People like us know how to survive ….There's no point in living if you can't feel alive
Group Blog
 
All blogs
 

อ่านจิตใจมนุษย์ผ่านวิกฤตน้ำท่วม โดย ศ.ระพี สาคริก


อ่านจิตใจมนุษย์ผ่านวิกฤตน้ำท่วม โดย ศ.ระพี สาคริก

....คนไทยส่วนใหญ่ใจแคบจึงปิดทางน้ำให้มันเดิน นี่แหล่ะ คือ บาปกรรมที่ทำเอาไว้ เสมือนเราจับน้ำมาขังคุก ฉันเชื่อว่าไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนเอาชนะอิทธิพลธรรมชาติได้....
ธรรมชาติสอนมนุษย์ให้ละความเห็นแก่ตัวลงไปเสียบ้าง

เธอที่รักของฉัน ฉันนั่งพิจารณาดูเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แล้วรู้สึกว่ามันเกิดเรื่องราวขึ้นเพราะมนุษย์มีความเห็นแก่ตัวสูง เหตุผลก็คือ ในอดีตที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่ขาดความรักความสามัคคีซึ่งกันและกัน แม้น้ำท่วมครั้งนี้ จะรวมตัวกันก็ตามแต่ก็คงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

หวนกลับไปนึกถึง การพัฒนาชนบทของไทยเท่าที่ผ่านมาแล้ว ฉันกล้าพูดว่ามันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ถ้าจะเปรียบเทียบน้ำท่วมครั้งนี้กับเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๕ แล้ว ครั้งก่อนมันมากกว่านี้ ที่ฉันกล้าพูดก็เพราะว่า ตนเองอยู่ในเหตุการณ์มาตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆ แต่สังคมในครั้งนั้น บรรยากาศในกรุงเทพก็ยังไม่มีคนแออัดเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉันเฝ้าสังเกตดูกรุงเทพฯ มาตลอด และพูดมานานแล้วว่า การพัฒนาชนบทมันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ตัวบ่งชี้ก็คือ แผงลอยข้างถนนมันแน่นขนัดยิ่งขึ้นทุกวัน แม้แต่นั่งรถแท็กซี่ ฉันก็ชอบที่จะถามว่ามาจากจังหวัดไหน ส่วนใหญ่ก็มักจะอพยพมาจากภาคอีสาน เรื่องมีขโมยขโจรในกรุงเทพฯ แต่ก่อนมันก็ไม่มี ทุกคนกล้าเดินกลางคืนบนถนนหนทางได้อย่างมีความสุข และยังมีอีกหลายเรื่องที่สังเกตให้เห็นได้ว่ามีคนอพยพมาจากต่างจังหวัด

แม้แต่ปัญหาชุมชนแออัด ซึ่งครั้งหนึ่งในช่วง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพ ได้เคยเชิญให้ฉันและคุณหมอ ประเวศ วะสี ไปปรึกษาเพื่อคิดวิธีแก้ไขปัญหา ครั้นคุยกันไปได้พักหนึ่ง เราก็บอกว่า การแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในกรุงเทพฯนั้นจะต้องคิดแก้ไขในต่างจังหวัด ความจริงเรื่องนั้น ก็คือหลักธรรม ที่ว่า ถ้าเกิดปัญหาขึ้นที่ไหน ก็ควรหวนกลับไปแก้ไขอีกด้านหนึ่ง สรุปแล้ว การแก้ไขปัญหาในชนบท คนกรุงเทพฯจะต้องมีใจกว้าง และมีความเมตตา กรุณา ต่อคนที่อยู่ต่ำกว่าเรา

