติดบุหรี่ ติดเหล้า ติดยาบ้า ติดการพนัน ติดฟุตบอล พอจะแก้ได้บ้าง แต่เจ้าทัศนคตินี้ หากติดเข้าไปในทางใด ทางหนึ่งที่ไม่มีประโยชน์แล้วไซร้ พระท่านว่า มันหาวิธีแก้ได้ยาก บางคนก็แก้ได้ บางคนก็แก้ไม่ได้

4. มันเป็นสิ่งเดียว บางคนพูดเช่นนั้น ลุงพบในหนังสือของฝรั่ง (อีกแล้ว) ว่า มันว่า The Only One…………
ที่จะทำให้บุคคลนั้น ร่ำรวย หรือยากจน…..มีความดีงาม
หรือความชั่วโฉด……มีความเป็นคนดี หรือคนเลว….
มีความอาวุโส หรือเป็นเด็กไร้เดียงสา…..มีความยางอาย หรือโกงชาติ ไร้คุณค่า น่าเหยียบ……เป็นรัฐบุรุษที่น่าเคารพ หรือเป็นนักการเมืองผู้ต้องติดคุกในที่สุด……..

พูดง่ายๆ มันเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้คนเป็นคน หรือคนเป็นหมา ก็ได้ทั้งนั้น


และถ้าเจ้า Attitude นี้มัน เป็นโรคระบาด มันก็เป็นยิ่งกว่าอหิวาตกโรค เป็นยิ่งกว่าโรคเอดส์ เป็นยิ่งกว่าไข้หวัดนก เป็นยิ่งกว่าโรคทุกโรค…ที่มนุษย์เคยผจญกับมันมาแล้ว

มันจะระบาดไปในกลุ่มชนเล็กๆ ที่ “ทัศนคติคล้ายๆ กัน”
ซึ่งเราเรียกมันว่า “ค่านิยม”

และถ้ามันระบาดหนัก ระบาดกันในระดับประเทศ ระบาดกันยาวนาน จนบางครั้งเราก็ลืมเสียแล้วว่าทำไมเราจึงมี ทัศนคติแบบนี้ เราก็เรียกมันให้สวยหรูว่า “วัฒนธรรม”

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 21 ส.ค. 48 20:29:11 ]






ความคิดเห็นที่ 5

ลองถามคนไทยทุกคนซิว่า เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ถ้าเจองูกับแขก ให้ตีใครก่อน”

คนไทยต้องบอกว่า “ก็ต้องตีแขกก่อน”

ถามว่า “ทำไม…..” ก็บอกว่า “แขกร้ายกว่างู”

ถามว่ารู้ได้ไง……ก็ปู่ย่าตายายเขาสอนกันมาทั้งนั้น

ถามว่าเคยรู้จัก “แขก” ไหม……..บอก ก็เคยเห็นที่เขามาขายผ้า ขายโรตี ขายถั่วมันๆ ……แล้วไง……ก็ไม่ค่อยชอบ ไม่อยากสุงสิงด้วย ถามว่า แล้วเคยเห็นสาวแขกไหม…..ตอนยังสาว วัย 16 น่ารักจะตาย……ก็ยังทำหน้าเอียนๆ น้ำมันแขกอยู่…บอกว่า ไม่หวาย….พออายุมากหน่อย….ฉุจะตาย…..ผู้หญิงแขกเป็นอย่างนี้ทุกคนแหละ

ลุงเคยมี ดอกเตอร์ (Ph.D.,) ที่บินผ่านประเทศไทยมาประชุมที่สิงคโปร์ เขาเป็นดอกเตอร์ที่เก่งมาก เป็นคนหนึ่งในทีมที่สร้างเครื่องยูนิแวคที่ลุงขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตใช้…….ทางอีแกตก็ดีใจเป็นหนักหนา ที่ได้มีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาเยี่ยมและจะบรรยายความก้าวหน้าทาง
ด้านเทคโนโลยีใหม่ให้ฟัง

ก็นัดแนะกันเป็นอย่างดี ทางอีแกตก็ออกจดหมายเวียนให้รองผู้ว่าการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้อำนวยการกอง เข้าฟังกันทุกคน เกือบร้อยคน

