พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

เครื่องปรุงอาหารจีนที่ทำง่ายๆ สไตล์กึ่งสำเร็จรูปในเซี่ยงไฮ้

ด้วยความที่เป็นแม่บ้านสมองลิง เพราะเพิ่งจะหัดทำอาหารมาได้ไม่กี่ปี (ต้องโทษที่มีคนมาขอไปเป็นแม่บ้านช้านะคะ ) การหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำอาหารให้ตัวเองจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่อิชั้นชำนาญมาก......ค่ะ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ประเทศอะไร พวกเครื่องปรุงสำเร็จรูปต่างๆ ไม่ว่าจะต้ม ผัด แกง ทอด (ลองมากระทั่งน้ำเต้าหู้แบบชง) อิชั้นลองเรียบค่ะ

ตอนแต่งงานใหม่ๆ มีแอบขี้โกงซื้อซุปสำเร็จรูปจากซุปเปอร์ตามห้างไปบดพริกไทย ใส่ครีม จนเหมือนเป็นโฮมเมดซุปแต๊ๆ มาแล้วค่ะ (หารู้ไม่ว่าเป็นห้างเมดทั้งหมดเลย )

สำหรับคุณแม่บ้านที่ทำกับข้าวเก่งๆ กันอยู่แล้ว ขอให้ช่วยทำใจด้วยนะคะ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า ด้วยว่า McCormick นี่เค้าเป็นเจ้าแห่งเครื่องปรุงรสก็ว่าได้นะคะ (เหมาะกับแม่บ้านมือใหม่อย่างอิชั้นค่ะ) เค้าจะมีตระกูล Bag & season ให้เลือกหลากหลาย ไปขายโซนไหนของโลก เค้าก็จะปรับให้เข้ากับที่นั่น (ยกเว้นเมืองไทย รู้สึกจะยังไม่มีใครหุ้นเปิดโรงงานด้วย...ถ้าเงินเหลือซักสามสี่ร้อยล้านบาท จะหุ้นทำไก่ย่างแบบไทยขายมั่ง รากผักชี กระเทียม พริกไทยหอมๆ ซะเลย )

ทีนี้ถ้าคุณชอบทานอาหารออกแนวจีนๆ แล้วมีโอกาสได้เข้าตามซุปเปอร์มาร็เก็ตในจีนล่ะก็ ขอแนะนำให้ลองเตร่เข้าไปดูในส่วนที่เป็นพวกเครื่องปรุง เครื่องเทศของเค้านะคะ แล้วคุณอาจจะได้พบอาหารจีนที่คุณสามารถทำเองที่บ้านก็ได้ ง่ายจัง

แบบนี้ค่ะ ปีกไก่เผ็ด Spicy chicken wings (สามีอิชั้นชอบมากค่ะ ทานหมดคนเดียวประจำ ) รสชาติเหมาะกับคนไทยกว่าอย่างอื่นค่ะ เพราะรสจัด และเผ็ดหน่อยๆ




หมูตุ๋นค่ะ Stewed pork (อ้วนนะคะอันนี้ เตือนกันก่อน เพราะต้องใช้หมูสามชั้น)




กระดูกหมูอบน้ำผึ้งค่ะ Honey pork ribs ปกติอิชั้นเอากระดูกหมูอ่อนๆ มาทำ รู้สึกจะอร่อยกว่าเอากระดูกเหมือนในรูปเค้านะคะ (ความเห็นส่วนตัวเน้อ...)



วิธีทำทั้ง 3 อย่างเหมือนกันหมดค่ะ ต่างกันที่ระยะเวลาในการเข้าอบในไมโครเวฟเท่านั้นเอง จานชามที่ใช้หมักก็ไม่ต้องทั้งสิ้นค่ะ แถมไม่มีกระเด็นกระฉอกเลอะเทอะเตาด้วย.... แม่บ้านทำความสะอาดที่บ้านอิชั้นในเซี่ยงไฮ้เค้ายังชื่นชมเจ้าเครื่องปรุงพวกนี้มากเลยค่ะ แต่พอบอกให้ลองซื้อทำที่บ้านสิ ไม่เสียเวลาดีด้วย เค้ากลับบอกว่าไม่เอาหรอก เค้าทำเอาเองถูกกว่า อร่อยกว่า
ถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าที่เค้าชื่นชม และเชียร์ให้ใช้เจ้าพวกนี้มาตลอด เพราะมันไม่เลอะเทอะให้เค้าต้องมาตามเช็ดล้างรึเปล่านะคะเนี่ย

ลองดูวิธีทำค่ะ ง่ายมากกกกกกก


ต่อไปเป็นแป้งทอดกรอบปรุงรสค่ะ Crispy seasoned coating for chicken เจ้าแป้งตัวนี้ก็ไม่ยุ่งยากเหมือนกันค่ะ แค่แกะซอง เอาไก่ที่ล้างแล้วซับน้ำออก มาคลุก (ในวิธีทำเค้าให้ใส่จานแล้วคลุก อิชั้นเก๊าะเอาทั้งแป้งและไก่ใส่ถุงพลาสติกซะ แล้วเขย่าๆ ไม่ต้องเลอะมือฮ่ะ ) ไก่ทอดที่จะได้ก็จะเป็นไก่กรอบที่มีแป้งเกาะบางๆ ที่มีการปรุงรสแล้วค่ะ




ส่วนอันนี้ เป็นไก่ทอดรสเผ็ดสไตล์จีน Spicy coating for chicken ใครที่ชอบทานล่าจื่อจี แล้วไม่มีเครื่องปรุง สามารถใช้อันนี้แก้ขัดได้ค่ะ (จริงๆ มีอีกตัวนี้ซึ่งเป็นตัวโปรดอิชั้นเอง ชื่อ Five spices coating for chicken บังเอิญหมดแล้วค่ะเลยไม่มีมาให้ดูกัน แต่ทานบ่อยๆ ไม่ล่าย มันอ้วนค่า.... )




จริงๆ แล้วมีอีกหลายแบบที่อร่อยค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวที่ไว้ทำ Mapo Tofu อาหารจานโปรดของหลายๆ คน

สมัยก่อนเวลาอิชั้นกลับจากเซี่ยงไฮ้ทีไรต้องขนเจ้าเครื่องปรุงเต้าหู้ผัดพริกนี่กลับมาอย่างน้อย 10-15 ซองค่ะ เพราะใครๆ ก็ชอบทานกัน แถมทำก็ง่ายๆ มากค่ะ แค่เอาหมูมาผัดกับน้ำมันนิดหน่อยให้หอมๆ แล้วเอาเครื่องปรุงเทลงไป ใส่น้ำตามพอขลุกขลิก แล้วก็หั่นเต้าหู้คินุ (เต้าหู้ขาวอ่อนแบบกล่องๆ ในเมืองไทยน่ะค่ะ) เป็นลูกเต๋า แล้วรอจนเดือดทั้งกระทะ หายใจเข้าออกซัก 10 ครั้งก็ยกลงใส่ชามได้เลยค่ะ อันนี้ก็ไม่มีรูปให้ดูเพราะคุณซะมีรับทานเรียบไปหมดแล้วค่ะ (ขนาดตุนมาเมื่อเดือนธ.ค. 20 ซอง)

ผงเครื่องปรุงพวกนี้ราคาถูกมากๆ ค่ะ ประมาณ 1-2.5 หยวนเท่านั้น

ส่วนตัวอื่นๆ อย่าง โจ๊กไข่เยี่ยวม้า ไก่ ปลา กึ่งสำเร็จรูป เดี๋ยวนี้มีขายในไทยแล้ว 24 บาท แพงกว่าในจีนที่ขายแค่ 1-2 หยวนค่ะ

หวังว่าบล็อกนี้คงช่วยให้คุณแม่บ้านได้ทำอาหารอร่อยง่ายๆ สไตล์จีนทานเองที่บ้านอย่างสะดวกขึ้นบ้างนะคะ




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2550    
Last Update : 5 มิถุนายน 2550 13:57:38 น.
Counter : 1199 Pageviews.  

