Group Blog
 
All blogs
 

ช๊อกโกแลตซีส

ถาม. คำจำกัดความของโรคช๊อกโกแลตซีส
ตอบ. โดยทั่วไปแล้ว ซีส หมายถึงถุงน้ำ ดังนั้นคำว่า ช๊อกโกแลตซีส ก็หมายถึงถุงน้ำที่มีสารของเหลวสีคล้ายกับช๊อกโกแลตอยู่ภายในความรุนแรงมาก พอสมควร คำว่าช๊อกโกแลตซีส ก็เป็นการเรียกตามลักษณะที่เห็นความจริงแล้ว ชื่อของมัน คำเต็มก็คือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ (เม็นโดเมสโตโลซิส) ปกติตัวเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก ควรจะอยู่เฉพาะภายในโพรงมดลูกเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่ตัวเยื่อบุโพรงมดลูกนี้กระจายออกนอกตัวโพรงมดลูกไปเกาะอยู่ ที่ใดก็ตามก็จะเป็นโรคของตำแหน่งนั้นเกิดขึ้น

ถาม. ในปัจจุบันพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มากน้อยแค่ไหน
ตอบ. โรคนี้พบได้บ่อยขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย เราจะพบมากที่สุดก็คือ พบได้ 10 ถึง 20% ในกลุ่มของผู้ที่อยู่ในวัยที่มีประจำเดือน แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีลูกยากจะเป็น 30-45% คำว่าผู้ป่วยที่มีลูกยากก็คือ คู่สมรสที่แต่งงานเกิน 1 ปี มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เอง มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนอื่น ๆ

ถาม. กลไกที่ก่อให้เกิดโรค
ตอบ. ปัจจุบันนี้เรายังไม่ทราบกลไกที่ทำให้เกิดโรคที่แท้จริง ก็จะมีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายกลไกการเกิดโรคนี้ แต่มีทฤษฎีหนึ่งที่เราเชื่อถือกันในปัจจุบัน ก็คือ ทฤษฎีของแซมซัน ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่กำลังมีประจำเดือนแทนที่ เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาสู่ภายนอก จะมีเลือดประจำเดือนส่วนน้อยส่วนหนึ่งไหลกลับเข้าไปในช่องท้อง โดยผ่านท่อรังนำไข่ เลือดประจำเดือนที่ไหลเข้าสู่ช่องท้องก็จะนำเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกไปด้วย แต่ตำแหน่งของเซลล์นี้ถ้าไปฝังตัวอยู่ที่อวัยวะไหนก็จะทำให้เกิดโรคนี้ขึ้น ในอวัยวะนั้น ส่วนมากเราจะพบมากในบริเวณรังไข่

