สอบเข้าคณะนิติศาสตร์ คลิ๊ก ... http://tutorlawgroup.blogspot.com/
Group Blog
 
All blogs
 
กฎหมายฟอกเงิน กับ โทษย้อนหลัง (ข้อสนับสนุนฝ่ายเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยคดียุบพรรค)

นับแต่มีประกาศ “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542” ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 116 ตอนที่ 29ก วันที่ 11 เมษายน 2543 และให้มีผล เมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศ เป็นต้นไป ซึ่งได้แก่วันที่ 19 สิงหาคม 2542 นั้น การยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้ที่ได้กระทำ ความผิดฐาน เพื่อดำเนินการให้ศาลแพ่งสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ ภายในเวลาเพียงปีกว่า ๆ ได้มีการยึดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดมูลฐานไว้ร่วม 200 ล้านบาทแล้ว แต่จนถึง ณ วันนี้ ศาลแพ่งยังคงพิจารณาอย่างรอบคอบในการที่จะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้น ๆ ตกเป็นของแผ่นดิน

ปัญหาสำคัญที่ต้องการความรอบคอบในกระบวนการดังกล่าว อยู่ตรงข้อกฎหมายที่ว่าการสั่งให้ทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ทำมาก่อนกฎหมายนี้ใช้บังคับ จะถือเป็นโทษทางอาญาในเรื่องริบทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็น..ก็จะย้อนหลังไปใช้บังคับแก่ทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดมูลฐานก่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้ไม่ได้
บทความนี้จึงมุ่งที่จะคลี่คลายปัญหาข้อกฎหมายนี้ให้กระจ่างชัดขึ้นโดยกำหนดประเด็นพิจารณาเป็นลำดับคือ

(1) ความผิดอาญาฐานฟอกเงินไม่ให้ย้อนหลัง
(2) การริบทรัพย์สินไม่ใช่โทษทั้งหมด และ
(3) การให้ทรัพย์สินใดตกเป็นของแผ่นดินไม่ใช่โทษ


1. ความผิดอาญาฐานฟอกเงินไม่ใช้ย้อนหลัง
1.1 ความหมายของกฎหมายย้อนหลัง
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 32 และประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 2 ได้แก่ หลักไม่มีโทษ ไม่มีความผิด โดยไม่มีกฎหมาย กล่าวคือ บุคคลจะรับโทษทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำบัญญัติไว้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ หากกฎหมายบัญญัติลงโทษหลังจากมีการกระทำนั้นแล้ว ก็จะลงโทษ ผู้กระทำมิได้ และถึงแม้ว่ากฎหมายนั้นก็จะนำมาลงโทษผู้กระทำไม่ได้
กฎหมายใช้เวลาใด? การที่กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กำหนดให้มีผลใช้ในวันใด หมายความ
ถึง เริ่มใช้ในวันที่กำหนดนั้น ตั้งแต่เวลา 0 นาฬิกาของวันนั้นเอง เพราะเวลาของวันใด ต้องถือเอาตาม “ประกาศนับเวลาในราชการ พ.ศ. 2460” และ “ประกาศวิธีนับเวลาในราชการ พ.ศ. 2471” ซึ่งตามประกาศดังกล่าว ให้เริ่มนับวันใหม่ตั้งแต่เที่ยงคืนกับเศษนาที…” ดังนี้ หากกฎหมายฉบับใดกำหนดให้มีผลใช้บังคับ ในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงอาจถือว่าเป็นกฎหมายย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลา 0 นาฬิกาของวันที่มีผลใช้บังคับได้ เช่น ราชกิจจาฯประกาศเวลา 14.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม ต้องถือว่ากฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับย้อนขึ้นไปถึง 0 นาฬิกาของวันที่ 1 มกราคม นั้นเอง การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องบัญญัติอย่างน้อยให้มีผลถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป จึงไม่มีปัญหาการย้อนหลัง เพราะแม้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เวลา 23.59 น. ก็จะไม่มีการย้อนหลังอย่างแน่นอน

การบัญญัติความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจึงไม่มี
ปัญหานี้ เพราะได้มีการประกาศล่วงหน้าถึง 120 วัน คงมีปัญหาเพียงว่าในวันที่ 120 นั้นหมายถึงวันใด หากมีการกระทำความผิดในวันที่ 120 พอดี จะใช้บังคับแก่การกระทำนั้นได้หรือไม่ จึงเป็นข้อน่าสังเกตในการบัญญัติกฎหมายที่ออกล่วงหน้าไว้แล้วว่า น่าจะกำหนดวันที่ใช้บังคับให้แน่นอนลงไปเลย แทนการกำหนด 90 วัน 120 วัน หรือ 180 วัน เช่นกรณี พ.ร.บ.ฟอกเงินนี้ อาจมีข้อถกเถียงได้ว่าจะครบกำหนดในวันที่ 18-19 หรือ 20 สิงหาคม 2545 หากกฎหมายกำหนดไปเลยว่าให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 หรือ 25 สิงหาคม 2542 ไปเลยก็จะชัดเจนไม่ต้องมีปัญหาตีความกันอีก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นการใช้ภายหลัง 120 วันอยู่ดี ทำนองเดียวกับการใช้ประมวลกฎหมายอาญาซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้าให้มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2500 เป็นต้น

1.2 ความผิดฐานฟอกเงิน
ตามพ.ร.บ.ฟอกเงิน นั้นมีลักษณะความผิดอยู่ 4 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ ความผิดมูลฐาน (มาตรา 3) ความผิดฐาน
ฟอกเงิน (มาตรา 5) นอกจากนั้นก็เป็นความผิดประกอบ ได้แก่ การสมคบหรือช่วยเหลือต่าง ๆ (มาตรา 9, มาตรา 7) หรือการพยายาม (มาตรา 8) และความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืน ข้อบังคับต่าง ๆ (มาตรา 13, 14, 16, 20, 21, 22, 35, 36, 38) ตลอดจน ความผิดเกี่ยวกับการดำเนินการตาม พ.ร.บ. นี้ (มาตรา 65, 66)

ความผิดในกลุ่มที่ 1 คือความผิดมูลฐาน (มาตรา 3) ได้แก่
(1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือ
กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเยวกับยาเสพติด
(2) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามประมวลกฎหมายอาญาเฉพาะที่เกี่ยวกับการเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือ
พาไปเพื่อการอนาจารหญิงและเด็ก เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตราในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีเฉพาะที่เกี่ยวกับการเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี หรือความผิดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี
(3) ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดตามกฎหมายว่า
ด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
(4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือกระทำโดยทุจริตตาม
กฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกระทำโดยกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของสถาบันการเงิน นั้น
(5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวล
กฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น
(6) ความผิดเกี่ยวกับการกรรโชก หรือรีดเอาทรัพย์ที่กระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่ หรือซ่องโจร ตาม
ประมวลกฎหมายอาญา
(7) ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
ความผิดเหล่านี้เป็นความผิดดั้งเดิม ที่มีอยู่แล้วก่อนพ.ร.บ.ฟอกเงินจะมีผลใช้บังคับความผิดดังกล่าวนี้
จึงอาจกระทำไปแล้วหรือกำลังกระทำอยู่ หรือกระทำภายหลังที่กฎหมายฟอกเงินใช้บังคับแล้วก็ได้ แม้มีโทษทางอาญาไม่มีปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายย้อนหลัง

ความผิดในกลุ่มที่ 2 คือความผิดฐานฟอกเงิน (มาตรา 5) ได้แก่
(1) การโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด
แหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้นหรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อนขณะหรือหลังการกระทำความผิดมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐานหรือ
(2) การกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การ
จำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
ความผิดฐานฟอกเงินนี้มีโทษทางอาญาตามมาตรา 60 คือระวางโทษตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่
20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญาที่บัญญัติขึ้นใหม่ และจะไม่มีผลย้อนหลังไปลงโทษแก่บุคคลที่ได้กระทำการดังกล่าวก่อนที่กฎหมายนี้จะใช้บังคับ

