"ที่ว่างของงานเขียน..เล็กๆแต่อบอุ่น [Love&Warmth]"
Group Blog
 
All Blogs
 

พ่อค้าเร่แห่งท่าพระจันทร์




เรื่อง : รัน







แสงสีหม่นเศร้าจากเสาไฟริมกำแพงรั้วธรรมศาสตร์ สาดกระทบกับน้ำฝนที่เจิ่งนองบนพื้น เกิดเป็นประกายระยิบระยับไปตามลานซีเมนต์กว้าง ฝนหลงฤดูตกลงมาตามคำพยากรณ์ของกรมอุตุฯก่อนหน้านี้ มันตกหนักมาตั้งแต่กลางวันและขาดเม็ดลงเมื่อเย็นที่ผ่านมา

ผมยืนพิงเสาไฟต้นนั้น อัดบุหรี่ไฟแดงวาบท่ามกลางละอองฝนและลมเย็นฤดูหนาว ด้วยเจ็บใจตัวเอง ที่ดันทุรังออกมาขายของในวันที่สภาพอากาศย่ำแย่และใกล้สิ้นเดือนอย่างนี้ ความจริง... ก่อนออกจากบ้านในตอนเย็น หากผมเชื่อฟังคำทัดทานของแม่ ก็คงไม่ต้องเสียเงินค่ารถเมล์ เดินทางจากห้องเช่าที่สำเหร่มายัง “ลานคนเดินท่าพระจันทร์” แห่งนี้ สู้เก็บเงินค่ารถ สมทบเป็นค่าเช่าห้องของครอบครัวที่จะต้องจ่ายในอีกไม่กี่วันยังจะดีเสียกว่า เพราะตั้งแต่ตั้งร้านมา เมื่อ 5 โมงเย็นจนถึงป่านนี้ ผมยังขายอะไรไม่ได้เลย ผู้คนไม่รู้หายไปไหนกันหมด

ตอนนี้... คงเลยสี่ทุ่มไปแล้วกระมัง ร้านรวงละแวกท่าเรือข้ามฟากท่าพระจันทร์ พากันปิดหมดแล้ว บรรยากาศซึมเซาเงียบเหงาลงไปกว่าเดิม หลังวินมอเตอร์ไซค์ตรงหัวมุมถนนสลายตัวไปเมื่อชั่วครู่ คงเหลือแต่ร้านสะดวกซื้อสัญลักษณ์เป็นรูปตัวเลข ที่ไม่รู้จักหลับนอนราวกับคนกินยาบ้า ถัดจากวินมอเตอร์ไซค์ไปเท่านั้นที่เปิดอยู่



ลมแรงกระโชกผ่านร่าง จนสะท้าน ผมดีดก้นบุหรี่ทิ้งไปอย่างเซ็งๆ คิดในใจว่า วันนี้ ไม่มีโชคเอาเสียเลย แม้หน่วงเวลาขายออกไปนานกว่าปกติ ขณะที่เพื่อนพ่อค้าแม่ค้าต่างถอดใจ เก็บของกลับบ้านไปก่อนแล้ว ทิ้งผมให้อยู่เพียงเดียวดายกับความว่างเปล่าของลานคนเดิน ที่เวลานี้มีแต่คนเร่ร่อนกับหมาจรจัดป้วนเปี้ยนไปมา ค่าที่อยากขายสินค้าให้ได้สักชิ้นหนึ่งก็เท่านั้น

ผมรู้สึกสิ้นหวังจนต้องถอนหายใจหนักๆ สะบัดหัวเร่าๆ อยู่ 2-3 ที ก่อนตัดใจ ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอื้อมมือไปกวาดข้าวของบนผ้ายางสีเขียวขี้ม้าตรงหน้า อันได้แก่ เสื้อยืดเด็กสี่ตัวร้อย ที่รับมาจากตลาดโบ๊เบ๊ เสื้อเชิ้ตเก่า กางเกงยีนมือสอง ตัดตอนมาจากเพื่อนพ่อค้าย่านสะพานพุทธ เอามายัดใส่ถุงทะเลใบใหญ่ ผ้ายางขนาดเมตรคูณ 2 เมตร ถูกสะบัดไล่น้ำ และพับเก็บเข้าไปในถุงทะเลเป็นลำดับสุดท้าย

แบกถุงทะเลห้อยโตงเตงไว้ข้างหลัง ก้าวเท้าไปข้างหน้า พาหัวใจเหี่ยวๆไปตามทางฟุตบาทเล็กๆ ที่ทอดยาวไปยังป้ายรถเมล์หน้าร้านแว่นตาเวียงไทย ตรงข้ามวัดมหาธาตุ แลเห็นผู้คนไม่กี่คนยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย นานครั้งจึงจะมีลำแสงไฟจากรถบนถนนสาดเข้ามาเสียครั้งหนึ่ง แหงนหน้ามองฟ้าแลบแปลบปลาบกลางหมู่เมฆทะมึน ยินเสียงหวีดหวิวแทรกอยู่ในสายลม นึกกังวล ว่าฝนอาจตกลงมาอีกในไม่ช้า ถ้าเป็นจริง การเดินทางกลับบ้านของผมคงทุลักทุเลไม่น้อยเลยทีเดียว



ระหว่างผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อ ฉุกคิดได้ว่า ควรหาซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดตัวกลับบ้านด้วย กันเหนียวไว้ก่อนดีกว่า ข้าวมื้อเย็นยังไม่ตกถึงท้องเลยสักเม็ด ผมไม่อาจฝากความหวังไว้กับข้าวเย็นของแม่ได้มากนัก บ่อยครั้ง ที่น้องๆ ในวัยกำลังโตจะสวาปามกันจนหมดเกลี้ยง ไม่มีอะไรเหลือตกมาถึงผม

หยุดสองเท้าที่หน้าร้าน ผลักประตูกระจกใสหนักอึ้งเข้าไป แอร์เย็นพรูออกมากระทบร่าง มีเสียง “ติ๊ง ต่อง” ดังขึ้นพร้อมกัน กวาดตามองไปภายในร้าน ไม่มีลูกค้าเลยสักคน “คืนนี้ช่างเงียบเหงาจริงๆ” ผมรำพึง พลางเหลียวมองทางขวามือ มองเห็นพนักงานขายหญิงกะกลางคืนในชุดสีเขียวแถบแดงคนเดิม ยืนอยู่หลังเคาเตอร์เหมือนเคย แต่ที่แปลกไปก็คือ คืนนี้ไม่มีหญิงสาวร่างอ้วนที่มักจะยืนขายคู่กับเธอเสมอ ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน ทิ้งให้เธอยืนขายอยู่คนเดียว หญิงสาวปรายตามาทางผม ส่งเสียงสดใส ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกติดตั้งโปรแกรมไว้ว่า “สวัสดีค่ะ ร้าน.... ยินดีต้อนรับค่ะ”

ผมตรงไปยังด้านในของร้าน คว้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มโคลงปลาดุกย่างบนชั้นวางสินค้า ติดมือมาด้วย 2 ห่อ เอาไปวางไว้บนเคาเตอร์ หญิงสาวร้องบอกราคา หยิบมันใส่ถุงพลาสติกและยื่นคืนมาให้ ผมส่งธนบัตรใบละยี่สิบบาทที่เหลือติดตัวเพียงใบเดียวให้เธอ และรับถุงพลาสติกมายัดใส่ไว้ในถุงทะเล ส่วนเงินทอนเหรียญ 10 บาท หย่อนใส่กระเป๋ากางเกงยีน ก้าวเท้าตรงไปยังประตูเพื่อกลับบ้าน



ฝนเทกระหน่ำลงมาพอดี เมื่อตอนที่ผมผลักประตูกระจกใสออกไป เม็ดฝนหนาหนักซัดเข้าใส่ร่างเต็มเปา ต้องผลุบตัวกลับเข้ามาในร้านดังเดิม นักขายหญิงทำหน้าตาเหรอหราตกใจ ผมโคลงหัวให้เป็นเชิงขออนุญาต และโดยไม่สนใจว่าเธอจะยอมหรือไม่ ผมเลี่ยงไปยืนที่ข้างๆ ประตู วางถุงทะเลพิงกับกระจกใสบานใหญ่ที่หน้าร้าน เหม่อมองเม็ดฝนที่ด้านนอก ความเงียบเข้าครอบครองภายในร้านแห่งนั้น

เวลาผ่านไป และแล้วผมกับเธอก็เผลอสบตากันเข้าอย่างไม่ตั้งใจ ร่างของหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบแสร้งมองไปทางอื่น

ทุกครั้งที่ผมแวะซื้อข้าวของกลับบ้าน ผมต้องพบเจอเธอเสมอ แต่เราไม่เคยพูดคุยกันสักคำ ผมเพิ่งสังเกตพบว่า เธอสวย ปากนิด จมูกหน่อย ภายใต้ดวงหน้าเรียบเรื่อย ผมยาวเหยียดตรง รูปร่างสมส่วน หน้าอกขนาดกะทัดรัดชูชันอยู่ใต้เสื้อฟอร์มเนื้อหนา สร้อยคอทองคำเส้นเล็กกับพระพุทธรูปองค์น้อยที่คอสะท้อนแสงไฟแวววาว

ถึงตรงนี้ ตาเจ้ากรรมเผลอแวบมองไปที่นิตยสารดาราบนชั้นวางหนังสือใกล้ๆ ที่มีรูปดาราสาวในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยยืนกางแขนกางขาที่หน้าปก อากาศภายในร้านเย็นยะเยือกเหลือเกิน แต่เหงื่อเม็ดโตๆ กลับผุดพรายขึ้นเต็มหน้า เลือดในกายวิ่งพลุ่งพล่าน น้ำลายเหนียวหนืดคอขึ้นมาฉับพลัน และเริ่มหอบหายใจแรงราวกับคนที่วิ่งมาเป็นระยะทางไกล

วินาทีเดียวกันนั่น ฟ้าก็ลั่นเปรี้ยงลงมา ทันใด ไฟฟ้าในร้านและย่านนั้นดับพรึบลง เสียงกรีดร้องตกใจของหญิงสาวดังเคล้าไปกับเสียงฝนที่ตกหนักด้านนอก

เหมือนนรกเป็นใจ ไฟสำรองฉุกเฉินติดผนังที่จะทำงานอัตโนมัติ ให้แสงสว่างทันทีที่ไฟดับ เกิดขัดข้องไม่ทำงาน รถราบนถนนที่ก่อนหน้านี้ นานๆ ครั้งจะผ่านมาสักที เกิดว่างเปล่าลงพริบตา ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา ในความลางเลือน มองเห็นหมาขี้เรือนตัวหนึ่ง วิ่งเหยาะๆ ฝ่าม่านฝนมานั่งอยู่ที่หน้าร้าน บริเวณนั้นคล้ายกลายเป็นเมืองร้างในพายุฝนไปชั่วขณะ

หญิงสาวกรีดร้องแหวกความมืดและความสงัดเงียบขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อผมควักเอาไฟแช็กแก๊สออกมาจุด ดวงไฟเล็กๆ ผุดขึ้นในมือ พร้อมกับย่างสามขุมเข้าไปหาเธอ ดวงตาสวยคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นภูติผีปีศาจ ขณะจับจ้องมายังผมที่กำลังเคลื่อนเข้าไปใกล้ทุกทีๆ มือเรียวงามทั้งสองยกขึ้นกุมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ห้อยคอเอาไว้แน่น ปากคอสั่นระริก กระถดร่างถอยห่างไปติดผนังด้วยท่าทีตื่นกลัว พึมพำอะไรบางอย่างฟังไม่ได้ศัพท์

เพียง 4 ก้าวเท่านั้น ผมก็มายืนเบื้องหน้าเธอแล้ว มีเพียงเคาเตอร์กั้นกลางเราสองเอาไว้ ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยขึ้น พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นพร่าว่า

“อ.อ.อ..เอ่อ คุณแม่ค้าครับ พ.พ.พ. พอจะมีเทียนไขเก็บไว้บ้างไหม ?”

