Group Blog
  •  
  •  
  •  
  •  
  •    
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
All Blog
รีวิว BB cream , CC cream ที่มีขายในร้านเซเว่น 8 ตัว




สวัสดีนะทุกคน สำหรับบลอคนี้เราก็จะรีวิว
BB-Cream และ CC-Cream
ที่สามารถหาซื้อได้ในร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น ในบ้านเรา

เชื่อว่าหลายคนเข้าเซเว่นเมื่อไหร่  ก็จะเห็นเชลวฟ์ที่วางขายเครื่องสำอาง
จะมี BB-CC Creamแบบซอง วางขายกันเยอะมากหลายแบรนด์ หลายยี่ห้อเลย
ก็จะวางขายเป็นซองๆ  ราคาไม่แพงนะ จะอยู่ที่ 30-40 บาท โดยเฉลี่ย


ทีนี้เราก็เลยเอามารีวิวให้ลองดูกันว่า ของที่วางขายในร้านเซเว่นนั้น
ใช้แล้วจะเป็นอย่างไร   มาดูกันเลยจ้า















เริ่มต้นด้วยตัวแรก คือ 
BB Cream จาก Nami รุ่น Aura Gold Collagen Snail BB Cream

เจ้าตัวนี้จะเป็น bb cream ที่เน้นส่วนผสมหลักนั่นก็คือ
"เมือกหอยทาก" นั่นเอง









คำโปรยหน้าซองของเค้า   เค้าบอกว่าใช้แล้วจะ

ปกปิด  - เพิ่มออร่า  - หน้าเนียน   -  สะท้อนรังสีUV

เดี๋ยวเรามาดูกันว่า ใช้แล้วจะเป็นเช่นนั้นรึปล่าว




เมื่อบีบเนื้อออกมาแล้ว   จะเป็นเฉดสีเหลือง
ซึ่งเราค่อนข้างเเฮปปี้ที่จะใช้ต่อนะ เพราะว่า 
ส่วนมาก BB Cream จะชอบทำเฉดสีออกโทนชมพูมาขาย
ซึ่งพอใช้กับหน้าปุ๊ป  ก็จะทำให้หน้าออกเทาๆ หม่นๆ หมองๆ 
บางครั้งก็ขาววอกลอยไปอีก






เรามาดูเมื่อหลังจากใช้กันไปแล้วดีกว่า

เจ้า BB Cream ตัวนี้ จะเห็นได้ว่าหลังจากใช้ไปแล้ว
- การปกปิดจะบางเบา ถึง ปานกลาง จะไม่ปกปิดมากเท่าไหร่
พวกรอยแดง รอยดำ จะมีหลงเหลือให้เห็นอยู่

- สีของเค้าจะไม่ขาวเวอร์ ไม่ลอย  ไม่วอก เป็นสีผิวมากๆ

-  ตอนเกลี่ยบีบีครีม จะมีความเหนียวๆ เหนอะ ให้ความรู้สึกถึงเมือกหอยทาก
ทั้งสัมผัสขณะทา และ กลิ่นของเมือกหอยทาก

-  เนื่องจากเค้ามีส่วนผสมของเมือกหอยทากเป็นส่วนผสมหลัก
จะทำให้เนื้อของบีบีครีมมีความมันอยู่ ฉะนั้นถ้าใครที่ผิวมัน
รูขุมขนกว้าง  ระหว่างวันอาจเกิดการเป็นคราบได้
แต่ถ้าใครที่ผิวแห้ง ใช้แล้วจะโอเคกับผิวของคุณเลย
เพราะเค้าจะบำรุงผิว ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นหลังทาทันทีด้วยล่ะ





สรุป

ตัวนี้จะเหมาะกับคนผิวแห้ง ถึงผิวธรรมดา ที่ต้องการบีบีครีมที่บำรุงผิวด้วย
และปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใสด้วย  
คนผิวมันใช้ได้ แต่ต้องหมั่นเช็คสภาพหน้านิดนึง
ถ้าหน้ามันแล้วอาจเป็นคราบได้



NAMI Magic White







ตัวนี้จะเป็น CC Cream ที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพสีผิวให้ขาวใสขึ้น
โดยที่หน้าไม่ลอย ไม่วอก  






ดูจากเนื้อ CC Cream ของเค้าแล้ว จะเป็นสีโทนเหลือง
ซึ่งเหมาะกับสภาพผิวเรามากๆ   





- สีของเนื้อ cc ออกโทนเหลือง ทาแล้วกลืนกับผิวหน้าดีมาก จนดูไม่รู้เลยว่าทาอะไรลงมาก่อน
ซึ่งตรงนี้ชอบมากๆเลย 
- เนื้อบางเบา ไม่หนา 
- มีความเหนอะนิดหน่อยหลังจากที่ทาแล้ว  
 แต่อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้  ไม่ทำให้หน้าเยิ้มแต่อย่างใด
ซึ่งเราเป็นคนที่ผิวมัน  แต่ก็สามารถใช้ได้โดยที่หน้าไม่เป็นคราบหลังจากที่
ความมันบนใบหน้าออกมาแล้ว
- ช่วยในการปกปิดรอยแดงได้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่มาก
จะเน้นในเรื่องของการปรับสภาพสีผิวให้ดูผ่องขึ้นมากกว่า 
อย่างเช่นวันที่เราผิวหมองคล้ำจากการพักผ่อนน้อยก็ดี
 อยากจะปรับผิวให้ดูใสขึ้น ดูผ่องขึ้น  CC Cream ตัวนี้จะช่วยได้







สรุป

เป็น CC Cream ที่ปรับให้สภาพผิวของเรากระจ่างใส
โดยที่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ  เหมาะกับทุกสภาพผิว




CATHY DOLL
CC Cream Speed White








เจ้าตัวนี้เป็น CC Cream จากแบรนด์ Cathy Doll 
ซึ่งเค้าบอกว่า " ปาดปุ๊ป ปิดปั๊บ เนียนปิ๊ง กระจ่างใสยาวนาน "
เรามาดูกันว่า จะเนียนปิ๊งปั๊ง อย่างที่เค้าว่ารึปล่าวเนาะ





ก่อนอื่นมาดูกันที่ตัวเนื้อครีมก่อนจ้า

โอ้โหหหห สีขาวจั๊วเลยเธอ (ขอยืมมือพวกเธอมาทาบอกเเพร้บ)

ฉันเห็นความสีขาวแล้วฉันก็แอบสะพรึงไม่ไหว
กลัวจัง กลัวเกลี่ยแล้วหน้าจะมีความลอยแน่ๆเลย
อ่ะ อย่ารอช้า  ไปเกลี่ย.................




พอเกลี่ยแล้ว 
- จะเห็นโดยบัดดลเลยว่า ขาวม๊ากกก ลอยม๊ากกกก
ถ้าดูจากรูป After ซีกหน้าซ้ายมือในรูปคือทาแล้ว แต่จมูกและซีกขวา คือยังไม่ได้ทา
จะเห็นได้เลยถึงความขาว ความลอย ความเป็นนางฟ้า"เหาะ"เมฆ

- ตอนทาเนี่ย ทาแล้วเบาผิว ไม่หนักหน้าแต่อย่างใด

- มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในตัวเนื้อ CC Cream ด้วย

- ตอนเกลี่ยจะมีความน้ำแตก
เหมือนพวกโลชั่นน้ำแตก ทาแล้วจะกลายเป็นเนื้อน้ำๆเบาๆ เย็นๆ
ซึ่งตรงนี้เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้นะ เห็นมีหลายตัวเค้าชอบทำให้มีฟิลลิ่งน้ำแตกขณะเกลี่ย

- ตอนแรกหลังทาแล้ว จะมีความเหนอะนิดๆ 
แต่พอปล่อยสักพักจะแห้งลง แต่ยังทิ้งความเหนอะนิดๆ ที่พอรับได้ ไม่มันมะเมือกจนเกินไป

- เหมาะกับคนขาว ถ้าคนขาวใช้จะโอเค
แต่ถ้าไม่ได้ขาวมาก  ก็จะทำให้ผิวหน้านั้น ลอยได้เลย