ความผิดในกลุ่มที่ 3 ได้แก่ การช่วยเหลือในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ตามมาตรา 7 ประกอบ
ด้วย
(1) สนับสนุนการกระทำความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
(2) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใดๆ หรือกระทำการใดๆ เพื่อช่วยให้
ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพิ่มให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือ ภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้

ความผิดฐานพยายาม ซึ่งมาตรา 8 ให้มีโทษเท่าฟอกเงินสำเร็จ

ความผิดเหล่านี้มีบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้วเพียงแต่ความผิดหลักคือความผิดฐาน ฟอกเงินเป็นหลัก หากลงโทษความผิดฐานฟอกเงินไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายย้อนหลัง ก็ลงโทษการกระทำกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่เอง
ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดฐาน “สมคบ” (มาตรา 9) เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินจะไปใช้กฎหมาย
อาญามาตรา 209 ในเรื่องอั้งยี่ก็คงไม่ได้เพราะความผิดที่สมคบกันเกิดขึ้นพร้อมกับกฎหมายฟอกเงินนี้เอง
ความผิดในกลุ่มที่ 4 ได้แก่ความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อกำหนดต่าง ๆ ตามกฎหมาย เช่น การรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (มาตรา 13ล 14, 16) สถาบันการเงินต้องจัดให้ลูกค้าแสดงตน (มาตรา 20, 21, 22) การฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรมที่ให้ยับยั้งธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (มาตรา 35, 36) และผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือในการหาข้อมูลของกรรมการธุรกรรมตามมาตรา 38 ตลอดจน ผู้ที่ทำลายหรือทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ที่จะตกเป็นของแผ่นดิน (มาตรา 65) หรือ เปิดเผยความลับในราชการเกี่ยวกับการดำเนินการตามพ.ร.บ.นั้น (มาตรา 66)

ความผิดเหล่านี้เป็นความผิดใหม่ แม้บางเรื่องจะไปฟ้องกับกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นซึ่งอาจผิด ตามกฎหมายนั้น ๆ อยู่แล้ว ก็ดำเนินคดีตากฎหมายนั้น ๆ ได้ แต่หากจะดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินต้องได้มีการกระทำการดังกล่าว หลังจากใช้พ.ร.บ.ฟอกเงินแล้ว

2. การริบทรัพย์สิน ไม่ใช่โทษทั้งหมด
แม้มาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจะบัญญัติว่า โทษทางอาญามี 5 สถาน คือ
1. ประหารชีวิต
2. จำคุก
3. กักขัง
4. ปรับ และ
5. ริบทรัพย์สินก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่าโทษที่ระบุไว้ในความผิดต่างๆ ในประมวลกฎหมายอาญานั้น
คงมีเพียง 3 สถานคือ 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. ปรับ เท่านั้น เพราะการกักขังกับริบทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดโดยตรง หากแต่เป็นโทษเสริมใช้ประกอบกับดุลพินิจในการลงโทษผู้กระทำความผิดให้เหมาะสมเท่านั้น เนื่องจากความหมายของโทษอาญาต้องมีลักษณะดังนี้