พอลุงบอกว่า แขกผู้ใส่เกือกคนนี้ คือแขกจริงๆ ชื่อ ดร.กุมาร มหาซุปเปอร์ วอระซิง…..ซึ่งเกิดในอเมริกา และจบ PhD ที่หมา’ลัยฮาร์วาด…เท่านั้นละครับ….วงแตก…

ถามว่า ทำไมเอาแขกมาพูด……คนฝรั่งไม่มีแล้วหรือ

ลุงก็บอกว่า เขาไม่ใช่แขกพาหุรัด เป็นแขกจากอเมริกา
ตัวจริงเสียงจริง ไม่ได้มาย้อมแมวขาย……เขาเป็นคนหนึ่งในทีมที่สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรมที่อีแกตใช้อยู่จริง……นี่ถ้าเขาไม่บินมาพูดให้รัฐบาลที่สิงคโปร์ฟัง เราหามิอาจเอื้อมได้เชิญเขามาพูดให้ลูกค้าคนไทยฟังไม่

ก็อิดออด….ไม่เชื่อ…..ยังพูดกันลับหลังว่า แขกมันเก่งจริงหรือ…..พูดจาทีหนึ่งก็ทำคอกระดุก กระดุก เหมือนกิ้งก่า……ไม่น่าเลื่อมใส

ไม่อยากฟัง…..ขอให้เป็นฝรั่งจริงๆ ได้ไหม……………

เป็นกันหมดทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต…..สาบานให้ฟ้าผ่าแมวตาย ลุงสาบานได้ว่า “ไม่เคยเจอทัศนคติอะไรที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน”

ตกลงเชิญเขามาแล้ว ก็ต้องจัดให้เขาพูด……………….

ก็เป็นจริงดังที่คาดหมายไว้…….พอบรรยายจริงๆ …..
ท่านดร. กุมาร มหาซุเปอร์ วอระซิง ท่านก็บรรยายเสียหยดย้อย ส่ายหน้าไป พูดไป…..ส่ายก้นไป พูดไป…..
จนคนเดินออกกันไปทิวแถว…โดยยังไม่ทันหมดเวลา

ทำเอาลุงเข็ดไปจนตาย กับคำว่า “ทัศนคติ” สำหรับไทยกับแขก

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 21 ส.ค. 48 20:30:54 ]






ความคิดเห็นที่ 6

พอผ่านไปได้สักหนึ่งอาทิตย์ ลุงก็เห็นหนังสือพิมพ์ในสิงคโปร์ลงพาดหัวข่าวตัวโตเบอเร่อว่า

“ดร. กุมาร มหาซูเปอร์ วอระซิง….นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกจาก SPERRY UNIVAC ได้มาบรรยายบทบาทใหม่แห่งนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ล่าสุดของโลกให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์เพื่อทิศทางที่จะดำเนินต่อไปอีก 10 ปีข้างหน้า”

ลุงถึงกับหัวร่อก๊าก…ด้วยความสมใจกับ The Attitude ของคนไทยในสมัยนั้น……

แต่ เอ…เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอยู่ไม่ใช่หรือ……ดังนั้น ใครขายคอมพิวเตอร์ให้คนไทย กรุณาอย่าเอาแขก….ไม่ว่าเกิดที่ไหน จบอะไร..ไปบรรยายให้ลูกค้าฟังเป็นอันขาด…..

เอาไอ้ตี๋ฝรั่งหัวแดงที่ไหนก็ได้…..จ้างมันสัก 500.- มาบรรยายให้คนไทยฟังจะได้เป็นที่ชื่นชอบนักหนา

ไอ้นี่ก็เกี่ยวกับ The Attitude อีกเหมือนกัน…….ยังไม่จบครับ ยังไม่จบแน่นอน

พูดเรื่องนี้แล้วมันส์พะยะค่ะ…………………………….

http://lungadd.pantown.com/

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 21 ส.ค. 48 20:31:51 ]






ความคิดเห็นที่ 7

^___^

ยังไม่จบ หนูก็รออ่านต่อนะจิคะ

จากคุณ : สาวน้อยร้อยแปด - [ 21 ส.ค. 48 21:26:16 ]