-*- อันนี้ไม่ได้ตั้งใจดอง แต่ลืมจริงๆ...Yu Yuan เซี่ยงไฮ้ค่ะ -*-

ด้วยว่าเซี่ยงไฮ้นั้นเป็นเมืองที่มีความหลากหลาย ทั้งสถาปัตยกรรมเก่าและใหม่ ดังนั้นอวี้หยวนจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของเซี่ยงไฮ้ เพราะเป็นบ้านของขุนนางที่สร้างขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ได้อยู่ แต่ความที่ใช้เวลาสร้างนานไปหน่อย สุดท้ายพ่อแม่ก็ไม่ทันได้เห็นบ้านและสวนสวยแห่งนี้ของลูกชายตนเอง

วิธีเดินทางมาอวี้หยวนนั้น ปกติก็เป็นแท็กซี่สถานเดียวค่ะ แต่ก็จะเรียกจากสถานีเมโทรใกล้ๆ ได้ ดังนี้คือ เมโทรสาย 1 ให้ขึ้นจากสถานี Huangpi Nan lu สาย 2 ขึ้นจากสถานี Henan zhong lu ได้ค่ะ

เวลาจะไปก็บอกกับแท็กซี่ว่า Wo qu Yu Yuan หว่อชู่ (ชวี่) อวี้หยวน ถ้าเค้าถามว่าจะจอดตรงไหน ปกติก็มักจะให้จอดตรง Shanghai Lao fandian ชั่งไห่เหล่าฟั่นเตี้ยน (ไม่แน่ใจว่าซ่อมเสร็จรึยังนะคะ ครั้งล่าสุดไปเมื่อตอนสิ้นปี เห็นปิดอยู่) แต่มันอยู่ตรงทางเข้าอวี้หยวนพอดี
เห็นหน้าโรงแรมแบบนี้แล้วก็เดินไปทางซ้าย จะเห็นทางเข้าอยู่ขวามือ ถัดจากร้าน Starbucks (ตรงอวี้หยวนนี่มีสตาร์บัคส์ 2 ร้านนะคะ)



พอเข้าไปก็จะเจอสารพัดร้านรวงให้เสียตัง ตั้งแต่ร้านของกระจุกกระจิกจีนๆ ร้านขนม ไล่ไปจนถึงร้านอาหารจีน และร้านไอศครีม Haagen Dazs และ Starbucks (ซึ่งเกี่ยวกันกับอวี้หยวนมากๆ เลยค่ะ )



ระหว่างทางก่อนจะข้ามสะพานซิกแซกหรือเดินข้างๆ ไปเสียตังเข้าตัวสวนอวี้ ก็จะเห็นร้านเสี่ยวหลงเปาเจ้าดัง (ที่คนอื่นเค้าชื่นชมว่าอร่อยกัน) นะคะ
ชื่อร้าน หนานเสียงหม่านโถวเตี้ยน ค่ะ



พอเข้าไปในเขตบ้านแล้ว ก็จะได้เห็นสถาปัตยกรรมแบบเก่าที่สวยงาม พร้อมการจัดสวนหิน สวนไม้ดอก ไม้ประดับ ตลอดจนบ่อปลาที่ขุดไว้เป็นทางยาวค่ะ


นี่ก็อีกมุมหนึ่งค่ะ



มุมนี้เป็นสัญลักษณ์ของอวี้หยวนเลยค่ะ มีเรื่องเล่า (ที่แอบฟังไกด์จีนเล่าให้ฝรั่งฟัง) ว่า มังกรบนกำแพงนี่สังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่ามีเล็บเพียงแค่ 3-4 เล็บทุกตัว เพราะเค้าเปรียบมังกรคือ ฮ่องเต้ ถ้ามีไม่ครบ 5 เล็บ ก็จะทำร้ายเจ้าของบ้านไม่ได้



และเค้ายังมีรูปปั้นเทพต่างๆ อยู่บนหลังคาบ้านบางจุด เพื่อคุ้มครองป้องภัยไม่ให้มาถึงผู้เป็นเจ้าของบ้านอีกด้วยค่ะ


ในบริเวณด้านข้างสวนจะมีวัดที่เรียกว่า City god temple (Chenhuangmiao) อยู่ด้วยนะคะ เดินชมได้

ส่วนรอบๆ อวี้หยวนนั้นจะมีร้านขายของจีนๆ หลากหลายรายล้อมอยู่ ดูจากบรรยากาศใน Yuyuan Bazaar ค่ะ



ลองดูแผนที่ที่ติดอยู่ตรงทั้งทางเข้าและทางออกของสวนนะคะ



มีร้านขายของแถว Chenghuangmiao มากมายรวมถึงศูนย์อาหารชื่อ Shanghai Chenghuangmiao xiao shi guang chang



และมีตลาดขายส่งของจีนๆ อยู่บน Fuyou เลยค่ะ ตลาดนี้เป็นตลาดที่ส่งของให้กับตลาดเซี่ยงหยางในอดีต และอีกหลายๆ ตลาดในเซี่ยงไฮ้ค่ะ โดยจะอยู่ในตึก 2 ตึก
ตึกแรกชื่อ Fu yuan shang sha อยู่ฝั่งซ้ายของถนนค่ะ



เดินไปอีกหน่อยจะถึงเวิ้งที่ขายของจีนๆ อีกเช่นกัน ในนี้จะมีของเล่นเด็ก ปลอกหมอนปัก ที่หุ้มไวน์ กระเป๋าผ้าไหมใบน้อยๆ ฯลฯ ขายในราคาถูกมากๆ เอาตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงของเซี่ยงไฮ้มาให้ดูด้วยนะคะ ว่าเวิ้งนี้ภายในเวลาเพียง 1 ปี เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

รูปนี้ เมื่อพ.ย. 2005 ค่ะ


ส่วนนี่ พ.ย. 2006 ค่ะ



เดินไปอีกหน่อยก็จะเจออีกตึกหนึ่งอยู่ทางขวามือ ชื่อ Fuyou men shang sha ใหญ่กว่าตึกแรก และมีของให้เลือกเสียตังได้หลากหลายกว่า

รูปนี้ถ่ายพ.ย. 2005 ค่ะ



ส่วนนี่พ.ย. 2006 ค่ะ เปลี่ยนไปเยอะเลย จริงมั้ยคะ



แต่สิ่งที่น่าตกใจบนถนน Fuyou กลับไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงของตึกค่ะ เจ้าตู้นี้ต่างหากที่ติดเด่นเป็นสง่าบนกำแพงริมถนนสายวัฒนธรรมนี้



ออกมาจากอวี้หยวน ถ้าไปทางซ้ายก็จะเป็นถนน Huaihai (หวยไห่) แต่ถ้าไปข้างหน้าก็จะไปถึงถนน Qipu lu (ชีผู่ลู่) ซึ่งเป็นตลาดขายส่งสินค้าเน้นเสื้อผ้า รองเท้า สินค้าแฟชั่นต่างๆ


ที่ถนนหวยไห่นั้นได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วในบล็อกซินเทียนตี้นะคะ จะมีก็แต่ที่บ้านของดร.ซุนยัดเซ็นเท่านั้นที่ยังไม่ได้บอกทางและรายละเอียดไว้ แนะนำให้นั่งแท็กซี่ไปจะสะดวกสุด เพราะแม้ว่าจะไปด้วยเมโทรแต่ก็ต้องลงที่ปากซอยแล้วเดินเข้าไปไกลพอสมควร ยิ่งช่วงหน้าร้อนด้วยแล้ว ลืมเรื่องเดินไปได้เลยค่ะ
ถ้ามาจากทางอวี้หยวน จะเห็นป้ายนี้อยู่ทางซ้ายมือค่ะ



ส่วนค่าเข้าเมื่อธ.ค. 2005 แค่ 8 หยวนค่ะ ปัจจุบันเห็นมีข่าวว่าขึ้นแล้ว จะเข้าชมได้เป็นรอบๆ โดยมีเจ้าหน้าที่พาชมและอธิบายให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษและจีนค่ะ ห้ามถ่ายรูปภายในเด็ดขาด ภายในจะเป็นห้องนอน ห้องครัว ห้องหนังสือ แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของดร.ซุนยัดเซ็นซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดของจีนสมัยนั้นค่ะ