คือเป็นการลงโทษเมื่อมีการทำผิดกฎหมาย ต้องเป็นไปโดยเสมอภาค มีการบังคับโดยรัฐ และที่สำคัญ
ต้องเป็นผลร้าย และเพื่อตำหนิการกระทำของผู้ต้องโทษ หากเอาตัวไปกักไว้ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาไม่ให้แพร่โรคติดต่อหรือเพราะวิกลจริตย่อมไม่ใช่โทษเพราะไม่ได้กักตัวเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่ผู้นั้น
โทษกักขัง นำมาใช้ในการเปลี่ยนโทษจากโทษจำคุก เมื่อศาลเห็นควรให้โอกาสจำเลยจะได้ไม่ต้องได้
ชื่อว่าเคยต้องเป็นผลร้าย และเพื่อตำหนิการกระทำของผู้ต้องโทษ หากเอาตัวไปกักไว้ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาไม่ให้แพร่โรคติดต่อหรือเพราะวิกลจริตย่อมไม่ใช่โทษเพราะไม่ได้กักตัวเพื่อให้เป็นผลร้ายแก่ผู้นั้น
โทษกักขัง นำมาใช้ในการเปลี่ยนโทษจากโทษจำคุก เมื่อศาลเห็นควรให้โอกาสจำเลยจะได้ไม่ต้องได้
ชื่อว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือเป็นกรณีที่ศาลสั่งกักขังเพื่อบังคับเอาค่าปรับเท่านั้น
สำหรับการริบทรัพย์สินนั้น มีขึ้นเพื่อบังคับกับทรัพย์สินที่ไม่ควรจะอยู่กับผู้กระทำความผิดมีลักษณะ
เป็นทั้งโทษและทั้งวิธีการเพื่อความปลอดภัย กล่าวคือ
ที่ว่าเป็นโทษ ก็คือ ทำให้เจ้าของต้องเสียทรัพย์สินที่ไม่ควรจะอยู่กับผู้กระทำความผิด มีลักษณะเป็น ทั้งโทษและทั้งวิธีการเพื่อความปลอดภัย กล่าวคือ ที่ว่าเป็นโทษ ก็คือ ทำให้เจ้าของต้องเสียทรัพย์สินที่ถูกริบไปนั้น ที่ว่าเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ก็คือ เมื่อริบทรัพย์ไปแล้ว ทรัพย์นั้นก็ไม่อาจถูกใช้ในการกระทำความผิดอีกได้เป็นการป้องกันการกระทำความผิดอันจะเกิดขึ้นในภายหน้าเนื่องมาจากทรัพย์นั้น แต่ผู้ร่างประมวลกฎหมายอาญาคงจะเห็นว่าการริบทรัพย์มีลักษณะเป็นโทษ มากยิ่งกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัยจึงได้จัดไว้ให้ถือเป็นโทษ อันที่จริงแล้วโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัยในบางครั้งก็แทบจะแยกกันไม่ออกเพราะต่างก็มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันสังคม ป้องกันการกระทำความผิดทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหากพิจารณาลักษณะเรื่องการริบทรัพย์ให้ดีแล้ว ก็จะพบว่ากฎหมายมุ่งดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นหลักมากกว่าการกระทำความผิดของจำเลยจริง ๆ กล่าวคือ
2.1 ทรัพย์สินที่ศาลต้องริบเสมอ ไม่ว่าจะมีผู้กระทำความผิดหรือเจ้าของหรือไม่ ได้แก่ทรัพย์ สินที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิด เช่น เฮโรอีน หรือ ปืนเถื่อน
2.2 ทรัพย์สินที่บุคคลใดใช้ในการกระทำความผิด เช่น รถกะบะที่ใช้ในการปล้นทรัพย์ หรือ
รถที่ใช้ขนกัญชา หรือใช้ซ่อนเฮโรอีน การริบทรัพย์สินประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นผลร้าย ที่ต้องเสียทรัพย์ของตนไปหากทรัพย์นั้นไม่ใช่ของตนกฎหมายก็ให้คืนเจ้าของเขาหรือผู้มีสิทธิในทรัพย์นั้น ๆ
2.3 ทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด กรณีนี้จะถือเป็นโทษที่ลงแก่ผู้กระทำความ
ผิดคงไม่ถนัดนัก เพราะผู้กระทำอาจจะยังไม่ได้ลงมือกระทำความผิดเลย เช่น เงินที่เตรียมไว้เป็นค่าจ้างหรือรางวัลฆ่าคน อาจยังไม่มีการฆ่าคนเลยก็ได้เงินที่เตรียมไว้แจกจ่ายในการซื้อเสียง แม้ยังไม่ทันได้มีการแจกจ่ายหรือซื้อเสียงเลยศาลก็มีอำนาจริบได้ การริบทรัพย์สินนี้จึงเป็นมาตรการเพื่อป้องกันสังคมจากการกระทำความผิดของจำเลยในอนาคต มากกว่าเป็นโทษอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดโดยแท้
2.4 ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ย่อมจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้กระทำผิดไม่สมควรจะ
ได้ไว้อยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ของตนเองหรือตนเองไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ๆ เช่น เงินที่ขายยาเสพติดได้ หรือทรัพย์สินที่ปล้นเขามาได้ เป็นต้น อย่างน้อยก็ต้องคืน เจ้าของเขาไป หากไม่มี ก็ควรต้องตกแก่แผ่นดิน จึงไม่ใช่โทษที่เป็นผลร้ายแก่ผู้กระทำ เพราะไม่ใช่ทรัพย์ที่ตนได้มาโดยชอบนั่นเอง
3. การให้ทรัพย์ใดตกเป็นของแผ่นดินไม่ใช่โทษ
ตามที่ได้ลำดับความมานี้ จะเห็นได้ว่า การริบทรัพย์สินที่เป็นโทษทางอาญานั้น อาจกล่าวได้ว่ามี
เฉพาะกรณีการริบทรัพย์สินของผู้ซึ่งได้ใช้ทรัพย์สินของตน หรือมีทรัพย์สินของตนไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (1) เท่านั้น จึงจะเป็นโทษเพราะผู้ถูกริบทรัพย์ได้รับผลร้าย จากการริบทรัพย์นั้น ส่วนกรณีอื่นเป็นการกระทำแก่ตัวทรัพย์นั้นเองมิให้เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคมต่อไป มิได้เป็นไปเพื่อลงโทษผู้กระทำ เพราะทรัพย์ที่อยู่กับผู้กระทำนั้นผู้กระทำไม่มีสิทธิได้ทรัพย์นั้นอยู่แล้วกฎหมายจึงให้อำนาจศาลริบเพื่อคืนผู้มีสิทธิหรือหากหาผู้มีสิทธิไม่ได้ก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายฟอกเงินที่กล่าวถึงนี้ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกบการริบทรัพย์สินเลย ส่วนการ บัญญัติให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินก็เป็นกระบวนการทางแพ่งไม่เกี่ยวกับโทษทางอาญาแต่อย่างใด หมายความว่า กระบวนการเพื่อปราบปรามการฟอกเงินได้กำหนดเรื่องการได้ทรัพย์สินมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นหลัก และหากปรากฎว่ามีการเอาทรัพย์สินไปปะปนกับทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบกฎหมายฟอกเงินก็ให้เจ้าของพิสูจน์ส่วนที่ได้มาโดยชอบออกไป เพราะไม่มีใครรู้ดีกว่าเจ้าของทรัพย์ได้ เสมือนว่าถ้าผู้ใดเอาสีอื่นไปปะปนกับสีขาวย่อมทำให้สีขาวนั้นไม่เป็นสีขาวอีกต่อไป ผู้ที่นำไปปะปนต้องแยกสีขาวออกมาให้เห็นให้ได้เพื่อปรามมิให้บุคคลเอาสีอื่นมาปนหรือไปยุ่งเกี่ยวกับของสกปรกทุจริตนั่นเอง เพราะจะทำให้ตนเองต้องลำบากในการแยกแยะทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบลำบากในภายหลัง

การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินใดตกเป็นของแผ่นดินนั้น จึงไม่ใช่การไปเอาทรัพย์สินของใครก็ได้มา
เฉยๆ แต่ต้องปรากฏหลักฐานจนเป็นที่เชื่อได้ว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด (มาตรา 49) ซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานยืนยันถึง 100% เพราะไม่ใช่การพิสูจน์เพื่อเอาโทษทางอาญา เพียงชั่งน้ำหนักหลักฐานน่าเชื่อเกินกว่า 50 % ดังเช่นในคดีแพ่งทั่ว ๆ ไปก็เพียงพอแล้ว กล่าวคือเมื่อมีการกระทำความผิดมูลฐานและมีผู้ได้รับเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานนั้นหรือจากการสนับสนุนความผิดดังลก่าว ไม่ว่าจะได้มาโดยตรงหรือได้มีการจำหน่ายจ่ายโอนไปกี่ทอดแล้วก็ตาม ราวถึงดอกผลของทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้นด้วย (มาตรา 3) ก็เพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าทรัพย์สินของเขาปนเปื้อนกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานนั้นแล้วเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องพิสูจน์แยกแยะให้ออกเอง
ในเรื่องฟอกเงินนี้มีแผ่นดินเป็นผู้เสียหาย ดังนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้วทรัพย์สินที่ปปง. สั่งยึดและขอให้ ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้นก็เป็นทรัพย์สินของผู้ที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะมีได้ เช่น ชาวเขาทำไร่เล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีบ้านหลังใหญ่ มีรถเก๋งและรถบรรทุก 10-15 คัน ข้าราชการระดับ 7 มีเงินฝากในบัญชีถึง 28 ล้าน โดยไม่ปรากฏว่าได้รับมรดก หรือถูกรางวัลที่ใดหรือมีใครนำมาฝากไว้ ทำสวนลำไยแต่เปิดบัญชีไว้กับธนาคารกว่า 20 บัญชีทั้งในนามของตนเองและผู้อื่น สอบราคาลำไยในแต่ละปีได้ประมาณ 2 แสนบาท แต่กลับมีเงินฝากในบัญชีกว่า 20 ล้าน และมีการโอนย้ายเทคราวละมาก ๆ โดยไม่เกี่ยวกับฤดูกาลขายผลไม้ใด ๆ เป็นต้น

