All Blog
"กูย" หรือ "กวยอาเจียง"...คนเลี้ยงช้าง ผู้ยิ่งใหญ่


วันนี้ถ้าจะพูดถึงการจับช้างป่า หรือการโพนช้าง ของหมอช้างเมืองสุรินทร์ เป็นภาพที่ผู้คนสมัยนี้อาจไม่เคยได้พบเห็น ไม่เคยรู้ในขั้นตอนและวิธีการต่างๆ ว่ามีความน่าสนใจและน่าศึกษาเพียงใด
.
ชาวกูย หรือกวย ในจังหวัดสุรินทร์ส่วนใหญ่ตั้งชุมชนที่บ้านตากลาง เป็นชุมชนชาวกูยหรือกวยที่เก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า...
.
ชาวกูยหรือกวย ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาจากเมืองอัตปือแสนแป (แสนปาง) แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาวในปัจจุบัน โดยลัดเลาะมาตามลำน้ำมูลเพื่อแสวงหาทำเลที่ตั้งที่มึความอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูก
.
และเหมาะสำหรับการเลี้ยงช้าง มีป่าขนาบสองข้างและมีแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำมูลและแม่น้ำชี เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการทำมาหากินและเป็นถิ่นฐานที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด
.
โดยมีประวัติศาสตร์ทางชาติพันธุ์มายาวนานนับพันปีตั้งแต่ช่วงสามพันปีก่อนพุทธศักราช จากการค้นคว้าทางโบราณคดีและมนุษยวิทยาสัณนิษฐานได้ว่ากูยหรือกวยเป็นชนเผ่าที่สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าบรู
.
ที่อพยพมาจากบริเวณแถบเทือกเขาหิมาลัยลงมาตามลำน้ำโขงเพื่อแสวงหาดินแดนที่สงบและอุดมสมบูรณ์ และได้มาตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณเทือกเขาพนมดงรักบริเวณรอยต่อระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน
.
สำหรับคำว่า กูย หรือ กวย แปลว่า "คน" แต่ชาวไทยที่พูดภาษาลาวอีสานหรือคนภาคกลางมักจะเรียกชาวกูยว่า "ส่วย" แต่ชาวกูย หรือ "กวย" จะไม่ชอบให้ใครเรียกเค้าว่า "ส่วย"
.
ซึ่งสัณนิษฐานได้ว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาชาวกูยหรือกวยจะนำสิ่งของใส่บนหลังช้างเช่น ของป่า ข้าวสารอาหารแห้ง และเครื่องบรรณาการต่างๆ เพื่อนำไปส่งยังเมืองหลวง ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า "ส่วย" นั่นเอง



ผู้เฒ่าวัย 85 ปี ชาวกูยหรือชาวกวยเลี้ยงช้าง แห่งบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ หนึ่งในบรรดาหมอช้างเพียงไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้บอกเล่าให้ลุงฟังว่า

“การจะมาเป็นหมอช้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผู้ที่จะมาจับช้างป่าต้องเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาวิชาการจับช้างมาอย่างดี ต้องเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ทรหดอดทน และมีไหวพริบ การจับช้างป่ารวมถึงการใช้ชีวิตในป่าลึกเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก มีอันตรายอยู่รอบด้าน ทั้งจากช้างป่า หมี และเสือที่ดุร้าย หากความสามารถไม่เพียงพอ อาจเพรี้ยงพร้ำถึงตายได้”

ครั้งเมื่อดินแดนภาคอีสานตกเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ ชาวกูยมีภาระที่จะต้องจับช้างป่าส่งให้ส่วนกลางเพื่อฝึกใช้ในการสงคราม แหล่งที่ชาวกุยไปคล้องช้างกันมากที่สุด คือ ป่าในดินแดนประเทศกับพูชา (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดกำปงธม ประเทศกับพูชา) เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มีช้างชุกชุมมาก และไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการจับช้างในป่าแถบนี้




