ทำบุญ ช่วยงานวัด
เดินทางวันที่ 4 กพ 54 แวะอุดร รับลูกอาจารย์ที่หนองคาย มาถึงหนองคาย ซื้อพวงมาลัย 30 พวง พวงละ 20 บาท ร่วมทำบุญครึ่งหนึ่ง และเอาเงินที่เธอฝากทำบุญสบทบไปด้วย ระหว่างรอพวงมาลัย ก็แวะกินแดงแหนมเนือง พอไปรับพวงมาลัยก็มีสายเข้าพี่ที่ไปด้วยกันให้ซื้อของอีกตลอดทาง กว่าจะได้ออกจากหนองคายมืดเลย ขับรถออกจากหนองคายเกือบทุ่มถึงปากคาดใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เข้าที่พักไม่ได้ไปช่วยงานวัด เพราะพี่ที่ไปด้วยเหนื่อยกับการเดินทาง

วันที่ 5 กพ ตื่นตี 5 อาบน้ำ หนาวโพด ดีที่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไปถึงวัดประมาณ6โมง วัดไม่ไกลจากบ้านเลย ปรากฏว่าหมอกลงหนาอากาศหนาวมาก พูดทีควันพ่นปุ๋ยๆ จามไม่หยุดเลย น้ำมูกไหลอีก ไปเติมกาแฟร้อนๆลงกระเพาะเพราะพี่ที่ไปด้วยกันชอบดื่มกาแฟมากๆ เราหาโอวัลตินไม่เจอ เลยดื่มนิดหน่อย จากนั้นไปเจอโรงทานขนมจีน เลยโซ้ยหนมจีนอีกชามนึง อร่อยมั่กๆ แล้วไปโต๊ะอำนวยการรับลงทะเบียนบริจาค พี่ที่ไปด้วยให้เราคีย์ข้อมูลคนที่มาบริจาค ช่วงเช้าก็โอเค แต่ช่วงบ่ายนี่ดิ ทำไมคนเยอะมากมาย พี่ที่มาด้วยกันต้องไปนั่งหลังช้างกับขบวนแห่ เรากับพี่ที่เพิ่งรู้จักกันต้องมาจัดการแทน มือเป็นระวิง คีย์ไม่ได้เลยรับบริจาคอย่างเดียว ผ่านไปสามชั่วโมงขบวนแห่ใกล้เข้ามาเลยเก็บของออกไปถ่ายรูป อเมซิ่งมาก ช้างน่ารักมากกกกกกกกก กำลังทำรูปทำรูปเสร็จโพสอีกที ช้างมาเป็นครอบครัว น่ารักจริงๆ อยากเข้าไปกอด แต่กลัวโดนเหยียบ กรั่กๆๆ

พอพี่ที่ไปด้วยกันลงหลังช้างมาลุยงานต่อ เฮ้อคีย์ข้อมูลซะปวดขามากกกก ตอนนี้ยังปวดเลยอ่า แต่ได้อธิฐานให้เธอด้วยน๊า จะรู้ป่าวเนี่ย ไม่เป็นไรไม่ต้องรู้หรอก ฝากบุญไปกับแรงอธิฐานหลายรอบ น่าจะรู้สึกดีบ้างหล่ะน่า

วันที่ 6 ตักบาตรเสร็จกราบหลวงตา ได้พระ ได้ยันต์ และหนังสือ ซีดีมาจำนวนนึง กินข้าวเที่ยงที่หนองคาย ร้านแดงอีกแย้ว อร่อยๆๆมาก ถึงขอนแก่นเกือบห้าโมงเย็น ได้ทำบุญแล้วสุขใจจัง






+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

รักเธอซ้ำๆ

โรส ศิรินทิพย์ - รักเธอซ้ำๆ
คำร้อง ว่าน ธนกฤต
ทำนอง / เรียบเรียง ชวิน จิตรสมบูรณ์


ไม่เห็นต้องพูดจาหวานหวาน
ไม่เห็นต้องสร้างความเพ้อฝัน
ที่เห็นจริงจริงที่เป็นอยู่นั้น
ก็หวานกันพอประมาณอยู่แล้ว