ถ้าเลือกมาทางบ้านดร.ซุนยัดเซ็น ตอนออกมาคุณก็อาจจะนั่งเมโทรเพื่อไปลงเดินเล่นแถว Xujiahui ที่มีสารพัดห้าง และร้านขายของในสถานีรถไฟใต้ดินมากมายค่ะ ส่วนด้านบนก็จะมีโบสถ์สวยๆ ให้ถ่ายรูป (ลองดูในบล็อกที่เที่ยวแถว Xujiahui นะคะ) และอาจจะต่อด้วยการไปวัดหลงหัว Longhua si ถ้าเวลายังไม่เกินบ่ายสามโมงเย็นเพราะวัดจะปิดสี่โมงเย็นค่ะ


แต่ถ้าคุณชอบช้อปปิ้งของถูกมากกว่า (แต่คุณภาพก็ตามราคานะคะ ทำใจกันก่อน) ก็ไปที่ชีผู่ลู่แทนได้ค่ะ นั่งแท็กซี่จากอวี้หยวนไปเหมือนกัน ระยะทางพอๆ กันกับบ้านดร.ซุนยัดเซ็นเลยค่ะ
แต่ถ้าคุณพักอยู่แถวๆ Nanjing dong lu อยู่แล้ว ถ้าอากาศเย็นๆ อาจจะเดินตามถนน Henan zhong lu มาก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นหน้าร้อน แท็กซี่สถานเดียวค่ะ เดี๋ยวจะเป็นลมซะก่อนช้อปฯ เพราะถนนในเซี่ยงไฮ้นั้นยาวเหยียดพาดจากตะวันออกไปตะวันตกหรือไม่ก็เหนือไปใต้ค่ะ


ตึกรวมร้านขายส่งละแวกนั้นค่ะ



นอกเหนือจากทำใจเรื่องคุณภาพแล้ว ก็ต้องทำใจเรื่องจำนวนคนด้วยค่ะ


ร้านรวงภายใน



ตอนนี้คิดว่าสถานที่ที่น่าจะไปในเซี่ยงไฮ้ก็ได้เขียนถึงครบแล้ว หวังว่าคงช่วยให้เพื่อนๆ ไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ได้สะดวก และสนุกมากขึ้นนะคะ





 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 2 มิถุนายน 2550 12:37:08 น.
Counter : 3641 Pageviews.  

Xintiandi ลืมไปได้ไงเนี่ย

ถ้าไม่มีคนทักมาว่า หาซินเทียนตี้ไม่เจอ ก็คงจะนึกว่าทำเสร็จไปตั้งแต่ปีก่อนแล้วค่ะ สงสัยจะแก่แล้วจริงๆ ขี้หลงขี้ลืมซ้า...

แต่เดิมซินเทียนตี้นี้เป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อนค่ะ แต่รัฐบาลได้พลิกฟื้นให้กลายมาเป็นสถานที่เที่ยวที่ฮิตติดอันดับคนในระดับ B+ ขึ้นได้ในเวลาอันสั้น (บ้านเราน่าจะทำได้บ้างนะ ว่ามั้ยคะ)

มาดูวิธีเดินทางกันก่อนนะคะ ถ้ามาแท็กซี่ก็บอกว่า Wo3 qu4 Xin1 tian1 di4, Huang2 Pi2 Nan2 Lu4, Taicang lu ด้วยว่าซินเทียนตี้นี้เข้าได้จากหลายถนนเพราะเป็นรูปสี่เหลี่ยมค่ะ (Huangpi Nan, Taicang, Xingye และ Madang lu) แล้วแต่จะเข้าด้านไหน

ถ้าเอาด้านที่เจอร้านอาหารเซี่ยงไฮ้ที่ชื่อ Xinjishi ก็บอกตามข้างบน มาปั๊บก็จะเจอร้านนี้ปุ๊บเลยค่ะ
ไหนๆ ก็พูดถึง แนะนำซะเลยละกัน ร้านนี้ของอร่อยก็ย่อมจะเป็นอาหารเซี่ยงไฮ้อันขึ้นชื่อ La zi ji ไก่ผัดพริกแห้งกับถั่วลิสง (ออกเสียงว่า ล่าจื่อจี - จริงๆ เจ้าตัวกลางเนี่ย มันออกเสียงกึ่ง ซ กึ่ง จ นะคะ อธิบายยาก ใช้ จ. ก็ฟังเข้าใจค่ะ) กับ Mapo Tofu เต้าหู้ผัดพริกเผา (ออกเสียงว่า หมาโผ โต้ฝู - อิชั้นเคยอ่านเป็น หม่าโป้วโตฟู่ สมัยยังพูดจีนไม่ได้ซักคำ อายจริงๆ เลยค่ะ) Ji Tang (จีทัง) ซุปไก่ค่ะ มากันทั้งตัว ไปน้อยคน ไม่ค่อยน่าสั่งค่ะ แต่รสชาติกลมกล่อมจริงๆ
พวกปลาหรือเป็ดก็อร่อยค่ะ แต่มากันเป็นตัวเหมียนกัลลลล์

ถ้าอยากลองชิมร้านนี้จริงๆ แนะนำให้บอกทางโรงแรมที่คุณพักช่วยโทรไปจองซะก่อนนะคะ ไม่งั้นอาจจะไม่มีที่นั่งได้ค่ะ ยิ่งคืนวันศุกร์เสาร์ด้วยแล้ว (ที่สำคัญถ้าคุณพูดจีนไม่ได้เลย อาจจะต้องพึ่งพาเด็กที่รับลูกค้าอยู่หน้าร้านซึ่งเป็นคนเดียวที่พูดอังกฤษได้ค่ะ - ป่านนี้อาจจะปรับปรุงแล้ว)




ถ้าคุณจะมาทางร้าน Starbucks จะเป็น Taicang lu, Madang lu




ส่วนที่มาทางร้าน Simply Thai ก็บอกเค้าไปว่า Taicang lu by Xingye lu, Madang lu




จริงๆ แล้วไม่อยากพูดถึงเลยค่ะร้านนี้ ต้องบอกกันก่อนว่าไม่ใช่ร้านของคนไทยนะคะ เจ้าของเป็นสิงคโปร์ แต่เค้ายืนยันว่าแม่ครัวไทย




ทำแกงเขียวหวานไก่ออกมาได้เหมือนซุป Asparagus แบบเผ็ดปะแล่มๆ อาหารอื่นๆ ก็พอจะโอเคค่ะ

border=0>
มีเหตุที่ทำให้ไปแค่ครั้งเดียว เพราะไม่พอใจที่เอาพระพุทธรูปมาตั้งประดับร้าน สูงแค่ระดับสายตา คนเดินผ่านไปมาอยู่ด้านหน้าประตู (ถ้าอยากทานอาหารไทยจริงๆ แนะนำให้ไปร้านมาบุญครอง ชั้น 4 ตึก Citic square ตรง Nanjing xi lu ดีกว่าค่ะ - จะโดนเค้าฟ้องเอามั้ยนี่เรา)


ถ้าคุณจะมาทางรถไฟใต้ดิน ก็ต้องขึ้นสาย 1 (สายปลากระป๋องปุ้มปุ้ย) ก็มาลงที่สถานีนี้ค่ะ



ขึ้นบันไดออกจากสถานีมา ก็จะเห็นตึกด้านขวามือคือ ตึก Hong Kong Plaza (Xianggang guangchang) เป็นแบบนี้ค่ะ




ดูชัดๆ อีกทีนะคะ ชื่อตึกค่ะ ฝั่งตรงข้ามตึกนี้ จะเป็นแหล่งขายอิเล็คทรอนิคส์ทุกอย่างอีกแหล่งหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ นอกเหนือจาก Meiluocheng ตรง Xujiahui ค่ะ



ชื่อถนนที่ยืนอยู่ค่ะ



จริงๆ ตึกนี้ก็อาหารเยอะค่ะ ทั้ง Tairyo (แนะนำในบล็อกก่อนหน้านี้ไปแล้ว), Zen (มีหลายสาขาค่ะ), Ajisen และ Megabite ที่เป็นศูนย์อาหารมีหลายแห่งตามห้างใหญ่ๆ ในเมืองนี้ (ลงไปแล้วเช่นกัน)



ถ้าจะเดินไปซินเทียนตี้ คุณสามารถเดินเลียบถนนนี้ไปได้เลย จะเจอมุมด้านที่มีร้าน Xinjishi อยู่ด้านขวามือค่ะ

