ความรู้คือ วัคซีนของชีวิต เพลินอ่านนิยายดี
Group Blog
 
All Blogs
 

ล่าอสูร.....The 2 Swords 5

ล่าอสูร.......The 2 Swords

บทประพันธ์ของ "วายุอัสนี" 5.
อิเหนาแทงกริช
ภายในห้องอันมืดมิดเมื่อหม่าหยงจุดเทียนขึ้นเงาจางๆของสิ่งที่อยู่ข้างในปรากฏขึ้น ลังไม้เก่าๆหลายใบซ้อนกันมีฝุ่นจับหนา ฝาผนังมียันต์รูปร่างแปลกแขวนอยู่มากมายแทรกด้วยกระบี่ไม้เก่าๆหลายด้าม บ้างอยู่ในสภาพผุพัง บ้างแสดงถึงการใช้งานมาอย่างหนัก ตัวดาบบางด้ามปรากฏลวดลายสีแดงจางๆ ยอดนำเศษกระบี่อาคมที่ครั้งหนึ่งเคยผนึกวิญญาณร้ายฟางจงเอาไว้ออกมาเปรียบเทียบกับด้ามกระบี่นั้นก็พบว่ามีความคล้ายกันอย่างมาก ผนังด้านหนึ่งมีชั้นวางหนังสือทั้งที่เป็นเล่มและม้วนกระดาษ แต่ละเล่มเขียนบันทึกถ่ายทอดประวัติความเป็นมาอันยาวนานและความยิ่งใหญ่ของสำนักนี้ในอดีตได้ละเอียดมาก หม่าหยงเดินไปจุดเทียนบนโต๊ะไม้ใหญ่กลางห้อง มุมในสุดของห้องยอดเห็นความแตกต่างได้ว่าโต๊ะตัวนี้ไม่มีฝุ่นเลยแม้แต่น้อย บนโต๊ะมีของหลายสิ่งวางอยู่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตาของเขา

“นายมีสิ่งนี้ด้วยรึ” ยอดหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาดูพิเคราะห์
เกตุและอาเหมยหันไปมองของในมือของยอด ส่วนหม่าหยงเดินเข้าไปหาหนุ่มไทยด้วย
“ลูกปืนนี่นา!” เกตุพูดขึ้น พลางเอื้อมมือไปหยิบสิ่งนั้นมาดูอย่างใกล้ชิด
หม่าหยงยิ้มมุมปาก พลางพูดขึ้น “ถูกต้องแล้ว..... เป็นลูกปืนจริงๆ เธอบอกได้ไหมว่าเป็นลูกปืนอะไร?”
“กระสุนของปืนลูกโม่ขนาด .357 แม็กนั่ม” เกตุตอบทันที ท่าทางมั่นใจ
หม่าหยงมองทึ่งใจ “เธอรู้ได้อย่างไร”
ยอดยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบแทนเพื่อนหญิงว่า “พ่อของเธอเป็นตำรวจใหญ่ที่เมืองไทย และเป็นครูสอนยิงปืนให้กรมตำรวจด้วย เกตุเขายิงปืนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ผมยังต้องให้เธอสอนเลย”
“เก่งขนาดนั้นเชียวรึ”
หม่าหยงรู้สึกประทับใจเมื่อได้ยินยอดเล่าถึงเพื่อนสาว เกตุยิ้มตอบ

“รู้ไหมว่าลูกปืนนี้มีอะไรพิเศษ” หม่าหยงถามขึ้นด้วยท่าทางโอ่
“หัวกระสุนทำจากเงิน ไม่ใช่ตะกั่ว” เกตุตอบเน้นเสียง
“ใช่แล้ว.....และมีอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษสุดคืออะไร รู้ไหม ?” นักพรตหนุ่มถามตอนท้าย พลางอมยิ้ม ด้วยคิดว่าเกตุไม่มีทางที่ตอบได้แน่นอน
เกตุมองพิเคราะห์กระสุนในมืออยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ พลันฉุกใจคิดบางอย่าง
“รึว่ากระสุนนี้นาย.....ขโมยมา!” เกตุตอบเสียงดัง
“ไม่ใช่!” หม่าหยงอุทานลั่น
“เธอไม่เคยมองผมในแง่ดีบ้างเลยหรือไง” หม่าหยงพูดตัดพ้อ พลางเอื้อมมือไปหยิบกระสุนในมือของเกตุ แล้วเดินไปหยิบสเปรย์ขวดหนึ่งซึ่งบรรจุของเหลวชนิดหนึ่งมาพ่นใส่หัวกระสุน สักครู่จึงหยิบกระบอกไฟฉายด้ามเล็กแท่งหนึ่งบนโต๊ะมาส่องที่หัวกระสุน แสงสีฟ้าอ่อนๆส่องจากหลอดไฟอัลตร้าไวโอเล็ต ทันใดนั้นปรากฏรอยจางๆบนหัวกระสุนเป็นลวดลายเส้นเล็กๆคล้ายลายบนกระบี่ไม้อาคมของเหมาซาน
“มันคือกระสุนอาคมเหมาซานที่ฉันคิดค้นขึ้นมา” หม่าหยงพูดโอ่ด้วยความภาคภูมิใจ

ยอดหยิบกระสุนนั้นและหลอดไฟมาส่องดูอีกครั้ง ริมฝีปากแย้มกว้าง
“นายทำได้อย่างไร” ยอดถามสงสัย
“ใช้เลือดหมาดำมาเขียนบนหัวกระสุน มันก็แค่นั้นเอง ถ้าจะให้คนเห็นชัดๆก็ต้องใช้สารเคมีนี้ช่วย” หม่าหยงตอบยิ้มเล็กน้อย
“ลูมินอล!” เกตุอุทานขึ้น พลางพูดอธิบายต่อไปว่า “มันเป็นสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับเลือดเมื่อส่องด้วยแสงอัลตร้าไวโอเล็ตก็จะเห็นลอยเลือดชัดขึ้น มันใช้กันมากในการพิสูจน์หลักฐานทางคดีของตำรวจ”
“ถูกต้องแล้วคร๊าบ.....” หม่าหยงปรบมือชื่นชมเกตุ
อาเหมยเหลือบไปมองอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ พลางเห็นขวดใสเล็กหลายใบตั้งเรียงกันอยู่ มันบรรจุของเหลวสีแตกต่างกันและมีกระดาษใบเล็กติดข้างขวด
“นี่อะไรรึ” อาเหมยหยิบขวดใบหนึ่งซึ่งมีน้ำสีแดงเข้มขึ้นมาดู และอ่านตัวอักษรที่ปรากฏบนกระดาษข้างขวด
“เลือดหมาดำ..... ยี่สิบดอลลาร์ฮ่องกง”
“เธอขายของพวกนี้ด้วยหรือ” อาเหมยถามด้วยความประหลาดใจ
หม่าหยงหยิบขวดเลือดหมาดำใบนั้น แล้วบอกสรรพคุณราวกับเขากำลังออกโทรทัศน์
“เลือดขวดนี้ทำจากเลือดหมาดำสนิทจริงๆ ไม่ใช่ดำๆด่างๆ แถมเรายังใช้สารกันเลือดแข็งอย่างดี รับรองไม่จับเป็นก้อน สาดได้กระเซ็นถึงใจแน่ๆ รับประกันคุณภาพตลอดชีพ หากสนใจภายในสามสิบนาทีนี้เราจะแถมฉี่ชายพรหมจรรย์ให้อีกขวด โปรดโทรมาตามเบอร์ที่ปรากฏด้านล่างนี้ อย่ารอช้าสินค้ามีจำนวนจำกัด หากไม่พอใจสินค้ายินดีคืนเงินให้ในสามสิบวัน”
หม่าหยงมองเลือดหมาดำและฉี่ชายพรหมจรรย์ในมือ รอยยิ้มบอกความภูมิใจชัด
“ฮึ.... เกินเยียวยาจริงๆ” อาเหมยส่ายหน้า ยอดและเกตุพยักหน้าสนับสนุนด้วย

เช้าสดใสของวันใหม่หม่าหยงและอาเหมยขลุกตัวอยู่ในห้องตำราเก่าๆภายในสำนักเหมาซานเพื่อค้นหาหนังสือและบันทึกของสำนักโดยหวังว่าจะมีเบาะแสเกี่ยวกับจอมปีศาจร้ายฟางจงซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกสยบด้วยมนต์เหมาซาน ทั้งสองต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูกเนื่องจากฝุ่นผงที่คลุ้งกระจายไปทั่วห้องจากการปัดเป่าออกจากกองหนังสือ
เสียงไอของหญิงสาวดังเป็นระยะ หม่าหยงมองด้วยความห่วงใย
“อาเหมยทำไหวหรือไม่ เธอออกไปรอข้างนอกก่อนก็ได้ ฉันหาคนเดียวก็ได้”
“ไม่เป็นไร สองแรงดีกว่าแรงเดียว เวลาใช่ว่ามีมาก เราต้องรีบหาให้เจอ” อาเหมยตอบ มือก็เปิดหนังสือทีละเล่มต่อไป
หม่าหยงหยิบหนังสือเก่าขึ้นมาเล่มหนึ่งดวงตาเบิกกว้างเมื่ออ่านเนื้อหาของมัน
“ดูนี่สิ อาเหมย ตำราเล่มนี้มีคาถาดีๆเยอะเลย” หม่าหยงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นิ้วพลิกเปิดหน้ากระดาษไปทีละหน้า “มีทั้งคาถาถอดวิญญาณ คาถาสะกดการเคลื่อนไหว คาถาเคลื่อนฟ้าย้ายดาว เป็นคาถาชั้นสูงทั้งนั้นเลย!”
“เป็นคัมภีร์อะไร” อาเหมยถามด้วยความอยากรู้

หม่าหยงพลิกไปดูที่หน้าปกของหนังสือเล่มนั้น น้ำเสียงฉงนยามเอ่ยว่า “แอบดูคาถาเหมาซาน...... ฟังดูคล้ายๆหนังสือปลุกใจเสือป่ายังไงไม่รู้”
“มิน่าล่ะ พี่จึงหยิบเล่มนี้มาดู” อาเหมยพูดด้วยน้ำเสียงขุ่น หนุ่มจีนเจ้าเล่ห์ยิ้มเจื่อน
“พี่เป็นถึงเจ้าสำนัก.... ไม่รู้จักวิชาเหล่านี้อย่างนั้นหรือ” อาเหมยถามด้วยความสงสัย
“เธอก็รู้.....พี่เป็นแค่ งูๆ ปลาๆ พื้นฐานก็พอได้ แต่ศาสตร์ชั้นสูงขนาดนี้คนที่จะใช้ได้ต้องมีพลังจิตกล้าแข็ง อาจารย์ของพี่ยังใช้คาถาเหล่านี้ไม่ได้เลย” หม่าหยงเปิดตำราเล่มนั้นด้วยความสนใจ ปากพูดต่อไปว่า “ฉันเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่เคยเห็นตัวคาถาหรอก”

“โอ้! มีคาถานี้ด้วยรึ คาถามหาเสน่ห์ เจ๋งจริงๆอันนี้ใช้หากินได้!” เจ้าสำนักหนุ่มหัวการค้ามองตาโตด้วยความดีใจ รอยยิ้มกว้าง
อาเหมยรีบดึงตำราเล่นนั้นมาถือไว้ “คาถาดีๆไม่รู้จักเรียน คาถาแบบนี้สนใจนัก คาถานี้ห้ามอ่านน่ะ” หญิงสาวกล่าวตำหนิเสียงขุ่นมัว
“จ้าๆ.... ไม่อ่านๆ” หม่าหยงเสียงอ่อนพร้อมกับหยิบตำรานั้นไปเก็บไว้ แล้วหยิบเล่มอื่นมาอ่าน
อาเหมยเหลือบตาไปเห็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่งเมื่อเปิดอ่าน ดวงตาส่องประกาย น้ำเสียงตื่นเต้น
“เจอแล้วพี่หยง!”

ช่วงเย็นวันเดียวกันยอดและเกตุเดินเข้าไปในสำนักเหมาซานพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่คนละใบหลังจากไปตรวจสอบข่าวที่งานจัดแสดงมาแล้ว ส่วนหม่าหยงและอาเหมยนั่งรออยู่ที่โต๊ะกลมกลางห้อง
เจ้าสำนักหนุ่มเห็นเพื่อนคนไทยทั้งสองถือกระเป๋าเดินทางเข้ามาก็รู้ได้ทันที รอยยิ้มกว้าง
“พวกเธอจะมาพักที่นี่รึ สำนักเหมาซานยินดีต้อนรับ”
“คืนพรุ่งนี้สำคัญมากพวกเราอยากมาเตรียมตัวด้วยกันก่อน” ยอดวางกระเป๋าใบใหญ่บนพื้น
“ดีๆ ฉันก็มีเรื่องอยากคุยกับนายเยอะเลย ที่นี้ไม่ใหญ่ มีห้องไม่มาก นายนอนกับฉัน ส่วนเกตุก็นอนกับอาเหมยแล้วกัน” หม่าหยงจัดแจงตามหน้าที่เจ้าบ้าน
อาเหมยดีใจที่มีเพื่อนร่วมห้องเพราะไม่คุ้นกับบ้านเก่าหลังนี้
“ดีจังเลย ฉันมีเรื่องอยากคุยกับเกตุเหมือนกัน ฉันช่วยถือกระเป๋าไปไว้ในห้องน่ะ เกตุ” สาวจีนหน้าตาสดใสช่วยนำกระเป๋าของเกตุไปไว้ในห้องนอน

หลังจากจัดแจงกระเป๋าเดินทางกันแล้วทุกคนก็มารวมกันที่ห้องโถงกลางรอบโต๊ะกลมอีกครั้ง
“วันนี้นายได้อะไรบ้าง?” ยอดถามไปทางเจ้าสำนักหนุ่ม
“ได้สิ.... คาถาเด็ดๆเพียบ แค่คาถามหาเสน่ห์อย่างเดียวก็ไม่อดตายแล้ว!” หม่าหยงพูดขึ้นด้วยความดีใจ พลันเสียงสะดุดลงเมื่ออาเหมยใช้เท้าเตะที่หน้าแข้งอย่างแรงเพื่อให้พูดเข้าเรื่องโดยเร็ว
“โอ้โทษทีๆ.... เรื่องของฟางจงใช่ไหม เราพบบันทึกเกี่ยวกับฟางจงอยู่เล่มหนึ่ง”

หม่าหยงหยิบหนังสือเก่าเล่มหนึ่งขึ้นมาและอ่านสิ่งที่บันทึกอยู่ให้ทุกคนฟัง
“เล่มนี้เป็นบันทึกของอาจารย์ปู่ทวดของสำนักเลยน่ะ ท่านบันทึกไว้ว่า.....” เจ้าสำนักเหมาซานพูดนำและกล่าวถึงสิ่งที่บันทึกอยู่ภายใน
“หลังจากที่จอมโจรร้ายแห่งมณฑลเหอหนานนาม ฟางจง จบชีวิตลงภายใต้คมกระบี่ของยอดฝีมือนาม ตงเฉิน ฉายากระบี่ทะลวงใจนั้น ลูกน้องคนสนิททั้งสี่คนของฟางจงฉายาเสือดำ แมงป่อง จงอาง และคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงฉายา แมงมุมเบญจพิษ ต่างหลบหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางแล้วถูกตามล่าจากเหล่าจอมยุทธและยอดฝีมือของทางการสุดท้ายทุกคนต้องจบชีวิตลงตามหัวหน้าของพวกเขาเช่นกัน เดือนมืดคืนหนึ่งมีฝนตกหนักฟ้าร้องเสียงดังไปทั่ว ท่ามกลางสายฝนสัปเหร่อ หลายคนกำลังแบกโลงศพไม้ใบใหญ่กว่าปกติใบหนึ่งผ่านป่าละเมาะ ภายในโลงใบนั้นบรรจุร่างอันใหญ่โตที่ไร้วิญญาณของฟางจงตรงไปยังหลุมฝังศพที่เตรียมไว้ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นขณะที่วางโลงศพลงหลุม พลันเกิดแสงสว่างวาบอย่างฉับพลันใส่ร่างชายคนหนึ่งในกลุ่มสัปเหร่อพร้อมเสียงดังกัมปนาทไปไกล ชายคนนั้นล้มลงสิ้นใจทันทีร่างคร่อมบนโลงศพทำให้ทุกคนตกใจมากจึงวิ่งหนีเตลิดอย่างไม่คิดชีวิต เลือดจากปากและจมูกของสัปเหร่อที่ไร้ลมหายใจไหลลงไปตามรอยแยกที่ฝาโลงศพทำให้ฟางจงสัมผัสเลือดคนเป็นครั้งแรกหลังจากเสียชีวิต เนื่องด้วยเป็นคืนเดือนมืดวิญญาณฟางจงซึ่งเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตแค้นและผูกพยาบาทยังวนเวียนอยู่ไม่ไกลเมื่อสัมผัสเลือดคนและดูดซับพลังไอฟ้าดินไว้ ปีศาจร้ายตนนี้จึงฟื้นขึ้นมาได้แถมยังมีอิทธิฤทธิ์กล้าแข็งขึ้น เนื่องจากได้คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมากและได้ดูดซับพลังวิญญาณของพวกเขาไว้ แม้จะมีนักพรตและหลวงจีนจำนวนมากไปปราบแต่ไม่สามารถหยุดความบ้าคลั่งของปีศาจร้ายตนนี้ได้ จนกระทั่ง........”
หนุ่มจีนหยุดอ่านชั่วขณะ คิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนอ่านต่อไป
“อาจารย์ปู่ทวดนาม จู่จิง เจ้าสำนักเหมาซานในสมัยนั้นได้รับเชิญให้ไปปราบปีศาจร้ายตนนี้....”

ภาพเหตุการณ์ในอดีตของบรรพชนเหมาซานหวนกลับมาอีกครั้ง ปีศาจร้ายฟางจงกวัดแกว่งดาบพยัคฆ์คู่ใจสังหารผู้คนไม่เลือกหน้า เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวดังไปทั่วในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดภายในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งของจีน วิญญาณของชาวบ้านกลายเป็นไอไหลรวมเข้ากับฟางจงอย่างไม่ขาดสายทำให้พลังแก่กล้ายิ่งขึ้น หลายคนพยายามต่อสู่ด้วยอาวุธที่พอหาได้ไม่ว่าจะเป็น จอบ เสียม หรือแม้แต่ดาบก็ไม่ระคายผิวของปีศาจร้ายตนนี้แม้แต่น้อย ฟางจงจอมกระหายเลือดต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินผ่านสายหมอกของค่ำคืนที่เย็นยะเยือก เงาจางๆของชายถือกระบี่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเป็นภาพที่ฟางจงไม่มีวันลืม แม้ตายไปกี่ครั้งก็ตาม
“ตงเฉินรึ!” ฟางจงพึมพำ น้ำเสียงเยือกเย็น มือกำดาบแน่น
แสงจากโคมไฟข้างทางสั่นไหวส่องให้เห็นใบหน้าของเจ้าของกระบี่ เขาหาใช่ตงเฉินไม่ แต่เป็นผู้อาวุโสไว้หนวดเคราใบหน้าสงบนิ่งในชุดนักพรตสีเหลืองมีรูปยันต์แปดทิศติดอยู่ที่หน้าอก เอวเหน็บถุงย่ามเล็กๆใบหนึ่งและกระบี่ไม้สั้นด้ามหนึ่ง มือถือกระบี่ยาวก้าวย่างด้วยท่าทีเยือกเย็น บรรยากาศสงบนิ่งโดยฉับพลัน
“นักพรตหรอกรึ” เสียงปีศาจร้ายแหวกอากาศขึ้นทำลายความเงียบสงัด

นักพรตท่าทางเก่งกล้าวิชาหยุดยืนเผชิญหน้ากับฟางจง สีหน้าเย็นชา
“ฟางจงก่อกรรมทำเข็ญมามากแล้ว ขอให้หยุดเสียเถิด” เสียงทุ้มนักแน่นของนักพรตเฒ่าดังขึ้นด้วยหมายจะกล่อมปีศาจร้าย
“เจ้าเป็นใคร?” ฟางจงถามชายแปลกหน้าที่มีท่าทางไม่เกรงกลัวเขา
“ข้าชื่อ จู่จิง เจ้าสำนักเหมาซาน!” นักพรตเฒ่าตอบเสียงดังด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม
“ตอนเจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ก่อกรรมไว้มากแม้ตายไปแล้วก็ยังไม่เลิก หากเจ้ากลับใจเสียในตอนนี้ข้าจะทำพิธีสวดส่งวิญญาณให้เจ้าได้ไปผุดไปเกิด จักไม่ต้องอยู่ในสภาพอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ซึ่งเกิดใหม่ก็ไม่ได้เกิด หากตายก็ไม่ได้ตาย ต้องเป็นปีศาจที่ทุกคนรังเกียจ.....” เจ้าสำนักเหมาซานกล่าวให้คำเตือนแก่ปีศาจฟางจงอีกว่า “หากไม่สำนึกข้าคงต้องส่งเจ้าลงนรกชั่วกัปชั่วกัลป์!”
“ฮึ..... อย่างเจ้าจะมีปัญญาทำได้อย่างนั้นรึ” ฟางจงตอบด้วยน้ำเสียงดูถูก
“ทำไมเจ้าต้องอาละวาดเข่นฆ่าผู้คนมากมายเช่นนี้” นักพรตเฒ่าถาม ยามมองดูคนตายจำนวนมาก