ไม่เห็นต้องปั้นคำสวยสวย
ไม่เห็นต้องอ้างอิงรักแท้
ถ้ารักเรามันไม่มีข้อแม้
บอกรักกันไปเดิมเดิมอย่างนั้น

คำที่เคยเดินทางจากปากคนอย่างฉัน
ย้ำให้ฟังอีกครั้งให้ดังไปถึงข้างใน
มันไม่เคยจะจำว่าบอกเธอว่ารัก
รักเธอครั้งที่เท่าไร
ฉันพูดจากเสียงหัวใจที่มันเคลื่อนไหวด้วยความรัก

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดคำเดิมเดิม...

ไม่รู้ว่าพูดไปล้านครั้ง ไม่รู้ว่าพูดจาซ้ำซ้ำ
ไม่รู้เพราะไม่เคยเอ่ยถาม
เบื่อไหมที่มันคงแบบนี้

คำที่เคยเดินทางจากปากคนอย่างฉัน
ย้ำให้ฟังอีกครั้งให้ดังไปถึงข้างใน
มันไม่เคยจะจำว่าบอกเธอว่ารัก
รักเธอครั้งที่เท่าไร
ฉันพูดจากเสียงหัวใจที่มันเคลื่อนไหวด้วยความรัก

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดเหมือนเดิมอีก...

ทำทุกวัน...เหมือนครั้งแรก
บอกคำว่ารักในใจออกไป
ใส่ความสำคัญหมดหัวใจ ออกไปอย่างนั้น...

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดเหมือนเดิมอีก...

บอกคำว่ารัก...กี่หมื่นพันครั้ง
ก็ไม่รู้จะยับยั้งมันยังไง
บอกเธอตอนเช้า...จะเบื่อกันไหม
ถ้าตอนสายฉันขอพูดเหมือนเดิมอีก...





Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2554 23:20:55 น.
Counter : 114 Pageviews.

เป็นสุขท่ามกลางความทุกข์
เป็นสุขท่ามกลางความทุกข์ โดย พระไพศาล วิสาโล

จากคอลัมน์ ชวนสังคมคิด เว็บ peacefuldeath.info




คนเรามักอยู่ด้วยความรู้สึก คือปล่อยให้ความชอบ-ไม่ชอบ มาเป็นตัวกำหนดชีวิตของตน โดยที่ความชอบ-ไม่ชอบนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันให้ความสุขและสะดวกสบายแก่ตนหรือไม่ อะไรก็ตามที่ให้ความสะดวกสบายหรือความสุขแก่ตน ก็อยากได้อยากหามาครอบครอง ส่วนมันจะเป็นประโยชน์หรือเป็นสิ่งถูกต้องหรือไม่ ไม่สนใจ

ในทางตรงข้าม อะไรก็ตามที่ทำให้ตนสะดวกสบายน้อยลงหรือเกิดความยากลำบาก ก็อยากผลักไสออกไป ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วย แม้มันจะมีประโยชน์ก็ตาม เด็กจึงเลือกเที่ยวเล่นมากกว่านั่งทำการบ้าน ส่วนผู้ใหญ่ก็ชอบสุมหัวคุยกันหรือดูหนังฟังเพลงมากกว่าจะทำงานอย่างตั้งใจ


การปล่อยให้ความรู้สึกมาครอบงำชีวิตของตน แท้จริงก็คือการปล่อยให้อัตตามาครองใจ เพราะอัตตาไม่ได้สนใจอะไร นอกจากสิ่งที่จะตอบสนองความอยากได้ใคร่เด่นที่ไม่เคยพอเสียที เจออะไรที่ไม่ถูกใจจึงโกรธ แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาหรือมีประโยชน์ก็ตาม ดังนั้นแค่เจอไฟแดง รถติด ฝนตก เพื่อนร่วมงานไม่ทักทาย พ่อแม่แนะนำตักเตือน อัตตาก็ขุ่นเคืองใจแล้ว