แต่ถ้ามาถึงสถานี Huangpi Nan lu แล้วยังไม่หิวมาก ไม่อยากเสียตังจากการเดินดูของ จะเดินไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจที่สวนสาธารณะใกล้ๆ ก็ได้นะคะ ชื่อ Huaihai park ค่ะ

ตึกแฝดที่เห็นอยู่ด้านหลังนั่น คือ ที่พักในเดือนแรกของการมาเซี่ยงไฮ้ค่ะ Somerset Grand Shanghai มีทั้งแบบโรงแรม (ตึกซ้าย) และ Serviced Apartment (ตึกขวา) ให้เลือกพักได้ แต่พนักงานไม่ Friendly เลยค่ะ


วิวที่มองออกจากภายในตึกแฝดนั่นค่ะ (เสียดายสมัยที่ไปใหม่ๆ ถ่ายจากเว็บแคมแล้วส่งมาให้คนที่เมืองไทยดูกัน ไม่งั้นรูปคงจะแจ่มกว่านี้ค่ะ)



อีกมุมนึง ชอบตึกนี้จัง มองแล้วรู้สึกมันน่ารักดีค่ะ


เอารูปตึกนี้ที่ชัดๆ หน่อยดีกว่านะคะ ถ่ายจากตรงถนน Huaihai ค่ะ ใกล้ๆ สถานี Huangpi nan lu




ถ้าเดินเลียบถนนผ่านสวนมาแล้วก็จะเจอตึกนี้ค่ะ Times square (Da shanghai shi dai guang chang) ถ้าบอก Lane crawford ไม่มีใครรู้จักเลยค่ะ



ในตึกนี้จะมีร้านอาหารที่เคยแนะนำไปแล้วในบล็อกอื่น คือ South beauty อาหารสไตล์เสฉวนที่เหมาะกับคนชอบรสเผ็ดค่ะ

และมี City Supermarket อยู่ชั้นใต้ดิน (ที่นี่มีของนำเข้าเยอะกว่าอีกหลายสาขาค่ะ เว้นที่ Shanghai centre กับตรง Hongmei)


ถ้าเริ่มหิวแล้ว ก็ออกจากตึกเพื่อเดินไปซินเทียนตี้กันซะทีค่ะ

จะเลือกเดินย้อนกลับไปตามทางเดิมแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนน Huangpi Nan lu จนไปถึงทางแยกใหญ่ ก็จะเห็นซินเทียนตี้อยู่ทางขวามือฝั่งตรงข้าม

หรือถ้าใครไม่กลัวหลงก็อาจจะเดินทางถนนนี้ได้ค่ะ



ในซอยนี้จะมีโรงพยาบาลอยู่ด้วยค่ะ มีร้านขายยาหน้ารพ. เผื่อใครอยากจะซื้อยา (แต่เค้าพูดอังกฤษกันไม่ได้นะค้า)
ให้เดินไปเรื่อยๆ เจอแยกแรกให้เลี้ยวขวาค่ะ จะผ่านด้านหลังของสวน Huaihai (จริงๆ ถ้ายังไม่ถึงหกโมงเย็น เดินตัดสวนมาก็ล่ายฮ่า ออกจากสวนมา เลี้ยวขวานิดนึงก็ถึงซินเทียนตี้เหมือนกัน...)

ที่ฝั่งตรงข้ามประตูสวนคือ Somerset Grand Shanghai เจ้าตึกแฝดนั่นเองค่ะ ร้านที่ใครต่อใครชื่นชมนักหนาว่าทำอาหารฝรั่งเศสอร่อย คือ ร้าน La Seine (อ่า...ตลอดเวลาที่อยู่ 1 เดือน ได้ทานไปหลายมื้ออยู่ สรุปได้ว่า กลับมาทานเมืองไทยดีกว่าค่ะ ร้านนี้ทำให้อิชั้นรักร้าน Lyon ขึ้นอีกมากมาย )

หน้าร้านค่ะ


ป้ายราคาที่ไม่แน่ใจว่าป่านนี้จะขึ้นไปถึงไหนแล้วค่ะ

แนะนำว่ามี Brunch ดีๆ ในเมืองนี้เยอะแยะค่ะ อาจจะแพงกว่าหน่อย แต่อร่อยและบริการดีกว่าแน่นอน

นินทาที่พักเก่าเสร็จแล้ว ขอพาเดินตรงไปเรื่อยๆ จนผ่านแยกก็ตรงต่อไปอีก จนเห็นตึกซินเทียนตี้ด้านร้าน Xinjishi ก็ถึงแล้วล่ะค่ะ ได้ฤกษ์เข้าตัวซินเทียนตี้กันซักทีน้อ...

มาดูแสงสีแรกของซินเทียนตี้กันดีกว่าค่ะ รูปนี้เพิ่งเปิดไฟ



ยังไม่ค่อยสวย ว่ามั้ยคะ ขอไฟเพิ่มอีกหน่อยค่า



อืม... ค่อยยังชั่ว แต่ขออีกนิดนึงนะ เริ่มมืดแล้วเนี่ย



ในนี้มีร้านอร่อยอยู่หลายร้านค่ะ ทั้งที่อร่อยจริงๆ และที่เค้าพยายามจะลือจนให้มันอร่อย

เอาเป็นว่าแนะๆ กันเจ๋ยๆ เนาะ
นอกจากสตาร์บัคส์ที่อาศัยเข้าไปเอากาแฟมาอุ่นมือ (ตอนหน้าหนาว) แล้วร้านที่ชอบเข้าบ่อยๆ จะมีร้าน Latina ติดสตาร์บัคส์เลยค่ะ หาไม่ยาก เป็นบุฟเฟ่ท์สารพัด Grill แบบ Rio grill โรงแรมเอเชียบ้านเราเลย โซ้ยเนื้อแกะอย่างเดียวก็คุ้มแล้วค่ะ อ้อ..สลัดบาร์ก็มีให้นะคะ รวมแล้ว แต่ไม่รวมเครื่องดื่มค่ะ



ต่อมาก็เป็น Zen (ลงในบล็อกอื่นไปแล้ว) หลายคนชอบที่นี่และบอกว่าเสี่ยวหลงเปาที่นี่ดีที่สุด แต่อิชั้นเห็นต่างไปค่ะ นั่งยันนอนยันว่า ยังรัก Crystal Jade กับ Din Tai Fung มากกว่าน่อ



ภาพตอนมีแสงสีแล้วของร้าน Zen



ต่อมาก็เป็นร้าน Kabb เป็นร้านอาหารตะวันตก ที่ทำพวก Appetizer อร่อยเกือบทุกอย่าง เช่น Wings, Cheese fries, baby ribs (อันน้อยๆ นะคะ) แต่ main dish ไม่ค่อยเวิร์คค่ะ เว้นตอนอาหารเช้าพวก Berrito กับแซนด์วิชก็โอเคค่ะ


ที่จริงก็มีร้านสไตล์เดียวกันในละแวกนี้ คือ ร้าน Luna ซึ่งถือว่าทำเลดีกว่า เพราะจะนั่งหันเข้าถนนที่คนจะเดินผ่านไปมา คนจึงมักจะแน่นเพราะมาเพื่อ See & to be seen ค่ะ


เดินเข้าไปอีกหน่อยก็จะเจอร้านโปรดที่เคยเปิดในไทย ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนโน้น คือ Paulaner ขาหมู ไส้กรอกรวม และแอปเปิ้ลสตรูเดิ้ล สุดยอด แต่ที่สาขานี้ ไปมา 3 ครั้ง ต้องขอยุติค่ะ รสชาติอาหารไม่คงที่เอาซะเล้ย แต่อีกสาขาไม่เคยไปค่ะ มีคนบอกว่าอาหารเช้าอร่อย เสียดายๆ



จะชวนไปทานเสี่ยวหลงเปาที่สองร้านโปรดแล้วนะคะ เริ่มต้นด้วยเดินไปที่ตึกนี้ค่ะ



ตึกนี้ยามค่ำคืน มีโรงหนังด้วยนะคะ



ขึ้นบันไดเลื่อนไปก็จะเจอร้านนี้อยู่ทางซ้ายมือของตึกค่ะ (จากด้านหน้า) ร้าน Din Tai Fung