ความคิดเห็นที่ 8

มาเกาะติดสถานการณ์ ฮี่ๆๆ ลุงแอ็ด กั๊บ แสดงว่า นักขาย แบบ อาจารย์ยาซีน เอส เอ็ม มู ตูร์ (เขียนผิดรึเปล่าหว่า) ณ ไทยแลนด์ เนี่ย ฮอต กว่า ดร.แขก ฟรอม อเมริกา ซะอีกนะ เห็นมีสัมมนาทีไร คนไปฟังกันตรึมมม..เลย

จากคุณ : เด็กจอมแก่น - [ 22 ส.ค. 48 01:53:41 ]






ความคิดเห็นที่ 9

5555 มี่กี่คนนะจะรู้ว่าจ้าวแห่งน่านน้ำ "เจิ้งเหอ" ผู้เกรียงไกรกว่าโคลัมบัส+มาโคโปโล แห่งประเทศจีน

จริง ๆ เป็นคนแขกเช่นกัน ^.^









จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 22 ส.ค. 48 05:26:59 ]






ความคิดเห็นที่ 10

เพิ่งมาเห็นอะลุง ตอนที่ 16 อยู่ไหนเจ้า

กุยแกหาไม่เจอ ใครทำลิงค์ให้หน่อยค้า

จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 22 ส.ค. 48 06:14:55 ]






ความคิดเห็นที่ 11

หูยยย กะลังมันส์เลยคะ รีบๆมาเล่าต่อนะคะลุงแอ๊ด

จากคุณ : น้อง(ของ)หมา - [ 22 ส.ค. 48 08:34:16 ]






ความคิดเห็นที่ 12

เจอแล้วครับคุณกุยแก
ตอนที่ 12 เรื่องนโยบายและระเบียบวิธีการต่างๆ หมายเลข B3654902
กับ ตอนที่ 12 เรื่องวิธีการวางแผน B3659194 Post เลขที่ 12 ซ้ำกันสองตอน

ดังนั้น ตอนที่ 17 เรื่อง The Attitude ถูกต้องแล้วครับ

ฉะนั้นตอนที่ถูกต้อง จะเป็นดังนี้
ตอนที่ 12 เรื่องนโยบายและระเบียบวิธีการต่างๆ
ตอนที่ 13 เรื่องวิธีการวางแผน
ตอนที่ 14 เรื่องข้อคัดค้าน
ตอนที่ 15 เรื่องเขตการทำงาน
ตอนที่ 16 เรื่องคู่แข่ง
ตอนที่ 17 เรื่อง The Attitude

ขอขอบคุณที่ทักท้วงไป

นึกถึงเรื่อง link ที่กุยแกพูดถึง ก็เลยนึกถึง "คุณตอกะจอ" ที่เคยทำ link
ให้ลุงสมัย "อวสานเซลส์แมน" ตอนนี้ไม่ได้เจอะเจอกันเลย คงลืมลุงเสีย
แล้วละครับ

แต่ลุงยังคิดถึงอยู่นะ......จะบอกให้

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 22 ส.ค. 48 08:39:58 ]






ความคิดเห็นที่ 13

คุณเด็กจอมแก่นครับ

ท่านอาจารย์ยาซีน ท่านเป็นปรมาจารย์เรื่อง "การขาย" ที่มีคนติดตาม
กันทั้งเมืองนะครับ ท่านเป็นมุสลิม นับถือศาสนาอิสลาม ท่านไม่ได้
เป็นแขกจากอินตะระเดียครับ

น่าเสียดาย ตอนนี้ท่านเสียไปแล้ว มิฉะนั้นลุงแอ็ดอาจเชิญท่านให้มา
เขียนร่วมกันในพันทิบกับลุงก็ได้ เพราะสนิทกันครับ

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 22 ส.ค. 48 08:45:15 ]






ความคิดเห็นที่ 14

แว๊ก ลุดแอ็ด อาจารย์ยาซีน เสียแล้วเหรอ ตกข่าวอย่างแรง เสียดายจัง สอนสนุกมั่กๆ

จากคุณ : เด็กจอมแก่น - [ 22 ส.ค. 48 13:59:46 ]








 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 1 กันยายน 2548 21:12:11 น.
Counter : 392 Pageviews.  