เธอเป่าลมหายใจพรืดออกมาคล้ายระบายความอึดอัด แล้วจึงพยักหน้ารับอย่างหวาดๆ ตอบผมด้วยสุ้มเสียงเหน่อๆ แบบคนถิ่นอื่น ปนตะกุกตะกักว่า “ ม...ม ..มีค่ะ” พลางเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักใต้เครื่องคิดเงิน หยิบเอาเทียนไขเล่มหนึ่งส่งมาให้ ผมจ่อไฟกับไส้เทียน หยดน้ำตาเทียนลงบนเคาเตอร์เบื้องหน้า และปักมันไว้ตรงนั้น หมุนตัวกลับมายืนในที่ของตัวเอง



จากแสงเทียนวับแวม “ลำดวน แก้วสูงเนิน” ชื่อและนามสกุลบนป้ายชื่อที่หน้าอกบอกกับผมว่า เธอน่าจะมาจากต่างจังหวัดอันไกลโพ้น พลัดบ้านพลัดถิ่นเข้ามาทำมาหากินอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ จะดีกว่าไหมหนอ ? -ผมคิด หากเวลานี้เราจะได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนทัศนะ ประสบการณ์ของกันและกัน เธอเล่าเรื่องบ้านเกิดให้ผมฟัง ส่วนผมก็จะเล่าเรื่องฝั่งธนบุรี ดินแดนพระเจ้าตาก ถิ่นกำเนิดของผมเป็นการตอบแทน มันคงสนุกดีพิลึก และช่วยให้เราผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้อย่างสุขสม

“มืดอย่างนี้ กลัวผีบ้างไหมครับ”

“เอ...ไม่ทราบว่า ฆาตกรฆ่าข่มขืนที่อาละวาดอยู่ตอนนี้ ถูกจับได้หรือยังครับ” ฯลฯ

ผมควรยิ้ม และเริ่มต้นชวนเธอคุย ด้วยคำพูดเหล่านี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในเบื้องต้น ก่อนจะพูดคุยกับเธอในเรื่องอื่นๆตามที่ตั้งใจต่อไป ขณะอ้าปากจะพูดออกไปนั้น ผมก็ต้องยุติความคิดทั้งมวลลง เมื่อมองเห็นถึงความหวาดระแวงบนสีหน้าของเธอ

สมองครุ่นคิดไปว่า เธอคงอยากจะหลุดพ้นจากช่วงเวลานี้ไปเร็วไว มากกว่าจะมัวมาพูดคุยกับชายที่อาจคุ้นหน้าบ้าง แต่ไม่คุ้นเคยเลยอย่างผม ถ้าผมยังคงดื้อดึง มันคงจะสร้างความอึดอัดระหว่างเราให้เพิ่มพูนขึ้นก็เป็นได้ ซึ่งบางที...ที่ผ่านมา เมืองหลวงอาจเคยสอนบทเรียนบางอย่างให้แก่เธอมาบ้างแล้ว เธอจึงต้องระมัดระวังตัวในทุกๆ สิ่งที่ผ่านเลยเข้ามาในชีวิต ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ผมไม่อาจตำหนิเธอในเรื่องนี้ได้เลยจริงๆ

และแล้วไฟในร้านก็กลับมาสว่างไสวขึ้นดังเดิม สีหน้าของเธอพลันสดชื่นขึ้นทันตา

สักพักหนึ่ง ฝนก็หยุดตก ผมขยับไปคว้าถุงทะเล ขึ้นมาแบกบ่า ตรงดิ่งไปที่ประตูเพื่อจะออกไป ทว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ได้ ผมกลับชะงักเท้าหยุดนิ่งราวกับรูปปั้นใกล้ๆ กับปากประตูนั่นเอง ใจเต้นตึกตักๆ อยู่ภายใต้เสื้อยืดคอกลมสีขาว

เมื่อรถตุ๊กตุ๊กคันหนึ่งที่บรรทุกฝรั่ง 2 คนมาด้วย ขับปราดมาจอดเทียบที่หน้าร้าน ฝรั่งทั้งคู่ เจ้าของร่างใหญ่ยักษ์ ผมสีทองยาวรุงรังมาถึงกลางหลัง แต่งตัวรุ่มร่าม เจาะหู เจาะจมูกเต็มพรืดไปหมด สักสีเป็นรูปบ้องกัญชา จิ้งจก ตุ๊กแก ผู้หญิงเปลือยที่หน้าอกหน้าใจของเจ้าหล่อนใหญ่โตราวกับภูเขาเลากา ฯลฯ ลายพร้อยไปทั่วทั้งร่าง โซเซลงมาจากรถด้วยอาการมึนเมา ทั้งสองแหกปากพูดตะโกน ส่งเสียงดังลั่นไปหมด จนได้ยินเข้ามาถึงในร้าน

หมาขี้เรือนที่มาหลบฝนอยู่หน้าร้าน ถูกหนึ่งในนั้นเตะกระเด็นกระดอนไปอย่างป่าเถื่อน มันส่งเสียงร้องเอ๋งๆ ก้องกังวานไปทั่วท้องถนน เตลิดหนีหายไปในความมืด ท่ามกลางเสียงหัวเราะสนุกสนานของพวกเขา แล้วทั้งสองจึงผลักประตูกระจกใสเข้ามา

ฝรั่งทั้งสองพาร่างที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ผ่านร่างของผมที่สูงเลยเอวพวกเขามาเพียงนิดเดียว ตรงไปยังตู้แช่หลังร้าน หอบเอาเบียร์หลายขวด มาวางไว้บนเคาเตอร์ สายตาของทั้งคู่โลมไล้อยู่ที่ร่างหญิงสาวจนแทบจะละลาย พวกเขาพูดคุยอะไรกันบางอย่างที่คนจบ ป. 6 อย่างผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่คิดว่า น่าจะเกี่ยวพันกับเธอที่กำลังยืนคิดเงินอยู่ตรงหน้า ร่างของเธอสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว กดเครื่องคิดเงินไปพลางอย่างลนลาน เมื่อจ่ายเงินเสร็จ ฝรั่งคู่นั้นก็จากไป ทิ้งไว้แต่เพียงแววตา เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มประหลาด เดินถอยหน้าถอยหลังไปขึ้นรถตุ๊กตุ๊กที่ติดเครื่องรออยู่หน้าร้าน



ในตอนนั้น ผมลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้เวลาจะผ่านไปเพียงไม่กี่นาที แต่สำหรับผม (และน่าจะรวมถึงเธอ) มันคล้ายยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ และถ้าหากเมื่อสักครู่นี้ เธอจะได้ภาวนาร้องขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่เธอแล้วล่ะก็ ผมอยากให้เธอได้รับรู้ไว้ด้วยว่า ผมเองก็แอบเฝ้าภาวนาสิ่งนั้นให้แก่เธอ (และตัวผม) อยู่ด้วยเช่นกัน

ขณะผลักประตูกระจกใสออกมา ครั้งนี้... เราต่างสบตากันอย่างตั้งใจ เธอยิ้ม ผมยิ้มตอบ และในรอยยิ้มนั้นมีคำขอบคุณเบาๆ ล่องลอยออกมาจากปากของหญิงสาว ห้วงเวลานั้น ผมคล้ายรู้สึกว่า กำแพงแห่งความหวาดระแวงที่กางกั้นเราทั้งสองมาตั้งแต่แรกเริ่ม มันได้พังทลายลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

นั่นเองที่ทำให้รอยยิ้มของเธอยามนี้ ช่างสวยเหลือเกินในความรู้สึกของผม...
..........................






 

Create Date : 28 ตุลาคม 2551    
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2551 8:33:47 น.
Counter : 5119 Pageviews.  

เธอคือแสงดาวอันอบอุ่น




เรื่อง : ลุงรัน





ในเย็นวันหนึ่งของฤดูหนาวที่ใกล้จะลาจาก ความมืดคืบคลานมาเร็วกว่าปกติ ทั้งที่เพิ่งจะเข้าช่วงเย็นมาได้ไม่นาน ดวงดาวแต้มแสงเป็นจุดใสๆ กระจายอยู่บนเวิ้งฟ้าบ้างแล้ว เมื่อผมหอบร่างฝ่าสายลมเย็นออกมาจากธรรมศาสตร์ ผมเร่งสาวเท้าข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของถนน ที่เป็นฝั่งสนามหลวงทันที โดยวันนี้ กลุ่มพลังมวลชนได้นัดชุมนุมใหญ่ เพื่อขับไล่ผู้นำประเทศในความผิดฐาน “บกพร่องทางจริยธรรม” ขึ้นที่นี่



1


เมื่อข้ามถนนมาได้ ผมจึงมาหยุดยืนเก้ๆ กัง ๆ อยู่ที่ใต้ต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง เยื้องๆ กับที่พักรถเมล์ เพื่อชั่งใจดูก่อนว่า จะเอายังไงดีต่อไป และจากที่ที่ผมยืน มองเห็นเวทีอภิปรายสีสันฉูดฉาด ตั้งเด่นอยู่ตรงฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์ มีการแสดงดนตรี อ่านบทกวี สลับกับการอภิปรายโจมตีท่านผู้นำหน้าเหลี่ยมอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงโห่ร้องตะโกนขับไล่ของผู้ชุมนุมเรือนหมื่น ดังกึกก้องราวกับฟ้าจะถล่ม สีเหลือง-สัญลักษณ์แห่งการเคลื่อนไหวต่อสู้ สว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณ

ในกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้น ผมแลเห็นชายชราอายุเลย 60 ปี ร่างซูบผอมเหี่ยวย่นซ่อนอยู่ในชุดคนไข้สีขาว นั่งอยู่บนรถเข็นที่มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง มือข้างหนึ่งโบกสะบัดธงชาติไทยผืนเล็กๆ ไปมา ด้วยท่าทีอิ่มใจ มีนางพยาบาลยืนเกาะรถเข็นอยู่ที่ด้านหลัง จากภาพที่เห็น ผมอดไม่ได้ที่จะหวนนึกไปถึงคำพูด และรอยยิ้มเย้ยหยันของเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่ง ที่เมื่อสักครู่ ผมได้ชักชวนให้มาร่วมชุมนุมด้วยกัน

“ไร้สาระน่า เรามันชนชั้นมันสมอง ไม่จำเป็นต้องไปเย้วๆ อย่างนั้นหรอก เหนื่อยเปล่า” เขาหรี่ตามองไปที่กลุ่มผู้ชุมนุม ที่คลาคล่ำอยู่อีกฟากหนึ่งของถนน พร้อมกับยักไหล่ ก่อนจะแยกเดินจากไป

ลมหนาวไม่รู้เค้าพัดเอาความอ้างว้างประหลาดแผ่ซ่านเข้าสู่จิตใจผม



2


สักพัก ผมจึงตกลงใจได้ว่า จะไปนั่งฟังอภิปรายอยู่ที่หน้าขอบเวที เห็นท่าจะดี จะได้เห็นอะไรถนัดชัดเจนยิ่งขึ้น คิดได้เช่นนั้น จึงบ่ายหน้าไปยังที่นั่นทันที แต่เมื่อไปถึง ก็ต้องผิดหวังอย่างแรง เพราะมีคนนั่งกันเต็มพรืดไปหมด ผมจำต้องเดินเลี่ยงมาที่ด้านข้างของเวทีแทน ซึ่งพอจะมีที่ว่างเหลือให้ยืนอยู่ได้บ้าง ยืนดูวงดนตรีบนเวที บรรเลงเพลงคั่นรายการอภิปรายได้สัก 10 นาที ก็เกิดกระหายน้ำขึ้นมา คิดเดินไปหาซื้อที่ร้านรถเข็นขายน้ำที่มีแสงไฟวับแวม เรียงรายอยู่ที่รอบนอกท้องสนามหลวง ขณะหมุนร่างเพื่อออกเดิน ร่างใหญ่ของผมก็เกิดไปปะทะเข้าอย่างจังกับร่างแบบบางของหญิงสาว ที่อายุอานามน่าจะราวต้น ๆ 20 ผมเซผงะถอยไปเล็กน้อย แต่ร่างของเธอกลับถลาร่อนไปราวกับนกปีกหัก และลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ที่พื้นในเวลาต่อมา สายตาทุกคู่ในที่นั้นพุ่งมองมาที่เธอเป็นตาเดียว ดวงหน้าสวยสะอาดบ่งบอกถึงความตื่นตกใจจนชวนเศร้า ก่อนจะยิ้มแหยๆอย่างเขินอาย สองมือคลำป้อยที่บั้นเอว ขณะที่ใบปลิวที่มีข้อความโจมตีท่านผู้นำด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน กับผืนผ้าสีเหลืองผืนน้อยจำนวนมากมายที่เคยอยู่ในมือ ตกกระจัดพลัดพรายไปตามพื้นหญ้าชื้น

เมื่อตั้งสติได้ ผมรีบปราดลงไปนั่งใกล้ๆ ร่างนั้น ช่วยประคองเธอให้ลุกขึ้นยืน พลางเอ่ยคำขอโทษขอโพยสำหรับความพลาดพลั้งที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงก้มลงเก็บสิ่งของต่างๆ ที่เกลื่อนอยู่ที่พื้นหญ้ามาคืนเธอ ก่อนจากกัน เธอส่งยิ้มอันเดียงสาและบริสุทธิ์มาให้ผมอย่างไม่ถือโกรธ มือเรียวงามยื่นใบปลิวกับผืนผ้าสีเหลืองมาให้ ผมพับใบปลิวยัดใส่กระเป๋าเสื้อ ส่วนผ้าผืนนั้น ผมนำมาผูกหลวมๆไว้ที่คอ

แล้วร่างบางเบากับผมยาวสลวยที่มีใบปลิวและผืนผ้าสีเหลืองแนบอกอยู่ ก็หายลับเข้าไปในคลื่นคนที่แออัด



3


อีกหลายวันต่อมา อาจเป็นลมฤดูหนาวกระมัง ที่พัดพาให้ผมมาเจอเธออีกครั้ง ขณะกำลังเดินแจกจ่ายสิ่งของให้แก่ผู้ชุมนุมเหมือนเช่นเคย ผมทักทายเธออย่างลังเล

“เอ่อ… จำผมได้ไหมครับ”

เธอส่งยิ้มให้ผมอย่างงง ๆ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากน้อยของเธอ

ผมรีบทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายคืนก่อน
“ก็ที่เมื่อคืนวันนั้น …”

ทันใดนั้น เธอจึงพยักหน้าขึ้นๆ ลงๆ อย่างนึกได้ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนแก้มแดงระเรื่อ พร้อมกับยกมือไหว้ผมอย่างนอบน้อม ค่าที่อยากถ่ายโทษกับเหตุการณ์ในคืนนั้น ผมเอ่ยปากขอแบ่งสิ่งของในมือเธอ เพื่อนำมาช่วยแจกจ่ายให้แก่ผู้ชุมนุม นับจากนั้นเป็นต้นมา ในทุกๆ ครั้งที่มาร่วมชุมนุม ผมจะมาช่วยเธอแจกใบปลิวและผืนผ้าสีเหลืองเสมอ จนเราเริ่มสนิทสนมกัน

เธอเล่าให้ฟังว่า เธอมาจากจังหวัดแห่งหนึ่งริมชายฝั่งทะเลทางใต้ มีพ่อแม่และพี่ชาย เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ทั้ง 3 คนเป็นครูประถมในอำเภอเล็กๆ กลางหุบเขา ส่วนตัวเธอเองกำลังศึกษาวิชากฎหมายอยู่ในมหาวิทยาลัยเปิดย่านหัวหมาก พร้อมๆกับทำงานให้กับองค์กร NGO ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งหนึ่งในถิ่นเกิด ชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมของชุมชน ให้รอดพ้นเงื้อมมือของพวกนายทุนท้องถิ่น แต่ทันทีที่เกิดสภาวะวิกฤตการณ์ผู้นำขึ้น เธอและเพื่อนๆอีก 2-3 คน จึงชักชวนกันเดินทางขึ้นมาที่กรุงเทพฯ เพื่อมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานการชุมนุม “พ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ ที่มาร่วมชุมนุมครั้งนี้ ก็ท่านเองนั่นแหละ ที่เป็นคนสอนว่าประเทศชาติเป็นของเราทุกคน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในชาติ เราจะนิ่งดูดายไม่ได้ และเราจะต้องเลือกยืนอยู่บนความถูกต้องเสมอ”

เธอบอกกับผม ด้วยสำเนียงปร่าแปร่งแบบคนใต้ ผมนั่งฟังนิ่ง พลางพินิจหน้าใสที่ไร้การตกแต่งใดๆ ลึกในใจ... รู้สึกศรัทธากับความเป็นคนมีความคิด ผิดไปจากเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันหลายๆคน ที่ผมเคยพบพานมา ต่างกันจนกล่าวได้ว่า ราวดอกไม้ที่ผลิบานจากกิ่งก้านเดียวกัน แต่ต่างทั้งสีสัน และคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของชีวิต

ในยามนั้น ท่ามกลางหมู่ดาวที่เกลื่อนอยู่บนท้องฟ้ามืด ดาวสวยดวงหนึ่งผุดวาบขึ้นกลางฟ้า ส่งประกายแสงเป็นแฉกๆ สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาของผม



4


ระยะนี้… สภาพอากาศในบ้านเมืองเรา ปรวนแปรวิปริตอย่างผิดสังเกต ลมฝนและลมหนาวคละเคล้ากันอย่างแยกไม่ออก บางวันอากาศเจิดจ้าสดใสด้วยแสงตะวัน แต่บางวันกลับครึ้มเศร้าด้วยเมฆฝน ลักษณะเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรไปจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่สับสนปนเป จนยากจะคะเน หรือพยากรณ์ใดๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

ในขณะที่ผู้นำประเทศยังคงยืนกรานไม่ลาออกจากตำแหน่ง แม้จะถูกกดดันจากกลุ่มพลังต่าง ๆ มากมายสักเพียงใด แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ได้เกิดกลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนผู้นำรัฐบาล ที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด และรวมตัวกันอยู่ที่สวนสาธารณะใหญ่กลางเมืองหลวง สิ่งนี้ยิ่งสร้างสภาวะความตึงเครียดให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สภาพบ้านเมืองแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่ายไปทั่วทุกหัวระแหง แบ่งออกเป็นพวกที่รัก และพวกที่เกลียดชังผู้นำ ผมอดหวั่นวิตกลึกๆไม่ได้ว่า ความรุนแรงอาจจะอุบัติขึ้นเมื่อใดก็ย่อมได้ เมื่อนั้นเลือดและน้ำตาของประชาชนผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของทั้ง 2 ฝ่าย อาจจะต้องไหลนองท่วมพื้นแผ่นดินไทย ผมได้แต่เฝ้าถามตัวเองด้วยความไม่เข้าใจว่า “เมื่อช้างสารชนกัน แต่ทำไมนะ หญ้าแพรกกลับต้องมาแหลกลาญไปกับเขาด้วย ?”