“ฮึ ฮึ อีกไม่นานพวกมนุษย์ทุกคนจักต้องตายกันหมดเมื่อข้าเปิดประตูทะลุโลก ที่นี่จะกลายเป็นนรกโดยมีข้าเป็นพระเจ้า ฮ่า ฮ่า” ฟางจงหัวเราะเสียงดังด้วยความกระหยิ่มใจ
เจ้าสำนักเหมาซานมีสีหน้าถอดสีด้วยความตกใจ “เจ้าคิดจะเปิดประตูทะลุโลกอย่างนั้นรึ!”
“เจ้าอยากให้ข้าลงนรกมิใช่หรือ ข้าจะทำให้ที่นี่กลายเป็นนรกอย่างที่เจ้าต้องการอยู่แล้วยังไงเล่า ฮ่า ฮ่า” ฟางจงหัวเราะด้วยความพอใจอย่างมาก
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำเช่นนั้นหรอก วันนี้ไม่เจ้าก็ข้าต้องม้วยกันไปข้างหนึ่ง!”
นักพรตเฒ่าเจ้าสำนักเหมาซานดึงกระบี่ออกจากฝักกระโดดโจนทะยานพุ่งกระบี่เข้าสัปยุทธโดยพลัน แสงไฟต้องกระบี่แวววับกวัดแกว่งไปทั่ว ฟางจงหลีกหลบคมกระบี่เป็นพัลวัน พลางถอยเป็นระยะแล้วใช้ดาบพยัคฆ์ปัดป้องไว้ นักพรตจู่จิงรุกต่อเนื่องมิรอช้าเมื่อเห็นฟางจงเริ่มถอยไม่อาจตอบโต้ได้ เสียงคมกระบี่แหวกอากาศไปมาทุกกระบวนหมายเอาชีวิตฟางจง กระบี่ มือ และเท้าประสานเป็นหนึ่งจนไร้ช่องโหว่ฟางจงพลาดท่าถูกเจ้าสำนักเหมาซานเตะยอดอกไปหนึ่งครั้งด้วยพลังวัตรที่กล้าแข็ง แม้ฟางจงจะมีร่างกายใหญ่โตแต่ก็กระเด็นไกลไปกระแทกกับกำแพงบ้านหลังหนึ่งจนเกิดรอยยุบชัดเจน

ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วฟางจงค่อยๆลุกขึ้นยืน มือกำดาบแน่น ดวงตาแดงฉานจ้องเขม็งไปที่ศัตรูเบื้องหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้ เสียงฟันขบเขี้ยว กลิ่นไอปีศาจโพยพุ่งจากปากเป็นระยะ ปีศาจที่โกรธเกรี้ยวสะบัดเท้าวิ่งเข้าหาเจ้าสำนักเหมาซานอย่างไม่เกรงกลัว ปลายดาบคมพยัคฆ์ลากไปกับพื้นเป็นทางยาว นักพรตจู่จิงเห็นฟางจงถาโถมเข้าใส่จึงพลิกตัวหมุนใช้เท้าเตะสิ่งของบนพื้นทั้ง ดาบ มีดและท่อนไม้ ขึ้นในอากาศและสะบัดเท้าอีกครั้งใช้สิ่งของเหล่านั้นประดุจอาวุธพุ่งจู่โจมเข้าหาฟางจง ผิวหนังของปีศาจร้ายตนนี้บัดนี้แข็งแกร่งดั่งเสื้อเกราะ ดาบและมีดไม่อาจระคายผิวแม้แต่น้อย ฟางจงแกว่งดาบฟันท่อนไม้แหวกเป็นทางแล้วพุ่งเข้าหานักพรตเฒ่า เสียงดาบพยัคฆ์คำรามฟาดฟันใส่เจ้าสำนักเหมาซาน นักพรตเฒ่าต้องปัดป้องสลับถอยเพื่อหลบคมดาบ ฟางจงรุกไล่ด้วยกระบวนท่าที่ดุดัน นักพรตจู่จิงแม้กำลังเสียเปรียบ แต่ด้วยทักษะยุทธที่เหนือชั้นก็สามารถเห็นช่องโหว่ของฟางจง ชั่วพริบตานั้นเขาสะบัดกระบี่ไปที่แขนซ้ายของฟางจง ผิวหนังที่แกร่งดั่งเสื้อเกราะปรากฏบาดแผลเป็นทางยาว ปีศาจร้ายสะดุ้งสุดตัวและร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวด พลางถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตาสีแดงเพลิงมองแผลบนแขนแล้วหันไปที่กระบี่ในมือของเจ้าสำนักเหมาซาน
“กระบี่อาคมสวรรค์รึ!” ฟางจงพึมพำ เมื่อเห็นลวดลายบนกระบี่สลักคาถาเหมาซานชั้นสูง

นักพรตจู่จิงยกกระบี่ในมือขึ้นตั้งท่าเตรียมรุกต่อ ปากบอกว่า “อาวุธทั่วไปอาจทำร้ายเจ้าไม่ได้ แต่กระบี่เหมาซานของข้าผนึกมหาเวทย์ดาวดึงส์ไว้ อานุภาพไร้เทียมทาน”
“ข้าก็อยากรู้ว่าดาบในมือของข้าหรือกระบี่ของเจ้า ใครจะเหนือกว่ากัน” ฟางจงคำรามลั่น มือกำดาบแน่น
“กระบี่แยกฟ้า ลมปราณแยกดิน กระบี่ข้าไม่ปราณี!”
นักพรตเฒ่าจู่จิงกวัดแกว่งกระบี่ร่ายมนต์เหมาซาน ศาสตราวุธในมือพลันเปล่งประกายวับ กระบี่นับสิบเล่มลอยอยู่กลางอากาศล้อมรอบฟางจงไว้แล้วพุ่งจู่โจมจากทุกทิศ ฟางจงจอมปีศาจบัดนี้ตกอยู่ในค่ายกลกระบี่เวทย์เหมาซานเสียแล้ว เขากวัดแกว่งดาบปัดป้องเป็นพัลวัน แม้ดาบพยัคฆ์จะว่องไวเพียงใด แต่ไม่อาจต้านทานคมกระบี่ซึ่งถาโถมประดุจห่าฝนได้ ชายเสื้อถูกฉีกเป็นทางหลายครั้งด้วยพลังกระบี่เหมาซาน
“จบกันเสียที....กระบวนสุดท้าย ทำลายมาร!” เจ้าสำนักเหมาซานคำรามพร้อมกับกวัดแกว่งกระบี่เพื่อร่ายมนต์สุดท้าย

กระบี่อาคมรอบตัวฟางจงเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต มันพุ่งโจมตีเข้าหาปีศาจร้ายพร้อมกัน เมื่อใกล้จะเพลี่ยงพล้ำฟางจงคำรามเสียงดังและเปล่งพลังวัตรออกมาจนกระบี่รอบตัวหยุดชะงักโดยพลัน จากนั้นร่างของปีศาจร้ายก็แยกออกเป็นจอมมารนับสิบตนสัปยุทธ์กับกระบี่เหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
“วิชาแยกร่างย้ายวิญญาณรึ” นักพรตเฒ่าตกใจกับภาพเบื้องหน้า มินึกว่าฟางจงปีศาจร้ายตนนี้จะมีวิชาแก่กล้าเช่นนี้
“ตัวจริงของมันอยู่ที่ไหนล่ะ?” เจ้าสำนักเหมาซานพูดขึ้นพลางมองฟางจงนับสิบตนที่กำลังต่อสู้กับกระบี่อาคมอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ข้าอยู่นี่!”

เสียงดังมาจากด้านบนของนักพรตจู่จิง พลันเงาดำร่างใหญ่สองมือถือดาบพุ่งตรงลงมาโจมตีคู่ต่อสู้ เจ้าของเงานั้นคือฟางจงจอมปีศาจร้ายนั่นเอง
นักพรตจู่จิงยกกระบี่ขึ้นรับทันใด แต่ด้วยพละกำลังเหนือมนุษย์ของฟางจงทำให้เท้าของนักพรตเฒ่าจมลงในดินมากกว่าคืบ
เมื่อฟางจงได้เปรียบก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาพลิกตัวเตะนักพรตเฒ่าที่ยอดอก ร่างนั้นกระเด็นไปไกลแล้วกระแทกพื้นราวกับใบไม้ร่วง นักพรตจู่จิงรวบรวมพละกำลังลุกขึ้นยืน ใบหน้ามีเหงื่อและหายใจยาวลึก มือกำหน้าอกแน่นโลหิตไหลรินจากมุมปากอันบ่งบอกการบาดเจ็บภายในมิใช่น้อย
ปีศาจร้ายฟางจงเห็นศัตรูกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงชิงรุกต่อเนื่องด้วยการกวัดแกว่งดาบพยัคฆ์คู่ใจวิ่งตะลุยไปข้างหน้าหมายฟันศัตรูให้ขาดสะบั้น พลังปีศาจที่แข็งแกร่งก่อเกิดเป็นมวลอากาศเบื้องหน้าแหวกเป็นทาง

นักพรตจู่จิงเจ้าสำนักเหมาซานแม้จะบาดเจ็บแต่ยังมิใช่เสือสิ้นลาย นักพรตเฒ่าปักกระบี่ในมือลงดินแล้วหยิบถุงย่ามเล็กๆที่เอวออกมา ภายในมีเหรียญจีนโบราณหลายเหรียญแล้วพ่นเลือดที่อยู่ในปากใส่เหรียญเหล่านั้น ฝ่ามือประกบกันแล้วแยกเหรียญออกมาไว้ในมือทั้งสองจากนั้นร่ายคาถาเหมาซาน
“วิชาพลิกปฐพีถล่มภูผา!”
เสียงนักพรตจู่จิงร้องขึ้นเมื่อร่ายคาถาเสร็จ ฝ่ามือหงายและยื่นออกไปข้างหน้า เขากระดกปลายนิ้วขึ้น ผืนดินเบื้องหน้าของฟางจงถูกยกขึ้นเป็นกำแพงดินขนาดใหญ่ขวางทางไว้ แต่ฟางจงมองเกรี้ยวกราด มิเกรงกลัวสิ่งใดมือกำดาบแน่นพุ่งตรงเข้าฟาดฟันอย่างไม่รีรอ ดาบพยัคฆ์เปล่งอานุภาพออกมา เสียงระเบิดดังกัมปนาทฝุ่นผงกระจายไปทั่ว กำแพงดินเบื้องหน้าทลายลงเป็นเศษเล็กเศษน้อย ขณะเดียวกันนักพรตเฒ่าจู่จิงพลิกฝ่ามือผลักออกทั้งสองข้างสลับไปมาเหรียญอาคมในมือพุ่งรัวราวกับปืนกลตรงใส่ร่างฟางจงอย่างแม่นยำ เมื่อเหรียญติดกับร่างกายฟางจง มันระเบิดขึ้นแล้วส่งให้ร่างปีศาจร้ายกระเด็นถอยกลับไปไกลมากมันเปล่งเสียงร้องดังด้วยความเจ็บปวดอย่างยิ่ง

เมื่อสิ้นเหรียญในมือของนักพรตเฒ่าและกลุ่มควันจางหายฟางจงถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลง มันอาศัยดาบพยัคฆ์ช่วยพยุงตัวไว้มิให้ล้ม เสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บปวด ผิวหนังที่แกร่งดังเหล็กก็ยังมิอาจต้านทานอาคมชั้นสูงของเจ้าสำนักเหมาซานท่านนี้ได้
“หากเป็นปีศาจทั่วไปคงถูกทำลายด้วยวิชานี้แล้ว ไม่นึกว่าเจ้าจะรอดมาได้” นักพรตเฒ่ากล่าวเสียงเบาเนื่องด้วยอ่อนล้าจากการใช้พลังไปมากและประหลาดใจเมื่อเห็นปีศาจร้ายฟางจงยังยืนหยัดอยู่ได้
“เห็นทีหากไม่ใช้กระบี่วกกลับ คงมิอาจสยบเจ้าได้” เจ้าสำนักเหมาซานพูดขึ้นเมื่อนึกถึงวิธีสุดท้ายที่สามารถกำราบปีศาจร้ายตนนี้

หม่าหยงเจ้าสำนักเหมาซานอ่านมาถึงจุดนี้ก็นิ่งไปชั่วครู่ พลางมองสบตาทุกคนรอบโต๊ะที่กำลังตั้งใจฟังด้วยใจจดใจจ่อเนื่องจากอยากรู้จุดจบของปีศาจร้ายพันปี
“แล้วไงต่อล่ะ.....พี่หยง!” อาเหมยอดใจรอไม่ไหว จึงเอ่ยเสียงขึ้นทำลายความเงียบนั้น
“ฉันไม่รู้เหมือนกัน มันจบอยู่แค่นี้” นักพรตหนุ่มเปิดบันทึกให้ทุกคนดูหน้าสุดท้าย “บันทึกทั้งหมดมีอยู่แค่นี้ ฉันได้ยินว่าหลังจากอาจารย์ปู่ทวดต่อสู้กับฟางจงก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ไม่นานหลังจากนั้นก็เสียชีวิต เขาอาจยังเขียนบันทึกไม่เสร็จก็สิ้นใจไปเสียก่อน”
“อาจจะมีบันทึกอีกเล่มก็ได้นะ?” เกตุออกความเห็น
“ตอนแรกฉันก็คิดเช่นนั้น แต่หาจนทั่ว ก็ไม่พบ” หม่าหยงตอบด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

ยอดคิดอยู่ชั่วครู่ “อย่างน้อยเราพอจะรู้ว่าวิชากระบี่วกกลับน่าจะสามารถสยบฟางจงได้ วิชานี้คืออะไรรึ” ยอดถามเจ้าสำนักเหมาซานคนปัจจุบัน
“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสำนักเรามีวิชาอะไรแบบนั้น ฉันไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้มาก่อน” หม่าหยงตอบด้วยสีหน้างง
“ไม่แปลกใจหรอกที่พี่ไม่รู้จัก ก็พี่ขี่เกียจออกอย่างนี้ จะรู้จักสักกี่วิชากันเชียว” อาเหมยปรายตามองเพื่อน น้ำเสียงดูแคลน
“อะไรกัน..... ฉันตรวจหาในฐานข้อมูลของสำนักและในกูเกิลก็ไม่พบนะ” เจ้าสำนักเหมาซานพูดเสียงดังพร้อมกับหยิบพ็อกเก็ต พีซีขึ้นมาแล้วกระแทกนิ้วบนนั้นประกอบด้วย
“เดี่ยวนี้หาเรื่องพวกนี้ในพ็อกเก็ต พีซีได้แล้วรึ” ยอดพูดด้วยความประหลาดใจแกมสงสัย

“สำนักใหญ่ๆเขามีของแบบนี้ใช้กันทั้งนั้นแหละ นายไม่มีใช้รึ....เชยจังเลย”
“ไม่ยักรู้ว่าที่นี้เป็นสำนักใหญ่” ยอดพูดแกมประชด สายตามองไปรอบห้องที่เก่าใกล้จะพังเต็มที
หม่าหยงนึกได้ว่ายังมีเรื่องของดาบพยัคฆ์อีก จึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “เรื่องดาบพยัคฆ์เป็นอย่างไรบ้าง ?”
“เราไปตรวจบัญชีรายชื่อสิ่งของที่นำมาจัดแสดงแล้ว ดาบพยัคฆ์ก็ยังอยู่” เกตุตอบ
“เราพยายามขอเข้าไปดูมัน แต่ดาบพยัคฆ์เป็นทรัพย์สินของทางการจีน พวกเขาจึงไม่อนุญาตให้เข้าไปดู” ยอดเล่าเสริม แล้วยังเอ่ยทิ้งท้ายชวนคิดว่า “หวังว่าบัญชีนั้นจะถูกต้องนะ”


ค่ำคืนเดือนเต็มมีแสงจันทร์ให้ความสว่างภายนอกอาคารสำนักเหมาซาน ยอดในเสื้อยืดแขนกุดกางเกงขาสั้นเดินออกมาที่ลานหน้าสำนักเพื่อทบทวนวิชามวยตามที่เคยทำประจำ เริ่มจากการพนมมือไหว้ปากร่ายคาถาขอบคุณครูบาอาจารย์ที่ประสาทความรู้แก่ตน ทั้งหมดอยู่ในสายตาของอาเหมยในชุดวอร์มที่เดินผ่านมาเห็นโดยบังเอิญและยืนดูด้วยความสนใจ

ยอดเริ่มรำมวยไหว้ครูตามลำดับอันเป็นประเพณีสืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปี เขานั่งคุกเข่าถวายบังคมทั้งสามครั้งเพื่อคาราวะแด่แม่พระธรณี ยอดชักเท้าขวามาข้างหน้าร่ายรำมวยตามที่บรรพชนได้กำหนดไว้ การเคลื่อนไหวของยอดลื่นไหลไม่มีติดขัด แม้เชื่องช้าแต่แฝงด้วยพละกำลัง อาเหมยยืนดูด้วยความชื่นชมด้วยเหมือนการรำมวยไทยที่เคยเห็นในโทรทัศน์ แต่ไม่นานอาเหมยสังเกตเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน ทุกย่างก้าวของยอดที่กระแทกพื้นลงไปปรากฏเป็นหลุมลึกเล็กน้อย มันแสดงถึงพลังที่แฝงอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว หมัดที่แหวกอากาศออกไปบังเกิดสายลมบังคับให้ใบไม้ใบหญ้าโดยรอบเคลื่อนไหวตามไปด้วย แม้ท่าพรหมสี่หน้าจะเชื่องช้าแต่เปี่ยมด้วยพลังจนอาเหมยสัมผัสได้ ยอดรำจนจบกระบวนท่าที่การย่างสามขุมเท้ากระแทกพื้นจนเกิดหลุมลึกกว่าปกติแล้วเดินสืบเท้าตามจังหวะ มันดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
เมื่อรำมวยไหว้ครูเสร็จสรรพยอดเริ่มเคลื่อนไหวแขนขาไปมาจากช้าๆแล้วค่อยเร่งจนเร็วขึ้น กำหมัดชกลมซ้ายขวา ตั้งท่าจดมวยสืบเท้าเข้าหาศัตรูที่ประหนึ่งว่าอยู่เบื้องหน้า ยอดออกอาวุธมากขึ้นทั้งเตะ เข่า ถีบ และศอก ทุกการเคลื่อนไหวสอดประสานเป็นหนึ่งเดียว ท่ารุกดุดัน ท่ารับตั้งรับรัดกุม อาเหมยไม่เคยเห็นมวยไทยเช่นนี้มาก่อนจึงยิ่งรู้สึกอยากประมือด้วยสักครั้ง เมื่อโอกาสมาถึงหล่อนไม่ปล่อยให้หลุดลอยไป
“ฉันขอเป็นคู่ซ้อมให้นะ!” อาเหมยตะโกนขึ้นแล้วกระโจนเข้าจู่โจมยอดทันที

*************************************

โปรดติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 23 เมษายน 2556    
Last Update : 23 เมษายน 2556 14:45:16 น.
Counter : 301 Pageviews.  

