การหายไปของเพื่อนซี่คนหนึ่งโดยไม่บอกกล่าวหรือร่ำลาอันใด

เป็นปีแล้วนะ จู่ ๆ นายก็หายไป
ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ ว่านายเป็นอะไร
ฉันาจจะพูดจารุนแรงไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดร้าย
ฉันอาจจะพูดจาเหมือนโหดร้าย แต่ขอให้รู้ไว้ว่ารักและหวังดีกับนายมากมายจริง ๆ

ในวันที่สุขสุด ๆ หรือในวันที่ทุกข์สุดใจ ฉันคิดถึงนาย ๆ
ในวันที่สนุกสดใ หรือวันที่ฟ้าหม่นหมองฟ้าอึมครึม 
ก็ยังคงคิดถึงนาย
ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไร ที่อาจพลั้งเผลอ ทำให้นายน้อยใจ
ปรดรับรู้ไว้ว่าฉันเสียใจ และพร้อมจะขอโทษ และรอให้นายให้อภัยเสมอ





 

Create Date : 22 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2555 20:27:03 น.
Counter : 480 Pageviews.  

งาน งาน งาน และงาน ทำไมหายากจริง ๆ







ตั้งแต่เมื่อกลางปีที่แล้วเป็นต้นมา ก็ได้ทำการตั้งหน้าตั้งตาหางานทำอยู่เป็นระลอก ๆ แต่ก็แลดูเหมือนมันจะลำบากไปเสียหมด ที่ไหน ๆ ก็ต้องขั้นต่ำที่ปริญญาตรี ทั้ง ๆ ที่ดูสโคปงานแล้วเราก็เคยทำมาหมด ประสบการณ์การทำงานก็ค่อนข้างเยอะ (ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ทำงานมาเป็นสิบกว่าปี ไม่เยอะก็แปลก) เวลาสัมภาษณ์ก็ตอบแล้วก็อธิบายให้เค้าฟังอย่างละเอียดถึงสิ่งที่เราเคยทำ แล้วคำตอบที่ได้รับกลับมาเป็นระยะเวลาค่อนปี ก็คือ "แล้วจะติดต่อกลับไปนะคะ" ไม่ก็ "พี่สนใจอยากได้น้องมาทำงานมากเลย แต่ติดตรงที่น้องยังเรียนไม่จบปริญญาตรี" เฮ้อออ!!! คนทำงานก็ท้อเป็น หรือจบแค่ ปวช. ปวส. นี่ต้องไปทำงานเป็นรับจ้างแบกหามกันนะ ในบางครั้งก็สงสัยในมาตรฐานการรับคนสักคนเข้าทำงานเหมือนกัน ว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ว่าคน ๆ นั้นจะทำงาน เท่าที่เคยได้สัมผัสมา งานบางอย่าง มันก็ใช้แค่ ระดับความรู้มาชี้วัดไม่ได้ว่า คน ๆ นั้นจะทำงานนั้นได้ เคยลองไปทำงานเป็น Guest Relation ที่โรงพยาบาลเซนต์คาร์ลอส ปทุมธานีมา ระยะหนึ่ง ตอนแรกคิดว่า งานนี้ต้องได้พบปะพูดคุยกับชาวต่างชาติ อธิบายและประชาสัมพันธ์ถึงโรงพยาบาลและบริการของสปาที่โรงพยาบาลมี แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นต้องคอยดูแลห้องน้ำสำหรับลูกค้าฟิตเนส เปลี่ยนผ้า ดูแลล็อกเกอร์ ซึ่งนั่น จะต่างอะไรกับการที่เราสมัครไปเป็นพนักงานแม่บ้าน (ไม่ได้จะดูถูกตำแหน่งอะไรนะคะ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าเราสมัครงานในตำแหน่ง Guest Relation ซึ่งในความหมายถึง เราึควรจะมีหน้าที่กึ่งประชาสัมพันธ์และดูแลลูกค้า ในตำแหน่งนั้นประจำที่แผนก สปาของ โรงพยาบาล) แ่ต่ก็พอที่จะได้พูดคุยกับลูกค้าชาวต่างชาติค่อนข้างบ่อย เพราะพนักงานที่เป็น Therapist นั้นพูดอังกฤษสื่อสารกะแขกไม่ได้ ดังนั้นเราจึงได้รับตำแหน่งล่ามให้เค้ากันอีกทีหนึ่ง แต่เพื่อนร่วมงานที่นั่นบางคนก็มีการแบ่งชนชั้นวรรณะกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งประมาณว่า ณ ขณะนั้นกิ่งจบเพียงแค่ ปวช การที่จะเป็นนักบำบัดตำแหน่งอย่างเขา ๆ ได้นั้น ต้องจบปริญญาตรี เท่านั้น (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องจบตรีสาขา กายภาพบำบัดนะ สาขาไหนก็ได้ แต่ทางโรงพยาบาลจะนำมาเทรนอีกทีหนึ่ง) เวลานั้นรู้สึกไม่ค่อยดีบ้างเหมือนกัน เวลามีคนมาดูถูก ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะช่วยสปี๊คอะไรให้เอาซะเร้ยย อยากจะให้หน้าแหกเป็นใบ้อยู่อย่างนั้น แต่อีกใจก็สงสารลุกค้า เพราะเค้าฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องและ พนักงานก็ไม่สามารถจะสื่อสารกะเค้าได้รู้เรื่อง ทำให้เค้าไม่ได้รับการบริการคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป (ไปเสียดายแทนเค้าอี๊ก) ที่พูดมาฟังเหมือนจะดูดีนะ แต่จะบอกว่า มันอดไม่ได้ที่จะช่วยน่ะ (ยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นงานของเรา ฮ่า ๆ ) หลังจากนั้นทำได้จนผ่านระยะโปรเบชั่น (แม่บอกว่าให้ทำงานให้ผ่านโปรก่อน ถ้าอยากจะลาออกค่อยลาออก) ก็เลยลาออก เพราะคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่าที่จะนั่งเก็บผ้า เก็บกุญแจล็อกเกอร์ไปวัน ๆ แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าโดนหลอกด้วย เพราะตำแหน่งที่ทำไม่ตรงตามกับที่คุยกันไว้แต่ทีแรก แต่ที่ทำงานที่นี่ก็ได้แสดงให้เราเห็นอะไรอีกหลาย ๆ อย่างในระบบการทำงานแบบพวกเขา พวกเรา และถ้าไม่มีพวกจะเป็นอย่างไร (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เห็นได้ทุกที่แหละ ที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่านี้เลย เผลอ ๆ จะแย่กว่านี้อีก) ทำให้อยากจะรู้จริง ๆ ว่าเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เราต้องคัดใครสักคนเข้ามาทำงาน เราจะต้องดูจุดไหนเป็นหลัก และควรวัดความสามารถของคน ๆ นั้นได้จากอะไรกันแน่ ประสบการณ์ หรือ วุฒิการศึกษา หรือคุณพวกใคร และใครพวกคุณ เส้นคุณใหญ่ขนาดไหน บะหมี่, เส้นหมี่, เส้นเล็ก หรือเส้นใหญ่...... ก็ไม่เชิงคับแค้นใจอะไร แค่อยากจะเข้าใจ