24 กุมภาพันธ์ 2549 แทนการลาออกอย่างที่หลายฝ่ายต้องการ นายกรัฐมนตรีกลับประกาศยุบสภาฯ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว มีการวิเคราะห์กันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเล่ห์กลทางการเมือง เพื่อลดทอนกระแสกดดันที่บีบคั้นอยู่ในห้วงเวลานั้น พร้อมกับหวังจะใช้การเลือกตั้งเป็นหนทางฟอกตัว เพื่อหวนคืนสู่ตำแหน่งใหม่อีกครั้งหนึ่ง

การยุบสภาฯ ที่มีวาระซ่อนเร้นซุกซ่อนอยู่นี้ กลับยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเป็นเท่าทวีคูณ การชุมนุมประท้วงมีท่าทีว่า จะยืดเยื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม



5


ในคืนหนึ่ง ริมถนนแสนสวย หลังเวทีอภิปราย ผมและเธอได้มีโอกาสนั่งปรารภกันเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ ผมถามเธอไปว่ารู้สึกท้อบ้างไหม กับสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจนเหมือนจะไร้ซึ่งจุดจบ

“ไม่ค่ะ …เราท้อไม่ได้ เราต้องอดทนต่อไป ความยากลำบากที่เรากำลังประสบอยู่นี้ มันคุ้มค่ากับสิ่งดีงามที่กำลังรอคอยเราอยู่ อีกไม่ช้า ความบ้าคลั่งหลงใหลในอำนาจของเขา มันจะยุติลง อำนาจที่เขายื้อแย่งมาจากประชาชน จะหวนคืนสู่มือเราอีกครั้ง” เธอบอกกับผมอย่างนั้น น้ำเสียงใส หากทว่ามั่นคง

ผมพูดขึ้นบ้าง พลางส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น “เวลานี้ ประเทศของเราเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งฝันร้าย เรามีผู้นำประเทศที่ดื้อด้าน ไร้ยางอาย และเจ้าเล่ห์ เกินกว่าที่จะยอมลุกไปจากเก้าอี้แต่โดยดี ทั้งที่หมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งหลายครั้งหลายหน”

“แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า ไม่มีวันที่อำนาจแห่งอธรรมจะข่มธรรมไว้ได้อย่างแน่นอน แล้วเราจะชนะในที่สุด” ขณะพูด ดวงตาของเธอทอประกายแวววาว แข่งกับแสงดาวบนฟากฟ้ายามนั้น...

ขอบฟ้าแห่งการสนทนาของเรา มายุติลงเอาเมื่อราว 4 ทุ่มเศษ เธอรบเร้าให้ผมกลับบ้าน ค่าที่รู้ว่าผมมีสอบในตอนรุ่งเช้า เธอบอกด้วยว่า เธอเองก็จะต้องห่างหายจากการชุมนุมไปชั่วคราว เมื่อเย็นที่ผ่านมา ทางบ้านได้โทรศัพท์มาว่า แม่ของเธอที่ตามปกติแข็งแรงดี ได้ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่ร้ายแรงอะไร แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงต้องกลับบ้านไปดูแลท่าน เพราะพ่อและพี่ชายต้องไปสอนหนังสือทุกวัน หากแม่อาการดีขึ้นแล้ว เธอจะรีบกลับมาร่วมชุมนุมใหม่อีกครั้งอย่างแน่นอน โดยเธอจะออกเดินทางในตอนเช้าของวันใหม่

เราร่ำลากันโดยต่างไม่รู้แน่ชัดว่า เมื่อไรจึงจะได้พบพานกันอีก เธอพุ่มมือไหว้ลาผมอ่อนโยน ในท่ามกลางคำกล่าวอวยพรของผมที่ขอให้เธอโชคดี และขณะที่ผมเริ่มต้นเดินจากมา ทันใดนั้น เธอจึงพูดขึ้นเสียงดังเหมือนเพิ่งนึกได้ พร้อมกับส่งรอยยิ้มสดใสลอยมาตามสายลมเย็น

“อืม...อยากได้ของฝากอะไรเป็นพิเศษจากใต้บ้างไหมคะ”

“เอาตัวคุณกลับมาก็พอแล้วครับ”

ผมหันหน้ากลับไปตอบเธออย่างยิ้ม ๆ จากนั้น เราทั้งสองจึงส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ขึ้นพร้อมกัน ท่ามกลางแสงดาวอันอบอุ่น…



6


แล้วข่าวเศร้าก็มาเยือนพร้อมๆ กับสายลมปลายฤดูหนาว ในช่วงค่ำของคืนวันถัดมา ... เมื่อผมได้รับแจ้งข่าวว่า รถทัวร์คันที่เธอโดยสารกลับบ้าน ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำลงกลางทาง เธอ-หญิงสาวมากฝัน ผู้มีหัวใจอันอบอุ่นและบริสุทธิ์ใสเหมือนแสงแห่งดวงดาว เจ้าของความเชื่อที่ว่า “ไม่มีวันที่อำนาจแห่งอธรรมจะข่มธรรมไว้ได้อย่างแน่นอน” สิ้นใจตายคาที่ ก่อนจะทันถึงบ้านเพื่อดูแลแม่ที่ป่วยอย่างที่ได้ตั้งใจ

ระหว่างยืนรอรถเมล์กลับบ้าน อยู่บริเวณที่พักรถเมล์ บนท้องฟ้าในคืนนั้นที่ดูหม่นหมองจนน่าใจหาย ผมคล้ายแลเห็นดาวสวยดวงเดิม ส่งแสงจรัสจ้าขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะร่วงหายไปจากขอบฟ้า...
.................................


**แด่...ทัศนีย์ รุ่งเรือง แกนนำในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิให้กับชาวบ้านลานหอยเสียบ อ.จะนะ จ.สงขลา กรณีโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ และหนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมขับไล่ผู้นำรัฐบาล เธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถโดยสารพลิกคว่ำ ที่ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เมื่อ 16 มีนาคม 2549 ขณะกลับจากร่วมชุมนุมกับเครือข่ายพันธมิตรฯที่หน้าทำเนียบรัฐบาล







 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2551 12:59:05 น.
Counter : 1204 Pageviews.  

สุขแท้แค่ได้มี...




เรื่อง : เจ้ากอล์ฟ





ณ กลางสะพาน
ท้องฟ้าสกาวดาวดูสดใส สายลมเย็นพัดผ่านหน้าของผมไปครั้งแล้วครั้งเล่า รถรา และเรือต่างๆส่งเสียงดังขึ้นเป็นระยะ ผมกระดกเบียร์กระป๋องอย่างช้าๆ ใช่แล้ว...ผมมีเรื่องไม่สบายใจ คนที่ปกติดีคงไม่มานั่งดื่มเบียร์อยู่ตรงนี้แน่นอน เที่ยงคืนกว่าบนสะพานพระปิ่นเกล้า!


บรรยากาศอ้างว้างชวนให้เหงา มีเสียงเพลงเบาๆจากเครื่องเล่นคอยขับกล่อม รอยยิ้มของลมกับส่วนผสมของเบียร์ ยิ่งทำให้ละเมอเพ้อไปแสนไกล ผมมองจากบนสะพานสู่แม่น้ำเบื้องล่าง ภาพน่ากลัวยิ่งนัก ทั้งมืดและสูง

“นี่ถ้าเราตกลงไปจะเป็นยังไงนะ” ผมพึมพำกับตัวเอง

“ก็ตายน่ะสิเจ้านาย” เสียงเล็กๆแว่วขึ้นมา ผมมองหาต้นเสียงนั้นทันที

“เอ้ย เจ้าสามเข็ม นี่เจ้าพูดกับข้าหรือ” ผมมองนาฬิกาที่ข้อมืออย่างแปลกใจ

“ตอนนี้เวลา เที่ยงคืนกว่าแล้วนะเจ้านาย นั่งอยู่ที่นี่มา 2 ชั่วโมงแล้วนะเจ้านาย” เจ้าสามเข็มบอก

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกระดกเบียร์ในมือ “เฮ้อ..ข้ายังอยากอยู่ต่ออีกสักพัก ข้ายังคิดไม่ออกว่า ข้ามาทำอะไรที่นี่”

“กระผมไม่รู้หรอกว่าเจ้านายมาทำไมที่นี่ รู้แต่ว่าพรุ่งนี้เจ้านายต้องตื่นแต่เช้ามิใช่หรือ” เจ้าสามเข็มเตือนสติ

“โลกนี้บางครั้งก็สวยงามซะจนไม่อยากจะจากไปไหน แต่บางคราวมันก็โหดร้ายพอๆกับที่สวยงามนั่นล่ะ และอาจมากกว่าด้วยซ้ำ” ผมมองทอดลงไปยังแม่น้ำเบื้องล่าง พลางระบายให้เจ้าสามเข็มได้ฟัง

“ผู้หญิงคนนึงได้เปลี่ยนไป จากที่เคยแสนดีและอ่อนหวาน ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ แต่นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ” คิดว่าไงเจ้าสามเข็ม

“ก่อนนั้นเจ้านายมีความสุขไหม และเมื่อไม่เข้าใจกันเจ้านายมีความสุขไหม” เสียงแว่วของเจ้าสามเข็มแล่นเข้ามาในหัวผม

“ก่อนนั้นก็มีความสุขดี มากเสียด้วย แต่มาตอนนี้มันหายไปเกือบหมดแล้วล่ะ คงใกล้ถึงการลาจาก” ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้า

“ความสุขของเจ้านายคืออะไร” เสียงแว่วของเจ้าสามขา ที่ทำให้ผมต้องชะงักทันใด
.............................................



ชั่วโมงที่แล้ว
ความเหงาของบรรยากาศ ชวนให้ผมเดินลงจากสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านวิทยาลัยนาฏศิลป์ไปตามทางเท้า ที่มีแสงไฟสลัวๆไปตลอดทาง ผู้คนเดินสวนมาบ้างปะปราย ผมเดินอย่างช้าๆพลางคิดเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดทาง เมื่อมาถึงหน้าโรงละครแห่งชาติ ผมก็ข้ามถนนไปยังสนามหลวง เพื่อหาเครื่องดื่มแก้โรคเหงา ที่หลายคนพึ่งพามันอยู่บ่อยครั้ง เมื่อผมเข้าสู่พื้นที่กว้างใจกลางเมืองกรุง ผมรู้สึกแปลกใจกับภาพที่เห็น ผู้คนมากมาย เด็ก ผู้ใหญ่ และวัยชราปะปนกันกระจายเต็มพื้นที่

“ทนทำงานนี้ไปก่อนนะ แล้วเดี๋ยวอีกเดือนนึง พี่จะพาเราย้ายไปทำสวนลำไยที่เชียงใหม่ด้วยกัน”
“ได้จ้ะ พี่ไปไหนแค่ให้ฉันไปช่วยพี่ แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”
เสียงของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่นอนมองดาวบนฟ้าอยู่ด้วยกัน

“ลูกเต้าพอโตก็หายหน้ากันไปหมด ข้าอยู่คนเดียวที่นี่มานานเหงาก็เหงา แต่ตอนนี้ข้ามีพี่ๆน้องๆเป็นเพื่อนมาหลายปี แค่นี้ก็มีความสุขพอที่จะลืมเรื่องเก่าๆได้ละ”
กลุ่มคนหลายวัย นั่งคุยกันเป็นวงใหญ่หัวเราะกันอย่างเริงร่า

