All Blog
ย้อนอดีต ภารกิจสำรวจ "อช.แม่ปิง และผืนป่าอมก๋อย"




เมื่อ 26 ตุลาคม 2546 อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ขอแรงให้ลุงและลูกหลานสาริกา แอดเวนเจอร์ พอยท์ แล้วก็น้องชายนายเล็ก(หัสชัย บุญเนื่อง) น้องเกียรติ์(อานนท์ พลอินทร์) และพี่ต๊อก(ทรงพล มีใย)
.
ทำการสำรวจผาผึ้ง ผาแมว บนลำน้ำแม่ปิง ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติแม่ปิงกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ทำให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆมีทั้งเดินป่าโรยตัวปีนผาและลงเรือรอนแรม 6 คืน 7 วัน
.
ภาพนี้คือ " ผาแมว "สูง 175 เมตร ติดลำน้ำแม่ปิงซึ่งบนแผ่นผาจะมีลักษณะคล้ายภาพวาดหน้าแมว ชาวบ้านที่ล่องเรือผ่านจึงเรียกว่าผาแมว
.
โดยมีหน่วยพิทักษ์ป่าอุ้มปาด อุทยานแห่งชาติแม่ปิงอยู่ฝั่งด้านซ้าย ส่วนทางฝั่งด้านขวาเป็นหน่วยพิทักษ์ป่าฯ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย
.
ส่วนผืนน้ำมีเรือนแพคือโรงเรียนบ้านก้อ(สาขาเรือนแพ) ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ จากครอบครัวที่อาศัยอยู่ตามแพในทะเลสาบแม่ปิง
.
วันเวลาผ่านไป 11 ปี เราคิดถึงเส้นทางตามสายธารที่ห่างไกลแสงเสียง มีเพียงโตรกผา ขุนเขา และผืนป่าที่โอบกอดสองฟากฝั่ง และยังมีชีวิตน้อย ๆ ที่ดำรงชีพอยู่อย่างเรียบง่ายริมทะเลสาป
.
อีกทั้งเรือนแพชาวบ้านหลังน้อย ๆ ที่ล่องลอยอยู่ในห้วงเล็ก ๆ ของสายน้ำ เป็นความสุขเรียบง่ายที่อยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ ที่เราสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นและนิ่งสงบ
.
คืนนี้ขอย้อนรอย "แม่ปิง" สายน้ำแห่งนักเดินทาง...จากดอยสูงสู่ดินแดนที่ราบลุ่ม สัตว์ป่าน้อยใหญ่ได้ดื่มกิน สายน้ำบางช่วงก็ถูกนำมาใช้ในการเกษตรกรรมเพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์จนชั่วนาตาปี




ขอย้อนอดีต...สายน้ำปิง

แม่น้ำปิงมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ ในพื้นที่ เขตอำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่ ไหลลงมาทางทิศไต้ผ่านหุบเขาเข้าสู่เขตอำเภอแม่แตง มีแม่น้ำแม่งัดไหลมาบรรจบทางฝั่งซ้าย และน้ำแม่แตงไหลมาบรรจบทางฝั่งขวา เข้าสู่พื้นที่ราบลุ่มจังหวัดเชียงใหม่

และมีน้ำแม่กวง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิงไหลมาบรรจบทางฝั่งซ้าย บริเวณพื้นที่ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จากนั้นแม่น้ำปิงจะไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีแม่น้ำลี้ ซึ่งไหลผ่านจากอำเภอลี้ มาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่อำเภอจอมทองทางฝั่งซ้าย

และจากอำเภอจอมทอง แม่น้ำปิงจะไหลลงไปทางใต้ มีแม่น้ำแม่แจ่มไหลมาบรรจบทางฝั่งขวา ที่อำเภอฮอด ก่อนจะไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล ที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่




