Inception - จิตเป็นใหญ่
คำเตือน สปอยล์ - บทความนี้เฉลยตอนจบของภาพยนตร์...

ย้ำ... เฉลยตอนจบนะคร้าบบบบ   เราเตือนคุณแล้ว ฮ่าๆๆ

 

ผมเขียนบล็อกนี้ที่ความสูง 38500 ฟุต ตามประกาศของกัปตันของเที่ยวบิน UA882 ที่กำลังมุ่งหน้าสู่สนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น
... ที่เขียนข้างบนนั่นไม่ใช่จะอวดอะไรหรอกนะครับ เพียงแค่เห็นคอลัมน์นิสต์ชื่อดังบางท่านชอบเกริ่นนำแบบนี้ เลยอยากลองเลียนแบบดูบ้าง ลองดูแล้ว ผมว่ามันก็เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ ^^"

 

เข้าเรื่องเลยดีกว่า...

คุณเคยตื่นขึ้นมาแล้วจำไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน หรือมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงบ้างไหม
คุณเคยไหมที่ตื่นขึ้นมา  เพื่อจะพบว่าตัวเองยังหลับ และกำลังฝันอยู่ในความฝันของตัวเองอีกที
ผมเคยครับ ... และเป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ ซะด้วย
ดังนั้น ตอนแรกที่หนังเข้าโรง ผมจึงไม่ได้สนใจสักเท่าไร  ด้วยว่าตัวผมเองเคยชินกับการฝันซ้อนฝันซะแล้ว
และหนังประเภทที่เกี่ยวกับโลกซ้อนโลก ใครสักคน แอบเข้าไปดูความฝันของคนอื่น ก็มีให้เห็นมาหลายเรื่องแล้ว
พอหนังออกแผ่นถึงได้ไปหามาดู ... บอกตามตรงว่าเสียดาย


เสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรง




 

ได้ดูหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนมาตั้งแต่ Memento เห็นได้ชัดเลยว่าโนแลน มักจะสร้างตัวละครที่มีปมในใจ ซึ่งผู้ชมบางคนก็อาจจะมีปมคล้ายๆ กันกับตัวละครนี้ การได้ดูหนังของโนแลนจึงเหมือนได้ทำให้เราได้สำรวจจิตใจของตัวเองไปด้วย ซึ่งใน Inception นี้ โนแลนได้ใช้ชั้นเชิงในการเล่าเรื่องได้ดีมีทั้งการเล่าเรื่องย้อนหลัง ทั้งเล่าแบบคู่ขนาน ซึ่งพอดูๆ ไปก็จะเริ่มเกิดคำถามในใจผู้ชม อย่างเช่น เรื่องตรรกะ และกฎของการแชร์ฝัน การปลุกให้ตื่นจากฝัน แต่หนังก็ไม่ได้ปล่อยให้คนดูงงไปตลอด เพราะระหว่างที่ตัวละครทุกตัวกำลังพยายามทำภาระกิจให้ลุล่วง ก็จะมีบทสนทนา หรือมีเหตุการณ์บางอย่างที่มาเฉลยปมออกไปทีละปมจนหมด

 

... แล้วก็มาทิ้งปมใหญ่เอาไว้ตอนจบเรื่อง   ว่าตกลงแล้ว ลูกข่างมันจะหยุดหมุนหรือเปล่าหว่า???