ในวัยอายุ 15 ปี (ราว ๆ ปี 2484) ได้จับช้างเป็นครั้งแรกในตำแหน่ง “มะ” ให้กับครูบา ซึ่งเด็กหนุ่มขอสมัครเป็นผู้ช่วยหมอช้างที่ยังไม่ผ่านพิธีการแต่งตั้ง ผู้ทำหน้าที่ “มะ” จะนั่งอยู่ตอนท้ายของช้างต่อทุกเชือก ใครอายุน้อยๆ จะไม่ได้รับการคัดเลือก ต้องเป็นผู้ที่แข็งแรงพอที่จะยกของหนักได้เท่านั้น

“ตอนนั้นมีช้างต่อไปด้วยกันประมาณ 50 เชือก ตาจับครั้งแรกได้ช้างป่ามา 2 ตัว ครั้งที่ 2 ได้มาอีก 3 ตัว กลับมาครูบาใหญ่ก็ทำพิธีปะชิหรือการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นหมอสะเดียง พอได้เป็นหมอสะเดียงก็ได้ไปจับช้างป่าอีก 3 ครั้ง ไปจับไกลถึงเขตป่าเขมร โน้น เรียกว่า “เพว็ย ซังอาด” เป็นป่าใหญ่มาก ขบวนช้างของเราทั้งช้างต่อและช้างป่า รวมกันเป็นร้อยๆ เชือก ได้ช้างป่ากลับมาอีกครั้งละหนึ่งตัว ครูบาก็เลื่อนตำแหน่งให้”



สำหรับลำดับชั้นของหมอช้างเริ่มด้วยตำแหน่ง “มะ” ผู้ช่วยช้างต่อ และเมื่อได้รับการแต่งตั้งจะได้เลื่อนขั้นเป็น “หมอจา” คือ หมอใหม่ที่ผ่านพิธีชิและได้รับการแต่งตั้งแล้วแต่ยังจับช้างไม่ได้เลย

และเมื่อจับช้างได้ 1 – 5 ตัว จะได้เลื่อนขั้นเป็น “หมอสะเดียง” (หมอเบื้องซ้าย) และเมื่อจับได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 6 -10 ตัว จะได้เลื่อนขั้นเป็น “หมอสะดำ” (หมอเบื้องขวา)

และสู่ตำแหน่งสูงขึ้น “ครูบา” คือหมอช้างที่ได้รับการแต่งตั้งจากครูบาใหญ่หรือกำลวง ให้เป็นหัวหน้าขบวนช้างต่อ และตำแหน่งที่สูงสุด คือ “ครูบาใหญ่” หรือ “กำลวงปืน”

สำหรับผู้ที่สามารถจับช้างป่าได้ตั้งแต่ 15 ตัวขึ้นไป เป็นตำแหน่งหมอช้างที่ทรงเกียรติ และมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ครูบาใหญ่จะเป็นผู้ที่สามารถจัดพิธีกรรมต่างๆ ได้ เป็นบุคคลที่หมอช้างต่างให้ความเคารพและเชื่อฟังครับ



"ศาลปะกำ" คืออะไร? ทำไมต้องกราบไหว้บูชาบอกกล่าว

"ศาลปะกำ" มิได้เป็นเพียงหนังควายแห้งที่พันกันเป็นเกลียวเท่านั้น หากแต่หมายถึงวัตถุชนิดหนึ่งที่สมมติใช้เรียกแทนบรรพบุรุษผู้ทรงคุณค่า มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

จะมีครูบาหมอช้าง ที่มีความสามารถทางคชศาสตร์คชเวท คชลักษณ์ ในการปฏิบัติต่อกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จนได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นที่ยอมรับกันในหมู่คณะชุมชนคนเลี้ยงช้างด้วยกัน และมอบหมายให้ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทางคชศาสตร์

สำหรับเรื่องศาลปะกำซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนควรทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ในขณะเดียวกันก็มิใช่เป็นเรื่องการแสดงเล่น ๆ ให้ใครต่อใครได้ชมโดยง่าย มันเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ ควรกระทำด้วยความระมัดระวังทุกๆครั้งอีกด้วย

