Group Blog
 
All Blogs
 



“Out of Africa” - 3 (จบ): “แด่แอฟริกา ด้วยความรัก..และ เดนิส พรากจากแสงตะวัน”

การกลับมาใช้ชีวิตในประเทศบ้านเกิด(เดนมาร์ก)ของคาเรน บลิกเซน อีกครั้งนั้น เป็นชีวิตที่อยู่เพื่อการเขียนหนังสือ ซึ่งเธอเขียนขึ้นจากเศษเสี้ยวของประสบการณ์ชีวิตในอดีต

Out of Africa (พรากจากแสงตะวัน) เป็นความทรงจำที่ดีที่สุด ที่คาเรนอยากเก็บเอาไว้และถ่ายทอดสู่จินตนาการของชาวโลกได้ชื่มชมความงดงาม ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในดินแดนที่เธอรัก

ความดีของคาเรนที่ถ่ายทอดแก่มวลหมู่มนุษย์ด้วยกันคือ ความรักที่มีต่อชาวผิวดำ ในฐานะเพื่อนร่วมโลก  ไม่มีการดูถูกเหยียดหยาม แต่ให้ความสำคัญแก่พวกเขาในฐานะผู้ใช้แรงงานหรือเพื่อนร่วมงาน มากกว่าที่จะไปเน้นในฐานะ “เจ้าของแรงงานทาส” หรือเจ้าอาณานิคม

ในขณะที่แก่นสาระของเรื่องราวนั้น เน้นอยู่ที่ความรักของบุคคลที่เป็น “เจ้านาย” โดยการดำเนินเรื่องอยู่บนฉากหลังที่เป็นธรรมชาติของทุ่งหญ้าซาฟารีแห่งแอฟริกาและชนพื้นเมืองเผ่ามาไซ

“เด็กๆ ที่นั่งรอนาฬิกานกคุกคูแผดเสียงร้องในตอนเที่ยงวัน ความยากจนข้นแค้นของเหล่านักรบมาไซและชายชราที่ต้องการเต้นรำครั้งสุดท้ายบนแผ่นดินที่ถูกยึดครอง”

คาเรน แสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อการสูญเสียเดนิสเป็นอย่างมาก เขาเป็นผู้ที่มีอิทธิพลเหนือจิตวิญญาณเสรีของ คาเรน อาจกล่าวถึงความรักแทนเธอได้ว่า 

เพราะความรักที่มีต่อเดนิส เธอจึงทำได้ทุกอย่าง เว้นเสียแต่เรียกร้องความรักความอบอุ่นมาโอบกอดไว้ตลอดเวลาของช่วงชีวิตเธอได้ เมื่อความรักเป็นได้ทุกๆ อย่าง มันก็ทำให้เธอดำรงชีวิตเหมือนคนที่รอวันตาย...... “วันที่รักจะพรากเธอไปจากแสงตะวัน”

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า คาเรน บลิกเซนได้จากแผ่นดินแห่งคนผิวดำไปถึง 5 ปีแล้วจึงได้เขียนเรื่องราวดังกล่าวขึ้น ก่อนหน้านี้เธอได้แต่เพียงเขียนจดหมายถึงน้องชาย(โธมัส)เท่านั้น อาจเป็นเพราะว่า เธอมีความเป็นกุลสตรีแบบชาวเดนมาร์กมากกว่า เธอเล่าให้น้องชายฟังในช่วงแรกว่า ที่แอฟริกาเขาง็อง(Ngong Hills).....เธอมีหน้าที่เพียง 3 อย่างเท่านั้น คือ ทำกับข้าว ดูแลคนวิกลจริต และ เขียนบอกเล่าเรื่องราวหรือบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอ เนื้อหาในจดหมายฉบับหนึ่งจารึกว่า

“ฉันรู้ว่า ฉันเหลือแต่เพียงอดีต อีกไม่นานมันก็จะเลือนรางจางหายไป ฉันไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้นแล้ว ไม่อยากดิ้นรนต่อต้านความเปลี่ยนแปลงของโลกเหมือนคนอื่นๆ ฉันไม่ได้มีความทุกข์เพราะการสูญเสียมารดาหรือคนอื่นๆ ที่ตายจากฉันไป แต่ที่ลำบากใจ คือ ชีวิตและความเป็นอยู่ของฉันเอง ฉันสงสัยเหลือเกินว่า ฉันจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรเมื่อฉันเพิ่งกลับจากแอฟริกา