“เบลเอ้ย จะกลับยังลูก ไว้พ่อจะพามาเล่นอีกนะ ป่านนี้แม่คอยแย่แล้ว”
“อีกแป๊ปนึงนะพ่อ”
สองพ่อลูกที่เล่นว่าวกัน ท่ามกลางเวิ้งฟ้าที่กว้างใหญ่ของสนามหลวง



ผมเดินผ่านผู้คนมามากมาย จนมาถึงใจกลางของสนามหลวง ที่นี่มีร้านค้ามากมาย มีข้าวไข่เจียว ผัดไท กระเพาะปลา และอื่นๆ อีกมาก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหิวแม้แต่น้อย ผมตรงไปยังร้านขายน้ำ ที่ตั้งกล่องโฟมเก็บความเย็นใบใหญ่ทันที

ผู้หญิงวัยกลางคนที่ดูจะเป็นเจ้าของร้านนั่งอยู่ “เอ่อ..เจ๊ครับ มีเบียร์กระป๋องไหมครับ”

“40 บาท ไหนๆ ก็โดนแล้วขายมันซะเลย” เจ๊พูดอย่างอารมณ์เสีย

“เอา 3 กระป๋องครับ ว่าแต่เจ๊โดนอะไรมาเหรอครับ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ก็ตำรวจน่ะสิ มาไถไป 200 ไม่งั้นจะจับเรื่องที่ขายของมึนเมาในสนามหลวง แต่น้องซื้อไปเถอะ ไม่เป็นไรหรอก ช่วงนี้มาไถบ่อย ข้าวขึ้นราคาก็แบบนี้ล่ะ” เจ๊บ่นยืดยาว

ผมกระดกเบียร์ที่ซื้อมา พลางกวาดสายตาไปรอบๆ “เจ๊ขายที่นี่มานานแล้วสิครับ”

“เกือบ 7 ปีแล้วนะ ก็พอขายได้ไม่ถึงกับร่ำรวยอะไร เมื่อก่อนเจ๊ทำงานทอผ้า แต่มันเหนื่อย เหนื่อยทั้งใจ เหนื่อยทั้งกาย เจ๊เลยลาออกมา แล้ววันนึงได้มาเดินเล่นที่นี่ เห็นผู้คนมากมายก็เลยลองขายพวกน้ำดื่มดู แล้วจากนั้นก็เลยขายมาตลอด ที่นี่ลมเย็น ฟ้ากว้างใหญ่ อยู่แล้วไม่อึดอัด เจ๊มีความสุขดี แค่มีเพื่อนๆ คนรู้จัก มีคนคุยยามเหงาก็พอแล้ว บางครั้งขายๆ ไปก็ได้คนคุยมากหน้าหลายตา เจ๊ก็อายุเยอะแล้ว เจ๊ไม่ต้องการอะไรมากมายแล้ว ลูกติดเจ๊ก็มี นั่งเล่นอยู่ตรงนั้น” เจ๊พูดไปหัวเราะไป ยิ้มไม่ยอมหุบ



เมื่อผละจากเจ๊ ผมตัดสินใจเดินถือกระป๋องเบียร์กลับทางเดินเดิม ไปยังสะพานพระปิ่นเกล้า ยืนกินลมชมดาวพร้อมจิบเบียร์ด้วยใจที่อ้างว้าง ภาพของเธอวนเวียนเข้ามาในหัว ผสมกับภาพของผู้คนชาวสนามหลวง ผมหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะหยิบเครื่องเล่นเพลงเล็กๆ ขึ้นมาเปิดฟัง

เสียงพึมพำของตัวเองดังขึ้นเบาๆ “ผมมาทำอะไรที่นี่…..”
……………………………….......



2 ชั่วโมงที่แล้ว
ผมรู้สึกตัวเบาหวิวมีความสุข เมื่อผมจะได้เจอเธอคนนั้น จากที่ไม่ได้เจอมานาน เพราะช่วงที่เราไม่ได้เจอกันนี้ ต่างคนต่างไม่เข้าใจ และมีปัญหากันเรื่อยมา ครั้งนี้ผมกะเอาไว้ว่า จะเอาของที่ยืมมาไปคืน และจะพาเธอไปกินข้าว นั่งคุยปรับความเข้าใจกัน เวลานัด 3 ทุ่ม ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

“มาสายไปนิดนึงนะ” น้ำเสียงเรียบๆ ของเธอเอ่ยขึ้น

“อ่อ พอดีติดงานด่วนนิดหน่อย เอานี่ของที่ยืมไป แล้วเดี๋ยวจะไปไหนต่อ” ผมพูดไปด้วยใจที่เริ่มระแวง

“รีบกลับ ทำงานต่อ” สั้น ห้วน และเย็นชายิ่งนัก

“อ่ะ ....” ผมพูดอะไรไม่ออก ลืมทุกอย่างที่คิดเอาไว้ก่อนเจอกัน

“งานเยอะ ไม่มีเวลา แล้วนี่จะกลับยังไง” เธอเอ่ยถาม

“อ่อ ไม่เป็นไรกลับเองได้สบาย ไปล่ะครับ” ผมพยายามอดกลั้นความผิดหวังไว้อย่างที่สุด

ผมไม่รู้จะไปไหนดี เดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีเหนื่อย ก้มหน้าก้มตาไม่มองใครทั้งนั้น เธอคนนี้ไม่ใช่เธอที่ผมเคยรู้จัก เวลาเพียงไม่นานเธอก็เปลี่ยนไปมาก หน้ามือเป็นหลังมือ ผมไม่รู้เพราะอะไร มีเหตุผลมากมาย ที่คนเราจะเปลี่ยนไป จากผู้หญิงที่แสนดีและน่ารัก กลายเป็นคนที่เย็นชา ผมพยายามที่จะไม่คิดถึงเหตุผล ที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ ผมเดิน และก็เดิน จนมองเห็นสะพานพระปิ่นเกล้า เมื่อเดินถึงส่วนที่สูงที่สุดของสะพาน ผมจึงหยุดพลางทอดสายตาออกไปตามความยาวของแม่น้ำ ลมพัดแรงแต่ผมกลับรู้สึกร้อนไปทั้งตัว ผมพยายามที่จะเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้สักที ยิ่งพยายามที่จะลืม ก็ยิ่งจดจำได้ขึ้นใจ


“ผมมาทำอะไรที่นี่” เสียงพึมพำของตัวเองดังขึ้น

“ความสุข และความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีเธอ มันกำลังจะหมดไปใช่ไหม” ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า พลางเอ่ยถามลอยๆ เผื่อจะมีใครสักคนมาตอบ
.....................................


ณ กลางสะพาน
“แล้วความสุขของเจ้าล่ะคืออะไร” ผมถามเจ้าสามเข็มกลับไป

“แค่ได้อยู่บนข้อมือเจ้านาย ให้เจ้านายเห็นว่า กระผมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้านาย แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว” เสียงแว่วเจ้าสามเข็มดังขึ้น

“นั่นสินะ เจ้าทำให้ข้าคิดได้ ความสุขของคนเรามันไม่เท่ากัน อย่างคนที่สนามหลวงแค่พวกเขามีเพื่อน มีที่กิน มีที่นอน มีรายได้ ถึงแม้มันจะไม่มากมายก็เถอะ แต่พวกเขาก็มีความสุขได้ เอ็งว่าไหมเจ้าสามเข็ม บางทีความสุขของเธอคนนั้น อาจจะต้องการมากกว่าสิ่งที่ข้ามีให้และเป็นอยู่ก็ได้” ผมเหม่อมองไปยังเรือที่แล่นไปมา

“เจ้านายยังไม่บอกเลย ว่าความสุขของเจ้านายคืออะไร” เจ้าสามเข็มท้วงคำตอบ

ผมครุ่นคิดอย่างช้าๆ “ความสุขเหรอ อืม..การที่แค่มีเธออยู่ ก็มีความสุขดีนะ แต่เมื่อเธอจะไม่อยู่แล้ว ความสุขตรงนั้นมันก็คงจะหายไป”

“เจ้านายยอมแพ้ละเหรอ” เจ้าสามเข็มแว่วขึ้น

“บางที...การปล่อยให้เธอไป มันมิใช่การยอมแพ้ แต่มันเป็นการยอมรับ ในสิ่งที่ไม่สามารถเป็นไปได้ต่างหากล่ะ ถ้าเธอไปแล้วมีความสุข เราก็ควรที่จะมีความสุขด้วย” น้ำตาผมเริ่มเอ่อที่ขอบตา

“ตีหนึ่งแล้วนะเจ้านาย เราจะกลับกันได้หรือยัง” เจ้าสามเข็มบอกเวลา

“ป่ะ กลับบ้านดีกว่า ความสุขของข้าก็ยังมีอยู่ที่นั่น แค่ได้ตื่นมามีวันพรุ่งนี้ มีครอบครัว มีเพื่อน กินอิ่ม นอนหลับ ไม่มีหนี้ และไม่มีโรค แค่นี้ก็พอละ...ความสุขที่ข้าต้องการ”
…………………………………………………………


*เรื่องนี้เขียน ณ สะพานพระปิ่นเกล้า
วันที่ 7 เมษายน 2551 ช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนวัน







 

Create Date : 09 เมษายน 2551    
Last Update : 9 เมษายน 2551 19:11:34 น.
Counter : 422 Pageviews.  

