It's Okay, It's Love
It's Okay, It's Love

ละครที่นางเอกเป็นจิตแพทย์และตัวเองก็มีปัญหาทางจิต แถมพระเอกก็มีด้วย! แค่นี้ก็น่าสนใจแล้วใช่ไหม? แล้วมันก็สนุกจริง ๆ ด้วย สนุกแบบแปลก ๆ

เนื่องจากเราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในละครเกาหลีเลยรู้สึกแปลกใหม่สุด ๆ (ไม่แน่ใจว่านี่เป็นละครเรื่องแรกที่นำเสนอเรื่องราวของคนป่วยทางจิตอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในเกาหลีหรือเปล่า)


สิ่งที่ชอบ
- ประเด็นแปลกใหม่ดี ดูแล้วรู้สึกน่าติดตามและไม่จำเจ
- D.O. (คังวูในเรื่อง) คือแคสต์มาดีมาก เพราะดีโอน่ารักสดใส ออกมาทีวิ้ง ๆๆ ถ้าเป็นคนอื่นที่หมอง ๆ มาเล่น ละครคงดูหม่นและหดหู่ไปมาก


สิ่งที่ไม่ชอบ
- อันนี้ไม่รู้จะโทษนักแสดงหรือโทษบทหรือทั้งสองอย่าง แต่เราดูแล้วไม่รู้สึกถึงความรักระหว่างพระเอกนางเอกเลยอ่ะ รู้ว่าเขารักกันเพราะละครมันบอกเราแบบนี้ แต่ไม่รู้สึกน่ะ สรุปคือดูแล้วไม่อิน
- นางเอกแรก ๆ ดีนะ แต่ทำไมหลัง ๆ เขียนบทให้น่ารำคาญอะ
- คู่ของ soo kwang กับเด็กมัธยม คือไม่เข้าใจแต่แรกเลยว่ามันอะไรยังไง ไม่มีดีกว่าไหม ไม่ได้ add อะไรให้เรื่องนอกจากความน่ารำคาญไหม?
- คิดว่าประเด็นของพระเอกโดนลากยาวเกินไปกว่าจะเปิดเผย ทำให้รู้สึกว่าเรื่องตรงกลางมันยืด และหลัง ๆ มีเวลาไม่พอในการ resolve ปัญหา ดูเหมือนเร่ง ๆ ในการคลี่คลายไปจนจบเรื่อง


สิ่งที่คิดไม่ตก
- การที่พ่อนางเอกมานั่งหราอยู่หน้าร้านเลย แทนที่จะเอาไปแอบอยู่หลังบ้านไรงี้ คือจริง ๆ แล้วคงเพื่อความสะดวกในการดูแล แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นการไล่ลูกค้าหรือเปล่า? หรือเป็นการเรียกลูกค้า เพราะคนอาจจะเห็นใจเลยอยากเข้ามาอุดหนุน


โดยรวมแล้วเป็นละครที่ดูได้แต่ไม่ประทับใจ เหมือนจะพยายามมากเกินไปเลยดูไม่เป็นธรรมชาติ หรือจะบอกว่ากั๊ก ๆ เลยดูแล้วไม่ค่อยจริงใจดี เหมือนบุคลิกของพระเอก ช่างเป็นพระเอกที่เราดูแล้วไม่สามารถชอบและวางใจได้จริง ๆ



Create Date : 03 มกราคม 2558
Last Update : 3 มกราคม 2558 17:57:44 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
Marriage, not Dating
ละคร(หรือแม้แต่หนังก็เหอะ) Romantic Comedy เป็นอะไรที่ทำยากมาก การหา setting ให้แปลกใหม่ก็ยาก การทำให้คนดูติดตามก็ยากเพราะปมมักจะเป็นอะไรที่เบา ๆ ถ้าพระเอกนางเอกไม่มีเสน่ห์ เคมีไม่เข้ากันก็จบ และถึงแม้จะดีพอที่คนดูตามดูจนอวสานแล้ว การที่จะจบอย่างประทับใจ เป็นที่จดจำก็ยากอีก เพราะอย่างที่บอกปมเบา คลายเบา จบไปเบา ๆ ยิ้ม ๆ ลืม ๆ

