Group Blog
 
All Blogs
 
วิธีปลูกเลี้ยงรองเท้านารีเหลืองกระบี่ ประสาลิง ภาค 2

1.4 หินภูเขาไฟ

แม้การทดลองเลี้ยงเหลืองกระบี่ด้วยกะลาปาลม์เผา ช่วยลดปัญหาการเน่าตายลงได้มากแล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งซึ่งยังขาดอยู่ คือ สารอาหารในเครื่องปลูกที่จะให้กับเหลืองกระบี่ เพื่อลดปัญหาการให้ปุ๋ยทางใบที่ไม่สม่ำเสมอ
ด้วยความไม่มีเวลา ขี้เกียจ และไม่ได้ดูแลเอง ประกอบกับตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมไป กทม.พอดี จึงได้ซื้อหินภูเขาไฟ และไฮโดรตรอนเอามาทดลองใช้ (เริ่มหาเรื่องเสียงตังค์ซื้อวัสดุปลูกไฮโซแล้วตรู)

ด้วยสมมุติฐานประสาลิง ว่า หินภูเขาไฟ มีคุณสมบัติ ที่รักษาความชื้นดี ไม่แฉะ ให้ความเย็น และที่สำคัญน่าจะมีธาตุอาหารบางชนิดในตัวหินเอง และแน่นอนสูตรเดิมใช้โพมหักรองก้นกระถางเพื่อประหยัดเครื่องปลูกด้วย
และช่วยระบายน้ำด้วย

ผลการทดลอง ได้ผลที่ไม่แตกต่างกันมากนักกับการปลูกด้วยกะลาปาลม์เผา ไม่เกิดปัญหาการเน่าตาย แต่ดีกว่าตรงที่ไม่ต้องเสียเวลาล้างน้ำและแช่น้ำทิ้งไว้นานเหมือนกะลาปาลม์เผา ที่จะต้องล้างเอาคราบดำๆของขี้เถ้าและผงถ่านออก

อย่างไรก็ตามการใช้หินภูเขาไฟก็ควรแช่น้ำทิ้งไว้ซักพักเพื่อให้ได้ดูความชื้นสะสมไว้ก่อน มิฉะนั้น เมื่อเรารดน้ำหินจะดูดความชื้นก่อนรากและหากรดน้ำไม่พอรากก็จะได้รับน้ำน้อยลงไปกว่าที่ควรได้

ข้อสังเกต

* หินภูเขาไฟ เมื่อใช้ไประยะหนึ่งซึ่งนานเป็นปีๆหละ จะเกิดตะไคร่จับ ก็ควรเขี่ยๆเอาออกมาเปลี่ยนก้อนใหม่บ้าง มิฉะนั้นมันจะสะสมเชื้อโรค และหินภูเขาไฟมีลักษณะที่เป็นรูพรุนดูดซับน้ำและปุ๋ยยา จึงต้องเปลี่ยนมันบ้าง ก้อนเก่าๆก็อย่าไปทิ้งเสียดายมันแพง เอาไปแช่น้ำทิ้งไว้นานๆหลายวันหน่อยแล้วผึ่งแดดให้แดดเผาเล่นก็เอามาใช้ใหม่ได้

ปัญหาตรงนี้เอง ที่ทำให้เซียนรองเท้ารุ่นเก่าท่านหนึ่งที่ผมนับถือ ไม่ยอมใช้หินภูเขาไฟ เพราะเซียนท่านนี้ขยันฉีดปุ๋ยทุกอาทิตย์สม่ำเสมอตะไคร่และปุ๋ยยาก็สะสมเร็วทำให้ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ก็คงกลัวจะกระทบราก