แม่น้ำปิงตอนล่างใต้เขื่อนภูมิพล จะไหลผ่านที่ราบลุ่มมาบรรจบกับแม่น้ำวัง ไหลผ่านจังหวัดกำแพงเพชร ไปบรรจบกับแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ รวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา สายเลือดใหญ่ของประเทศไทย

ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำสาขาครอบคลุม พื้นที่ประมาณ 33,989 ตารางกิโลเมตร ความยาวลำน้ำประมาณ 740 กิโลเมตร ปัจจุบันประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่ ประมาณ 25 เขื่อน เขื่อนที่สำคัญสร้างปิดแม่น้ำปิงมีจำนวน 4 เขื่อนด้วยกันคือ เขื่อนแม่แตง เขื่อนแม่งัด เขื่อนแม่กวง และเขื่อนภูมิพลซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำสายน



ในอดีตสายน้ำปิง หรือ ลำน้ำแม่ระมิงค์ คือเส้นทางคมนาคมสายหลักที่เชื่อมโยงระหว่างอาณาจักรล้านนาและที่ราบลุ่มเจ้าพระยาที่สำคัญเมื่อครั้งก่อน แต่ในวันนี้สายน้ำปิงได้กลายเป็นทะเลสาปที่กว้างใหญ่เหนือเขื่อนภูมิพลที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจนมีความเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปในวิถีทางเดียวกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เหมือนดั่งสายน้ำไหลเลยไม่เคยหวนกลับ แต่ก็ยังมีผู้คนหลายๆร้อยคนที่อยากจะรู้เรื่องราวน้ำปิงจากหลายร้อยปี เมื่อรู้ว่าใต้ผืนน้ำทะเลสาปแห่งนี้ ที่นี่เคยเป็นอดีตของแก่งน้ำเชี่ยวตำนานแห่งการเดินทางที่เชื่อมโยงอำนาจและอารยธรรม ระหว่างอาณาจักรล้านนา และศูนย์กลางอำนาจแห่งที่ราบลุ่มเจ้าพระยามาก่อน





ความเงียบสงบเวิ้งว้างของทะเลสาบแม่ปิงแห่งความทรงจำ ยังคงหยุดนิ่งไหวติงเปรียบประดุจกระจกบานใหญ่ขนาดมหึมาที่ส่องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของวันเวลา เหมือนดั่งจะประกาศก้องให้รู้ว่า "ผู้คนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่สายน้ำ ขุนเขายังคงอยู่"

หากจะลองเดินทางย้อนสายน้ำปิง จากบริเวณสุดสายปลายทางที่ปากน้ำโพ เดินทางย้อนขึ้นไปตามความคดเคี้ยวของสายน้ำที่ไหลผ่านทั้งชุมชนของเมือง ผ่านทุ่งหญ้าป่าเขาก่อนจะถึงเขื่อนภูมิพลแล้วแปรสภาพเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่สีน้ำเงินอยู่ในท่ามกลางวงล้อมของขุนเขาและผืนป่า

เมื่อเห็นความยิ่งใหญ่ของสายน้ำในทะเลสาบแม่ปิงแล้ว หลายคนคงไม่เชื่อแน่ว่าสายน้ำแห่งความยิ่งใหญ่นี้มีจุดกำเนิดมาจากตาน้ำเล็ก ๆ เพียงตาเดียวตรงบริเวณรอยต่อของชายแดนไทย - พม่าบนจุดสูงสุดที่เรียกว่า ดอยถ้วย ก่อนจะไหลมารวมกับสายน้ำอื่น ๆ จนกลายเป็นแม่น้ำปิง



แม่น้ำปิง หรือ ลำน้ำแม่ระมิงค์ นับเป็นสายน้ำสำคัญมาแต่อดีตนับร้อยปี แม่น้ำปิงแห่งนี้ในอดีตเป็นเสมือนประตูสู่อาณาจักรล้านนา เคยเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักสายเดียวที่เปิดรับวัฒนธรรม สินค้าและการเดินทางติดต่อจากดินแดนทางตอนใต้

