Group Blog
 
All Blogs
 
นวดกดจุด : ยุทธศาสตร์ชีวิตพิชิตโรค

loadaraiChocolate MouldChocolate BlockChocolate Easter BunnyChocolate MarshmallowsEnglish ChocolateDark Chocolate BarsChocolate PointChocolate SticksChocolate IdeasChocolate Mobile PhoneDouble Chocolate CookiesChocolate Chocolate ChocolateStrawberries Chocolate DippedWedding Chocolate FavorsWedding Favors ChocolateChocolate Gift BoxBulk ChocolateChocolate Covered CherriesChocolates GodivaChocolate StoreBox ChocolatesValrhona ChocolateChocolate PearlsDiabetic ChocolateLeonidas ChocolateChocolate SkateboardChocolate Fondue SetChocolate Candy BarsKosher ChocolateChocolate BusinessHalloween ChocolateSan Francisco ChocolateChocolate CoinChocolate PiesWhite Chocolate CandyRocher ChocolateChocolate RaisinsOrder ChocolateChocolate SantaDivine ChocolateChocolate CookbookLindt ChocolatesDark Chocolate CakeFine ChocolatesChocolate Cookie CakeChocolate CompaniesWine And ChocolateChocolate CdChocolate Cookie DoughChocolate Nut Cookies


     นวดกดจุด : ยุทธศาสตร์ชีวิตพิชิตโรค


     การนวดกดจุด(Acupressure Massage) เป็นการแพทย์ทางเลือกแขนงหนึ่งที่ได้รับการยอมรับแล้วว่าสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ผลทัดเทียมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน 

     สำหรับในประเทศแถบตะวันออกมีระบบการนวดมานานหลายพันปี และถือเป็นต้นแบบของการนวดกดจุดแทบทุกแขนงในโลกนี้ เอกลักษณ์การนวดของ 3 ชาติต่อไปนี้ อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคของคุณ


     ทุยหน่า นวดกดจุดรักษาสมดุลแห่งชีวิต



     ทุยหน่า (Tuina) หรือการนวดกดจุดแบบจีน เป็นการรักษาที่ผสมผสานการนวดและการกดจุดไว้ด้วยกัน แพทย์จีนเชื่อว่าเดิมทีร่างกายคนเราอยู่ในสภาพสมดุล แต่เมื่อเกิดความเครียดหรือสภาวะผิดปกติที่ส่วนใด จะส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นเกิดอาการตึง เกร็ง เป็นเหตุให้พลังปราณติดขัด ร่างกายจึงเสียสมดุลและเจ็บป่วย จึงต้องกดจุดเพื่อเปิดช่องพลังปราณ เมื่อพลังปราณไหลเวียนดี ร่างกายก็กลับเข้าสู่ภาวะปรกติ ตรงตามปรัชญาการรักษาของทุยหน่าที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะปรกติ


      จุดกดนี้จะอยู่ตามแนวเส้นพลังปราณ (Meridian) ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย มีทั้งหมด 361 จุด ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับจุดฝังเข็ม แต่ทุยหน่ามีจุดกดพิเศษอีกกว่า 100 จุด ท่านวดเฉพาะอีกมากกว่า 180 ท่า
 
     ก่อนการรักษาทุกครั้ง แพทย์จะซักประวัติคนไข้รวมทั้งตรวจสุขภาพร่างกาย เช่น วัดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ชั่งน้ำหนัก ฯลฯ ประกอบด้วย เพื่อวินิจฉัยโรค สาเหตุของการเจ็บป่วย และรักษาได้ถูกจุด อีกทั้งยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างรักษา เช่น หากคนไข้เป็นโรคหัวใจก็ต้องตรวจสภาพหัวใจก่อนว่ารับการนวดไหวหรือไม่ แต่โดยทั่วไปถ้ารักษาอย่างถูกวิธีกับผู้เชี่ยวชาญจะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ
 
     ในการรักษา ผู้ป่วยจะอยู่ในท่านั่ง นอนหงาย นอนคว่ำ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งจุดกดและท่านวดแพทย์จะใช้นิ้วหัวแม่มือ ฝ่ามือ หลังมือ ถูนวดผู้ป่วยเร็ว ๆ พร้อมกดจุดบริเวณที่บาดเจ็บและบริเวณใกล้เคียง ระยะเวลาและความแรงในการกดต้องเหมาะสมกับสภาพร่างกาย (ความแข็งแรง, ความอ่อนแอ) เพศ อายุ และตำแหน่งจุดกดของแต่ละคน ความพอดีของน้ำหนักมือจะช่วยให้การรักษาได้ผล จึงนับเป็นศิลปะในการรักษาที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างจริงจังเป็นเวลานาน 
 