ยิ่งเรื่องนี้พล็อตโคตรซ้ำอย่างเอาแฟนปลอม ๆ มาหลอกแม่ (อีกแระ!) แค่อ่านพล็อตก็พาลเบื่อจนขี้เกียจจะดูแล้ว แต่เห็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเรื่องนี้บทดี ครีเอทสุดติ่งกระดิ่งแมว เราก็เลยขอดูให้เป็นบุญตาสักหน่อย ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาพูดนะ บทเรื่องนี้สามารถเอาพล็อตเดิม ๆ มาเล่าแล้วเติมสิ่งที่สดใหม่เข้าไปได้ ทำให้น่าติดตามจริง ๆ นั่นแหละ แต่ก็ช่วงครึ่งแรกเท่านั้นน่ะนะ หลังจากนั้นความน่าติดตามดร็อปลงพอสมควร

สิ่งที่ชอบ
- นางเอก น่ารักและแสดงดีมาก ความสำเร็จของเรื่องนี้ครึ่งหนึ่งยกให้นางเอกเลยทีเดียว
- episode 5 คือชอบมากถึงขนาดจำเลขตอนได้เลยทีเดียว ตอนนี้เขียนบทได้ฉลาดมาก
- ความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกกับแม่พระเอก นี่สิ ไม่จำเป็นต้องเดิม ๆ
- บทสรุปของครอบครัวพระเอกในตอนจบ สะใจ

สิ่งที่ไม่ชอบ
- พระเอก ไม่หล่ออะ จืด ๆ หน้ายังกะ JYP สมัยหนุ่ม
- พระรอง แสดงไม่เก่ง นางรอง บทน่ารำคาญมว้าก
- conflict/การดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งหลัง ไม่น่าเชื่อว่าคนเขียนคนเดียวกับครึ่งแรก

แม้ครึ่งหลังจะไม่ค่อยปลื้ม แต่ครึ่งแรกก็ดีพอที่จะแนะนำให้ดูนะ หลัง ๆ ก็ดูมั่งกรอมั่งข้ามมั่งก็ได้นี่เนอะ :P



Create Date : 03 มกราคม 2558
Last Update : 3 มกราคม 2558 17:15:25 น.
Counter : 185 Pageviews.

0 comment
Misaeng (Incomplete Life)
ละครเกาหลีที่ไม่มี love line!!! เรื่องแปลกแต่จริงได้เกิดขึ้นแล้ว

คู่เมนของเรื่องเป็นชายกับชาย(แต่ไม่ใช่เกย์นะ!) เด็กใหม่เพิ่งเข้าทำงานกับหัวหน้างาน

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอุปสรรคในการทำงานออฟฟิศทั่วไปแต่สนุกมาก! โทนของเรื่องจะเป็นแนวหม่นหมอง เครียด กดดัน ประมาณ 80% แล้ว 20% ที่เหลือเป็นตลก!

ละคร misaeng ดัดแปลงจาก web toon ที่โด่งดังในเกาหลี จนได้ชื่อว่าเป็นไบเบิ้ลของมนุษย์ออฟฟิศ มีคนติดตามเป็น cult เลยทีเดียว ทั้งการ์ตูนทั้งละครประสบความสำเร็จจนตอนนี้คนเขียนการ์ตูนกำลังเขียนภาคต่อแล้ว และคาดว่าละครก็จะได้ทำภาคต่อเช่นกัน

ตัวละครเอก จาง คือเร เป็นนักเล่นโกะที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน สอบเทิร์นโปรไม่ผ่านสักทีจนอายุเกินกำหนด วุฒิการศึกษาขั้นสูงสุดที่ถืออยู่ในมือก็เป็นแค่ใบสอบเทียบม.6 จะทำอาชีพอะไรก็ไม่มีทางเลือกมากนัก