- เนื้อบางเบา ไม่ปกปิดสักเท่าไหร่ เน้นในเรื่องการปรับสีผิวมากกว่าการปกปิด

- เหมาะในการปรับสภาพผิว ให้ดูกระจ่างใส แบบไม่ต้องลงรองพื้นก็ได้

- ระหว่างวันความมันเริ่มออก ความฉ่ำจะออกมาด้วย มีความมันแบบฉ่ำน้ำ
ซึ่งใครชอบฟิลลิ่งฉ่ำน้ำ โกลว สไตล์เกาหลี ตัวนี้จะตอบโจทย์มากๆเลย





สรุป

เหมาะกับคนที่อยากได้บีบีครีมที่ทาแล้ว
ได้ผลลัพท์เหมือนผิวเกาหลี มีความฉ่ำน้ำ  และขาวผ่อง
เหมาะกับคนผิวขาวมากๆ และผิวไม่มัน


MAYBELLINE NEWYORK 
Clear Smooth All In One BB





เรามาต่อกันด้วยบีบีครีมจากแบรนด์ใหญ่ อย่าง
Maybelline Newyork กันบ้าง
เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์นี้แน่นอน





เรามาดูคำโปรยหน้าซองกันนิดนึงเนอะ
- ปรับผิวให้ดูเนียนเรียบขึ้น
- ปกปิดรอยสิว รอยแดง จุดด่างดำ
- ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

***  ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่า เราได้เบอร์ 01 มา ซึ่งเป็นเบอร์ที่ขาวที่สุด
เราไม่รู้ว่าเค้ามีขายถึงเบอร์ไหน  ฉะนั้น การรีวิวในเรื่่องของสี เรื่องของความขาวความลอยของหน้า
เราจะไม่พูดถึงนะ เพราะเนื้อครีมเค้าสีขาวกว่าผิวเรา  ***













- เมื่อบีบออกมา จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นของบีบีคครีม 
คือ กลิ่นเหมือนรองพื้นเลยก็ไม่ปาน ซึ่่งจะต่างจาก
บีบีโซนเกาหลี ที่กลิ่นจะมุ้งมิ้ง หอมๆเเบ๊ว
- เนื้อบีบี มีความหนักเมื่อเทียบกับบีบีครีมตัวอื่นๆที่ได้ทดลองใช้
- มีความเป็นคราบเล็กน้อยเมื่อเกลี่ยเรียบร้อยแล้ว
ฉะนั้น ต้องใช้น้ำหนัก เเละเวลาในการเกลี่ยดีดีนิดนึง
มิฉะนั้นจะเป็นคราบ ไม่สวย

- ปกปิดรอยดำได้ประมาณนึง
เนื่องจากเนื้อบีบีครีมของเค้า มีความหนา ฉะนั้นจะช่วยในการปกปิดรอยดำ รอยแดง
ได้ดีกว่าบีบีหลายๆตัว

 - เมื่อเกลี่ยไปแล้ว จะมีความมันบนผิวนิดหน่อย
แต่เมื่อเนื้อบีบีครีมเซตตัวแล้วจะแห้ง ไม่มัน

- ระหว่างวัน เมื่อหน้ามันแล้ว จะมีการตกรูขุมขน เห็นเป็นรูๆ






สรุป

เหมาะกับคนที่ต้องการบีบีครีมที่ปกปิดดีมากๆ 
แต่คนที่ผิวมันมากๆจะไม่เเนะนำ เพราะจะทำให้เป็นคราบระหว่างวันได้


KOCIETY
CC & DD Cream




มาถึงแบรนด์ต่อมา เป็นแบรนด์ที่มีชื่อว่า
โคไซตี้ ซีซี แอนด์ ดีดี ครีม
ซึ่งเป็นสูตรที่ผสมเมือกหอยทาก  กลูต้าไทโอน คอลาเจน  เพื่อช่วยในการบำรุงผิว




คำโปรยหน้าซองเค้าบอกว่า
- ปกปิดสีผิวให้เรียบเนียน
- บำรุงผิวให้ชุ่มชื่น 
-หน้ากระจ่างใส 
-ลดเลือนริ้วรอย
- กระชับรูขุมขน
-ควบคุมความมัน

จากที่อ่านดูแล้ว เหมือนช่วยทุกอย่างเลย
ทั้งการออกฤทธิ์ในส่วนของเมคอัพ และ สกินแคร์
ครบทุกอย่างเลยทีเดียวเชียว






เนื้อของเค้าจะออกสีขาว ซึ่งมีทินท์ของความเป็นสีชมพูผสมอยู่ในเนื้อครีมเค้าด้วย





- ตอนเกลี่ย  เนื้อครีมมีความเหนียว เหนอะเบาๆจากเมือกหอยทาก
ให้ความรู้สึกเหมือนทาครีมบำรุงลงบนผิวเลยทีเดียวเชียว

- มีกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ  ซึ่งมีกลิ่นคล้ายแอลกฮอลกฮอล์ก
ซึ่ง เวลาเราทาตรงบริเวณใต้จมูก 
ตรงนี้เป็นส่วนที่ผิวเราบอบบางมาก ทาแล้วมีอาการเเสบๆยิ๊บๆบนผิว

- สีขาวมากกกออกเฉดชมพู ซึ่งทาลงผิวแล้ว ขาวม๊ากกกกก
มีความลอยกันเลยทีเดียวเชียว

- ปกปิดไม่หนามาก 
- เมื่อทาไปแล้ว และทิ้งไว้สักพักจะเริ่มแห้ง ไม่ทิ้งความมันบนผิว

- คนรูขุมขนกว้าง ถ้าปล่อยให้หน้ามัน จะมีการตกร่องรูขุมขน
ดังภาพ





สรุป

เหมาะกับคนที่ผิวขาวมากๆ
และไม่เหมาะกับคนที่ผิวแพ้ง่าย เพราะอาจจะระคายเคืองได้


NAMI 
Double Gluta Miracle BB+CC





ตัวต่อมา ตัวนี้เป็น บีบี + ซีซี ครีม จากแบรนด์นามิ
ซึ่งเค้าบอกไว้หน้าซองว่า ใช้แล้วผิวจะ
- ปรับผิวใสกิ๊กทันที   
- กลูต้าเข้มข้น 2 เท่า
- กัน UVA และ UVB

ซึ่งเป็นสูตรกลูต้าไทโอน ที่เน้นในเรื่องของความขาวใสแน่นอน 





เมื่อเป็นสูตรที่เน้นในเรื่องของความขาวกระจ่างใส
เนื้อครีมก็มาในสีขาวกระจ่างใสด้วยเช่นกัน
ก่อนทานี้แอบกลัวนะว่า ต้องวอก และ ลอยแน่ๆเลย 
มาซะสีขาวขนาดนี้





- แต่พอทาแล้ว ผิดคาดนะ จากที่คิดว่าต้องลอย ต้องขาว ต้องวอก
แต่ทาจริงๆแล้ว ไม่วอก ไม่ลอย แต่อย่างใด  

- เนื้อครีมมีความบางเบา เบามากๆ 
ทาแล้วไม่รู้เลยว่าทาอะไรมา

- ไม่ค่อยช่วยในเรื่องของการปกปิดสักเท่าไหร่ 

- ไม่ทิ้งความเหนอะหนะหลังจากการทา

- ปรับผิวให้ดูสว่างขึ้น หน้าดูไบรท์ขึ้น

- เนื้อบางเบามาก ถ้าอยู่ในที่ๆอากาศร้อนๆ เสี่ยงต่อการมีเหงื่ออก 
จะทำให้หลุดง่าย





สรุป

เหมาะกับทุกสภาพผิว  สามารถปรับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น
โดยที่หน้าไม่ลอย ไม่วอก

NAMI 
Beauty Secret White BB.CC Cream







ตัวต่อมาเป็นบีบี และ ซีซีครีม จากแบรนด์นามิอีกเช่นเคย
ตัวนี้เนี่ย เค้าบอกว่าเค้าจะเน้นในเรื่องของการปรับสีผิวกระจ่างใส 
และผสมเมคอัพเบสอีกด้วย  