นอกจากนั้น คนไทยส่วนใหญ่ เห่อความมีหน้ามีตา มีรถยนต์หรูๆ ราคาแพง และยังนิยมเล่นพรรคเล่นพวก แทนที่จะมีจิตใจซื่อสัตย์ สุจริต จึงทำให้แม้แต่การแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด เราก็ยังแก้ไม่ตก เมื่อด้านหนึ่งมันเพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งมันก็ย่อมเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นเมื่อมีวัตถุเพิ่มขึ้น จิตใจคนมันก็ยิ่งโลภมาก ได้เท่านี้ยังจะเอาเท่านั้นแล้วเราจะมาพูดเรื่องความพอเพียง ก็คงจะพูดได้แต่ปาก ประชากรในกรุงเทพฯ ซึ่งขาดการศึกษาที่ดี ย่อมมีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น มีอะไรนิดหน่อยก็จะทะเลาะเบาะแว้งกัน จนกระทั่งบางครั้งถึงกับฆ่ากันเอง แม้แต่อยู่ในซอยเดียวกัน ก็ไม่พูดกัน บ้านไหนมาก่อนก็ย่อมเคราะห์ร้าย เพราะถมดินแข่งกัน ต่างคนต่างสูงยิ่งขึ้นไปทุกที

ส่วนน้ำที่ไหลมามันตรงไปตรงมา ดังนั้น จึงหาทางออกได้ยาก ถ้าฉันจะพูดว่า คนไทยส่วนใหญ่ใจแคบจึงปิดทางน้ำให้มันเดิน นี่แหล่ะ คือบาปกรรมที่ทำเอาไว้ เสมือนเราจับน้ำมาขังคุก ฉันเชื่อว่าไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนเอาชนะอิทธิพลธรรมชาติได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์กำแหงก็คงต้องรับกรรมแบบนี้ ยิ่งคนไทยส่วนใหญ่มีนิสัยลืมง่ายด้วยแล้ว แม้น้ำท่วมหนักขนาดนี้ ก็คงไม่รู้ว่าสาเหตุมันมาจากไหน บางคนพูดว่าตัวเองไม่ได้ทำกรรมไว้ แต่เหตุไฉนจึงต้องมารับกรรม ความจริงชีวิตของทุกคนย่อมมีกรรมด้วยกันทั้งนั้น เว้นไว้แต่ว่ามีมากมีน้อย และโดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อทำอะไรผิดเอาไว้ก็มักไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราจึงควรอยู่อย่างยอมรับความจริงน่าจะดีกว่า

สรุปแล้ว น้ำท่วมครั้งนี้ย่อมมีขยะใหม่ขึ้นมาให้เราได้เห็น แต่ขยะตัวจริงนั้นไม่ใช่สิ่งสกปรกในน้ำ หากแต่เป็นจิตใจของมนุษย์นี่แหล่ะ ความจริงแล้วขยะที่อยู่ในน้ำนั้น ไม่มีตัวตนให้ต้องไปยึดติด ที่ฉันพูดว่าไม่มีตัวตน ก็เพราะเหตุว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามนุษย์มีปัญญาที่จะใช้ให้หมด มันก็คงไม่มีขยะหลงเหลืออยู่อีก แม้แต่พ่อฉันก็เคยสอนว่า เวลากินข้าวอย่าเหลือข้าวสุกติดก้นจาน นี่ก็เป็นสัจธรรม ซึ่งฉันคิดว่ามันคือสมบัติอันล้ำค่า ที่ฉันได้รับมาจากพ่อ เพราะฉะนั้นน้ำท่วมครั้งนี้โปรดอย่าโทษน้ำเลย ขอให้หวนกลับมาพิจารณาที่มนุษย์น่าจะดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตัวเราเอง


อ่านจิตใจมนุษย์ผ่านวิกฤตน้ำท่วม โดย ศ.ระพี สาคริก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤศจิกายน 2554 13:07 น.





 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2554 18:16:24 น.
Counter : 327 Pageviews.  