ถ้าเราปล่อยให้มันครองใจ เราก็ต้องทุกข์ไม่หยุดหย่อน เพราะชีวิตนี้ทั้งชีวิตเราย่อมต้องเจอสิ่งที่ไม่ถูกใจเราอยู่เสมอ ถึงแม้จะร่ำรวย ยิ่งใหญ่ หรือมีอำนาจมากมายเพียงใด เราก็ไม่สามารถบัญชาหรือควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราได้ตลอดเวลา


ความจริงที่ทุกชีวิตหลีกหนีไม่พ้นก็คือ ต้องประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา และพลัดพรากจากสิ่งพึงปรารถนา อยู่เป็นนิจ รวยแค่ไหนก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย เก่งแค่ไหนก็ต้องมีวันประสบความล้มเหลว ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องพลัดพรากจากคนรักไม่ช้าก็เร็ว คนที่ปล่อยให้ชีวิตจิตใจเป็นไปตามความรู้สึก ย่อมหาความสุขได้ยาก

แต่คนเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ไปตามเหตุการณ์ที่มากระทบเสมอไป หากเราเป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่เอาความรู้สึกเป็นใหญ่ มีสติรู้เท่าทันอัตตา ไม่ปล่อยให้มันครองใจ เราก็สามารถทำใจให้เป็นปกติได้ แม้ในยามที่ประสบกับสิ่งที่เป็นลบในสายตาของคนทั่วไป เช่น เมื่อถูกตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์


หากเราปล่อยให้อัตตาเป็นใหญ่ในใจ เราก็จะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “กูถูกเล่นงาน” หรือ “กูเสียหน้า” ผลคือเกิดความโกรธและตอบโต้กลับไป ซึ่งอาจทำให้ถูกวิจารณ์กลับมาหนักขึ้น ในทางตรงข้าม หากเรามีสติทันท่วงทีและสามารถดึงปัญญาออกหน้า เราก็จะหันมาใคร่ครวญว่า สิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นความจริงหรือไม่ มีประโยชน์เพียงใด มันอาจช่วยให้เราเห็นข้อบกพร่องของตัวเองชัดขึ้น หรือไม่ก็เผยให้เห็นตัวตนของผู้พูด ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้น ผลคือนอกจากเราจะฉลาดมากขึ้นแล้ว จิตใจยังไม่ร้อนรุ่มหรือทุกข์เพราะคำวิจารณ์นั้น


หากเราดำเนินชีวิต ทำกิจวัตรประจำวัน และทำงานด้วยความใส่ใจ โดยไม่มุ่งหวังเพียงแค่ทำงานให้เสร็จหรือให้ดีเท่านั้น หากยังถือว่าเป็นการฝึกฝนจิตใจหรือขัดเกลาตนเองไปด้วย เช่น ฝึกให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ ลดละความเห็นแก่ตัว บ่มเพาะเมตตากรุณา ก็จะเป็นการเปิดทางให้ปัญญาเข้ามาแทนที่อัตตา

นั่นหมายความว่า เมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา หรือพลัดพรากจากสิ่งพึงปรารถนา เราก็สามารถรับมือกับมันได้ โดยไม่ทุกข์



ดังได้กล่าวแล้วว่า เราไม่สามารถควบคุมหรือจัดการให้เกิดสิ่งดี ๆ กับเราได้ตลอดเวลา แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดสิ่งแย่ ๆ กับเรา เราสามารถเลือกได้ว่า จะยอมให้มันมีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจของเราได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งเลือกว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับมันได้ด้วย เช่น จะใช้มันให้เกิดประโยชน์แก่เราอย่างไร แต่ทั้งหมดนี้เราจะเลือกได้ก็ต่อเมื่อ มีสติและปัญญา ซึ่งเกิดจากการสะสมในชีวิตประจำวันและการฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ



ขอให้สังเกตว่า เมื่อมีสิ่งแย่ ๆ (หรือสิ่งที่เราไม่ชอบ)เกิดขึ้นกับเรา สิ่งนั้นไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับใจของเราเอง ที่วางไว้ไม่ถูก
ทันทีที่ได้รับการบอกเล่าจากหมอว่า เป็นมะเร็ง หลายคนถึงกับล้มทรุด หมดเรี่ยวแรง กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นมะเร็งแค่ขั้นที่ 1
หลายคนทำงานด้วยความทุกข์ ไม่ใช่เพราะว่างานที่ได้รับนั้นเป็นงานยาก แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากทำงานชิ้นนั้น หรือเพราะไม่พอใจที่เจ้านายเอางานของคนอื่นมาให้เขาทำ ฯลฯ
บางคนก็ทุกข์เพราะเพื่อนๆ ทิ้งงานให้เขาทำคนเดียว ใจที่เอาแต่บ่นว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน ?” “ไม่เป็นธรรม ๆ ๆ ๆ” ทำให้เขาทำงานด้วยความทุกข์ทรมานราวกับตกนรก ทั้งๆ ที่อยู่ในห้องแอร์



ตอนหนึ่งของรายการ “พลเมืองเด็ก” ที่ออกอากาศช่องทีวีไทย… เด็ก 3 คนได้รับมอบหมายให้ขนของขึ้นรถไฟ บังเอิญตอนนั้นมีการถ่ายทอดสดการชกของสมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิก เด็กชาย 2 คนจึงทิ้งงานไปดูโทรทัศน์ข้างสถานีรถไฟ พิธีกรจึงถามเด็กหญิงซึ่งตั้งหน้าตั้งตาขนของอยู่คนเดียวว่า เธอคิดอย่างไรที่เพื่อนทิ้งงาน เธอตอบว่าไม่เป็นไร เห็นใจทั้งสองคนเพราะนานๆ จะได้ดูสมจิตรชกมวย พิธีกรถามต่อว่า เธอไม่โกรธหรือไม่คิดไปด่าว่าเพื่อนหรือ ที่ปล่อยให้เธอทำงานอยู่คนเดียว เธอตอบว่า “หนูขนของขึ้นรถไฟ หนูก็เหนื่อยอย่างเดียว แต่ถ้าหนูโกรธหรือไปด่าว่าเขา หนูก็เหนื่อยสองอย่าง”


คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเหนื่อยสองอย่าง คือเหนื่อยกายด้วย เหนื่อยใจด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ไม่รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของตัว ปล่อยให้ความโกรธหรือหงุดหงิดทำร้ายจิตใจของตน จึงทำงานอย่างไม่มีความสุข

จริงอยู่ การทิ้งงานให้เราทำคนเดียวเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่หากใจเรายึดติดกับ “ความถูกต้อง” หรือ “ความน่าจะเป็น” โดยไม่รู้จักวางเลย ความยึดติดนั้นเอง จะกลับมาบั่นทอนทำร้ายจิตใจของเรา เขาไม่ควรทิ้งงานให้เราทำก็จริง แต่นั่นก็ไม่ควรเป็นเหตุผลที่เราจะต้องหันมาซ้ำเติมตัวเอง เหนื่อยใจนั้นไม่มีใครทำให้เราได้ นอกจากเราเอง


เหตุการณ์แย่ ๆ นั้น ทำอะไรเราไม่ได้หากเราไม่ปล่อยให้มันเข้ามาเล่นงานเราถึงจิตถึงใจ แม้แต่ความเจ็บป่วย ก็ทำให้กายทุกข์เท่านั้น แต่ทำใจให้ทุกข์ไม่ได้ เว้นเสียแต่เราจะยอมปล่อยให้ใจทุกข์ไปกับกายด้วย อันที่จริงนอกจากเราเลือกได้ว่าจะปล่อยให้มันมามีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจเราแค่ไหนแล้ว เรายังเลือกว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับมันได้ด้วย

เช่น เมื่อเจ็บป่วยเราเลือกได้ว่าจะดูแลรักษาตัวอย่างไรดี แต่นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เรายังทำได้มากกว่านั้น เช่น ใช้มันให้เป็นประโยชน์ หรือหาประโยชน์จากมัน บางคนพบว่าเจ็บป่วยก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พักจากการทำงานที่หนักอึ้ง ได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว นอนอ่านหนังสือที่ชอบ หรือหันมาทำสมาธิภาวนา หลายคนถึงกับอุทานว่า “โชคดีที่เป็นมะเร็ง” เพราะมะเร็งทำให้เขาค้นพบความสุขที่แท้ อันได้แก่ความสงบทางใจ ผลก็คือชีวิตเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น