ส่วนผสมสำคัญที่ช่วยในการบำรุงผิวก็คือ
กลูต้าไทโอน . วิตามินซี และ อาร์บูติน




เนื้อของเค้าก็จะเป็นสีครีม เนื้อๆ ออกโทนส้มๆนิดหน่อย






- เมื่อบีบเนื้อครีมออกมาแล้ว จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

- เนื้อเบามากกกกกก ทาเยอะก็ยังดูเบา ไม่หนักผิวเลย
ซึ่งได้ทดลองทาหลายรอบ เพื่อเพิ่มความหนา แต่ทาอย่างไรก็ไม่หนา ไม่หนัก 

- ไม่ช่วยในการปกปิด เนื่องจากเนื้อของเค้า มีความบางเบา

- ไม่ทิ้งความเหนอะหนะหลังทา
ซึ่งเหมาะกับผิวมันอย่างเรามากๆ

- ช่วยปรับสีผิวที่หมอง ดูโทรม  ทำให้ผิวสว่างขึ้น โดยที่หน้าไม่ลอย

- เนื่องจากเนื้อบางเบามาก ถ้าอยู่ในที่ๆอากาศร้อนๆ เหงื่อออก จะทำให้หลุดง่าย




สรุป

เหมาะกับทุกสภาพผิว  สามารถปรับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น
โดยที่หน้าไม่ลอย ไม่วอก


SMOOTO 
Tomato Collagen BB-CC Cream






ตัวสุดท้ายที่เราจะรีวิวกันนั้น
เป็นแบรนด์สมูตโตะ 
ซึ่งเค้าได้ใส่สารบำรุงผิวที่สำคัญมาด้วยกัน 3 อย่างนั่นก็คือ
กลูต้าไทโอน -อาร์บูติน - คอลาเจน


ก็จะช่วยในเรื่องของความขาวใส ชุ่มชื้นกับผิว





เนื้อของเค้าจะมีสีขาว ออกชมพู
ซึ่งสัมผัสของเนื้อครีม มีความเหมือนกับครีมบำรุงผิวมากๆ









- เนื้อเป็นสีขาวออกชมพู ก่อนทากลัวว่าจะวอก เเต่ทาไปแล้วไม่ลอยไม่วอกมาก แต่ผิวจะขาวขึ้นออกโทนขาว

- ขณะเกลี่ยเนื้อจะนุ่มๆ หยุ่นๆ ฟีลลิ่งเหมือนทาครีมมากๆเลย
แต่ว่าต้องใช้เวลาในการเกลี่ยนิดนึงเพื่อให้ซึมลงผิว

- ตอนทาไปทีแรกจะมีความมันๆบนผิวนิดหน่อย ต้องทิ้งไว้สักพักหนึ่งถึงจะแห้ง ไม่มัน

- ปรับหน้าผ่องได้ดีมาก ขาวโดยที่ไม่ดูลอยมาก หน้าไม่เทา
มีความกระจ่างสว่างใสของผิวมากๆ




สรุป

เหมาะกับคนที่ต้องการบีบี , ซีซี ปรับสีผิว
ที่ให้ผลลัพท์ผิวขาว ออกโทนขาวขั้นสุด
โดยที่ไม่ทำให้หน้าเทา (แต่ถ้าทาแล้วต้องทาคอด้วยน๊ะจ๊ะ)


ทั้งหมดนี้ สามารถหาซื้อได้ในร้านเซเว่นอีเลฟเวนน๊ะจ๊ะทุกท่าน

หรือใครอยากดูรีวิวในรูปแบบของวีดีโอ คลิ๊กได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยจ้า








Create Date : 17 มิถุนายน 2559
Last Update : 20 มิถุนายน 2559 16:39:37 น.
Counter : 645 Pageviews.
0 comment
รีวิว รองพื้ินเนื้อมูส catrice


แท่น แทน แทร๊นนนน 
สำหรับบลอคนี้เราจะมาลองเล่นลองใช้
รีวิวรองพื้นเนื้อมูส จากแบรนด์เครื่องสำอางค์สัญชาติเยอรมัน

.............. Catrice กันเลย 
(อ่านว่า คา ทรีช นะเธอ ไม่ใช่ แคท ไรซ์ = ข้าวแมว
ใครอ่านเเคท ไรซ์  ตีมือสามที)







สำหรับเจ้ารองพื้นตัวนี้ต้องออกตัวก่อนว่า แบรนด์ให้มาลองใช้
เป็นปีแล้ว  เพิ่งจะได้ใช้จริงจังแล้วทำรีวิว  ถูกเก็บลงกรุนานม๊ากกกก

ตรงฝาแอบบุบร้าว เผอิญทำหล่นหน่ออ แต่ก็ไม่แตกนะ แข็งแรงทนทาน อิอิ


โอเคย์เข้าเรื่อง   รองพื้นตัวนี้เป็นแบบเนื้อมูส ที่เมื่อทาแล้วจะมีความเเมท
อยู่ติดทนทานยาวนาน 12 ชั่วโมง  และพอทาไปแล้ว จะช่วยในการปกปิดรูขุมขน
และริ้วรอยได้   

ตรงนี้คือคำเคลมของเค้าหน้าฝานะจ๊ะเธอ

ดั่งคำเคลมจะเกิดอภินิหารแบบนั้นจริงรึปล่าว
เดี๋ยวเรามาท้าพิสูจน์กัน







ลักษณะด้านข้างก็เป็นแบบนี้เนาะ เป็นแก้วแอบหนานิดนึง 





เนื้อรองพื้นด้านในคือ ถ้ามองเผินๆจะเหมือนเนื้อครีมมากกว่าเนื้อมูส 

รองพื้นจะไม่มีความเหลวเลย  พลิกคว่ำอย่างไรก็ไม่ขยับไม่เสียรูป
เว้นแต่เอาของเเข็งไปกวนๆคนๆมัน ถึงจะเปลี่ยนรูปไปได้


ดูเผินๆเหมอืนเนื้อครีม แต่ถ้าเกลี่ยแล้วจะได้ฟิลลิ่งเนื้อมูสน๊ะจ๊ะเธอ




ผลการใช้











ผลการใช้คือ รองพื้นเค้าจะ ช่วยในการปกปิดรอยเเดง รอยดำได้ค่อนข้างดี แต่ไม่ได้ดีมากเวอร์
คือเนื้อรองพื้นเค้าจะไม่หนามาก  การปกปิดประมาณสัก 6/10  จะยังเห็นความเป็นผิวอยู่บ้าง

รองพื้นเกลี่ยง่าย ง่ายกว่าแบบน้ำๆอีกนะเราว่า เหมาะกับมือใหม่เกลี่ยรองพื้นไม่ค่อยจะเป็น
รองพื้นเหมาะกับการใช้นิ้วเกลี่ยที่สุด ใช้แปรงหรืออื่นๆไม่ค่อยแนะนำเพราะเนื้อเค้าจะเป้นครีมๆมูสๆ
ใช้อุปกรณ์เกลี่ยอาจจะไม่สวย เพราะมันต้องใช้น้ำหนักมือในการลง


ทาแล้วโอเคย์ ได้ความเเมทซ์ของเนื้อรองพื้น  แต่ไม่ได้แห้งเเกร๊กกทีเดียวเหมือนกับรองพื้นเนื้อแมทซ์
ที่มีแอลกฮอล์กเยอะๆแบบนั้น เค้าจะมีความมันๆนี๊ดดดดนึงอยู่บนผิว 

และที่เค้าบอกว่า ช่วยปกปิดรูขุมขนนั้น
ก็ปกปิดได้นะ เพราะเนื้อรองพื้นเค้ามีความเป็นของแข็ง ไม่ใช่ของเหลวแบบเนื้อลิควิด ฟลูอิค อะไรแบบนั้น
(เก็ตบ่?? )
แต่ สำหรับเรา รูพรุนมากก ก็ปกปิดได้แต่ไม่ได้หายวั๊บไปทั้งหมด แต่จะช่วยได้ค่อนข้างโอเคย์ในระดับนึง


แต่มีสิ่งที่ไม่รอดคือ ถ้าใครมีสิวเสี่้ยน   จะพินาศมาก
รองพื้นจะเน้นย้ำให้เห็นสิวเสี้ยนที่ชัดขึ้น 
ดังภาพต่อไปนี้





สิวเสี้ยนบริเวณจมูก โผล่มาชัดขึ้นเลยอ่ะเธอ หลังจากที่ทาไปแล้ว
ด้วยความที่เนื้อรองพื้นเค้าไม่ได้เหลว เวลาเกลี่ยไปโดนๆพวกสิวเสี้ยน มันจะโผล่ขึ้นมาชัด
ฉะนั้น ก่อนใชั้  ลอกสิวเสี้ยนก่อนด้วยเด้ออ






ผลการใช้ระหว่างวันที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ส่วนตัวเป็นคนผิวมันและรูขุมขนกว้างนะเธอ
ต้องบอกกันก่อน เดี๋ยวผิวไม่เหมือนกันผลจะต่างกันนะ

โอเคย์ 

1 คุมมันมั๊ย??