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยที่อาณาจักรในดินแดนล้านนายังไม่รุ่งเรือง มีหลักฐานว่า พระนางจามเทวีได้เสด็จตามลำน้ำปิงขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย อันเป็นอาณาจักรที่ก่อร่างและรุ่งเรืองขึ้นมาเป็นอันดับแรก ก่อนที่พระยามังรายมหาราชจะสถาปนาเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ขึ้นในเวลาต่อมา


เรื่องราวการเดินทางของพระนางจามเทวีที่ทวนสายน้ำปิงสู่อาณาจักรหริภุญชัยยังคงเป็นตำนานของแก่งน้ำริมแม่ปิงมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่แก่งอาบนาง อันเป็นแก่งน้ำใหญ่กลางสายน้ำปิง

ซึ่งเล่าขานกันมาว่าเป็นสถานที่ซึ่งพระนางจามเทวีได้อธิษฐานขอน้ำศักดิ์สิทธิ์มาชำระร่างกาย จึงเกิดเป็นน้ำพุขึ้นมาจากสายน้ำปิง ที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า แก่งอาบนางมาจนปัจจุบัน



ความสำคัญของแม่น้ำปิงที่คนสมัยก่อนใช้เป็นเส้นทางติดต่อค้าขายยังคงมีมาหลายยุคสมัย แม้ว่าในสมัยนั้นการเดินทางในลำน้ำปิงจะเป็นหนทางเดียวที่สะดวกกว่าการเดินเท้า แต่การเดินทางในลำน้ำปิงจะต้องผ่านเกาะแก่งน้ำที่เชี่ยวกรากมากมาย

แม้สายน้ำปิงจะรินไหลผ่านแก่งหิน ขุนเขา มาเป็นเวลายาวนานนับร้อยปี ผู้คน ชุมชน อาณาจักรริมสายน้ำปิงก่อเกิดขึ้นและล่มสลายไปมากมายแล้

แต่คำกล่าวที่ว่า "ผู้คนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ขุนเขาสายน้ำยังคงอยู่" ดูเหมือนว่าจะเป็นคำกล่าวที่ยั่งยืน สายน้ำแม่ปิงและตำนานการล่องแก่งที่เชี่ยวกรากคงต้องเป็นอดีตที่ไม่อาจลืมเลือนไปได้

เมื่อรัฐบาลมีมติให้สร้างเขื่อนใหญ่ขึ้นที่บริเวณ ช่องเขาแก้ว ในเขตอำเภอสามเงา จังหวัดตากเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2501 นับแต่นับสายน้ำท่ามกลางขุนเขาก็แปรสภาพมาเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ในแวดล้อมแห่งขุนเขาเป็นการจบตำนานสายน้ำเชี่ยวในลำแม่ปิงนับแต่บัดนั้น



ภาพวิถีชีวิตริมน้ำปิงในอดีต.........

หลุก คือ ระหัดวิดน้ำ ซึ่งใช้วิดน้ำมาใช้ในการเกษตรของคนในภาคเหนือในสมัยโบราณ

ส่วนประกอบ หลุกทำด้วยไม้ไผ่ แกนกลางทำด้วยท่อนไม้แก่นเจาะสลักทำเป็นแกน มีซี่ไม้ไผ่ฝังจากแกนกลางนี้ออกไปรอบตัว ไปหากงล้อวงกลมรอบตัวหลุก เมื่อน้ำไหลมาปะทะแผงไม้ไผ่รอบกงล้อมนี้จะพัดให้กงล้อหลุกหมุนไป แผงไม้ไผ่อันถัด ไปจะถูกน้ำมาปะทะพัดให้หลุกหมุนต่อๆ กันไป ไม่มีที่สิ้นสุด ตรงแผงที่กงล้อหมุนจะมีกระบอกไม้ไผ่ผูกติดไว้ด้วยสำหรับตักน้ำขึ้น มาเทลงในลำราง ซึ่งจะทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ด้วยเช่นกัน น้ำไหลไปตามลำรางนี้เข้าสู่เรือกสวนไร่นาต่อไป