หากเรามีสติและปัญญา ไม่มัวปล่อยใจจ่อมจมอยู่กับความทุกข์ หรือเอาแต่บ่นว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” เราจะพบว่าเหตุการณ์แย่ ๆ ที่ไม่พึงปรารถนานั้นมีข้อดีอยู่เสมอ บางคนพบว่าการตกงานทำให้เขามีเวลาอยู่กับพ่อแม่และทดแทนพระคุณท่านได้มากขึ้น ธุรกิจที่ล้มละลายผลักดันให้หลายคนเข้าวัดและค้นพบจุดหมายที่แท้ของชีวิต อกหักหรือแยกทางจากคนรักก็ช่วยให้หลายคนพบกับชีวิตที่อิสระและเป็นตัวของตัวเอง

นอกจากประโยชน์ในเชิงรูปธรรมแล้ว เหตุการณ์แย่ๆ ทั้งหลายยังมีข้อดีอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่

1. สอนใจเรา กล่าวคือสอนให้เราตระหนักถึงความจริงของชีวิตซึ่งมีความผันผวนปรวนแปรเป็นนิจ เช่น ของหายก็สอนใจเราว่าความพลัดพรากจากของรักเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราหรือเป็นของเราได้อย่างยั่งยืน การถูกตำหนิก็สอนใจเราว่า สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน ไม่มีใครที่จะได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่ว่าดีแค่ไหนก็ยังถูกนินทา

2. ฝึกใจเรา เช่น ฝึกใจให้ไม่ประมาท ระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก หรือฝึกใจให้ปล่อยวางเพื่อรับมือกับเหตุร้ายที่แรงกว่าในอนาคต (ถ้าโทรศัพท์หายยังปล่อยวางไม่ได้ แล้วจะทำใจได้อย่างไร เมื่อต้องสูญเสียคนรัก เช่น พ่อแม่ ลูกเมีย ซึ่งต้องเกิดขึ้นแน่) หรือฝึกใจให้มั่นคงเข้มแข็ง เพราะเราจะต้องเจออะไรต่ออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า อีกทั้งยังฝึกให้เราฉลาดและมีประสบการณ์มากขึ้น (อย่าลืมว่าคนเราเรียนรู้จากความล้มเหลวได้มากกว่าความสำเร็จ)


ความฉลาดในการรับมือกับเหตุการณ์แย่ๆ นั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากห้องเรียนหรือจากตำรา แต่เกิดได้เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันและจากการทำงาน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราไม่ว่าดีหรือร้าย บวกหรือลบ หากไม่ปล่อยใจไปตามอารมณ์ความรู้สึก คือชอบหรือไม่ชอบ เพลิดเพลินยินดีหรือคร่ำครวญโกรธแค้น แต่มีสติรู้ทันอารมณ์ความรู้สึก และหันมาใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยปัญญา ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่เราเสมอ หรืออย่างน้อยก็ทำให้เห็นช่องทางที่จะใช้มันให้เกิดประโยชน์ สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี หรือเปลี่ยนเคราะห์ให้กลายเป็นโชคได้

ถ้าทำเช่นนั้นได้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา แม้จะเลวร้ายเพียงใด จะมิใช่สิ่งที่ยัดเยียดความทุกข์หรือความปราชัยให้แก่เรา แต่จะกลายเป็นสิ่งที่ฝึกฝนจิตใจเรา ให้มีสติ ปัญญา และลดละอัตตา ช่วยให้เรามีชีวิตที่โปร่งเบา สงบเย็น และเป็นอิสระจากสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบได้เป็นลำดับ จนในที่สุดก็สามารถอยู่เหนือความทุกข์หรือความผันผวนปรวนแปรทั้งปวงได้ นี้คือสิ่งที่ไม่เหลือวิสัยของเราทุกคน และควรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตเราด้วย






Create Date : 30 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2553 5:43:13 น.
Counter : 128 Pageviews.