(นึกถึงการ์ตูนฮิคารุเซียนโกะเลย ถ้าฮิคารุสอบไม่ผ่าน ก็คงจะเป็นแบบนี้เหมือนกัน เพราะฮิคารุก็ไม่ได้เรียนต่อม.ปลาย)

แล้วระหว่างที่ใช้ชีวิตรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์ไปวัน ๆ อยู่มาวันหนึ่งก็จับพลัดจับผลูมีโอกาสได้เข้าทำงานเป็น intern ในบริษัทเทรดดิ้งชั้นนำของประเทศ พนักงานคนอื่นพูดภาษาจีน เยอรมัน ญี่ปุ่น รัสเซียกันเป็นว่าเล่น ในขณะที่คือเรพูดภาษาอังกฤษยังไม่เป็นเลย พนักงานคนอื่นยุ่งมากทำงานมือเป็นระวิง ในขณะที่คือเรยืนเอ๋อไม่มีอะไรทำ งานแรกที่ถูก assign ให้ทำคือไปซีรอกซ์เอกสาร แต่คือเรใช้เครื่องไม่เป็น แถม social skill มีค่าเป็นศูนย์อีก!

แล้วอย่างนี้พอหมดช่วง intern แล้วบริษัทเขาจะจ้างคือเรทำงานต่อไหมเนี่ย? ยิ่งเป็นสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองที่แม้แต่คนจบมหาลัยดัง ๆ ยังตกงานแบบนี้... บริษัทรับ intern ทีหลายสิบ แต่จ้างต่อจริงแค่หยิบมือเดียวงี้...

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่คือแรคนเดียวที่เลือดตาแทบกระเด็นเพื่อจะอยู่รอดในองค์กรให้ได้ ทุกคนต่างก็ต้องต่อสู้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน intern ด้วยกัน หรือแม้แต่พวกตำแหน่งสูง ๆ ขึ้นไปก็เหอะ (พลาดทีหนึ่งก็ต้องกระเด็นไปไกลเลยด้วยสิ) ปัญหาของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป

จะทำยังไงถ้าหัวหน้าให้ทำแต่งานกระจอก อย่างเช่น ซีร็อกส์, จัด format excel ฯลฯ

จะทำยังไงถ้าคนในแผนกเห็นเราเป็นผู้หญิง เลยไม่ให้ทำงานจริง แต่สั่งให้ชงกาแฟให้อยู่ได้

จะทำยังไงถ้าหัวหน้าเอาเปรียบ เอางานของตัวเองมาให้เราทำ แล้วยังไม่ให้เครดิตเราอีก (แถมสั่งเราไปซื้อกาแฟแล้วไม่คืนเงินอีกต่างหาก?!)

จะทำยังไงถ้าเพื่อนที่เข้าบริษัทรุ่นเดียวกันได้ทำโปรเจคกันหมดแล้ว แต่เรายังดักดานทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้อยู่คนเดียว?

จะทำยังไงถ้าโปรเจคที่ทีมเราปั้นมาแรมเดือน อยู่ ๆ ก็ถูก management ดึงไปให้ทีมอื่นทำ

ฯลฯ

คนที่ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ บางคนอาจจะคิดว่าพวกที่ทำงานในห้องแอร์แสนสบาย แต่ละครเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์ออฟฟิศมันไม่ง่าย แต่เชื่อว่ามีหลายคนที่ดูละครเรื่องนี้แล้วจะพูดว่า "โธ่ ชีวิตจริงมันยิ่งกว่านี้อีก" :'(

ลองหามาดูกันนะ แนะนำ ๆ
และหวังว่าละครเกาหลีจะเคลื่อนไหวไปทางแนวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ คือเอาโรแมนซ์ลงมาเป็นเรื่องรองหน่อย จะได้มีอะไรแปลกใหม่ให้เราดูกันเยอะ ๆ เนอะ ^^



Create Date : 03 มกราคม 2558
Last Update : 3 มกราคม 2558 16:44:03 น.
Counter : 691 Pageviews.