เสี่ยวหลงเปาจิ๋วที่ต้องทานคู่กับซุปค่ะ เหมือนจะอร่อย แต่ธรรมดามากกกก



ต่อด้วยเสี่ยวหลงเปากุ้ง ซึ่งไม่อร่อย และน่าเสียดายเงินมากค่ะ (แพงกว่าแบบธรรมดาเยอะ)


คั่นด้วยกุ้งแม่น้ำผัด แบบว่า คุณครูภาษาจีนเธอชอบกุ้งมากค่ะ เลยสั่งให้ซะหน่อย



ชักฝืดคอ ต้องสั่งเกี๊ยวน้ำซักชาม


และแล้วก็ถึงพระเอกของร้านค่ะ เสี่ยวหลงเปา



เดินออกจากร้านข้างบนมา ถ้าจะเอาให้ท้องแตกและเบื่อเสี่ยวหลงเปาตายกันไปข้างหนึ่ง ก็ต้องเดินต่อไปทางด้านขวามือของตึก (จากด้านหน้า) ค่ะ เดินไปเรื่อยจนสุดทาง จะเจอร้านนี้ค่ะ Crystal Jade



เริ่มต้นด้วยล่าเมี่ยน ก๋วยเตี๋ยวซุปเผ็ด (มันมีแต่เส้นอ่า... ) แล้วก็โจ๊กค่ะ



แล้วก็สารพัดติ่มซำ



ซูมเสี่ยวหลงเปาซะหน่อยนะค้า...

สำหรับสาขาของร้านนี้ที่เมืองไทย (พิมพ์ไปนี่จะโดนฟ้องมั้ยหนอ) โดยความเห็นส่วนตัวแล้วสู้ที่เซี่ยงไฮ้ไม่ได้ค่ะ แต่การบริการพอๆ กับสาขาห้าง Westgate mall และเยี่ยมกว่าที่สาขาซินเทียนตี้เยอะเลยค่ะ


เดินออกจากตึกก็จะเจอร้านขนม La Maison


รูปขนมร้านนี้อันอื่นหายไปหมดเลยค่ะ เหลือแค่เนี้ยยยย



ส่วนใครที่อยากทานอาหารแบบประหยัดหลังจากชมวิวซินเทียนตี้ไปแล้ว ก็มาที่ร้านนี้ได้ค่ะ Papa Johns เป็นร้านพิซซ่า อยู่เข้ามาด้านหลังของซินเทียนตี้



น่าจะพอสังเขปแล้วสำหรับซินเทียนตี้นะคะ ส่วนพวกร้านเสื้อผ้าอย่าง Shanghai Tang ไม่ได้เคยเหลือบมองเพราะหุ่นไม่ให้ค่ะ ส่วนร้านชา อิชั้นก็ได้ชาฟรีจากเหล่าคนจีนอยู่ประจำ และยังซื้อจากทุกสถานที่เที่ยวมาชิมอีก (ป่านนี้ยังไม่หมดเลยค่ะ ) ดังนั้นการมาซินเทียนตี้ของอิชั้นก็จะมีแค่เป้าหมายเดียวค่ะ คือ กิน กิน กิน แล้วก็กิน.... (ถึงได้เป็นหมูกลับมาไงคะ)

และเหตุที่บางร้านโปรดในนี้ไม่มีรูปอาหารเลย ก็เป็นเพราะไปบ่อยจนไม่เคยคิดว่าน่าจะถ่ายรูปเก็บไว้ มานึกได้ว่าควรจะเตรียมข้อมูลเพื่อทำอะไรซักหน่อย (สองเดือนก่อนกลับ) ก็ต้องวิ่งไล่ไปถ่ายรูปสถานที่เที่ยว และชิมร้านใหม่ๆ ให้ครบ แล้วแต่ละร้านจะไปชิมแค่ครั้งเดียวก็ไม่ได้ เดี๋ยวข้อมูลอาจจะลำเอียงได้ เลยต้องวนไปวนมากับร้านใหม่ๆ ก่อนค่ะ ร้านเก่าๆ ที่ไปประจำเลยได้แต่รูปหน้าร้านเท่านั้นเองค่ะ


ขอปิดท้ายด้วยรูปแสงสีของซินเทียนตี้ยามค่ำคืนและผู้คนอีกซักรูปค่ะ


ขอบคุณที่แวะเข้ามาและหวังว่าข้อมูลที่เอามาเขียนไว้คงจะเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านได้บ้างนะคะ




 

Create Date : 28 มีนาคม 2550    
Last Update : 22 ตุลาคม 2550 11:37:03 น.
Counter : 4284 Pageviews.  

ข้อมูลสำหรับเตรียมตัวไปเซี่ยงไฮ้

เรื่องภูมิอากาศ ได้แจงไปแล้วในบล็อกแรกนะคะ
มาเตรียมตัวกันก่อนเที่ยวเซี่ยงไฮ้เนาะ


มาที่วิธีวางแผนเที่ยวกันเลยดีกว่าค่ะ ด้วยว่าเซี่ยงไฮ้นั้นเป็นเมืองอกแตก (คล้ายๆ กรุงเทพบ้านเรานี่ล่ะค่ะ ที่แบ่งเป็น ฝั่งธนฯ ฝั่งกรุงเทพ)
ของเค้าจะแบ่งเป็น ฝั่งผู่ชี (Pu xi) ซึ่งรีวิวไปตามถนนหลักๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่กิน ที่เที่ยว และที่ช้อปฯ ในบล็อกก่อนๆ และฝั่งผู่ตง (Pu dong ไม่ใช่ปูดองนะค้า )
ลองดูจากแผนที่ ของ lonelyplanet พอเป็นไอเดียก่อนค่ะ http://www.lonelyplanet.com/mapshells/north_east_asia/shanghai/shanghai.htm

อันว่าฝั่งผู่ตงนั้นเป็นฝั่งเมืองใหม่ ที่เที่ยวหลักๆ เห็นจะเป็น หอไข่มุก (Pearl tower 东方明珠塔 = dong1 fang1 ming2 zhu1 ta3) ออกเสียงว่า ตง ฟาง หมิง จู ถ่า (ผิดพลาดอย่างไร รบกวนผู้รู้ภาษาจีนช่วยแจ้งแก้ไขด้วยนะคะ)



รูปข้างล่างนี้เพิ่งได้มา จากการที่น้องรักซึ่งไปด้วยกันลงทุนเอนนอนกับพื้นเพื่อเก็บภาพหอไข่มุกทั้งหมดมาให้ได้ ด้วยกล้องกิ๊กก๊อกของอิชั้นเองค่ะ มาดการถ่ายภาพนี้ของน้องเค้าทำให้คนแถวนั้นต้องเหลียวกลับมามองซ้ำ เพราะทุ่มทั้งตัว (ลงกับพื้นและหยาดน้ำลายคนจีน) ^_^"




ตึก SWFC ที่เพิ่งเปิดใหม่




เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมช่างถ่ายภาพถึงต้องใช้ขาตั้งกล้อง ขนาดกลั้นหายใจถ่ายแล้ว ภาพยังไม่นิ่งเลยค่ะ ^ ^"




นอกจากจะได้ชมวิวสูงของเซี่ยงไฮ้แล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติของเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Municipal history museum 上海市政历史博物馆 = Shang4 hai3 shi4 zheng4 li1 shi3 bo2 wu4 guan3) ออกเสียงว่า ชั่ง ไห่ ชึ เจิ้ง ลิ ฉึ โป๋ อู้ ก่วน ให้ชมได้อีกด้วยค่ะ ถ้าซื้อตั๋วเข้าทั้งชั้นล่าง-บนและพิพิธภัณฑ์พร้อมกัน ราคาจะเป็น 100 หยวน


***** อัพเดทราคาล่าสุด ณ วันที่ 7/12/09 (คาดว่าปรับล่วงหน้ารอรับ Expo 2010 ^ ^" ) ค่าเข้าชมหอไข่มุก จากเดิม 100 RMB เป็น 150 RMB เข้าได้ถึงชั้นบน รวมพิพิธภัณฑ์แล้ว (ถ้าจะเข้าพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว 35 RMB ซื้อแยกได้ ในวันที่อากาศไม่ดี ไม่ต้องขึ้นไปเห็นแต่หมอกให้เสียดายตังค่ะ ^_^ )