** ระบบรากที่เลี้ยงด้วยหินภูเขาไฟถือว่า ได้ผลในระดับที่ดี อวบใหญ่มีขน
รากบางเส้นเจาะทะลุหินภูเขาไฟ

1.5 ไฮโดรตรอน

ไฮโดรตรอน เป็นประมาณเม็ดดินเผา ที่ช่วยรักษาความชื้น ไม่อุ้มน้ำจนทำให้แฉะ เบา และสะอาดกว่าเครื่องปลูกตัวอื่นๆ ไม่เกิดปัญหาวัชพืชแย่งอาหารแต่แพง และใช้ปริมาณมากเมื่อนำมาปลูกเหลืองกระบี่

ผมได้ทดลองกับไฮโดรตรอนเช่นเดียวกัน ก้นกระถางก็รองโฟมหัก แต่เนื่องจากไฮโดรตรอนเบาจึงพยุงลำต้นได้ไม่ดี โดยเฉพาะกับเหลืองกระบี่ที่ใบยาวและโตกว่าพวกเหลืองตรังจึงต้องทำ "เสากระโดงค้ำต้น" "รากเทียม"หรือโรยทับไฮโดรตรอนด้วยกรวดหิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต้นล้ม

ผลการทดลอง อัตราการเน่าตายน้อยมากเรียกได้ว่าน่าจะถือเป็น 0% เชียวหละ แตกกอได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องเน้นการให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน เพราะไฮโดรตรอนไม่มีสารอาหารอะไรเลย

ข้อสังเกตุ

*ไฮโดรตรอน มีราคาค่อนข้างสูงแม้จะดีในแง่ที่ไม่เกิดปัญหาการเน่าตาย ก็ตาม แต่การจะทำให้เหลืองกระบี่แตกกอได้ดีมีดอกสวยงาม ท่านต้องมีความเข้มงวดในตัวท่านเองในการให้ปุ๋ยสม่ำเสมอ ซึ่งในทางปฎิบัติน้อยคนนักจะทำได้ ซึ่งไม่ถือว่า บรรลุวัตถุประสงค์ของผม เพราะเป็นคนขี้เกียจเป็นการส่วนตัว จนลามไปถึงคนสวนก็ขี้เกียจตามไปด้วย

**ในความคิดผม หากท่านไม่ใช้ไฮโดรตรอน ก็อาจใช้ขี้ตากระถางหรืออิฐมอญทุบทดแทนกันได้ ผลลัพธ์ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จะดูไม่ไฮโซเท่าไฮโดรตรอน และอาจเกิดปัญหาตะไคร่จับ วัชพืชขึ้นบ้าง และน้ำหนักมากกว่าไฮโดรตรอน เวลาอุ้มกระถางไปประกวด อิอิ แต่น้ำหนักมากก็ดีไม่ต้องหาหินมาโรยทับบน

อย่างไรก็ตาม หากใช้อิฐมอญทุบหรือขี้ตากระถางก็ควรจะทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน เพราะมันไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อมาแบบไฮโดรตรอน

1.6 หินปูนทุบ หรือ หินน้ำย้อย(ภาษาใต้)

วันหนึ่ง หลังจากการทดลองด้วยวัสดุต่างๆที่ว่ามา มีพี่คนหนึ่งที่ผมนับถือเป็นเซียนรองเท้ารุ่นเก่าเลยหละ (แต่ไม่ขอเอ่ยนามในที่นี้ ด้วยว่ายังไม่ได้ขออนุญาตกัน) ได้แวะเวียนลงมาเที่ยวกระบี่ และชวนผมลงเรือไปดูรองเท้านารีในธรรมชาติ เพื่อศึกษาว่าเค้าอยู่กันอย่างไรก็นำมาประยุกษ์ใช้กับการปลูกเลี้ยงต่อไป ขากลับพี่ท่านนี้ก็ชวนผมเก็บเศษดินสีแดงๆลักษณะคล้ายๆดินเหนียวเวลาโดนน้ำก็เหนียวมากๆหละ ที่อยู่บริเวณโคนหินปูน ใส่ขวดกลับมา
หลายๆท่านที่เคยซื้อรองเท้าสานภาคใต้ที่เป็นไม้กำ อาจเคยเห็นดินพวกนี้ติดบริเวณโคนต้นมาแล้ว(ผมไม่ได้ยุให้ซื้อไม้กำนะ)