เอาจริงๆช่วยนะ แต่ไม่มาก ช่วยนิดนึง ด้วยความที่รองพื้นเค้าเป็นเนื้อแมท
รองพื้นเนื้อแมทส่วนใหญ่ จะช่วยเรื่องคุมมันอยู่แล้ว แต่ตัวนี้เค้าไม่ได้เเมทเเห้งเเกร๊กกก
ก็จะไม่ได้ช่วยได้ดีเท่ารองพื้นพวกนั้น  แต่รองพื้นตัวนี้จะดีกว่าตรงพวกรองพื้นที่คุมมันดีเวอร์ๆ
ที่แอลกฮอล์กเยอะๆคือ  finish ลุคแล้ว  ผิวจะดูสวยกว่า จะดูมีน้ำมีนวลกว่ารองพื้นพวกนั้น
แต่คุมมันไม่ได้ดีเท่ากับพวกนั้น



2 การติดทน
รองพื้นตัวนี้ติดทนอยู่นะ ถ้าไม่ได้ไปพจญภัย แบ่บ ทาแล้วอยู่สวยๆนั่งทำงาน อยู่ห้องแอร์ 
หรือทาแล้วนอนดูทีวีอยู่บ้าน อันนี้ติดทน แต่ถ้าพจญภัยเช่น
ทาแล้วไปทำสวน  ไปชอปปิ้งตลาดร้อน อะไรแบบนี้ก็แอบหลุดอยู่


3. ความรอดบนหน้าระหว่างวัน?

ถ้าทาแล้วอยู่ในโมชั่นสวยงามไม่ไปพจญภัย โอเคย์ หน้ารอด
แต่ถ้าทาแล้วไปพจญภัย  นอกจากรองพื้นหลุดแล้ว ยังตกรูขุมขนด้วยจ๊ะเธอ
เห็นเป็นรูๆมาเป็นร่องๆเลยล่ะ   ตรงนี้แอบน่ากลัวหน่อย
ต้องเช็คหน้านิดนึง ซับหน้าบ้างไรบ้างถ้าไปพจญภัย


ส่วนรองพื้นตัวนี้ซื้อได้ตามวัตสัน เค้ามีเคาเตอร์อยู่
แล้วก็ราคา  ไปส่องกันเอาเองจ้า เค้าไม่รู้ อิอิ










Create Date : 04 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2558 13:01:57 น.
Counter : 1146 Pageviews.

1 comment
รีวิวรองพื้น Chanel Perfection Lumiere Velvet

เชิญไทยมุงนะคะพี่น้อง มามุงของดำกันเถอะค่ะ โห๊ะๆ กับ
Chanel Perfection Lumiere Velvet

ซึ่งเป็นรองพื้นสูตรบางเบามากๆ ที่ชาแนลออกวางขายอีกตัวนึง
ที่เคยมีสูตรเบาบางมาก่อนหน้านี้แล้วคือสูตร Vitralumiere aqua
แต่สูตรนี้ต่างออกไปมาก จะอย่างไร มาดูกันเลย




ก่อนอื่นฉายแพคเกจกันก่อนเนอะ
ของดำ ตามนี้เลย





บนฝาขวดยังคงมี c ไขว้กันเป็นเอกลักษณ์ของรองพื้นทุกรุ่นเหมือนเดิม








ด้านหน้าจ้ะยูว์

เค้าบอกว่ามี spf 15 แต่เราใช้แล้ว บอกเลยว่าอยากคาดหวังกับกันแดดของนาง
ทากันแดดเพิ่มเถอะ เพื่อความเจริญและผาสุกของชีวิตที่แท้จริง







ด้านหลังตามนี้จ๊ะ ปริมาณ 30 ml.
เท่ากับรองพื้นรุ่นอื่นๆ และ ไซส์ หรือขวด บอกเลยว่าเหมือนกันกับรุ่น vitralumiere aqua มากๆ
เพียงแค่เปลี่ยนสีจากสีครีมๆ เป็นสีดำล้วน แค่นั้นเอง
ซึ่งตัวขวดก็เป็นพลาสติก โอเคย์เลย ไม่หนักดี







เปิดใช้งานก็ดังนี้จ๊ะ









โอเคย์ เรามาถึง Part เจาะลึกรองพื้นกันเลยดีกว่า มา
ชั้นรู้ว่าพวกหล่อนชอบ part นี้ทั้งหมดทั้งมวล hahaaa


ก่อนอื่น เห็นหน้าเหียกๆข้างบนกันแล้วใช่ป๊ะแก
โอเคย์ เราจะมาพูดถึงสิ่งแรกเลยคือ การปกปิด


คือการปกปิดของรองพื้นตัวนี้ บอกเลยว่า บางเบามากกก
แต่ไม่ถึงกับ ทาแล้วเหมือนไม่ทานะ คือเราทาเรารู้สึกได้ ว่าทารองพื้นอยู่บนหน้า
เราดูรู้ ว่ารองพื้นทาบนหน้า แต่คนอื่น ถ้าไม่บอกเค้า เค้าอาจจะไม่รู้ว่าเราทา
เพราะมันเนียน เหมือนไม่ทา เอาไว้แบบ ทาไปเดทกะผช. หรือทาไปเจอเพื่อนแล้วแบบ
เห๊ยยย ยูว์ หน้าชั้นใสป่ะ เนี่ย ไม่ได้แต่งหน้าเลยย พักนี้หน้าดี อะไรหยั่งเง้
แต่ก่อนมาเจอกัน แกโบกหน้ามา haahaaa แต่ก็เนียนนะ เค้าจับไม่ได้หรอก ทำกะเพื่อนมาละ
(ยกเว้นแกเลือกรองพื้นผิดเบอร์ หรือ ผิดอันเดอร์โทน)

อย่างที่บอกการปกปิดเบามากก แต่ก็ช่วยบ้างนิดหน่อย เต็ม 10 ให้ 3 ในเรื่องการปกปิดนะ
ไม่ได้เหมือนกะรองพื้นบางแบรนด์คือแบบ นั่นรองพื้น หรือ เบส, ทินท์ มอยส์ หน่ะ ทาแล้วเหมือนไม่ทาเลยจริงๆ
อย่าเรียกว่ารองพื้นเลยดีกว่า ถ้าจะบางขนาดน๊านนนน



ต่อมาเรื่องของ เนื้อรองพื้น

เนื้อรองพื้นเนี่ยคือ เป็นเนื้อแมทซ์นะ ซึ่งมันถูกจริตกับหน้าเรามาก
เพราะหน้าเรามันไง เราก็เลยอยากได้รองพื้นแมทซ์ๆ ที่ทาแล้ว ไม่ได้เพิ่มความมันให้กะหน้า
มันอยู่รอด อยู่ยั้งยืนยง กับสภาพอากาศบ้านเรา ที่แบบ
แกไม่สามารถจะดิวอี้ได้เลย เพราะ ขนาดแกใช้รองพื้นเนื้อแมทซ์
สักสองชั่วโมงหน้าแกก็จะดิวอี้เองโดยอัตโนมัติละ โอ่ยย เพลีย
ซึ่งตรงนี้ชอบมาก แต่มันก็จะมีปัญหาตรงที่ว่า
แล้วถ้าชั้นหน้าแห้งล่ะ จะรอดมั๊ย ????
คือ เราเองก็ยังไม่ได้ทำ research กับคนหน้าแห้งนะ ว่าจะรอดรึป่าว
แต่ถ้าแกหน้าเป็นขุยๆล่ะ แนะนำว่าอย่าทา ถ้าช่วงนั้นหน้าเป็นขุย เพราะ
เป็นมาแล้ว พินาศมากบอกเลย  เลี่ยงดีกว่าเนอะ