ล่าอสูร........The 2 Swords 4

                           ล่าอสูร........The 2 Swords
                                                                            บทประพันธ์ของ "วายุอัสนี"
                                                  4.
                                           ชวาซัดหอก

          เช้าวันถัดมาอากาศสดใสแสงแดดอ่อนๆบริเวณหน้าอาคารจัดแสดงวัฒนธรรมของฮ่องกงผู้คนเดินกันขวักไขว่ ประตูมีกระดาษขาวแผ่นใหญ่เขียนบอกว่า “ปิดบริการชั่วคราว” ติดไว้พร้อมกับตำรวจฮ่องกงยืนเฝ้าอยู่สองคน โดยคนหนึ่งดูสูงวัยมากเหมือนใกล้เกษียณ อีกคนเป็นหนุ่มหน้าใสคล้ายกับเพิ่งสำเร็จการศึกษา
“ทำไมผู้กองชอบให้ตำรวจจบใหม่อย่างผมมายืนเฝ้าอาคารเหมือนเป็นยาม ลุงจง” ตำรวจหนุ่มถามไปทางตำรวจสูงวัย พลางถอนใจยาว  “ผมน่าจะไปวิ่งไล่จับคนร้ายมากกว่ามาทำงานนี้”
“เมื่อก่อนฉันก็ไฟแรงแบบนาย!”  ลุงจงหัวเราะหึในลำคอ พลางย้อนถามไปว่า  “นายรู้ไหมว่า ฉันเคยมีคู่หูมาทั้งหมดกี่คน?”
“สามสี่คนกระมัง”
“สิบห้าคน!”  คำตอบนั้นทำให้ตำรวจหนุ่มมีสีหน้าตกใจ
“พวกเขาไปไหนกันหมดล่ะ”  เขามองอยากรู้
“บ้างก็ตาย บ้างก็พิการ”  ลุงจงตอบ แล้วถอนใจเฮือกใหญ่ยามคิดถึงเรื่องราวในอดีต รอยยิ้มเย็น  “ครั้งสุดท้ายที่ฉันเสียคู่หู คือ เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนนั้นฉันรับหน้าที่อารักขาหัวหน้ามาเฟียไปขึ้นศาล มันพยายามหนี แม้เราจะจับมันไว้ได้ในที่สุด แต่เราก็เสียตำรวจดีๆไปถึงสามคน เวลานี้ฉันจึงเฝ้าเฉพาะสิ่งที่วิ่งหนีไม่ได้ไงล่ะ....ฮึ ฮึ”

ยอด หม่าหยง เกตุ และ อาเหมย ยืนมองตำรวจจากฝั่งถนนตรงข้ามอาคารจัดแสดง สีหน้าครุ่นคิดหนัก
“ตำรวจเต็มไปหมดเลย ประตูด้านหลังก็มีตำรวจด้วย”  หม่าหยงพูดหลังจากเดินสำรวจมาแล้ว
“ทำไมเราต้องมาทำลับๆล่อๆอย่างนี้ด้วย”  อาเหมยถามสงสัย พลางมองไปทางเพื่อนชาย  “คงไม่ใช่จะมาขโมยของข้างในเพื่อเอาไปใช้หนี้น่ะ”
“ไม่ใช่!” หม่าหยงตอบยืนยัน ใบหน้างอ  “หน้าอย่างฉันเหมือนขโมยอย่างนั้นรึ”
อาเหมยจ้องหน้าเพื่อนชายเขม็ง ส่วนหม่าหยงแกล้งทำหน้าแบบไร้เดียงสา

“เหมือนสิ!” อาเหมยตอบหน้าตาเฉย
“เธอเนี่ยตาถั่วจริงๆ หล่ออย่างฉันจะเหมือนขโมยได้อย่างไร”  หม่าหยงตอบเสียงขุ่น พลางบอกเสียงจริงจังขึ้นว่า  “เมื่อคืนเราเจอปีศาจพันปีซึ่งเชื่อว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีมัมมี่โจรหายไป เราจึงมาตรวจสอบหน่อย”
“เธอเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยรึ เกตุ”  อาเหมยหันไปถามเกตุ เพื่อนหญิงของยอด
“เรื่องนี้ก็เหลือเชื่ออยู่หรอก แต่ยอดไม่เคยโกหกฉัน”  เกตุตอบอ้อมแอ้ม รอยยิ้มเจื่อน
“นายไม่เคยโกหกผู้หญิงรึ เดี๋ยวฉันสอนให้ มันไม่ยากหรอก”  หม่าหยงพูดหยอกเย้ากับยอด อาเหมยถลึงตาและใช้ศอกกระทุ้งไปที่หม่าหยง
“ดีแต่สอนให้คนอื่นเสียคน”  อาเหมยพูดตำหนิ
“พวกเราจะทำอย่างไร จึงเข้าไปข้างในได้”  เกตุถาม
ยอดยืนใช้ความคิด ก่อนเอ่ยว่า  “คงต้องให้ท่านประธานเหมาฯช่วยแล้ว!”

รูปประธานเหมาเจ๋อตุงบนเงินธนบัตรที่หม่าหยงกำลังนับได้จำนวนหนึ่งแล้วยื่นให้ตำรวจแก่หน้าประตูอาคารจัดงานแสดงเพื่อพาเพื่อนเข้าไปชมเป็นกรณีพิเศษ
 “ขอเข้าไปดูข้างในเล็กน้อยนะครับ”  หม่าหยงบอกเสียงอ้อนเต็มที่
“ให้เวลาสิบห้านาทีเท่านั้น”  ลุงจงพูดเสียงเข้มแล้วรับเงินใส่กระเป๋า ส่วนตำรวจหนุ่มมองตกใจกับการรับเงินของตำรวจสูงวัยคนนี้

“มันผิดวินัยนะ ลุงจง”  ตำรวจหนุ่มลากเพื่อนไปพูดเตือนสติ
“ไม่เป็นไร ฉันจัดการทั้งหมดเอง”  ตำรวจแก่ตอบแล้วโบกมือให้หม่าหยงกับเพื่อนผ่านเข้าประตูไป พร้อมกับใช้วิทยุสื่อสารบอกเจ้าหน้าที่ในอาคารด้วย
“แมวใหญ่เรียกแมวเล็กจะมีหนูเข้าไปข้างในสี่ตัวให้เวลาสิบห้านาที เข้าด้านหน้าและออกด้านหลัง ทราบแล้ว....เปลี่ยน!”  ลุงจงพูดทางวิทยุสื่อสาร
“รับทราบ.... เปลี่ยน!”  เสียงตอบจากวิทยุสื่อสารดังขึ้น
“ตอนนี้ฮ่องกงกลับไปอยู่กับจีนแผ่นดินใหญ่แล้วเราต้องฟังคำสั่งจากท่านประธานเหมาสิ จริงไหม”  ลุงจงพูดด้วยรอยยิ้ม โดยไม่สนใจกับสีหน้าตกใจของเพื่อนต่างวัย

ภายในอาคารมีแสงไฟไม่กี่ดวงให้ความสว่างเนื่องจากอาคารยังปิดบริการอยู่ หม่าหยง ยอด เกตุและอาเหมย เดินไปที่ห้องจัดแสดงมัมมี่จีน จึงพบว่ามัมมี่ร่างใหญ่ซึ่งเป็นของฟางจง หัวหน้าโจรอันเลื่องชื่อในอดีตและลูกน้องทั้งหมดได้หายไปแล้ว
“ตายแน่! ฟางจงกับลูกน้องหายไปทั้งหมด” หม่าหยงอุทานออกมา
ทุกคนเดินมองหาร่องรอยผิดสังเกตในห้องจัดแสดงมัมมี่ ยอดเห็นบางอย่างสะดุดตา
“ดูนี่สิ!”  ยอดหยิบแท่งไม้ยาวประมาณคืบเศษบนพื้นขึ้นมองพินิจ  ทุกคนรีบเข้าไปดูสิ่งนั้น
“มันคือเศษกระบี่ไม้ของสำนักเหมาซาน” หม่าหยงเอ่ยขึ้น หลังจากมองพิเคราะห์แท่งไม้นั้น
“รู้ได้อย่างไร?” ยอดถามด้วยความสงสัย

“ลวดลายจางๆบนแท่งไม้ คือ ยันต์อาคม มันเป็นลักษณะเฉพาะของวิชาเหมาซาน” หม่าหยงอธิบาย สายตามองดูแท่นวางมัมมี่จีนและเพดานที่เป็นโดมกระจกใสซึ่งมองเห็นพระอาทิตย์ได้
“ที่แท้เป็นอย่างนี้เอง!”  หม่าหยงฉุกใจคิดถึงเรื่องบางอย่าง พลางบอกว่า  “ตำแหน่งที่ฟางจงกับพวกนอนอยู่สามารถดูดซับพลังสุริยันและจันทราได้เป็นอย่างดี จึงคอยหล่อเลี้ยงวิญญาณร้ายไว้ เดิมทีกระบี่ไม้ผนึกมารนี้ช่วยสะกดวิญญาณไว้ แต่อาจมีบางคนดึงมันออกโดยไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญขนาดไหน  ทำให้ปีศาจร้ายตนนี้ฟื้นขึ้นมา”
“เมื่อก่อนกระบี่ไม้ปักอกไว้ แต่กาลเวลาทำให้มันผุพังจนเหลือแค่แท่งไม้ยาวแค่คืบ บางคนอาจคิดว่ามันทำให้มัมมี่เสียหาย จึงดึงออก”  ยอดให้ความเห็น
อาเหมยส่ายหน้า  “มือซนมากไปแล้ว”
“พวกเขาไม่รู้ความสำคัญของแท่งไม้นี่นา”  ยอดยิ้ม
“ทำไมมีแท่งไม้แค่หนึ่งชิ้น ทั้งๆที่มัมมี่หายไปหลายร่าง” เกตุถามสงสัย

“อาจารย์เคยบอกว่าปีศาจที่มีพลังกล้าแกร่งสามารถควบคุมวิญญาณร้ายอื่นๆได้ แล้วยังสามารถเรียกวิญญาณที่ยังไม่ไปเกิดให้กลับฟื้นขึ้นมาด้วย”  หม่าหยงตอบ แล้วนิ่งคิด ก่อนเอ่ยอีกว่า  “พวกนี้ใช้วิญญาณต่อวิญญาณ! มันต้องดูดวิญญาณจากคนหรือวิญญาณปีศาจด้วยกันเพื่อฟื้นชีวิตใหม่และคงสภาพอยู่ในโลกนี้ ได้ ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไร ก็ต้องใช้วิญญาณมาก”
“มัมมี่ฟื้นชีพอีกครั้งรึ ?”  เกตุครางด้วยความสยองใจ

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ!”  อาเหมยตกใจในสิ่งที่ได้ยิน เริ่มรู้สึกกลัว
“อืม.... พ่อผมก็เคยเล่าเรื่องคล้ายๆกันนี้ให้ฟัง”  ยอดพูดเสริม แววตาบอกความไม่สบายใจ
“ฟางจงดูดวิญญาณลูกน้องเพื่อฟื้นชีพของเขา มัมมี่ลูกน้องจึงสลายตัวไป”  เกตุพูดวิเคราะห์
ยอดส่ายหน้า  “ฟางจงอาจต้องการชุบชีวิตลูกน้องขึ้นมา จึงนำร่างของพวกเขาไปด้วย”
“พวกเขาฟื้นขึ้นมาแล้วรึ ?”  เกตุถามสงสัย
“ถ้าฟื้นชีพสำเร็จ คงได้เห็นพวกมันเดินยั้วเยี้ยแล้ว.....”  หม่าหยงตอบปนเสียงหัวเราะ พลางเล่าต่อไปว่า  “......... การคืนชีพต้องอาศัยคืนเดือนมืดที่ประตูวิญญาณเปิด ทำให้โลกวิญญาณเชื่อมต่อกับโลกมนุษย์ น่าจะเป็นอีกสองวันข้างหน้า”
“มันต้องมีพิธีกรรมอีกใช่ไหม อาหยง”  อาเหมยถาม
“ใช่”
ยอดขมวดคิ้วคิดครู่หนึ่ง “ปัญหามีสองอย่าง คือ เราไม่รู้ว่ามันจะใช้วิญญาณของคนหรือวิญญาณของปีศาจในการชุบชีวิต และ มันจะทำพิธีชุบชีวิตที่ไหน”

“การชุบชีวิตให้ลูกน้องนั้นฟางจงต้องมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งมาก ส่วนนายเล่าเรื่องการต่อสู้กับเขาเมื่อคืนนั้น ฉันคิดว่าเขายังไม่น่าจะทำได้”  หม่าหยงให้ความเห็น
“เราไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการชุบชีวิตลูกน้องแล้วสิ”  อาเหมยพูด
เกตุมีความเห็นแตกต่างไปว่า  “ฟางจงนำเอาร่างของลูกน้องไปด้วยทั้งที่รู้ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถชุบชีวิตได้ ก็แสดงว่าเขามีวิธีจัดการกับเงื่อนไขนั้นได้”
“มันมีวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้พลังวิญญาณของฟางจงแข็งแกร่งเร็วขึ้น” หม่าหยงนึกบางอย่างได้ สีหน้าจริงจัง  “อาจารย์เคยบอกว่าหากปีศาจตนใดมีอาวุธคู่กาย เมื่ออาวุธนั้นกลับมาอยู่ในมือของเจ้าของอีกครั้งจักทำให้พลังวิญญาณสูงขึ้น ในกรณีของฟางจงคงเป็นดาบพยัคฆ์ที่นำมาแสดงพร้อมกัน ยิ่งเป็นดาบที่เคยดื่มเลือดคนมามาก จักมีพลังวิญญาณสูงตามไปด้วย”

“เราไปดูกันว่าดาบพยัคฆ์ยังอยู่หรือไม่”  เกตุพูดชวน
ทุกคนพยักหน้ารับแล้วเดินไปยังจุดวางโชว์ดาบพยัคฆ์ของฟางจง แต่มันว่างเปล่า
 “ดาบพยัคฆ์ไม่อยู่แล้ว!”  อาเหมยอุทาน สีหน้าตกใจ  “ฟางจงเอาไปแล้วรึ ?”
“อาจจะยัง.....” ยอดพูด แล้วเดินนำไปยังห้องเก็บวัตถุที่อยู่ด้านหลังห้องจัดแสดง   “ในช่วงปิดงานแสดงวัตถุสำคัญบางชิ้นจักถูกเก็บในห้องนิรภัยเพื่อความปลอดภัย บางทีดาบพยัคฆ์อาจถูกเก็บไว้ในนั้น”

ขณะที่ทุกคนเร่งเดินไปยังห้องนิรภัยโดยเร็ว เสียงฝีเท้าคนดังมาจากชั้นลอยภายในห้องโถงจัดแสดงและทุกคนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเริ่มร้อนใจมากเมื่อคาดว่าต้องถูกขัดขวางอย่างแน่นอน
“หยุดก่อน !”  ตำรวจหนุ่มตะโกนลั่น พลางใช้วิทยุสื่อสารในมือชี้ไปที่คนทั้งสี่  “พวกนายรีบออกไปจากที่นี้เดี๋ยวนี้”
หม่าหยงตะโกนบอกว่า  “พี่ชาย.... ขอเวลาอีกสักครู่เถอะ เราดูอีกที่หนึ่งแล้วจะกลับทันที”
“ไม่ได้! ตอนนี้ผู้กองกำลังจะเข้ามาในนี้ เขากำลังอยู่ที่หน้าประตู ลุงจงคงถ่วงเวลาได้ไม่นาน ถ้าเขาเห็นพวกนายอยู่ในนี้ พวกนายและพวกฉันมีหวังโดนเล่นงานแน่” ตำรวจหนุ่มมีสีหน้ากังวลหนัก
“เอาอย่างไรดีล่ะ?”  หม่าหยงหันไปถามทุกคน
ยอดคิดชั่วครู่ พลางพูดว่า  “ฉันกับเกตุเป็นคนต่างชาติและไม่อยากมีปัญหากับตำรวจฮ่องกง พวกเราควรออกไปก่อนแล้วค่อยคิดหาวิธีกันใหม่”
หม่าหยงยิ้ม  “แม้ฉันจะเป็นคนฮ่องกง ก็ใช่ว่าอยากมีปัญหากับตำรวจนะ”
“พวกนายรีบออกไปทางประตูหลังเดี๋ยวนี้เลย”  ตำรวจหนุ่มชี้ไปยังทางออกด้านหลัง หนุ่มสาวทั้งสี่รีบวิ่งไปตามเส้นทางนั้นโดยเร็ว

ช่วงบ่ายที่มีแสงแดดอ่อนส่องผ่านใบไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่สองข้างทาง หม่าหยง ยอด เกตุและอาเหมยเดินไปตามทางเดินแคบในชนบทแห่งหนึ่งของฮ่องกง หม่าหยงนำทุกคนไปยังตึกเก่าทรงจีนหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยว ขณะจะเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปด้านในยอดต้องชะงักเท้าไว้เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างดึงชายเสื้อไว้ เขาก้มมองกุมารทองของเขา
“ฉันเข้าไปข้างในไม่ได้”  กุมารทองในชุดไทยโบราณดึงชายเสื้อของยอด น้ำตาคลอ
เกตุและอาเหมยหันไปเห็นเจ้าของเสียงสะอื้น สองสาวมองตาโต
“โอ้….. น่ารักจังเลย!” ทั้งคู่เปล่งเสียงดังแล้วโผเข้ากอดผีน้อย ไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลย
หนุ่มต่างเชื้อชาติทั้งสองมองประหลาดใจกับท่าทางของสองสาว
“เธอชื่ออะไร ?”  เกตุถามด้วยความเอ็นดู
“กุมารทอง ขอรับ”  เสียงเล็กๆของกุมารทองดังตอบ เกตุและอาเหมยมองชื่นชม
“อายุเท่าไรแล้ว ?” อาเหมยถาม พลางลูบศีรษะและใบหน้าของผีเด็ก
“ไม่ทราบขอรับ” กุมารทองตอบ
“นี่เป็นผีเด็กที่พี่หยงเล่าให้ฟังล่ะสิ”  อาเหมยพูดด้วยรอยยิ้ม
“ทำไมเข้าไปข้างในไม่ได้ล่ะ ?” เกตุถามสงสัย

“ประตูมียันต์เหมาซานสินะ” หม่าหยงแสดงท่าโอ่อวด พลางชี้ไปที่ยันต์สีแดงจืดๆซึ่งติดที่ประตูทั้งสองบาน  “ไม่ว่าผีหรือปีศาจร้ายตนใดก็ผ่านเข้าประตูนี้ไปไม่ได้หรอก”
“ไม่ใช่!” กุมารทองทำตาโตแล้วแลบลิ้นล้อหนุ่มจีน พลางบอกเสียงขึงขังว่า  “เมื่อเข้าไปแล้วก็จะรู้เองว่าทำไมถึงไม่อยากเข้าไป”
คำตอบของกุมารทองสร้างความสงสัยแก่ทุกคนว่าสิ่งใดในอาคารเก่าหลังนี้ทำให้ไม่อยากเฉียดเข้าใกล้เลย
เมื่อกุมารทองไม่อาจผ่านประตูที่มียันต์เหมาซานไปได้ยอดจึงเดินไปที่ลานโล่งหน้าประตูและมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งให้ร่มเงาได้ดีจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้น
“เจ้าไปสิงในต้นไม้นี้ก่อนช่วงที่พวกเราอยู่ข้างใน แล้วช่วยเฝ้าระวังภัยให้ด้วย” ยอดบอกกุมารทอง พลางพนมมือร่ายคาถาและเป่าลมไปที่ต้นไม้นั้น กุมารทองจางหายไปโดยพลัน

เสียงไม้เสียดสีดังขึ้นเมื่อหม่าหยงผลักประตูไม้เก่าสีแดงซีดเปิดออกแล้วเดินนำทุกคนเข้าไป ห้องโถงกลางไม่กว้างมากทุกคนเห็นเทวรูปมีรูปสัญลักษณ์สวัสดิกะอยู่กลางหน้าอก อันเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิเต๋า สองข้างของเทวรูปมีผ้าสีเหลืองหม่นผืนยาวตรงกลางมีรูปยันต์แปดทิศเขียนไว้ ผืนผ้าขาดแหว่งเป็นรูเห็นเป็นระยะห้อยยาวจากเพดานถึงโต๊ะบูชา บนโต๊ะยาวมีกระถางธูป เชิงเทียนสองข้างแต่อันหนึ่งล้มอยู่บนโต๊ะ หยากไย่และฝุ่นหนาปกคลุมไปทั้งห้อง ด้านขวาของห้องมีเก้าอี้และโต๊ะไม้เล็กวางชิดผนังสำหรับแขกผู้มาเยือนนั่งพัก แต่เก้าอี้บางตัววางนอนบนพื้น ถัดเข้าไปมีประตูโค้งซึ่งนำทางไปสู่อีกห้องหนึ่ง ด้านซ้ายเป็นซุ้มประตูอิฐโค้งน่าจะเป็นทางเข้าห้องด้านใน มันมีผ้าสีดำเก่าบางๆกั้นไว้ ฝาผนังปรากฏรอยปูนแตกระแหง สีเดิมหลุดร่อนอันแสดงถึงความเก่าและขาดการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าของอย่างมาก
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านของฉัน..... สำนักเหมาซาน!” หม่าหยงกล่าวแนะนำ รอยยิ้มภูมิใจ
“นี่เป็นบ้านของนายรึ ?”  ยอดอุทานอย่างแทบไม่เชื่อสายตา