ถาม. นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคอีกหรือไม่
ตอบ. โดยทั่วไป ผู้หญิงปกติทุกคนจะมีการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน แต่บางคนเป็นโรค, บางคนไม่เป็นโรคขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยง ผู้หญิงใดที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ คือ
มีประวัติครอบครัว โดยเฉพาะทางมารดาหรือว่าพี่สาว, น้องสาวของผู้ป่วย ถ้าเกิดเป็นโรคนี้ตัวผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นโรคที่สูงขึ้นมากกว่าคนทั่วไป 3-10 เท่า หรือว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีการทำงานของรังไข่นาน ๆ รังไข่ทำงานนานในกรณีที่เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อยหรือประจำเดือนรอบ สั้น เดือนหนึ่งมีมากกว่า 2 ครั้ง หรือออกมากหรือออกนานมากกว่า 7 วัน เพราะฉะนั้นกลุ่มเหล่านี้ก็จะมีโอกาสที่เลือดจะไหลกลับเข้าสู่ช่องท้องสูง ขึ้น ก็มีโอกาสเป็นโรคสูงขึ้น ปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายก็คือ กลุ่มที่มีความผิดปกติโดยกำเนิด ของทางออกของประจำเดือน แทนที่เลือดประจำเดือนจะไหลออกมาข้างนอกทั้งหมดก็จะถูกอุดกัน เพราะฉะนั้นเลือดส่วนใหญ่ก็จะไหลกลับเข้าไปช่องท้อง โอกาสเป็นโรคก็จะสูงขึ้น กรณีนี้เราจะเจอได้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเยื่อพรหมจารีปิด แต่ก็จะมีปัจจัยลดความเสี่ยงของโรคอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกันคือ
1. การตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์หลายครั้งโอกาสเป็นโรคก็จะน้อยลง เนื่องจากว่าช่วงของ การตั้งครรภ์ผู้หญิงจะไม่มีภาวะของการมีประจำเดือนไปเป็นเวลา 9-10 เดือน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เลือดประจำเดือนจะไหลย้อนกลับก็จะน้อยลง หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด ซึ่งยาคุมกำเนิดจะมีฮอร์โมนที่มีชื่อว่า โปเตสเซอโรน ยาตัวนี้เป็นตัวที่ทำให้ตัวเยื่อบุโพรงมดลูกหาย โอกาสการเกิดโรคจะน้อยลง หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด ซึ่งยาคุมกำเนิดจะมีฮอร์โมนที่มีชื่อว่า โปเตสเซอโรน ยาตัวนี้เป็นตัวที่ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ โอกาสการเกิดโรคจะน้อยลง
2. การออกกำลังกายมาก ๆ โดยเฉพาะการออกกำลังตั้งแต่วัยรุ่นจะต้องออกกำลังกายมากกว่าสัปดาห์ละ 7 ชม. อันนี้จะเป็นการลดฮอร์โมนเอสโตเจน เป็นผลทำให้เกิดโรคน้อยลง
3. การสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดเอสโตนเจนน้อยลง โอกาสการเกิดโรคก็จะน้อยลง แต่ที่กล่าวมาก็ไม่ ได้หมายความว่าจะสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนต้องสูบบุหรี่กันนะครับ

ถาม. ลักษณะอาการผิดปกติเบื้องต้นเป็นอย่างไร
ตอบ. อาการของโรคนี้เป็นได้หลายอย่างแต่อาการหลัก ๆ ที่เราพบได้เป็นส่วนสำคัญมีอยู่ 3 อย่าง คือ
1. คนไข้จะมีอาการปวดประจำเดือนทุกเดือน แต่อาการปวดประจำเดือนก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคนี้ ซึ่งลักษณะอาการปวด คือ มีอาการปวดอย่างรุนแรงและจะปวดมากขึ้นมากขึ้นทุกเดือน เป็นอย่างนี้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ
2. มีอาการเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์
3. ผู้ป่วยจะมีบุตรยาก
ซึ่งถ้าเราพบทั้ง 3 อาการนี้ร่วมกัน โอกาสจะเป็นโรคนี้สูงมาก นอกจากนั้นก็จะมีอาการอย่างอื่นที่พบได้ประปลาย เช่น ปวดท้องบ่อยเรื้อรัง หรือว่าประจำเดือนผิดปกติ

ถาม. เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้หรือไม่
ตอบ. ปัจจุบันเราก็จะอาศัยจากประวัติก่อนทำการตรวจร่างกายคนไข้ และจะมีการช่วยวินิจฉัยหลายอย่าง เช่น การทำอัลตราซาวด์ ส่องกล้อง ตรวจภายในอุ้งเชิงกราน การเจาะเลือดตรวจทูเมอร์ ตรวจแล้วก็พอจะบอกได้ การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน ถ้าเกินเราอัลตราซาวด์แล้วเราเห็นก้อนชัด ๆ ก็จะสามารถบอกได้ทันที แต่ในกลุ่มที่คนไข้ที่มีผลการตรวจคนไข้ไม่ชัดเจน กลุ่มนี้เรามักจะต้องใช้วิธีส่องกล้องตรวจภายในอุ้งเชิงกราน