ฉันบอกมารดาว่า อย่างหวังอะไรกับตัวฉันมากนักนะ เพราะวิญญาณครึ่งหนึ่งของฉันยังถูกฝังที่เขาง็อง มาบัดนี้ฉันรู้สึกว่าอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตที่เหลืออยู่นั้นยังไม่ได้อยู่ในหลุมฝังศพ  แต่ยังล่องลอยอยู่ในอดีตกาลและจักรวาล ใครจะรู้ว่า...ฉันหมดอาลัยใยดีในชีวิตนั้นเสียแล้ว ฉันมีเพียงชีวิตที่อยู่ไปวันๆ เท่านั้น”

“ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อฉันจากง็องไปนั้น อาจจะใหญ่หลวงพอๆ กับการสูญเสียแม่ของฉันไป แต่เมื่อเราลองมาคิดถึงธรรมชาติของชีวิต ก็คิดว่าไม่มีอะไรยั่งยืน ความไม่เที่ยงแท้นี้จัดว่าเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐของธรรมชาติ ความโศกเศร้าที่มีอยู่ก็ได้ผ่อนคลายลงไป”  

“ชีวิตที่ยังคงดำรงอยู่นี้เหลือเพียงกี่ส่วนกันแน่ หลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มา เมื่อเทียบกับชีวิตที่เคยเป็น “ฉัน” เป็น “เธอ” เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว”

หนังสือที่มีชื่อเสียงของคาเรนหลายเล่มก็เช่นเดียวกัน เป็นการสร้างตัวละครให้โลดแล่นไปตามจินตนาการของเธอ

ขณะที่งานเขียนของเธอออกสู่สายตาชาวโลก อาทิเช่น Seven Gothic Tales, Winter’s Tales, Last Tales, Anecdotes of Destiny, Shadows on The Grass โดยบางเล่มได้รับการแปลเป็นภาษาไทย

ความนิยมในงานเขียนของคาเรนในสหรัฐอเมริกานั้นมีสูงมาก และแพร่หลาย  ในปี 2502 เธอได้รับเชิญไปสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ซึ่งเธอก็มีคนดังอย่าง มาริรีน มอนโร อาร์เธอร์ มิลเลอร์ คาร์สัน แม็คคัลเลอรส์ ได้ร่วมโต๊ะพูดคุยสนทนากัน คิวการพบปะผู้คนแน่นขนัดจนเธอต้องล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลที่นิวยอร์ค

หลังจากเธอเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกาก็ล้มป่วยลง จนกระทั่งลมหายใจของเธอสิ้นลงในวันที่  7 กันยายน 2505 จบชีวิตนักเขียนที่ตัวเธอเองยังกล้ารับประกันในตัวเธอเองว่า

No one came into literature more bloody than I” (ไม่มีนักเขียนคนใดก้าวเข้ามาในวงการวรรณกรรมด้วยความโชกโชนเท่ากับฉัน)

เพราะงานเขียนของเธอกลั่นออกมาจากชีวิตที่เข้มข้น เอาชีวิต เลือดและความรักเข้าไปแลกจึงได้มาซึ่งตัวอักษร โดยผ่านความช่ำชองในการใช้ภาษาของคาเรน

ในปี 2500 ผลงานของคาเรนได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม แต่ก็พลาดเพราะปีนั้น คนที่ได้รับรางวัลนี้คือ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) นักเขียนนามอุโฆษชาวฝรั่งเศสนั่นเอง

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway รางวัลโนเบลปี 2497)นักเขียนชื่อดังของสหรัฐอเมริกากล่าวสดุดีในผลงานของคาเรนว่า

“เธอเป็นผู้ที่สมควรได้รับรางวัลนี้มากกว่า”

ความงดงามของการใช้ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษทีเธอบรรจงเขียนได้ดีกว่าภาษาเดนนิส ก็ไม่มีใครปฏิเสธในความไพเราะในงานเขียนนั้น ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษสูงและจูงใจให้ผู้อ่านได้ดื่มด่ำตลอดเวลา

“อุปมาว่าภาษาที่เธอใช้นั้นคมคายและให้ภาพอันวิจิตรละเอียดอ่อน”

……………………………………………………………………………………….