“นึกว่าวัดร้างเสียอีก มิน่าล่ะกุมารทองจึงไม่อยากเข้ามา” เกตุมองสภาพรอบกายแล้วยิ้ม
“มันคือบ้านของพี่หยง รูหนูยังเรียกพี่เลย”  อาเหมยพูดเย้า
หนุ่มจีนทำหน้างอ พลางบอกเสียงขุ่นว่า  “อะไรกัน..... ก็แค่ดูโทรมไปหน่อย แต่อยู่ได้สบาย”
“ที่นี่ไม่ใช่สำนักร้างนะ ยังมีนักพรตอย่างฉันอยู่  เพียงแต่มันเก่าและอยู่ไกล เดินทางไม่สะดวก ผู้คนจึงไม่ค่อยมากัน ทำให้ขาดปัจจัยในการบูรณะ อีกไม่นานมันจะต้องกลับมามีชีวิตชีวาอีกแน่ๆ”  ดวงตาของหม่าหยงบอกความหวังเต็มเปี่ยม พลันนึกถึงสภาพสำนักในอดีตด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข  “ตอนที่อาจารย์ของฉันยังมีชีวิตอยู่ มันคึกคักมาก กลิ่นธูปคลุ้งไปทั่ว ผู้คนมากมายแวะมากราบไหว้ไม่ขาดสาย มีอาหารเจดีๆกินทุกวัน มีเสื้อผ้าใหม่ๆใส่กันทุกคน พวกเราเดินไปไหนก็มีคนนับถือ”
“พอมาถึงยุคของพี่ ทุกอย่างแย่ลง อาจารย์ของพี่คิดอย่างไรจึงยกสำนักให้พี่” อาเหมยพูดเสริมปนเหน็บแนมในที
“มันเป็นแค่วัฏจักรนะ มีขึ้นก็มีลง ที่สำคัญอุดมการณ์ต้องยังอยู่” หม่าหยงแสดงท่าทางมุ่งมั่น ทุกคนเงียบไปด้วยไม่อยากขัดคอเพื่อน
“กร๊อก.....” เสียงท้องของหม่าหยง เจ้าสำนักเหมาซานคนล่าสุดและตกยากดังทำลายความเงียบ

“ตอนนี้พี่หิวเหลือเกิน อาเหมยช่วยหาอะไรให้กินหน่อยสิ” หม่าหยงกุมท้อง พลางหันไปพูดกับอาเหมยด้วยสายตาวิงวอน รอยยิ้มเจื่อน
“ฉันไปดูในครัวก่อนว่ามีอะไรพอให้กินได้บ้าง” อาเหมยตอบ แล้วเดินผ่านประตูโค้งและผ้าสีดำไปที่ห้องครัว
“นั่นเป็นห้องครัวรึ ?”  เกตุกระซิบกับหนุ่มไทย ดวงตามองสาวจีนปัดผ้าสีดำก่อนเดินผ่านเข้าไป
“คงใช่มั้ง”  ยอดตอบ รอยยิ้มน้อยๆ
“ขอบคุณ ขอบคุณ” หม่าหยงยกมือไหว้ตามหลัง

เกตุเดินดูห้องโถงอย่างละเอียดด้วยความสนใจ  “ไม่นึกว่าคุณจะอยู่ที่นี่คนเดียว”
“ผมไม่ได้อยู่คนเดียว”  เจ้าสำนักหนุ่มบอก  ยอดและเกตุมองฉงน
“ผมมีพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเพียบเลย พี่แมงมุมที่มุมห้องด้านนั้นอยู่มาตั้งแต่ผมเป็นเจ้าสำนักใหม่ๆ” หนุ่มจีนชี้ไปที่เพดานไม้ผุๆซึ่งมีแมงมุมสร้างรังอยู่ แล้วหัวเราะ  “ส่วนน้องแมลงสาปด้านนี้ก็เห็นกันมาตั้งแต่ผมจำความได้”
หม่าหยงชี้ไปที่แมลงสาปตัวหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งไต่ผนังผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วโบกมือทักทายแมลงสาปด้วย ยอดและเกตุต่างมองหน้ากันเมื่อสัมผัสถึงการมองโลกในแง่ดีของเจ้าสำนักเหมาซานตกยากคนล่าสุด

ตอนย่ำค่ำ ณ ห้องโถงกลางแห่งสำนักเหมาซานทุกคนนั่งล้อมวงทานอาหารอยู่ที่โต๊ะกลมแบบพับได้ ทุกคนถือถ้วยโฟมใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลวกแล้วและส่งกลิ่นหอมยิ่ง ส่วนกับข้าวคือผัดผักกวางตุ้งกับเกลือ แต่นับเป็นอาหารที่มีรสชาติดีมื้อหนึ่งได้
“เรื่องดาบพยัคฆ์จะทำอย่างไรต่อไป ?”  หม่าหยงถาม ขณะที่เคี้ยวบะหมี่ในปาก
“พรุ่งนี้ฉันกับยอดจะตรวจสอบบัญชีรายชื่อวัตถุจัดแสดงว่ามีอะไรหายไปหรือไม่ เราจักรู้ได้ว่าดาบพยัคฆ์อยู่หรือไม่” เกตุตอบและยอดพยักหน้ารับ
“ฉันกับพี่หยงควรทำอะไร ?” อาเหมยถามบ้าง
ยอดคิดชั่วครู่ พลางเอ่ยว่า  “ตำราพิชัยสงครามของจีนกล่าวว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง พวกเธอหาข้อมูลเกี่ยวกับฟางจงให้มากที่สุด ศึกในคืนเดือนดับคงหนักสาหัสแน่ เราควรรู้กำลังของศัตรูให้มากที่สุด”
“สำนักของฉันมีบันทึกอยู่หลายเล่ม มันอาจมีเล่มที่บันทึกเกี่ยวกับฟางจงซึ่งถูกผนึกวิญญาณด้วยวิชาเหมาซานก็ได้” หม่าหยงมีสีหน้าครุ่นคิด มือหมุนถ้วยชาไปมา

“อย่าหวังพึ่งพี่หยงมากเลย เขาขี้เกียจแบบนี้ ไม่รู้ว่าอ่านตำราเหมาซานไปกี่หน้ากันเชียว” อาเหมยพูดดักคอ
“อาเหมย..... ไม่น่าดูถูกพี่เลย พี่ก็เป็นเจ้าสำนักเหมาซานรุ่นที่สามร้อยหกสิบเก้าเชียวนา” หม่าหยงกล่าวตัดพ้อ
การปะทะคารมระหว่างหม่าหยงกับอาเหมยกำลังเริ่มขึ้น ยอดพูดเชิงยอว่า  “สำนักเหมาซานเก่งกาจด้านปราบปีศาจ คงมีอะไรดีๆอยู่มากเลย”
หม่าหยงฟังแล้วก็ยิ้มกว้าง แล้วชวนทุกคนไปดูสิ่งที่เขาภูมิใจอย่างมากในอีกห้องหนึ่ง
“นายพูดถูกแล้ว..... ต่อไปนี้ท่านจะได้เห็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของสำนักนี้” เจ้าสำนักเหมาซานพูดด้วยน้ำเสียงโอ่ พลางเปิดผ้าดำที่ประตูบานหนึ่งออกเพื่อให้ทุกคนเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

                                 *************************************
                                                      โปรดติดตามตอนต่อไป




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2555 1:20:55 น.
Counter : 475 Pageviews.  

ล่่าอสูร........The 2 Swords 3

ล่าอสูร......The 2 Swords
บทประพันธ์ของ วายุอัสนี
3.
หนุมานถวายแหวน


ยอดวิ่งตามอย่างกระชั้นชิดจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่งห่างออกไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าอาคารชุดหลังหนึ่งเงาดำนั้นก็หายไป ยอดกวาดสายตาไปทั่วเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะพิธีบูชาซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ ธูปเทียน ชามเหล้า น้ำเต้าและกระดาษยันต์สีเหลืองโดยชายในชุดเสื้อคลุมยาวสีเหลืองมีรูปยันต์แปดทิศอยู่ที่หน้าอก เขาสวมหมวกแบบนักพรต สะพายย่ามผ้าสีเหลือง กำลังกวัดแกว่งกระบี่ไม้ไปมาอย่างคล่องแคล่ว มือซ้ายสั่นระฆังเล็กเสียงดังก้อง ยอดเดินเข้าไปใกล้ขึ้น
“จงออกมา จงออกมา ผีร้ายเอ๋ย!” เสียงนักพรตหนุ่มตะโกนออกมา
แสงสว่างจากเทียนเล่มใหญ่บนโต๊ะทำให้เห็นใบหน้าของเจ้าของเสียงได้ชัด เขาคือ หม่าหยง หนุ่มจีนซึ่งยอดเพิ่งรู้จักไม่นานนี่เอง
เสียงระฆังในมือของหม่าหยงดังเสียดโสตประสาทของปีศาจร้ายฟางจงซึ่งแฝงตัวเร้นกายในเงามืดซอกตึกหนึ่งไม่ห่างไปนัก ทำให้ปีศาจร้ายตนนี้กระสับกระส่าย มันสูดหายใจลึก ควันสีขาวลอยกระจายออกจากปาก
“ระฆังเรียกวิญญาณรึ?” ปีศาจร้ายฟางจงครางในลำคอ
ทันใดนั้นลมแรงพัดมาวูบใหญ่ หมอกควันกระจายไปทั่วทำให้ผู้คนตกใจมาก ยอดยืนมองประหลาดใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้า บรรยากาศเย็นยะเยือกลงฉับพลัน กลุ่มคนเหล่านั้นต่างสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงนี้
ยอดสามารถสัมผัสกลิ่นไอวิญญาณร้ายที่แฝงมากับสายลมนั้นได้อย่างชัดเจน
“กลิ่นไอปีศาจ!” หม่าหยงพูด พลางสูดกลิ่นเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
ในกลุ่มหมอกปรากฏเงาหญิงสาวในชุดสีขาว ผ้าบางเบาพลิ้วไหวไปตามแรงลม ร่างนั้นลอยลงมายืนตรงหน้า
“ท่านพี่ ทำไมต้องเรียกนักพรตมาทำร้ายข้าด้วย” ปีศาจสาวพูดด้วยเสียงเยือกเย็นจับใจ ดวงตามองไปที่ชายหนุ่มหน้าตาซีดเซียวคนหนึ่งซึ่งพนมมือไหว้ ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“เธอเป็นผีแต่พี่เป็นคน เราไม่สามารถอยู่ร่วมชีวิตกันได้ ขอให้ปล่อยพี่ไปเถิดอย่ามารังควานพี่เลย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หม่าหยงในชุดนักพรตพูดเสียงดังว่า “คนอยู่ส่วนคน ผีก็อยู่ส่วนผี หากไม่ยอมเลิกรังควานคงต้องเจอไม้แข็งแน่”
“ท่านนักพรตได้โปรดเมตตาด้วย ข้ากับท่านพี่เป็นเนื้อคู่กันมานาน อย่าพรากเราจากกันเลย” ปีศาจสาวพูดอ้อนวอน
“มันเป็นเรื่องของชาติก่อน หากเจ้ายังอยู่กับเขา จักทำให้เขาอายุสั้นลง” หม่าหยงตอบ
“ไม่เห็นรึ เขาซีดจนเผือกเรียกพี่แล้ว” หม่าหยงพูดขึ้น พลางหันไปมองหนุ่มคนนั้น ซึ่งมีใบหน้าซีดเผือด ขอบตาดำคล้ำ ดูไร้ชีวิตชีวา เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้นักพรตหนุ่ม หากมองระยะใกล้เขาดูคล้ายผีตายซาก
หม่าหยงสะดุ้งสุดตัว พลางร้องอุทานเสียงดัง “เอ่อ! ไม่ต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้ก็ได้ เจ้าดูหน้าตาเหมือนผีมากกว่าเขาเสียอีก” นักพรตหนุ่มตกใจใบหน้าของหนุ่มตกอับ พลางชี้ไปทางปีศาจสาวหน้าตาสะสวยเพื่อเปรียบเทียบ
“เจ้านักพรตบ้า! ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น” ปีศาจสาวบอกเสียงกร้าว พลางสะบัดชายแขนเสื้อทั้งสองข้าง ผ้ายาวพุ่งเข้าจู่โจมนักพรตหนุ่มในพริบตา
หม่าหยงในชุดนักพรตปราบมารรีบยกกระบี่ไม้ขึ้นปกป้องรับชายผ้าที่พุ่งเข้ามา กระบี่ไม้ถูกพันด้วยผ้ายาวจากปีศาจสาว ทันใดนั้นชายแขนเสื้อสะบัดตัวอย่างแรง ส่งผลให้หม่าหยงถูกดึงข้ามโต๊ะบูชาเข้าสู่การต่อสู้

นักพรตหนุ่มตวัดกระบี่รวดเร็วทุกกระบวนท่าคล่องแคล่วและต่อเนื่อง กระนั้นปีศาจสาวสามารถหลบรอดได้และตอบโต้กลับจนกระทั่งกระบี่ไม้หัก หม่าหยงสามารถหลบการโจมตีจากอีกฝ่ายได้อย่างเฉียดฉิว
“เจ้านักพรตบ้า หากไม่อยากตายรีบไสหัวไป!” ปีศาจสาวตะโกนขึ้น เมื่อขณะนี้หล่อนกำลังได้เปรียบ
“คิดว่าแค่นี้จักชนะข้าได้รึ” หม่าหยงพูดขึ้น
นักพรตหนุ่มล้วงมือเข้าไปในย่ามแล้วหยิบเหรียญจีนโบราณหลายสิบอันไว้ในกำมือ
“เดี่ยวจะให้รู้ฤทธิ์ข้าบ้างล่ะ” หม่าหยงคำรามเสียงดัง
นักพรตหนุ่มโยนเหรียญทั้งหมดในมือขึ้นไปในอากาศ มือขวาคว้าเหรียญหนึ่งในอากาศอย่างรวดเร็ว ส่วนเหรียญอื่นๆก็รวมตัวกันเป็นกระบี่เหรียญอาคมอยู่ในมือนักพรตหนุ่มทันที
“วิชาเหมาซานรึ!” ปีศาจฟางจงพึมพำ ขณะแฝงตัวมองดูเหตุการณ์อยู่ในเงามืด มือกำที่หัวใจซึ่งเคยมีแท่งไม้ปักไว้
กระบี่เหรียญกวัดแกว่งรวดเร็วพลิ้วไหวดังสายลม ปีศาจสาวปัดป้องสลับล่าถอยไม่เป็นกระบวน สถานการณ์ของหม่าหยงพลิกกลับเป็นต่ออย่างชัดเจน
ปีศาจสาวใช้วิชา “มายาแยกร่าง” ปรากฏเป็นปีศาจสาวอีกสี่ตนล้อมนักพรตหนุ่มไว้ การต่อสู้หนึ่งต่อห้าจึงเกิดขึ้น แม้หม่าหยงจะมีกระบี่ที่ไวเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานการบุกจากทุกทิศได้ ไม่ช้าหนุ่มจีนก็ถูกชายผ้าตวัดจนล้มกลิ้งบนพื้น
“ฮึม..... ร้ายนักนะ” หม่าหยงพูด พลางล้วงมือเข้าไปหยิบของในย่ามอีกครั้ง ปีศาจสาวทั้งห้ายืนล้อมนักพรตหนุ่มไว้
คราวนี้เป็นกระดาษสีเหลืองยาวมีอักษรจีนสีแดงเขียนอยู่ มันคือยันต์เหมาซานนั่นเอง เมื่อคลี่ออกก็ปรากฏเป็นยันต์ห้าใบ หม่าหยงร่ายคาถาอย่างรวดเร็วแล้วโยนยันต์ทั้งหมดขึ้นฟ้า
“วายุอัสนี..... กระบี่ข้าไม่ปราณี!” หม่าหยงตะโกนขึ้นพร้อมกับร่ายรำกระบี่เหรียญตวัดไปมา ทันใดนั้นยันต์ทั้งห้าพุ่งจู่โจมไปยังปีศาจสาว เมื่อยันต์สัมผัสร่างกายทำให้ปีศาจสาวเจ็บปวดยิ่งนัก ร่างปีศาจจำแลงทั้งสี่จางหายเป็นอากาศธาตุ เหลือเพียงร่างจริงที่เจ็บปวดจากการถูกยันต์ทำร้าย
หม่าหยงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เขาพุ่งกระบี่เหรียญจู่โจมทันที เมื่อกระบี่ใกล้ถึงตัวปีศาจสาว ร่างนั้นพลันหายวับไป หม่าหยงประหลาดใจมาก พลางมองไปรอบกาย แต่ไม่เห็นปีศาจสาวแล้ว หม่า
หยงยังได้กลิ่นไอปีศาจ จึงรู้ว่าปีศาจสาววนเวียนอยู่ใกล้ๆ
พื้นดินรอบกายของหม่าหยงยกตัวเป็นแถบยาวพุ่งเข้าหานักพรตหนุ่มราวกับระลอกคลื่นทะเลซัดเข้าหาฝั่ง หม่าหยงตวัดกระบี่เพื่อปัดป้อง บางครั้งไม่อาจหลบได้ทันเขาถูกกระแทกหลายครั้งจากการโจมตีครั้งนี้
เมื่อตั้งหลักได้หนุ่มจีนปักกระบี่เหรียญไว้ที่พื้นพร้อมกับประสานมือทั้งสองเข้าหากันแล้วร่ายมนต์เหมาซานอย่างรวดเร็ว
“วิชาตาทิพย์!” นักพรตหนุ่มตะโกนขึ้น แล้วแยกฝ่ามือทั้งสองออกจากกัน เขาลืมตาขึ้นมองไปรอบกาย บัดนี้ไม่มีสิ่งใดสามารถหลุดรอดสายตาของหม่าหยงได้อีก
ปีศาจสาวจู่โจมจากด้านขวา หม่าหยงใช้เท้าซ้ายเตะตวัดกระบี่เหรียญเหรียญที่ปักอยู่บนพื้นพุ่งเข้าหาปีศาจตนนั้นอย่างรวดเร็ว กระบี่ปักกลางหน้าอกของมันพอดี ด้วยแรงของกระบี่ทำให้ร่างปีศาจสาวพุ่งถอยหลังไปติดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันไม่อาจขยับหนีได้อีกต่อไป
เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของปีศาจสาวดังสะท้านใจ ควันลอยออกมารอบกระบี่เหรียญแสดงถึงฤทธิ์เดชของกระบี่เหรียญได้เป็นอย่างดี
“จงไปสู่สุคติเถิด” หม่าหยงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ พลางนำกระดาษยันต์แผ่นหนึ่งไปติดที่หน้าผากของปีศาจสาว ส่งผลให้ร่างนั้นสลายเป็นควันสีขาวและจางหายไปในที่สุด
หม่าหยงพับกระดาษยันต์ไปมาจนมีขนาดเล็กแล้วเดินไปหยิบน้ำเต้าบนโต๊ะบูชา เปิดฝาออกแล้วใส่มันเข้าไปข้างใน
“เรียบร้อยแล้ว” นักพรตหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงพอใจในผลงานครั้งนี้ “ขั้นต่อไปข้าแค่ทำพิธีสวดส่ง
วิญญาณเก้าวัน ถือเป็นอันหมดเรื่อง นางจะได้ไปผุดไปเกิดเสียที”
ทุกคนรู้สึกโล่งใจ เมื่อได้ยินคำยืนยันจากนักพรตหนุ่ม
“อืม..... ไม่นึกว่าหมอนี่ ก็มีดีเหมือนกัน” ยอดพึมพำ เขายืนดูห่างออกไปไม่ไกล
“ในนามของตัวแทนชาวบ้านย่านนี้ ต้องขอขอบคุณท่านนักพรตหม่าอย่างมากที่ช่วยปราบปีศาจร้ายให้เรา” เสียงชายสูงอายุท่าทางเป็นที่นับถือของชาวบ้านดังขึ้น ทุกคนตบมือให้หม่าหยง
“ไม่เป็นไรๆ ขอทิปแรงๆหน่อยก็แล้วกัน” หม่าหยงพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง สายตาเหลือบไปเห็นยอดซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคนเหล่านี้
“ยอดใช่ไหม!” หม่าหยงตะโกนถาม พลางเดินเข้าไปหาหนุ่มไทย
“นายเก่งจริงๆ ถ้าไม่เห็นกับตา คงไม่เชื่อว่านายมีฝีมือขนาดนี้” ยอดกล่าวชื่นชม “ตอนแรกฉันคิดว่านายกำลังหลอกชาวบ้านอยู่หรือเปล่า เพราะตอนเช้าเป็นมัคคุเทศก์ ตอนเที่ยงเป็นซินแสดูฮวงจุ้ย ตอนเย็นก็มาเป็นหมอผีอีก ไม่คิดว่าจะมีอะไรจริงสักอย่าง แต่พอได้เห็นกับตา จึงรู้ว่านายปราบผีได้จริงๆ”
“ไม่ใช่หมอผี! แต่เป็นนักพรตปราบมารต่างหาก” หม่าหยงพูดแย้ง พลางยื่นนามบัตรอีกใบให้ยอด “นี่เป็นนามบัตรของฉัน”
“อันที่จริงฉันเป็นเจ้าสำนักเหมาซานรุ่นที่สามร้อยหกสิบเก้าเชียวนะ ไม่อยากจะโม้” หนุ่มจีนคุยโอ่ต่ออีก ท่าทางอารมณ์ดี “เพียงแต่ช่วงนี้ปีศาจน้อยลงเลยหากินลำบาก กราฟรายได้ตก จึงต้องทำงานเสริมอย่างอื่นช่วยอีกทางหนึ่ง”
“อีกหน่อยฉันคงมีนามบัตรของนายเป็นสิบใบแน่ๆ” ยอดยิ้มเล็กน้อย
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่แปดเก้าใบ ก็คงจักได้” หม่าหยงพูดหยอก
“ไม่คิดว่าจะยังมีทายาทเหมาซานหลงเหลืออยู่อีก” ปีศาจฟางจงซึ่งซ่อนในเงามืดพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แล้วขยับตัวถอยห่างออกไป
การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของปีศาจร้ายฟางจงทำให้ยอดและหม่าหยงรับรู้สิ่งผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในเงามืดและกำลังหายไป
“นั่นใคร!” หม่าหยงตะโกนขึ้น พลางปากระดาษยันต์ใบหนึ่งไปที่เงามืดในซอกตึก แต่กลับมีเพียงแมวดำวิ่งออกจากที่นั่น
“ที่แท้ก็แมว” หม่าหยงพูดขึ้นพลางถอนหายใจ เมื่อหันกลับมาจะคุยกับยอด แต่หนุ่มไทยได้หายไปแล้ว