0 comment
Heirs น่าเสียดายที่มีดีแค่เปลือก
왕관을 쓰려는자, 그무게를 견뎌라 - 상속자들 (Heirs ผู้ต้องการสวมมงกุฎ จงทนแบกรับน้ำหนักมงกุฎนั้นไว้) ละครเกาหลีที่ได้รับการโฆษณาว่าเป็น Gossip Girl ฉบับเกาหลี เพราะเป็นเรื่องของบรรดาลูกมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการหญ่ายที่อยู่ในวัยไฮสคูล

จขบ.ดูแล้วขอสรุปว่านอกจากเป็น Gossip Girl แล้วยังมี Boys Over Flower และ School 2013 อีกด้วยที่ถูกเอามาเป็นส่วนผสมของ Heirs

เหมือน Boys Over Flower ตรงนางเอกจนปากกัดตีนถีบกับพระเอกโคตรรวยต้องฝ่าฟันอุปสรรครักด้วยกันตามสูตร นางเอกจนแต่ต้องมาเรียนโรงเรียนไฮโซเต็มไปด้วยลูกคนรวย แถมยังมีปัญหาการรุมรังแก(bully)นักเรียนด้วยกันเหมือนกันอีกต่างหาก

เหมือน School 2013 ตรงเป็นเรื่องของปัญหาระหว่างเด็กผู้ชายสองคนและการรุมรังแก (ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในละครเรื่องนี้ แต่กลับถูกทรีตเหมือนเป็นเรื่องเบา ๆ ใน Heirs และ Boys Over Flower ซะงั้น)

และที่บังเอิญ(เอ๊ะ หรือจะไม่?)ก็คือพระเอก Heirs (Lee Minho) ก็เป็นพระเอกจาก Boys Over Flower และพระรอง Heirs (Kim WooBin) ก็เป็นพระรองจาก School 2013 ด้วย! อะไรจะบังเอิญขนาดนี้!

คนเขียนบทเรื่อง Heirs คือคนเดียวกับเรื่อง Secret Garden และ Gentleman Dignity ซึ่งเป็นละครที่ดูสนุกระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับประทับใจทั้งคู่ โดยเฉพาะ Secret Garden นี่ผ่านไปช่วงหนึ่งถึงกับรำคาญเลยทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องวนไปมาอยู่ที่เดิม ไม่รู้จะทดสอบความอดทนของคนดูอะไรนักหนา ได้แต่ดูไปบ่นไปว่าเมื่อไรจะจบ ๆ ไปสักที ส่วนในเรื่อง Gentleman Dignity ก็มีปัญหาเรื่อง conflict ของเรื่องดูเบาโหวงจนคนดูรู้สึกว่าตัวละครจะดราม่าเกินความเป็นจริงกันไปไหน โดยสรุปคือทั้งสองเรื่องเลย ดูแรก ๆ จะนึกว่าต้องมีอะไรมากมายเต็มไปหมดเลย ถึงกลางเรื่องก็จะตะหงิดว่าเอ๊ะ... มันจะมีแค่นี้จริง ๆ เหรอ? แล้วพอตอนจบก็พยักหน้าว่าอ้อ มันมีแค่นี้จริง ๆ แหละ... โธ่เอ๊ย...

เช่นเดียวกันกับเรื่อง Heirs ที่น่าเสียดายเพราะละครเต็มไปด้วยนักแสดงหน้าตาดีมาก (มากๆๆๆๆๆๆ) แต่เนื้อเรื่องกลับโหวงเหวงกลายเป็นแค่การฟันฝ่าอุปสรรครักระหว่างสาวยาจกกับหนุ่มลูกเศรษฐีอีกแล้ว (สงสัยจริงจังว่าคนเกาหลีเขายังไม่เบื่อกันอีกเหรอ) เนื้อหาวนเวียนจนจขบ.ต้องกรอๆๆข้ามฉากวนลูปของพระเอกนางเอกไป (ขนาดหน้าหล่อ ๆ ของ Lee Minho และโคตรน่ารักอย่าง Park Shinhye ยังกรอข้ามได้หน้าตาเฉย คิดดู) หลัง ๆ นี่รอดูแต่ Kim WooBin คนที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดในเรื่อง ^^;