ถาม. วิธีการรักษาในปัจจุบันทำอย่างไรบ้าง
ตอบ. วิธีการรักษาในปัจจุบันมีหลายแบบ
1. การใช้ยา
2. การผ่าตัด
3. ใช้ยาร่วมกับการผ่าตัด
โดยเราถือหลักการการรักษา คือ เราจะคำนึงถึงอาการของผู้ป่วย ความต้องการในการมีลูกและความรุนแรงของอาการ
การใช้ยารักษา หลักใหญ่ ๆ จะมีอยู่ 2 กลุ่ม หลักการรักษาโรคนี้ ก็คือ แพทย์จะต้องให้คน
ไข้ อยู่ในภาวะไม่มีประจำเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้าไปในช่องท้อง ยาที่ใช้จะมี 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกก็คือ เป็นยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือนเหมือนคนไข้วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง กลุ่มที่สองก็คือ เป็นยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือน เหมือนหญิงตั้งครรภ์
ส่วนการผ่าตัด ปัจจุบันก็จะใช้ในกรณีที่ตัวโรครุนแรง ซึ่งการผ่าตัดมีหลายแบบ
ชนิดที่ 1 การผ่าตัดออกหมด ผลการผ่าตัดทำให้คนไข้หายจากโรค แต่คนไข้ก็จะไม่สามารถมีบุตรได้อีก
ชนิด ที่ 2 ก็คือ การผ่าตัดเพื่อเอาตำแหน่งของพยาธิสภาพออก ข้อดีของการผ่าตัดนี้ก็คือ ผู้ป่วยสามารถมีบุตรได้อีก แต่ข้อเสียก็คือ ตัวโรคสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

ถาม. ผลจากการใช้ยาที่ทำให้คนไข้หมดประจำเดือน จะมีผลแทรกซ้อนอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง
ตอบ. โดยหลักการจะทำให้คนไข้ไม่มีประจำเดือนประมาณ 6-9 เดือน จริง ๆ เป็นระยะที่สั้น ถ้าเกิดเราใช้ยากลุ่มแรก จะทำให้คนไข้ไม่มีประจำเดือนเหมือนวัยทอง คนไข้ก็จะมีอาการเหมือนคนวัยทอง จะมีอาการหงุดหงิด ชาปลายมือ ปลายเท้า ซึ่งกลุ่มนี้ ถ้าเกิดอาการไม่รุนแรงจริง ๆ เราก็เพียงแต่อธิบายคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้ก็จะสามารถยอมรับได้ แต่ถ้าคนไข้มีอาการรุนแรงเราจะเสริมฮอร์โมน 1 ตัวเข้าไปเพื่อลดอาการเหล่านี้ โดยที่ไม่มีผลต่อการรักษาโรค

ถาม. จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่
ตอบ. ในกรณีที่เราผ่าตัดเอาเฉพาะพยาธิสภาพออก โดยที่เก็บตัวมดลูกและรังไข่ไว้คนไข้ก็จะมีโอกาสที่จะมีประจำเดือนอีก ตราบใดก็ตามที่คนไข้มีประจำเดือน ก็จะมีการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน เพราะฉะนั้นคนไข้ก็จะมีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีก เพราะฉะนั้นการรักษาในกลุ่มนี้เราก็จะดูดความต้องการคนไข้ถ้าคนไข้ยังต้อง การมีบุตรอีก เราก็จะพยายามกระตุ้นให้คนไข้ตั้งครรภ์เร็ว ๆ แต่ถ้าคนไข้ไม่ต้องการมีบุตร เราก็จำเป็นที่จะต้องให้ยารักษาในระยะยาว จนคนไข้อายุประมาณ 43-45 ขึ้นไป ก็อาจจะพิจารณาหยุดยา และนัดตรวจคนไข้ทุกระยะ ๆ ถ้าผู้ป่วยอายุมากและไม่ต้องการมีบุตรและมีอาการรุนแรงมาก เราจะแนะนำให้ตัดมดลูก เป็นการตัดต้นเหตุของโพรงมดลูก ตัดรังไข่ 2 ข้าง เป็นการตัดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เซลล์พวกนี้โตขึ้น