ชายผ้าของปีศาจฟางจงสะบัดพลิ้วไหวพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ใบไม้ปลิวไปมาตามแรงลม ร่างสูงใหญ่ของปีศาจจีนตนนี้หยุดลงกระทันหันเมื่อเบื้องหน้าปรากฏมีร่างคนๆหนึ่ง มือขวาถือห่อผ้าคลุมวัตถุยาวยืนขวางทางไว้ เจ้าของร่างนั้นก็คือ ยอด นั่นเอง
“กลิ่นไอปีศาจ” ยอดพึมพำ สายตามองร่างอันใหญ่โตของชายสวมเสื้อคลุมสีดำท่าทางน่าสงสัยเบื้องหน้า
“ระวังนะ! มันเป็นปีศาจที่ร้ายกาจมาก” เสียงเด็กชายกระซิบเบาๆ ที่แท้เป็นวิญญาณเด็กผู้ชายไว้ผมจุกอยู่กลางศีรษะ ดวงตากลมโตน่ารักแต่งชุดไทยโบราณ ยืนหลบอยู่ด้านหลังยอด สายตามองปีศาจร้ายด้วยความกลัว
“หลบไปก่อนเดี๋ยวจะถูกลูกหลง” ยอดพูดเตือนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น วิญญาณเด็กน้อยถอยหลังแล้วจางหายไป
ปีศาจร้ายฟางจงยืนจ้องนัยน์ตายอดจากใต้ผ้าคลุมศีรษะที่ปกปิดใบหน้าไว้ ปีศาจจีนเริ่มเดินไปซ้ายขวาอย่างช้าๆเพื่อหยั่งเชิง ขณะที่ยอดมองไม่ละสายตา มันเป็นการประกาศแน่ชัดว่าการต่อสู้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว
ปีศาจฟางจงหยุดเดินแล้วหันมองยอดตาเขม็ง จากนั้นก็ย่อตัวตั้งท่า “ขี่ม้า” อันเป็นท่ามวยจีนทันทีซึ่งเป็นการท้าต่อสู้ ยอดตอบรับด้วยการปักดาบคู่ที่ห่อด้วยผ้าขาวม้าไว้กับพื้นดิน จากนั้นขยับกายเข้าหาปีศาจฟางจง หนุ่มไทยยกมือสองข้างขึ้นแล้วกำหมัดซ้ายขวาตามแบบมวยไทย ยอดชิงจู่โจมก่อนด้วยการวิ่งเข้าหาแล้วกระโดดถีบ ปีศาจร้ายฟางจงหลบได้พร้อมกับเตะตวัดโต้ตอบ หนุ่มไทยยกแข้งขึ้นรับได้ทัน แต่ด้วยแรงที่เหนือมนุษย์ของปีศาจพันปีทำให้ยอดจำต้องถอยมาตั้งหลัก ปีศาจร้ายรุกต่อด้วยฝ่ามือทั้งสองที่พุ่งเข้าหาเป็นพัลวัน ยอดโยกตัวหลบไปมาอย่างคล่องแคล่ว พลางใช้ท่อนแขนปัดไว้เป็นระยะ ด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าของปีศาจร้ายฟางจง หนุ่มไทยจำต้องถอยสลับตอบโต้
“ข้าจะขยี้เจ้า!” ปีศาจฟางจงคำรามเสียงดัง แล้วรุกจู่โจมรุนแรงขึ้น ฝ่ามือที่ปล่อยออกไปแม้ยอดจักหลบได้อย่างเฉียดฉิว แต่พลังนั้นสามารถทำลายวัตถุที่ขวางทางได้อย่างง่ายดาย เสื้อของหนุ่มไทยถูกกระแสพลังนั้นฉีกขาดเป็นริ้วๆ ปีศาจร้ายฟางจงตวัดเท้าเตะสูง ยอดยกท่อนแขนทั้งสองขึ้นป้องกัน แล้วผงะถอยหลังไปหลายก้าว หนุ่มไทยรู้สึกปวดแขนอย่างมากราวกับกระดูกจะหักเสียให้ได้
ยอดรู้ว่าปีศาจร้ายตนนี้มีพละกำลังมหาศาลและไม่อาจเอาชนะได้ หากไม่ใช้วิชาที่ได้รับสืบทอดจากบรรพชน เขาจึงพนมมือขึ้นร่ายคาถาอาคม ทันใดนั้นรอยสักอักขระโบราณสีทองปรากฏขึ้นและลอยออกมาทั่วตัว ยอดยกเท้าซ้ายขึ้นสูงเพื่อจดมวยอีกครั้ง พลางกระทืบเท้าไปข้างหน้าเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ พื้นดินสั่นสะเทือน เท้าจมลงดินไปหนึ่งนิ้วด้วยแรงมหาศาลที่กระแทกลงไป ยอดชกหมัดออกไปซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว แต่ละหมัดส่งลมกระแทกออกไปไกลทำให้อากาศแปรปรวน ปีศาจจีนร่างยักษ์หยุดชะงักชั่วครู่

ยอดสืบเท้าเข้าหาปีศาจร้ายอย่างไม่เกรงกลัว การปะทะครั้งนี้รุนแรงยิ่งเมื่อปีศาจฟางจงตวัดฝ่ามือไปมายอดโยกตัวหลบแล้วโต้ด้วยหมัดเหวี่ยง ปีศาจร้ายก้มต่ำหลบหมัดได้ หนุ่มไทยรุกตามด้วยการม้วนตัวตีศอกกลับไปที่ใบหน้าของปีศาจฟางจงอย่างแม่นยำ ปีศาจจีนถอยไปหลายก้าว ยอดกระโดดฟันศอกคู่ไปที่ศีรษะเต็มแรง ปีศาจร้ายล้มทรุดลงทันที แต่มันใช้เท้าเตะและถีบยอดจนต้องถอยห่างออกมาเช่นกัน เมื่อลุกขึ้นได้ปีศาจฟางจงวิ่งเข้าหาหนุ่มไทยแล้วรุกด้วยการเตะ ยอดก้มตัวหลบแล้วถีบขาพับของปีศาจร้ายจนล้มลงด้วยท่านาคามุดบาดาล หนึ่งในลูกไม้มวยไทย ปีศาจร้ายฟางจงกระโดดขึ้นสูงจู่โจมด้วยฝ่ามือ ยอดปัดฝ่ามือนั้นแล้วโต้ด้วยหมัดตรงเข้าหน้าด้วยท่าดับชวาลา ปีศาจพันปีพยายามตอบโต้อีกครั้งด้วยการเตะ แต่ถูกหนุ่มไทยจับขาไว้ได้แล้วแทงศอกไปที่ต้นขาอย่างแรงด้วยท่าหักงวงไอยรา ปีศาจร้ายผงะถอยหลังไปหลายก้าวและร้องด้วยความเจ็บปวด ยอดไม่ทิ้งโอกาสบุกต่อเนื่องด้วยการวิ่งกระโดดขึ้นแทงเข่าใส่ปีศาจเบื้องหน้าอย่างแรงจนมันกระเด็นไปไกล ทันใดนั้นเงาคนกระโดดข้ามศีรษะของยอดอย่างรวดเร็วมาจากด้านหลัง
“วายุอัสนี..... กระบี่ข้าไม่ปราณี!” เสียงหม่าหยงตะโกนลั่น แล้วกระโจนขึ้นกลางอากาศ พลางซัดกระดาษยันต์หลายแผ่นไปที่ปีศาจร้ายฟางจง เสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อยันต์สัมผัสร่างปีศาจร้าย มันร้องด้วยความเจ็บปวด
ปีศาจฟางจงเห็นท่าไม่ดีเนื่องจากมีศัตรูฝีมือเยี่ยมถึงสองคน มันยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับทั้งสอง จึงใช้พลังฝ่ามือทั้งสองกระแทกไปที่พื้นดินเบื้องหน้าจนสามารถพลิกแผ่นดินขึ้นเป็นแผ่นลอยไปหาสองหนุ่ม
หม่าหยงในชุดนักพรตรีบหยิบยันต์สองใบออกจากย่ามแล้วประกบเข้ากับฝ่ามือ เมื่อแยกมือออกก็กระแทกฝ่ามือทั้งสองออกไปที่ปีศาจร้ายสลับไปมา
“วายุอัสนี..... กระบี่ข้าไม่ปราณี!” หม่าหยงตะโกนขึ้น บังเกิดเป็นแรงอัดรุนแรงกระแทกแผ่นดินที่ลอยมาจนระเบิดเป็นจุณ เศษดินและฝุ่นกระจายไปทั่ว
“เราต้องได้เจอกันอีกแน่ พวกเหมาซาน” เสียงปีศาจร้ายดังขึ้นก่อนเงียบหายไป
ยอดและหม่าหยงต้องใช้มือปัดฝุ่นเป็นพัลวัน เมื่อกลุ่มควันจางลงก็ไม่เห็นปีศาจร้ายตนนั้นอีก ความเงียบในความมืดกลับมาครอบคลุมอีกครั้ง
“นายมาทำอะไรที่นี่” ยอดเดินเข้าไปถามหม่าหยง
“ก็มาช่วยนายไง” หนุ่มจีนตอบ “เมื่อครู่นี้ฉันยังคุยไม่เสร็จ นายก็หายไปเสียแล้ว ฉันรู้สึกแปลกๆก็เลยตามมาดู”
“ขอบใจที่ช่วยเหลือนะ”
“ไม่นึกว่านายก็มีฝีมือเหมือนกัน” หย่าหยงพูดชมปนทึ่งใจ พลางมองอักขระแปลกๆบนท่อนแขนของหนุ่มไทย “รอยประหลาดนี้ฉันเคยเห็นเมื่อวานนี้”
หม่าหยงเอากระบี่เหรียญตีเบาๆที่แขนของยอดสองสามที รอยสักอักขระโบราณสีทองปรากฏชัดขึ้น
ยอดพยักหน้ารับ “มันเป็นรอยสักที่คอยปกป้องฉันมาตั้งแต่เด็ก”
“นายรู้ไหมว่าปีศาจตนนี้ไม่ธรรมดา” หม่าหยงพูดขึ้น “มันเป็นปีศาจพันปี ฉันได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา”
“นายคนเดียวรับมือมันไม่ไหวหรอก” หนุ่มจีนพูดต่อ พลางทำท่าลำพองใจ “มันต้องฝีมืออย่างฉัน”
“ขี้โม้!” เสียงวิญญาณเด็กน้อยดังขึ้น
“เสียงใคร ออกมาเดี๋ยวนี้!” หม่าหยงคำรามเสียงดัง กวาดสายตาไปทั่ว
เงาเด็กชายปรากฏออกมาที่ด้านหลังของยอด พลางชำเลืองมองนักพรตหนุ่มแล้วแลบลิ้น
“ปีศาจเด็กนี่นา!” หม่าหยงเห็นก็รีบดึงยันต์ในย่ามออกมา
ยอดใช้มือขวางไว้ พลางพูดขอร้องว่า “ผีเด็กเป็นญาติของฉันเอง อย่าทำร้ายเขาเลย”
หม่าหยงมีสีหน้าสงสัยกึ่งระแวงใจ ยอดพูดชี้แจงต่อ “เขาเป็นวิญญาณที่ถูกผนึกเอาไว้ จึงไม่สามารถไปเกิดได้ในขณะนี้ จำต้องอยู่กับฉันไปอีกพักใหญ่”
“มิน่าเล่า ฉันถึงได้กลิ่นแปลกๆจากตัวนายมาตลอด” หม่าหยงยิ้ม เมื่อคลายข้อสงสัยได้
“นายชื่ออะไร” หนุ่มจีนถามวิญญาณเด็กน้อย
“เรียกเขาว่า กุมารทอง เถอะ” ยอดตอบ พลางถามเปลี่ยนเรื่องไปว่า “นายรู้ไหมว่าปีศาจตนนี้เป็นใคร”
“ไม่รู้เหมือนกัน” หม่าหยงส่ายหน้า คิ้วขมวดแน่น “บอกตามตรง ฉันก็ไม่เคยเห็นปีศาจสูงระดับเช่นนี้มาก่อน”
“มันพูดว่าอะไรก่อนหายไป ฉันฟังไม่ไม่เข้าใจ” ยอดถามเมื่อนึกบางอย่างได้
“มันบอกว่า เราต้องได้เจอกันอีกแน่ พวกเหมาซาน” หม่าหยงตอบ
“มันมีความเจ็บแค้นอะไรกับนายอย่างนั้นรึ” ยอดถามต่อ
“ไม่รู้สิ” สีหน้าของหนุ่มจีนบอกความสงสัยชัด
ยอดหันไปถามผีเด็ก “นายรู้ไหมว่าปีศาจนั้นเป็นใคร”
“รู้สิ! เขาเป็นปีศาจจากเมืองจีนอดีตเป็นหัวหน้าโจรร้าย เมื่อวานนี้เขายังนอนอยู่ในงานจัดแสดงที่พี่ยอดทำงานอยู่เลย” กุมารทองตอบ พลางก้าวมายืนเบื้องหน้า
“ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกปล่อยให้เรางมโข่งอยู่ตั้งนาน เดี๋ยวจับยัดน้ำเต้าถ่วงน้ำเลย” หม่าหยงพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว ดวงตาจ้องวิญญาณเด็กน้อยด้วยสายตาเกรี้ยวกราดจนทำให้เด็กน้อยตกใจวิ่งไปหลบหลังยอดอีกครั้ง
“นึกว่ากลัวรึ” กุมารทองทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียนหม่าหยง แล้วจางหายไป
“หนอย..... ล้อเลียนรึ” หม่าหยงวิ่งไปด้านหลังยอด พบแต่ความว่างเปล่า
“เอาเถอะๆ อย่าถือสาเด็กเลย” ยอดพูดปลอบ รอยยิ้มเย็น “อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าปีศาจตนนี้เกี่ยวกับงานจัดแสดงที่ฉันทำงานอยู่”
“มันน่าจะเกี่ยวกับข่าวที่มัมมี่จีนหายไป” หม่าหยงให้ความเห็น คิ้วขมวดแน่นยามฉุกใจคิดถึงบางอย่าง “หัวหน้าโจรรึ”
“ฟางจง!” ชื่อที่หม่าหยงไม่อยากจะคิดถึงผุดขึ้นมาในสมองของเขา
“ถ้าอยากรู้ว่าอะไรเป็นอะไร พรุ่งนี้เราต้องไปที่งานจัดแสดงกัน” ยอดพูดชวน
“ตำรวจไม่ให้เข้าข้างใน ไม่ใช่หรือ?” หนุ่มจีนถามข้องใจ
“ใช่..... แต่ก็ต้องมีหนทางบ้างล่ะ” ยอดตอบ แววตาครุ่นคิดหนัก

************โปรดติดตามตอนต่อไป***************




 

Create Date : 04 มกราคม 2555    
Last Update : 4 มกราคม 2555 23:59:52 น.
Counter : 292 Pageviews.  

ล่าอสูร....The 2 Swords 2

ล่าอสูร...The 2 Swords
เขียนโดย "วายุอัสนี"
2.
ปักษาแหวกรัง

เช้าวันหนึ่งเสียงเคาะประตูห้องพักหนึ่งในอาคารที่พักย่านชุมชนดังขึ้น
“พี่ซื้อข้าวต้มทรงเครื่องมาฝากเธอ อาเหมย” เสียงของมัคคุเทศก์หนุ่มจีนดังขึ้น
หนุ่มจีนถือถุงข้าวต้มและปาท่องโก้ชิ้นใหญ่เป็นอาหารเช้าของหญิงสาวในห้องพัก
“ฉันยังไม่หิว..... พี่กลับไปเถอะ” เสียงผู้หญิงในห้องตอบกลับด้วยน้ำเสียงกร้าว
หม่าหยงเคาะประตูต่อไป ปากพูดว่า “เธอโกรธอะไร เปิดประตูออกมาคุยกันก่อน”
ยังไม่ทันมีเสียงตอบจากคนในห้องกลุ่มชายฉกรรจ์วิ่งขึ้นมาจากบันได มือถือมีดดาบเล่มยาวมุ่งตรงเข้าหาหม่าหยง
หนึ่งในชายกลุ่มนั้นตะโกนออกมา “อาหยง! นายบังอาจเบี้ยวหนี้เสี่ยเปา เขาต้องการมือหนึ่งข้าง”
ลูกน้องเสี่ยเปาง้างมีดดาบหมายฟันหม่าหยง หนุ่มจีนปาถุงข้าวต้มใส่กลุ่มชายฉกรรจ์ทันที
“ค่อยๆพูดกันก็ได้” หม่าหยงตะโกนบอกกลุ่มชายเหล่านั้น พลางถอยหลังไป
หม่าหยงต้องปัดป้องการโจรตีเป็นพัลวันเมื่อลูกน้องของเสี่ยเปารุกจู่โจมพร้อมกัน แม้จะพอมีฝีมืออยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจต้านทานได้แล้ว เมื่อหนุ่มจีนใกล้จะเพลี่ยงพล้ำ ประตูห้องของอาเหมยเปิดออกอย่างรวดเร็วจนกระแทกหนึ่งในคนร้ายกระเด็นถอยไป หญิงสาวในชุดวอร์มสีแดงสดเข้าช่วยเหลือด้วยการเตะและต่อยอย่างรวดเร็วทำให้ลูกน้องเสี่ยเปาผงะถอยไป
“ระวังด้วย อาเหมย” หม่าหยงตะโกนเตือนหญิงสาวที่กำลังต่อสู้แทนตนอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
“พี่หยงเข้าไปในห้อง.........”
หญิงสาวไม่รอคำตอบแล้วถีบหม่าหยงเข้าไปในห้องแล้ววิ่งตามไป หล่อนพยายามปิดประตู แต่ลูกน้องเสี่ยเปากระแทกประตูจนเปิดอีกครั้ง การต่อสู้จึงดำเนินต่อไปในห้องนั้น ทั้งสองหลบมีดดาบได้แต่รู้ว่าไม่อาจต้านไว้ได้นานนัก
“พี่หยงออกทางหน้าต่าง” หญิงสาวตะโกนบอก แล้วสกัดการไล่ล่าของลูกน้องเสี่ยเปาไว้
หม่าหยงกระโดดออกทางหน้าต่างแล้วปีนลงไปตามนั่งร้านไม้ไผ่โดยมีอาเหมยกระโดดตามไป ทั้งสองวิ่งไปตามถนนในซอยเล็กๆโดยมีลูกน้องเสี่ยเปาตามมาอย่างกระชั้นชิด สองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่ ยอดและเกตุนั่งกินข้าวต้มด้วยความเอร็ดอร่อยอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่ง

