Group Blog
รีวิวรองพื้น Chanel Perfection Lumiere Velvet

เชิญไทยมุงนะคะพี่น้อง มามุงของดำกันเถอะค่ะ โห๊ะๆ กับ
Chanel Perfection Lumiere Velvet

ซึ่งเป็นรองพื้นสูตรบางเบามากๆ ที่ชาแนลออกวางขายอีกตัวนึง
ที่เคยมีสูตรเบาบางมาก่อนหน้านี้แล้วคือสูตร Vitralumiere aqua
แต่สูตรนี้ต่างออกไปมาก จะอย่างไร มาดูกันเลย




ก่อนอื่นฉายแพคเกจกันก่อนเนอะ
ของดำ ตามนี้เลย





บนฝาขวดยังคงมี c ไขว้กันเป็นเอกลักษณ์ของรองพื้นทุกรุ่นเหมือนเดิม








ด้านหน้าจ้ะยูว์

เค้าบอกว่ามี spf 15 แต่เราใช้แล้ว บอกเลยว่าอยากคาดหวังกับกันแดดของนาง
ทากันแดดเพิ่มเถอะ เพื่อความเจริญและผาสุกของชีวิตที่แท้จริง







ด้านหลังตามนี้จ๊ะ ปริมาณ 30 ml.
เท่ากับรองพื้นรุ่นอื่นๆ และ ไซส์ หรือขวด บอกเลยว่าเหมือนกันกับรุ่น vitralumiere aqua มากๆ
เพียงแค่เปลี่ยนสีจากสีครีมๆ เป็นสีดำล้วน แค่นั้นเอง
ซึ่งตัวขวดก็เป็นพลาสติก โอเคย์เลย ไม่หนักดี







เปิดใช้งานก็ดังนี้จ๊ะ









โอเคย์ เรามาถึง Part เจาะลึกรองพื้นกันเลยดีกว่า มา
ชั้นรู้ว่าพวกหล่อนชอบ part นี้ทั้งหมดทั้งมวล hahaaa


ก่อนอื่น เห็นหน้าเหียกๆข้างบนกันแล้วใช่ป๊ะแก
โอเคย์ เราจะมาพูดถึงสิ่งแรกเลยคือ การปกปิด


คือการปกปิดของรองพื้นตัวนี้ บอกเลยว่า บางเบามากกก
แต่ไม่ถึงกับ ทาแล้วเหมือนไม่ทานะ คือเราทาเรารู้สึกได้ ว่าทารองพื้นอยู่บนหน้า
เราดูรู้ ว่ารองพื้นทาบนหน้า แต่คนอื่น ถ้าไม่บอกเค้า เค้าอาจจะไม่รู้ว่าเราทา
เพราะมันเนียน เหมือนไม่ทา เอาไว้แบบ ทาไปเดทกะผช. หรือทาไปเจอเพื่อนแล้วแบบ
เห๊ยยย ยูว์ หน้าชั้นใสป่ะ เนี่ย ไม่ได้แต่งหน้าเลยย พักนี้หน้าดี อะไรหยั่งเง้
แต่ก่อนมาเจอกัน แกโบกหน้ามา haahaaa แต่ก็เนียนนะ เค้าจับไม่ได้หรอก ทำกะเพื่อนมาละ
(ยกเว้นแกเลือกรองพื้นผิดเบอร์ หรือ ผิดอันเดอร์โทน)

อย่างที่บอกการปกปิดเบามากก แต่ก็ช่วยบ้างนิดหน่อย เต็ม 10 ให้ 3 ในเรื่องการปกปิดนะ
ไม่ได้เหมือนกะรองพื้นบางแบรนด์คือแบบ นั่นรองพื้น หรือ เบส, ทินท์ มอยส์ หน่ะ ทาแล้วเหมือนไม่ทาเลยจริงๆ
อย่าเรียกว่ารองพื้นเลยดีกว่า ถ้าจะบางขนาดน๊านนนน



ต่อมาเรื่องของ เนื้อรองพื้น

เนื้อรองพื้นเนี่ยคือ เป็นเนื้อแมทซ์นะ ซึ่งมันถูกจริตกับหน้าเรามาก
เพราะหน้าเรามันไง เราก็เลยอยากได้รองพื้นแมทซ์ๆ ที่ทาแล้ว ไม่ได้เพิ่มความมันให้กะหน้า
มันอยู่รอด อยู่ยั้งยืนยง กับสภาพอากาศบ้านเรา ที่แบบ
แกไม่สามารถจะดิวอี้ได้เลย เพราะ ขนาดแกใช้รองพื้นเนื้อแมทซ์
สักสองชั่วโมงหน้าแกก็จะดิวอี้เองโดยอัตโนมัติละ โอ่ยย เพลีย
ซึ่งตรงนี้ชอบมาก แต่มันก็จะมีปัญหาตรงที่ว่า
แล้วถ้าชั้นหน้าแห้งล่ะ จะรอดมั๊ย ????
คือ เราเองก็ยังไม่ได้ทำ research กับคนหน้าแห้งนะ ว่าจะรอดรึป่าว
แต่ถ้าแกหน้าเป็นขุยๆล่ะ แนะนำว่าอย่าทา ถ้าช่วงนั้นหน้าเป็นขุย เพราะ
เป็นมาแล้ว พินาศมากบอกเลย  เลี่ยงดีกว่าเนอะ


อีกอย่าง เนื้อรองพื้นตัวนี้เวลาเค้าทาไปแล้วปุ๊ป
เค้าจะมีความเป็นแป้งๆหน่อยๆ ซึ่งตอนไปเสียตังค์ บีเอเค้าบอกว่า
"มันจะเปลี่ยนเป็นแป้ง แล้วคุณน้องไม่ต้องทาแป้งทับ ทารองพื้นเสร็จก็ออกไปใช้ชีวิตได้เลยค่ะ"

ซึ่งได้ทดลองใช้แล้ว เออ จริงงงว่ะ ไม่ต้องทาแป้งทับนะ
เหมือนกับตัว perfection lumiere เลย ที่ไม่ต้องทาแป้งทับก็ได้ เอ๊ออ เจ๋งๆ


อีกอย่างสำหรับเนื้อรองพื้นคือ เค้ามีน้ำหอม น๊ะจ๊ะ น้ำหอมสไตล์ชาแนล เดิมๆ ถ้าใครเคยใช้จะรู้เนอะ