ถาม. อันตรายของโรคนี้มากน้อยแค่ไหน
ตอบ. ในกรณีที่เป็นมาก ๆ คนไข้ก็จะมีพังพืดเกิดขึ้นในอุ้งเชิงกราน เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้ คนไข้ก็จะมีอาการรุนแรงและในการผ่าตัดคนไข้กลุ่มนี้ เนื่องจากผังพืดที่เกิดขึ้น มันมีการรัดอวัยวะที่สำคัญหลายอย่าง เพราะฉะนั้นการผ่าตัดจำเป็นต้องอาศัยฝีมือขอศัลยแพทย์ที่ดี โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดก็จะมีเพิ่มมากขึ้นตามความรุนแรงของ พยาธิสภาพด้วย ซึ่งตัวโรคนี้ใช้เวลาการเกิดค่อน ข้างนาน เวลาประจำเดือนมาครั้งหนึ่ง ตังโรคก็จะเกิดขึ้นนิดหนึ่ง พอประจำเดือนมาครั้งต่อไป ตัวโรคก็จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างนั้นหากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ก้อนช๊อกโกแลตซีสเกิดแตก สารของเหลวที่อยู่ภายในก็จะออกมากระตุ้นเยื่อบุช่องท้อง ทำให้คนไข้มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉิน

ถาม. การป้องกันควรทำอย่างไร
ตอบ. เนื่องจากในปัจจุบันเรายังไม่ทราบถึงสาเหตุการเกิดโรคที่แท้จริง ดังนั้นก็ยังไม่มีการป้องกันที่ไม่มีผลแน่นอน แต่ก็มีคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเอง เพื่อลดโอกาสของการตรวจโรค 3 วิธี
1. เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของเลือดประจำเดือน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการตรวจภายใน หรือ มีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีประจำเดือน
2. ในหญิงกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ เราอาจพิจารณาให้การป้องกันด้วยการกินยาคุมกำเนิด เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มมีประจำเดือนและหยุดยาต่อเมื่อมีบุตร
3. ขอแนะนำให้ผู้หญิงที่แต่งงาน ตั้งครรภ์เร็ว ๆ

ถาม. ข้อแนะนำช่วงท้ายรายการ
ตอบ. จะเห็นว่าโรคนี้มักพบบ่อยและมีความรุนแรงพอสมควร ดังนั้น ท่านที่มีอาการผิดปกติดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่บุตรยาก ถ้าเกิดไม่แน่ใจในอาการควรจะได้รับการปรึกษาและการตรวจจากแพทย์ เนื่องจากโรคนี้จะทำลายอวัยวะซึ่งเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตามระยะเวลาของการมี ประจำเดือนทำให้ผู้ป่วยมีบุตรยากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าแม้รักษาแล้วก็ตาม ผู้ป่วยก็อาจจะไม่สามารถมีบุตรได้อีกในกรณีที่พยาธิสภาพเป็นมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่แน่ใจควรจะได้รับการตรวจโดยเร็ว

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 13:18:33 น.
Counter : 145 Pageviews.  

เนื้องอกมดลูก

เนื้องอกมดลูก เป็นก้อนเนื้อผิดปกติของกล้ามเนื้อเรียบของมดลูกที่เกิดขึ้นที่ตัวมดลูกเป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งอาจพบที่ปากมดลูกได้ เนื้องอกชนิดนี้จัดเป็นเนื้องอกที่พบได้บ่อยที่สุดในเนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็งของอวัยวะสืบพันธ์สตรี ประมาณว่าสตรีที่อายุระหว่าง 30- 40 ปี จะมีหนึ่งในสี่ถึงห้ารายที่เป็นเนื้องอกชนิดนี้ และเนื้องอกชนิดนี้จัดเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยสตรีต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง ดังในบทความต่อไปนี้ที่จะขอกล่าวถึงโรคนี้
เพื่อให้เข้ากับจุดประสงค์ของวิชัยยุทธจุลสารฉบับนี้ที่ต้องการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล

อะไรเป็นสาเหตุของเนื้องอกมดลูก?
สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเนื้องอกมดลูกนั้นก็เช่นเดียวกับการเกิดของเนื้องอกทั้งหลาย คือยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีหลักฐานสนับสนุนค่อนข้างชัดเจนว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้เนื้องอกชนิดนี้โตขึ้นตัวอย่างเช่นในสตรีตั้งครรภ์ที่มีฮอร์โมนนี้เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ จะพบเนื้องอกชนิดนี้มีขนาดโตขึ้น และในทางตรงกันข้ามที่ในหญิงวัยหมดระดูที่มีฮอร์โมนชนิดนี้ลดลง ก้อนเนื้องอกจะมีขนาดลดลง นอกเหนือจากฮอร์โมนเอสโตเจนแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยจะพบเนื้องอกชนิดนี้บ่อยขึ้นในสตรีที่มีประวัติคุณแม่ คุณยาย และพี่น้องเป็นเนื้องอกมดลูก ผู้เขียนเองก็เคยให้การรักษาเนื้องอกมดลูกให้ตั้งแต่คุณแม่ และพี่น้องสามคนในครอบครัวเดียวกันจากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าสตรีผิวดำมีโอกาสเป็นเนื้องอกชนิดนี้มากกว่าสตรีผิวขาว

เนื้องอกมดลูกมีกี่ชนิด?
ดังที่กล่าวแล้วเนื้องอกมดลูกพบได้ทั้งที่ส่วนปากมดลูกและที่ตัวมดลูก โดยส่วนใหญ่จะพบที่ตัวมดลูกดังกล่าวข้างต้น และในส่วนที่เป็นที่ตัวมดลูกนี้ จะพบ 3ชนิด คือ ชนิดที่อยู่ที่ผนังด้านนอกของตัวมดลูก (subserousmyoma) ชนิดที่เกิดในตัวกล้ามเนื้อมดลูก(intramural type) และชนิดทีเบียดเข้าไปในโพรง มดลูก(submucous type) โดยจะพบแต่ละชนิดคิดเป็นร้อยละ55, 40 และ 5 ของเนื้องอกมดลูกที่เป็นที่ตัวมดลูก

ผู้เป็นเนื้องอกมดลูก จะมีอาการอะไรบ้าง?
ผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกมดลูกประมาณหนึ่งในสามรายอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในกลุ่มที่มีอาการมักจะมาพบแพทย์โดยอาการ 3 ประการ ได้แก่

อาการรอบระดูมาผิดปกติ
มักจะมีจำนวนมากขึ้นหรือมีเลือดออกยาวนานขึ้น มักเป็นผลจากการที่เนื้องอก
มดลูกโตขึ้นไปเบียดโพรงมดลูก หรือรบกวนการห้ามเลือดที่ออกในระหว่างมีรอบระดู

อาการประการที่สอง คือ
อาการที่เป็นผลจากก้อนเนื้อที่โตขึ้นไปกดเบียดอวัยวะใกล้เคียง เช่น ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะทำให้มีอาการท้องผูกเรื้อรัง หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ เป็นต้น หรือในบางรายอาจจะรู้สึกมีท้องโตขึ้นจนอึดอัดและคลำพบก้อนเนื้อนี้ได้เอง

อาการประการที่สาม
ที่พบได้คืออาการปวดท้องที่ตำแหน่งของก้อนเนื้องอก ซึ่งมักจะพบในระหว่างตั้งครรภ์ที่มีภาวะเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกเพิ่มขึ้นมากหรือจะพบได้เช่นกันในรายที่เป็นเนื้องอกมดลูกที่มีก้าน และก้านบิดและในบางรายที่เนื้องอกนี้กลายเป็นเนื้อร้าย

การมีเนื้องอกมดลูกทำให้มีบุตรยากได้หรือไม่?
เนื้องอกมดลูกโดยเฉพาะชนิดที่เบียดโพรงมดลูกอาจจะเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากได้ เนื่องจากมีการรบกวนต่อเยื่อบุมดลูกซึ่งจะเป็นส่วนที่ตัวอ่อนฝังตัวหรือการที่เนื้องอกมดลูกไปอยู่ในตำแหน่งที่กดเบียดท่อนำไข่ ทำให้รบกวนการเดินทางของตัวอสุจิหรือไข่ แต่โดยทั่วไปเนื้องอกมดลูกเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากเพียงร้อยละ 2-3 ของผู้ป่วยที่มีบุตรยากเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินว่าเนื้องอกมดลูกเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก จะต้องตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการมีบุตรยากออกไปให้หมดเสียก่อน