ตอนแรก ๆ จขบ.ดูแล้วลุ้นด้วยความตื่นเต้น เห็นมีตัวละครลูกคนรวย(หล่อ ๆ สวยๆ)เยอะแยะ จัดมาน่าสนใจทีเดียว ทายาทธุรกิจพวกนี้ต้องมีเรื่องอะไรสนุก ๆ ให้ลุ้นเต็มแน่เลย มีเรื่องการวางแผนอนาคตฉลาด ๆ หรือชิงไหวชิงพริบทางธุรกิจมัน ๆ หรือความเศร้าปัญหาที่ต้องเจอะเจอไม่เหมือนเด็กทั่วไป

คือจากชื่อเรื่องและจำนวนตัวละครมันทำให้คาดหวังไปถึงเรื่องพวกนั้นไง ที่ไหนได้สเกลเนื้อเรื่องเหมือนละครน้ำเน่าสาวยาจกกับลูกคนรวยที่เห็นกันดาดดื่นเด๊ะ เชยสะบัด

เรื่อง bully ที่ใส่เข้ามาก็ดูยัดเยียด จงใจใส่เข้ามาให้ละครแรงเข้าไว้ พระเอกตอนเด็กหน้าตา innocent มาก ใครจะเชื่อว่าเคยทำร้ายอะไรได้แม้กระทั่งแมลง? จขบ.เชื่ออย่างจริงจังว่าละครจะดีขึ้นมากถ้าตัดเรื่อง bully ไป เพราะจะทำให้คาแรกเตอร์ที่ Kim WooBin เล่นไม่ดูกระโดดมากจนเกินไป

ปมปัญหาระหว่างพระเอกและพี่ชายก็ไม่มีการปูให้ดูเลยว่าเป็นอย่างนี้ได้ยังไง เรื่องระหว่างพี่ชายกับราเชลได้รับการพูดถึงนิดหนึ่งแล้วก็หายไป คือแรก ๆ คิดว่าต้องมี flashback มา support แน่ ๆ เลย แต่แล้วจนจบเรื่องก็ไม่มี

พ่อพระเอกนี่ที่สุดของที่สุดและ คิดทำอะไรดูไร้เหตุผล ประเด็นใหญ่อยู่แต่อธิบายแบบผ่าน ๆ ทางไดอาล็อกประโยคสองประโยค ฟังแล้วก็ยังงงอยู่ว่าลุงแกคิดอะไร จับพี่น้องมาชนกันแล้วบอกเพื่อรักษาบริษัท ลอจิกมนุษย์ดาวไหน? ตลอดละครทั้งเรื่องไม่เคยรักษาน้ำใจใคร มาทำเป็นบอกไม่กอดพระเอกตอนเด็กเพราะกลัวพี่ชายเสียใจ กินยาไม่เขย่าขวดรึเปล่า ทำไมคาแรกเตอร์พลิกไปมาได้เยี่ยงนี้??

เรื่องเกมธุรกิจ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการแต่งงานการเมือง และการนับเปอร์เซนต์หุ้นเพื่อโหวต ไม่รู้จะผิวไปไหน

โดยสรุป the heirs ถึงจะเป็นละครที่เพลียแต่ก็ดูเพลินด้วย eye candy มากมาย คู่ Krystal&Minhyuk น่ารัก, Kim WooBin ก็แสดงดีมีเสน่ห์มาก น่าเสียดายที่ทีมงานไม่พยายาม research และใส่เนื้อหาเข้าไปในละครให้มากกว่านี้ จริง ๆ แค่เอาเวลาจากซีนนางเอกร้องไห้พระเอกเก๊กเศร้า ไปกระจายบทให้คาแรกเตอร์ตัวอื่น ๆ ซะก็คงจะดีขึ้นกว่านี้ได้เยอะแล้ว :P



Create Date : 19 ธันวาคม 2556
Last Update : 19 ธันวาคม 2556 23:53:19 น.
Counter : 1250 Pageviews.