ตอนที่ 15 คู่แข่ง (Oppositions)

นักขายมืออาชีพ ตอนที่ 15 คู่แข่ง (Oppositions)
คุณมีคู่แข่งไหมครับ คุณขายผูกขาดอยู่แต่ผู้เดียวใช่ไหมครับ

ถ้าอย่างงั้น…………คุณข้ามบทนี้ไปได้เลย

แต่ถ้าบอก “มีเพียบ” มีเป็นร้อย มีเป็นพันราย เราก็เห็นจะต้องมาคุยกันหน่อย ว่า “คู่แข่งคืออะไร”

ไม่น่าถามว่า “คู่แข่งคือใคร คืออะไร” ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้ว

แต่ลุงเคยถาม “การรถไฟแห่งประเทศไทย” ว่าเขามีคู่แข่งไหม……เขาบอกไม่มี…..เพราะเขาเป็นรายเดียวที่ขนผู้โดยสารและสินค้าไปเชียงใหม่โดย “ทางรถไฟ”

ถ้าตอบอย่างนี้เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ก็เป็นอันถูกต้อง เพราะสมัยนั้น รถไฟเท่านั้น ที่ไปถึงเชียงใหม่

แต่สมัยนี้ ปี พ.ศ. 2548 แล้ว มันเปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้คุณมีคู่แข่งแล้ว ลูกค้ามีทางเลือกแล้วที่จะไปเชียงใหม่โดยรถบัส รถทัวร์ปรับอากาศ รถตู้ รถเก๋ง รถจักรยานยนตร์ (ถ้าใครขับไปถึง) เครื่องบินขนาดใหญ่ เครื่องบินแบบใบพัด เครื่องบินแบบโลว์คอส
โอ้ย……เยอะแยะไปหมด

“ใครและอะไรก็ได้ ที่ทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์สมความปรารถนา และมาแทนที่คุณได้” ถือว่าเป็นคู่แข่งของคุณทั้งหมด

ถามเล่นๆ…..ไม้จิ้มฟันมีคู่แข่งไหม

มี เชือกไหมขัดฟันที่เรียกว่า “Dental Floss” ไง มันสามารถดึงเอาเศษอาหารออกมาจากซอกฟันได้เหมือนกับไม้จิ้มฟัน

มันจึงคู่แข่งตัวฉกาจของไม้จิ้มฟัน

ดังนั้น การเรียนรู้เรื่อง “คู่แข่ง” ของคุณ คุณต้องรู้อะไรบ้าง

คำตอบก็คือ รู้ทุกอย่างเรื่อง “คู่แข่ง” ให้เท่าๆ กับสินค้าของคุณ นั่นหมายความว่า

C = คุณต้องรู้ว่าลูกค้าของคู่แข่งคือใคร อยู่ตรงไหน
P = คุณต้องรู้สินค้าของคู่แข่ง รวมทั้ง “ฮิปปี้” ด้วย
C= คุณต้องรู้จักคำบ่น หรือคำต่อว่าที่ลูกค้ามีต่อคู่แข่ง
P= คุณต้องทราบนโยบายและวิธีการของคู่แข่ง
H= คุณต้องรู้ว่าคู่แข่งของคุณวางแผนเข้าแข่งขันกับ
คุณด้วยอะไร
O= คุณต้องรู้ว่าคู่แข่งของคุณมีข้อโต้แย้งเรื่องอะไร
บ้าง
T= คุณต้องรู้เขตการทำงานของคู่แข่งของคุณเป็น
อย่างดี
O=และคุณต้องรู้ว่าใครบ้างคือคู่แข่งทางตรง และคู่
แข่งทางอ้อม

ใครคือเพื่อนซี้ของคุณที่เป็นเสมือนคู่แข่งแต่ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นคู่ค้าของคุณ และใครคือคู่แข่งตัวจริงของคุณ เจอกันไม่ได้ เป็นต้องฟันกันเละไปข้างหนึ่ง

ลุงดีใจหนักหนา ตลอดเวลาที่ขายคอมพิวเตอร์เมน
เฟรมมา 30 กว่าปี คู่แข่งที่สำคัญที่สุดของลุงคือ IBM เจอกันเป็นไม่ได้ ต้องฟัดให้จมเขี้ยวกันไปข้างหนึ่ง (แต่สำหรับเพื่อนๆ ทุกคน เราเป็นเพื่อนที่รักกันหมดหัวใจนะครับ)