 

ถึงผมจะเขียนไว้ว่าหนังได้เฉลยปมคำถามออกมาหมดอยู่ในตัวเองแล้ว แต่เท่าที่ได้คุย และอ่านจากบล็อกของท่านอื่นๆ ก็พบว่าไม่มีใครเลยที่ดูหนังเรื่องนี้รอบเดียว แล้วเข้าใจทุกอย่าง (ยกเว้นพวกที่อ่านรีวิวแล้วก่อนจะไปดูหนัง) ส่วนตัวผมเอง กว่าจะเขียน entry นี้จบก็ดูไปแล้ว 4 รอบ เรียกว่าใช้แผ่น DVD ได้คุ้มค่าจริงๆ

 

หลักสำคัญที่หนังนำมาใช้นั้นตรงกับคำสอนของพระพุทธองค์ ว่า "จิตเป็นใหญ่ กายเป็นรอง"
เพราะว่าเรารับรู้การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเราผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และแต่จิตเป็นผู้ปรุงแต่งออกมาเป็นการรับรู้ทั้งมวล จึงมีตัวอย่างให้เห็นได้บ่อยๆ ว่าเหตุการณ์อย่างเดียวกัน แต่คนสองคนอาจจะรับรู้ไม่เหมือนกัน

 

จิตสามารถสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ซึ่งถ้าจิตมีความหลงเชื่อที่ผิดแล้ว ย่อมจะเกิดความวิบัติต่อร่างกายผู้เป็นเจ้าของจิตนั้นอย่างแน่นอน

 


อย่างเช่นค็อบบ์ พระเอกของเรื่องนี้ ต้องติดอยู่ในความฝันชั้นลิมโบร่วมกับมอลผู้เป็นภรรยา เวลายิ่งผ่านไปมอลก็ยิ่งคิดว่าฝันชั้นลิมโบนี้แหละคือความเป็นจริง และไม่มีทางที่ค็อบบ์จะเกลี้ยกล่อมได้ สุดท้ายค็อบบ์จึงเลือกที่จะทำ Inception ปลูกฝังความคิดเล็กๆ ลงไป แล้วปล่อยมอลเป็นผู้ขยายความคิดนั้น เสมือนว่าเป็นเรื่องที่มอลคิดขึ้นมาเองโดยที่ค็อบบ์ไม่ได้ไปบังคับอะไร และสุดท้ายทั้งคู่จึงได้กลับสู่โลกความเป็นจริง

 

แต่ค็อบบ์คาดไม่ถึงว่า การปลูกฝังความคิดครั้งนั้นจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งจุดนี้ก็เป็นปมสำคัญที่อยู่ยาวตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องจนกระทั่งตอนจบ

 

แนวคิดของหนังเรื่องนี้จึงตอกย้ำว่า ไม่ว่าเหตการณ์ภายนอกจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันสักเท่าไร แต่ความสุขและความทุกข์ของคนนั้นขึ้นอยู่กับภายในจิตใจของเรานี่เอง

 

และเมื่อจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว เราจึงควรดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง และให้ความใส่ใจกับความรู้สึกของคนใกล้ตัว ก่อนที่ปมในใจจะใหญ่มากขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้

 

ป.ล. 1  entry นี้ ผมเขียนแล้วก็ลบ แล้วเขียนใหม่หลายรอบมากๆ  ไม่รู้เป็นไงพอพูดเรื่องการปลูกฝังความคิด แล้วมันคอยจะเขียนพาดพิงเรื่องการเมืองอยู่เรื่อย


ป.ล. 2  กว่าจะเขียน entry นี้จบ ผมต้องเอาหนังมานั่งดูใหม่ถึง 4 รอบ  ซึ่งทำให้คิดได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมมีข้อเสียและข้อดี
อย่างเช่นการดูหนังจาก DVD ถึงแม้มันจะสนุกสู้ดูให้โรงไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีคือเราดูซ้ำได้เรื่อยๆ นี่เอง



Create Date : 28 มกราคม 2554
Last Update : 23 มีนาคม 2554 13:00:42 น.
Counter : 193 Pageviews.