อนึ่งตรงหน้าหลุกจะเอาไม้ไผ่ปักเรียงชิดกันเป็นแนว เพื่อกั้นกระแสน้ำให้ไหลลงมาปะทะแผงหลุกมากขึ้น กระแสน้ำ ตอนหน้าหลุกจึงเชี่ยวจัดทำให้หลุกหมุนเร็วขึ้น

ปัจจุบันการทำหลุกใช้วิดน้ำเข้ามาได้ มีการพัฒนาจากการทำด้วยไม้ไผ่เป็นการนำเอาล้อรถจักรยานมาดัดแปลงใช้สำหรับ วิดน้ำเข้าสวนแปลงเล็กๆ และชุมชนในชนบทยังคงนิยมทำหลุกเพื่อวิดน้ำเข้านาอยู่โดยอาศัยน้ำจากเหมืองฝาย



รู้ไว่ใช่ว่า............

ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2447 เป็นต้นมาภายหลังที่รัฐบาลสยามได้จัดตั้งกรมป่าไม้ขึ้นและโอนกิจการทำไม้ให้เป็นของรัฐบาล การขอสัมปทานไม้ต่างๆ จากบริษัทต่างชาติจึงต้องขออนุญาตจากรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ได้ขออนุญาตสัมปทานทำไม้ในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูนทั้งหมด และได้เข้ามาทำสัมปทานทำไม้ในเขตป่าแม่ลี้ ป่าแม่แนต ป่าแม่ตื่น ป่าแม่หาด

การทำสัมปทานไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ได้เข้ามาสร้างปางไม้ โดยนำช้างและอุปกรณ์เครื่องมือในการทำไม้ต่างๆ อยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านเกาะทุ่งม่าน ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ้ง จ.ลำพูน การทำไม้ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า จะตัดไม้จากป่าต่างๆ แล้วใช้ช้างลากไม้ซุงลงแม่น้ำลี้ เพื่อนำมากองไว้ที่ปางไม้

ว่ากันว่าไม้ซุงที่ตัดนั้นมีจำนวนมากหลายหมื่นต้น แต่ละต้นมาหน้าตัดกว้างไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ซุงบางต้นมีความสูงของหน้าตัดสูงท่วมหัวก็มี หลังจากที่นำไม้ซุงมากองพักไว้ที่ปางไม้แล้ว บริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า ยังได้สร้างทางรถไฟเพื่อใช้ลำเลียงไม้ซุงจากปางไม้บ้านเกาะทุ่งม่าน ไปยังบ้านหนองปลาสะวาย ขนถ่ายไม้ลงในแม่น้ำปิงไหลล่องไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาถึงกรุงเทพมหานครก่อนจะนำขึ้นเรือกลับสู่ประเทศอังกฤษ




Create Date : 27 ตุลาคม 2557
Last Update : 27 ตุลาคม 2557 12:37:51 น.
Counter : 650 Pageviews.

0 comment
เรื่องของ..ลุง
15 มีนา 2554 ครบรอบ 22 ปี ที่ลุงลาจากชีวิตราชการแบบไทยๆ
และวันสุดท้ายที่ทำงานอยู่กรมทางหลวงแผ่นดิน 14 มีนา 2532

จากนั้นชีวิตของลุงก็ออกโบยบินไปตามใจฝัน
ผ่านร้อนผ่านหนาวไปตามเรื่อ
บางช่วงของชีวิตก็ดันไปเจอเรื่องยุ่งๆจนเกือบไม่รอดชีวิต
สุดท้าย วันนี้ลุงเดินทางไกลมากว่าหลายหมื่นโล
ก็ยังมีชีวิตรอดอยู่ได้...ก็ต้องขอขอบคุณลูกหลานทุกๆคนจ้า



ภาพเก่าๆ พร้อมเรื่องราวแก่ๆ ....