ถ้าถามว่าความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์นี้มีแค่ไหน ตอบตามความรู้สึกส่วนตัวได้เพียงว่า ชอบที่นี่ เพราะมีเรื่องราวให้ศึกษา เห็นเป็นรูปธรรมถึงวิถีชีวิต พัฒนาการของคนและเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ชัดเจนดีค่ะ

รูปนี้เป็นช่วงที่ฝรั่งครองเมือง คนจีนส่วนใหญ่ที่จะอยู่บริเวณนี้ได้ ต้องเป็นขุนนาง หรือ พ่อค้าใหญ่ ไม่งั้นก็เป็นคนลากรถเท่านั้น ^ ^"



รูปนี้เด็กน้อยกำลังมาซื้อของในร้านซ้อสกับแตงดอง




ต่อไปจะเป็น Shanghai Ocean Aquarium (上海海洋水族馆 – shang4 hai3 hai3 yang3 shui3 zu2 guan3) ที่นี่จะเป็นคล้ายพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แต่อย่าไปเทียบกับพวก Underwater world เข้านะคะ อกจะหักเปล่าๆ ถามว่าคุ้มค่ามั้ยกับค่าเข้าราคา 120 หยวน (ส่วนเด็กและคนชราที่เกิน 70 ปี เหลือ 80 กับ 70 หยวนค่ะ)

ถ้าไม่เคยไปที่ไหนเลย ก็ลองเข้าไปดูได้ค่ะ แต่ถ้าเคยไปที่อื่นๆ มาบ้างแล้ว ก็...อาจจะเสียดายตังค่ะ (ไม่แน่ใจว่าล่าสุดพัฒนาแล้วรึเปล่านะคะ เพราะสิ่งต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้นี่เปลี่ยนทุกวันค่ะ)


ที่เที่ยวด้านบนนี้สามารถขึ้นรถไฟใต้ดินสาย 2 ไปลงที่สถานี Lujiazui ได้เลยค่ะ และถ้าอยากเข้าชม Super brand mall (正大广场 - zheng4 da4 guang3 chang3) ห้างขนาดมหึมาในเซี่ยงไฮ้ (แต่สู้ของบ้านเราไม่ได้ค่ะ แหะๆ เลือดชาตินิยมขึ้นมือที่พิมพ์) มีโลตัส ตามสไตล์ของซีพี ซึ่งเป็นอดีตเจ้าของ (เรื่องภายในเค้า เอาเป็นว่าอยากรู้มากกว่านี้ไปถามเจ้าสัวเองนะคะ) มีร้านอาหารเยอะแยะไปหมด ส่วนร้านรวงก็เป็นสไตล์ห้างทั่วๆ ไป ระดับของที่ขายก็ประมาณในซีคอนสแควร์ล่ะค่ะ พวกแบรนด์ที่ขายในพารากอนเนี่ย ต้องไปหาที่ Plaza 66 กับ Shanghai center ฝั่งผู่ชีโน่นแน่ะค่ะ

เมื่อหันหลังให้หอไข่มุกและ Aquarium ก็จะเห็นตึกหน้าตาแบบนี้


เอาชัดๆ อีกทีนะคะ ที่หน้าตึกจะเห็นธงชาติไทยอยู่ด้วย


แล้วก็จะมีตึก Jin Mao tower (金茂大厦 - jin1mao4da4sha4) ที่นี่เป็นที่ตั้งของโรงแรมดังเป็นแหล่งที่คนชอบไปถ่ายรูปอีกแห่งหนึ่งค่ะ (อ่า...ถ้าจำไม่ผิดเจอกาแฟแก้วละประมาณเกือบ 60 หรือ 70 หยวน (ราคาปี 2004) ถึงกับลืมถ่ายรูปค่ะ ก็ว่าเจอน้ำส้มกับน้ำองุ่นใน Plaza 66 แก้วละ 45 หยวนโหดแล้วนา สงสารคนจ่ายตังจัง)

ปัจจุบัน (2009) มีตึกสูงที่สุดในจีน (สร้างข้างๆ กับจินเม่าเลย) และสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เปิดไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2008 ค่าขึ้นชมวิวมี 3 ราคา
100 RMB สำหรับชั้น 94, 110 RMB สำหรับชั้น 94 และ 97 , 150 RMBสำหรับชั้น 94, 97 และ 100

มองจากหอไข่มุก ก็คือตึกที่มีช่องสี่เหลี่ยมอยู่ข้างบนนั่นล่ะค่ะ




ถ้านั่งรถไฟใต้ดินเลยไปอีกหน่อย ก็จะถึง Science & Technology museum (科技馆 - ke1 ji4 guan3) ถ้าชอบพวกประดิษฐกรรมต่างๆ หรือ แนววิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีล่ะก็ แนะนำให้ไปค่ะ แต่ถ้าไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือและไม่ใช่คอวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ก็...อาจจะเสียทั้งเวลาและตังค่ะ (เอ๊ะ..ยังไงกันนะ ตกลงจะชวนให้ไปเที่ยวหรือมาห้ามกันแน่นะ) ตอนนี้มีแหล่งช้อปปิ้งที่เค้าว่ากันเองว่า ย้ายมาจากตลาดเซี่ยงหยาง ลองดูได้ที่บล็อกนี้นะคะ ตลาดชื่อย้าว ยาว ที่เค้าว่า เค้าเป็นตลาดเซี่ยงหยางใหม่


สำหรับใครที่อยากจะไปเที่ยวนอกเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยวิธีซื้อทัวร์ท้องถิ่น ขอเชิญอ่านที่กระทู้ได้เลยนะคะ http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2008/04/E6563423/E6563423.html

ส่วนสนามบินที่อยู่ฝั่งผู่ตงนั้น คงไม่ต้องรีวิวกันมากมาย มีลงไว้ในบล็อก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=lastlove&date=25-06-2008&group=3&gblog=24 แล้วนะคะ

เอาแต่คำเตือนไปละกันค่ะ เกทของเครื่องการบินไทยที่จะมากรุงเทพ เปลี่ยนทุกเที่ยวที่อิชั้นไป-กลับตลอดเวลาเกือบ 7 ปี เพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมก็โดนทุกคน ไม่แน่ใจว่าปรับปรุงรึยัง แต่เมื่อต้นธ.ค. ปี 2006 (ปีที่ 3 ของการใช้สนามบิน) อิชั้นก็ยังต้องลากกระเป๋าวิ่งหน้าเริ่ดเปลี่ยนจากเกทอื่น ไปเกท 19 (รู้สึกจะเป็นเกทประจำ) อยู่ดี ขอให้คอยฟังเสียงประกาศให้ดีๆ นะคะ ***** อัพเดทข้อมูลล่าสุดเมื่อกลางปี 2008 และ 2009 เกทเริ่มนิ่งขึ้นค่ะ ไม่ต้องวิ่งหน้าตั้งเปลี่ยนเกทเหมือนแต่ก่อน แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจนะคะ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ *****

มีข้อมูลที่ได้มาเมื่อวันที่ 14/4/07 จากการแนะนำและจัดโปรแกรมเที่ยวให้พี่ในห้องบลูฯ คนนึง เค้าเขียนเมล์กลับมาเล่าว่า ได้รับประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับแท็กซี่ในเซี่ยงไฮ้ค่ะ ซึ่งคาดว่าจะเป็นแท็กซี่ป้ายดำแบบมีนายหน้าใส่สูทมาติดต่อ (ปกติพวกนี้จะมีเยอะที่สนามบิน) ตรงจุดลงรถ Maglev ที่สถานี Longyang ค่ะ ราคาค่าแท็กซี่ที่จ่ายไปคือ 300 RMB มีใบเสร็จให้ได้อีกต่างหาก ต้องขอบคุณที่พี่เค้ามา ณ ที่นี้ ที่กลับมาเล่าและฝากให้เตือนคนที่กำลังจะไปเซี่ยงไฮ้ด้วยค่ะ