     และเมื่อปลายปีที่แล้วก็ได้ไปสัมพาสน์งานค่อนข้างหลายที่ (แต่คิดว่าที่ไม่ได้น่าจะเพราะว่ายังเรียนปริญญาตรีภาคสมทบ (เสาร์-อาทิตย์) ไม่จบดีและยังไม่มีวุฒิปริญญาตรีด้วย เลยทำให้ไม่ได้งาน) ซึ่งเราก็จริงใจที่จะบอกไปว่ากำลังต่อตรี เหลือกอีก 2 เทอม ก็จะจบแล้ว และก็เรียนเฉพาะเสาร์และอาทิตย์ (ซึ่งบอกในตอนท้ายของการสัมพาษณ์งาน เพราะอยากให้เค้าได้รู้จักเราก่อนที่จะได้ตัดสินใจไม่รับเราเข้าทำงานเลยเพราะรู้ว่ายังต้องเรียนด้วยทำงานด้วยอยู่) แต่คิดว่าสิ่งที่คิดนั้นไม่ได้เป็นผลอะไรเพราะสุดท้ายแล้วพอบอกไป หลาย ๆ ท่านก็บอกว่าเสียดาย น่าจะจบปริญญาตรีแล้ว หรือไม่ก็ สนใจจริง ๆ นะคะ แล้วจะติดกลับไปเท่านั้น ท้อเหมือนกันนะ แต่ก็คิดแค่ว่าถ้าเราอยู่จุดที่ต้องรับใครสักคนเข้าทำงานในบริษัท เราก็ควรจะมองที่ว่าบุคคลนั้น ๆ ทำงานให้บริษัทได้เต็มที่มากน้อยแค่ไหน คงจะไม่มามองว่า คน ๆ นี้ทำงานได้จริงหรือไม่ หรือว่ามีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากน้อยแค่ไหนหรอก เพราะจุดหลัก ๆ คงต้องดูที่ความคุ้มค่าเป็นหลักในการที่จะต้องจ่าย ฟิกซ์คอส เพิ่มขึ้น ก็ใจเขาใจเรา หวังไว้ลึก ๆ ในใจแค่ว่า คงจะมีสักบริษัทที่เค้าจะสนใจและรับเราเข้าทำงานจริง ๆ เพราะเล็งเห็นศักยภาพในตัวเรานั่นเอง ขอจบการพล่ามบ่น ไว้ ณ ที่นี้ คร่าาาาาาา Smiley