หญิงสาวของยามเช้า




โดย : รัน






ทุกเช้าตรู่อย่างนี้...ผู้คนละแวกใกล้เคียงจะตบเท้ามาดื่มกาแฟ ที่ร้านอาหารเล็กๆของเรา -ตึกแถวห้องที่ 3 ริมถนน ที่ตกแต่งอย่างง่ายดาย จิบกาแฟแกล้มปาท่องโก๋ สลับกับพูดคุยเรื่องต่างๆ ด้วยท่าทีสนุกที่ลานหน้าร้าน ก่อนแยกย้ายกันไปทำงาน หากวันไหนไม่มีเรียน ผมจะลงมาช่วยพ่อแม่ขายของเหมือนเช่นวันนี้

ขณะเสิร์ฟกาแฟอยู่ที่หน้าร้าน ผมมองเห็นรถราขวักไขว่บนถนนที่ไม่กว้างใหญ่นัก และกำลังขยายผิวการจราจร มีซากดินและหินเกะกะไปหมด ฝุ่นฟุ้งลอยไปในลมเย็นฤดูหนาว แล้วภาพคุ้นตาก็มาปรากฏ หญิงชราในชุมชนแออัดในย่านนั้น หาบคอนกระจาดใส่ไข่ปิ้ง เดินผ่านหน้าร้าน โดยมีจุดหมายอยู่ที่ป้ายรถเมล์เบื้องหน้า นางจะไปนั่งหลับๆ ตื่น ๆ ขายไข่ปิ้งที่นั่นเป็นประจำ

เวลาเดียวกัน รถแท็กซี่สีส้มบาดตาแล่นฝ่าแสงขมุกขมัวยามรุ่งอรุณ มาหยุดจอดลงหน้าหอพักสตรีฝั่งตรงข้าม หญิงสาวสวยบอบบาง ในชุดสีดำ ดูลึกลับชวนสนเท่ห์ ก้าวลงจากรถแท็กซี่ คอกาแฟทั้งหญิงชายต่างเหลียวมองเธอเป็นตาเดียว ดวงตาฉายฉานอาการดูถูกเหยียดหยามอย่างน่าใจหาย พร้อมกับส่งยิ้มประหลาดให้แก่กันไปมา

ชายกลางคนพูดเล่นๆ ขึ้นว่า ชีวิตของเธอน่าอิจฉา เราบางคนอาจทำงาน “เช้าไปเย็นกลับได้พันห้า” แต่เธอ “ไปเย็นเช้ากลับได้ห้าพัน” มีเสียงเฮรับครื้นเครง หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าเหงา เดินเข้าหอพักอย่างหงอย ๆ

ใช่แล้วครับ ! พวกเขาต่างพากันว่า เธอเป็นโสเภณี…ผีเสื้อราตรีที่โบยบินออกหากินยามค่ำคืน และจะย้อนกลับมาที่พักเมื่อตอนฟ้าสาง




เธอเป็นหญิงสาวสวยทีเดียว ตาคมแม้ดูเศร้า ผมยาวรับกับใบหน้างามราวตุ๊กตา ผิวพรรณขาวสะอาด ออกจะเป็นคนหงิมๆ พูดน้อย สงบเสงี่ยม คะเนว่าอายุคงไล่เลี่ยกับผม เธอย้ายมาอยู่หอพักแห่งนี้เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของเธอ

ผมไม่ค่อยได้พบเห็นเธอบ่อยนัก เพราะวิถีชีวิตของเธอและผมสวนทางกันสิ้นเชิง เมื่อผมออกไปเรียน เธอจะกลับเข้าหอพัก แต่ขณะผมกลับที่พัก เธอจะแต่งตัวสวยออกไป

เช้าหนึ่ง เจ้าของหอพักวัย 40 เศษ ร่างเล็กกว่าภูเขานิดเดียว ได้มานั่งพักเหนื่อย ดื่มโอวัล ตินที่ร้าน หลังไปเต้นแอโรบิกประกอบเสียงเพลงในสวนสาธารณะใกล้ๆ เสร็จแล้ว พลางเปรยกับพ่อแม่ของผมให้ได้ยินว่า หญิงสาวจะพักที่หอพักแห่งนี้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหอพักที่เธอเคยพักประจำในซอยถัดไป ปรับปรุงซ่อมแซมเสร็จ เธอจะย้ายกลับไปทันที

“ โอ้ย...ถ้าฉันรู้นะว่าหล่อนจะมีพฤติการณ์แบบนี้ ฉันจะไม่ยอมให้พักอยู่ด้วยแน่ๆ เฮ้อ.. อาไร้ ! หน้าตาซื่อๆ ไม่คิดว่าจะเป็นคนแบบนี้ไปได้ หอพักของฉันพลอยเสียชื่อไปด้วยแท้ๆ“ หญิงเจ้าของหอพักว่า พลางส่ายหน้าอูมใหญ่ไปมาอย่างอ่อนใจ



ปิดเทอมหน้าร้อนมาถึง ผมช่วยพ่อแม่ขายของเหมือนทุกปี แล้ววันหนึ่ง ในเวลาใกล้เที่ยงวัน ก็ได้เกิดเรื่องบางอย่างขึ้นในร้านของเรา

ในเวลานั้น คงมีเพียงลูกค้าซึ่งเป็นชายหนุ่มสามสี่คน -พนักงานบริษัทส่งออกตรงตึกหัวมุมถนน มานั่งกินอาหารอยู่ที่โต๊ะด้านในสุดของร้านเพียงโต๊ะเดียว ฉับพลันทันใด ชายแก่คนหนึ่ง ท่าทางเซ่อเซอะแบบคนบ้านนอก เนื้อตัวสกปรกมอมแมม มือข้างหนึ่งจูงมือของเด็กน้อยอายุราว 10 ขวบ ขี้หูขี้ตาเกรอะกรัง ทั้งสองมีแต่หนังหุ้มกระดูก มืออีกข้างกำห่อผ้าเล็กๆ เดินเข้ามาในร้าน มีเสียงตวาดขับไล่จากพ่อดังขึ้น แต่อาจเพราะความหิวจนหูอื้อ แกเดินท่อมๆ ตรงไปที่โต๊ะของชายกลุ่มนั้น ที่กำลังพูดคุยกันออกรสเคล้าไปกับเสียงหัวเราะขบขัน ชายแก่และเด็กน้อยกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เมื่อเหลือบเห็นอาหารมากมายแทบล้นโต๊ะ กลุ่มชายเหล่านั้นหยุดเสียงหัวเราะลง เมื่อจมูกได้กลิ่นสาบสาง ต่างเหลียวหาที่มา กระทั่งมาพบเข้ากับชายแก่และเด็กน้อย ชายแก่รีบส่งยิ้มแหยๆ ให้ ก่อนออกปากขอเศษทาน พลางยื่นมือออกมา ชายตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่ม หน้าตาท่าทางเอาเรื่อง ตะคอกเสียงดุๆ ออกไป

“ไม่มีเศษตังค์ ไปข้างหน้าก่อนไป๊ มือไม้ก็ยังดีๆ ไม่คิดจะหากินเอง มาเที่ยวขอเขากิน แล้วนั่นไปเอาเด็กที่ไหนมาแกล้งทำให้สงสารอีกล่ะ”

ชายแก่หน้าสลดลงทันที พยายามพูดจาเซ้าซี้ต่ออีก ทอดดวงตาละห้อยหาไปให้ จังหวะนั้น พ่อรีบรุนหลังชายแก่ให้ออกไปนอกร้าน เด็กน้อยถูกลากติดไป ดูทุลักทุเล บรรยากาศหม่นมัวในร้านพลันก็กลับมาสดใส ด้วยเสียงหัวเราะอีกครั้ง พ่อยืนถอนหายใจโล่งอก มองตามร่างทั้งสองที่เงอะงะจากไป ขณะที่ลูกค้าเริ่มทยอยเข้าร้านมาบ้างแล้ว

ผมไม่ตำหนิชายร่างใหญ่และพ่อ อันที่จริง ชายร่างใหญ่คนนั้น เขาก็มีเหตุผลของเขา เช่นเดียวกันกับพ่อ พ่อเคยมีชีวิตลำเค็ญ กว่าจะนำพาครอบครัวของเรา สร้างฐานะเป็นปึกแผ่นได้เหมือนวันนี้ พ่อต้องผ่านการทำงานหนักมาหลายสิบปี พ่อยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่เคยขอความช่วยเหลือ หรือขอใครกิน เงินทุกบาททุกสตางค์แลกมาด้วยหยาดเหงื่อของพ่อเอง ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อจะรังเกียจพวกขอทานเหล่านี้

แม้เข้าใจวิธีคิดของคนทั้งสอง แต่ผมก็อดสะท้อนใจไม่ได้กับภาพที่เห็น เช่นเดียวกับแม่ที่ยืนหน้าหมองอยู่ใกล้ๆ เพราะใครเล่าอยากจะตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชเช่นนี้ ใครเล่าอยากจะถูกเหยียดหยาม แต่บางขณะของชีวิต เพื่อความอยู่รอด คนเราจำต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ (หรือคุณไม่เคย) !



พักหนึ่ง...ความประหลาดใจก็มาเยือน จู่ๆ หญิงสาวตาคมระคนเศร้า ในชุดลำลอง เสื้อยืดกางเกงยีนเดินเข้ามาในร้านเป็นครั้งแรกนับแต่ที่เธอมาอยู่หอพักแห่งนี้ แต่แล้วร่างของเธอก็พลันชะงักงันลง เมื่อมองเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ในร้านถนัดตา พวกเขาจ้องมองมาที่เธอเช่นกัน หยุดพูดคุยและหัวเราะลงทันควัน

เธอละล่ำละลักเสียงสั่นๆ สั่งซื้อข้าวผัดหมู 2 กล่อง และน้ำเปล่าบรรจุขวดกับผม สีหน้าว้าวุ่น ก่อนไปนั่งรอกระสับกระส่ายอยู่ที่โต๊ะหน้าร้าน เมื่อแม่ผัดข้าวผัดใส่กล่องเสร็จ ผมนำข้าวผัดทั้ง 2 กล่อง และน้ำเปล่าอีก 2 ขวด มาใส่ถุงก๊อบแก๊บใบใหญ่นำไปให้เธอ เธอรีบยื่นธนบัตรใบละ 100 บาท ส่งมาให้ ผมหยิบเงินทอนส่งไป รับเงินทอนแล้ว เธอรีบลนลานออกจากร้านทันที แต่แทนที่จะข้ามถนนไปยังหอพัก เธอกลับเดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือ ตรงตู้โทรศัพท์สาธารณะ สายตาของกลุ่มชายในร้านจับจ้องมองอยู่ไม่วางตา

จนร่างของเธอลับไป ชายตัวใหญ่จึงเริ่มต้นพูดขึ้นกับกลุ่มเพื่อน เสียงดังลั่น ไม่สนใจว่าใครจะได้ยินหรือไม่ว่า เคยใช้บริการทางเพศกับเธอมาแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาบรรยายภาพเหตุการณ์ละเอียดลออตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อนๆ ต่างหัวเราะชอบใจกันยกใหญ่ ผมคล้ายว่า เห็นภาพตัวเขากับหญิงสาว มาทำอะไรกันอยู่ตรงเบื้องหน้า รู้สึกหดหู่ใจ

เพียงชั่วอึดใจ เธอเดินก้มหน้าหงุดๆ ผ่านหน้าร้านมาอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของชายกลุ่มนั้นที่เหลียวหันมามองและอมยิ้ม บ่ายหน้าตรงไปที่ป้ายรถเมล์ เธออาจจะออกไปธุระที่ไหน–ผมคิด แต่เมื่อมองไปที่ร่างของเธอ ผมต้องแปลกใจ เพราะในมือตอนนี้ ไม่มีถุงบรรจุกล่องข้าวผัด และขวดน้ำเปล่าอีกแล้ว

อ้าว ! แล้วเธอเอามันไปไว้ที่ไหน จะว่าเธอเอาไปเก็บในหอพัก ผมก็ไม่เห็นเธอเดินข้ามถนนไป จะว่าเธอกินหมดแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่อีก เพียงไม่ถึง 2 นาที เธอจะกินหมดได้อย่างไร หรือเธอโยนทิ้งไปแล้ว แล้วเธอจะทิ้งทำไม

ด้วยความอยากรู้ ผมออกไปนอกร้าน มองย้อนกลับไปยังทิศทางที่เธอเพิ่งเดินมา แล้วผมก็พบว่า ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวตอนเที่ยงวัน ใกล้ๆ กับตู้โทรศัพท์สาธารณะแห่งนั้น มีชายแก่ เด็กน้อย กล่องข้าว และขวดน้ำปะปนอยู่ร่วมกัน !