3 comment
Milk - ผู้ชายฉาว ที่ไม่ฉาว
ผมเชื่อว่ามีหลายๆ คนไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ เพราะคิดว่าเป็นหนังเกย์
ยิ่งถ้าดูจากชื่อไทยที่ตั้งมาว่า "ผู้ชายฉาวโลก" ยิ่งทำให้คิดว่าหนังเรื่องนี้ต้องมีแต่ฉากฉาวๆ แบบ

ชายๆ ทั้งเรื่องแน่ๆ เลย
ใครหนอ... ช่างบรรจงสร้างสรรค์ตั้งชื่อมาได้


ที่จริงแล้วเรื่องนี้เป็นหนังที่เล่าชีวิตของนักต่อสู้ เพื่อสิทธิ์มนุษยชนของชาวรักร่วมเพศ "ฮาร์วีย์ มิลค์" ซึ่งได้ประกาศตัวว่าเป็นชายรักร่วมเพศคนแรกที่ได้รับเลือกให้

เป็นเทศมนตรี ของซานฟรานซิสโก

หากมองให้กว้างๆ แล้ว การต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไป ในสังคมที่มีการเหยียดชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกรรมกร คนผิวสี คนต่างด้าว หรือกระทั่ง

การแบ่ง แยกหญิงชาย
หนังเรื่องนี้จึงเป็นตัวแทนของคนทุกกลุ่ม ที่ต้องต่อสู้ เพื่อให้ตัวเองได้มีจุดยืน สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ อย่างสง่าผ่าเผยและมีความสุข


จะว่าไป ผมก็คุ้นๆ ว่าในประเทศไทย ก็มีการแบ่งแยกชนชั้นอะไรเหลืองๆ แดงๆ กันอยู่เหมือนกัน ... แต่ไม่ขอเอ่ยถึง เพราะว่าบล็อกนี้ไม่

ได้มีไว้เขียนเรื่องการเมืองขอรับ


 


มิลค์ก็เป็นเพียงฮิปปี้ชาวเกย์ธรรมดาคนนึงเท่านั้น ที่ต้องมีชีวิตรักหลบๆ ซ่อนๆ ต้องโดนปฏิเสธจากสังคม และการถูกทำร้ายร่างกาย โดยฝีมือของคนที่เรียกตัวเองว่า "ลูก

ผู้ชาย"
เมื่อหาความช่วยเหลือจากใครไม่ได้ เขาจึงได้รวมกลุ่มชาวเกย์ และได้ตั้งชุมชนเล็กๆ ขึ้นมา เพื่อให้ชาวเกย์ได้ใช้ชีวิตกันได้อย่างมีความสุข
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ไป

สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ก็ยังถูกรังเกียจ ถูกเจ้าหน้าตำรวจทำร้าย
นั่นทำให้เขาคิดได้ว่า จำเป็นต้องมีตัวแทนชาวเกย์สักคนเข้าไปนั่งอยู่ในคณะผู้บริหารบ้านเมือง

/> และนั่นที่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ ที่ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของอเมริกา



ฉากเล็กๆ ตอนหนึ่งในหนังคือตอนที่มิลค์แพ้การเลือกตั้ง และเขาไม่อยากจะสู้ต่อไป แต่ลูกน้องของเขาก็ยังนำแผนงานสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปมาให้ดู
อาจเป็น

เวลาแค่ไม่กี่วินาที แต่ก็ทำให้คิดได้ว่า เราไม่ได้สู้เพียงลำพัง
เพราะมนุษย์ทุกคน ย่อมมีเวลาที่รู้สึกเหนือย และท้อใจกันได้
แต่เมื่อเรามีมิตรภาพ ก็ทำให้เรามีกำลัง

ใจที่จะสู้ต่อไปได้


ผมประทับใจกับการแสดงที่ยอดเยี่ยมของฌอน เพนน์ ซึ่งดูเป็นธรรมชาติไม่มีท่าทางโอเวอร์เหมือนที่นักแสดงบางคนชอบทำเวลาเล่นบทเกย์
ยิ่งย้อนนึกถึงบทบาท