Free TextEditor




 

Create Date : 19 เมษายน 2553    
Last Update : 19 เมษายน 2553 10:41:14 น.
Counter : 217 Pageviews.  

มาฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษกัน (English Pronunciation)

เมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่ยังเป็นละอ่อน เรียนปวช. ที่เซนต์จอห์นคอมเมิร์สนั้น มีวิชาหนึ่งที่ค่อนข้างชอบ นั่นคือวิชา Pronunciation นั่นเอง เป็นเรื่องสนุกในการออกเสียงเพราะอาจารย์ที่สอน (ในสมัยนั้น) คือมิสไมลีน นั่นเอง (เจ๊แกน่ารักมาก) ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์ท่านใดสอน กลัวว่าตัวเองจะลืมเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษที่ถูกต้องเลยลองค้น ๆ เผอิญได้เจอวีดีโอในยูทูปที่สอนการออกเสียภาษาอังกฤษ อาจจะดูเหมือนหน้าเบื่อแต่จริง ๆ แล้วอยากให้เด็กนักเรียนไทยหลาย ๆ คนได้เรียนวิชา Pronunciation เพื่อจะได้นำไปใช้และไปพูดได้อย่างถูกต้องไม่น้อยหน้าชาติอื่น ๆ เค้า จริง ๆ กระทรวงน่าจะมีบรรจุลงไปในหลักสูตรจังเลย แต่ก็เข้าใจว่าการจ้างอาจารย์ต่างชาติที่มีความรู้ด้านนี้นั้นก็คงค่อนข้างลำบากพอควร (เคยคุยกะเพื่อนฝรั่ง เค้าก็ขำ บอกว่าทำไมพวกเธอต้องเรียนกันด้วยล่ะ) แต่ในความคิดกิ่งนั้น การเรียนพูดเพื่อให้ออกเสียให้ถูกต้องนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญพอกัน เป็นพื้นฐานของอะไรอีกหลาย ๆ อย่างคนไทยส่วนใหญ่มักเป็นพวกขี้อาย และอีกสารพัดขี้ที่จะสรรหามากลัวกัน ดังนั้นวิชานี้ถ้าได้มีการเรียนการสอนกันจริง ๆ อาจจะช่วยทำให้คนพูดมั่นใจในการพูดมากยิ่งขึ้น เอาล่ะ เอ็นจอยกันนะคะ ตามลิ้งก์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

http://www.youtube.com/watch?v=eOrnifRtWxI




 

Create Date : 09 เมษายน 2553    
Last Update : 9 เมษายน 2553 16:26:19 น.
Counter : 1611 Pageviews.  