ปี 2522 ลุงทำงานประจำที่หมวดการทางบางนา ตรงสี่แยกบางนา ตัดกับถนนบางนา-ตราด (34) ในปัจจุบันนี้มีทั้งอาคารไบเทค และทางด่วนวุ่นวายไปหมด

สำหรับภาพนี้ เมื่อปี 2524

เมื่อครั้งยังหนุ่ม สมัยยังอยู่ กรมทางหลวง ประจำหมวดการทางปทุมธานี กองก่อสร้างและออกแบบทางหลวงแผ่นดิน

ก่อนย้ายไปทำงานที่หมวดการทางลาดหลุมแก้ว หลังจากนั้นก็ลาออก เพื่อต้องการใช้ชีวิตที่อิสระชนทั่วๆไป


ภาพนี้เพิ่งย้ายจากอุบลราชธานี มาอยู่ที่หมวดการทางปทุมธานี ถนนสายเลียบคลองรังสิตไปบางพูน (ติดโรงซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร)

สมัยที่ตลาดรังสิตยังไม่มีฟิวเจอร์ปารค์ ตอนนี้ลุงเห็นตลาดรังสิต ลุงมึนไปหมดแล้วจริงๆ 555



ปี 2526 งานสำคัญชิ้นสุดท้าย คืองานก่อสร้างทาง 340 กรุงเทพ - สุพรรณบุรี ลุงย้ายมาประจำที่หมวดการทางลาดหลุมแก้ว ต.บางเลน จ.ปทุมธานี

หลังจากนั้นต่อมาอีก 6 ปี ชีวิตลุงก็เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการตัดสินใจเฉียบพลัน ถึงขั้นลาออกจากราชการ

ปี 2532 ชีวิตลุงก็เดินโหยหาเส้นทางที่อิสระ การก้าวออกเดินสู่เส้นทางท่องเที่ยวผจญภัยไปเรื่อยๆ


ปลายๆปี 2522 ย้ายจากหมวดการทางนางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ก็มาอยู่หมวดการทางบางวัว ต.บางวัว อ.บางประกง จ.ฉะเชิงเทรา

ในยุคที่ บ.อินตัลไทยกำลังรุ่งเรืองสุดๆ ซึ่งลุงมาคุมงานการก่อสร้างเส้นทางหลวงหมายเลข 3 สายบางนา-ตราด

สมัยก่อนชอบบ้านบางวัว มีโรงหนังด้วย นั่งดูๆไปมีหนูวิ่งมาชนขาจนตกใจ 555 อาชีพหลักๆของบ้านบางวัวคือการเลี้ยงปลาสลิด เวลาที่จับปลายกบ่อบ้านไหนขายได้เบอะ จะมีลิเกมาฉลองให้ดูฟรีๆ ...


ภาพนี้เป็นยุคที่รัฐบาลในขณะนั้น กำลังจะอนุมัติการก่อสร้างเขื่อนปากมูล อุบลราชธานี เมื่อปี 2525

ลุงและเพื่อนมีแนวร่วมกับชาวบ้านปากมูล ช่วยกันออกรณรงค์และคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนฯดังกล่าว

เสื้อยืดของลุงทุกตัวจะเขียนว่า " หยุด...เขื่อนปากมูล "


เพื่อนร่วมอุดมการณ์....

ในปัจจุบันนี้ เพื่อนพ้องในภาพนี้ ไม่เคยพบหน้ากันอีกเลย ตั้งแต่ปี 2528 จนถึงทุกวันนี้ 2554

คาดว่าทุกๆคน คงดำรงชีวิตไปตามวิถีทางของตนและสบายดี อยากพบเพื่อนตลอดเลา แต่ด้วยเหตุและผล ลุงเองก็ไม่รู้ว่าจะไปตามเพื่อนๆเหล่านี้ได้ที่ใดบ้าง