พี่ท่านนี้ก็กรุณาให้ความรู้ว่า ดินพวกนี้ไม่ใช่ดินเหนียว แต่เป็นดินที่เกิดจากการย่อยสลายของหินปูน พี่เค้าเชื่อว่า มันมีธาตุอาหารบางอย่างที่รองเท้านารีต้องการ ซึ่งบางตัวปุ๋ยวิทยาศาสตร์ยังไม่มี เรียกง่ายๆว่าเอามาโรยบางๆเป็นอาหารเสริมหละ

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ไม่ได้ว่างไปเก็บดินพวกนี้มาใช้ แต่ก็เชื่อว่าที่พี่เค้าพูดคงจริง เพราะประสบการณ์พี่เค้าไม่น้อย รองเท้าดีๆก็อยู่ในรังมาก คงไม่คิด
พิเรนเอาไปใช้ถ้าไม่ดีจริง เกิดตายขึ้นมาหน่อหนึ่งก็ไม่ใช่ถูกๆ

เมื่อไม่มีเวลาอย่างที่ว่า ประกอบกับ ที่กระบี่มีการสัมปทานระเบิดภูเขากัน ส่วนที่เป็นหินปูนเค้าไม่ใช้ ทิ้งไปเปล่าๆ ผมก็ให้คนทุบให้และเอามาขายผม
เอามาทดลองปลูกเหลืองกระบี่ ด้วยความคิดว่า เหลืองกระบี่อยู่บนเขาหินปูน หากใช้เป็นส่วนผสมก็คงดี เศษหินปูนที่ถูกทุบบางส่วนก็เป็นผง ถึงไม่ย่อยสลายกลายเป็นดินแดงก็น่าจะแทนกันได้ อย่างน้อยๆก็มีความเป็นเบสอ่อนๆที่รองเท้าสายใต้ชอบหละนา

ผลการทดลอง
ได้ผลเช่นเดียวกับ ใช้อิฐมอญทุบ หรือวัสดุต่างๆที่ไม่ใช่อินทรีวัตถุข้างต้น มีรากบางเส้นมันฝังตัวลงไปในเนื้อหิน เหลืองกระบี่ไม่เน่า ส่วนธาตุอาหารเสริมตามข้อสันนิษฐานข้างบน มันก็คงได้หละ แต่ด้วยว่าเป็นธาตุอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลักมันก็ต้องดูกันไปนานหน่อย ซึ่งเมื่อนำมาใช้ไม่เกิดปัญหาอะไรก็ใช้มันไปเท่านั้นเอง อย่างน้อยก็เป็นการรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์หละ

การใช้หินปูนภูเขาทุบ อย่านำส่วนผงหรือส่วนหินมาวางบนสุดของกระถางเด็ดขาด หากไม่อยากเปลี่ยนเครื่องปลูกบ่อยๆ เพราะตะไคร่จับง่ายมาก และเมื่อตะไคร่จับก็อย่างที่ว่าเชื้อโรคเชื้อราก็เกาะง่ายและก็เน่าตายได้
หากจะใช้ก็ใช้เป็นส่วนผสมในชั้นล่างตรงกลางๆ คือใช้ในส่วนที่แสงแดดลงไม่ถึงจะไม่มีตะไคร่ขึ้นหรือขึ้นก็น้อย