ดังนั้น หากผู้มีทรัพย์สินแสดงได้ว่า ทรัพย์สินใดได้ใสโดยสุจริต เช่น มีบ้านหลังใหญ่อยู่ก่อนปรากฏ พฤติกรรมที่เป็นความผิดมูลฐานหรือได้รับมรดกมาก็ดี หรือเป็นเงินเดือนที่เข้าบัญชีในแต่ละเดือนก็ดี ทรัพย์สินดังกล่าวก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะตกเป็นของแผ่นดิน คำสั่งศาลแม้สั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินแล้วหากมีผู้มีสิทธิ โดยชอบธรรมในทรัพย์สินเหล่านั้นมาแสดงตน ศาลก็จะสั่งคืนให้ (มาตรา 51 และ 53 )กฎหมายในข้อนี้จึงมีหลักเกณฑ์มาจากหลักกรรมสิทธิ์ของผู้ที่ได้มาโดยชอบ ไม่ได้ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแต่อย่างใด วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนี้เป็นการนำกฎหมายมาใช้เพื่อป้อง กันสังคมให้พ้นจากวงจรของการกระทำความผิด เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ก่อนกฎหมายฟอกเงินใช้บังคับเช่นเรื่องรับของโจร หรือเรื่องเจ้าพนักงานรียกรับสินบน เป็นต้น ไม่อาจตัดวงจรได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเหตุที่เป็นข้อหาทางอาญา หากจะนับเรื่องนี้เข้าเป็นโทษทางอาญาอีก ก็ไม่อาจตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมเช่นนี้และวิธีการของอาชญากรเหล่านี้ ก็มีวิธีที่สลับซับซ้อน มีการดำเนินการปะปนไประหว่างการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ยากแก่การพิสูจน์จนชัดแจ้ง จึงต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า กฎหมายฟอกเงินไม่ได้มุ่งลงโทษผู้ที่มีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ แต่มุ่งที่จะนำทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดซึ่งบุคคลใดมิไว้นำมาคืนผู้มีสิทธิที่แท้จริงหรือตกคืนให้แก่แผ่นดินเพื่อประโยชน์สาธารณะต่อไป เป็นการเอาทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิถือครองไว้ คืนตามหลักกรรมสิทธิ์ในทางแพ่งจึงไม่เกี่ยวกับการลงโทษทางอาญาแต่อย่างใด