หม่าหยงและอาเหมยวิ่งหนีเต็มกำลัง ช่วงหนึ่งหม่าหยงถูกลูกน้องของเสี่ยเปาไล่ตามทันแล้วเตะกระเด็นไปที่โต๊ะซึ่งยอดและเกตุนั่งอยู่ จานอาหารบนโต๊ะกระจายเกลื่อนพื้น สองหนุ่มสาวไทยตกใจมากเมื่ออยู่ท่ามกลางการต่อสู้ของคนจีน ยอดจำได้ว่าชายหนุ่มที่ตกมาที่โต๊ะคือมัคคุเทศก์หนุ่มจีนในงานแสดงวัฒนธรรมตะวันออกเมื่อวานนี้ ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหมายจะทำร้ายหม่าหยงด้วยมีดดาบ แต่หนุ่มจีนยกมือขึ้นปิดป้องใบหน้าไว้ พลันหม่าหยงแปลกใจที่ไม่รู้สึกว่าดาบเล่มนั้นฟันใส่ร่างของเขา จึงลืมตาขึ้นมองหาเจ้าของมีดดาบ เขาพบว่ายอดใช้ท่อนแขนรับคมดาบนั้นไว้ แต่ไม่เกิดแผลหรือแม้แต่รอยขีดข่วนใดบนท่อนแขนของยอดเลย ชั่วแว่บหนึ่งหนุ่มจีนเห็นรอยสักสีทองเป็นอักษรประหลาดปรากฏที่ท่อนแขนของยอด สักครู่มันก็จางหายไป เขาเบิ่งตาค้าง หัวใจเต้นรัว เจ้าของดาบเข้าจู่โจมยอด ชั่วพริบตาเดียวชายคนนั้นล้มลงหมดสติด้วยการเตะก้านคออย่างแม่นยำเพียงครั้งเดียวของยอด
พวกนักเลงเสี่ยเปาอีกสี่คนมองแค้นใจยามเห็นเพื่อนนอนสลบเหมือดบนพื้นด้วยการเตะของยอด จึงผละจากอาเหมยตรงเข้าทำร้ายยอด การต่อสู้หนึ่งต่อสี่จึงเกิดขึ้น ยอดจดหมัดสองข้างขึ้นแบบมวยไทยเพื่อป้องกันใบหน้าและลำตัวพลางเบี่ยงตัวหลบการฟันด้วยดาบของพวกนักเลงอย่างคล่องแคล่ว ลูกน้องเสี่ยเปาคนหนึ่งฟันดาบใส่ยอดขณะที่เขากำลังพันตูกับคนอื่น ทันใดนั้นยอดหันขวับไปเห็นเจ้าของดาบก่อน จึงวิ่งเข้าประชิดตัวจากนั้นฟันศอกเสยใส่ใบหน้าเจ้าของดาบอย่างแรงและแม่นยำ ชายคนนั้นผละถอยหลังไป ท่าทางมึนงง คนที่เหลือเริ่มระวังตัวเพิ่มขึ้น มันคือ “อิเหนาแทงกริซ” หนึ่งในแม่ไม้มวยไทยซึ่งยอดใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว
หม่าหยง อาเหมย และเกตุยืนตะลึงมองการต่อสู้เบื้องหน้าที่ยอดถูกพวกนักเลงของเสี่ยเปาล้อมกรอบทำร้ายอยู่ ชายสามคนตกใจกับท่ามวยประหลาดนี้ พลางรวบรวมความกล้าใช้ดาบรุกเข้าทำร้ายยอดอีกครั้ง ยอดชิงจังหวะเข้าตอบโต้ด้วยการเตะไปที่มือจับดาบทำให้มันหลุดจากมือกระเด็นไปไกล ยอดรุกต่อเนื่องด้วยการหมุนตัวเป็นครึ่งวงกลมแล้วใช้เท้าเตะนักเลงทั้งสามล้มคว่ำลง
“ฉันรู้จักท่านี้ จระเข้ฟาดหาง !” อาเหมยร้องบอก ท่าทางตื่นเต้น
หม่าหยงกระซิบถามว่า “เห็นที่ไหน ?”
“ฉันดูรายการถ่ายทอดต่อยมวยไทยบ่อยๆ นักมวยบางคนใช้ท่าจระเข้ฟาดหางเพื่อการโจมตีอย่างต่อเนื่องเป็นแม่ไม้มวยไทยที่สวยงามมากท่าหนึ่ง”
หม่าหยงมองทึ่งใจกับท่ามวยที่หนุ่มไทยใช้ต่อสู้กับพวกนักเลงของเสี่ยเปา เกตุนึกไม่ถึงว่าเพื่อนจะมีวิชาต่อสู้และใช้อย่างคล่องแคล่วมาก เมื่อเห็นบางคนยันกายขึ้นยืนอีกครั้ง ยอดโจมตีต่อเนื่องด้วยการกระโดดเข้าหาแล้วฟันข้อศอกคู่ใส่ศีรษะของอีกฝ่ายจนสลบไป นักเลงอีกคนฟันดาบใส่ยอดจากด้านหลัง ยอดเห็นประกายดาบสะท้อนแสงไปที่กระจกร้านค้าเข้าตาของเขาจึงก้มตัวหลบคมดาบไปอย่างเฉียดฉิว แล้วตอบโต้ด้วยการเตะลำตัวของชายคนนั้นซ้ำไปมา จังหวะที่นักเลงคนนั้นใช้ดาบฟันซ้ำอีก ยอดวิ่งประชิดวงในแล้วกระแทกศอกไปที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้อย่างถนัดถนี่ด้วยท่า “ฟานลูกบวบ” หนึ่งในลูกไม้มวยไทยที่เลื่องชื่อ
บัดนี้ นักเลงทั้งหมดนอนไร้สติบนพื้นด้วยฝีมือของยอดเพียงคนเดียว หม่าหยง อาเหมย กับ เกตุมองทึ่งใจยิ่งแล้วเดินเข้าไปหาหนุ่มไทย

ตำรวจสองคนเดินผ่านมาบริเวณถนนสายนี้จึงเข้ามาเพื่อจับกุมพวกก่อความวุ่นวายทั้งสองกลุ่ม นักเลงทั้งห้าคนเริ่มฟื้นสติและยันกายลุกขึ้นเมื่อเห็นตำรวจจึงวิ่งหนีไปโดยเร็ว ตำรวจคนหนึ่งวิ่งไล่ตามนักเลงไป อีกคนยืนซักถามเหตุการณ์โดยหม่าหยงเป็นคนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตำรวจกำชับให้หม่าหยงกับเพื่อนไปให้การเพิ่มเติมที่โรงพักก่อนแยกตัวไปไล่ตามนักเลงทั้งหมด
“ขอบคุณมากที่ช่วย” หม่าหยงบอกเป็นภาษาไทยไปทางยอด
“ไม่เป็นไร” ยอดตอบด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร “นายมีเรื่องอะไร จึงถูกไล่ฟันแบบนี้”
อาเหมยตอบสวนเป็นภาษาไทยว่า “คงไปยืมเงินขาใหญ่มาแล้วไม่จ่ายล่ะซิ!”
“คุณพูดไทยได้หรือ ?” ยอดมองเพื่อนหญิงของหม่าหยงด้วยความฉงน
หม่าหยงตอบว่า “เราสองคนเคยเรียนหนังสือที่เมืองไทยมาห้าปี จึงพูดได้”
“คุณสองคนพูดไทยได้ชัดมาก” เกตุกล่าวชมด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ฉันชื่อ จงเหมยฮวา เรียกฉันว่า อาเหมยก็ได้ ส่วนเขาชื่อ หม่าหยง” สาวจีนในชุดวอร์มสีสดใสกล่าวแนะนำตัวเองและหนุ่มจีน
“เรียกว่า อาหยง ก็ได้” มัคคุเทศก์หนุ่มจีนบอก รอยยิ้มกว้าง
“ผมชื่อ ยอด ส่วนเธอชื่อ เกตุ” ยอดผายมือไปทางหญิงสาวที่ยืนเคียงข้าง
“ฝีมือของนายเยี่ยมมาก เขาเรียกว่ามวยไทยใช่ไหม ?” หม่าหยงถามด้วยความสนใจ
ยอดพยักหน้ารับ อาเหมยพูดชมว่า “คุณใช้ท่ามวยคล่องและลื่นไหลมาก คงฝึกนานแล้วสิ”
“ครับ.....ตั้งแต่เด็กแล้ว” ยอดตอบ
“แขนของนายเป็นอย่างไร? บาดเจ็บหรือไม่?” หม่าหยงถามด้วยความเป็นห่วงเนื่องจากเห็นยอดใช้ท่อนแขนรับดาบแทนตนถนัดตา พลางฉวยแขนของหนุ่มไทยไปลูบคลำเพื่อหาบาดแผล แต่ไม่พบรอยขีดข่วนใดๆบนท่อนแขนของยอด หนุ่มจีนอดประหลาดใจไม่ได้
“ดาบฟันไม่โดนแขนของผมหรอก” ยอดตอบกลบเกลื่อนพร้อมกับดึงแขนกลับทันใด
“แต่ฉันเห็นกับตาว่านายถูกฟันที่แขน!” หม่าหยงพูดยืนยัน แววตาอยากรู้
“ยังเมาค้างและตาลายล่ะสิ พี่หยง” อาเหมยพูดเย้า
“พี่ไม่ได้ดื่มเหล้าแล้วจะเมาได้อย่างไร” หม่าหยงกล่าวโต้ ใบหน้าบึ้ง
“ทุกคนปลอดภัยแล้ว พวกเราต้องขอตัวก่อน” ยอดกล่าวตัดบท
“นายต้องไปทำงานที่งานวัฒนธรรมอีกใช่ไหม ?” หม่าหยงถาม
“วันนี้ไม่ต้องทำงานเพราะงานถูกสั่งปิด ผมยังไม่รู้ว่าจะเปิดได้เมื่อไร”
“เกิดอะไรขึ้น ?” หม่าหยงถาม พลางขมวดคิ้วกับข่าวใหม่
“นายไม่ได้อ่านข่าวเช้านี้หรือ ?” ยอดมองแปลกใจ พลางเอ่ยต่อไปว่า “เมื่อคืนวานนี้มีโจรเข้าไปขโมยมัมมี่จีน ยามก็ถูกเล่นงานด้วย ตำรวจกำลังสืบสวนคดีอยู่ งานแสดงจึงถูกปิดชั่วคราว”
“โจรจะเอามัมมี่ไปทำอะไร ?” อาเหมยถามด้วยความสงสัย
“มัมมี่จีนถือเป็นสมบัติของชาติ ถ้าโจรเอาไปขายให้ต่างชาติ คงได้ราคาไม่น้อย” เกตุให้ความเห็น แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงเงาชั่วร้ายจากอดีตที่กำลังกลับมาสร้างความพรั่นพรึงแก่ผู้คนในยุคไซเบอร์
“พวกเราต้องขอตัวกลับก่อน” ยอดบอกกับสองหนุ่มสาวจีน
“ขอบคุณมากที่ช่วย ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้ ชาวจีนไม่ลืมบุญคุณใครอยู่แล้ว เก็บนามบัตรของฉันไว้” หม่าหยงกล่าวอำลาพร้อมกับส่งนามบัตรให้ยอด
ยอดรับนามบัตรมาดูแล้วขมวดคิ้ว “นายชื่อเชอรี่ ทำงานที่บาร์ อะโก โก้รึ ?”
“โอ้..... ขอโทษทีหยิบผิดใบ ใบนั้นเป็นของลูกค้าน่ะ”
หม่าหยงทำท่าตกใจแล้วรีบหยิบนามบัตรจากมือของยอดแล้วส่งใบใหม่ สายตาเหลือบมองท่าทีขุ่นเคืองของอาเหมย เขายิ้มเจื่อน
“ลูกค้าจริงๆ” หนุ่มจีนบอกเสียงอ่อยไปทางเพื่อนหญิง
ยอดอ่านนามบัตรอีกครั้ง พลางพูดว่า “นายเป็นนายหน้าค้าที่ดิน ไม่ใช่มัคคุเทศก์หรอกรึ”
“มัคคุเทศก์แค่งานเสริม งานหลักเป็นนายหน้าถ้าต้องการซื้อที่ดินในฮ่องกงก็บอกฉันได้ จักช่วยเป็นกรณีพิเศษ” หม่าหยงตอบอย่างคล่องแคล่ว
“อย่าไปเชื่อพี่หยงเลย เขาทำงานไม่เป็นหลักแหล่งหรอก” อาเหมยพูด พลางดึงแขนของหนุ่มจีนแยกตัวไปจากยอดและเกตุ
“อาเหมยพูดแบบนี้ พี่เสียหายหมด” อาหยงพึมพำ อาเหมยไม่สนใจท่าทีของเพื่อนหนุ่ม
“ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยเรา ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทดสอบมวยไทยของคุณสักครั้ง” อาเหมยหันกลับมากล่าวอำลายอดด้วยแววตาชื่นชม ยอดยืนยิ้มเล็กน้อยแล้วพาเกตุเดินจากไป

หลังจากเช้าที่วุ่นวายผ่านไปยอดและเกตุเดินเที่ยวพักผ่อนตามแหล่งขายของต่างๆหลังจากจับจ่ายใช้สอยเป็นที่พอใจแล้วก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ทั้งสองเดินหาร้านอาหารจีนอันเลื่องชื่อตามรายชื่อที่แผ่นพับการท่องเที่ยวฮ่องกงแนะนำไว้ แต่ละร้านมีลูกค้านั่งจนเต็มแน่น เมื่อพบร้านหนึ่งซึ่งลูกค้าค่อนข้างบางตา ด้วยความหิวยอดและเกตุจึงเลือกร้านนี้
“ทำไมจึงมีลูกค้าน้อยกว่าร้านอื่น ?” เกตุเอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ ขณะนั่งรออาหาร
“ราคาอาหารก็ไม่แพง อาจเป็นเพราะไม่อร่อยก็ได้” ยอดตอบ ดวงตามองสำรวจร้านนั้น
ยอดและเกตุชิมอาหารจานแรกแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติดีมาก จานที่สองสามถูกลำเลียงมาอยู่บนโต๊ะ ไม่นานอาหารทั้งหมดก็ได้รับการสำเร็จโทษโดยยอดและเกตุ ทั้งสองคนยังรู้สึกชื่นชมในความอร่อยที่ยังติดปากอยู่
“ร้านนี้ฮวงจุ้ยไม่ดีมีสิ่งที่ชงหลายเรื่องต้องแก้ไขหลายอย่าง พลังงานในร้านไม่ดีทำให้ค้าขายไม่ขึ้น”
เสียงชายหนุ่มในชุดเสื้อสีแดงคอจีนดังขึ้น เขาแต่งกายเรียบร้อย ท่าทางมีสง่าราศีดี มือซ้ายถือกล่องไม้สีเหลืองตรงกลางมีเข็มทิศหมุนบนจานที่มีอักษรจีนเขียนเป็นวงรอบ มือขวาถือพัดชี้ไปมาอธิบายให้เจ้าของร้านรับรู้สิ่งที่ต้องแก้ไข ภายใต้ชุดจีนนั้นกลับเป็น “อาหยง” หนุ่มจีนท่าทางคล่องแคล่ว
“ต้นไม้ยังเหี่ยวเฉาเลย” อาหยงชี้พัดไปที่กระถางต้นไม้ใหญ่กลางร้านซึ่งยืนต้นแห้งตาย ใบของมันเป็นสีน้ำตาลแห้งกรอบ ไร้ความสดชื่น
“ส่วนภาพวาดก็ดูไร้ชีวิตชีวา” ซินแสหนุ่มชี้ที่ภาพวาดพู่กันจีนขนาดใหญ่ที่ผนังด้านหนึ่งของร้าน
“ต้นไม้ไร้ใบไร้ชีวิต.....อย่างนี้กิจการเจริญได้อย่างไร” อาหยงวิจารณ์ต่อ
“มันเป็นภาพทิวทัศน์หน้าหนาว จะเอาใบไม้ที่ไหนล่ะ ซินแสหม่า” เจ้าของร้านตอบ
“อีกอย่าง..... หน้าตาของเฮียก็ไม่รับกับร้านนี้เลย” ซินแสหนุ่มพูดเน้นเสียง ดวงตามองสำรวจเจ้าของร้านอาหาร “ใบหน้าหม่นหมองแต่งกายไร้รสนิยม ทรงผมล้าสมัย ดวงตาเล็ก สมัยโบราณเป็นเสี่ยวเอ้อได้สบายๆ แต่ได้เป็นเจ้าของร้านนี้ถือว่าโชคดีแบบสุดๆแล้ว” ซินแสหนุ่มพูดเสียงรัว
“คนจีนก็มีตาชั้นเดียวกันทั้งนั้นแหละ” เจ้าของร้านตอบด้วยความสงสัย
หม่าหยงเบิ่งตากว้างแล้วตอบ “นี่ไง.... ตาชั้นเดียวก็จริงแต่ดวงตากลมโตไม่ตี่สักหน่อย มองปุ๊ปก็รู้ว่าราศีดีมีชาติตระกูลจริงไหม?”
“จริงครับ” เจ้าของร้านตอบด้วยความนอบน้อม “เราจะทำอย่างไรจึงทำมาค้าขึ้นล่ะ ซินแสหม่า” เจ้าของร้านถามด้วยความกระวนกระวายใจ
อาหยงทำท่าคิดสักครู่ สายตากวาดมองทั่วร้านแล้วเดินไปทางหน้าร้านเพื่อพิจารณาข้อบกพร่อง สายตาเหลือบไปเห็นยอดและเกตุกำลังนั่งอยู่ ด้วยความตกใจหม่าหยงกางพัดยกขึ้นปิดหน้าไว้ แล้วพูดแนะนำเจ้าของร้านไปเรื่อยๆ

ยอดโยกตัวไปมาเพื่อดูให้แน่ชัดว่าเป็นเพื่อนหนุ่มจีนที่มีเรื่องตอนเช้าหรือไม่ หม่าหยงพยายามหันหลบไปมาและใช้พัดปิดหน้าไว้ ตอนที่หนุ่มจีนเดินเฉียดใกล้ยอด เขาลุกขึ้นดึงพัดออกจากใบหน้าของหนุ่มจีน
“ไม่นึกว่าจะเจอยอดที่นี่” หม่าหยงพูดก่อน พลางแย้มยิ้มกลบเกลื่อน
“นายเป็นซินแสดูฮวงจุ้ยด้วยหรือ ?” ยอดทำท่าแปลกใจ
“มันเป็นงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่ง” หม่าหยงตอบอ้อมแอ้ม ท่าทางโอ่เล็กน้อย “คนมีความสามารถรอบด้านแบบฉันก็ต้องทำหลายอย่างหน่อย”
“เก่งมากเลยนิ” เกตุพูดชื่นชม
“ขอบคุณ…..อันที่จริง.......เอ่อ......ก็ไม่เก่งเท่าไรหรอก นี่ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของความสามารถของผมเลยน่ะเนี่ย” หม่าหยงพูดโอ่ทันที
“พวกเขาเป็นเพื่อนของซินแสหรือ ?” เจ้าของร้านถามสงสัย
“ใช่ เขาเคยเป็นลูกค้าที่ผมดูฮวงจุ้ยให้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้เป็นเจ้าของบริษัทข้ามชาติใหญ่โตไปแล้ว” ซินแสหนุ่มพูดเป็นภาษาจีนตอบกลับ สองหนุ่มสาวไทยมีสีหน้าไม่เข้าใจ “เขาเป็นคนไทย มาติดต่อการค้าที่ฮ่องกงนะ”
เจ้าของร้านเพิ่มความเลื่อมใสในซินแสหนุ่ม พลางเอ่ยต่อไปว่า “เมื่อพวกเขาเป็นเพื่อนของซินแส ก็ถือเป็นคนกันเอง มื้อนี้ผมเลี้ยงเองครับ”
“เขาพูดว่าอะไรหรือ” ยอดกระซิบถามหนุ่มจีน
หม่าหยงแปลข้อความว่า “เขาเลี้ยงอาหารมื้อนี้ของนาย”
“ทำไม ?” เกตุถามสงสัย
“พวกคุณเป็นเพื่อนของฉันก็เลยให้เกียรติด้วยการเลี้ยงอาหารมื้อนี้ไง” หม่าหยงอธิบาย
“ไม่ได้หรอก..... ทำมาค้าขายนี่นา” ยอดตอบด้วยความเกรงใจ
“กินฟรีก็ดีแล้ว ถ้าเป็นฉันจะขอปิ่นโตใส่กลับบ้านด้วย” หนุ่มจีนพูดแนะอย่างอารมณ์ดี
“เราไปหลังร้านกันดีกว่า ผมจะเขียนสิ่งที่ต้องแก้ไขให้” หม่าหยงหันไปพูดกับเจ้าของร้าน
ซินแสหนุ่มรีบพาเจ้าของร้านเดินไปหลังร้านเพื่อให้คำแนะนำต่อไป ปล่อยให้ยอดกับเกตุนั่งงง
ยอดส่ายหน้า แล้วพูดว่า “หม่าหยงเป็นพวก 18 มงกุฏหรือเปล่า ดูไม่น่าไว้วางใจเลย”
เกตุตอบด้วยรอยยิ้มว่า “อย่ามองคนในแง่ร้าย เขาขยันทำมาหากินนะ”
“เธอเชื่อหมอดูคนนี้หรือ ?”
เกตุส่ายหน้า พลางผายมือไปรอบกาย “เขาเป็นยาให้กำลังใจอย่างดีของเจ้าของร้านนะ”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ยอดพูดยามมองจำนวนลูกค้าของร้านที่น้อยเมื่อเทียบกับรสชาติอาหารที่เยี่ยมยอดซึ่งเขาเพิ่งรับประทานไป
“อย่าตัดสินคนที่ใบหน้า โลกนี้ยังมีเรื่องราวอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ ก็อย่างเธอไงฉันรู้ว่าเป็นมวยไทยแต่ไม่คิดว่าจะเก่งขนาดนี้” เกตุพูด ยอดยิ้มรับคำชม

ความมืดเข้าปกคลุมเมืองที่วุ่นวายอย่างฮ่องกงแสงสีจากป้ายร้านค้าเริ่มส่องสว่างขึ้นเป็นสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตยามราตรีได้เริ่มขึ้นแล้ว ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย เที่ยว ดื่ม กินหลังเสร็จสิ้นจากงานตามปกติ ยอดกลับไปที่ห้องพักในโรงแรมซึ่งมีชุดไทยโบราณ โล่กลมและดาบไทยคู่วางอยู่บนโต๊ะ ยอดล้มตัวลงนอนพักด้วยท่าทางอ่อนล้าหลังผ่านวันที่แสนเหนื่อยอ่อนแล้วเผลอหลับไป จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนความสงบเงียบยามค่ำคืนก็ถูกทำลายด้วยแสงประหลาดพุ่งผ่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว มันเป็นเงาดำที่แฝงด้วยพลังอันชั่วร้ายและปลุกยอดให้ตื่นขึ้น ความชั่วร้ายและกลิ่นไอปีศาจยังทิ้งร่องรอยไว้
“กลิ่นนี่มัน.............” ยอดพึมพำแล้ววิ่งไปเปิดหน้าต่างห้อง
หนุ่มไทยเห็นชายร่างใหญ่ในเสื้อคลุมยืนบนยอดตึกถัดไป แต่ไม่เห็นใบหน้าได้ชัดเนื่องจากความมืดยามราตรี เงาดำเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว ยอดรีบคว้าดาบคู่ติดตัวไปโดยเก็บซ่อนไว้ในผ้าขาวม้า

****************โปรดติดตามตอนต่อไป**********




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2554    
Last Update : 8 สิงหาคม 2554 23:40:46 น.
Counter : 258 Pageviews.  