ของเพ็นน์จากเรื่อง Dead Man Walking และ I'm Sam ยิ่งเห็นถึงการเปลี่ยนบุคลิกที่เรียกว่าเป็นคนละคน สมควรแล้วที่เพ็นน์จะได้รางวัลออสการ์สาขาดารา นำชายจากบทฮาร์วีย์

มิลค์

ตัวหนังทำออกมาได้สวยงาม การแสดงความรักของชาวเกย์ ก็ไม่ได้น่าเกลียด ทำให้คนดูได้รู้สึกว่า เกย์ก็เป็นคนปกติ ไม่ใช่ความพิการ หรือความวิปริตแต่อย่างใด ซึ่งทำให้หนังดู

สนุก ไม่ว่าคนดูจะเป็นเพศใดก็ตาม


ตัวหนังยังได้วิพากษ์สังคมในหลายๆ เรื่อง เช่นเรื่องความจริงใจในระบบธุรกิจ ในตอนที่มิลค์ขอให้หนังสือเล่มหนึ่งสนับสนุนแต่ไม่ได้รับการเหลียวแล แต่พอตอนที่เขาชนะการ

เลือกตั้งเจ้าของหนังสือได้พยายามมาร่วมในงานเลี้ยง ซึ่งฮาร์วีย์ก็แก้เผ็ดด้วยการไม่เหลียวแลเหมือนกัน
หรือตอนที่ผู้นำฝ่ายต่อต้านเกย์ออกมาปราศัยโดยอ้างคำสอนของ

พระเจ้า แต่หนังก็ใช้ฉากหลังเป็นสีดำทะมึน บ่งบอกถึงแรงกดดัน และความไม่บริสุทธิ์ใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับมิลค์ ซึ่งการกล่าวสุนทรพจน์แต่ละครั้ง ถึงจะไม่ได้อลังการยิ่งใหญ่ แต่ก็

อยู่ท่ามกลางฝูงชน และมีเสียงเชียร์ต้อนรับเขาทุกครั้ง

เพื่อเป็นการรำลึกถึงมิลค์ ในปี 2010 รัฐแคลิฟอร์เนียได้มีการตั้งวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี ให้เป็นวัน Harvey Milk Day




Create Date : 19 ตุลาคม 2553
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 15:04:47 น.
Counter : 214 Pageviews.

0 comment
Up In The Air - เหงาแต่อบอุ่น รันทดแต่มีความหวัง
ไรอัน บิงแฮม เรียกอาชีพของตัวเขาเองว่า "เจ้าหน้าที่ปรับโครงสร้างองค์กร" ซึ่งหน้าที่หลักก็คือการไปไล่พนักงานออกแทนบรรดาหัวหน้า ที่ไม่กล้าเอ่ยปากไล่ลูกน้องของตัวเองออกนั่นเอง
ในช่วงวิกฤติ

เศรษฐกิจ บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานเป็นจำนวนมาก ช่วงนี้เองที่เป็นขาขึ้นในอาชีพของบิงแฮม
นาตาลี พนักงานสาวหน้าใหม่ไฟแรง ได้พยายามใช้เทคโนโลยี video call เข้ามาใช้ในธุรกิจ ซึ่งขัด

กับวิธีการทำงานของบิงแฮมที่เชื่อในการคุยกับพนักงานแบบตัวต่อตัวมากกว่า
เพื่อเป็นการหารูปแบบที่เหมาะสมให้กับระบบ ทั้งคู่จึงต้องเดินทางไปทำงานร่วมกัน
และในการเดินทางนี่เอง ที่ทำให้บิงแฮมได้

พบกับอเล็ก สาวแกร่งผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางเหมือนกัน


ไม่รู้เป็นตัวหนังหรือเพราะอารมณ์ส่วนตัวกันแน่ หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ช่างเหงาเสียจริงๆ