บทบัญญัติที่ให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ชอบตกเป็นของแผ่นดินเป็นเพียงวิธีการที่จะป้องกันและปราบปรามโดยตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมเท่านั้นมิใช่เป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญาอันจะต้องอยู่ใต้บังคับของหลักมาตรา 2 แห่งกฎหมายนี้จึงนำไปใช้บังคับเอากับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดมูลฐานซึ่งเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบและยังคงมีอยู่ในขณะที่กฎหมายฟอกเงินใช้บังคับได้ เพราะทรัพย์สินดังกล่าวผู้ที่ได้มาไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตั้งแต่ได้รับมาแล้ว และถึงแม้ว่าผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย ก็เป็นเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องและโทษเป็นอันระงับไปเท่านั้น ทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดก็ยังคงต้องคืนแก่ผู้มีสิทธิโดยชอบหรือตกแก่แผ่นดินได้อยู่นั่นเอง เพราะถึงอย่างไร ผู้กระทำที่ตายไปแล้วก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินที่ตนไปปล้นไปชิงเขามา หรือที่ตนได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายอยู่ดี แล้วจะให้ตกทอดไปสู่ทายาทของผู้กระทำความผิดได้อย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องกฎหมายย้อนหลังเลย โทษและการดำเนินคดีทางอาญาแก่บุคคลนั้นเท่านั้นที่ระงับไป ทรัพย์ที่เขาได้มาโดยไม่ชอบนั้นไม่เกี่ยวกับคดีอาญาหรือโทษทางอาญาแต่อย่างใดจะต้องเป็นไปตามหลักกรรมสิทธิ์ในทางแพ่ง คือ คืนผู้มีสิทธิไป กฎหมายฟอกเงินก็ได้ใช้หลักทางแพ่งไม่ใช่อาญา เป็นการเรียกคืนทรัพย์จากผู้ที่ไม่สิทธิจะยึดถือไว้ ดังนี้ แม้ผู้กระทำการฟอกเงินตาย ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ว่าทรัพย์นั้นเขาได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ก็เอาทรัพย์นั้นคืนเจ้าของหรือหากไม่มีเจ้าของมาอ้างเอา ทรัพย์นั้นก็ต้องให้ตกเป็นของแผ่นดินได้


ที่มา : ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์. “กฎหมายฟอกเงิน…กับโทษย้อนหลัง” นิติศาสตร์. 31 : 3 (กันยายน 2544) 416-425.





Create Date : 23 กรกฎาคม 2550
Last Update : 23 กรกฎาคม 2550 17:26:03 น. 0 comments
Counter : Pageviews.
hanayo_boyz
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




NEWS UPDATED!! ** hanayolaw@gmail.com **

อ่านความรู้เกี่ยวกับสอบเข้าคณะนิติศาสตร์

คลิ๊ก .. http://tutorlawgroup.blogspot.com ครับ

ขอบคุณสำหรับ
การติดตามและกำลังใจมากมายของทุกๆท่านครับ


หากมีข้อสงสัยหรือปัญหากฎหมาย

** อีเมลติดต่อผมได้โดยตรงครับ **

** hanayolaw@gmail.com **
หรือ
** hanayo_dona@hotmail.com **



** อยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเติมก็เมลมาถามได้นะครับ

** ความรู้ไม่มีที่สิ้นสุดครับ...
Friends' blogs
[Add hanayo_boyz's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.