ต่อมา  เรื่องของการ คุมมัน

คือการคุมมันเราว่าไม่ได้ช่วยได้เลิศเลอค่า เพราะว่า ถ้าต้องการรองพื้นคุมมันดีดี
แกต้องไปหารองพื้นที่มีแอลกฮอล์กผสม แล้วกลิ่นแรงๆ กลิ่นแน่นๆ
 พวกรองพื้นแบบนั้นจะช่วยคุมมันได้ดีมาก อย่างเลฟลอนฝาดำ สูตรเก่า ถ้าใครเคยใช้นะ จะนึกออก
คือช่วยคุมมันได้นิดหน่อย ไม่มากเวอร์ ผิวหน้ามันตามกาลเวลาผ่านไป
แต่คือ ด้วยความที่รองพท้นมันเนื้อแมทซ์ไง มันก็เลยเหมือนจะช่วยเรื่องการคุมมันไปด้วย
แต่มองดีดี สังเกตุดีดี การคุมมันก็ไม่ได้ช่วยได้เลอค่าอะไรขนาดนั้นนะเธอ


ระหว่างวัน ใช้แล้วเป็นไง??

คือถ้าถามเรื่องสีดรอปมั๊ย???
คือตัวเนี่ย เราใช้เบอร์ 30 ซึ่งสีออกไปทางเหลือง เหมาะกะคนเอเชีย
ใช้แลั้วไม่ดรอปเลย ผ่องเด้งทั้งวัน
แต่อย่างตัว perfection lumiere เราก็ใช้เบอร์ 30 เหมือนกัน ซึ่งตัวนั้น มันจะออกส้มๆ
บางวันเราใช้ก็ดรอป บางวันใช้ ก็ไม่ดรอป เอ๊ออ แล้วแต่วันเเห่ะ
คือทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ที่สีที่คุณไปเลือกซื้อมาว่าผิดอันเดอร์โทนรึป่าว
รู้สึกเค้าจะมีสีให้เลือกซื้อในไทย ถึงเบอร์ 50 (มั้ง) ที่เข้มสุดนะ ถ้าจำไม่ผิด ถ้าผิดก็แค่ 40 อะ


ระหว่างวันไม่เป็นคราบเลย ไม่เยิ้มไม่ย้อย บอกเลย ชอบมากกก
แต่ แต่ แต่ ถ้าคุณไปสู้ชีวิตสัมเพ็งเจเจเยาวราชตลาดนัดบลาๆๆๆ
รองพื้น หลุดน๊ะจ๊ะเธอ มันไม่ทนขนาดนั้น เป็นรองพื้นผู้ดี ใช้ชีวิตใสๆ แบ๊วๆ ในห้องเย็นๆ
นั่งรถเเอร์เย็นๆ ไรเงี่ย โอเคย์อยู่ แต่ถ้าชีวิตเธอไม่ผู้ดี พจญภัยล้านเจ็ดระเห็ดไปสิบย่านน้ำละก็ หลุดค่ะ!!!


.
.
.
.
.
.
.

มีอะไรที่ยังไม่ได้รีวิวไปอีกน๊ออออออ


หมดแล้วมั้ง


รวมๆถามว่าชอบมั๊ย บอกเลยว่าชอบมาก
ไม่ได้เพราะว่าเห่อซื้อมาใหม่หรืออะไรนะ
แต่มองตามสภาพการใช้งานจริงคือ
เราไม่ได้ใช้ชีวิตที่ต้องไปเจอคนเยอะแยะทุกวัน ต้องหน้าเป๊ะทุกวัน
เราก็แค่อยากให้หน้าเราดูเฟรชขึ้น ดูไม่ผีเวลาส่องกระจก
คือง่ายๆ สวยคนเดียว แกเก็ตป่ะ .... อะไรหยั่งเง้
แต่ก็ไม่อยากโบกหน้าหนา สิบระดับ เพื่อสวยคนเดียว นั่นก็เกินไป
ฉะนั้น รองพื้นตัวนี้ก็เลยตอบโจทย์มากๆ
ใช้บ่อยโคตรรรรรร ช่วงนี้ บอกเลย


.
.
.
อ้อ ลืมบอกราคา อยู่ที่ 2,100 บาทไทยเด้ออออ



จบการรีวิวเพียงเท่านี้จ๊ะ บายย






*****ทิ้งท้าย คือจะบอกว่ารองพื้นตัวนี้เหมอืนกับรองพื้นรุ่น perfection lumiere ในเวอร์ชั่นที่บางกว่า
ถ้าใครเคยใช้รุ่นนั้นจะนึกออกโน๊ะ ถ้าอยากจัดเวอร์ชั่นบางๆ ซื้อโลด





Create Date : 14 สิงหาคม 2557
Last Update : 14 สิงหาคม 2557 19:12:17 น.
4 comment
เปรียบเทียบรองพื้น Estee , Chanel 3รุ่น


เผอิญมีรองพื้น6 ตัวนี้อยุ่ในกรุ แล้วใช้แล้วรู้สึกว่า เห๊ย มันคล้ายๆกันว่ะ
เลยเอามาทำการจับคู่รีวิวให้ดูเลยดีกว่าว่า คล้าย หรือ ต่างกันยังไงเนาะ
เผื่อใครซื้อตามจะได้เลือกซื้อถูก


คู่แรก
 Estee Lauder Double Wear Stay Inplace และ Chanel Perfection Lumiere




เจ้าสองตัวนี้เนี่ย สำหรับเรามันเป็นรองพื้นที่เป็นตัวเจิดที่สุด ในของทั้งสองแบรนด์เลย
(สำหรับเรานะ คนอื่นเราไม่รู้นะ)

ความเจิดของรองพื้นสองตัวนี้ที่เหมือนๆ หรือ คล้ายๆกัน คือ เป็นรองพื้นที่เนื้อแมทซ์ ปกปิดดี และคุมมัน
เป็นรองพื้นที่แน่นที่สุด และ คุมมันดีสุด ของในสองแบรนด์นี้เลยก็ว่าได้
ซึ่งเป็นอะไรที่เป็นจุดขาย ที่เราคิดว่าเหมาะกับคนไทยมากๆ
เพราะร้อยละ 80 ที่มาถามเราเกี่ยวกะรองพื้นว่าจะซื้ออะไรดี ส่วนมากแล้ว ความต้องการของคนไทย หรือคนที่มาถามเเหล่ะคือ
"อยากได้รองพื้นคุมมัน เนื้อแมทซ์ ติดทน"