หาคำตอบ ให้กับชีวิต...มันไม่ง่ายใช่มั็ย

วันนี้ เป็นอีกวันในรอบเกือบเดือน หรือสองเดือนแล้วละ
ช่วงหน้าหนาวที่อากาศข้างนอกขมุกขมัว ฝนโปรยปราย พาให้หดหู่อารมณ์สิ้นดี
แต่สักพักนึงก็มีแสงแดด สาดออกมาให้ได้สดชิ่นหัวใจ
แม้จะเป็นแค่ช่วงสิบนาที ก็ดีถมแล้ว

บางครั้งธรรมชาติก็สอนเรา ในบางแง่มุม
เรานึกถึงตอนอยู่เมืองไทยขึ้นมาทันที
บ้านเราที่มีแสงแดดจัดทุกวัน ตลอดปี
แต่เรากลับไม่เคยนึกชื่นชม กลับพยายามหลบอยู่ในอาคาร ใต้ร่มให้มากที่สุด

คนเรามักต้องการ หรืออยากมี ในสิ่งที่เราไม่เคยได้ เคยมี
แต่กลับมองข้ามสิ่งที่เรามีอยู่หรือกำลังครอบครอง

อยู่เมืองไทย มีทุกอย่างที่ต้องการ แต่กลับคิดว่าอยากทำตามฝัน...
พอได้มาอยู่อังกฤษ ... มีเวลาทำสิ่งที่อยากทำ..อยู่อย่างพอเพียง
แต่กลับโหยหา คิดถึงสิ่งที่เคยมี เคยครอบครองที่เมืองไทย

จริงๆแล้วชีวิตคนเรามีขึ้น มีลง มีสุข มีทุกข์ ปนกันไป
.....นั้นคือ ธรรมชาติ.....ของชีวิต
หากเรารู้เท่าทัน.....มันก็จบ

แต่มันไม่ง่าย อย่างนั้นนะซิ...ด้วยกิเลส ตัณหา ที่ยังมีอยู่
มันยังคงให้เรากระเสือก กระสนดิ้นรน...
ตอบสนองความอยากได้ อยากมี...ไม่จบสิ้น
และทำให้เรา ยังวนเวียนหาคำตอบ...ที่ว่า
...อะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ สำหรับชีวิต

คำตอบ คือ หนทางพ้นทุกข์...(นิพพาน)




 

Create Date : 15 มกราคม 2554    
Last Update : 15 มกราคม 2554 6:01:26 น.
Counter : 320 Pageviews.  

อาการฟุ้งซ่าน คนไกลบ้านเกิด .....เฮ้อ...เฮ้อ...เฮ้อ...

ช่วงนี้ มันน่าจะเป็นช่วงเวลาของการเฮฮาปาตี้ สังสรรค์ แต่เราดันมาไม่สบายเป็นไข้หวัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าซะนี่ซิมันเลยเซ็งเป๋ดห่าน.........

นับไปนับมานอนอยู่บ้านมาก็เกือบอาทิตย์แล้วหลังจากวันสุดท้ายทำงานเมื่อศุกร์แล้วโน้น อาการก็ยังไม่หายดีหรอก แต่อยากออกนอกบ้าน พอดีเพื่อนโทรมาชวนออกไปวิ่งเล่น.......กับหมาของเธอ....เจ้าชาลี


รูปนี้แอบไปโหลดมาจากเวปของเธอ เพราะตอนเราไปดันลืมเอากล้องออกไปด้วย

ก็ดีนะได้ออกไปสูดอากาศข้างนอก แม้มันจะออกเย็นยะเยือกเกือบติดลบก็ตาม ออกไปเดินรอบสนามรักบี้ใกล้บ้านได้ราวชม.
กลับมาก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง

วันนี้คริสมาส ก็อยู่บ้านอีกละ ทำRoasted กินกัน แต่มัยมันไม่เหร็ดหร่อยเหมือนกินส้มตำลาบน้ำตกฟะ

ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก็จะได้กลับเมืองไทยแล้ว
คิดถึงทุกคนที่บ้านพ่อ แม่ น้อง หลานๆและเพื่อนรัก
คิดถึงบรรยากาศตอนเช้าในตลาดสดบ้านเรา
คิดถึงน้ำเต้าหู้ปลาท่องโก๋
คิดถึงข้าวเหนียมหมูปิ้ง
คิดถึงบรรยากาศคนเดินคึกคักในซอย ตรอกถนน
คิดถึงควันและกลื่นโขมงจากหม้อสุกี้MK
คิดถึงซูชิบนสายพานในร้านโออิชิ

อ้าวทำไปทำมาทำมัยมันคิดถึงแต่อาหารละวะ

นี่ละฟุ้งซ่านตัวจริง




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2553    
Last Update : 26 ธันวาคม 2553 5:28:40 น.
Counter : 300 Pageviews.  

list ของกินเมื่อกลับเมืองไทย

ตอนนี้ตั้งตารอคอยจะกลับเมืองไทย ราวกลางมกราคมนี้แลย้ว อิอิยังไม่ได้ซื้อตั๊วเลย แต่ว่ากลับชัวร์ๆ น้ำลายสอแทบทุกวันเม่ือคิดถึงรายการอาหารที่ตั้งใจอยากจะกิน หวังว่าจะไม่ไปท้องแตกตายที่เมืองไทย เพราะอยู่นี่ทำกินเองทุกวันทั้งไทยและฝรั่ง แต่ของไทยก็เป็นอารายที่พื้นๆเช่น ตำแตง ตำแครอท ตำซั่ว ไก่ย่างข้าวเหนียว แกงแดง แกงเขียว มัสมั่น ผัดผัก ผัดพริก ปลาทอด หอยทอด ผัดไท

สิ่งที่อยากกินที่สุดคือ น้ำพริกปลาทู ไม่ได้กินมาสองปีแล้วหลังจากกลับจากเมืองไทย ต้องเป็นน้ำพริกกะปิใส่มะม่วงด้วยนะ ปลาทูตัวหย่ายๆ ผักจิ้มทั้งหลาย โอ๊ยกินกับข้าวสวยร้อนๆ น้ำลายหย้ายย้อย...........อันดับสองข้าวขาหมูคากิ อิอิเอาแบบมันๆเยิ้มเลยนะ ตามมาติดๆด้วยก๊วยเตี้ยวเย็นตาโฟทรงเครื่อง และเตี๊ยวเป็ดที่ตลาดน้ำดอนหวาย กลับทีไรเราต้องไปนั่งเรือกินลมชมวิวที่นั้น

แล้วอารายอีกละน้า ตอนนี้หน้ามืดไปหมดแล้วด้วยว่าอยากกินจัด
เพื่อนๆที่อยู่ต่างแดนมีควารู้สึกเหมือนเรามัีย เข้ามาแจมนะ บอกหน่อยว่าอาหารจานโปรดที่อยากกลับไปกินที่เมืองไทยคืออะไร เพื่อเป็นไอเดียเราด้วย list เราตอนนี้ยังไม่ยาว ต้องการไอเดียด่วนจ้า


เบื่อแล้วขนมปัง ใส่กรอก แฮม และbaked beans




 

Create Date : 08 ธันวาคม 2553    
Last Update : 8 ธันวาคม 2553 3:00:17 น.
Counter : 318 Pageviews.  

ชีวิตต่างขั่ว อังกฤษ ฤ เมืองไทย

2 December 2010
วันที่สองที่หิมะตกเต็มไปหมด หนากว่าทุกปีที่ผ่านมา โรงเรียนเกือบทุกที่ปิดเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กๆและผู้ปกครอง ส่วนโรงเรียนของเราก็ปิดมาได้สองวันเหมือนกัน อาทิตย์นี้เลยได้อยู่บ้านตลอดไม่ต้องออกไปทำงาน มองออกไปนอกบ้านเห็นวิวหิมะขาวไปทุกที่ ก็ตื่นเต้นนะในวันสองวันแรก แต่หลังจากนั้นก็จะเริ่มเบื่อ เพราะเวลาเดินต้องระวังลื่นเพราะหิมะมันเริ่มละลายเป็นน้ำแข็ง