ล่าอสูร....The 2 Swords 1

ล่าอสูร...The 2 Swords
บทประพันธ์ของ "วายุอัสนี"
1.
สลับฟันปลา


ณ งานแสดงวัฒนธรรมตะวันออกในฮ่องกง ภายในห้องโถงกว้างใหญ่ผู้ชมสนใจกับความงดงามของวัฒนธรรมตะวันออกจากหลายประเทศทั้ง ไทย จีน อินเดีย เวียดนาม เขมร ลาว แต่ละประเทศต่างนำเสนอหลากรูปแบบ ทั้งการจัดบอร์ดแนะนำความเป็นมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบันของประเทศ แล้วนำข้าวของโบราณ ของใช้ประจำวันของชาวบ้านมาแสดงอย่างหลากหลายละลานตายิ่ง ส่วนโซนประเทศไทยนั้นนอกจากมีบอร์ดรูปภาพและคำบรรยายภูมิหลังของชนชาติไทยแล้ว ยังมีการนำสิ่งของหลากชนิดซึ่งบ่งบอกถึงวิถีชีวิตและสัญลักษณ์ความเป็นคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาแสดงให้แขกในงานชื่นชมด้วยอาทิเช่น พระพุทธรูปเก่าแก่ เรือนไทยจำลอง ของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งสิ่งของซึ่งมีใช้ในวังอันสวยงามทั้งในอดีตและปัจจุบัน หุ่นขี้ผึ้งชาวบ้านในอิริยาบถต่างๆ บูธซึ่งดึงดูดสายตาของแขกต่างชาติมากอันเนื่องจากการตบแต่งด้วยสีสันสะดุดตา สิ่งของแสดง รวมทั้งการให้ข้อมูลประกอบภาพหรือสิ่งของได้น่าสนใจพิเศษด้วยการบรรยายจากผู้ดูแลบูธและเอกสารที่แจกจ่ายแก่ทุกคน คือ การแสดงอาวุธในอดีตอันประกอบด้วย ดาบ ธนู หอก โล่ ภาพวาดการทำสงครามของนักรบไทยด้วยช้างและม้าในอดีต เครื่องแต่งกายของนักรบซึ่งไม่มีชุดเกราะอันหนักอึ้งเหมือนนักรบยุโรป แต่เป็นชุดที่กระชับและมีผ้าน้อยชิ้นที่สุด การชนช้างในสมรภูมิยุทธหัตถีอันเลื่องชื่อของกษัตริย์ไทย หุ่นแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย รวมทั้งการชกมวยคาดเชือกและมวยทะเล ส่วนจุดเด่นของบูธประเทศไทยคือ การจัดทัพทหารโบราณซึ่งสร้างจากหุ่นขี้ผึ้งบนสมรภูมิรบจำลองขนาดใหญ่ แขกต่างส่งเสียงชื่นชมกับหุ่นทหารไทยซึ่งถือดาบคู่ในมือด้วยท่าทางเข้มแข็งและสายตามุ่งมั่น โดยเฉพาะนักเรียนมัธยมของฮ่องกงกลุ่มหนึ่งเดินมาหยุดที่หุ่นทหารไทย มัคคุเทศน์หนุ่มยืนผายมือไปที่มันพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร
“สมัยก่อนทหารไทยเรียกกันว่านักรบไทยก็ได้ จักออกรบโดยอาศัยดาบเป็นอาวุธ.....” เสียงบรรยายอังกฤษของยอด มัคคุเทศน์หนุ่มใบหน้าสดใสในชุดไทยพระราชทานสีครีมดังขึ้น พลางผายมือไปตามจุดต่างๆประกอบด้วย อันเพิ่มความอยากรู้แก่ผู้ชมใกล้เคียงให้เดินเข้าไปฟังคำบรรยายของเขา “.....เรามีอาวุธหลายชนิดทั้งดาบมือเดียว ดาบสองมือ กระบองไม้ หอก ง้าว”
“โดยพื้นฐานแล้วนักรบไทยทุกคนต้องฝึกฝนการต่อสู้มือเปล่าก่อน เราเรียกว่า “มวยไทย” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ที่ดุดันที่สุดในโลก....” เขาผายมือไปยังหุ่นขี้ผึ้งนักมวยซึ่งแสดงลีลาแม่ไม้มวยไทยทั้งการใช้ศอก เข่าหลากรูปแบบ “...........มวยไทยประกอบด้วยแม่ไม้และลูกไม้ซึ่งมีผลต่อคู่ต่อสู้แตกต่างและหนักเบาไม่เท่ากัน ด้วยลักษณะรูปร่างของคนไทยทำให้การใช้มวยไทยมีอานุภาพสูงที่สุดและสังหารคนได้ แต่คนรูปร่างสูงใหญ่จะค่อนข้างเก้งก้างและขาคความคล่องตัวมาก หลายท่ามวยโบราณกำลังจะสูญหายไปเพราะความยากของมันและความอดทนของคนรุ่นใหม่ที่มีน้อยลง แต่ละท่ามวยจะมีชื่อเฉพาะที่ฟังไพเราะ ถ้าเข้าใจภาษาไทยจึงซาบซึ้งกับความงามของชื่อโบราณเหล่านี้ครับ”
“ผมเคยดูมวยไทยทางทีวี แต่เห็นไม่กี่ท่าที่ใช้กัน เพราะส่วนที่เหลือยากใช่ไหม ?” นักเรียนชายคนหนึ่งถาม แววตาสนใจกับหุ่นนักมวย
“ความยากเป็นปัจจัยสำคัญ มันบอกเราว่าคนโบราณมีความมุ่งมั่นและคิดค้นท่ามวยทำให้มันมีอานุภาพมากขึ้น มันคือการพัฒนาอาวุธทางร่างกาย นอกจากจะใช้เพื่อการทหารแล้ว ชาวบ้านยังฝึกใช้ป้องกันตัวได้ด้วย อีกอย่างหนึ่ง..............” ยอดยิ้มน้อยๆ ดวงตามองหุ่นนักมวยนิ่ง “..........หลายท่าที่นักมวยปัจจุบันนำไปใช้บนเวที พวกเขายังใช้ไม่สมบูรณ์แบบ หากใช้จระเข้ฟาดหางถูกจังหวะและมีน้ำหนักเหมาะสม คู่ต่อส้อาจตายหรือสลบคาที่ทันที”
ชื่อท่ามวยที่ยอดเอ่ยขึ้นมาเป็นที่รู้จักของผู้ฟังอย่างดีจึงมีเสียงฮือฮาดังขึ้น นักเรียนอีกคนยกมือขึ้น แล้วถามว่า “มวยไทยฆ่าคนได้จริงตามที่คุณพูดหรือ ?”
“อันที่จริงแล้วแม่ไม้และลูกไม้มีหลายท่า แค่จระเข้ฟาดหางที่เตะถูกก้านคอตรงๆและเต็มกำลัง ผมรับรองคอหักได้ทันที แต่อย่าบอกให้แสดงเลย...........” เขาพูดดักคอ แล้วอมยิ้ม “............พวกท่านมองดูหุ่นนักมวยและภาพแม่ไม้หรือลูกไม้มวยไทยบางส่วนที่เรานำเสนอตามบอร์ด จะเข้าใจชัดว่าเหตุใดคู่ต่อสู้ต้องตาย ถ้าเจอกับนักมวยที่ใช้ท่ามวยคล่องแคล่วจนกระทั่งมือและเท้ากลายเป็นอาวุธสังหาร”
“ตอนนี้มีคนเรียนรู้ท่ามวยเหล่านั้นจนครบบ้างไหม ?” หญิงฝรั่งถาม
“บางทีจอมยุทธมวยไทยอาจซ่อนตัวอยู่สักแห่งหนึ่ง ผมขอยืมคำพูดของจอมยุทธจีนมาใช้ก่อน”
คำพูดของยอดสร้างเสียงหัวเราะจากกลุ่มนักเรียนมัธยมฮ่องกง หนุ่มฝรั่งถามขึ้นว่า
“ระหว่างมวยจีนและมวยไทย ใครเหนือกว่ากัน ?”
“คุณจะถามว่ามวยสากลกับมวยไทย ใครจะชนะใช่ไหม ?” ยอดอมยิ้ม

คำถามนี้เรียกความสนใจจากผู้ฟังบรรยายของยอดทันใด ชายหนุ่มนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนตอบว่า “การประลองอย่างไม่เป็นทางการระหว่างมวยจีนกับมวยไทยนั้น มวยไทยชนะ แต่ผมเห็นว่าการแพ้หรือชนะนั้นมีเหตุปัจจับหลายประการมิได้อยู่ที่วิชาที่ใช้แต่เพียงอย่างเดียว คนที่แพ้มิได้หมายความว่าวิชาที่เขาใช้ด่อยกว่าอีกวิชา ศิลปะการต่อสู้ทั้งสองต่างมีประวัติอันยิ่งยงมานานหลายร้อยหลายพันปีได้พิสูจน์ตัวเองในสมรภูมิมานับไม่ถ้วนต่างต้องมีจุดดีจุดเด่นในตัวเองอย่างแน่นอน ขอเพียงเราฝึกฝนวิชาจนแตกฉานชัยชนะก็จะอยู่ที่เราในที่สุด”
“คุณใช้มวยไทยเป็นไหม ?” นักท่องเที่ยวคนหนึ่งถาม
ยอดพยักหน้าแล้วยิ้ม “ผมฝึกมาพอสมควร มันเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมาก”
“ความเห็นของคุณเกี่ยวกับมวยจีนและมวยไทยล่ะ ?” นักเรียนหญิงถาม
“แต่ละศาสตร์ต่างมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน มันขึ้นอยู่กับผู้ใช้มวยจะนำไปใช้แก้ทางมวยของอีกฝ่ายได้เหมาะสมหรือไม่ ชัยชนะจึงเป็นของเขาได้”
“คุณหมายถึง การใช้ทักษะใช่ไหม ?”
“ถูกต้องครับ” ยอดตอบ พลางหันไปที่โต๊ะขายเทปดีวีดี “ท่ามวยไทยบางส่วนก็ไม่ได้ใช้ จึงขาดการสืบทอดต่อไป ผู้ใหญ่รู้ปัญหาเหล่านี้ จึงแก้ไขด้วยการเก็บท่ามวยในตำราโบราณเหล่านี้ไว้ในเทปดีวีดีเพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจศึกษาได้เอง ผู้ที่แสดงท่ามวยล้วนชำนาญมวยไทยทุกท่าและสมบูรณ์แบบที่สุด ท่านใดสนใจอยากศึกษามวยไทย ผมขอแนะนำซื้อเทปเหล่านี้ไปดูได้ แต่ขอเพิ่มเติมอีกนิดว่า ถ้าเป็นไปได้ท่านคงต้องสละเวลาเล็กน้อยมาศึกษาเคล็ดลับมวยไทยจากผู้ชำนาญตัวจริง ก่อนจะฝึกแม่ไม้ลูกไม้ในเทป”
“ทำไมไม่บอกในเทปเลย ?” หญิงฝรั่งมองสงสัย
“มันคล้ายกับการฝึกเล่นกอล์ฟที่ต้องให้ผู้ชำนาญสอนการจับไม้ก่อนจะเริ่มฝึกเทคนิคการตี ก่อนใช้มวยไทยก็ต้องฝึกการหายใจ การใช้มือและเท้าให้คล่อง มันเป็นศาสตร์เบื้องต้นของมวยไทย เทปบันทึกท่ามวยไทยไว้ มิใช่สอนการต่อยมวย ถ้าท่านเรียนรู้พื้นฐานอย่างถูกต้อง การฝึกตามเทปจะง่ายและทำได้ด้วยตัวเอง มวยไทยถือเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ใช้ได้ทุกเพศและวัย ท่านอาจเลือกฝึกท่าที่เหมาะสมกับตัวเองในการป้องกันตัวก็ได้” ยอดพูดแนะนำตอนท้าย
เมื่อไม่มีคำถามเกี่ยวกับมวยไทยอีก ยอดเดินนำไปยังจุดแสดงการจัดทัพทหารเพื่อออกรบในสมัยโบราณพร้อมคำบรรยายที่สนุกตื่นเต้นแฝงความรู้ทำให้กลุ่มผู้ฟังเพิ่มจำนวนขึ้น สายตาของผู้อำนวยการบูธประเทศไทยมองทึ่งใจกับความสามารถดึงดูดคนของชายหนุ่ม
“เขาทำงานได้เยี่ยม ใครนะ ?” ผู้อำนายการบูธพึมพำ พลางพลิกแฟ้มในมือเพื่อหาชื่อของผู้บรรยายคนนี้

หลังจากส่งกลุ่มนักเรียนมัธยมฮ่องกงขึ้นรถทัวร์แล้ว มันเป็นช่วงหมดกะทำงานของยอดพอดีเขานั่งพักผ่อนและเก็บข้าวของเตรียมกลับที่พัก ระหว่างรอการส่งมอบงานให้ผู้อื่นตามตารางเวลา เพื่อนร่วมงานอีกคนซึ่งเดินดูงานแสดงส่วนอื่นเนื่องจากเป็นวันหยุดของหล่อนเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางตื่นเต้น
“งานนี้ใหญ่มากเลย ยอด” เกตุบอกเสียงสดใส ดวงตามองไปรอบกาย
“เขาจัดงานได้น่าสนใจมาก” ยอดตอบ ดวงตามองไปเห็นกลุ่มคนมุงดูบางอย่าง “ด้านโน้นมีคนมุงดูบางอย่าง เราไปดูกันไหม ?”
“ดีสิ” หล่อนตอบ แล้วลุกเดินตามเพื่อนหนุ่มไป แววตาอยากรู้

บูธแสดงวัฒนธรรมจีนมีมัคคุเทศน์หนุ่มจีนท่าทางคล่องแคล่วนามว่า “หม่าหยง” เดินนำลูกทัวร์คนไทยชมนิทรรศการต่างๆพร้อมคำอธิบายประกอบ หม่าหยงสามารถพูดภาษาไทยได้ดี แม้สำเนียงจะแปร่งไปบ้าง แต่ด้วยวาทศิลป์ของเขาทำให้ลูกทัวร์สนุกสนาน หลายคนสนใจสอบถามเหตุที่เขาพูดได้ดี อาหยงตอบคลายความข้องใจแก่ลูกทัวร์ว่าเคยติดตามครอบครัวไปอยู่เมืองไทยและศึกษาในโรงเรียนของไทยอยู่ 5 ปีดังนั้นการอธิบายวัฒนธรรมจีนด้วยภาษาไทยจึงเป็นเรื่องง่ายของเขา
เมื่อกลุ่มทัวร์ของหม่าหยงเดินมาถึงมุมแสดงมัมมี่จีนโบราณ ทุกคนให้ความสนใจอย่างมาก มัมมี่หลายตัวอยู่ในสภาพดี ผิวคล้ำจัดเกือบดำ ผ้าที่หุ้มร่างดูเก่าคล้ำ หม่าหยงเริ่มอธิบายที่มาของมัมมี่ซึ่งมีห้าตัวแก่ลูกทัวร์ทันที
“ลองทายกันว่ามัมมี่กลุ่มนี้มีอะไรที่เหมือนกัน?” หม่าหยงถาม พลางผายมือไปที่กลุ่มมัมมี่ซึ่งนอนเหยียดยาวเรียงกัน มือขวากำอยู่ที่หน้าอก ส่วนมือซ้ายวางแนบกาย
“ทุกคนกำมือขวาวางที่หน้าอก” สาวไทยคนหนึ่งตอบ รอยยิ้มภูมิใจ
“ถูกต้องแล้วคร๊าบบ..... คุณทั้งสวยและฉลาดเลยครับ” หม่าหยงตอบเริงร่า ส่วนหญิงคนนั้นยิ้มด้วยความพอใจ
“มีอะไรอีกครับ” หม่าหยงถามอีก ใจคาดว่าต้องไม่มีคนตอบได้
“มันยังมีอีกหรือ ?” ชายสูงวัยคนหนึ่งถาม พลางมองค้นหาตามร่างมัมมี่
“มีแน่นอน มองหาดูสิครับ” หม่าหยงบอก
ลูกทัวร์ตั้งใจมองหาคำตอบจากร่างมัมมี่ โดยหม่าหยงยืนกอดอกมองด้วยรอยยิ้ม ยอดกับเกตุเดินผ่านมัมมี่กลุ่มนี้และสนใจหยุดฟังคำอธิบายของมัคคุเทศน์หนุ่มจีนด้วย หนุ่มไทยกวาดตามองกลุ่มมัมมี่รอบหนึ่ง พลางแย้มริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาพราววับ
“พวกเขามีรอยสักที่ข้อมือขวาเป็นรูปเดียวกัน” ยอดพูดกับเกตุซึ่งยืนเคียงข้างกัน แต่เสียงของเขาดังพอให้ลูกทัวร์หลายคนซึ่งยืนใกล้กันได้ยินถนัดหู ทุกคนมองไปที่ข้อมือขวาของมัมมี่จึงเห็นรอยสักรูปงู 3 หัวตามที่ยอดพูด
“รอยสักรูปงูสามหัว ! ทุกคนมีรอยสักนี้ด้วย” สาวไทยคนหนึ่งพูด ท่าทางตื่นเต้น
ลูกทัวร์เดินรวมตัวกันดูรอยสักที่ข้อมือขวาของมัมมี่ด้วยความสนใจ หม่าหยงกลอกตาไปมา มิคาดว่าจะมีใครตอบคำถามนี้ได้ เขาเดินไปหายอดกับเกตุด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองใจ
“นายไม่ใช่ลูกทัวร์ของฉัน ทำไม..............” หม่าหยงชะงักคำพูดไว้ พลางทำจมูกฟุดฟิดเมื่อได้กลิ่นประหลาดลอยมาจากหนุ่มไทย “.........นายมีกลิ่นแปลกๆนะ?”
“ผมอาบน้ำแล้ว!” ยอดพูดกระแทกเสียง ใบหน้าบึ้ง
“ฉันไม่เห็นได้กลิ่นอะไร” เกตุพูดเสียงขุ่น
“กลิ่นแบบนี้........” หม่าหยงพึมพำ คิ้วขมวดเข้าหากัน
“นายควรบอกได้แล้วว่ามัมมี่เหล่านี้มีอะไรน่าสนใจอีก” ยอดพูดเตือนในที
หม่าหยงทำตาโต แล้วกลับไปสนใจลูกทัวร์อีกครั้ง โดยคิดวิธีฉีกหน้าหนุ่มไทยได้
“นายรู้ไหมว่าคนเหล่านี้เป็นใคร” หนุ่มจีนถามเชิงท้าทาย
ยอดนิ่งใช้ความคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า “พวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มโจร!”