ซึ่งจะบอกว่าสองตัวนี้ตอบโจทย์ แต่ถ้าเรามาแยกหัวข้อเปรียบเทียบกัน
มันจะมีสิ่งที่แอบต่างกันดังนี้


- ความหนา

สองตัวนี้ บอกเลยว่า เอสเต้หนากว่ามาก ถ้าใครไม่ชอบหนาๆแบบหนาจริงจัง
ข้อให้มองข้ามเอสเต้ตัวนี้ไปเลย ไปมองชาแนลแทนดีกว่า ชาแนลจะบางกว่าเอสเต้
คือตัวชาแนลเนี่ย เราจะสามารถ build ความหนาได้ว่าจะให้หนามากหนาน้อย สามารถทาได้ง่าย
แต่เอสเต้เนี่ย ก็ทำได้นะ แต่ยาก บอกเลยว่ายาก ถ้าไม่เก่งจริง คุณไม่มีวันเกลี่ยให้บางได้เลย



- การปกปิด

เเน่นอนว่า ด้านบนบอกว่า เอสเต้หนากว่า การปกปิดของเอสเต้นั้น ย่อมดีกว่าแน่นอน
คือ รองพื้นไหนหนา การปกปิดต้องดีกว่ารองพื้นที่บางกว่าอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรุ่นไหนแบบไหนก็ตาม
(แต่คนชอบมาถามถึงรองพื้น บางๆ แต่ปกปิดเนียนกริ๊บ มันดูขัดกับหลักความเป็นจริงรึปล่าว โอ่ย เพลียยเหลือเกิน)
แต่ชาแนลนั้น ถ้าพูดถึงการปกปิดคือ ปานกลางถึงเกือบมากดีกว่า
จะบอกว่าปกปิดกริ๊บที่สุดก็ดูจะเกินไป ถ้าเทียบกับเอสเต้รุ่นนี้ เพราะว่าไม่ได้กริ๊บเวอร์เท่าเอสเต้
เอาง่ายๆ เอสเต้ปกปิดพวกรอยสิวดำๆ เม็ดสีแน่นๆ หรือ สิวเปล่งๆ ได้เนียนกริ๊บ
แต่ถ้าชาแนล จะได้ในระดับกลางๆซะมากกว่า ถ้ารอยแน่นมากๆ ก็เอาไม่อยู่จ้า



- ความติดทน

ความติดทนนี่ ให้เอสเต้เลยนะ เอสเต้เป็นอะไรที่ทนมาก ทนเหงื่อ ทนฝน ทนท๊นนนทน
แต่ว่าถ้าไปว่ายน้ำนี่ก็หายอยู่นะ 55 (ลองแล้ว)
แต่ถามว่าชาแนลทนมั๊ย ก็ทนอยู่นะ แต่ถ้าสมมติแต่งไปออกกำลังกายเงี่ย
มีเหงื่อๆ ก็หลุดอยู่นะ ไม่ทนเท่าเอสเต้ แต่ว่าถ้าใช้ชีวิตประจำวัน
ไม่ได้ไปตรากตรำชีวิตอะไร ชาแนลตัวนั้นก็อยู่ทนทั้งวันเหมือนกันจ้า




- การคุมมัน

การคุมมันขอบอกเลยว่า เอสเต้ชนะเลิศกว่าชาแนล ชาแนลไม่ได้คุมมันเริศ ขนาดนั้นคือ
เค้าทำให้หน้าเราไม่มันเพราะว่าเค้าเป็นเนื้อแมทซ์ พอทาแล้วจะมีความแป้งๆนิดนึงบนหน้าเรา หน้าเราเลยไม่มัน
แต่ถามว่าช่วยคุมมันเพิ่มมั๊ย ก็นิดนึง (ในความรู้สึกเรา) แต่เอสเต้เนี่ย ช่วยคุมมันเลยล่ะจะบอกให้




- ฟิลลิ่งในการใช้

เวลาเกลี่ยรองพื้นเนี่ย ตัวเอสเต้เกลี่ยยาก บอกเลยว่าเกลี่ยยากมาก เกลี่ยไม่ดีหน้าจะหนาๆ เป็นปูนๆปื๊นๆ พังพินาศมาก
แต่ชาแนลเกลี่ยง่าย ไม่ต้องเเต่งหน้าเก่ง ก็ใช้ได้ หน้ารอดจ้า
แล้วก็ ต่างกันตรงที่ ชาแนลจะมีน้ำหอม ส่วนเอสเต้จะมีแอลกฮอล์กเหม็นๆ  -*-
เอ้อ แต่สิ่งหนึ่งที่เก๋ๆที่รองพื้นเอสเต้ไม่มีเหมือนในตัวชาแนลคือ
ชาแนลตัวนี้เนี่ย พอใช้ไปแล้ว ไม่ต้องทาเเป้งก็ได้นะ คือเนื้อเค้าจะกึ่งๆแป้งนิดนึงเบาๆ
คือทารองพื้นอย่างเดียวแล้วจบเลยก็ได้ เราทำบ่อย เก๋อยู่หล่ะ




- ระหว่างวัน

ระหว่างวัน ทั้งสองตัวฟิลลิ่งดีมากๆ เมหือนกันหมดเลยคือ ไม่หลุด ไม่เป็นคราบ
เหงื่อออก หรือหน้ามัน หน้าก็ไม่พินาศ สอบผ่านทั้งคู่
แต่ว่าในเรื่องของสีนั้น รองพื้นสองตัวนี้โดยเฉพาะชาแนล สีจะออกไปทางส้ม ไม่ค่อยมีเฉดเหลืองให้เลือกเหมือนเอสเต้
ทำให้หลายคนใช้แล้วจะหน้าดรอป เปอรเซนต์การหน้าดรอปแอบสูงอยู่
ซึ่งเราเองบางวันก็เป็น บางวันก็ไม่เป็น ขึ้นอยู่กะวัน อันนี้ต้องลองกันเองจ้าา




-  ภาพรวม

สรุปภาพรวมของทั้งสองตัวนี้คือ
ความคล้ายอยู่ที่การปกปิด และ ความเเมทซ์ในเนื้อรองพื้น
แต่สิ่งที่ต่างคือ เอสเต้ หนากว่า ชาแนล
เอสเต้ เกลี่ยยากกว่า ชาแนล
เอสเต้ ปกปิดดีกว่า ชาแนล
เอสเต้  คุมมันดีกว่า ชาแนล
เอสเต้  ติดทนกว่า ชาแนล
แต่ถ้าถามว่าใช้ตัวไหนคุ้มค่าคือ
ถ้าใครชอบแน่นๆ หน้าเป๊ะจริงจัง และมีสกิลในการนแต่งหน้า เลือกเอสเต้
แต่ถ้าใครอยากใช้ everyday ใช้ง่ายๆ ไปไหนก็ได้ เลือกชาแนลจ้า