อีกอย่าง เนื้อรองพื้นตัวนี้เวลาเค้าทาไปแล้วปุ๊ป
เค้าจะมีความเป็นแป้งๆหน่อยๆ ซึ่งตอนไปเสียตังค์ บีเอเค้าบอกว่า
"มันจะเปลี่ยนเป็นแป้ง แล้วคุณน้องไม่ต้องทาแป้งทับ ทารองพื้นเสร็จก็ออกไปใช้ชีวิตได้เลยค่ะ"

ซึ่งได้ทดลองใช้แล้ว เออ จริงงงว่ะ ไม่ต้องทาแป้งทับนะ
เหมือนกับตัว perfection lumiere เลย ที่ไม่ต้องทาแป้งทับก็ได้ เอ๊ออ เจ๋งๆ


อีกอย่างสำหรับเนื้อรองพื้นคือ เค้ามีน้ำหอม น๊ะจ๊ะ น้ำหอมสไตล์ชาแนล เดิมๆ ถ้าใครเคยใช้จะรู้เนอะ


ต่อมา  เรื่องของการ คุมมัน

คือการคุมมันเราว่าไม่ได้ช่วยได้เลิศเลอค่า เพราะว่า ถ้าต้องการรองพื้นคุมมันดีดี
แกต้องไปหารองพื้นที่มีแอลกฮอล์กผสม แล้วกลิ่นแรงๆ กลิ่นแน่นๆ
 พวกรองพื้นแบบนั้นจะช่วยคุมมันได้ดีมาก อย่างเลฟลอนฝาดำ สูตรเก่า ถ้าใครเคยใช้นะ จะนึกออก
คือช่วยคุมมันได้นิดหน่อย ไม่มากเวอร์ ผิวหน้ามันตามกาลเวลาผ่านไป
แต่คือ ด้วยความที่รองพท้นมันเนื้อแมทซ์ไง มันก็เลยเหมือนจะช่วยเรื่องการคุมมันไปด้วย
แต่มองดีดี สังเกตุดีดี การคุมมันก็ไม่ได้ช่วยได้เลอค่าอะไรขนาดนั้นนะเธอ


ระหว่างวัน ใช้แล้วเป็นไง??

คือถ้าถามเรื่องสีดรอปมั๊ย???
คือตัวเนี่ย เราใช้เบอร์ 30 ซึ่งสีออกไปทางเหลือง เหมาะกะคนเอเชีย
ใช้แลั้วไม่ดรอปเลย ผ่องเด้งทั้งวัน
แต่อย่างตัว perfection lumiere เราก็ใช้เบอร์ 30 เหมือนกัน ซึ่งตัวนั้น มันจะออกส้มๆ
บางวันเราใช้ก็ดรอป บางวันใช้ ก็ไม่ดรอป เอ๊ออ แล้วแต่วันเเห่ะ
คือทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ที่สีที่คุณไปเลือกซื้อมาว่าผิดอันเดอร์โทนรึป่าว
รู้สึกเค้าจะมีสีให้เลือกซื้อในไทย ถึงเบอร์ 50 (มั้ง) ที่เข้มสุดนะ ถ้าจำไม่ผิด ถ้าผิดก็แค่ 40 อะ


ระหว่างวันไม่เป็นคราบเลย ไม่เยิ้มไม่ย้อย บอกเลย ชอบมากกก
แต่ แต่ แต่ ถ้าคุณไปสู้ชีวิตสัมเพ็งเจเจเยาวราชตลาดนัดบลาๆๆๆ
รองพื้น หลุดน๊ะจ๊ะเธอ มันไม่ทนขนาดนั้น เป็นรองพื้นผู้ดี ใช้ชีวิตใสๆ แบ๊วๆ ในห้องเย็นๆ
นั่งรถเเอร์เย็นๆ ไรเงี่ย โอเคย์อยู่ แต่ถ้าชีวิตเธอไม่ผู้ดี พจญภัยล้านเจ็ดระเห็ดไปสิบย่านน้ำละก็ หลุดค่ะ!!!


.
.
.
.
.
.
.

มีอะไรที่ยังไม่ได้รีวิวไปอีกน๊ออออออ


หมดแล้วมั้ง


รวมๆถามว่าชอบมั๊ย บอกเลยว่าชอบมาก
ไม่ได้เพราะว่าเห่อซื้อมาใหม่หรืออะไรนะ
แต่มองตามสภาพการใช้งานจริงคือ
เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่ต้องไปเจอคนเยอะแยะทุกวัน ต้องหน้าเป๊ะทุกวัน
เราก็แค่อยากให้หน้าเราดูเฟรชขึ้น ดูไม่ผีเวลาส่องกระจก
คือง่ายๆ สวยคนเดียว แกเก็ตป่ะ .... อะไรหยั่งเง้
แต่ก็ไม่อยากโบกหน้าหนา สิบระดับ เพื่อสวยคนเดียว นั่นก็เกินไป
ฉะนั้น รองพื้นตัวนี้ก็เลยตอบโจทย์มากๆ
ใช้บ่อยโคตรรรรรร ช่วงนี้ บอกเลย


.
.
.
อ้อ ลืมบอกราคา อยู่ที่ 2,100 บาทไทยเด้ออออ



จบการรีวิวเพียงเท่านี้จ๊ะ บายย






*****ทิ้งท้าย คือจะบอกว่ารองพื้นตัวนี้เหมอืนกับรองพื้นรุ่น perfection lumiere ในเวอร์ชั่นที่บางกว่า
ถ้าใครเคยใช้รุ่นนั้นจะนึกออกโน๊ะ ถ้าอยากจัดเวอร์ชั่นบางๆ ซื้อโลด





Create Date : 14 สิงหาคม 2557
Last Update : 14 สิงหาคม 2557 19:12:17 น.
Counter : 21752 Pageviews.

6 comment
เปรียบเทียบรองพื้น Estee , Chanel 3รุ่น


เผอิญมีรองพื้น6 ตัวนี้อยุ่ในกรุ แล้วใช้แล้วรู้สึกว่า เห๊ย มันคล้ายๆกันว่ะ
เลยเอามาทำการจับคู่รีวิวให้ดูเลยดีกว่าว่า คล้าย หรือ ต่างกันยังไงเนาะ
เผื่อใครซื้อตามจะได้เลือกซื้อถูก


คู่แรก
 Estee Lauder Double Wear Stay Inplace และ Chanel Perfection Lumiere




เจ้าสองตัวนี้เนี่ย สำหรับเรามันเป็นรองพื้นที่เป็นตัวเจิดที่สุด ในของทั้งสองแบรนด์เลย
(สำหรับเรานะ คนอื่นเราไม่รู้นะ)

ความเจิดของรองพื้นสองตัวนี้ที่เหมือนๆ หรือ คล้ายๆกัน คือ เป็นรองพื้นที่เนื้อแมทซ์ ปกปิดดี และคุมมัน
เป็นรองพื้นที่แน่นที่สุด และ คุมมันดีสุด ของในสองแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้
ซึ่งเป็นอะไรที่เป็นจุดขาย ที่เราคิดว่าเหมาะกับคนไทยมากๆ
เพราะร้อยละ 80 ที่มาถามเราเกี่ยวกะรองพื้นว่าจะซื้ออะไรดี ส่วนมากแล้ว ความต้องการของคนไทย หรือคนที่มาถามเเหล่ะคือ
"อยากได้รองพื้นคุมมัน เนื้อแมทซ์ ติดทน"

ซึ่งจะบอกว่าสองตัวนี้ตอบโจทย์ แต่ถ้าเรามาแยกหัวข้อเปรียบเทียบกัน
มันจะมีสิ่งที่แอบต่างกันดังนี้