2523 ช่วงชีวิตกำลังเข้มข้น ก่อนบ่ายหน้ากลับบ้านเกิด

ผาแต้ม จ.อุบลราชธานี ด้านหลังคือฝั่งลาว บรรยากาศสมัยก่อนน่าอยู่มากๆสำหรับที่นี่

การทำงานมวลชนในยุคอดีต บางครั้งเราต้องเกาะติดกับ ตชด. การเดินทางบางเส้นทางยังอันตรายอยู่สำหรับคนต่างถิ่น เนื่องจากสถานะการณ์การต่อต้านเขื่อนปากมูลกำลังมาแรง




ปี 2525-27 สถานะการณ์บ้านเมืองทางอีสานสงบลง จากสงครามแย่งชิงมวลชน หรือการล่มสลายจากการประชุมสมัชชาที่ 4 ที่จีน

จึงมีการจัดงานรำลึกถึงมิตรสหายผู้ล่วงลับ จากเขตงานภูซาง-ภูพาน ในยุคของการต่อสู่เพื่อปลดปล่อยสยาม

คนที่ใส่เสื้อกั๊กคีบบุหรี คือเพลิง นาหลัก คือผู้ประพันธ์เพลง"ควนกาหลง" และ "ลมหนาวดาวเหนือ" โดยบทเพลงดังกล่าวคืือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินอีสาน

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 นิสิตนักศึกษาที่ถูกไล่ล่าจากการจับกุมในธรรมศาสตร์ ต่างหนีตายหลบหนีเข้าป่าเป็นจำนวนมาก




งานบุญครั้งนี้เป็นการรวมญาติมิตรสหาย ในป่าเขาแห่งเทือกภูพานในอดีต

บางท่านมีลูกมีหลานกันหมดแล้ว มิตรสหายเหล่านี้มีทั้งจบจากมหาวิทยาลัยดังๆของเมืองไทยและเมืองนอกทั้งสิ้น




2537 วงคาราวาน และลุงได้ร่วมงานรำลึกในงานเก็บอัฐิสหาย เขตงานบ้านภูซาง-ภุพาน เทือกเขาภูพานในอดีต

งานรำลึกบุญผู้ล่วงลับ ภูพาน สกลนคร




สหายเทิด กับเสียงเพลงปฏิวัติ ด้วยบทเพลง นักรบอาจหาญ แต่งคำร้องโดย แคน สาริกา ซึ่งเป็นพี่ชายของลุงเอง

ในอดีตเสียงเพลงดังกล่าวจะดังมาจากฐานที่มั่นภูสระบัว บ้านนาไร่ใหญ่ อุบลราชธานี




ภาพงานบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิ

ระหว่างการสู้รบ สงครามแย่งชิงมวลชน เทือกเขาภูพาน เมื่อครั้ง2507-2525



ลุงเดินทางไปร่วมงานรำลึกถึง "จิตร ภูมิศักดิ์" เมื่อปี 2530
ณ ชายป่าบ้านหนองกุง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร




ออกเดินทางข้ามไปเมืองลาว เพื่อตามรอยอัฐิของนายผี(อัศนี พลจันทร์) ก่อนในเวลาต่อมาทางรัฐบาลลาวได้รับอัฐิของลุงไฟจากประเทศจีน

และส่งต่อให้ลาวนำมามอบให้กับญาติและภรรยานายผี คือป้าลมที่ประเทศไทย ที่บริเวณกลางสะพานไทย-ลาว





2533 พบกับพี่จี๊ด และพี่เสกสรรค์ที่ธรรมศาสตร์เป็นครั้งสุดท้าย ในงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา ก่อนลุงเดินทางกลับมาใช้ชีวิตเงียบๆที่บ้านเกิดนครนายกช่วงปลายปีตุลา 33



2534 เกาะแสมสาร เกาะที่เงียบสงบ...

ลุงเริ่มเดินไปตามทางที่เราอยากทำอยากสร้าง
ขึ้นเขาลงห้วยไปตามเรื่อง....