ลูกทัวร์ของหม่าหยงมีสีหน้างง มัคคุเทศน์จีนอึ้งไปอึดใจหนึ่ง ยอดเอ่ยต่อไปว่า “การมีรอยสักแบบเดียวกันมันแสดงถึงความเป็นพวกเดียวกัน ถ้าไม่ใช่คนตระกูลเดียวกันก็ต้องเป็นการรวมตัวกันเหนียวแน่นเหมือนเป็นญาติกัน แต่เราจะเห็นว่าแต่ละคนใส่เสื้อผ้าที่แตกต่างกัน มันบอกว่ามาจากต่างถิ่นจึงไม่น่าจะเป็นญาติกัน หลายคนมีรอยบาดแผลตามใบหน้า แขนและลำตัวจากคมอาวุธ ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเป็นพวกโจร เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ใส่ชุดเจ้าหน้าที่ จึงน่าจะเป็นกลุ่มโจรมากที่สุด”
“เขาตอบถูกต้องไหม คุณหม่า” ชายสูงวัยถามด้วยแววตาอยากรู้
หม่าหยงทึ่งใจ ก่อนตอบว่า “เขาตอบถูกแล้ว แต่มัมมี่ยังมีข้อมูลน่าสนใจอีก ผมจะเล่าให้ทุกท่านฟังต่อไป”
ลูกทัวร์ของหม่าหยงชื่นชมความฉลาดของยอด หม่าหยงหงุดหงิดมากเมื่อความสนใจไปรวมอยู่ที่หนุ่มไทยใบหน้าคมคาย รอยยิ้มเป็นมิตร
“ใครเป็นหัวหน้าโจร ?” หม่าหยงถาม พลางมองหนุ่มไทยอย่างท้าทาย
“คนที่นอนอยู่ตรงกลาง.......” ยอดชี้ไปที่มัมมี่ร่างใหญ่ภายใต้เสื้อคลุมสีดำโดยมีมัมมี่เสื้อผ้ารุ่งริ่งนอนขนาบข้าง พลางพูดต่อไปว่า “.......ชายคนนี้มีเครื่องประดับมากกว่าคนอื่น สร้อยกะโหลกและเขี้ยวสัตว์แสดงถึงอำนาจเหนือผู้อื่น”
หม่าหยงทึ่งใจอีกครั้งกับคำตอบของยอด ทุกคนตบมือชื่นชมหลังจากมัคคุเทศน์จีนยืนยันคำตอบของหนุ่มไทย
“นายเก่งมาก” หม่าหยงเอ่ยชมตามมารยาท แล้วเก็บความหมั่นไส้ไว้
ยอดยิ้ม “ผมเป็นคนช่างสังเกตเท่านั้น”
“พูดเรียกคะแนนนิยมอีกแล้ว” หนุ่มจีนคิดในใจ
เพื่อนหญิงสะกิดให้เดินต่อไป ยอดพยักหน้าเห็นด้วย
“นายรู้ไหมว่าเขาชื่ออะไร” หม่าหยงถาม

ยอดส่ายหน้า แล้วย้อนถามว่า “เจ้าของประเทศอย่างคุณน่าจะรู้ดีกว่าผมมิใช่หรือ ?”
หม่าหยงยิ้มโอ่ พลางหันไปทางลูกทัวร์ของเขาซึ่งมองด้วยความอยากรู้เต็มที่
“เขาคือ “ฟางจง” จอมโจรผู้เลื่องชื่อแห่งมลฑลเหอหนานเมื่อหลายร้อยปีก่อน” หม่าหยงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนบรรยายภาพความโหดเหี้ยมของโจรกลุ่มนี้ว่า “คืนเดือนมืดท่ามกลางความโกลาหลในหมู่บ้านชนบทจีนแห่งหนึ่ง เปลวไฟบนหลังคาบ้านลุกโชนส่องสว่างท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดของชาวบ้านดังทำลายความเงียบคละเคล้าด้วยกลิ่นคาวเลือดจากศพซึ่งนอนกลาดเกลื่อนพื้น ชาวบ้านหลายคนหอบข้าวของวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากกลุ่มโจรใจเหี้ยมซึ่งขี่ม้าไล่ฆ่าทุกคนที่พบเห็น โจรบางคนถือไหเหล้าด้วยมือซ้าย อีกมือถือดาบใหญ่ฆ่าคน แล้วหัวเราะอย่างสุขใจ หัวหน้าโจรนามฟางจงซึ่งสวมสร้อยกะโหลกและเขี้ยวสัตว์ ใบหน้ามีหนวดเครา สายตาดุดันเยี่ยงสัตว์ป่า นั่งมองการทำงานของลูกน้องบนหลังม้า เสื้อผ้าเปื้อนเลือดของชาวบ้านที่ตายด้วยคมดาบรูปพยัคฆ์ในมือของเขา”
“ทำไมคุณรู้ว่าเขาเป็นโจรหรือทำอะไรมา ปกติแล้วการทำมัมมี่จะมีในชนชั้นสูงมิใช่หรือ ?” ลูกทัวร์คนหนึ่งถามข้องใจ หลายคนยืนรอฟังคำตอบอยู่
มัคคุเทศน์จีนยิ้มกว้าง “สิ่งที่เราเห็นเป็นเรื่องที่ธรรมชาติสร้างขึ้น มิใช่จงใจ ทำมัมมี่หรอก”
ลูกทัวร์ส่งเสียงฮือฮาออกมา แล้วให้ความสนใจกับมัมมี่โจรยิ่งขึ้น
“เรื่องราวของโจรกลุ่มนี้เล่าขานสืบต่อกันมาและพบบันทึกเอ่ยถึงพฤติกรรมของโจรกลุ่มนี้ไว้ ผมจึงถ่ายทอดให้ทุกคนรับทราบได้”
“เขาตายได้อย่างไร ?” ลูกทัวร์สาวคนหนึ่งถาม แววตาสงสัย
หม่าหยงทำท่าขึงขัง พลางเล่าว่า “ร่ำลือกันว่าดาบพยัคฆ์ของฟางจงดื่มเลือดมนุษย์มานับพันคนเป็นที่เกรงขามในกลุ่มโจรและทางการ มือปราบหลายคนพยายามกำราบพวกเขา แต่ก็ไม่มีชีวิตกลับไปได้แม้แต่คนเดียวจนกระทั่ง.....”
การบรรยายประกอบท่าทางของหม่าหยงเรียกความสนใจจากลูกทัวร์อย่างมาก เมื่อเขาพูดทิ้งระยะไว้ หลายคนคะยั้นคะยอให้เขาเล่าต่อทันที หนุ่มจีนจึงบอกเล่าวาระสุดท้ายของจอมโจรพันศพต่อไป ยอดกับเกตุตัดสินใจยืนฟังเบื้องหลังความตายของฟางจงด้วยความอยากรู้

วันหนึ่งเมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้วขณะที่ฟางจงกำลังดื่มเหล้าจากชามใบใหญ่เพื่อฉลองชัยชนะของตนในการปล้นครั้งล่าสุดด้วยความสนุกสนาน เสียงไชโยโห่ร้องของลูกน้องเงียบลงเมื่อชายหนุ่มวัยกลางคนซึ่งมือซ้ายกุมกระบี่ไว้ด้วยท่าทางมั่นใจปรากฏกายขึ้น หมอกบางๆลอยคลุ้งรอบบริเวณนั้นจึงมองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด ชายคนนั้นเดินตรงมายังกลุ่มโจรใบหน้าเหี้ยม
“พวกเจ้าฆ่าชาวบ้านเมื่อคืนก่อนใช่ไหม ?” ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ สีหน้าสงบนิ่ง
ฟางจงมองสำรวจ ท่าทางกราดเกรี้ยว ยามถามว่า “เจ้าเป็นใคร จึงได้บังอาจมาวางก้ามต่อหน้าข้าเช่นนี้”
ชายแปลกหน้ายืนเงียบ จอมโจรตวาดถามอีกว่า “เจ้าเป็นมือปราบหรือ ?”
“ข้าชื่อ ตงเฉิน” ชายแปลกหน้าตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ตงเฉิน ฉายากระบี่ทะลวงใจ นักล่าค่าหัวอันดับหนึ่งหรือ ?” ลูกน้องคนหนึ่งพูดโพล่งออกมา
โจรหลายคนมีสีหน้าตระหนกใจยามได้ยินชื่อของชายแปลกหน้า ตงเฉินแสยะยิ้ม
“พวกเจ้ามีทางเลือกสองทาง.............. ” ตงเฉินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พลางกวาดตามองกลุ่มโจร “..........ทางแรกต้องฆ่าตัวตายด้วยอาวุธของตัวเอง อีกทางคือ ตายด้วยกระบี่ของข้า”
“ข้าเลือกทางที่สาม....” ฟางจงตอบท้าทาย ไม่มีท่าทีหวั่นกลัวใดๆ พลางเหยียดยิ้ม “ทางที่สามคือ ฆ่าเจ้าแล้วเอากระดูกมาห้อยคอ”
กลุ่มโจรสะดุ้งวาบในใจ พลางหันมองหัวหน้าโจร ฟางจงนั่งขบกรามกรอดเมื่อผู้บุกรุกไม่มีทีท่าจะถอยห่างไป
ทันใดนั้นฟางจงตะโกนสั่งว่า “ฆ่ามัน !”
กลุ่มโจรทั้งหมดหยิบอาวุธข้างกายพุ่งเข้าหมายสังหารตงเฉินตามคำสั่งของหัวหน้าทันที ชั่วพริบตาเดียวที่ตงเฉินชักกระบี่ออกจากฝักสีขาวแล้วตวัดออกไปหนึ่งครั้ง โจรสี่คนล้มตายลงเบื้องหน้าอันสร้างความหวั่นเกรงแก่พวกที่เหลือจนต้องถอยห่างไป ฟางจงตะโกนกระตุ้นลูกน้องให้สังหารนักล่าค่าหัวผู้ลือนาม แต่ไม่ใครกล้าเข้าใกล้ ฟางจงจึงกระโจนเข้าต่อสู้ด้วยตัวเอง
ดาบพยัคฆ์ของฟางจงและกระบี่ทะลวงใจของตงเฉินปะทะกันดุเดือดด้วยความคล่องแคล่วและเท่าทันของทั้งสองฝ่าย ดาบพยัคฆ์ฟาดฟันหนักหน่วงทุกกระบวนท่า หลายครั้งที่กระบี่ของตงเฉินต้องล่าถอยเพราะแรงปะทะที่อ่อนด้อยกว่า ตงเฉินสกัดการจู่โจมของฟางจงด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว แต่พลังดาบพยัคฆ์ที่ตวัดออกไปทำลายก้อนหินใหญ่แตกกระจายเป็นเศษฝุ่น บัดนี้ตงเฉินรู้แล้วว่าฟางจงมีฝีมือสูงส่ง มิใช่กำราบง่ายเหมือนคนอื่นแน่
การต่อสู้ระหว่างตงเฉินกับจอมโจรฟางจงผ่านไประยะหนึ่ง ตงเฉินเชื่อว่ามิอาจเอาชนะได้ด้วยวิธีธรรมดา จึงตัดสินใจใช้กระบวนท่าสุดท้ายของกระบี่ทะลวงใจซึ่งร้ายกาจที่สุดและเชื่อว่าจะหยุดยั้งจอมโจรได้ ตงเฉินกวัดแกว่งอย่างเร็วทำให้เกิดกระบี่นับสิบพุ่งจู่โจมใส่จอมโจร กอรปกับการก้าวเท้าพลิ้วไหวดุจสายลม กระบี่บุกทะลวงจากทุกทิศทางอันสร้างความสับสนแก่อีกฝ่าย ฟางจงปัดป้องเป็นพัลวัน สถานการณ์ของจอมโจรเป็นรองอย่างชัดเจน ตงเฉินบุกต่อเนื่องด้วยกระบวนท่าดุดันยิ่งขึ้นด้วยการหมุนร่างคล้ายเกลียวพายุพุ่งทะยานสู่เป้าหมาย บังเกิดเป็นแรงลมพัดใบไม้ปลิวว่อนรอบบริเวณนั้นกลุ่มโจรต่างปิดตาเพื่อปัดป้องฝุ่นผงที่กระจายตัวจนกระทั่งมองไม่เห็นกัน
กระบี่ทะลวงใจของตงเฉินพุ่งเข้าหาดาบพยัคฆ์อย่างไม่เกรงขาม ฟางจงจำต้องถอยร่น เมื่อดาบกับกระบี่ปะทะกัน ฟางจงถอยครูดไปเมื่อต่อต้านพลังภายในของตงเฉินไม่ได้ เมื่อจอมโจรเริ่มเพลี่ยงพล้ำ ตงเฉินกระแทกฝ่ามือที่ปลายด้ามกระบี่เพื่อส่งผ่านพลังภายในเข้าไปเต็มที่ ฟางจงใช้พลังภายในหยุดยั้งการโจมตีของตงเฉินได้ ร่างของทั้งสองหยุดนิ่งขณะที่ประลองพลังภายในกัน เท้าของพวกเขาจมลึกลงไปในดิน ครู่หนึ่งจึงกระแทกพลังใส่กันและผละถอยห่าง ฟางจงฉวยโอกาสสะบัดดาบพยัคฆ์ให้พุ่งไปทะลวงอกของตงเฉิน แต่นักล่าตงเฉินพลิกตัวหลบดาบใหญ่อย่างเฉียดฉิวแล้วกระโดดข้ามฟางจงไปยืนที่ด้านหลัง เมื่อดาบใหญ่ย้อนกลับมาอยู่ในมือของฟางจงอีกครั้ง เขาหมุนกายตวัดดาบใส่ร่างของตงเฉินอย่างเร็ว แต่หนุ่มนักล่าถอยห่างเกินวิถีของดาบเสียแล้ว ตงเฉินตอบโต้กลับด้วยกระบี่คมวับจนกระทั่งฟางจงต้องถอยกรูด จังหวะหนึ่งตงเฉินกระแทกมือใส่ปลายด้ามกระบี่ มันพุ่งเข้าไปหาหน้าอกของจอมโจรแล้วทะลุอกซ้ายของฟางจง มันเป็นตำแหน่งของหัวใจจอมโจรอย่างถนัดถนี่ ตงเฉินย่างเท้าพลิ้วกายไปรับกระบี่อีกด้านหนึ่งอย่างว่องไว ร่างจอมโจรฟางจงทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดพุ่งออกจากปากของเขาท่ามกลางเสียงเรียกของลูกน้อง การต่อสู้สิ้นสุดลงพร้อมกับลมหายใจของจอมโจรแห่งเหอหนานผู้เหี้ยมโหด

เสียงถอนหายใจดังมาจากลูกทัวร์ของหม่าหยงบางคนหลังจากคำอธิบายและแสดงท่าทางประกอบของมัคคุเทศน์จีนจบลง อึดใจต่อมาพวกเขาตบมือแสดงความชื่นชอบคำบอกเล่าครั้งนี้
“เรื่องนี้สนุกไหม?” หม่าหยงถามด้วยรอยยิ้ม เมื่อลูกทัวร์ชื่นชอบเขา
“สนุกมากเลย” ทุกคนตอบพร้อมเพรียง
ลูกทัวร์คนหนึ่งพูดว่า “ลูกน้องที่เหลือเป็นอย่างไร ?”
หม่าหยงชี้ไปที่มัมมี่สมุนโจร แล้วยิ้ม “พวกเขาถูกจับไปลงโทษ ศพพวกนี้บอกว่าบางคนได้รับการฝังใกล้กับหัวหน้าและกลายเป็นมัมมี่เคียงข้างกัน ป่านนี้คงไปผุดเกิดคู่กันแล้ว”
“พวกนี้จะเกิดเป็นโจรอีกไหม ?” ลูกทัวร์อีกคนถามหยอกเย้า
หนุ่มจีนยักไหล่ “ผมตอบไม่ได้ ถ้านรกมีจริง พวกเขาน่าจะยังใช้กรรมไม่หมด ฆ่าตั้งเป็นพันศพนี่นา”
ลูกทัวร์ต่างหัวเราะชอบใจ หม่าหยงผายมือไปที่ดาบใหญ่สีดำซึ่งแขวนในตู้โชว์ใกล้มัมมี่ของฟางจง ดาบเล่มนั้นเขียนรูปพยัคฆ์ไว้ที่คมดาบและด้ามด้วย
“นี่คือดาบพยัคฆ์ของจอมโจรฟางจงอันเลื่องชื่อครับ” อาหยงประกาศเสียงดัง “มันวางอยู่ข้างศพ ตอนที่เราขุดค้น จึงนำมาแสดงร่วมกัน”
ลูกทัวร์ต่างมองด้วยความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์กัน บางคนมีท่าทางหวั่นหวาดหลังจากรับฟังภูมิหลังของดาบซึ่งเคยชุบเลือดมนุษย์นับพันคนก่อนเจ้าของจะถูกสังหารในเวลาต่อมา
ยอดสังเกตเห็นแท่งไม้แบนซึ่งดูเก่าและสั้นมากเสียบอยู่ในอกซ้ายของมัมมี่จอมโจรแห่งเหอ
หนาน แต่การคะยั้นคะยอของเกตุทำให้ยอดเก็บความสงสัยนี้ไว้แล้วเดินตามเพื่อนหญิงไป
ขณะที่ทุกคนให้ความสนใจกับดาบใหญ่ของจอมโจรฟางจง เด็กชายคนหนึ่งในกลุ่มทัวร์มองสนใจแท่งไม้แบนซึ่งปักบนร่างมัมมี่จอมโจร จึงเอื้อมมือไปดึงมันออกมาด้วยความอยากรู้ เขาพลิกดูแท่งไม้เพื่อดูอักษรสีแดงจางๆ ค่อนข้างเลือนราง มันเป็นอักษรจีนโบราณ
“อย่าซนสิ มาหาแม่ เล็ก” มารดาเรียกลูกชาย
เด็กชายตกใจจึงโยนแท่งไม้ไว้บนพื้นแล้ววิ่งไปหามารดาซึ่งรวมตัวกับกลุ่มทัวร์ที่ดาบพยัคฆ์ของจอมโจรฟางจง
หม่าหยงสัมผัสกลิ่นแปลกๆอีกครั้ง พลางมองหาที่มาของกลิ่น แต่ไม่พบความผิดปกติใดๆ แม้แต่ยอดกับเพื่อนหญิงก็หายตัวไปแล้ว ทำให้เขาหงุดหงิดใจ เขาจึงนำลูกทัวร์ไปชมการจัดแสดงที่
บูธอื่นต่อไปโดยลืมเรื่องกลิ่นประหลาดไปเลย

หลังเสร็จสิ้นงานแสดงแล้วห้องโถงใหญ่เงียบสงัดพระจันทร์สาดแสงส่องผ่านเพดานกระจกด้านบนเข้าไปภายในห้องนั้นซึ่งมีเพียงแสงจากดวงไฟไม่มากส่องให้เห็นภายในอย่างลางเลือน พนักงานรักษาความปลอดภัยสองนายที่เดินตรวจตราตามปกติพร้อมไฟฉายในมือ แสงจันทร์ส่องไปที่ร่างโจรมัมมี่ทั้งกลุ่ม ผิวหนังของมัมมี่จอมโจรฟางจงเริ่มพองโตและชุ่มชื้นขึ้น ริมฝีปากของเขาขยับช้าๆราวกับกำลังกินแสงจันทร์เข้าไปในร่างกาย บัดนี้ สภาพหนังหุ้มกระดูกไม่มีอีกแล้ว ทันใดนั้นดวงตาของฟางจงเบิ่งกว้าง สีแดงเข้มของเส้นเลือดในดวงตาบอกยืนยันว่าฟางจงฟื้นชีพขึ้นมาแล้ว เขาลองขยับร่างกายอย่างช้าๆ แต่มันยังติดขัดตามข้อกระดูกในร่างกาย
พนักงานหนุ่มทั้งสองได้ยินเสียงผิดปกติดังมาจากห้องโถงจึงรีบรุดไปดู แสงไฟฉายส่องไปทั่วห้อง จึงตัดสินใจเดินตรวจตราอย่างละเอียดอีกครั้ง พักใหญ่พวกเขาได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากโซนมัมมี่จีน จึงวิ่งไปดูจุดนั้น ดวงตาเบิ่งกว้างเมื่อไม่เห็นมัมมี่จีนนอนบนเตียงแล้ว เสียงผิดปกติบางอย่างดังมาจากด้านหลังของพวกเขา เมื่อหันไปมองก็ต้องตกใจสุดขีดยามเห็นมัมมี่จีนซึ่งมีสร้อยกระดูกแขวนคอไว้ยืนจ้องเขม็งด้วยดวงตาสีแดงจัด
เสียงกรีดร้องโหยหวนของพนักงานทั้งสองดังทั่วห้อง อึดใจต่อมาความเงียบเข้าครอบงำเช่นเดิม จอมโจรฟางจงยืนมองร่างซีดปราศจากเลือดของพนักงานหนุ่มทั้งสองด้วยแววตาเหี้ยมโหดอย่างไม่สะทกสะท้าน บัดนี้ความชั่วร้ายในอดีตกลับฟื้นคืนมาเพื่อความต้องการบางอย่างซึ่งจอมโจรฟางจงเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด และย่อมไม่มีผู้ใดกำราบเขาได้อย่างแน่นอนเนื่องเพราะฟางจงวันนี้มิใช่มนุษย์ แต่เป็นปิศาจร้ายซึ่งไม่มีวันตายซ้ำอีกแล้ว

************ โปรดติดตามตอนต่อไป *********




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2554    
Last Update : 7 มิถุนายน 2554 23:37:04 น.
Counter : 227 Pageviews.  

1  2  

arbel
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add arbel's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.