- ความหนา

สองตัวนี้ บอกเลยว่า เอสเต้หนากว่ามาก ถ้าใครไม่ชอบหนาๆแบบหนาจริงจัง
ข้อให้มองข้ามเอสเต้ตัวนี้ไปเลย ไปมองชาแนลแทนดีกว่า ชาแนลจะบางกว่าเอสเต้
คือตัวชาแนลเนี่ย เราจะสามารถ build ความหนาได้ว่าจะให้หนามากหนาน้อย สามารถทาได้ง่าย
แต่เอสเต้เนี่ย ก็ทำได้นะ แต่ยาก บอกเลยว่ายาก ถ้าไม่เก่งจริง คุณไม่มีวันเกลี่ยให้บางได้เลย



- การปกปิด

เเน่นอนว่า ด้านบนบอกว่า เอสเต้หนากว่า การปกปิดของเอสเต้นั้น ย่อมดีกว่าแน่นอน
คือ รองพื้นไหนหนา การปกปิดต้องดีกว่ารองพื้นที่บางกว่าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรุ่นไหนแบบไหนก็ตาม
(แต่คนชอบมาถามถึงรองพื้น บางๆ แต่ปกปิดเนียนกริ๊บ มันดูขัดกับหลักความเป็นจริงรึปล่าว โอ่ย เพลียยเหลือเกิน)
แต่ชาแนลนั้น ถ้าพูดถึงการปกปิดคือ ปานกลางถึงเกือบมากดีกว่า
จะบอกว่าปกปิดกริ๊บที่สุดก็ดูจะเกินไป ถ้าเทียบกับเอสเต้รุ่นนี้ เพราะว่าไม่ได้กริ๊บเวอร์เท่าเอสเต้
เอาง่ายๆ เอสเต้ปกปิดพวกรอยสิวดำๆ เม็ดสีแน่นๆ หรือ สิวเปล่งๆ ได้เนียนกริ๊บ
แต่ถ้าชาแนล จะได้ในระดับกลางๆซะมากกว่า ถ้ารอยแน่นมากๆ ก็เอาไม่อยู่จ้า



- ความติดทน

ความติดทนนี่ ให้เอสเต้เลยนะ เอสเต้เป็นอะไรที่ทนมาก ทนเหงื่อ ทนฝน ทนท๊นนนทน
แต่ว่าถ้าไปว่ายน้ำนี่ก็หายอยู่นะ 55 (ลองแล้ว)
แต่ถามว่าชาแนลทนมั๊ย ก็ทนอยู่นะ แต่ถ้าสมมติแต่งไปออกกำลังกายเงี่ย
มีเหงื่อๆ ก็หลุดอยู่นะ ไม่ทนเท่าเอสเต้ แต่ว่าถ้าใช้ชีวิตประจำวัน
ไม่ได้ไปตรากตรำชีวิตอะไร ชาแนลตัวนั้นก็อยู่ทนทั้งวันเหมือนกันจ้า




- การคุมมัน

การคุมมันขอบอกเลยว่า เอสเต้ชนะเลิศกว่าชาแนล ชาแนลไม่ได้คุมมันเริศ ขนาดนั้นคือ
เค้าทำให้หน้าเราไม่มันเพราะว่าเค้าเป็นเนื้อแมทซ์ พอทาแล้วจะมีความแป้งๆนิดนึงบนหน้าเรา หน้าเราเลยไม่มัน
แต่ถามว่าช่วยคุมมันเพิ่มมั๊ย ก็นิดนึง (ในความรู้สึกเรา) แต่เอสเต้เนี่ย ช่วยคุมมันเลยล่ะจะบอกให้




- ฟิลลิ่งในการใช้

เวลาเกลี่ยรองพื้นเนี่ย ตัวเอสเต้เกลี่ยยาก บอกเลยว่าเกลี่ยยากมาก เกลี่ยไม่ดีหน้าจะหนาๆ เป็นปูนๆปื๊นๆ พังพินาศมาก
แต่ชาแนลเกลี่ยง่าย ไม่ต้องเเต่งหน้าเก่ง ก็ใช้ได้ หน้ารอดจ้า
แล้วก็ ต่างกันตรงที่ ชาแนลจะมีน้ำหอม ส่วนเอสเต้จะมีแอลกฮอล์กเหม็นๆ  -*-
เอ้อ แต่สิ่งหนึ่งที่เก๋ๆที่รองพื้นเอสเต้ไม่มีเหมือนในตัวชาแนลคือ
ชาแนลตัวนี้เนี่ย พอใช้ไปแล้ว ไม่ต้องทาเเป้งก็ได้นะ คือเนื้อเค้าจะกึ่งๆแป้งนิดนึงเบาๆ
คือทารองพื้นอย่างเดียวแล้วจบเลยก็ได้ เราทำบ่อย เก๋อยู่หล่ะ




- ระหว่างวัน

ระหว่างวัน ทั้งสองตัวฟิลลิ่งดีมากๆ เมหือนกันหมดเลยคือ ไม่หลุด ไม่เป็นคราบ
เหงื่อออก หรือหน้ามัน หน้าก็ไม่พินาศ สอบผ่านทั้งคู่
แต่ว่าในเรื่องของสีนั้น รองพื้นสองตัวนี้โดยเฉพาะชาแนล สีจะออกไปทางส้ม ไม่ค่อยมีเฉดเหลืองให้เลือกเหมือนเอสเต้
ทำให้หลายคนใช้แล้วจะหน้าดรอป เปอรเซนต์การหน้าดรอปแอบสูงอยู่
ซึ่งเราเองบางวันก็เป็น บางวันก็ไม่เป็น ขึ้นอยู่กะวัน อันนี้ต้องลองกันเองจ้าา




-  ภาพรวม

สรุปภาพรวมของทั้งสองตัวนี้คือ
ความคล้ายอยู่ที่การปกปิด และ ความเเมทซ์ในเนื้อรองพื้น
แต่สิ่งที่ต่างคือ เอสเต้ หนากว่า ชาแนล
เอสเต้ เกลี่ยยากกว่า ชาแนล
เอสเต้ ปกปิดดีกว่า ชาแนล
เอสเต้  คุมมันดีกว่า ชาแนล
เอสเต้  ติดทนกว่า ชาแนล
แต่ถ้าถามว่าใช้ตัวไหนคุ้มค่าคือ
ถ้าใครชอบแน่นๆ หน้าเป๊ะจริงจัง และมีสกิลในการนแต่งหน้า เลือกเอสเต้
แต่ถ้าใครอยากใช้ everyday ใช้ง่ายๆ ไปไหนก็ได้ เลือกชาแนลจ้า







คู่ต่อไปคือ Estee Lauder Double Wear Light และ Chanel Perfection Lumiere Velvet

ซึ่งขอบอกว่าคู่นี้นี่ กินกันไม่ลง เพราะว่า มันคล้ายกันมาก มีจุดต่างแค่นิดเดียวเอง
รองพื้นสองรุ่นนี้เป็นรองพื้นเนื้อบางเบา แต่ไม่ได้เบาที่สุด คือมันก็ไม่ได้เบาเฟ่ออ เหมือนไม่ได้ทาอะไรเลยขนาดนั้น
คือทาแล้วยังพอเห็นว่ามีรองพื้นทาอยู่บนหน้า เป็นฟิลลิ่งบ้าง คือถ้าคนทารองพื้นตัวเนี่ย จะดูออกดูรู้ว่าทา ถ้าคนอื่นๆอาจดูไม่รู้ก็ได้
แต่แบบ ถ้าเทียบกะรองพื้นอื่นๆ มันคือเบามากๆ นั่นเอง (งงปะ???)