ปี 2534 กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด"นครนายก"อย่างถาวร จนได้มาพบกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ หมอต้อม รพ.อภัยภูเบศร (ภก.ดร.สุภาภรณ์ ปิติภรณ์)จึงร่วมกันก่อตั้งกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ หลังจากช้างป่า 8 ตัวตกน้ำตกเหวนรกเสียชีวิต

แต่ก่อนหน้านี้ปี 2533 ร่วมออกโรงต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนเหวนรก บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนในเวลาต่อมารัฐบาลประกาศยกเลิกการก่อสร้างไป

ปีต่อมาก็แยกย้ายกันทำงานด้านอนุรักษ์กับหมอต้อม ซึ่งในปัจจุบันนี้ หมอต้อมกลายเป็นด็อกเตอร์หญิง ผู้สร้างตำนานสมุนไพรที่ลือลั่น รพ.อภัยภูเบศร

ส่วนตัวลุงก็ออกมาทำงานเฝ้าป่าฝั่งนครนายก จากปี 2534 จนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนงานช่วยเหลือน้าปู คนดูนก ก็เป็นที่ปรึกษากลุ่มต้นกล้านครนายก

จากนี้ไปลุงจะขอยืนเคียงข้างๆกับลูกหลาน"ชมรมฅนรักสัตว์-ป่า"ทุกๆคนตลอดไป ตราบจนหมดลมหายใจละทิ้งร่างกายตายคาตีนภูเขาใหญ่นี่แหล




ย้อนมานึกถึงวันที่ต้องจดจำ คือภาพวันร่วมเปิดโรงเรียนบ้านป่าก่อ อ.ชานุมาน จ.อุบลราชธานี ก่อนย้ายมาขึ้นจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 7 เมษา 2528 โดยลุงและเพื่อนๆนำสิ่งของไปมอบให้กับเด็กๆ

โดยยุคนั้นเราทำงานร่วมกับ พตท.ธรรมนูญ(เสียชีวิตไปแล้ว) ผู้กำกับการ ตชด.23 ซึ่งในอดีตมี ตชด.ดูแลเด็กๆหมู่บ้านป่าก่อแห่งนี้

ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ตะลอนไปตามอีสานตอนบนและตอนล่างอยู่หลายปี เราช่วยกันสร้างและช่วยทุกอย่างเพื่อให้คนบ้านป่าก่อได้กลับคืนเฮือนและลืมเรื่องราวเดิมๆในอดีตให้หมดสิ้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กพ.54 สมเด็จพระเทพฯเสด็จทรงเยี่ยมเด็กๆและชุมชนบ้านป่าก่อ ซึ่งเราดีใจจนหาที่สุดมิได้จริงๆ ที่บ้านป่าก่อ กลายเป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามกฏหมายอีกครั้ง

วันหนึ่งโรงเรียนแห่งนี้ ก็มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จไปเยี่ยมเยือนพวกเราดีใจจนหาที่สุดมิได้



7 เมษา 2528 ลุงกับเพื่อนๆในนามกลุ่มดอกไม้ นำอุปกรณ์การเรียนและช่วยกันสร้างโรงเรียนบ้านป่าก่อ อ.ชานุมาน จ.อุบลขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

สำหรับบ้านป่าก่อ ชานุมาน ในอดีตคือหมู่บ้านที่ถูกเผาทิ้งทั้งหมูบ้านเมื่อปี2509 จากอำนาจมืดของทางรัฐข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมูนิสต์

หลังจากนั้นชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็ถูกอพยพไปที่นิคมกักกันบ้านควนกาหลง จ.สตูล ที่ได้เกิดตำนานถีบลงเขา เผาถังแดงอันลือลั่น

และเป็นอีกตำนานของบทเพลง"ควนกาหลง"อีกด้วย

กดฟังเพลง... 2509 รำลึกบ้านป่าก่อ และตำนานนิคมกักกันบ้าน"ควนกาหลง" จ.สตูล




Create Date : 27 ตุลาคม 2557
Last Update : 27 ตุลาคม 2557 11:05:33 น.
Counter : 658 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  

Likar_nil
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



New Comments