ข้อสังเกตุ

*จากการที่ได้ไปขอความรู้ท่านอ้น (เจ้าของเหลืองกระบี่ต้นไตรมารค AM. และต้นพังงา AM.) ท่านก็มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า หินปูนภูเขาพวกนี้มีสารอาหารเสริมบางอย่างที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ท่านอ้นก็เชื่อของท่านว่า หินปูนภูเขานี้มีราบางอย่างที่ทำให้กระบี่เน่าตายได้ ซึ่งตรงนี้ ผมค่อนข้างเห็นไม่ตรงกับท่านนัก ผมเชื่อว่าส่วนที่เกิดการเน่าตายน่าจะเป็น เพราะ

1.จุดที่วางเหลืองกระบี่กระถางนั้นไม่กันฝน
2.ท่านใช้อินทรีย์วัตถุมากเกินไป
3.ท่านนำมันมาใช้ส่วนบนสุดของกระถางตะไคร่มันยึดจับได้ง่าย เชื้อโรคเชื้อราก็ตามมา

ประเด็นนี้เมื่อมีการเห็นไม่ตรงกัน ผมปล่อยให้เป็นวิจารณญาณของท่านๆที่เข้ามาอ่านเอานะครับ ผมเพียงนำเสนอ คห.ของท่านอ้น (กูรูเหลืองกระบี่)อีกมุมมองหนึ่งเท่านั้น

1.7 เครื่องปลูก กลุ่ม เปลือกมะพร้าวสับ เปลือกสน ใบก้ามปู เปลือกถั่วลิสง
ขี้วัวแห้ง พีชนัคเก็ท ฯลฯ

เครื่องปลูกพวกนี้ ผมขออนุญาตรวมเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด เพราะมันเป็นอินทรีวัตถุ ที่มีสารอาหาร แต่ก็ทำให้เน่าได้ง่าย

ใครก็ตามที่ปลูกด้วยเครื่องปลูกพวกนี้ล้วนๆ นับว่าท่านเป็นนักเสี่ยงโชคตัวยงเชียว เพราะถ้ามันไม่เน่าตายมันงามมากกกกกกก แต่ส่วนใหญ่ไม่ทันได้ 2 ปีตายเกลี้ยง

อันนี้ไม่บรรยายอะไรมากนะครับ บทสรุปชัดๆกันอยู่แล้ว

หมดเรื่องเครื่องปลูกแต่ละตัวแล้ว ต่อไปก็การใช้เครื่องปลูกและวิธีปลูกประสาลิงนะครับ


Create Date : 14 มีนาคม 2552
Last Update : 1 เมษายน 2552 11:39:15 น. 11 comments
Counter : 1750 Pageviews.

 
เป็นประโยชน์มากเลยครับ คุณลิงเล อยากให้อธิบายเครื่องปลูกอื่นอีกครับ เช่น มะพร้าวสับ อิฐมอญทุบ และหินฟองน้ำครับ หากไม่เป็นการรบกวน ขอบคุณครับ......


โดย: แว่น IP: 58.8.242.68 วันที่: 15 มีนาคม 2552 เวลา:22:13:36 น.  

 
พระอาจารย์ลิงเลคับ แล้วกรณีที่ใช้เครื่องปลูกแบบผสมผสานละคับ อาทิเช่นถ่านทุบ +ไฮโดรตรอน+หินภูเขาไฟ หรือ ถ่านทุบ+ไฮโดรตรอน+หินภูเขาไป+ใบก้ามปูผุ แบบนี้อะคับ ผลเป็นแบบไหนบ้างคับ อีกข้อนึงคือถ่านที่เป็นองค์ประกอบของคาร์บอนโดยทั่วไปนั้นมีคุณสมบัติดูซับธาตุโลหะหนักและสารพิษบางชนิดที่พิชไม่ต้องการได้อันนี้จิงเท็จประการใดอะคับจาน ผมเองเคยแต่ทราบบ้างสำหรับการใช้คาร์บอนในการดูดซับเคมีที่เป็นองค์ประกอบพวกโลหะหนักบางตัวในอุตสาหกรรมอะคับ หากเราใช้ถ่านเป็นเครื่องปลูกในปริมาณที่ลดลงจะได้ผลที่ดีขึ้นมั๊ยคับจาน ผมเองลองปลูกแบบที่ท่านอาจานแนะนำและแบบผสมผสานดูอยู่อะคับ เนื่องจากผมนั้นยังละอ่อนอยู่มากนักจึงใคร่ขอปวรณา(พิมพ์ถูกป่าวฟระตรูคำนี้อะ)เป็นศิษย์อะคับ คงไม่ว่ากันนะคับ


โดย: akarawat IP: 61.19.67.207 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:9:48:21 น.  