เรื่องราวของหญิงสาวน่าจะจบลงด้วยรอยยิ้มของผมเพียงแค่นั้น หากในอีกหลายวันต่อมาจะไม่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นมาอีก

ในเช้าตรู่วันเกิดเหตุ มีลูกค้ามานั่งกินกาแฟกันอยู่ที่ลานหน้าร้านบ้างแล้ว แล้วภาพหญิงชรา คอนกระจาดไข่ปิ้งโคลงเคล้งไปมา จึงมาปรากฏขึ้นเหมือนอย่างเคย นางกำลังผ่านหน้าร้านไป

แต่แล้วเสียงดัง “ตุ๊บ ! ” ใหญ่ก็บังเกิดขึ้น

อาจเพราะความขรุขระของพื้นถนนที่กำลังขยายผิวถนน หรือความประมาทของคนขับก็ไม่ทราบ รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งเกิดเสียหลัก พุ่งเข้าเฉี่ยวชนร่างหญิงชรา แม้ไม่รุนแรง แต่ร่างผอมเกร็งก็ปลิวไปนอนแผ่หลาอยู่ที่พื้นถนน หัวกระแทกก้อนหินก้อนหนึ่งดัง “ผลั๊ก” กระจาดพลิกคว่ำกระจัดกระจาย รถมอเตอร์ไซค์ห้อตะบึงหายไปรวดเร็ว มีเสียงหวีดร้องผสมไปกับเสียงเครื่องยนต์ดังกึกก้องทั่วบริเวณ

ผมยืนตะลึงอ้าปากค้าง ดวงตาทุกคู่ของขากาแฟเบิกกว้างตกใจ ก่อนที่พวกเขา รวมทั้งพ่อแม่ และผม จะเร่เข้าไปมุงร่างหญิงชรา ขณะลุกขึ้นมานั่งกุมหัว นางดูไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากนัก มีเพียงเลือดข้นคลั่กทะลักออกมาจากแผลยาวที่หน้าผาก ไหลย้อยเปรอะไปทั่วใบหน้าจนดูน่ากลัว นางร้องโหยหวนด้วยตกใจมากกว่าจะเจ็บปวด น้ำตาไหลปนกับเลือดอาบหน้าเหี่ยวย่น เงอะงะคว้าเอาผ้าขี้ริ้วสำหรับเช็ดถูที่หล่นอยู่ข้างๆ กาย ขึ้นมาโปะแผลห้ามเลือด



มัคนายกในวัดแถวบ้าน ผู้จบเปรียญหลายประโยค ในวันนี้ บังเอิญแวะเวียนมาเก็บโพยหวยใต้ดินในย่านนั้น เลยถือโอกาสมาดื่มกาแฟที่ร้าน และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ส่งเสียงโหวกเหวกขอความช่วยเหลือจากกลุ่มคนที่มุงดู แต่ตัวเองกลับถอยร่นไปยืนห่างไกลกว่าคนอื่นๆ อ้างว่าเป็นคนกลัวเลือด เห็นเลือดแล้วจะพาลหน้ามืดเป็นลม เขาปั่นจักรยานจากไป บอกทิ้งท้ายว่าจะไปตามตำรวจที่สี่แยกไฟแดงให้มาช่วยจัดการ

สาวใหญ่แม่ค้าขายข้าวแกงปล่อยมือจากรถเข็นที่มีหม้อแกงใบใหญ่หลายใบ ส่งกลิ่นแกงร้อนควันคลุ้ง ถลาเข้าไปนั่งยองๆ ข้างร่างโชกเลือดนั้น มือจับแขนของหญิงชราให้กำลังใจ พลางมองไปที่หน้าผาก เห็นเลือดไหลพรูราวกับสายน้ำที่ไหลแล้วไหลเล่าไม่รู้จบสิ้น

“กว่าตำรวจจะมา เลือดอาจไหลหมดตัวก็ได้ ใครว่าง ช่วยพายายแกนั่งแท็กซี่ไปส่งโรงพยาบาลทีเถอะ ฉันจะออกค่ารถค่ายาให้เอง ”
สาวใหญ่พูดเสียงเจือเศร้า เหลียวหน้ามายังกลุ่มคน

ชายกลางคนในชุดข้าราชการขยับตัวทำท่าจะรับอาสา แต่ถูกภรรยาห้ามปรามไว้ด้วยสายตา แล้วพูดขึ้นให้ได้ยินว่า “คุณอย่าหาเรื่องนะ เดี๋ยวก็ได้เดือดร้อนหรอก ดีไม่ดีตำรวจจะหาว่าเราเป็นคนชน จะยุ่งกันไปใหญ่”

สีหน้าทุกคนในที่นั้นรวมทั้งคนในครอบครัวผมล้วนสับสนและเศร้า หลายคนทนกับสภาพอึดอัดนี้ไม่ได้ เดินกลั้นสะอื้นผละออกไป ที่สุด...เมื่อไม่มีใครอาสา แม่ค้าขายข้าวแกงหยัดกายยืนขึ้น แล้วเดินส่ายหน้า ป้ายน้ำตา เข็นรถขายข้าวแกงหายลับไปจากกลุ่มคน

ในท่ามกลางรถราที่เคลื่อนผ่านไป ชายหนุ่มออฟฟิศ เจ้าของรถเก๋งหรู ชะลอรถช้าลง ไขกระจกรถลงมา โผล่หน้าออกมาดูหญิงชรา สีหน้าบ่งบอกความอาทร เขาคล้ายจะหยุดรถลงมาช่วย แต่เมื่อก้มดูนาฬิกาข้อมือ พลันเปลี่ยนใจ รีบไขกระจกรถขึ้นดังเดิม พารถแล่นไปข้างหน้ารวดเร็ว มีเสียงบีบแตรจากรถคันหลังที่ดังกระชั้นขึ้นอย่างเร่งเร้า!



เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีนับจากอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่เนิ่นนานเหลือเกินในความรู้สึกของผม ตำรวจยังคงไม่มา หญิงชรายังคงร่ำไห้ แต่ยังคงไม่มีใคร คิดจะลงมือช่วยเหลือนางสักที คงมีแต่ดวงตาแห่งความเห็นอกเห็นใจเท่านั้นที่ส่งไปให้นาง

ทันใด ....รถแท็กซี่สีส้มจึงโผล่พรวดเข้ามาจอดใกล้ๆ หญิงสาวในชุดเสื้อผ้าสวย ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาคมเศร้าสะลึมสะลือคล้ายง่วงนอนเต็มที เปิดประตูรถผลัวะออกมา แล้วพาร่างคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำหอมและควันบุหรี่ แหวกกลุ่มคนเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งใกล้หญิงชรา พลางโอบร่างเปื้อนเลือดนั้นไว้เพื่อปลอบโยน พร้อมกับเอ่ยเสียงเครือๆ ขึ้นว่า

“ทำใจดีๆ ไว้นะคะ ยายไม่เป็นอะไรแล้ว หนูจะพายายส่งโรงพยาบาล”

หญิงชราเงียบเสียงร่ำไห้ลง เหลือเพียงการสะอื้นไห้แผ่วเบา พยักหน้ารับคำนั้นอย่างงงๆ และตื้นตัน ต่อมา ชายหนุ่มคนขับรถแท็กซี่เจ้าประจำ ปราดอุ้มร่างของหญิงชราไปขึ้นรถ โดยมีเธอที่ชุดสวยเวลานี้ เปรอะเปื้อนรอยเลือดสีแดงเป็นหย่อมๆ เร่งสาวเท้าก้าวตามไปติดๆ



รุ่งเช้าต้นเดือนเมษาของฤดูร้อนปีนั้น ท้องฟ้าแจ่มใสและสวย มีลมเย็นอันระรื่นพัดโชยผ่านมา รถแท็กซี่สีส้มคุ้นตาแล่นฝ่าแดดใสในยามรุ่งอรุณ มาหยุดจอดลงหน้าหอพักสตรีฝั่งตรงข้าม หญิงสาวสวยแบบบาง ในชุดสีขาวสะอาดตา ก้าวลงจากรถแท็กซี่ คอกาแฟทั้งหญิงชายรวมทั้งผม ต่างเหลียวมองไปที่ร่างงามนั้นเป็นตาเดียว แต่ครั้งนี้... เรากลับจ้องมองเธอด้วยแววตาและหัวใจที่ต่างไปจากทุกๆ วันที่ผ่านมา

และที่สำคัญ ในความรู้สึกของผมตอนนั้น เธอผู้นี้...ได้เข้ามาทำให้บรรยากาศยามเช้าวันนี้ที่สดใสอยู่แล้ว แลดูสดใสสวยงาม มากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม !







 

Create Date : 05 มีนาคม 2551    
Last Update : 5 มีนาคม 2551 16:03:29 น.
Counter : 924 Pageviews.  

หน้าต่างบานนั้น




เรื่อง : เจ้ากอล์ฟ





“พ่อคะ ทำไมพ่อถึงอยากให้หนูพามาที่นี่ล่ะ มีแต่ตึกร้าง ไม่มีอะไรน่าดูเลย” ลูกสาวคนเดียวของเขาวัย 30 เศษๆ เอ่ยถามขึ้นขณะที่กำลังขับรถ

“จอดตรงนี้ล่ะ ช่วยพยุงพ่อลงจากรถหน่อย” เสียงพูดที่ติดขัด และเบาบางของชายชราในวัยใกล้ฝั่ง ที่ร่างกายซูบซีดไร้เรี่ยวแรงเอ่ยขึ้น

ลูกสาวประคองผู้เป็นพ่อลงจากรถ “หนูว่า...หนูพาพ่อไปพักผ่อนที่สวนสาธารณะดีกว่าไหมคะ”

“...........................” เขานิ่งเงียบพร้อมกับล้วงมือหยิบแว่นตาในกระเป๋าเสื้อออกมาใส่ เพื่อมองไปยังตึกแถวหลังหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งมาเนิ่นนาน ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรกรุงรัง ตัวตึกจากที่เคยมีสีฟ้ากลับกลายเป็นสีเหลืองอมดำ มีฝุ่นหนาจับตามขอบประตู และขอบหน้าต่าง



เสียงพึมพำอันแผ่วเบาของชายชราดังขึ้น “พ่อเคยอยู่ที่นี่”

“พ่อเคยอยู่ที่ตึกนี้เหรอ”

เขาชี้ไปตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้าม “เปล่า พ่อไม่ได้อยู่ที่หลังนี้ แต่พ่อเคยอยู่ที่หลังนั้น”

“แล้วใครเหรอที่อยู่ที่ตึกหลังนี้” ลูกสาวเริ่มฉงน

“เธอคนนั้น.....”
................................................................