1 comment
I Hear Your Voice & Nine
ดูสองเรื่องนี้เพราะ BoA ชอบ park hyung shik(Nine) และ lee jong suk (I hear your voice) ดูแล้วประทับใจและอิจฉาว่าทำไมประเทศเกาหลีมีละครเนื้อเรื่องดี, บทดี, กำกับดีเยอะจัง :')

สองเรื่องนี้มีจุดคล้ายกันตรงพระเอกของเรื่องพ่อโดนฆ่าตายตั้งแต่เด็กและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรคล้ายกันเลย

ใน Nine พระเอกจุดธูปย้อนเวลากลับไปพยายามช่วยชีวิตพ่อตัวเองเก้าครั้ง(ที่มาของชื่อเรื่อง) ละครสนุกมาก พระเอกหล่อมาก (กรี๊ด) แต่เนื้อเรื่องแอบเดินช้า ครึ่งหลังจขบ.เริ่มดูแบบข้าม ๆ จนจบเรื่อง ถ้ามีเวลาก็แนะนำให้หามาดูกัน ไม่เคยเจอเรื่อง time travel แบบนี้มาก่อน ปกติมันจะมีแค่ 2 แบบ คือ

1. ย้อนเวลากลับไปแล้วไปทำอะไรเข้าในอดีต แต่นั่นไม่ได้ทำให้อนาคตเปลี่ยน แต่เป็นการทำให้เหตุการณ์ทั้งหมดลงล็อค และเกิดอย่างที่เคยเกิดมาได้แล้วตะหาก <= เรื่องที่เกี่ยวกับย้อนอดีตส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ เพราะดูแล้ว make sense ที่สุด

2. ย้อนเวลากลับไปแล้วไปทำอะไรเข้าในอดีต ทำให้อนาคตเปลี่ยนไป แต่อนาคตที่เปลี่ยนไปเป็นของ alternate universe เวลาตัวเอกกลับมาที่เดิมจะพบว่าเหตุการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย <= แบบนี้ก็ดีเพราะไม่มั่ว

แต่ในเรื่อง Nine เป็นแบบใหม่ คือ กลับไปแก้ได้จริง มีผลต่อปัจจุบัน ตัวเอกกลับมาแล้วก็ยังจำอดีตเก่าได้ และได้อดีตใหม่มาอีกต่างหาก สับสนมาก ๆ ที่ตลกก็คือ คนอื่นจะมีแต่อดีตใหม่ ยกเว้นคนที่รู้ความลับเรื่องธูปย้อนอดีตที่จะยังจำอดีตเก่าได้ด้วย

จขบ.ไม่ค่อยชอบการย้อนอดีตที่เงื่อนไขเป็นแบบนี้ ตอนย้อนแรก ๆ มันก็ยังพอไหวอยู่ พอย้อนหลาย ๆ ครั้งเข้า มันยิ่งเละตุ้มเป๊ะ(หมายถึงเหตุการณ์และความทรงจำนะ ละครไม่เละ)เกินทนไหว ก็เลยดูแบบข้าม ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากดูละครเรื่องนี้ให้สนุกต้องรับ setting แบบนี้ให้ได้ ไม่งั้นดูไปก็จะหงุดหงิดไป

มาพูดถึง I hear your voice(너의 목소리가 들려) บ้าง
ได้ยิน "너의 목소리가 들려" ปุ๊บ จขบ.นึกถึงเพลง chow, chow ของ delispice ทันที เพราะทั้งเพลงมันร้องวนไปเวียนมาอยู่แค่ว่า "ฉันได้ยินเสียงเธอ" จนดูละครจนจบเรื่องยังงงอยู่ว่าทำไมละครไม่คิดเอาเพลงนี้มาใช้เป็น OST บ้าง เหมาะจะตาย (จริง ๆ แล้ว OST ที่ชื่อ echo ก็มีเนื้อเพลงว่าฉันได้ยินเสียงเธอเหมือนกัน แต่ไม่ได้ร้องซ้ำไปซ้ำมาทั้งเพลงขนาด chow,chow แต่ก็เพราะทั้งสองเพลงน่ะแหละ)