 
ตามมาเก็บข้อมูลครับ มีตอนต่อไปไหมครับ
อยากทราบแนวทาง การให้ปุ๋ย+ยา
โดยเฉพาะยากันเน่าใช้แบบไหน จะได้ผลดีที่สุดครับ
ขอบคุณครับ....


โดย: huyoyo IP: 118.174.194.31 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:15:47:30 น.  

 
*คุณแว่น ครับจะทยอยเขียนไปเรื่อยๆครับ แต่อย่าไปเชื่อเยอะนะครับ เพราะผมเองไม่ใช่ผู้รู้ เป็นแต่ผู้ลองเท่านั้น

*คุณอัครวิทย์ ผมยังไม่ได้บวชนะ

เครื่องปลูกแบบผสม หลายๆท่านนิยมใช้กัน แต่ในคห.ส่วนตัวผม ผมว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซึ่งอันนี้หลายๆท่านอาจจะแย้ง ก็เป็นแต่ความเห็นของใครของมันนะครับ ผิดถูกอย่าว่ากัน

ในคห.ผม ด้วยปกติในธรรมชาติเหลืองกระบี่จะอยู่ตามซอกหินหรือถ้าไม่ใช่ซอกหินบริเวณโคนจะเป็นอะไรที่แห้งๆไม่โดนน้ำมากนักเช่นเชิงผา โคนต้นไม้ และรากที่พ้นโคนออกไปจึงไปหาพวกอินทรีวัตถุ ธรรมชาติมันออกแบบของมันมาแล้ว เพื่อให้เหมาะสมกับการอยู่รอดของมัน
ด้วยว่าเหลืองกระบี่ตายง่ายกับการเน่าโคนนั้นเอง

ดังนั้น เมื่อเรามาปลูก บริเวณโคนวงในประมาณ 2 ข้อนิ้วผมจะใช้วัสดุพวกหินหรืออะไรที่ย่อยสลายช้าไม่ใช่อินทรีวัตถุไม่มีสารอาหารที่เชื้อโรคจะเข้ามาอาศัยเกาะกินจนเป็นสะพานทางเดินไปถึงโคนต้น เพื่อป้องกันปัญหาเน่าโคน ส่วนวงนอกจึงเป็นพวกอินทรีวัตถุที่เป็นอาหารให้รองเท้า

กรณีนี้ หากเกิดปัญหาเชื้อราหรือเน่าเราจะแก้ไขทัน เพราะมันจะกินจากวงนอกเข้าวงใน อย่างไงๆก็ยังเหลือโคนและรากชั้นในไว้ฟื้นสภาพกันใหม่ ในขณะเดียวกันหากไม่มีปัญหาเหลืองกระบี่ก็มีอินทรีวัตถุให้กิน เพราะรากมันจะออกไปหากินเอง ในธรรมชาติรากมันออกไปเป็นเมตรๆนะครับ

ในกรณีผสมเครื่องปลูกคลุกเคล้ากัน ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ด้วยว่าเราควบคุมไม่ได้ว่า วัสดุตัวไหนควรอยู่ใกล้โคนต้นตัวไหนควรอยู่ห่างออกไป บางทีอินทรีย์วัตถุพวกใบไม้ใบก้ามปู เปลือกสน ดันไปอยู่ชิดโคนต้น หากมันมีเชื้อเมื่อไหร่มันก็ลงโคนทันทีแก้ไขกันไม่ทัน ในขณะเดียวกันรากส่วนที่อยู่ห่างออกไปก็ไปเจอวัสดุพวกหิน มันก็กินแต่หินไม่มีประโยชน์