คู่ต่อไปคือ Estee Lauder Double Wear Light และ Chanel Perfection Lumiere Velvet

ซึ่งขอบอกว่าคู่นี้นี่ กินกันไม่ลง เพราะว่า มันคล้ายกันมาก มีจุดต่างแค่นิดเดียวเอง
รองพื้นสองรุ่นนี้เป็นรองพื้นเนื้อบางเบา แต่ไม่ได้เบาที่สุด คือมันก็ไม่ได้เบาเฟ่ออ เหมือนไม่ได้ทาอะไรเลยขนาดนั้น
คือทาแล้วยังพอเห็นว่ามีรองพื้นทาอยู่บนหน้า เป็นฟิลลิ่งบ้าง คือถ้าคนทารองพื้นตัวเนี่ย จะดูออกดูรู้ว่าทา ถ้าคนอื่นๆอาจดูไม่รู้ก็ได้
แต่แบบ ถ้าเทียบกะรองพื้นอื่นๆ มันคือเบามากๆ นั่นเอง (งงปะ???)

สองรุ่นนี้เป็นเรื่องพื้นเนื้อแมทซ์เมหือนกัน แต่ว่า ชาแนลจะมีความพิเศษที่ต่างจากเอสเต้ออกไปคือ
เวลาทาแล้วเนี่ย นางจะดูแมทซ์กว่า นางจะมีความเป็นแป้งๆหลังเกลี่ยเสร็จ
คือ รองพื้นเหมือนกลายสภาพเป็นแป้งนิดนึง พอทาแล้วคุณไม่ต้องทาแป้งทับรองพื้นต่อก็ได้
แต่ว่าถ้าเอสเต้เนี่ย ไม่มีความพิเศษ ณ.จุดนี้ ต้องทาแป้งทับ เพราะไม่งั้นมันจะแอบมีความเหนอะนิดๆ
(นี่เเหล่ะ คือจุดต่างของรองพื้นสองตัวนี้)


- ความหนา

รองพื้นสองตัวนี้ ความหนาถ้าเต็มสิบ ให้สัก 2.5-3 เท่ากันเลย
คือมันบางเบา ทาเพื่อให้ผิวดูเฟรช ดูตื่น ดูมีน้ำมีนวลขึ้น
โดยที่ไม่ช่วยเรื่องปกปิดสักเท่าไหร่เลย คือเหมาะกับคนที่ชอบ หรือ อยากได้รองพื้นที่ใช้ง่ายๆ
ใช้ในชีวิตประจำวันโดยที่ไม่หนา ไม่หนักหน้า ไม่โบกรองพื้น ทาแล้วหน้าเบาๆ
สองตัวนี้ตอบโจทย์มากๆ



-การปกปิด

แน่นอนว่ารองพื้นบางเบาขนาดนี้ การปกปิดก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่
แต่ก็จะช่วยได้บ้างเช่นสมมติใต้ตาดำๆ เราทาใต้ตาไป
ถึงสีคล้ำของใต้ตาจะไม่ได้หายไปหมดเหมือนทารองพื้นหนาๆหรือทาคอนซิลเลอร์
แต่ก็ช่วยได้บ้างนิดหน่อยล่ะ  ตรงนี้เหมือนกันทั้งคู่เดลย



- ความติดทน

เอาจริง ความติดทนนะ เกือบดี คือถ้าอยู่ในบ้าน อยู่ในห้องแอร์ไรเงี่ย มันก็ไม่หลุดหรอก
แต่ถ้าเจอแดดเจออะไรเงี่ย คือจากที่ใช้นะ รุ้สึกเอสเต้จะทนกว่าชาแนลหล่ะเธอ



- การคุมมัน

การคุมมันนั้น คือ เอาจริงๆไม่ได้ช่วยคุมมันสักเท่าไหร่นะ เป็นรองพื้นเนื้อเเมทซ์
แต่ด้วยความที่ชาแนลที่บอกไปตอนต้นว่า ทาแล้วมันจะมีสภาพเป็นแป้งๆนิดหน่อย
ทำให้ความหน้ามัน เวลาใช้แล้วชาแนล จะดูหน้ามันน้อยกว่าเอสเต้ไปโดยปริยายเลย
เอาเป็นว่าเรื่องตรงนี้ ผลเสมอกัน ถ้าตัดความแป้งของชาแนลออกไป
การคุมมันก็ไมไ่ด้ดีเด่ไปกว่ากันเท่าไหร่เลย



- ฟิลลิ่งในการใช้

เวลาเกลี่ยรองพื้นชาแนลเนี่ย จะสังเกตุได้ถึงความกร้านๆ ความแห้งๆ เพราะเค้าแมทซ์แม๊ทททซ์แมทซ์
เกลี่ยแล้วจะเหมือนมีเสียงแกรกก แกรกก หน่อย ถ้าบริเวณไหนเเห้งเป็นขุยก็อาจจะพังพินาศได้บ้าง
แต่เกลี่ยง่ายอยู่นะ   ส่วนเอสเต้จะมีความมอยซ์ๆเล็กๆ ในตัวรองพื้นตอนเกลี่ย
ซึ่งต่างกะตัวชาแนลตัวนี้  เวลาเกลี่ยจะหนืดๆ หน่อย เหนียวๆ หน่อยๆ เหมือนรองพื้นค้นๆอ่ะ นึกภาพออกปะ




- ระหว่างวัน

ทั้งวันที่ใช้นะ ไม่เป็นคราบ ไม่เป็นอะไรเลย หน้ารอด ไม่พัง ไม่พินาศ ใช้แล้วเเฮปปี้
ติดทนดีถ้าไม่ได้ไปสู้ชีวิต โอเคย์เลยหล่ะตรงนี้




- ภาพรวม

ถ้าถามเรานะ ภาพรวมเราเเฮปปี้กะชาแนลมากกว่า
เพราะมันเเมทซ์กว่าด้วยความที่แอบเป็นแป้งหลังเกลี่ยเสร็จ มันทำให้หน้าเราดูไม่เงา
แต่ที่ไม่แฮปปี้คือราคา รู้สึกชาแนลจะเเพงกว่าสัก 400 บาทมั้งนะ ถ้าไม่ผิดพลาด

คือเอาจริงๆตัวนี้ไม่ค่อยต่างกันมากที่ใช้ ก็เลยไม่รู้สึกว่าตัวไหนเด่นกว่ากันสักเท่าไหร่
คือมันคล้ายกันมาก เอาเป็นว่าใครรักในแบรนด์ไหน ไปซื้อแบรนด์นั้นโลดจ้า






มาถึงมวยคู่สุดท้ายที่จะรีวิวแล้ว
กับ Estee Lauder invisible fulid และ Chanel vitalumiere aqua

สองตัวนี้คล้ายกัน ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด ซึ่งมีอะไรๆแตกต่างกันอยู่บ้าง
แต่สิ่งที่เหมือนกันของสองตัวนี้คือ เป็นรองพื้นเนื้อบางเบามาก ที่ไม่ได้เป็นรองพื้นเนื้อแมทซ์ ของทั้งสองแบรนด์


- ความหนา

เอาจริงๆความหนาเนี่ย ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่นะคือ ทาแล้วเหมือนไม่ทาทั้งคู่
แต่พอเราทาแล้วเราลองมองเเบบเจาะลึกจริงๆ
ชาแนลจะหนากว่าหน่อยๆนึง
ส่วนเอสเต้นั้น เหมือนไม่ทาจริงๆ เหมือนที่เค้าเขียนไว้หน้าว่า
" invisible "
จริงๆ

แต่ทาแล้วผิวดูตื่นขึ้นนะ เหมือนช่วยเฟรชผิวให้ดูสดใสขึ้นหน่อย ทั้งสองตัวเลย



- การปกปิด

เอาจริงการปกปิดอ่อนด๋อยด้อยค่ามากในเรื่องตรงนี้
แน่นอนว่าเค้าเป็นสูตรบางเบา ไม่หนา ก็จะไม่ช่วยปกปิดอะไร ใครต้องการปกปิด นี่ผิดใจคุณละ
ถ้าให้ เอสเต้ปกปิดให้สัก 1.5/10    ส่วนชาแนลให้ 2/10



- ความติดทน

ความติดทนบ่องกงๆ ว่า ไม่ทนมาก ถ้าใช้สองตัวนี้แล้วไปสู้ชีวิต มีเหงื่อ
บ่องกงๆ ว่า หลุด หาย ที่ดูเหมอืนไม่ทาไปทีแรกแล้ว คราวนี้ ไม่หลงเหลือรองพื้นเลยจ้าาา
หายไปกับเหงื่อ ความมันของหน้า และอื่นๆทั้งหมดเลย


- การคุมมัน

การคุมมันบอกเลยว่า ไม่ช่วยอะไร เลยสักนิดเรื่องของตรงนี้
ถ้าอยากได้คุมมันเนื้อเบาบาง ไปดูคู่บนจ้า เพราะอันนี้คนละสูตรกัน
แต่ก็ไม่ทำให้หนามันมากยิ่งขึ้นเด้อ เอาเป็นว่า ความมัน ตามเบ้าหน้าจ้า



- ฟิลลิ่งการใช้

เอาจริงคือที่ใช้นะ ชอบฟิลลิ่งของชาแนลมากกว่า
คือเอสเต้หน่ะ เวลาเกลี่ย หรือเวลาทาเสร็จ มันจะฟิลลิ่งแบบ หนึบๆ เหนอะๆหน่อย
เหมือนทาบีบีครีมสูตรบางเบาหน่ะ อะไรประมาณนั้น ซึ่งเราไม่ชอบอะไรเหนอะๆ เลย
เราก็เลยไม่ค่อยเเฮปปี้ แต่ว่าเกลี่ยแล้วกลืนผิวกว่าชาแนลนะ

แต่ว่าชาแนลเนี่ย จะออกครีมๆนิดนึง เกลี่ยสมูธกว่า แต่พอเซตตัวบนผิวแล้วมัน
มันแบบ ดูรู้กว่าว่า ทารองพื้นมา ไม่เมหือนเอสเต้ ดูไม่รู้เลย



- ภาพรวม

เอาจริงๆ ตัดใจไม่ลงของทั้งสองตัวคือ มันคล้ายๆกันมาก
ไม่รู้จะเลือกตัวไหน เอาเป็นว่า ใครอยากได้แบบเนียนๆดูไม่ทาเลยจริงๆ
เลือกเอสเต้ดีกว่า เพราะสีเค้าจะโอกว่าชาแนล ชาแนลมันชมพูๆไปหน่อย
ทาแล้วอาจจะโป๊ะแตกได้จ้า







Create Date : 18 กรกฎาคม 2557
Last Update : 21 กรกฎาคม 2557 11:36:58 น.
1 comment
รีวิว รองพื้น christian dior diorskin forever foundation
รองพื้นตัวต่อไปที่จะมารีวิว เป็นของ ดิออร์
รุ่น diorforever perfect foundation

เรามาลุยกันเลย เห้!



(ภาพจาก : http://www.chemistdirect.co.uk)


หน้าตาก็เป็นแบบนี้
ราคารู้สึกในไทยจะอยู่ที่ 2000 + นะ แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่
ซึ่งเราไม่ได้ซื้อไซส์จริงมา แต่ว่า ได้เป็นไซส์เทสเตอร์มา ในปริมาณ 3 มิล



ตัวนี้เลย
ได้มาจากร้านออนไลน์ ที่เว็บ http://www.beauty-siam.com
เค้าขายของเทสเตอร์ หลายเเบรนด์มาก ถ้าไม่อยากซื้อไซส์จริง อยากลองใช้ดูก่อนก็ลองหาซื้อดู

ของเราเองใช้เบอร์ 20 - เป็นคนผิว nc 30





ปริมาณ 3 มิล ซึ่งถามว่า ใช้ได้กี่ครั้ง
ก็เต็มที่ถ้าใช้แบบ ไม่ได้ประหยัดอะไรขนาดนั้น 2-3 ครั้ง ก็น่าจะหมดแล้วหล่ะ



เรามาว่ากันด้วยเรื่องของรองพื้นกันเลยดีกว่าว่า มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง

จากที่กล่อง ในรูปด้านบน
อันนี้เค้าบอกไว้ว่า flawless ferfection ปกปิดแบบสุดๆ เรียบเนียนกริ๊บ
เป็นคำเคลมบนกล่องน้อยๆของเค้า ซึ่ง
จะบอกว่า flawless ขนาดนั้นมั๊ย ก็ใช้ได้อยู่นะ แต่ยังไม่ถึงกับที่สุดเฟ่อๆ อะไรขนาดนั้น
ถ้าเจอพวกรอยรุนแรงมากๆ ก็ยังคงต้องใช้คอนซิลเลอร์อยู่
แต่เชื่อว่า รองพื้นตัวนี้เอาอยู่ กว่า 80เปอร์เซนต์ ของรอยสิว รอยดำ รอยแดงเลยหล่ะ

เรามาดูกันที่หนังหน้าเรา เมื่อใช้รองพื้นตัวนี้ดีกว่า






นี่ก็คือสภาพเมื่อใช้แล้ว

การปกปิด
จะเห็นได้ว่า รองพื้นปกปิดพวกรอยดำ ได้เกือบหมดเลย ยังเหลืออยู่นิดเดียว
ซึ่งดังที่บอกไปด้านบนว่า คำเคลมของเค้านั้น เชื่อถือได้ แต่เหลืออีกนิดเดียวว นิดเดียวจริงๆ
ซึ่งในรูปนั้น ได้ทาในปริมาณที่ไม่มาก ใช้มือในการเกลี่ยรองพื้น ซึ่งฉันมีแค่ไซส์เทสเตอร์ 3 มิล
การจะใช้เยอะๆ มันเปลือง เดี๋ยวหมด 5555+ (แอบงก)



สีของรองพื้น

สีของรองพื้น สีมันสวยอ่ะ สีมันละมุนๆ สมูธๆ ทาแล้วหน้านวลๆดี ซึ่งมันไม่ติดเหลืองแบบ เหลืองดีซ่านเกินไป
อย่างรองพื้นของทางเอเชียบางยี่ห้อ และก็ไม่ติดชมพูเกินไป สำหรับคนยุโรปใช้ อะไรอย่างนั้น ชอบสีมากๆ



การคุมมัน
เป็นรองพื้นที่ไมได้ช่วยในการควบคุมความมันนะ ใครต้องการรองพื้นคุมมัน มองข้ามเจ้าตัวนี้ไปได้เลย
แต่ว่าก็ไม่ได้ทำให้หน้าเรามันยิ่งขึ้นนะจ๊ะที่รัก


เนื้อรองพื้น
ตัวนี้จะออกดิวอี้ เบาๆ นิดๆซะด้วยซ้ำ คือถ้าสังเกตุเข้าไปไกล้ๆหน้าของตัวเองในกระจก จะเห็นความวาว
เบาๆ เบาๆ เบาๆ
ย้ำว่า เบาๆ
เป็นความวาวของเนื้อรองพื้น ที่ไม่ใช่ชิมเมอร์ หรือ กลิ๊กเตอร์ใดๆ


ระหว่างวัน
รองพื้นตัวนี้ระหว่างวัน เราไม่ค่อยปลื้มเบาๆ คือ
1.รองพื้นหลุด แอบหายไปบ้างเบาๆ
 ซึ่งหมายความว่าความคงทนนั้นไซร์ แอบไม่แน่นแท้ หยั่งถึง
2.สีดรอป เล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับตกใจเกินไป


และอีกสิ่งที่จะบอกสำหรับรองพื้นตัวนี้คือ
มันเป็นรองพื้นที่ปกปิดดี แต่ว่าไม่หนาเลย ไม่ดูเป็นแบบ
หล่อนโบกรองพื้นมาหนาๆ โบ๊ะๆ รองพื้นเป็นปื๊นๆ
ผช.เดินผ่านมองมาที่หน้าหล่อน ยังตกใจว่าเอาปูนตราเสือมาโบกหน้าเหร่อะ? อะไรเงี่ย

พูดไปเดี๋ยวไม่เชื่อ ขอพลีชีพพิสูจน์ด้วยการซูมผิวหนังหน้าตัวเองให้ดูว่า
รองพื้นมันไม่หนาจริงๆนะเธอ







นี่ก็คือสภาพผิว ที่ทารองพื้นไปแล้ว จะเห็นว่า ไม่ค่อยเห็นความหนาๆ ของรองพื้นบนหน้าเลย
จะเห็นรูขุมขนบานๆ และสิวเสี้ยนบนหน้าอิฉันแทน 5555
ถามว่าอายมั้ย ที่เอาหน้าตัวเอง มาซูมให้ชาวโลกดูความจริงของผิวหน้า
ซึ่งปกติ จะไม่มีใครกล้ามาโชว์อะไรหยั่งเง้ ก่อนออกสื่อได้ที ต้องใช้เเอฟกันซะ หน้านี่เงาเป็นหุ่นเลยทีเดียว 55
 แต่ ตอบว่า ไม่เลย ชินแล้ว 555



สรุป

- เป็นรองพื้นที่ เหมาะกับทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม
- เป็นรองพื้นที่ไม่คุมมัน
- เหมาะกับคนที่ทารองพื้น ที่ไม่ได้ไปตะลุยโลกมากนัก ไม่งั้นรองพื้นหลุดจ๊า


ตามนั้นนะจ๊ะ
ถามว่า จะซื้อไซส์จริงมาใช้รึปล่าว
ขอตอบว่า ไม่ เพราะว่าไม่รู้สึก ว๊าววอะไรขนาดนั้น
เพราะตัวที่ซื้อมาใช้เอง หลายตัว ว๊าวกว่า เเห่ะๆ ตามนี้เนาะ
ไปแล้วจ๊ะ บายยยยยยย







Create Date : 21 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2556 18:57:13 น.

5 comment
รีวิวรองพื้น estee lauder light double wear stay in place
 เป็นรองพื้นของเอสเต้ตัวที่สอง ที่ได้ทำการรีวิว
จากที่ได้รีวิวตัวเเรก
estee lauder double wear stay in place ไปแล้ว
จะบอกว่า ตัวนี้ สรรพคุณ ความเจ๋ง ความเริศ ก็ไม่แพ้ตัวนั้นเช่นกัน
อยากรู้แล้วอ่าดี๊ ว่ามันเริศไง โอเคย์ ไปดูกัน



ก่อนอื่น รูปร่างหน้าตาเค้าจะมากับกล่องสีน้ำเงินแบบนี้
ตัวหนังสือเป็นสีทองๆ เพื่อความหรูหรา
luxuary ไฮโซโก้เก๋เมื่อตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง
เราว่ามันดูสวยมาก กับหลอดสีครีม-ทอง
ดูแพงมากๆ



สวยเนาะเเก



เปิดมาด้านในจะเป็นหลอดบีบๆ ซึ่งสะอาดจากอากาศ หรือฝุ่นที่จะเข้าไปทำให้
รองพื้นสกปรก หรือเสื่อมเร็วขึ้น  (แอบเขรอะนิดนึง)




โอเคย์ เรามาดูกันที่ทีละอย่างกันก่อน กับ สิ่งต่างๆหลายๆสิ่งที่เค้าเขียนไว้บนแพกเกจจิ้งของเค้า



ด้านหน้าข้างล่างเค้าก็บอกถึงชื่อรุ่น และบอกว่า มี spf 10 / pa++
ซึ่งเราใช้เราก็ทากันแดดเพิ่มนะ ไม่เคยใช้รองพื้นและไม่ทากันแดด
ไม่เคยหวังค่ากันแดดจากรองพื้น ไม่ว่าจะสูงแค่ไหน
เพราะเรามีความเชื่อว่า ขนาดกันแดดจริงๆ กันเเดดเพียวๆบางตัวยังไม่สามารถ
กันแดดได้เสถียร เต็มประสิทธิภาพเลย นับประสาอะไรกับกันแดดที่ผสมกับรองพื้น
หรือ บีบี หรือ แป้ง ฉะนั้น ทากันแดดเถอะค่ะ



ด้านหลัง บอกรายละเอียดนิดๆหน่อย ดังภาพ ไม่มีอะไรมาก
*เปิดใช้ได้ 24 เดือน*




เนื้อรองพื้นก็ค่อนข้างค้นเมื่อบีบออกมา เหนียวนิดๆ
ไม่มีกลิ่นเหม็นแอลกฮอล์ก หรือ น้ำหอม
แต่มีกลิ่นตุๆ อะไรสักอย่างที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่กลิ่นไม่แรง ถ้าไม่ตั้งใจดม
ก็ไม่ได้กลิ่นจ๊ะ

เนื้อรองพื้น

ค่อนข้างบางเบา เป็นรองพื้นแบบ
sheer - medieum coverage
ซึ่ง ใครที่คิดว่ารองพื้นตัวนี้จะบาง ทาแล้วเบาๆ ใสๆ
"คิดผิด"
มันไม่ได้บางขนาดนั้น
ทาแล้วดูรู้ว่าทารองพื้น
แต่ถ้าคุณมีทักษะในการเกลี่ยรองพื้นเริศๆ
หรือมีอุปกรณ์การเกลี่ยรองพื้นเริศๆ
คุณสามารถทาให้มันบางได้ จนคนดูไม่รู้ว่าคุณทารองพื้นมา

เป็นรองพื้นเนื้อแมทซ์ เนื้อแห้งๆ
ซึ่งคนหน้าแห้ง หรือหน้าลอกเป็นขุย ไม่เหมาะเท่าไหร่นะ


การปกปิด

แน่นอนด้านบนบอกไว้แล้วว่า
เป็นรองพื้นsheer - medieum coverage
การปกปิดก็ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง
เช่นรอยสิวที่หายแล้ว หรือสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ
แต่ถ้าเป็นสิวตุ๊มๆ หนักๆ หรือรอยแน่นๆ ก็ยังไม่อยู่

การปกปิดสามารถปกปิดได้สองระดับคือ
ถ้าทารองพื้นรอบเดียวก็จะปิดได้ประมาณ 30-40 เปอร์
แต่ถ้าทาทับอีกรอบ หรือทาแค่เฉพาะจุดแบบเน้นๆ
ก็จะสามารถปิดได้สูงสุดประมาร 60-70 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว
เรียกได้ว่า ถ้ามีรอยบนหน้า ที่ไม่วิกฤตมาก
ไม่ต้องพึ่งคอนซิลเลอร์เลย



(ในภาพ เกลี่ยรองพื้นแค่รอบเดียว ไม่มีการเน้นการปกปิดเฉพาะจุด
ใช้รองพื้นปริมาณน้อย และใช้แปรง stripping brush ในการเกลี่ย)

อ้ออีกอย่าง ใครเป็นสิวสะเก็ดๆหรือมีหน้าลอกๆในบางบริเวณ อย่าใช้
เพราะถ้าทาแล้วมันจะพินาศมากๆ


ความติดทน


ขออนุญาตใช้คำว่า "โคตรพ่อโคตรแม่ติดทนเลยแก"
ได้ทารองพื้นตัวนี้ตั้งแต่บ่ายสองโมงครึ่ง
ไปทำงานๆๆ แล้วมาส่องกระจก ล้างหน้าอีกทีตอนสี่ทุ่มครึ่ง
มันยังติดทน ไม่มีอะไรหลุดเลือนลางหายไปไหน เริศศศศ


การคุมมัน

เอ้า ใครหน้ามันส์ เอ้ยย หน้ามัน
เตรียมเฮฮฮฮ

นี่คือรองพื้นอีกตัวที่เหมาะกับคุณจ๊ะ
มี่ตัวเลือกอีกตัวนึงแล้ว หุหุ

การคุมมันค่อนข้างดี
แต่ยังไม่ที่สุด แต่ช่วยได้มากเลยเเหล่ะ
ให้คะแนนคุมมันประมาณ 7.5/10 แล้วกัน


ระหว่างวัน

เป็นคราบหรือตกร่องไหมๅ?
ไม่เลย ส่วนตัวหน้าเราไม่มีปัญหากับจุดๆนี้เลย มันโอมากๆ
ถึงจะผ่านไปกี่ชั่วโมงก็ตาม รองพื้นจะไม่มีการ
เยิ้มย้อยไหลออกมาผสมกับความมันหรือเหงื่อบนหน้าที่สะสมและรวมตัวกันกับรองพื้น
แล้วกลายเป็นคราบสังขยาบนใบหน้า อี๊ น่ากลัว
ซึ่งตัวนี้ไม่เกิดเหตุการณ์นั้นเลยจ๊า ฟันธง

อ้ออีกอย่าง สีไม่ดรอประหว่างวัน ทาสีไหนได้สีนั้น หน้าเด้งทั้งวันเลยเธอ


ข้อดี

- เป็นรองพื้นที่บางเบา แต่ ปกปิดดี ซึ่งหายากนะ บางเบาแต่ปกปิดเนี่ย
- เป็นรองพื้นที่คุมมันได้โอ
- เป็นรองพื้นที่ติดทนมาก พจญภัยอะไรก็ยังอยู่ดี อยู่ทน

ข้อเสีย

- เป็นรองพื้นที่เกลี่ยยากมาก เหมือนเจ้า estee lauder double wear stay in place เลย
ต้องมีทักษะในการเกลี่ยระดับหนึ่งเลย ไม่งั้นจะเป็นรอยคราบๆไม่สวยมากๆ
อาจจะต้องล้างออกและเกลี่ยใหม่
วิธีที่แนะนำคือ ใช้แปรง stripping brush หรือ ฟองน้ำชุบน้ำในการเกลี่ย
จะทำให้เกลี่ยง่ายขึ้น อย่าใช้มือเด็ดขาด จะเกลี่ยยากมาก
(แต่ถ้าคุณใช้มือแล้วเกลี่ยได้สวย แสดงว่าคุณโปรมาก ขอแสดงความยินดีด้วย)


ถ้าไม่ติดว่าเป็นรองพื้นที่เกลี่ยยากนะ จะเป็นรองพื้นอีกตัวที่ขึ้นหิ้งเลยเเหล่ะ



เรามาดูรายละเอียดแน่นๆบนกล่องดีกว่า
กับคำเคลมเเน่นๆของเค้า ว่าเคลมจริง หรือมโนเคลมเหมือนกับบางยี่ห้อกันแน่
ที่เคลมไว้ซะเวอร์เลยแต่พอมาใช้จริง เหอะๆ หลอกข่อย




นี่คือหลังกล่อง
เรามาวิเคราะห์ วิจัย วินิจฉัยกันแบบหมดเปลือกเลยดีกว่า ว่า จริงหรือลวงโลก

- for all skintpyes
 อันนี้ส่วนตัวคิดว่า ไม่น่าจะไหวนะ เพราะว่า ถ้าคนผิวเเห้งมาใช้ อาจจะไม่โอ ทาแล้วอาจจะ
เกิดการเป็นคราบปูนบนหน้าได้
ฉะนั้น ไม่ให้ผ่านโดยสิ้นเชิง มันเหมาะกับคนผิวมันมากกว่า


-15  hour wear
อันนี้ให้ผ่าน เราให้ 2 day wear เลยเอ้า! มันทนมาก หุหุ


-lightweight , comfortable makeup
ก็ให้ความรู้สึกบางเบาอยู่นะ แต่ก็ไม่ได้บางเบาเวอร์อะไรขนาดนั้น
ยังครึ่งๆกลางๆว่าจะให้ผ่านดีรึปล่าว เพระทาแล้วก็ไม่ได้
รู้สึกว่า มันสบายผิวอะไรขนาดนั้น เปล่าเลย


- controls oil and stays vibrant and fresh
throughout your active day

เออ อันนี้จริงมากๆ คุมมันดีมากและ
ระหว่างวันคือ เคยมั้ยแบบรองพื้นบางตัว เราทาแรกๆหน้าดูเฟรช
ดูผ่อง ดูสวย แต่ระหว่างวัน หน้าไม่รอดมาก หน้าอิดโรย หน้าผีมาก
ซึ่งอันนี้ทาแล้ว หน้าเราดูตื่น ดูดีตลอดเวลาเหมือนเพิ่งทารองพื้นใหม่ๆ
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วโมงเลยแก อันนี้ เป็นคำเคลมที่ ให้ผ่านสิบโลกเลย



- transfer resistant wont melt off though heat and humidity
อันนี้จริงจ๊ะ ติดทนทั้งวันไม่หลุดไม่ไหล อันนี้ให้ผ่าน


sheer-medium coverage / natural finish
อันแรกให้ผ่านนะ เพราะมันปกปิดบางเบา - ปานกลาง
แต่ natural finish อันนี้ จะให้ผ่านก็ไม่ได้ ครึ่งๆกลางๆ
เพราะถ้าใครทารองพื้นเป็น มันจะดูไม่รุ้ว่าทารองพื้นมา
มันจะดู natural ได้ แต่เชื่อว่า หลายคนทาแล้ว รู้เลยว่า
โบกรองพื้นมา สำหรับรุ่นนี้นะ หุหุ

*********************************************************

ก็สรุปเลยแล้วกัน

ก็เป็นรองพื้นอีกตัวสำหรับคนหน้ามัน ที่น่าลงทุนอย่างยิ่ง
แต่ติดที่การเกลี่ย เกลี่ยยากไปหน่อย
เป็นรองพื้นที่ติดทนนาน คุมมัน เนื้อแมทซ์ ไม่ได้บางเบาอะไรขนาดนั้น
สีไม่ดรอปมาก แต่ เกลี่ยยาก เป็นรองพื้นปราบเซียนอีกตัว ถ้าเกลี่ยไม่ดี หน้าพัง
แต่ถ้าเกลี่ยเป็น หน้าเป๊ะทั้งวัน
ใครจะใช้รองพื้นตัวนี้ แนะนำให้ซื้อแปรง stripping brush หรือ ฟองน้ำไข่มาเกลี่ยรองพื้นด้วย
จะเริศมาก อย่าพึ่งนิ้วมือของคุณ ด้วยรัก และเป็นห่วง

บ๊ายบายยยย

// ขอขอบพระคุณพี่กอล์ฟ ที่ส่งรองพื้นตัวนี้มาให้ป๋อมใช้
อย่าถามราคา อิฉันไม่รู้ เพราะไม่ได้ซื้อเอง แต่เดาว่า เคาเตอร์น่าจะราคาประมาณ 1600 บาทจ๊ะ
ไปดูเอาเองที่เคาเตอร์ estee lauder ตามเซนทรัล พารากอน เดอะมอลล์จ๊ะ
// บอกแล้วนะว่าซื้อที่ไหน
ใครมาถาม ฉันไม่ตอบนะ หุหุ








Create Date : 30 กันยายน 2556
Last Update : 30 กันยายน 2556 16:47:59 น.

0 comment
รีวิวรองพื้น 22 ตัว [ text and vdo ]
รีวิวรองพื้นที่เคยใช้
โดยรองพื้นทุกตัวที่นำมารีวิวนี้
ผู้เขียนรีวิว มีสภาพผิวหน้ามัน
ผู้อ่านที่สภาพผิวหน้าไม่ตรงกับเรา
อาจมีผลลัพท์ในการใช้รองพื้นที่แตกต่างกันออกไป





































Create Date : 03 กันยายน 2556
Last Update : 3 กันยายน 2556 17:04:54 น.

9 comment
1  2  3  4  
lepommz
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 212 คน [?]







 photo E2A0E070E270E190_zpsf35f0ca3.jpg Counter Start on 30 NOV. 2012
New Comments