ไปหาหมอแม๊ะมาคร๊าาา

หลังจากที่เจ็บออด ๆ แอด ๆ มาร่วมเดือน (อันเนื่องมาจากเหงื่อออกที่ศีรษะเยอะมากจนทำให้เกิดความชื้นและเป็นหวัดเป็น ๆ หาย ๆ ) จึงได้ตัดสินใจไปตามคำแนะนำของเพื่อนชายนายโกโก้ ว่าแถวอุดมสุขมีร้านขายยาและสมุนไพรจีน พร้อมกับมีคุณหมอมาแม๊ะให้ด้วยนา เพื่อตรวจดูอาการ... คิดอยู่เกือบอาทิตย์ เนื่องจากเงินทองก็ไม่ค่อยอยากจะมี แต่ทนไม่ไหวแล้วกับไอ้อาการเหงื่อออกทั่วหัวขนาดนี้ก็เลยเอาก็เอาวะ โดดงานไปมันซะเลย เมื่อวานนี้

โทรหารคุณเพื่อนพี่โก้ได้ความว่า ร้านอยู่ติดฝั่มริมถนนสุขุมวิทนะ ติดกับโรงรับจำนำ (หุหุ ดีหากมีเงินค่าหมอไม่พอจะได้แวะมันซะเรย) ร้านหาไม่ยากเท่าที่ควร แต่เป็นเรื่องง่ายมากหากไม่สังเกตุก็จะเดินผ่านไปหน้าตาเฉยเหมือนกัน .. งง จริง ๆ ร้านหาไม่ยากแต่กิ่งน่ะตาถั่วเอง เป็นพวกไม่ชอบมองข้างทางอะไร

พอเจอร้านแล้วก็แวะเข้าไป ทำท่าทำทางบอกมาหาหมอแม๊ะคร่าา มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งก็วัยประมาณ 40 ได้นะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่น่าจะใช่ บอกว่าให้ไปนั่งรอด้านใน หมอกะลังจัดยาอยู่ รอสักครู่ รอได้ประมาณ 5-15 นาที คุณหมอก็อายุน่าจะมากกว่าพี่ผู้หญิงหน่อย น่าจะสัก 45-50 ไม่แน่ใจ แกดูสุขุม ๆ ดีไม่พูดพล่ามมากมาย ถามอาการว่ามาหาเนื่องจากอะไร แล้วก็เริ่มแม๊ะ (เอามือมาลักษณะคล้ายการตรวจชีพจร แต่ว่าก็มีการกด สลับกันบางนิ้ว) ซ้ายและขวา หมอบอกว่ารับประทานเผ็ดมากใช่ไหม แล้วก็นอนไม่ค่อยหลับ หลับก็ไม่ค่อยสนิด แล้วก็ มีอาการปวดหัวเวียนหัว (ออกอาการอึ้ง เป็นเช่นนั้นจริง) คุณหมอว่าเนี่ยเพราะกินเผ็ด กินอาหารรสจัดเกินไป น้ำก็ดื่มน้อยแน่ ๆ อย่างนี้ทำให้เกิดอาการดังที่กล่าวมา ส่วนเรื่องเหงื่อที่ออกหัวนั้น คิดว่าต่อมเหงื่อคงทำงานผิดปกติด้วยแหละ ก็มีการอบรมกัน (แกมขู่) ว่าให้รับประทานอาหารเผ็ดร้อนให้น้อยลง แล้วก็เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอลูกค้าที่ทานเผ็ดมากทำให้ถึงกับโลหิตเป็นพิษก็มีนะ ตอนนี้คุณเป็นกระเพาะร้อน พอกระเพาะร้อนก็ส่งผลไปให้หัวใจร้อนตาม คราวนี้นะก็เลยเกิดผลทำให้คุณเป็นคนหลับยาก ผวาง่าย ไรทำนองนั้น เราก็ผงกหน้ารับหงึกหงักอย่างว่านอนสอนง่าย คุณหมอว่าถ้าอยากจะกินอาหารเผ็ดร้อนจริงก็ขอให้ทานเป็นครั้งคราวไป อย่าทานทุกมื้ออย่างที่เป็นอยู่นี้เพราะมันไม่ดีกับสุขภาพ ถ้ากินจริงก็มื้อนั้นควรรับทานอะไรที่ให้ฤทธิ์เย็นเพื่อดับไฟนะ เช่นพวกน้ำเก็บฮวย หล่อฮั่งก่วย ไรก็ว่ากันไป ทุกอย่างมันถึงจะสมดุลกัน ร้อนไปไม่ดี เย็นไปก็ไม่ดีเหมือนกัน ดังนั้นก็ควรจะปรับธาตุ คุณหมอก็จัดยาสมุนไพรจีน (ค่อนข้างห่อใหญ่พอควร ห่อเป็นสีชมพู) ให้ไปต้มรับประทานติดต่อกันสัก 4 วัน ตัวนี้จะช่วยปรับธาตุให้นะ พอหมดแล้วก็จะดีขึ้น แต่เราก็ต้องทำตามที่หมอบอกเรื่องอาหารการกิน