I hear your voice เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่พ่อถูกฆ่าตาย และมีสาวไฮสคูลมาช่วยเป็นพยานชี้ตัวฆาตกร เด็กคนนั้นก็เลยตัดสินใจว่าโตมาจะต้องแข็งแกร่งเพื่อจะได้ปกป้องพี่สาวคนนั้นให้ปลอดภัยเวลาฆาตกรถูกปล่อยตัวออกจากคุกหลังใช้โทษเสร็จ

ฟังแล้วคนดูละครน่าจะกลัว ต่อไปนี้คงไม่มีใครกล้าไปเป็นพยานชี้ตัวอะไรให้ใครอีกแล้ว เพราะพอฆาตกรถูกปล่อยตัวเมื่อไร เราจะไม่มีวันอยู่อย่างเป็นสุขได้อีกต่อไป ต้องหวาดกลัวอยู่ทุกวินาที

ละครตั้งคำถามอีกหลายคำถาม หนึ่งในนั้นที่ละครถามหลายเที่ยวคือคำถามที่ว่า ถ้าเราไม่ได้ทำผิดแต่ไม่มีใครเชื่อเราเลย เราจะเลือกอะไรระหว่าง
1.ยอมรับผิดไปซะ แล้วรับโทษเพียงกึ่งหนึ่ง
2.ยืนยันความบริสุทธิ์ แล้วรับโทษ(ที่เราไม่ได้ก่อ)เต็ม ๆ

คิดหนักเลย กฎหมายมันออกแบบมาเชียร์ให้เรายอมรับผิดที่ไม่ได้ก่อจริง ๆ

ตอนแรกจขบ.เริ่มดูละครแบบไม่รู้เรื่องอะไร นึกว่าเป็น rom-com เบา ๆ ที่ไหนได้ ละครมันเบาได้อยู่ไม่กี่ตอนก็หนักและหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่เขาแต่งเรื่องและเขียนบทได้ดีจริง ๆ นักแสดงก็เยี่ยม พระเอกจากตอนแรก "ฮะ? หน้าจิ้งจกนี่อ่ะนะพระเอก?" กลายเป็นน่ารักไปได้

แน่นอน ละครไม่ได้ perfect มีหลุดอะไรน่าเกลียด ๆ มาบ้างเหมือนกัน ข้ามไปถ้าไม่อยากโดนสปอยล์(เช่น มีที่ไหนไม่เจอศพ แต่ดันจะตัดสินคดีฆาตกรรม ตำรวจและอัยการประเทศนี้ทำงานกันยังไงฟะ?,มีที่ไหนว่าความคดีฆาตกรรม แต่ไม่พูดถึงมูลเหตุของแรงจูงใจในการฆาตกรรมเลย?, มีที่ไหนว่าความไปคิดไป(แถมยังตามสืบไป!)ราวกับไม่ได้่เตรียมตัวมาก่อน)

แต่ความผิดพลาดทั้งหมดนั้นก็ลบล้างความดีของละครไม่ได้เลย เขาเขียนตัวละครมาดีมาก เรารักตัวละคร(แม้แต่คนร้าย เรายังไม่เกลียด) เห็นพัฒนาการของตัวละครชัดเจน ละครมีหลายอารมณ์ ทำให้เราตื่นเต้น ลุ้น โมโห โล่งใจ เห็นใจ เข้าใจ ภูมิใจ ฟิน ฯลฯ

สรุปว่าชอบและแนะนำให้ดูสุด ๆ :D

ปล. นี่จขบ.ถึงกับคิดจะตามไปดูละครไอดอลอย่าง Dream High ที่ไม่เคยคิดจะดูเลยนะ เพราะคนเขียนบทคนเดียวกับ I Hear Your Voice :P



Create Date : 26 กันยายน 2556
Last Update : 26 กันยายน 2556 15:39:07 น.
Counter : 1226 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  

lulla
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



Group Blog
All Blog