วันหนึ่ง เมื่อลุงแอ็ดลาออกจากบริษัท ซัมมิท คอมพิวเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญของ IBM
ลุงก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่า คุณอนันต์ ลี้ตระกูล ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายขายของ IBM ต้องการอยากจะคุยด้วย

ลุงก็นึกในใจว่า เอ….หรือ IBM จะมาดึงตัวเราไปทำงานด้วย…..แต่เป็นไปไม่ได้นี่นา จากที่ลุงศึกษามานโยบายของ IBM จะไม่ดึงคู่แข่งมาทำงานกับเขาเป็นอันขาด เพราะขี้เกียจมาถ่ายเลือดให้เป็นสีน้ำเงิน (ชาว IBMเขามีเลือดสีน้ำเงินทุกคน ไม่เชื่อลองขอเขาพิสูจน์ดูซิ)

ลุงก็ไปพบลุงอนันต์โดยลำพังที่บริษัท (เพราะลุงแอ็ดกับลุงอนันต์เป็นเพื่อนกัน แต่ลุงอนันต์เขาเป็นรุ่นพี่กว่านิดหน่อย…..)

“ดีแล้ว ที่คุณออกจากซัมมิทเสียได้…..” ลุงอนันต์ทักทายขึ้นก่อน

“อ้าว…..แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณละครับ…..นี่คุณอยากพบผมแค่อยากแสดงความยินดีเท่านั้นเองหรือ…” ลุงแอ็ดก็ตอกกลับเข้าให้

“ไม่ช่าย….ไม่ใช่ คือผมรู้มานานแล้วว่า นอกจากคุณบริหารอยู่ที่ซัมมิทแล้ว คุณยังทำ Site Line โดยการเป็นวิทยากรอยู่ด้วย…..ใช่อะปล่าว…”

“ใช่ก็ใช่…..” ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณอนันต์แกจะมาไม้ไหน

“นั่นซิ ผมจึงว่า คุณออกมาจากซัมมิทนะดีแล้ว ถึงทีผมจะได้เชิญคุณมาบรรยายให้ IBM ฟังบ้าง เราอยากเชิญคุณมาตั้งนานแล้ว แต่การที่คุณยังทำงานอยู่กับซัมมิท เราเลยเชิญไม่ได้”

ลุงแอ็ดเลยถึงบางอ้อ…..ว่า IBM เขาจะมีงานสัมมนา Kick Off การขายประจำปีที่พัทยา ปีนี้เขาจะเชิญลุงแอ็ดไปบรรยายด้วย แต่ถ้าลุงแอ็ดยังไม่ออกจากซัมมิทเขาก็เชิญไม่ได้

“ด้วยความยินดี และเป็นเกียรติอย่างยิ่งขอรับเจ้านาย….”

ลุงแอ็ดพูดอย่างจริงใจ การที่คู่แข่ง ซึ่งรบราฆ่าฟันกันเหมือนจะต้องตายไปข้างหนึ่ง นั่นมันเรื่องหน้าที่เท่านั้น แต่พอลงจากเวทีแล้ว เราก็กลายเป็นเพื่อนซี้กัน ช่วยงานสังคม และใครมีความสามารถจะช่วยอะไรใครได้ เราก็ช่วยกันเต็มที่

“คุณอยากให้ผมพูดเรื่องอะไรละ…..” เพราะลุงรู้ดีว่านักขาย IBM นั้นนะฝีมือสุดสุดอยู่แล้ว….ในยุทธจักรการขายเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น เขาต้องยกให้ IBM
ไม่มีใครเทียบได้

“คุณช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมว่า “ทำอย่างไร…คุณจึงเป็นคู่แข่งของเรามาได้ตลอดเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา”

เล่นเอาลุงสะดุ้งเฮือก…..แหม…ช่างเลือกหัวข้อนี่หว่า
จะให้เราเอาความลับ และวิธีขายของเราไปบอกใช่
ไหมละ……..แต่ลุงคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ ลุงไม่ต้องแข่งกับ IBM อีกแล้ว เอาก็เอาวะ…..ลองพูดให้ IBM ฟังสักตั้ง