การมีเนื้องอกมดลูกทำให้แท้งบุตรได้ง่ายขึ้นหรือไม่?
ผู้ป่วยที่มีเนื้องอกมดลูกและตั้งครรภ์จะพบว่ามีโอกาสแท้งบุตรและคลอดก่อนกำหนดได้สูงกว่าคนปกติโดยเหตุผลเช่นเดียวกับการทำให้มีบุตรยากแต่ถ้าทำผ่าตัดเอาเนื้องอกออกไปในผู้ป่วยที่มีประวัติเช่นนี้ และมีการแท้งซํ้าบ่อยครั้ง จะลดโอกาสดังกล่าวลงได้มาก

เนื้องอกมดลูกชนิดนี้จะกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่?
มีโอกาสเกิดได้น้อย จากการศึกษาทางสถิติพบว่ามีโอกาสได้เพียง 1 ใน 10,000 ของผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกมดลูก อาการที่ทำให้น่าสงสัยที่จะเป็นเช่นนี้คืออาการที่เนื้องอกโตเร็ว มีอาการปวดที่ก้อน โดยเฉพาะในรายที่อายุมากและหมดระดูไปแล้วเเพทย์จะวินิจฉัยเนื้องอกมดลูกได้อย่างไร?

ในปัจจุบันนอกเหนือไปจากการซักประวัติตรวจร่างกายแล้ว เพื่อให้สามารถทำการวินิจฉัยได้แม่นยำแน่นอนขึ้น แพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมให้เห็นอวัยวะในอุ้งเชิงกรานชัดเจนขึ้นด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น การใช้เครื่องอัลตราซาวด์นโดยสามารถตรวจผ่านทางหน้าท้องซึ่งต้องกลั้นปัสสาวะให้มีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะเพียงพอก่อนตรวจหรือผ่านทางช่องคลอดซึ่งคล้ายคลึงกับการตรวจภายในทั่วไป ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ดีขึ้น และจะช่วยประกอบในการวางแผน
การรักษาให้ผู้ป่วยด้วย สำหรับการตรวจด้วยการส่องกล้องในช่องท้องหรือในโพรงมดลูก ( Laparoscopyหรือ Hysteroscopy ) นั้น อาจจะทำในบางรายที่จำเป็นซึ่งจะขึ้นอยุ่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นรายๆไป