4 comment
ทำบุญมาอีกแล้วค่ะ
วันนี้ไปทำบุญมา ไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า น้องๆน่ารักมากมาย ทำให้คิดถึงป๊า กับม้ามากๆ

ป๊าม้าจะเหนื่อยขนาดไหนเนี่ย แค่เราเอานมกับขนมไปแจกเด็กๆ น้องๆก็ซนมาก แต่ละคนมีนิสัยแตกต่างกันออกไป ดื้อๆก็มี น่ารักๆก็มี

ถ้ามีเวลามากกว่านี้อยากกอดๆๆ เพราะได้ยินว่าการกอดทำอบอุ่นหัวใจ เขียนแบบนี้จะมีคนโอ๊กอ๊ากมั๊ยหน๊อ อิอิ

ต้องโทรไปคุยกับม้านานๆแระ คิดถึงจัง อยากกลับบ้านนนนนนนนนนนนนนนนนนน



Create Date : 09 สิงหาคม 2553
Last Update : 9 สิงหาคม 2553 17:18:12 น.
Counter : 90 Pageviews.

0 comment
๙๙๙๙๙๙๙๙๙ ทำบุญ ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
หลังจากทำงานอย่างหนัก และยุ่งมากๆ ไม่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์

ภาระงานที่ต้องรับมือกับคนในรูปแบบต่างๆ มันหนักใช่ย่อย

เช่น น้องในที่ทำงานเดียวกัน แต่มาบรรจุใหม่ เค้าไม่คุยกับเราเท่าไหร่ และทำเหมือนไม่ยอมรับเรา เราพาทีมลงพื้นที่เป็นที่ปรึกษาแต่ไม่ปรึกษาเราโทรหาหัวหน้า แล้วมาสั่งเราอีกทีซะงั้น

การฝึกงานต้องอดทนต้องคิด แต่น้องคนนี้ขอสบายๆหาข้อมูลอยู่ในห้องแอร์ ไม่ยอมลงพื้นที่ คนในทีมไปหาข้อมูลในพื้นที่กลับมาตัวเองก็มาดูมาลอก ฉลาดเนอะ ฉลาดแกมโกง เอาเปรีบบคนอื่นหน้าตาเฉย

อากาศร้อนมาก การลงพื้นที่ที่ลงหาcaseจะเหนื่อยมากๆ กลับมาปวดหัวจี๊ดๆๆ มึนๆเหมือนหน้าบวมๆเบลอๆบางครั้ง

กินพาราไปเม็ดนึง ไม่อยากกินยาเยอะ

เมื่อวานทราบว่าจะมีพิธีเผากระดูกที่เค้าล้างป่าช้าศพไร้ญาติ เราเลยไปทำบุญโลงศพ และทำบุญผ้าขาวห่อศพ ทำบุญก็ได้บุญ ไม่ได้หน้าแต่ได้จิตใจสบาย พอเผาแผ่นใบเสร็จที่ทำบุญ เอ๊ะ ทำไมปวดหัวหายไปเลย ดีแหละหน๊อ ทำบุญได้บุญทันใด

ตอนเย็นๆ ลงไปกวาดเศษใบไม้ ได้กลิ่นเหมือนอะไรไหม้อย่างแรง เป็นกลิ่นไหม้ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม เลยยืนคิดว่าที่บ้านเสียบปลั๊กอะไรไว้หรือเปล่า กลิ่นมาแป๊ปเดียวก็หายไป

ตกกลางคืนเล่นเวปขอนแก่นลิ้งค์เลยทราบว่าเค้าญาปนกิจกระดูกทำบุญให้ดวงวิญญานทั้งหลายไปสุขติ สาธุ ขอให้ดวงวิญญานไปสุขติ ไปเกิดใหม่ในที่ดีๆทุกภพทุกชาติเถิด



Create Date : 16 พฤษภาคม 2553
Last Update : 16 พฤษภาคม 2553 9:41:07 น.
Counter : 118 Pageviews.

4 comment

เชรี-ที่รัก
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]