คุณหมอและพี่ผู้หญิง (ไม่แน่ว่าเป็นสามีภรรยากันป่าว) ทำให้เรารู้สึกว่าเค้ามีจิตใจดีักันเนอะ ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะรู้สึกไปเอง พี่ผู้ชายแกไม่ค่อยพูดมากแต่จะย้ำหนักแน่นมากในเรื่องของการกินการอยู่ แล้วก็การต้มยาอะไรก็แล้วแต่ พี่ผู้หญิงก็จะย้ำในเรื่องสรรพคุณของยาแต่ละตัวให้เราฟัง ว่ามันให้ฤทธิยังไง สำหรับผู้ป่วยอย่างเรา ไม่ต้องมานั่งพูดจาประจบประแจง หรือพูดให้ไพเราะเกินไปนัก แต่เต็มไปด้วยความเมตตาและหวังดีอย่างจริงใจนี้มันให้ความรู้สึกดีกว่าไปหาหมอตามโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเสียอีก มิหนำซ้ำทำให้เรารู้สึกไม่ด้อยค่าเหมือนเวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลที่ประกันสังคมของเรานั้นสังกัดอยู่ด้วย




 

Create Date : 09 เมษายน 2553    
Last Update : 9 เมษายน 2553 15:29:10 น.
Counter : 6743 Pageviews.  

วัยที่เพิ่มมากขึ้นกับหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ




หลายคนก็คงเคยคิดวางแผนไว้ให้กับชีวิตของตนเอง ซึ่งดิฉันก็เป็นเหมือนกัน หากคิดย้อนกลับไปเมื่อตอนยังวัยรุ่น (ตอนนั้นน่าจะสักประมาณ 20 ต้น ๆ ได้) คิดไว้ว่าอย่างไรก็ตามในวัย 30 ปีของตนเองจะต้องมีบ้าน มีที่อยู่เป็นของตนเอง จนล่วงเลยมาบัดนี้ก็ปาเข้าไป 28 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ก็ยังคงไม่เห็นวี่แววว่าจะเป็นจริงได้แต่อย่างไร หนำซ้ำยังเกิดเรื่องไม่คาดคิด เกิดได้เรียนต่อปริญญาตรี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน ทั้ง ๆ ที่เคยคิดว่าวุฒิการศึกษาไม่ได้สื่อถึงสิ่งใดทั้งสิ้นเป็นเพียงแค่กระดาษ 1 ใบเท่านั้นที่มีไว้ทำให้พ่อและแม่ภูมิใจ แต่บัดนี้กลับต้องมานั่งเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่คิดอีกเช่นกันว่าจะรักจะชอบ นั่นคือ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งในอดีตเป็นคนที่ไม่ชอบนวัตกรรมเทคโนโลยีใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่สนใจมีเพียงแค่เพลงรักทั่วไป หนังรักทั่ว ๆ ไปสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรี เ พื่อน ๆ และ งานเย็บปักถักร้อยเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น






มาตอนนี้ความรู้สึกนึกคิดในตอนนั้นเหมือนจะค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ใช้ชีวิต, ทำงานและแข่งขันกันไปวัน ๆ โดยที่ค่อย ๆ ลืมที่จะสนุกกับชีวิต ค่อย ๆ ลืมว่ามีบางสิ่งบางอย่างได้หายไปนะ เริ่มตื่นขึ้นมาทุกเช้าพร้อม ๆ กับความเกียจคร้านที่จะไปทำงาน (โดยมีเหตุผลว่า มันก็ทำกันซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไปวัน ๆ นึง) งานก็เดิม ๆ จำเจอยู่อย่างนั้นแล้วก็ปลอบตัวเองว่า มันจะต้องดีขึ้น เดี๋ยวเรียนจบค่อยว่ากัน เอาเป็นว่าปลดปล่อยความฟุ้งซ่านไว้เท่านี้ละกันนะ บ้ายบาย




 

Create Date : 23 มีนาคม 2552    
Last Update : 27 มีนาคม 2552 10:05:42 น.
Counter : 231 Pageviews.  


lovelyging
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add lovelyging's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.