Me Myself & I เมื่อเราได้เจอกับความเหงาแบบตัวต่อตัว
ความคิดที่จะไปเรียนต่อที่ประเทศอเมริกาได้ก่อตัวชัดเจนขึ้นในหัวของเรา เราไม่ได้คิดถึงประเทศอื่นเลย คงเป็นเพราะอเมริกาเป็นประเทศที่มีคนไทยไปเรียนต่อและพูดถึงเยอะที่สุด

เราเริ่มไปคุยกับเอเยนซี่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเรียนต่อต่างประเทศเพราะมีคนแนะนำว่าการสมัครเรียนและขอวีซ่าทำได้ยาก เอเยนซี่พวกนี้จะดำเนินการให้ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น แต่หลังจากที่คุยกับหลายๆ เอเยนซี่แล้ว เรากลับรู้สึกว่าข้อมูลที่ได้ฟังดูคลุมเครือและทางเลือกมหาวิทยาลัยมีค่อนข้างจำกัด อาจจะเป็นเพราะเอเยนซี่พวกนี้คงมีข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยที่ทำสัญญากันไว้ เราจึงเริ่มหาข้อมูลด้วยตัวเองจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราก็พบว่า ทุกอย่างไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด บนเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้บอกวิธีการสมัครไว้หมดแล้วเป็นขั้นเป็นตอน เอกสารที่ต้องการมีอะไร...กรอกเอกสารอย่างไร...ส่งไปที่ไหน...ค่าใช้จ่ายจริงเท่าไหร่...ขอวีซ่าทำอย่างไรหากขยันอ่านขยันหาข้อมูล อาจจะใช้เวลานานกว่า เหนื่อยกว่า แต่ข้อมูลที่ได้ครบถ้วนตามจริง เป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจของเรามากกว่า อีกทั้ง เรายังได้เรียนรู้หลายๆ อย่างจากกระบวนการนั้นด้วย

-----------

เราตัดสินใจย้ายออกจากหอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย เพราะรู้มาว่าห้องเช่าข้างนอกมหาวิทยาลัยจะถูกกว่ามาก เราได้เช่าห้องพักในบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ค่าเช่าเดือนละ $200 รวมค่าน้ำค่าไฟ ถือว่าถูกมาก ชั้นใต้ดินของบ้านหลังนี้มีผู้เช่าคือ Jeffry หนุ่มลูกครึ่ง American-Spenish อายุรุ่นเดียวกับเรา ชั้น 1 เป็นของคู่รักนักเรียนชาวจีน ชั้นสองมี 3 ห้องนอน แชร์ห้องน้ำและห้องครัว มีเรา คริสตัล เด็กนักศึกษาชาวจีน อายุอ่อนกว่าเรา และเป็ก นักศึกษาชาวไต้หวัน อายุเยอะกว่าเรามาก 113 Broad St. เป็นเลขที่ของบ้านหลังนี้

ห้องของเรากว้างกว่าคนอื่นๆ พรมเก่าๆ มีสีน้ำตาลเหลืองและมีวอร์เปเปอร์ทำจากใบไม้แห้งสีน้ำตาลเหลืองแปะเต็มผนังห้อง ใครๆ มาเห็นก็ขำบอกว่ามันน่าเกลียด แต่เรากลับชอบ รู้สึกมองดูแล้วอบอุ่นดี เหมือนมีฤดูใบไม้ร่วงเป็นของตัวเอง มีตู้แอร์แบบโบราณติดไว้ที่หน้าต่างด้านหนึ่ง เปิดทีก็เสียงดังโครกคราก ไม่ไกลจากบ้านเป็นสถานีรถไฟ ในหนึ่งวันจะได้ยินเสียงหวูดรถไฟหลายครั้ง ดึกๆ ฟังแล้ววังเวงยังไงชอบกล แต่ไปๆ มาๆ บรรยากาศเหล่านี้ก็ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ เหมือนเป็นบ้านหลังหนึ่งของเรา

เราไม่มีเครื่องเฟอร์นิเจอร์อะไรมากมาย มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้ขนาดพอตั้งคอมพิวเตอร์ได้ ราคา 5 เหรียญ 10 เหรียญ ได้มาจากร้าน thrift shop (ร้านขายของมือสองของฝรั่ง) เตียงเป่าลมที่ถ้านั่งตรงขอบเตียงอย่างไม่ระมัดระวังก็อาจจะพลิกคว่ำได้ และชั้นหนังสือที่ประยุกต์มาจากกล่องลังกระดาษที่เราไปเก็บๆ มา