พิธีกรรมต่างๆ ในชุมชนคนเลี้ยงช้างกูยหรือกวยเอาเจียง ทุกอย่างมันผูกพันเกี่ยวโยงถึงช้างหรือศาลปะกำเสมอ จึงกล่าวได้ว่าช้าง มีส่วนสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมจารีตประเพณีต่าง ๆ มาโดยตลอดพร้อมแผ่นดิน



ชาวกูยหรือกวย เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีเฉพาะภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน แต่ชุมชนที่อยู่โดยรอบส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่พูดภาษาลาวและเขมร ทำให้ชาวกวยสามารถสื่อสารภาษาท้องถิ่นได้หลายภาษา

และยังสามารถใช้ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษากลางทางราชการได้อีกด้วย และที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ชาวกูยหรือกวยที่เลี้ยงช้างสามารถใช้ภาษาสื่อสารกับช้างได้ ซึ่งเป็นอาจจะถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ชาวกวยอาเจียงถ่ายทอดกันมาช้านานนับร้อยนับพันปีก็ว่าได้...

" เดิมชนเผ่ากวยเป็นชนเผ่าที่ยากจนที่สุด ไม่มีไร่นาจะเพาะปลูกเขามีเพียงไร่ผืนเล็กๆ กลางป่าเพื่อปลูกข้าว

ต่อมาฝรั่งเศสได้ขยายอำนาจสู่บริเวณอินโดจีน รัฐไทยมีนโยบายเพื่อความมั่นคง โดยเฉพาะชายแดนในอีสานตอนใต้ที่มีชนชาติกูยหรือกวยได้ถูกผนวกเข้ากับรัฐไทยได้เปลี่ยนสัญชาติกูยหรือกวยเป็นไท

การสำรวจสำมะโนครัว หรือ หากมีราษฎรติดต่อราชการที่จะต้องใช้เเบบพิมพ์ทางราชการให้ปฎิบัติโดยกรอกในช่องสัญชาติว่าไทย

และบังคับห้ามมิให้ลงหรือเขียนในช่องสัญชาติว่า ชาติลาว ชาติเขมร ชาติกูย (กวย) หรือส่วย ดังที่เคยปฎิบัติมาแต่ก่อนเป็นอันขาด จึงทำให้ชาติพันธุ์ของกูยกลายเป็นไทยจนถึงปัจจุบันนี้"




ข้อมูลกูยหรือกวยมีเยอะมากๆ มีตั้งแต่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ที่กวาดต้อนกลุ่มชาวกูยหรือกวยมาเป็นข้าไพร่แผ่นดินสยาม โดยถูกเกณฑ์แรงงานและจัดส่งส่วยให้แก่ทางราชการอยู่โดยตลอดช่วงสมัยต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

แต่การเกณฑ์แรงงานกูยหรือกวยในเขตอีสานใต้ (เขมรป่าดง) เริ่มประสบความยุ่งยากเพราะหนุ่มฉกรรจ์ชาวกูยหรือกวยมักหลบหนีการเกณฑ์ บางครั้งถึงกับซุ่มโจมตีทำร้ายเจ้าพนักงานแล้วหนีเข้าป่า และมีชาวกูยหรือกวยได้ก่อการกบฏขึ้น เช่น กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2334 ได้เกิดเหตุในแขวงเขตจำปาศักดิ์

รวมไปถึงการจัดเก็บภาษีในบริเวณอีสานใต้ โดยมีการพัฒนาจัดเก็บภาษีเป็นควาย ซึ่งนอกเหนือจากภาษีของคนป่าเพื่อนำส่งไปยังกรุงเทพฯ เช่นปี พ.ศ.2402อีกด้วย แต่ละเรื่องที่เกี่ยวพันกับกูยหรือกวยล้วนน่าสนใจยิ่ง

ก่อนจะจบเรื่องของกูยหรือกวยลงที่ผู้นำชาวกูยหรือกวยเป็นผู้สร้างเมืองสุรินทร์ในอดีต ก็คือพระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง(ชุม) โดยต้นกำเนิดชาติพันธุ์มาจากเผ่ากูยหรือกวยนั่นเองครับ





Create Date : 27 ตุลาคม 2557
Last Update : 27 ตุลาคม 2557 12:47:16 น.
Counter : 981 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Likar_nil
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



New Comments