ทั้งฉากเปิดตัวหนัง ที่มีหมู่เมฆล่องลอยดูสดใส แต่ก็แฝงความว่างเปล่าอย่างประหลาด
ที่นั่งข้างบิงแฮมจะเป็นที่ว่างเสมอ แม้แต่ตอนที่ต้องเดินทางนาตาลีก็ยังแยกที่นั่งกันคนละแถว
บิงแฮมไม่ศรัทธาใน

ความสัมพันธ์ เขามองว่าความผูกพันเป็นภาระอย่างหนึ่งที่มนุษย์ต้องแบกไว้ ดังนั้นตัวเขาเองจึงไม่ผูกพันกับใคร แม้แต่กับญาติพี่น้อง
สำหรับอเล็กซ์นั้นเป็นผู้หญิงที่มีความคล้ายกับบิงแฮมในหลายๆ ด้าน ทั้งคู่นัดเจอ

กันตามเมืองที่เดินทางไปทำงาน แต่ไม่เคยผูกพันกันมากกว่านั้น
จนถึงตอนท้ายที่เขาต้องการรู้จักกับอเล็กซ์มากขึ้น แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอยู่ดี


ชีวิตของบิงแฮมเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเหงาของคนในยุคไซเบอร์ได้เป็นอย่างดี (แต่ในเรื่องนี้บิงแฮม ไม่ใช่คอมพิวเตอร์?) ที่ใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่คิดจะมีความพันธะกับใคร เพราะกลัวจะเสียความเป็นอิสระ

ไป
ทั้งๆที่เหงาแต่ก็ไม่เคยยอมรับตัวเอง กลับหลอกตัวเองด้วยการหาอะไรไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ
อย่างกรณีของบิงแฮม คือการสะสมไมล์ของสายการบิน เพื่อให้ได้บัตร VIP ไว้บินฟรีตลอดชีพ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่รู้ว่า

จะตัวเองอยากจะบินไปที่ไหน
จนสุดท้ายเมื่อถึงเวลาที่ฝันได้เป็นจริง เขาก็ไม่ได้รู้สึกยินดีในสิ่งที่ได้มา
ทำให้ต้องกลับมาคิดอีกทีว่า ที่จริงแล้วชีวิตต้องการอะไรกันแน่
ถึงตอนนี้ เขารู้แล้วว่าตัวเอง

ต้องการคนที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
แต่ในเมื่อชีวิตของเขา ไม่เคยจริงจังในความสัมพันธ์กับใคร ดังนั้นคนที่เข้ามาในชีวิตเขา ก็ไม่ได้คิดที่จะจริงจังกับเขาเหมือนกัน
สุดท้ายเขาก็กลับมายืนที่จุดเดิม ที่

ต้องอยู่คนเดียวกับความเหงาอีกครั้ง


แต่หนังก็ไม่ได้ปล่อยให้คนดูต้องเหงา หดหู่กันทั้งเรื่อง ด้วยการมีมุขแทรกมาเป็นระยะ เรียกร้อยยิ้มได้เป็นอย่างดี
ส่วนบิงแฮมดูเหมือนจะเป็นคนไร้หัวใจ แต่เวลาที่เขาต้องให้กำลังใจพนักงานที่กำลังโดนไล่ออก

เขากลับทำได้ดีมาก
เอาเป็นเพราะเขามองจากสายตาของคนนอก ที่ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรเลยก็ได้
ทำให้คิดได้ว่า บางทีการที่คนเราเอาความคิดไปเพ่งอยู่กับความสิ้นหวัง พยายามหาทางออก กลับทำให้เรา

มองไม่เห็นโอกาสก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า



สิ่งที่เรียกรอยยิ้มได้ดีคือจูลี่ น้องสาวของบิงแฮมที่กำลังจะแต่งงาน
จูลี่และแฟนหนุ่ม ไม่ได้มีหน้าที่การงานเลิศหรุ ไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปสถานที่ต่าง เหมือนบิงแฮม
จูลี่จึงขอให้บิงแฮมช่วยพกรูปถ่าย