เราไม่ค่อยออกไปเฮฮากับใครเท่าไหร่ เพราะเราทำงานพิเศษค่อนข้างเยอะ เวลาว่างไม่ค่อยตรงกับคนอื่น อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราไม่ค่อยอยากจะใช้เงินโดยที่ไม่จำเป็น "ทำไมพี่แก้มต้องทำงานเยอะแยะแบบนี้?" เพื่อนรุ่นน้องคนไทยถาม เราก็ตอบไปตามตรงว่า เราต้องหาเงินจ่ายค่าเทอม แต่ก็ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยเข้าใจ เพื่อนคนไทยที่มาเรียนต่อที่นี่เขามีเงินมาพร้อม ไม่จำเป็นต้องมาทำงาน หรืออาจจะมาทำงานพิเศษหาค่าขนมนิดหน่อย เขาอาจจะไม่เข้าใจว่า ถ้าไม่มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่าย แล้วจะมาทำไม เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากล้ามาได้ยังไง แต่หัวใจมันบอกว่าให้มา

"บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้หัวใจเป็นผู้นำทางชีวิตบ้าง จะเป็นอะไรไป"

หลังจากเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ เมืองไทย เราก็ได้ทำงานในวงการโฆษณา มีชีวิตที่ค่อนข้างหวือหวาน่าตื่นเต้น (เคยคิดว่าเป็นแบบนั้น) ได้พบเจอดารา คนมีชื่อเสียง ได้รับเชิญไปงานเลี้ยง งานเปิดตัวสินค้าต่างๆ มีคนมาเรียกเราว่า คุณค๊ะ คุณขา แต่หลังจากที่ทำได้อยู่ 3 ปี เราก็รู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรกับชีวิตของเรามากนัก ทุกอย่างทำไปเพื่อยอด Billing และยอดขายของบริษัทผู้ผลิตสินค้า เมื่อชีวิตแบบนั้นไม่น่าดึงดูดสำหรับเราอีกต่อไป เราก็ตั้งใจไว้ว่า เราจะใช้ช่วงเวลา 2 ปีในอเมริกา ไปกับการอยู่กับตัวเอง ค้นหาตัวเอง เพื่อตอบคำถามที่ว่า "ฉันคือใคร? และอยากจะทำอะไร?"

เรากำลังเดินกลับบ้านหลังจากไปทำงานที่ห้องสมุด ตอนนั้น น่าจะเป็นเวลาทุ่มกว่าๆ เราเดินอยู่คนเดียวในมหาวิทยาลัย นักเรียนคนอื่นๆ คงกลับบ้านไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่ยังเป็นช่วงเวลาฤดูใบไม้ร่วงของที่นี่ ทำให้พระอาทิตย์ตกช้ากว่าปกติ ยังมีแสงดวงอาทิตย์ส้มๆ ให้เห็นรำไร นกกากำลังบินกลับรัง นกฝูงหนึ่งโผ่ลงเกาะบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่เรากำลังเดินผ่าน พวกมันทำเสียงเจี๊ยวจ๊าวมีความสุข ทำให้แอบเปรียบเทียบตัวเองกับนก ที่ห้องพักของเรา...ก็มีแต่ห้องเปล่าๆ ไม่มีใครกำลังรอเราอยู่ แต่นกฝูงนี้บินกลับมาเจอกันที่ต้นไม้ที่พัก เจอกัน ทักทายกัน มันคงกำลังจะเล่าสู่กันฟังว่า วันนี้ไปเจออะไรมาบ้าง "พ่อๆ วันนี้แม่ได้หนอนมาตัวหนึ่ง ใหญ่ม๊าก" "แม่ๆ ที่หน้าโรงอาหารมีเด็กมาโปรยขนมปังด้วยนะ พรุ่งนี้เราไปที่นั่นกัน" "เห้ยไอ้ขาว เอ็งหายไปไหนมาวันนี้ บินหาทั้งวันเลย"...

รู้ตัวอีกที...น้ำตาไหล...
เหงาจับใจ...บางทีก็อยากเป็นนก...



Create Date : 26 ธันวาคม 2559
Last Update : 26 ธันวาคม 2559 11:24:42 น.
Counter : 228 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ชาเขียวไกลบ้าน
Location :
Washington D.C.  United States

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กำลังจะครบรอบ 10 ปีที่เดินออกจากบ้านมายังดินแดนแสนไกลที่เรียกว่าอเมริกา มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในชีวิตที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง