สอบเข้าคณะนิติศาสตร์ คลิ๊ก ... http://tutorlawgroup.blogspot.com/
Group Blog
 
All blogs
 

กฎหมาย กับ ความรัก โดยท่านวิชา มหาคุณ

เรามักจะพูดถึงกฎหมายในแง่ของอำนาจและการบังคับใช้จนทำให้ดูประหนึ่งว่า
ในวงล้อมของกฎหมายเต็มไปด้วยความเข้มงวดและบีบรัดผู้คน

ทำไมเราไม่มองกฎหมายในแง่ของความรักบ้าง ความรักที่ก่อให้เกิดสันติสุข
ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจที่รักจรรโลงสังคมแห่งมนุษยชาติให้ยั่งยืนตราบชั่วกัลปาวสาน

ถ้ามองกฎหมายด้วยสายตาของพวกที่มองโลกในแง่ร้าย (Pessimist) กฎหมายดูออกจะแข็งกระด้างบังคับและเคี่ยวกรำมนุษย์ไม่รู้จักหยุดรู้จักหย่อนจึงใคร่เสนอให้ท่านมองกฎหมายด้วยสายตาของพวกที่มองโลกในแง่ดี (Optimist) ดูบ้าง

ท่านจะมองโลกในแง่ดีได้ ก็ต่อเมื่อท่านเกิดความรัก ซึ่งมิใช่ความรักฉันชู้สาว
แต่เป็นความรักในมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะยากดีมีจน มีเพศ มีผิว มีเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม
ความรักชนิดนี้แทรกอยู่ในทุกอณูของโลก ก้อนหินทุกก้อน หยดน้ำทุกหยด และแผ่นดินทุก ตารางนิ้ว

ความรักเช่นว่านี้ ก่อให้เกิดความสงบ ก่อให้เกิดสันติสุข ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ไม่มีการฉ้อโกงกัน ไม่มีการทำร้ายและข่มเหงรังแกกัน

กฎหมายก็ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความมุ่งหมายอันเดียวกัน คือ มุ่งที่จะให้เกิดความสงบเกิดความความสันติสุขในสังคม มุ่งที่จะมิให้มนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

กฎหมายจึงมีความสัมพันธ์กับความรักอย่างชนิดที่แยกกันไม่ออก

โลกในยุคดึกดำบรรพ์ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมน โหดเหี้ยมและทารุณ
มนุษย์ตกอยู่ในความหวาดกลัว แย่งชิง และทำลายล้างซึ่งกันและกัน

จวบจนกระทั่งมนุษย์สามารถรวมตัวกันเป็นหมู่เหล่าก่อตั้งสังคมหรือชุมชนขึ้น
จึงเกิดมีระเบียบ ข้อบังคับของสังคม หรือชุมชนเพื่อให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ขัดแย้งกัน

หากมีความขัดแย้งกันระหว่างสมาชิกในชุมชนผู้เป็นใหญ่ในชุมชนนั้นก็จะช่วยไกล่เกลี่ยหรือวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท เพื่อให้ความขัดแย้งนั้นหมดสิ้นไประเบียบ และคำชี้ขาดเช่นว่านี้แหละที่ต่อมาได้พัฒนาขึ้นกลายเป็นกฎหมายที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

ส่วนผู้ชี้ขาดข้อพิพาทก็ได้พัฒนามาเป็นระบบการศาล ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั่นเอง

แสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีบทบาทอันสำคัญในการระงับข้อพิพาทหรือข้อโต้เถียงกัน ระหว่างสมาชิกในชุมชน

เมื่อข้อพิพาท หรือข้อขัดแย้งในชุมชนหมดไป ความรักระหว่างสมาชิกในชุมชนก็กลับมาสันติสุขและความสงบเรียบร้อยก็ยังคงอยู่ในชุมชน

อย่างนี้จะเรียกว่า กฎหมายมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรักให้เกิดขึ้นในสังคมก็เห็นจะไม่ผิดใช่ไหมครับ

เพราะความขัดแย้ง การโต้เถียงกันนำมาซึ่งความโกรธ ความเกลียดชังและความผูกพยาบาทจองเวร

แต่สิ่งเหล่านี้แก้ไขได้ด้วยวิถีทางแห่งสันติ คือ วิถีทางแห่งกฎหมาย มิใช่วิถีทางแห่งกฎหมู่

หรือความรุนแรงมนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ สามารถแก้ไขความรุนแรงได้ด้วยสันติวิธี ยอมอยู่ในระเบียบข้อบังคับ ทั้ง ๆที่รู้ว่าทำให้ตนเองต้องละเลิกความประพฤติประเภทใช้อารมณ์เอาแต่ใจตัว มนุษย์รู้ดีว่าความประพฤติใช้อารมณ์และเอาแต่ใจตัวนั้น นำมาซึ่งความแตกแยก และทำลายสันติสุขในสังคมก่อให้เกิดความผิดต่าง ๆ เช่น การฆ่า การทำร้ายร่างกาย การลักขโมย การเหยียดหยามดูหมิ่น ฉ้อโกง ยักยอกและการประพฤติผิดในกาม เป็นต้น

แม้แต่พี่น้องคลานตามกันมา ก็สามารถที่จะฆ่าฟันกันได้ เมื่ออารมณ์และความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำ เช่นการแย่งชิงทรัพย์สินมรดก ฆ่าฟันกันทั้งตระกูลก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ ยิ่งมีอบายมุขเข้ามาเกี่ยวข้องก็ทำให้มนุษย์หลงไหลลืมตัว ขาดสติ ใช้อารมณ์และความหยาบช้า กระทำการต่าง ๆ นานาที่เป็นอันตรายต่อสังคม
และต่อมนุษย์ด้วยกันเองมนุษย์จึงต้องสร้างกรอบให้ตัวเอง จะได้ไม่ออกนอกลู่นอกทางสร้างมาตรฐานความประพฤติและความดีงามเอาไว้เพื่อให้เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติจะได้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

นี่คือต้นกำเนิดของกฎหมายซึ่งเป็นระเบียบข้อบังคับของสังคม เป็นวิธีอันชาญฉลาดและมหัศจรรย์ของมนุษย์ที่ทำให้สังคมยืนยงมาตราบเท่าทุกวันนี้
ที่มหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือมนุษย์สร้างตัวบทกฎหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติตามก็ต้องอยู่ภายใต้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ตนเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายอย่างเดียวกัน

ความศรัทธาในความรักก่อให้เกิดความเคารพนับถือในตัวบทกฎหมาย

ด้วยความเคารพนับถือตัวบทกฎหมายก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม

สังคมที่สงบสุข คือสังคมที่อบอวลไปด้วยความรักซึ่งกันและกันปราศจากการเบียดเบียน พยาบาทจองเวรและทำร้ายรังแกกัน

การลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ความประพฤติของสังคมเป็นไปเพื่ออบรมสั่งสอนให้เขากลับตนเป็นพลเมืองดี

มิใช่เป็นไปด้วยความเคียดแค้น มุ่งที่จะตอบแทนแก้แค้นผู้กระทำผิดซึ่งมีแต่จะก่อศัตรูไม่รู้จบ

วิธีการลงโทษสมัยใหม่จึงมุ่งที่จะแก้ไขเยียวยาบุคคลให้สามารถร่วมกับผู้อื่นได้เป็นปกติสุขมิใช่ตราหน้าว่าเขาเป็นคนชั่วร้ายไม่มีทางแก้ไขเยียวยาได้

แต่แน่ละถ้าไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้จริงๆ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการสุดท้าย คือตัดออกจากสังคมถือว่าเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา

ตัวอย่างของกฎหมายที่อบอวลไปด้วยความรัก ความศรัทธาในมนุษยชาติ ก็คือ กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว
เจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว มุ่งที่จะคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กเยาวชนและครอบครัวกับเพื่อนให้มีวิธีการสำหรับใช้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม

โดยมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหาครอบครัวเป็นสำคัญ
ในคดีอาญานั้น ศาลเยาวชนและครอบครัวจะพิจารณาคดีอาญาที่เด็กและเยาวชนอายุกว่า 7 ปี และไม่ถึง 18ปีบริบูรณ์กระทำผิดโดยกฎหมายบังคับให้ศาลหรือผู้พิพากษาหรือเจ้าหน้าที่ทุกคนคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของเด็กที่จะให้การอบรมแก้ไขยิ่งกว่าการลงโทษนอกจากเรื่องสวัสดิภาพของเด็กเยาวชนและครอบครัวแล้วศาลจะต้องพยายามหาวิธีการสำหรับใช้แก่เด็กและเยาวชน
ให้เหมาะสมด้วยความรักและความเข้าใจในตัวเด็กและเยาวชนผู้หลงผิด กล่าวคือ

ประการแรก มุ่งที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของสังคม

ประการที่สอง มุ่งที่แก้ไขเด็กและเยาวชนที่หลงผิดเป็นรายบุคคลเหตุที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของสังคม ก็เพื่อให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขถ้าเราแก้ไขเด็กและเยาวชนที่หลงผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดีไม่ได้ เขาก็จะกลายเป็นมะเร็งร้ายของสังคมทำให้สังคมไม่มีความปลอดภัย มีสันติสุข

ฉะนั้น การแก้ไขเยียวยาเด็กและเยาวชนที่หลงผิด ศาลจึงต้องคำนึงถึงสังคมเป็นอันดับแรกว่าสังคมจะได้รับความปลอดภัย และจะมีความสงบสุขหรือไม่

ขณะเดียวกันศาลก็ต้องคำนึงถึงเด็กเป็นรายบุคคลด้วยว่าจะแก้ไขเด็กและเยาวชนที่หลงผิดให้ได้รับสิ่งที่ดีขึ้นหรือพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร

เปรียบก็เหมือนกับน้ำเน่าหรือน้ำเสียมาใส่ในแก้วน้ำสะอาดน้ำสะอาดในแก้วนั้นจะกลายเป็นน้ำสกปรก ที่ดื่มไม่ได้ในทันทีทันใด

เช่นเดียวกันกับการที่ปล่อยเด็กและเยาวชนที่หลงผิด
โดยมิได้แก้ไขให้ดีขึ้นให้เข้าไปอยู่ร่วมในสังคมที่มีความสงบเรียบร้อย เขาก็จะเข้าไปทำลายสังคมนั้นหรือทำให้สังคมนั้นไม่มีความปลอดภัย

แต่ถ้าเราแก้ไขเด็กและเยาวชนที่หลงผิดนั้นให้กลับตนเป็นพลเมืองดีได้
ก็เหมือนกับการทำน้ำเสียให้เป็นน้ำสะอาด เมื่อน้ำสะอาดแล้วก็สามารถนำไปใส่ในแก้วน้ำสะอาดปะปนกับน้ำสะอาดในแก้วนั้นแล้วก็สามารถดื่มได้โดยไม่เป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดความตะขิดตะขวงใจ

ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีครอบครัวนั้น ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาคดีครอบครัว เช่น คดีหย่าคดีฟ้องขอให้รับรองบุตร คดีฟ้องขอเพิกถอนอำนาจปกครองบุตร คดีรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งศาลจะใช้การไกล่เกลี่ยเป็นหลัก โดยศาลอาจไกล่เกลี่ยเองหรือตั้งคณะผู้ไกล่เกลี่ยก็ได้

การดำเนินคดีต้องคิดถึงสวัสดิภาพของบุตรผู้เยาว์และครอบครัวเป็นสำคัญ
งานของศาลเยาวชนและครอบครัว จึงเป็นงานที่ต้องอาศัยความรักความเมตตา
และความเข้าใจในตัวเด็กและเยาวชนที่หลงผิดรวมทั้งครอบครัวที่มีปัญหาเป็นอย่างสูงยิ่งเป็นงานที่จะใช้ระเบียบข้อบังคับแต่เพียงอย่างเดียวหาได้ไม่

แต่จะต้องใช้ความยืดหยุ่นการดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการประกอบกับมนุษยธรรมและกุศลจิตเป็นส่วนประกอบอันสำคัญจะต้องเข้าใจในเบื้องแรกว่า มนุษย์ปุถุชนย่อมมีความผิดพลาดยิ่งเป็นผู้อ่อนด้อยด้วยสติปัญญาและวัย
ก็ยิ่งผิดพลาดมาก บาปเคราะห์ที่เด็กและเยาวชนก่อขึ้น ส่วนมากผู้ใหญ่เป็นผู้สร้างรอยบาปไว้ให้

และผลร้ายตกแก่เด็กและเยาวชน

เช่น พ่อแม่มีลูกโดยไม่ตั้งใจให้เกิด เมื่อเกิดมาแล้วก็ไม่รับผิชอบ ไม่ให้การเลี้ยงดู
พอแม่มีฐานะยากจน ไม่สามารถให้การเลี้ยงดูลูกได้

พ่อแม่ไม่มีโทสะจริต มีโมหะจริต ทะเลาะเบาะแว้งกัน แยกจากกัน ทิ้งลูกไว้ให้เผชิญชะตากรรม ฯลฯ

เหล่านี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ใหญ่สร้างชะตากรรมให้เกิดแก่เด็ก
ทำให้เด็กมีชีวิตอยู่ด้วยความมืดมน มีจิตใจพิการขาดวิ่น

“พิการทางกาย ยังดีกว่าพิการทางใจ และกันดารความรัก” เพลงเพราะๆ ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหงก็เคยร้องเอาไว้

เมื่อครอบครัวมีปัญหาทำให้เด็กและเยาวชนนี้หลงผิดไปเพราะเป็นโรคขาดรักและพิการทางจิตใจ

สังคมก็ต้องเยียวยาด้วยการให้ความรัก ความเมตตาและความเข้าใจกับเขาเหล่านั้น

นี่คือการใช้กฎหมายควบคู่ไปกับความรัก ซึ่งศาลเยาวชนและครอบครัวใช้อยู่ในปัจจุบันนี้






 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2551 13:46:29 น.
Counter : 605 Pageviews.  

กฎหมายใหม่ !! เกี่ยวกับการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ(มีผล 11 ก.พ. 51)

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๕๐

เรื่อง การคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ และกำหนดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่สาธารณะดังกล่าวเป็นเขตสูบบุหรี่หรือเขตปลอดบุหรี่

มีสาระน่าสนใจดังนี้ครับ

• ร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ (รวมถึง ผับ บาร์ และสถานบริการอื่นๆ) จะเป็นเขตปลอดบุหรี่ประเภทที่ 1 คือ ปลอดบุหรี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีข้อยกเว้น

• ส่วนร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มบริเวณที่ไม่มีระบบปรับอากาศ กับสถานที่ทำงานของเอกชนบริเวณที่มีระบบปรับอากาศทั้งหมด ก็จะต้องเป็นเขตปลอดบุหรี่เช่นเดียวกัน แต่สามารถจัดเขตสูบบุหรี่ให้กับผู้ใช้บริการได้ เหมือนที่ท่าอากาศยาน หรือในสถานที่ราชการ (ซึ่งการจัดเขตสูบบุหรี่ก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2540)

นอกจากนี้ ประกาศฉบับนี้ยังได้เพิ่มสถานที่สาธารณะแห่งใหม่ที่ประกาศกำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ คือ “ตลาด” หรือ “สถานที่ที่จัดไว้ให้ผู้ค้าเป็นที่ชุมนุม เพื่อจัดแสดง จำหน่าย หรือแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการ ซึ่งจัดเป็นประจำหรือเป็นชั่วคราวหรือตามวันที่กำหนด” ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ประเภทที่ 2 คือ ประเภทที่สามารถจัดเขตสูบบุหรี่ให้กับผู้ใช้บริการได้ (เช่นเดียวกับร้านจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มบริเวณที่ไม่มีระบบปรับอากาศ หรือสถานที่ราชการ)

บทบังคับ
ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษปรับตามกฎหมาย โดยเจ้าของผู้ดูแลสถานที่ มีโทษปรับ 20,000 บาท ส่วนประชาชนที่สูบในเขตห้ามจะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

[โดยประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นไป]




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2551 9:58:36 น.
Counter : 2482 Pageviews.  


hanayo_boyz
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




NEWS UPDATED!! ** hanayolaw@gmail.com **

อ่านความรู้เกี่ยวกับสอบเข้าคณะนิติศาสตร์

คลิ๊ก .. http://tutorlawgroup.blogspot.com ครับ

ขอบคุณสำหรับ
การติดตามและกำลังใจมากมายของทุกๆท่านครับ


หากมีข้อสงสัยหรือปัญหากฎหมาย

** อีเมลติดต่อผมได้โดยตรงครับ **

** hanayolaw@gmail.com **
หรือ
** hanayo_dona@hotmail.com **



** อยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมก็เมลมาถามได้นะครับ

** ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุดครับ...
Friends' blogs
[Add hanayo_boyz's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.