คำแนะนำสำหรับการเรียกแท็กซี่ในเซี่ยงไฮ้ จากประสบการณ์ที่อยู่มา มีประมาณนี้ค่ะ

1. ควรพูดจีนได้บ้าง (เอาแค่ไม่กี่คำ แค่พอให้คิดว่า เคยมา หรือ เคยอยู่มาแล้ว) จะให้ดีที่สุดควรออกเสียงสถานที่ที่จะไปให้ได้

2. ควรเลือกเรียกแท็กซี่เฉพาะที่เป็นแท็กซี่ของบริษัท สังเกตง่ายๆ คือ ข้างๆ แท็กซี่พวกนี้จะมีเบอร์โทรเรียกศูนย์ เป็นเลข 5 ตัว ขึ้นต้นด้วย 1xxxx ค่ะ

3. ไม่ควรสนใจกับนายหน้าที่เข้ามาถาม เว้นแต่คุณจะสามารถต่อรองราคาเหมาให้เหลือได้ไม่เกิน 150-200 หยวน (ราคานี้เป็นราคาแพงสุดที่วิ่งข้ามเมืองจากสนามบินซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกสุดของเมืองไปทางตะวันตกของเมืองแล้วนะคะ ไม่มีแพงกว่านี้ ได้โปรดอย่าจ่ายเกิน เว้นแต่รถจะติดสาหัสเกินกว่าสองชั่วโมงขึ้นไป)

4. ควรมีตัวหนังสือภาษาจีน หรือ แผนที่ของโรงแรมที่คุณจะพักให้คนขับดู จะได้ไม่มีข้ออ้างเรื่องหลงทาง

5. คำถามสำหรับคุณที่ไปทำงาน ซึ่งย่อมต้องการใบเสร็จมาเบิกคืน ให้คุยกันก่อนตกลงเรื่องราคา ให้ออกเสียงตามนี้ค่ะ Ni3 you3 fa1 piao4 ma1? หนีโหย่วฟาเพี่ยวมา = Do you have any receipt? มันอาจจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากการโกงได้บ้างไม่มากก็น้อยค่ะ

เสียใจกับพี่ในห้องบลูฯ ที่ต้องได้รับประสบการณ์แย่ๆ จากแท็กซี่ป้ายดำในเซี่ยงไฮ้มานะคะ แต่ก็ยังคงยืนยันว่า แท็กซี่บริษัทส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้นค่ะ

มีข้อแนะนำมาเพิ่มเติมค่ะ (30/04/07)
สำหรับการท่องเที่ยวในจีน โดยเฉพาะคุณๆ ที่พูดจีนไม่ได้เลย ด้วยว่าปฏิกิริยาที่คนจีนมักจะมีต่อคนต่างชาติ มี 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ หนีไปเลย กับ เต็มใจช่วยเหลือแบบสุดตัว

ใครที่โชคดีได้เจออย่างหลัง ขอให้ยิ้มมากๆ พูดคำว่า Please บ่อยหน่อย (ถ้าเค้าพูดอังกฤษได้) สำคัญสุดอย่าลืมขอบคุณด้วยภาษาจีนว่า Xie xie ni! (ออกเสียงว่า เชี่ยะ เชี่ยะ หนี่ ซึ่งสุภาพกว่า Xie xie หรือ เชี่ยะ เฉี่ยะ เฉยๆ ค่ะ) แม้ว่าเค้าจะพูดอังกฤษได้ก็ตาม

ทำแบบนี้รับรองว่า ไปไหนๆ ได้สบายมากค่ะ อิชั้นเคยถามทางกับคนจีนที่พูดอังกฤษไม่ได้อยู่หลายครั้ง (มีกระดาษที่พิมพ์ชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนไปให้เค้าอ่าน) แล้วก็เดินหลงอยู่ดี เกือบทุกครั้งคนที่บอกทางนี่ล่ะค่ะ จะเดินตามมาบอกว่า ผิดทางแล้วนะ (ยะ ยัยเบ๊อะ ) แล้วก็จูงมือพาไปส่งถึงที่เลยค่ะ (ปกติถ้าเจอตามทางจะเลือกถามแต่ผู้หญิงค่ะ)

แต่ถ้าเจอคุณตำรวจบนถนน หรือ เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดิน (ที่ไม่ใช่เจ๊ขายตั๋วนะคะ) นี่ยิ่งใจดีใหญ่เลยค่ะ แค่ไปถามๆ ทาง เค้าพูดอังกฤษไม่ได้ แต่ก็จะเอาแผนที่รถไฟใต้ดินออกมาชี้ๆ ให้ดู บางทีก็ให้แบบเล่มเล็กๆ พกพาได้ (สวยด้วย) อีกต่างหากค่ะ

ใช้กิริยาแบบไทยๆ ของเรานี่ล่ะค่ะ ไม่ว่าเจ้าบ้านชาติไหนๆ ก็อยากจะให้ความช่วยเหลือทั้งนั้น ยกเว้นพวกที่ตั้งใจจะหลอกนักท่องเที่ยวนะคะ

ภายใต้กิริยาที่ดูว่า ไร้มารยาท เช่น การขาก ถ่มน้ำลาย แย่งที่นั่ง แซงคิว พูดเสียงดัง เดินชนไหล่ ชอบเบียด ชอบจ้องหน้าคนต่างชาติ ฯลฯ ของคนจีนบางคนนั้น กลับเต็มไปด้วยน้ำใจที่ใสสะอาดค่ะ เพียงแต่สิ่งที่แสดงออกมาเป็นลักษณะปกติพื้นฐานของสังคมเค้าเท่านั้นเองค่ะ (พวกต้มตุ๋น โกง หรือ ชอบโก่งราคาของกับนักท่องเที่ยวไม่นับนะคะ)

ขอบคุณที่แวะมานะคะ ส่วนฝั่งผู่ชีนั้น ได้ทำรีวิวแยกเป็นถนนสายหลักๆ ไว้ให้แล้วในบล็อกก่อนหน้านี้ รวมถึงร้านอาหารต่างๆ ด้วยค่ะ

ปล. ความสะดวกในการคลิ้กดูข้อมูลผ่านลิ้งค์นั้น ต้องขอบคุณน้อง BFR ที่ช่วยสอนให้อิชั้นทำค่ะ ไม่อย่างนั้นคงจะต้องใช้วิธีก๊อปฯ ไปแปะบน Address bar เหมือนแต่ก่อนค่ะ




 

Create Date : 25 มีนาคม 2550    
Last Update : 8 ธันวาคม 2552 14:26:51 น.
Counter : 8903 Pageviews.  

ที่เที่ยว ที่ทาน นอกเส้นทางหลักในเซี่ยงไฮ้ (กรณีเวลาเหลือเฟือ)

จากบล็อกด้านล่างๆ ที่เขียนถึงที่กิน เที่ยว ช้อปฯ ในถนนหลักๆ อย่าง Nanjing และ Huaihai แล้ว บางคนที่มีเวลาเหลือ ก็สามารถเที่ยวและตามไปชิมต่อได้ตามสถานที่ต่อไปนี้ค่ะ

วัดหลงหัว Long hua si (หลงหัวซึ) ใจจริงแล้วอยากจะแนะนำว่าเป็นวัดที่น่าไปมากกว่าวัดใดๆ ในเซี่ยงไฮ้ด้วยซ้ำค่ะ แต่เนื่องจากอยู่ห่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ พอสมควร บางทีทัวร์ต่างๆ จึงไม่พาไปกัน ทั้งๆ ที่มีความสวยงาม และบอกเล่าประวัติศาสตร์ได้มากกว่าที่อื่น เพราะวัดนี้มีอะไรให้ชมมากมายรวมถึงพิพิธภัณฑ์ด้วยค่ะ

จุดสังเกตว่าใกล้วัดแล้ว



มองไปด้านล่างของเจดีย์จะเห็นพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่มากกกกก



พระแม่กวนอิมพันมือค่ะ งามมากกกกก



พระพุทธรูปค่ะ



สมัยท่านทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะค่ะ



พระโพธิสัตว์และเหล่าเทพ



พระพุทธรูปอีกปางหนึ่งค่ะ



ชมวัดเสร็จก็ไปชิมร้านดังในหมู่ฝรั่งที่พลัดถิ่นมาอยู่เซี่ยงไฮ้ ชื่อว่า 1221 ออกเสียงว่า อิ๊อ้า อ้าอิ๊ ค่ะ
อยู่ตรงถนน Yan an xi ค่ะ ร้านหายากพอควร ต้องตั้งใจไปจริงๆ ค่ะร้านนี้ (ไปแอบอยู่ในหลืบซ้า...)