คู่ของเธอกับแฟนติดตัวไปถ่ายตามสถานที่ต่างๆ
ดูแล้วเหมือนไร้สาระ แต่เป็นไอเดียที่น่ารักไม่เบา ยิ่งได้เสริมกับคำพูดของจูลี่ว่า "ถึงแม้เราไม่ได้เที่ยวรอบโลกแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีรูปซะที่ไหน"


ซึ่งตีความหมายได้ว่า ถึงแม้คนเราจะไม่ได้มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะไม่มีความสุขในชีวิตซะหน่อย


ช่วงใกล้จบเรื่องที่บิงแฮมต้องอยู่เพียงลำพัง เขาก็โทรไปสายการบิน เพื่อโอนไมล์ทั้งหมดที่มีให้น้องสาวได้ใช้ไปฮันนีมูน และยังเขียนจดหมายรับรองเพื่อช่วยให้นาตาลีได้งานใหม่ตามที่หวัง
ท้ายที่สุด ถึงแม้จะ

ต้องอยู่ลำพัง แต่บิงแฮมก็ยังเดินต่อไป
ไม่ว่าชีวิตจะเคยได้ทำผิดพลาดอะไร ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ยังมีโอกาสให้เริ่มต้นใหม่เสมอ




Create Date : 18 ตุลาคม 2553
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 12:39:52 น.
Counter : 148 Pageviews.

1 comment
รถเมล์ สาวสวย และลุงหนวด


 



10 กันยายน 2552 เวลาทุ่มเศษๆ ถนนลาดพร้าว ฝนตกหนัก ลืมหูลืมตาไม่ขึ้น

ผู้หญิงหน้าตาดีคนนึงนั่งอยู่บนรถเมล์ ที่นั่งข้างๆ เธอยังว่างอยู่

เป็นที่เดียวบนรถที่ยังว่างอยู่



คุณลุงหนวดเฟิ้มเสื้อผ้ามอมแมมคนหนึ่งเดินขึ้นรถมา เนื้อต้วเปียกปอน เห็นมีที่ว่างก็เลยเดินมานั่ง

แล้วลุงก็เริ่มเกา

เกาแขน เกาคอ เการักแร้ ยุกๆ ยิกๆ



ผู้หญิงเริ่มเหลียวมองรอบๆ หาว่าที่อื่นมีที่นั่งว่างมั๊ย

ผ่านไปหลายป้าย มีแต่คนขึ้น ไม่มีคนลง

หญิงสาว หันมองลุงด้วยสายตารังเกียจ



พอมีที่ว่าง หญิงคนนี้ รีบลุก แล้วเบียดลุงออกไป เพื่อไปนั่งที่อื่น

สายตายังมองลุงอย่างรังเกียจ

แถมบ่นแบบจงใจให้ได้ยินอีกต่างหาก



ต่อมา ถึงป้ายที่เธอจะลงจากรถ ฝนยังตกหนักมาก

เธอลงไปที่บันไดขึ้นสุดท้าย แล้วหยิบร่มออกมากาง



คนขับมองกระจกไม่เห็นคน ก็เลยออกรถ เป็นจังหวะที่เธอกำลังก้าวขาพอดี

ลุงหนวด ตะโกนลั่นรถ เดี๋ยวๆ มีคนลง จอดๆๆ



ผู้หญิงคนนั้น ปล่อยร่มหลุดมือ เดินเซลงไปที่ฟุตบาท

พอตั้งสติได้ ก็หันมามองลุง สายตารังเกียจไม่มีอีกต่อไป

แล้วเธอก็ยิ้ม พร้อมกับพูดว่า "ขอบคุณมากค่ะ"

คุณลุงยิ้มกว้าง โชว์ฟันหลอ...






Create Date : 11 กันยายน 2552
Last Update : 11 กันยายน 2552 20:58:38 น.
Counter : 192 Pageviews.