ในอดีต...

ผมมักจะออกมานั่งดื่มกาแฟที่ระเบียงห้องเช่าเป็นประจำทุกเช้า ลมเย็นๆ ของฤดูหนาวพัดผ่านบวกกับกาแฟร้อนๆ มันทำให้ผมได้นึกได้คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนเหงา ที่ยังคงตามหาใครสักคน ผมเฝ้าคิดอยู่เสมอว่ามันจะมีจริงๆ เหรอใครคนนั้น คนที่สามารถช่วยขจัดความอ้างว้างภายใจของผมได้ ที่ผ่านมายังไม่เคยได้รู้จักกับคำว่าคนที่ใช่เลยสักครั้ง

แต่แล้วเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งอยู่ที่ระเบียง สายตาพลันแลไปสะดุดเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่ง เธออยู่ห้องชั้นสามของตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องของผมพอดี โดยระหว่างเรา มีเพียงถนนสองเลนแคบๆ เส้นหนึ่งคั่นกลางเท่านั้น ผู้หญิงที่หน้าตาน่ารัก ผิวขาวออกแนวคนจีน ผมสีดำยาวสลวย กำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่ริมหน้าต่าง.......

วันนั้นเป็นต้นมา ผมคอยที่จะมองเธอในทุกๆ วัน ยามใดที่เธอร้องไห้ ผมก็จะคอยทำท่าทางตลกขบขัน และทะลึ่งตึงตัง ต่างๆ นาๆ เพื่อที่จะให้เธอได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ทั้งๆ ที่ผมไม่รู้เลยว่า เธอจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่ แต่ถ้ามีวันไหนที่ไม่ได้เห็นหน้าเธอ ผมจะรู้สึกซึมเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เสมือนว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป หรืออาจจะเป็นเพราะผมหลงรักเธอเข้าแล้ว

เมื่อเราเริ่มสนิทกันมากขึ้น ผมก็อยากที่จะรู้จัก และพูดคุยกับเธอ ผมจึงได้ซื้อกระดาษแข็ง และปากกาเมจิกจำนวนหนึ่ง “ขอโทษครับ..ผมอยากรู้จักคุณ” ประโยคแรกที่เขียนไป ประโยคที่แสนเชย ส่วนเธอนั้นไม่ใช้กระดาษแบบผมหรอก เธอเอาพู่กันจุ่มสีหลากหลาย เขียนลงบนกระจกของหน้าต่างส่งสารกลับมา และแล้ว..เราสองคนก็พูดคุยสื่อสาร โดยใช้ตัวอักษรและรูปภาพผ่านทางหน้าต่างบานนั้นตลอดมา........
....................................................




My Diary - 20 พ.ย.
เช้าวันนี้ฉันร้องไห้อีกแล้ว โดนแม่ว่าเรื่องกลับบ้านช้า ทำไมกันนะสายไปแค่นิดเดียวเอง ทำไมแม่ถึงต้องว่าซะมากมายขนาดนี้ด้วย แม่ไม่เคยเข้าใจฉัน ไม่ค่อยให้ฉันออกไปเที่ยวที่ไหนเลย ทั้งที่ฉันก็อยากออกไปพบหน้าเพื่อนๆ บ้าง มันเป็นอะไรที่น่าเบื่ออย่างนี้นะ อยากจะมีปีก อยากจะโบยบินไปบนท้องฟ้าเพื่อมองลงมายังโลกกว้างใบนี้จัง.......

My Diary - 15 ธ.ค.
จะครบหนึ่งเดือนแล้วที่ฉันได้เจอผู้ชายคนนั้น เขาเป็นคนที่ตลกและอารมณ์ดีมากๆ เลยล่ะ คนอะไรก็ไม่รู้ทำท่าจิ้งจกตะกายตึกก็ได้ ทำท่าอุรังอุตังนุ่งผ้าขนหนูถือถ้วยกาแฟเดินไปเดินมาก็เป็น นึกแล้วขำจริงๆ แถมยังมีการเขียนข้อความส่งมาให้อีกแน่ะ อิจฉาชีวิตของเธอจัง เป็นอิสระอยากจะทำอะไรก็ทำได้ แต่ถึงเธออยากจะรู้จักฉันยังไง มันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก บางครั้งฉันก็คิดนะ ว่าฉันอยากให้เธอดีกับฉันแบบนี้ตลอดไป เธออยู่ตรงนั้น และฉันก็อยู่ตรงนี้ มันทำให้ฉันมีกำลังใจ ให้ฉันไม่เดียวดาย เอาเป็นว่าวันนี้ไว้แค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ต้องไปโรงพยาบาลกับแม่แต่เช้า

My Diary – 20 ธ.ค.
แม่บอกให้พักผ่อนอยู่ที่บ้านไม่ให้ออกไปไหน ฉันก็ได้แต่อยู่ในห้องทั้งวัน อากาศเริ่มหนาวและแห้งแล้งมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว นี่สินะที่ใครๆ ก็บอกกันว่า ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งความเหงา หาอะไรทำดีกว่าจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน พับนกกระดาษแขวนไว้ที่หน้าต่างดีไหมนะ เผื่อเธอกลับมาเหนื่อยๆ ดูแล้วจะได้สดชื่น สดใส เอาล่ะไปพับนกก่อนเดี๋ยวมาเขียนต่อ......
..........................................




5....4.....3.....2.....1......

ผมชูป้ายกระดาษที่เขียนด้วยปากกาสีสดใสให้เธอดู “สุขสันต์วันปีใหม่ครับ”

“สุขสันต์วันปีใหม่เช่นกันค่ะ” ฉันเขียนบนหน้าต่างด้วยสีน้ำตอบกลับไป

ผมชูอีกป้ายให้เธอมอง “ผม.......คุณมากนะ”

“.........<<<นี่คือคำว่าอะไรคะ” ฉันเขียนหน้าต่างกลับไปพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย

“.........มันก็คือ........” ผมเขินมากจนไม่กล้าเขียนลงไปได้แต่เว้นว่างไว้

“คืออะไรบอกมานะ” ฉันตื่นเต้นจนตัวหนังสือที่เขียนบนหน้าต่างนั้นสั่นไหวไปตามมือ

“รัก” ผมชูป้ายพร้อมกับสีหน้าแดงก่ำดังมะเขือเทศ

“มองไม่เห็นเลยเขียนให้มันตัวใหญ่ๆ หน่อยได้ไหม” ฉันกระเซ้าด้วยใบหน้าที่แดงไม่แพ้เขา

ผมเขียนใส่กระดาษใบใหญ่ที่สุดที่เคยมี “ รัก ครับ ผมรักคุณนะ”

“ถึงแม้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือ” ฉันเขียนถามทั้งรอยยิ้มและน้ำตา

ผมชูป้ายขึ้นมาอย่างหนักแน่น “ตลอดไป จนกว่าผมจะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว”

“ขอบคุณนะคะ” ประโยคสุดท้ายที่ฉันเขียนลงบนหน้าต่างในคืนนั้น

“เรามานอนดูหมู่ดาวบนท้องฟ้ากันไหมครับ” ป้ายสุดท้ายที่ผมชูให้เธอดูในค่ำคืนนั้น....เช่นกัน
..............................................


ณ โรงพยาบาล

หมอวัยกลางคนออกมาจากห้องผ่าตัด เดินตรงไปยังสามีของคนไข้ ที่นั่งรอคำตอบด้วยใจที่กระวนกระวาย

“ลูกของคุณปลอดภัย ส่วนภรรยาคุณ...เธอมีปัญหาเกี่ยวกับปอดเรื้อรังมานาน จึงทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง ผมเสียใจ...ที่ช่วยภรรยาของคุณไว้ไม่ได้” ประโยคที่ทำให้ชายคนหนึ่ง กลายเป็นพ่อหม้ายเพียงชั่วข้ามคืน

น้ำตาไหลอาบแก้มของชายหนุ่ม เมื่อเขามองเธอเป็นครั้งสุดท้าย และจากนั้นทุกอย่างก็เงียบสนิทลง......
..........................................




ปัจจุบัน.....

“พ่อคะ หนูมีนัดกับลูกค้าไว้ เราจะกลับได้หรือยัง พ่อเล่าแต่เรื่องผู้หญิงที่ไหนกัน หนูไม่เห็นอยากจะรู้เลย เรื่องของแม่ที่จากหนูไป ตั้งแต่หนูยังจำความไม่ได้ ไม่เห็นพ่อเคยพูดให้ฟังเลย” ลูกสาวกระเซ้า

ไม่มีเสียงตอบกลับของชายชรา เขายังคงยืนมองดูที่หน้าต่างบานนั้น ด้วยใจที่รู้สึกเป็นสุข

ภาพของวันแต่งงานผุดขึ้นมาในห้วงของความคิดถึง งานที่จัดขึ้นมาอย่างเรียบง่าย แต่มันมีความหมายมากมายยิ่งนัก เวลาที่ได้อยู่กับเจ้าสาวคนนี้นั้น ช่างแสนสั้นเหลือเกิน ภาพที่เห็นในวันนี้อาจจะเป็นความอบอุ่นใจครั้งสุดท้าย ก่อนจะถึงเวลาที่ชายชราคนนี้ จะหลับตาลงตลอดกาล เพื่อตามเธอไป....ตามไปในที่ๆ จะได้พบเธออีกครั้ง

ทุกวันนี้...หน้าต่างบานนั้นก็ยังอยู่ และฉันก็เฝ้ามองเธออยู่ ผ่านมาและผ่านไปแต่ไม่เคยเห็น และไม่เคยจะมีเธอตรงที่เดิม

หน้าต่างบานนั้นดูว่างเปล่า ทิ้งไว้แค่ภาพในวันเก่า และตั้งแต่นั้นล่วงมาจนวันนี้ เธอจะรู้ไหมว่าฉันยังผ่านมา....
...............................................








 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2551 13:12:42 น.
Counter : 485 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ChronoCross
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










Friends' blogs
[Add ChronoCross's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.