     ชิอัตสึ เรียนรู้เพื่อรักษาตัวเอง


     ชิอัตสึ(shiatsu) กดจุดแบบญี่ปุ่นได้รับการดัดแปลงจากการนวดของจีน จึงมีความเชื่อเรื่องพลังปราณ รวมทั้งสาเหตุการเกิดโรคเช่นเดียวกับทุยหน่า ชิอัตสึเรียกจุดกดที่อยู่บนเส้นพลังปราณว่า สุโบ(Tsubo) มีทั้งหมด 660 จุดทั่วร่างกาย และเชื่อว่าส่วนท้องหรือฮารา(Hara)เป็นศูนย์กลางของพลังชีวิตทั้งหมด แพทย์จะวินิจฉัยหาความผิดปรกติของไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง โดยการสัมผัสอย่างแผ่วเบาที่บริเวณนี้ ผสมผสานเทคนิคการนวดของอินเดีย ท่านวดและวิธีการนวดกดจุดจึงต่างจากทุยหน่า

     การบำบัดด้วยชิอัตสึ นอกเหนือจากเพื่อรักษาโรคแล้ว ยังเน้นการป้องกันโดยปรับการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปรกติด้วย  

     การรักษาเริ่มด้วยการซักประวัติ ตรวจสภาพร่างกาย และวินิจฉัยหาสาเหตุแห่งโรค จากนั้นเป็นขั้นตอนการบริหารร่างกาย ซึ่งมีท่าเฉพาะ เช่น ใช้มือทุบเบาๆ ที่อวัยวะต่างๆ คล้ายเป็นการอุ่นเครื่องก่อนรักษา ช่วยให้พลังงานไหลเวียนดีขึ้นในระดับหนึ่ง จากนั้นแพทย์จึงกดจุดสุโบลึกลงไปช้าๆ  บางจุดใช้นิ้วมือนวดพร้อมกับกดจุดด้วย แรงกดและระยะเวลาที่กดแตกต่างกันไปตามจุด การรักษา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นทิ้งช่วง 1 - 2 สัปดาห์ แพทย์จึงนัดมาบำบัดอีกครั้ง เพื่อให้พลังงานฟื้นตัวเสียก่อน


Terry Liew อาจารย์ประจำโรงเรียน THE SHIATSU SCHOOL ประเทศสิงคโปร์ แนะนำการกดจุดแบบญี่ปุ่นที่ทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อเยียวยาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ

     ท่าที่ 1 แก้อาการปวดหัว ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางทั้งซ้าย ขวา กดขมับสองข้างน้ำหนักมือพอประมาณ แล้วนวดคลึงเป็นวงกลมช้าๆ 5 - 10 นาที อาการปวดหัวจะทุเลาลง

     ท่าที่ 2 แก้อาการคลื่นไส้ เมารถเมาเรือ ใช้นิ้วหัวแม่มือกดหนัก ๆ จุดที่อยู่ตรงกลางข้อมือ ต่ำจากส้นมือประมาณ 2 นิ้วหัวแม่มือ กดประมาณ 10 วินาที ทำซ้ำ 3 - 4 รอบ
 
     ท่าที่ 3 แก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ใช้ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางทั้งซ้าย ขวากดลงที่ส่วนท้อง โดยจรดปลายนิ้วทั้ง 6 ติดกัน จากนั้นลงน้ำหนักพอประมาณแล้วนวดคลึงเป็นวงกลม ประมาณ 2 นาที เปลี่ยนที่กดไปเรื่อยๆ จนทั่วบริเวณท้อง อาการปวดท้องจะทุเลาลง       
        