3 comment
ซารุโบโบะ

ที่รักกลับจากญี่ปุ่น มีของฝากชิ้นนึง เป็นตุ๊กตารูปคน ไม่มีหน้า ทำจากผ้าสีแดง

บอกว่าชื่อ ซารุโบโบะ เป็นเครื่องลางนำโชค

"เห็นแกเป็นตัวโชคร้าย ก็เลยซื้อมาให้แขวนไว้ จะได้โชคดีขึ้นมั่ง"

หลังจากแขวนไว้แล้ว ก็เหมือนจะโชคดีขึ้นบ้าง

เมื่อก่อนซื้อหวยไม่เคยใกล้เคียงเลย

เดี๋ยวนี้ เกือบถูกทุกงวด ผิดไปตัวนึงมั่ง สลับตำแหน่งมั่ง (แต่ก็ยังไม่ถูกอยู่ดี)

งวดวันที่ 1 สิงหานี้ ตั้งใจจะซื้อ 92 แต่หาซื้อไม่ได้ รางวัลก็ดันออก 92 จริงๆ (เจ็บใจโพด)





เจ้าซารุโบโบะเนี่ย เป็นของขึ้นชื่อของเมืองทาคายามะ แต่เดิมเป็นของที่คุณย่าคุณยายจะทำให้หลานสาว เพื่อให้ได้คู่ครองที่ดี มีลูกหลานที่ดี

โดยความหมายของชื่อซารุ คือ ลิง และ โบโบะ ก็คือ เด็ก รวมกันแล้วก็คือลิงเด็ก หรือ "เจ้าลูกลิง" นั่นเอง

ซึ่งที่มาของชื่อนี้ก็มีหลายอย่าง


  • คำว่าซารุ มีความหมายอีกอย่างว่า "จากไป" ได้ด้วย (sarimasu หรือ saru) คือเครื่องลางนี้ก็จะช่วยให้ โชคร้ายจากไป

  • เชื่อว่าช่วยให้คลอดง่าย เนื่องจากลิงเป็นสัตว์ที่คลอดลูกง่าย


     



    เหตุที่เจ้าลูกลิงไม่มีหน้า ไม่ได้มีการบันทึกไว้แน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นเพราะ สมัยก่อนจะใช้เสื้อผ้าเก่าๆ ทำขึ้นอย่างง่ายๆ เพื่อให้ลูกหลาน จึงไม่เน้นความสวยงามมากนัก
    และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ให้เด็กๆ จินตนาการหน้าเอาเอง เจ้าลูกลิงจะยิ้ม หรือจะเศร้าก็ตามแต่อารมณ์ของเจ้าของนั่นเอง



    และที่ลูกลิงต้องเป็นสีแดง ก็เพราะว่า โฮโซชิน (Housou-Shin) เทพแห่งความเจ็บป่วยนั้นเกลียดสีแดง เจ้าลูกลิงก็จะช่วยป้องกันความเจ็บป่วยได้อีกด้วย

    แต่เดี๋ยวนี้มีการทำเจ้าลูกลิงในสือื่นๆ ขึ้นมาอีก เป็นเครื่องลางในด้านต่างๆ

    น้ำเงิน - โชคด้านการเรียน การงาน

    ชมพู - ด้านความรัก

    เขียว - ด้านสุขภาพ

    เหลือง - ด้านการเงิน

    ดำ - ขจัดโชคร้าย







  • Create Date : 09 สิงหาคม 2552
    Last Update : 9 สิงหาคม 2552 16:11:00 น.
    Counter : 964 Pageviews.

    2 comment
    1  2  

    ลัคกี้เหมียว
    Location :
    กรุงเทพฯ  Thailand

    [ดู Profile ทั้งหมด]
    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
     ฝากข้อความหลังไมค์
     Rss Feed
     Smember
     ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]