พาคุณครูไปช่วยชิมด้วย เพราะทานคนเดียวม่ายหวายยยย
เริ่มต้นที่อาหารทานเล่นก่อนนะคะ ฟองเต้าหู้ยัดไส้ กับ แมงกระพรุนน้ำงา (ที่ทำแปลกกว่าที่อื่น) ค่ะ



ต่อมาเป็นกุ้งผัด ซึ่งคุณครูอิชั้นชอบเหลือหลาย บอกว่า นานๆ จึงจะได้ทานซะที เพราะอาหารทะเลในเซี่ยงไฮ้แพงค่ะ แถมบางทีก็ไม่อร่อยด้วย ทั้งๆ ที่เป็นเมืองท่า ????



จานนี้เป็นหมูเส้นผัดซ้อส ทานกับแผ่นแป้ง จานนี้ไม่มีใครบนโต๊ะชอบ (มีกันอยู่แค่ 2 คนเองค่ะ คุณครูบอกว่า ธรรมดามาก ทานร้านริมถนนค่ะสิบกว่าหยวนเอง ร้านนี้คิดซะเกือบสี่สิบหยวน ) แต่เก็บมาฝากคุณฝาละมี เธอรับทานเรียบเลยค่า...



ทานแบบเดียวกับเป็ดปักกิ่งเลย เห็นมั้ยคะ แต่ถูกกว่ากันหน่อยนึง



ต่อมาเป็นซุป Hot & sour ก็อร่อยดีค่ะ แต่ทานที่คลับเฮ้าส์ในหมู่บ้านที่อิชั้นอยู่มันแค่ 12 หยวนอ่า....



จานสุดท้ายนี่ของโปรดอิชั้นค่ะ เหมือนหมี่กรอบราดหน้าบ้านเราเด๊ะๆ เลย แต่เค้าเอามาราดบนโต๊ะเรา ควันโขมงโฉงเฉง จานนี้ถูกใจมากกกก เพราะมันไม่มีผักเลยค่า


ร้านนี้ถ้าทานกันเยอะๆ เค้ามีแถมขนมหวาน (ซึ่งไม่อร่อยเลย) ให้ด้วยค่ะ เป็นข้าวเหนียวทอดมาแข็งๆ แล้วใส่ลูกบัว (ประมาณว่าอยากจะเป็น โอวหนี่แปะก๊วย มั้งคะ แต่มันออกมาแข็งเป๊กเลย )

พูดถึงคลับเฮ้าส์ที่หมู่บ้านอิชั้นแล้ว ก็มีเมนูจานเย็นที่อยากนำเสนออีกเมนูค่ะ คือ เต้าหู้กับไข่เยี่ยวม้าราดด้วยผักกระป๋องสับและน้ำมันพริกกุ้ยหลิน ค่ะ



อาหารชุดตามร้านในห้างอย่างคาร์ฟูร์ สิบกว่าหยวนเองค่ะ



ขอโชว์คุณครูหน่อยนะคะ ที่ร้าน Hotpot แถวบ้านตรงห้างคาร์ฟูร์อีกเหมือนกัน



พูดถึงอาหารการกินแล้ว จะไม่พูดถึงถนนอาหารในเซี่ยงไฮ้ก็คงไม่ได้ เพราะถนนคนเดิน(ช้อปฯ) ก็ไปกันแล้ว จริงมั้ยคะ ที่นี่มี 3 ถนน (เท่าที่รู้และเคยไปนะคะ) คือ ถนน Wu jiang (เป็นถนนแยกจาก Nanjing xi lu ลงรถไฟใต้ดินสาย 2 สถานี Shimen yi ประตูที่ 1 ค่ะ)



ถนนอาหารจริงรึเปล่า ดูได้ที่นายแบบคนนี้เลยค่ะ



ปีกไก่ซักชิ้นมั้ยค้า...



ร้านนี้เปิดใหม่ไม่น่าจะถึงปีนะคะ คนต่อคิวเยอะเลยยยย



ดูน่าทานมั้ยคะ คล้ายซาละเปาทอดเจ้าดังในซอยนี้เลย แต่หน้าตาคล้ายเกี๊ยวซ่าค่ะ


เทียบกับซาละเปาทอด ของโปรดอิชั้นค่ะ



ร้านนี้ค่ะ



มีเต้าหู้ทอดกันร้อนๆ เชียวค่ะ



หนาวๆ อย่างนี้ มันเผาร้อนๆ ก็ช่วยได้ดีค่ะ



อันนี้ท่าทางจะเป็นเหมือน Hotpot (มันต้องร้อนแน่ๆ ดูควันจากหม้อสิคะ) แต่เป็นแบบราคาย่อมเยาหน่อย



ร้าน Xiao nan guo ก็อยู่ซอยนี้ค่ะ


ข่าวร้ายล่าสุดอัพเดท ณ วันที่ 10 เม.ย. 50 โดยคุณน้อง IT Girl ค่ะ ตลาดที่ถนน Wujiang นี้ถูกปิดลงเสียแล้วค่ะ เหลือแต่พวกที่เปิดร้านเป็นกิจลักษณะอย่างซาละเปาทอดที่ยังอยู่ค่ะ เซี่ยงไฮ้นี่เปลี่ยนแปลงกันทุกวันจริงๆ เฮ้อ....เสียดาย

ต่อไปเป็นถนน Yunnan nan เข้าได้ทั้งจากทางแยกถนน Huaihai และถนน Yan an ค่ะ ที่นี่เค้าเน้นอาหารทะเล และมุสลิม (แล้วจะโดนปิดอีกมั้ยเนี่ย)


มีขนมปังแบบมุสลิมไว้ทานกับแกงด้วยค่ะ



ในซอยนี้จะมีร้าน Xiao shao xing ที่หลายคนอาจจะชอบ



แต่ร้านนี้ค่า ร้านโปรดของอิชั้นและคุณฝาละมี ถูกและดี เนื้อแกะย่างค่ะ




ดูแต่ละคนสิคะ อร่อยหรือไม่อร่อย คงพอจะบอกได้


ส่วนถนนอาหารแห่งที่ 3 คือ ที่ถนน Hongmei (อันนี้เพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปีมานี้ แต่จะเป็นร้านติดๆ กัน ไม่ค่อยมีอาหารข้างถนนขายค่ะ) ต้องขออภัยที่ไม่มีรูป เนื่องจากไปทีไร ก็ไม่คิดจะเอากล้องติดไป เพราะส่วนใหญ่จะไปช้อปปิ้งที่คาร์ฟูร์สาขากูเป่ย Gubei เป็นหลัก ร้านละแวกนั้นก็มีทุกชาติ ตั้งแต่จีน ไทย แขก ฝรั่ง มีหมดค่ะ

แล้วถ้าคุณชอบแกะเหมือนกัน คุณอาจจะชอบร้านนี้ด้วยค่ะ (แต่อิชั้นไม่กล้าทานร้านนี้ค่ะ โลโก้เค้าน่ารักเกินไป)



ที่ร้าน Tony ที่เคยเขียนถึงในบล็อกก่อนๆ ก็มีเมนูแกะย่างค่ะ อร่อยเหมือนกัน



ร้านนี้อร่อยทุกอย่างค่ะ (อาจจะเป็นเพราะรสชาติใกล้เคียงอาหารไทยมากกว่าร้านจีนร้านอื่น เพราะเค้าเป็นเสฉวน)



เจอโลโก้นี้ที่ไหน เข้าไปได้เลยค่า อร่อย (เท่าที่เคยสั่ง) ทุกอย่างจริงๆ (มันน่าไปขอค่าโฆษณานะนี่ )



ว่าจะพาชม ไหงหนักไปทางชิมอีกแล้วก็ไม่รู้ น้ำหนักมันถึงขึ้นเอ๊า ขึ้นเอาค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ




 

Create Date : 24 มกราคม 2550    
Last Update : 11 เมษายน 2550 12:09:48 น.
Counter : 1717 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 13 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.