สองรุ่นนี้เป็นเรื่องพื้นเนื้อแมทซ์เมหือนกัน แต่ว่า ชาแนลจะมีความพิเศษที่ต่างจากเอสเต้ออกไปคือ
เวลาทาแล้วเนี่ย นางจะดูแมทซ์กว่า นางจะมีความเป็นแป้งๆหลังเกลี่ยเสร็จ
คือ รองพื้นเหมือนกลายสภาพเป็นแป้งนิดนึง พอทาแล้วคุณไม่ต้องทาแป้งทับรองพื้นต่อก็ได้
แต่ว่าถ้าเอสเต้เนี่ย ไม่มีความพิเศษ ณ.จุดนี้ ต้องทาแป้งทับ เพราะไม่งั้นมันจะแอบมีความเหนอะนิดๆ
(นี่เเหล่ะ คือจุดต่างของรองพื้นสองตัวนี้)


- ความหนา

รองพื้นสองตัวนี้ ความหนาถ้าเต็มสิบ ให้สัก 2.5-3 เท่ากันเลย
คือมันบางเบา ทาเพื่อให้ผิวดูเฟรช ดูตื่น ดูมีน้ำมีนวลขึ้น
โดยที่ไม่ช่วยเรื่องปกปิดสักเท่าไหร่เลย คือเหมาะกับคนที่ชอบ หรือ อยากได้รองพื้นที่ใช้ง่ายๆ
ใช้ในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่หนา ไม่หนักหน้า ไม่โบกรองพื้น ทาแล้วหน้าเบาๆ
สองตัวนี้ตอบโจทย์มากๆ



-การปกปิด

แน่นอนว่ารองพื้นบางเบาขนาดนี้ การปกปิดก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่
แต่ก็จะช่วยได้บ้างเช่นสมมติใต้ตาดำๆ เราทาใต้ตาไป
ถึงสีคล้ำของใต้ตาจะไม่ได้หายไปหมดเหมือนทารองพื้นหนาๆหรือทาคอนซิลเลอร์
แต่ก็ช่วยได้บ้างนิดหน่อยล่ะ  ตรงนี้เหมือนกันทั้งคู่เดลย



- ความติดทน

เอาจริง ความติดทนนะ เกือบดี คือถ้าอยู่ในบ้าน อยู่ในห้องแอร์ไรเงี่ย มันก็ไม่หลุดหรอก
แต่ถ้าเจอแดดเจออะไรเงี่ย คือจากที่ใช้นะ รุ้สึกเอสเต้จะทนกว่าชาแนลหล่ะเธอ



- การคุมมัน

การคุมมันนั้น คือ เอาจริงๆไม่ได้ช่วยคุมมันสักเท่าไหร่นะ เป็นรองพื้นเนื้อเเมทซ์
แต่ด้วยความที่ชาแนลที่บอกไปตอนต้นว่า ทาแล้วมันจะมีสภาพเป็นแป้งๆนิดหน่อย
ทำให้ความหน้ามัน เวลาใช้แล้วชาแนล จะดูหน้ามันน้อยกว่าเอสเต้ไปโดยปริยายเลย
เอาเป็นว่าเรื่องตรงนี้ ผลเสมอกัน ถ้าตัดความแป้งของชาแนลออกไป
การคุมมันก็ไมไ่ด้ดีเด่ไปกว่ากันเท่าไหร่เลย



- ฟิลลิ่งในการใช้

เวลาเกลี่ยรองพื้นชาแนลเนี่ย จะสังเกตุได้ถึงความกร้านๆ ความแห้งๆ เพราะเค้าแมทซ์แม๊ทททซ์แมทซ์
เกลี่ยแล้วจะเหมือนมีเสียงแกรกก แกรกก หน่อย ถ้าบริเวณไหนเเห้งเป็นขุยก็อาจจะพังพินาศได้บ้าง
แต่เกลี่ยง่ายอยู่นะ   ส่วนเอสเต้จะมีความมอยซ์ๆเล็กๆ ในตัวรองพื้นตอนเกลี่ย
ซึ่งต่างกะตัวชาแนลตัวนี้  เวลาเกลี่ยจะหนืดๆ หน่อย เหนียวๆ หน่อยๆ เหมือนรองพื้นค้นๆอ่ะ นึกภาพออกปะ




- ระหว่างวัน

ทั้งวันที่ใช้นะ ไม่เป็นคราบ ไม่เป็นอะไรเลย หน้ารอด ไม่พัง ไม่พินาศ ใช้แล้วเเฮปปี้
ติดทนดีถ้าไม่ได้ไปสู้ชีวิต โอเคย์เลยหล่ะตรงนี้




- ภาพรวม

ถ้าถามเรานะ ภาพรวมเราเเฮปปี้กะชาแนลมากกว่า
เพราะมันเเมทซ์กว่าด้วยความที่แอบเป็นแป้งหลังเกลี่ยเสร็จ มันทำให้หน้าเราดูไม่เงา
แต่ที่ไม่แฮปปี้คือราคา รู้สึกชาแนลจะเเพงกว่าสัก 400 บาทมั้งนะ ถ้าไม่ผิดพลาด

คือเอาจริงๆตัวนี้ไม่ค่อยต่างกันมากที่ใช้ ก็เลยไม่รู้สึกว่าตัวไหนเด่นกว่ากันสักเท่าไหร่
คือมันคล้ายกันมาก เอาเป็นว่าใครรักในแบรนด์ไหน ไปซื้อแบรนด์นั้นโลดจ้า






มาถึงมวยคู่สุดท้ายที่จะรีวิวแล้ว
กับ Estee Lauder invisible fulid และ Chanel vitalumiere aqua

สองตัวนี้คล้ายกัน ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งมีอะไรๆแตกต่างกันอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่เหมือนกันของสองตัวนี้คือ เป็นรองพื้นเนื้อบางเบามาก ที่ไม่ได้เป็นรองพื้นเนื้อแมทซ์ ของทั้งสองแบรนด์


- ความหนา

เอาจริงๆความหนาเนี่ย ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่นะคือ ทาแล้วเหมือนไม่ทาทั้งคู่
แต่พอเราทาแล้วเราลองมองเเบบเจาะลึกจริงๆ
ชาแนลจะหนากว่าหน่อยๆนึง
ส่วนเอสเต้นั้น เหมือนไม่ทาจริงๆ เหมือนที่เค้าเขียนไว้หน้าว่า
" invisible "
จริงๆ

แต่ทาแล้วผิวดูตื่นขึ้นนะ เหมือนช่วยเฟรชผิวให้ดูสดใสขึ้นหน่อย ทั้งสองตัวเลย



- การปกปิด

เอาจริงการปกปิดอ่อนด๋อยด้อยค่ามากในเรื่องตรงนี้
แน่นอนว่าเค้าเป็นสูตรบางเบา ไม่หนา ก็จะไม่ช่วยปกปิดอะไร ใครต้องการปกปิด นี่ผิดใจคุณละ
ถ้าให้ เอสเต้ปกปิดให้สัก 1.5/10    ส่วนชาแนลให้ 2/10



- ความติดทน

ความติดทนบ่องกงๆ ว่า ไม่ทนมาก ถ้าใช้สองตัวนี้แล้วไปสู้ชีวิต มีเหงื่อ
บ่องกงๆ ว่า หลุด หาย ที่ดูเหมอืนไม่ทาไปทีแรกแล้ว คราวนี้ ไม่หลงเหลือรองพื้นเลยจ้าาา
หายไปกับเหงื่อ ความมันของหน้า และอื่นๆทั้งหมดเลย


- การคุมมัน

การคุมมันบอกเลยว่า ไม่ช่วยอะไร เลยสักนิดเรื่องของตรงนี้
ถ้าอยากได้คุมมันเนื้อเบาบาง ไปดูคู่บนจ้า เพราะอันนี้คนละสูตรกัน
แต่ก็ไม่ทำให้หนามันมากยิ่งขึ้นเด้อ เอาเป็นว่า ความมัน ตามเบ้าหน้าจ้า



- ฟิลลิ่งการใช้

เอาจริงคือที่ใช้นะ ชอบฟิลลิ่งของชาแนลมากกว่า
คือเอสเต้หน่ะ เวลาเกลี่ย หรือเวลาทาเสร็จ มันจะฟิลลิ่งแบบ หนึบๆ เหนอะๆหน่อย
เหมือนทาบีบีครีมสูตรบางเบาหน่ะ อะไรประมาณนั้น ซึ่งเราไม่ชอบอะไรเหนอะๆ เลย
เราก็เลยไม่ค่อยเเฮปปี้ แต่ว่าเกลี่ยแล้วกลืนผิวกว่าชาแนลนะ

แต่ว่าชาแนลเนี่ย จะออกครีมๆนิดนึง เกลี่ยสมูธกว่า แต่พอเซตตัวบนผิวแล้วมัน
มันแบบ ดูรู้กว่าว่า ทารองพื้นมา ไม่เมหือนเอสเต้ ดูไม่รู้เลย



- ภาพรวม

เอาจริงๆ ตัดใจไม่ลงของทั้งสองตัวคือ มันคล้ายๆกันมาก
ไม่รู้จะเลือกตัวไหน เอาเป็นว่า ใครอยากได้แบบเนียนๆดูไม่ทาเลยจริงๆ
เลือกเอสเต้ดีกว่า เพราะสีเค้าจะโอกว่าชาแนล ชาแนลมันชมพูๆไปหน่อย
ทาแล้วอาจจะโป๊ะแตกได้จ้า







Create Date : 18 กรกฎาคม 2557
Last Update : 21 กรกฎาคม 2557 11:36:58 น.
Counter : 24620 Pageviews.