การรักษาเนื้องอกมดลูกทำได้อย่างไรบ้าง?
การรักษาเนื้องอกมดลูกอาจทำได้หลายวิธี
กล่าวคือ
1. การรักษาโดยการติดตามการเปลี่ยนแปลง
ของเนื้องอกเป็นระยะ มักจะทำในรายที่เนื้องอกขนาดไม่โตมากจนทำให้เกิดอาการกดเบียดต่ออวัยวะข้างเคียงดังกล่าวแล้วข้างต้น ในรายที่ใกล้หมดระดูที่ก้อนเนื้อจะมีโอกาสเล็กลงเอง เป็นต้น โดยปกติแพทย์มักจะนัดมาตรวจติดตามเป็นระยะเช่นนี้ทุก 3-6 เดือน
2. การรักษาโดยการผ่าตัด อาจจะเป็นการตัด
เอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก (Myomectomy) หรือตัดมดลูกออกทั้งหมด (Hysterectomy) ซึ่งจะเลือกชนิดการผ่าตัดแบบใดนั้น มักจะต้องคำนึงถึง ขนาด ตำแหน่งจำนวนของเนื้องอกมดลูก ตลอดจนความต้องการมีบุตรของผู้ป่วยมาประกอบการพิจารณา ในปัจจุบันเราสามารถทำผ่าตัดทั้งสองชนิดนี้ได้หลากหลายวิธี ทั้งโดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้องโดยวิธีปกติ (Abdominalmyomectomy or hysterectomy) หรือ ทำผ่าตัดผ่าน
ทางกล้องส่องทางหน้าท้อง (Laparoscopic myomectomyor hysterectomy ) หรือผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกโดยกล้องส่องผ่านทางโพรงมดลูก ( Hysteroscopicmyomectomy) ซึ่งในแต่ละวิธีต่างมีข้อเด่นข้อด้อยอยู่ทั้งสิ้น ผู้ป่วยควรจะปรึกษารายละเอียดจากแพทย์ให้เข้าใจก่อนการผ่าตัด
3. การรักษาโดยการใช้ยา ปัจจุบันมียากลุ่มที่
เรียกว่า GnRh analogue ซึ่งออกฤทธิ์ไม่ให้รังไข่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงทำให้เนื้องอกมดลูกมีขนาดเล็กลงได้ มีการนำยานี้มาใช้ในรายที่ต้องการลดขนาด
เนื้องอกก่อนทำผ่าตัดเพื่อให้ผ่าตัดได้ง่ายขึ้น หรือในรายที่มีภาวะโลหิตจางจากมีระดูออกมากที่เป็นผลจากการมีเนื้องอกมดลูกอยู่ การใช้ยานี้ร่วมกับการให้ยาธาตุเหล็ก จะช่วยรักษาภาวะนี้ได้เร็วขึ้น แต่การใช้ยานี้จะให้ได้ในระยะเวลาจำกัด เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะกระดูกบางลงได้ ยกเว้นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษตลอดจนราคายาค่อนข้างแพง และเมื่อหยุดยาแล้ว
เนื้องอกมดลูกจะกลับมามีขนาดโตเท่าเดิมอีกภายในหนึ่งปี ดังนั้นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่จะใช้ยานี้
4. การรักษาโดยการฉีดสารพิเศษ ( มักจะเป็น
เม็ดพลาสติกพิเศษขนาดเล็ก) เข้าไปอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูก (uterine artery embolization ชื่อย่อ UAE)เป็นวิธีใหม่ที่นำมาใช้ทางนรีเวชวิทยา ทำได้โดยรังสีแพทย์จะเป็นผู้ใส่สายสวนหลอดเลือด (โดยมักจะใส่ผ่านจากเส้นเลือดแดงที่ต้นขาผู้ป่วย) เข้าไปยังหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูกโดยดูปลายสายสวนว่าอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการด้วยเครื่องตรวจรังสี และฉีดสารพิเศษนี้เข้าไปอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงมดลูก ทำให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกลดลง และโดยที่เนื้องอกมดลูกจะมีเลือดไปเลี้ยงน้อยกว่ากล้ามเนื้อมดลูกปกติ ทำให้เซลล์พวกนี้เกิดภาวะขาดเลือดเลี้ยงได้ง่าย เซลล์ของเนื้องอกมดลูกก็จะตายและยุบขนาดลงเห็นได้ใน 3-6 เดือน แต่เซลล์ปกตินอกจากมีเลือดเลี้ยงมากกว่าแล้ว ยังจะทนต่อภาวะการขาดเลือดได้ดีกว่าเซลล์เนื้องอก ทำให้เซลล์มดลูกปกติไม่ตายตามไปด้วย วิธีการนี้ยังเป็นวิธีใหม่สำหรับการรักษาเนื้องอกมดลูก แม้ผลที่ได้ในระยะแรกเป็นที่น่าพอใจ แต่คงจะต้องมีการศึกษาและติดตามผลกันอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะจัดให้เป็นการรักษามาตรฐานของเนื้องอกมดลูกต่อไปเนื้องอกมดลูก เป็นเนื้องอกของกล้ามเนื้อมดลูกที่พบบ่อยที่สุดในสตรีวัยเจริญพันธุ์ ผู้ป่วยอาจจะไม่มีอาการอะไรเลย ไปจนถึงมีอาการปวดท้องน้อย เลือดออกผิดปกติ อุจจาระผูกเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ แท้งบุตร หรือมีบุตรยาก แต่ก็เป็นโชคดีอยู่ที่เนื้องอกชนิดนี้จะกลายเป็นมะเร็งได้น้อยถ้าท่านได้รับการตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกมดลูกอย่าตกใจจนเกินเหตุ ขอให้ปรึกษาแพทย์ผู้ให้การดูแลรักษาท่าน
ถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับท่านต่อไป

ที่มา http://www.vichaiyut.co.th




 

Create Date : 20 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2552 11:40:00 น.
Counter : 407 Pageviews.  


++Love Shuffle++
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Daisypath Anniversary tickers
Friends' blogs
[Add ++Love Shuffle++'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.