และแล้ว ลุงก็ไปพูดหัวข้อนี้แหละ “How to fight with IBM Thailand for 3 decades” โดยเอาเรื่อง ความรู้ที่เราต้องรู้เรื่อง CPC-PHOTO เกี่ยวกับคู่แข่งขันนี่แหละไปพูด เป็นที่ชื่นชอบของชาว IBM นักหนา

ดังนั้น นี่เป็นเข็มทั้งหมดที่คุณจะต้องตอกลงบนพื้นให้แน่นหนา

1. CPC – PHOTO
2. HIPPIES
3. AWARE

จำนวน 20 ต้น (จำได้หมดหรือเปล่า….ลุงบอกแล้วว่ามีเป็นร้อย ให้คุณเขียน Cue Words เหล่านี้บนกระดาษแล้วท่องมันทุกวัน…ถ้าคุณรักที่จะเป็น “นักขายมืออาชีพ” จริงๆ)

ก่อนที่คุณจะปักเสาแรก “ความรู้พึงมีของพนักงานขายมืออาชีพ” (Knowledge of the Salespersons) ลงไป

นี่เป็นเสาแรกนะครับ คลังคามันยังยืนอยู่ไม่ได้หรอก
ถ้ามีแค่เสาเดียว ตั้งกี่ทีกี่ที หลังคามันก็ยังล้มครืนมาอยู่อย่างงั้น

อยากจะรู้เรื่องเสาต้นที่สองไหมละครับ…….ก็ลองตามไปดูกันนะครับ

http://lungadd.pantown.com/

จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 18 ส.ค. 48 22:03:56 ]


--------------------------------------------------------------------------------










--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

นึกถึงคำพูดเจ๊แบมคะ เป็นคู่แข่ง ไม่ได้เป็นศัตรู









จากคุณ : กุนซือเอกแห่งรัฐวุ่ย - [ 19 ส.ค. 48 01:40:39 ]






ความคิดเห็นที่ 2

จะพยายามจำให้ได้นะคะลุงขา

จากคุณ : ichiko - [ 19 ส.ค. 48 09:02:01 ]






ความคิดเห็นที่ 3

เจ๋งครับลุง~!!

พึ่งเข้ามาอ่าน กำลังจะรีบย้อนกลับไปอ่านตอนแรกๆนะครับ..

จากคุณ : หลาน - [ 19 ส.ค. 48 10:48:49 A:210.1.23.10 X: ]






ความคิดเห็นที่ 4

เข้ามาอ่านเหมือนกันค่ะ
: )

จากคุณ : โปจิ - [ 19 ส.ค. 48 15:01:56 A:202.44.73.10 X:202.44.72.3 TicketID:105644 ]






ความคิดเห็นที่ 5

********** ลงชื่อเรียน ค่ะ.....ส้มจ๊ด..เอง ค่ะ **************

จากคุณ : ส้มจี๊ด... - [ 19 ส.ค. 48 18:33:58 A:64.136.162.25 X:64.136.164.35 TicketID:102363 ]






ความคิดเห็นที่ 6

เข้ามา เติมความรู้ด้วยคน.....ครับ.

จากคุณ : Donax B - [ 19 ส.ค. 48 22:32:51 ]






ความคิดเห็นที่ 7

สงสัยหมดสิทธิ์สอบแน่เรยยยย

ขาดเช็คชื่อตั้งหลาย class งือออออ ก็หนูต้องไปตามไซท์งานนี่นา (ไซท์งานนะคะ ไม่ใช่ไปเป็นสาวไซท์ไลน์ ^^" )

พักนี้น้องม๋าค่อนข้างจะตัวดำ ลุงแอ๊ดมีตำราแก้เซลส์ตัวดำมั้ยคะ อิอิอิ ;-)

จากคุณ : น้อง(ของ)หมา - [ 20 ส.ค. 48 13:03:28 ]





 

Create Date : 01 กันยายน 2548    
Last Update : 1 กันยายน 2548 21:07:16 น.
Counter : 305 Pageviews.  

1  2  

ลุงแอ็ด
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 31 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลุงแอ็ด's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.