1 comment
รีวิว รองพื้น christian dior diorskin forever foundation
รองพื้นตัวต่อไปที่จะมารีวิว เป็นของ ดิออร์
รุ่น diorforever perfect foundation

เรามาลุยกันเลย เห้!



(ภาพจาก : http://www.chemistdirect.co.uk)


หน้าตาก็เป็นแบบนี้
ราคารู้สึกในไทยจะอยู่ที่ 2000 + นะ แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่
ซึ่งเราไม่ได้ซื้อไซส์จริงมา แต่ว่า ได้เป็นไซส์เทสเตอร์มา ในปริมาณ 3 มิล



ตัวนี้เลย
ได้มาจากร้านออนไลน์ ที่เว็บ http://www.beauty-siam.com
เค้าขายของเทสเตอร์ หลายเเบรนด์มาก ถ้าไม่อยากซื้อไซส์จริง อยากลองใช้ดูก่อนก็ลองหาซื้อดู

ของเราเองใช้เบอร์ 20 - เป็นคนผิว nc 30





ปริมาณ 3 มิล ซึ่งถามว่า ใช้ได้กี่ครั้ง
ก็เต็มที่ถ้าใช้แบบ ไม่ได้ประหยัดอะไรขนาดนั้น 2-3 ครั้ง ก็น่าจะหมดแล้วหล่ะ



เรามาว่ากันด้วยเรื่องของรองพื้นกันเลยดีกว่าว่า มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

จากที่กล่อง ในรูปด้านบน
อันนี้เค้าบอกไว้ว่า flawless ferfection ปกปิดแบบสุดๆ เรียบเนียนกริ๊บ
เป็นคำเคลมบนกล่องน้อยๆของเค้า ซึ่ง
จะบอกว่า flawless ขนาดนั้นมั๊ย ก็ใช้ได้อยู่นะ แต่ยังไม่ถึงกับที่สุดเฟ่อๆ อะไรขนาดนั้น
ถ้าเจอพวกรอยรุนแรงมากๆ ก็ยังคงต้องใช้คอนซิลเลอร์อยู่
แต่เชื่อว่า รองพื้นตัวนี้เอาอยู่ กว่า 80เปอร์เซนต์ ของรอยสิว รอยดำ รอยแดงเลยหล่ะ

เรามาดูกันที่หนังหน้าเรา เมื่อใช้รองพื้นตัวนี้ดีกว่า






นี่ก็คือสภาพเมื่อใช้แล้ว

การปกปิด
จะเห็นได้ว่า รองพื้นปกปิดพวกรอยดำ ได้เกือบหมดเลย ยังเหลืออยู่นิดเดียว
ซึ่งดังที่บอกไปด้านบนว่า คำเคลมของเค้านั้น เชื่อถือได้ แต่เหลืออีกนิดเดียวว นิดเดียวจริงๆ
ซึ่งในรูปนั้น ได้ทาในปริมาณที่ไม่มาก ใช้มือในการเกลี่ยรองพื้น ซึ่งฉันมีแค่ไซส์เทสเตอร์ 3 มิล
การจะใช้เยอะๆ มันเปลือง เดี๋ยวหมด 5555+ (แอบงก)



สีของรองพื้น

สีของรองพื้น สีมันสวยอ่ะ สีมันละมุนๆ สมูธๆ ทาแล้วหน้านวลๆดี ซึ่งมันไม่ติดเหลืองแบบ เหลืองดีซ่านเกินไป
อย่างรองพื้นของทางเอเชียบางยี่ห้อ และก็ไม่ติดชมพูเกินไป สำหรับคนยุโรปใช้ อะไรอย่างนั้น ชอบสีมากๆ



การคุมมัน
เป็นรองพื้นที่ไมได้ช่วยในการควบคุมความมันนะ ใครต้องการรองพื้นคุมมัน มองข้ามเจ้าตัวนี้ไปได้เลย
แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้หน้าเรามันยิ่งขึ้นนะจ๊ะที่รัก


เนื้อรองพื้น
ตัวนี้จะออกดิวอี้ เบาๆ นิดๆซะด้วยซ้ำ คือถ้าสังเกตุเข้าไปไกล้ๆหน้าของตัวเองในกระจก จะเห็นความวาว
เบาๆ เบาๆ เบาๆ
ย้ำว่า เบาๆ
เป็นความวาวของเนื้อรองพื้น ที่ไม่ใช่ชิมเมอร์ หรือ กลิ๊กเตอร์ใดๆ


ระหว่างวัน
รองพื้นตัวนี้ระหว่างวัน เราไม่ค่อยปลื้มเบาๆ คือ
1.รองพื้นหลุด แอบหายไปบ้างเบาๆ
 ซึ่งหมายความว่าความคงทนนั้นไซร์ แอบไม่แน่นแท้ หยั่งถึง
2.สีดรอป เล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับตกใจเกินไป


และอีกสิ่งที่จะบอกสำหรับรองพื้นตัวนี้คือ
มันเป็นรองพื้นที่ปกปิดดี แต่ว่าไม่หนาเลย ไม่ดูเป็นแบบ
หล่อนโบกรองพื้นมาหนาๆ โบ๊ะๆ รองพื้นเป็นปื๊นๆ
ผช.เดินผ่านมองมาที่หน้าหล่อน ยังตกใจว่าเอาปูนตราเสือมาโบกหน้าเหร่อะ? อะไรเงี่ย

พูดไปเดี๋ยวไม่เชื่อ ขอพลีชีพพิสูจน์ด้วยการซูมผิวหนังหน้าตัวเองให้ดูว่า
รองพื้นมันไม่หนาจริงๆนะเธอ







นี่ก็คือสภาพผิว ที่ทารองพื้นไปแล้ว จะเห็นว่า ไม่ค่อยเห็นความหนาๆ ของรองพื้นบนหน้าเลย
จะเห็นรูขุมขนบานๆ และสิวเสี้ยนบนหน้าอิฉันแทน 5555
ถามว่าอายมั้ย ที่เอาหน้าตัวเอง มาซูมให้ชาวโลกดูความจริงของผิวหน้า
ซึ่งปกติ จะไม่มีใครกล้ามาโชว์อะไรหยั่งเง้ ก่อนออกสื่อได้ที ต้องใช้เเอฟกันซะ หน้านี่เงาเป็นหุ่นเลยทีเดียว 55
 แต่ ตอบว่า ไม่เลย ชินแล้ว 555



สรุป

- เป็นรองพื้นที่ เหมาะกับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม
- เป็นรองพื้นที่ไม่คุมมัน
- เหมาะกับคนที่ทารองพื้น ที่ไม่ได้ไปตะลุยโลกมากนัก ไม่งั้นรองพื้นหลุดจ๊า


ตามนั้นนะจ๊ะ
ถามว่า จะซื้อไซส์จริงมาใช้รึปล่าว
ขอตอบว่า ไม่ เพราะว่าไม่รู้สึก ว๊าววอะไรขนาดนั้น
เพราะตัวที่ซื้อมาใช้เอง หลายตัว ว๊าวกว่า เเห่ะๆ ตามนี้เนาะ
ไปแล้วจ๊ะ บายยยยยยย







Create Date : 21 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2556 18:57:13 น.
Counter : 18862 Pageviews.

5 comment
1  2  3  4  

lepommz
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 276 คน [?]







 photo E2A0E070E270E190_zpsf35f0ca3.jpg Counter Start on 30 NOV. 2012
New Comments