ชีวิตที่อังกฤษ หลายๆคนหรือเรียกว่าคนส่วนมากหากไม่เคยมาอยู่ก็จะคิดว่า แหม มันช่างดูดีหากได้มาอยู่ประเทศนี้จะเหมือนฝันเป็นจริง (เราก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกัน) แต่เชื่อมั้ย ลองถามคนไทยที่อยู่ที่นี่ หากเลือกได้อยากอยู่ที่ไหน ทุกคนจะตอบเสียงเดียวกันว่า รักเมืองไทยที่สุด อ้าวแล้วยังอยู่กันทำมัยที่นี่ละ ประเทศที่ค่าครองชีพแสนจะแพงทั้งค่าอาหาร บิลไฟฟ้า บิลก๊าซ บิลน้ำ บิลน้ำเสีย..... อาชีพการงานที่ดีก็ไม่ได้หากันง่ายๆ อากาศหน้าหนาวที่นี่ก็พาให้หดหู่ บ่ายสามโมงก็เริ่มมืดแล้ว คนรีบกลับบ้านเก็บตัวอยู่ในบ้านมันอุ่นกว่าเป็นไหนๆ ตอนเช้าตื่นมาอยากหาอะไรกินใช่ว่าจะเดินออกมาปากซอยหาซื้อโจ๊กปลาท่องโก๋กินอย่างเมืองไทย ฝันไปเถอะ ไม่มีร้านขายของริมถนนเหมือนบ้านเรา ต้องเข้าไปซื้อในsuper market เท่านั้น
ช่วงสองปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นแววว่าอะไรจะดีขึ้น ยังคงเห็นรัฐบาลตัดงบประมาณ ให้คนออกจากงาน บริษัทเล็กๆก็ทะยอยปิดตัว แถมรัฐบาลประกาศขึ้นค่าเรียนมหาลัยแบบมหาโหดอีก เด็กๆเลยออกมาประท้วงกันทั่วประเทศเห็นแล้วก็เครียด ช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงที่แสนสาหัสสำหรับประเทศอังกฤษที่เดียว เออ แล้วมีข้อดีบ้างมั้ย ก็ ชอบช่วงหน้าร้อนที่อากาศมันไม่ร้อนไม่หนาวไป มีที่ท่องเที่ยวหลายๆที่ที่น่าสนใจ มีเวลาไปทำกิจกรรมนอกบ้านเยอะเพราะช่วงกลางวันสว่างยันสามสี่ทุ่มนู้น อารมณ์ช่วงหน้าร้อนจะต่างกับหน้าหนาวมากเลยละ