เครื่องบินเล็กๆ นำทั้งคู่แล่นผ่านป่าเขาและหนองน้ำที่ฝูงนกฟลามิงโกใช้เป็นที่พักพิงระหว่างการเดินทาง เป็นภาพที่คลาสสิกสำหรับนักแสวงหาโลกใหม่

ทัศนียภาพนั้นไพศาลยิ่งนักเมื่อขึ้นไปล่องลอยอยู่เหนือแผ่นดินสูงแอฟริกัน สรรพสี ผสานและแปรเปลี่ยนอย่างน่าอัศจรรย์ สีรุ้งบนแผ่นดินเขียวขจีอร่ามแสงตะวัน

ยากไร้ด้วยถ้อยคำอันใดที่จะบรรยายถึงประสบการณ์การบิน จนต้องคิดค้นคำใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ ในยามที่กำลังโบยบินอยู่เหนือริฟท์ วัลลีย์ และปล่องภูเขาไฟซัสวา กับ ลองโกน็อท

คุณได้เดินทางมาแสนไกล เหมือนมาถึงแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของดวงจันทร์ บางครั้งบินต่ำลงมา พอจะเห็นบรรดาสัตว์วิ่งอยุ่บนทุ่งราบและรู้สึกต่อพวกมันดังที่องค์พระเป็นเจ้าทรงรู้สึก เมื่อเพิ่งนฤมิตมันขึ้นมา ก่อนที่จะมอบหมายให้อะดัมเป็นผู้ตั้งนาม

ด้วยความรัก ที่คาเรน มีต่อเดนิส เธอได้ ฝังศพของเขาไว้บนเทือกเขาแห่งหนึ่ง ที่เมื่อมองลงมาเห็นทัศนียภาพอันกว้างไพศาล

ในช่วงท้ายของชีวิต  เธอมักขับรถไปยังสุสานของเดนนิส และพบว่ามี “แขกเหรื่อที่ลี้ลับมากมาย” เดินทางมาคารวะศพผู้ที่จากไปชั่วนิรันดร์

พวกชาวมาไซ..รายงานต่อข้าหลวงแขวงที่ง็องว่า หลายครั้งในยามอรุณและอัสดง พวกเขาเห็นสิงโตยืนอยู่บนสุสานของ เดนิส ฟินช์ แฮทตัน   สิงห์ตัวหนึ่งกับคู่ของมันได้ไปที่นั่น  ยืนหรือเหยียดกายนอนบนหลุมศพเป็นเวลานาน..  ที่นั่นพวกมันสามารถมองเห็นได้ทั่วท้องทุ่ง เห็นทั้งฝูงปศุสัตว์และสัตว์อื่นๆ ในนั้นด้วย

คาเรนเป็นนักเล่านิทานที่ผู้คนต่างพากันยกย่องว่า สามารถตรึงคนฟังให้นิ่งได้ ราวกับต้องมนต์สะกด  

“สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับนักเขียนก็คือ.... เมื่อพบว่านิทานที่ตนเขียนขึ้นนั้น มันกลายเป็นความจริง” (จาก The Diver)

……………………………………………………………………….

(อ่าน “เรื่องย้อนหลัง”ได้ที่คอลัมน์ด้านขวามือ  ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ติดตาม)

เรียบเรียงจากข้อมูลต่างๆ และภาพจากอินเทอร์เน็ต

และ นิตยสาร “ถนนหนังสือ” มีนาคม 2530

Create Date : 28 กรกฎาคม 2553
Last Update : 28 กรกฎาคม 2553 0:57:27 น. 0 comments
Counter : 222 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

boyberm
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




boyberm
Friends' blogs
[Add boyberm's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.