      นวดกดจุดไทย ห่างไกลโรค 

      แพทย์แผนไทยเชื่อว่าร่างกายของมนุษย์มีเส้นทางเดินของพลังชีวิตที่เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันถึง 72,000 เส้น แต่มีเส้นสำคัญ 10 เส้น เรียกว่า เส้นสิบ หากเส้นหรือทางเดินพลังติดขัดทำให้เจ็บป่วย สามารถแก้ไขได้โดยการเปิดช่องทางเดินพลังที่ติดขัดด้วยการนวด ซึ่งมีส่วนคล้ายความเชื่อของจีน เพราะเราได้รับอิทธิพลจากการแพทย์แผนจีนส่วนหนึ่ง ผนวกกับความรู้เรื่องการนวดที่ได้รับจากอินเดีย ทำให้ท่านวดของไทยหลายท่าคล้ายคลึงกับท่าโยคะของอินเดีย อย่างไรก็ตามไทยเราเองก็มีศาสตร์การนวดอยู่ก่อนแล้ว การผสมผสานกันจึงทำให้การนวดของไทยมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว


     ปัจจุบันการนวดแผนไทยจำแนกเป็น 2 แบบ คือ แบบเชลยศักดิ์และแบบราชสำนัก ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดของการนวดทั้ง 2 แบบคือ แบบราชสำนักเน้นรักษาโรค ผู้นวดต้องมีความรู้ด้านกายวิภาค ใช้มือนวดเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการกดจุดซึ่งมีอยู่ในกระบวนการรักษา 80-90 % ส่วนการนวดแบบเชลยศักดิ์ ใช้มือและอวัยวะส่วนอื่น เช่น ศอก เข่า ส้นเท้า ฯลฯ ช่วยในการนวดด้วย ดังจะเห็นได้ที่วัดโพธิ์ เป็นต้น

     ก่อนทำการนวดกดจุดทุกครั้งต้องทำการซักประวัติก่อน เพื่อตรวจสอบสภาพร่างกาย และสาเหตุการเกิดโรคทำให้รักษาถูกจุด เริ่มด้วยการคลำชีพจรที่ข้อมือและหลังเท้าข้างเดียวกัน แล้วนวดร่วมกับการกดจุดเพื่อรักษาโรค ผู้ป่วยจะอยู่ในท่านั่ง นอนหงาย นอนตะแคงขึ้นอยู่กับท่านวด ประมาณ 15 ท่า เช่น พรหมสี่หน้า หนุมานถวายแหวน หกสูง หกกลาง หกต่ำ ฯลฯ ท่าที่ใช้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของจุดกด แต่ละจุดใช้เวลากดประมาณประมาณ 10 วินาที การรักษากินเวลา 1 - 1 1/2 ชั่วโมง ขณะรักษามีเพลงบรรเลงช้า ๆ ทำนองสบาย ๆ เพื่อให้คนไข้ผ่อนคลาย หลังจากนวดเสร็จแพทย์จะประคบสมุนไพรไทยให้ด้วย

     การนวดกดจุดทั้ง 3 แบบ ใช้รักษากับทุกเพศทุกวัย โดยมากจะต้องทำควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน เป็นลักษณะการรักษาเสริมที่ช่วยให้การรักษาแผนปัจจุบันได้ผลดีขึ้น เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ หอบหืด โรคกระเพาะอาหาร อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดไมเกรน ข้ออักเสบ เป็นต้น

     แต่ก็มีความเจ็บป่วยหลายอย่างที่รักษาได้โดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ปัจจุบัน เช่น ปวดศีรษะ ปวดหลังเนื่องจากยกของหนัก ปวดคอ ปวดประจำเดือน นิ้วซ้น ข้อเท้าแพลง นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย กระดูกขากรรไกรเคลื่อน ปวดเมื่อยเนื่องจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ โรคที่เกี่ยวกับการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ หรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เป็นต้น แต่โรคที่การนวดกดจุดไม่สามารถรักษาได้เลยคือโรคที่เกี่ยวกับเชื้อโรค เช่นโรคผิวหนัง โรคติดเชื้อ และบาดแผลที่เป็นแผลเปิด 
 
     อาศัยเพียงมือทั้งสองข้างเป็นหลักก็สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ให้หายได้ การนวดกดจุดจึงนับเป็นศาสตร์ที่น่าทึ่งและมีคุณเอนกอนันต์ต่อมวลมนุษยชาติจริง ๆ



 




 



อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Health นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 3 ฉบับที่ : 25 เดือน
: กุมภาพันธ์ 2546






From: http://healthandcuisine.com/health.aspx?cId=7&aId=202


Create Date : 18 มกราคม 2553
Last Update : 18 มกราคม 2553 19:49:34 น. 0 comments
Counter : 2640 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Loveaddicted8
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Loveaddicted8's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.