มองไปที่ประเทศไทย อีกมุมของโลกมันช่างแตกต่างกันจัง อากาศเหมือนกันทุกวันคือร้อนและร้อนจัด ไม่ต้องสนใจดูข่าวพยากรณ์อากาศก็แต่งตัวออกจากบ้านได้ เราคนไทยไม่สนใจสภาพอากาศ ไม่เคยบ่นเรื่องอากาศเพราะเราชินแล้วกับร้อนและร้อนจัด เราคนไทยสนใจแต่เรื่องกินเท่านั้น คิดว่าจะไปกินที่ไหนมีของกินอร่อยไม่ว่าไกลแค่ไหนก็จะตามไปชิม สั่งอาหารกันเต๊มโต๊ะแต่ไม่เคยกินหมด น่าเสียดายทิ้งไปเกือบครึ่ง รอบๆกรุงเทพมีคอนโดผุดขึ้นแทบทุกวัน เหมือนกับดอกเห็ด แสดงว่าผู้คนยังมีกำลังซื้อสูง อีกไม่กี่ปีเราก็มีรถไฟฟ้าเชื่อมรอบกรุงเทพแล้ว ก็มีแต่ว่าเราคนไทยทำงานหนักกันจนแทบไม่มีเวลาสำหรับคนในครอบครัวเลย นั้นแหละคือประเด็น
เราอยู่อังกฤษมาสี่ปีแล้ว ทำงาน part time ที่ Nursery (ที่เดิมกับเด็กๆ) อาทิตย์ละสี่วัน รายได้แค่พอใช้จ่ายแต่ละเดือน ได้วีซ่าอยู่ถาวรเมื่อเดือนที่แล้วเอง กำลังคิดว่าเราเหมาะกับประเทศไหนกันแน่ คิดว่าทุกอย่างมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย หากเราถือเอาประเด็นรายได้และอาชีพหน้าที่การงานเป็นหลัก เราขอเลือกอยู่เมืองไทยเพราะรายได้มากกว่าเป็นสองเท่า หน้าที่การงานต่างกันคนละขั้ว แต่หากเอาประเด็นด้านเวลาและได้ใช้ชีวิตไม่เร่งรีบมีเวลาทำในสื่งที่อยากทำ เช่น ท่องเที่ยว ชมนกชมไม้ ทำอาหารกินเอง ทำเค็ก ปลูกต้นไม้ เราขอเลือกที่นี่ เพราะยังอยากไปเที่ยวอีกหลายๆที่ในยุโรปหรือรอบโลก

.....การที่่กล้าตัดสินใจเปลียนแปลง ก้าวออกจากสิ่งที่คิดว่าไม่ใช่ ไปค้นหาสิ่งที่เราฝัน.... นั้นแหละคือสิ่งที่เราไม่เคยเสียใจ.... แม้มันอาจใช้เวลา อาจจะสักพักใหญ่ แต่มันก็ดีกว่าไม่ได้เริ่่มเดิน....ก้าวเดินทีละก้าว อาจมีสะดุดขาตัวเองบ้าง ก็ลุกขึ้นมาแล้วก้าวต่อไป และอย่าลืมชื่นชมวิวระหว่างทางด้วย เพราะมันจะช่วยให้การเดินทางมีสีสรรอีกเยอะ ...
แต่ละคนก็มีเป้าหมายชีวิตที่แต่งต่างกัน สำหรับเรา ชีวิตยังมีอะไรอีกมากมายที่เราไม่เคยรู้หรือเห็นหรือประสบ ...ฉะนั้นจึงต้องเดินทางค้นหา...จึงจะเจอ .....พยายามอย่าแบกหามอะไรให้มันหนักบ่า ปล่อยวางสิ่งที่ถ่วงหนักลง จะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น

การเอาเงินเป็นตัวกำหนดก็อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่เราต้องการ แม้สิ่งเล็กน้อยที่ไม่มีค่าก็สามารถสร้างความสุขในใจเราได้ ขอเพียงแต่สร้างความนับถือและภูมิใจในตัวเอง รักตัวเอง อย่าหวังว่าจะให้ใครมาสร้างความสุขให้เรา เราต้องสร้างมันขึ้นมาเองอย่างที่เราต้องการ..........................




 

Create Date : 03 ธันวาคม 2553    
Last Update : 3 ธันวาคม 2553 2:15:41 น.
Counter : 370 Pageviews.  

1  2  3  

riverstone
Location :
Crawley United Kingdom

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




การเรียนรู้ชีวิต และประสบการณ์ต่างๆที่แปลกใหม่ ทำให้คนเรามีมุมมองชีวิตที่กว้างขึ้น ฉันจึงไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง อยู่ที่ไหนก็ได้ ใช้ชีวิตให้เป็นและคุ้มค่า แต่ก็ไม่เบียดเบียนใคร
......................................
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๙ ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ หรือข้อความใน Blog นี้ไปใช้ โดยเผยแพร่หรือเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ใดละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Friends' blogs
[Add riverstone's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.