ส่วนกรณีของถ่าน คุณใช้ได้ในช่วงปี 2 ปีแรกเป็นอย่างมากซึ่งมันจะไม่มีปัญหา และจริงอย่างคุณว่า มันช่วยดูดโลหะหนัก ในขณะเดียวกันมันก็ดูดปุ๋ยดูดยาเอาไว้ในตัวมันด้วย และด้วยสาเหตุนั้นหละเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ถ่านจะเป็นศูนย์รวมของพิษที่สะสมไว้ในตัวมัน เมื่อรากรองเท้าเดินไปเจอหมวดปมก็หยุดชะงักเลย รากไม่เดินต่อ และในกรณีที่รากหุ้มถ่านไว้ รากบริเวณนั้นจะเน่าตายไปหรือแห้งตายไปขาดทั้งเส้น

ส่วนการขอเป็นศิกษ์ ก็อย่าขนาดนั้นเลยครับ ผมไม่เก่งพอ ไม่ใช่หยิ่งหรือกะไร เพียงแต่รู้ตัวว่า ความรู้ยังไม่ถึงหางอึ่งเลย ผู้รู้จริงๆจะหมั่นไส้เอา

ส่วนที่มาเขียนอะไรพวกนี้ ก็ไม่ใช่คิดอวดรู้อวดภูมิ เพียงคิดแค่เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มและไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยก็ดีกว่าเลี้ยงกับดินล้วนๆ ซึ่งจะเน่าไปมาก
บางทีต้นดีๆก็ตายไปเปล่าๆอย่างที่ผมเคยเจอมากับตัวตอนเลี้ยงใหม่ๆ

ผมขอเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อนฝูงพรรคพวกกันดีกว่า
มีอะไรก็ถามๆกันแลกเปลี่ยนความรู้กัน อันนี้ไม่มีคนด่า ไม่มีคนหมั่นไส้ สบายใจทั้งคุณและผม

*คุณhuyoyo ขอบคุณครับ


โดย: ลิงเล วันที่: 1 เมษายน 2552 เวลา:10:16:12 น.  

 
*คุณhuyoyo เรื่องปุ๋ยยา เดี๋ยวจะเขียนต่อไปครับ


โดย: ลิงเล วันที่: 1 เมษายน 2552 เวลา:11:41:16 น.  

 
ขอบคุณครับ


โดย: na_nin วันที่: 3 เมษายน 2552 เวลา:10:18:15 น.  

 
เข้ามาเก็บความรู้คะ


โดย: betaro (หนูบู้บี้ ) วันที่: 20 เมษายน 2552 เวลา:0:26:36 น.  

 
ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้
(ขอบคุณมากพี่บาวผมสนใจที่จะเลี้ยงอยู่กำลังหาข้อมูลอยู่เลย ได้ความรู้เยอะเลยครับ)


โดย: นางฟ้าซาตาน IP: 118.175.194.238 วันที่: 1 ธันวาคม 2552 เวลา:16:17:57 น.  

 
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล เยี่ยมมากๆ


โดย: masterkabo IP: 223.205.91.202 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:05:30 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ลิงเล.... สบายดีนะคะ ไม่ได้ทักทายกันนานมากกกกก

ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: largeface วันที่: 11 เมษายน 2554 เวลา:20:16:50 น.  

 
ขอบคุณสำหรับบทความที่มีค่าชื้นนี้ครับ
ผมได้แนวคิดเยอะเลย

......ขอบคุณจากใจ


โดย: munchen IP: 183.88.45.67 วันที่: 30 เมษายน 2554 เวลา:9:29:01 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ลิงเล
Location :
กระบี่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลิงเล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.