พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

:: ^ ^ :: อีก 1 ที่พักในเซี่ยงไฮ้ Sofitel Hyland Shanghai :: ^ ^ ::

หลังจากพักที่โรงแรมกึ่งอพาร์ตเม้นท์ของบริษัทไปแล้ว คุณสามีก็ลาพักร้อนต่อเพื่อทัวร์รับประทานกับอิชั้นค่ะ คงกะว่าจะขุนให้อ้วนก่อนเอาไปเชือด ราคาจะได้งามๆ

เราจึงย้ายออกจาก Citadines Jinqiao มาที่ Sofitel Hyland Shanghai หรือที่ภาษาจีนเค้าเรียกกันว่า Hai3 lun2 ping1 guan3 ที่นี่มีทางเข้าออกได้ 2 ด้าน คือ ด้านถนนคนเดิน ซึ่งรถเข้าไม่ได้ และอีกทางหนึ่งที่รถเข้าได้ คือ ถนน Jiujiang ค่ะ Lobby โรงแรมนี้จะอยู่ที่ชั้น 2 ซึ่งรถจะต้องไต่กระดึ๊บๆ ขึ้นไปส่งเราพร้อมกระเป๋า อย่าได้ลงที่หน้าโรงแรมก่อนเด็ดขาดนะคะ แต่ถ้าคุณลากกระเป๋าเอง เข้าได้ทั้ง 2 ทางค่ะ แล้วไปขึ้นลิฟท์เอา

นี่ค่ะ ถึงแล้ว



ขึ้นห้องกันเลยดีกว่า ได้ห้องวิวถนนคนเดินค่ะ เนื่องจากอยู่ชั้นไม่สูง (ก็ราคาต่ำนี่นะ) ถึงจะเลือกอยู่ฝั่งหันหน้าเข้า The bund ก็คงมองไม่เห็นอยู่ดี เลยเอาฝั่งนี้ดีกว่า ตังน้อยก็แบบนี้ล่ะค่ะ จากหน้าประตูมองออกไปทางหน้าต่าง



มุมนั่งเล่นริมหน้าต่าง (ไหงมันมืดอย่างนี้ล่ะเนี่ย)



เตียงค่ะ ที่นอนและหมอน หนานุ่ม ถ้าเทียบกับ Citadines อาจแปลได้ว่า ความนุ่มของเตียงในเซี่ยงไฮ้แปรผันตามราคาห้อง



โต๊ะทำงานค่ะ



มองกลับไปที่ทางเข้าค่ะ



มาดูมินิบาร์กันดีกั่ววววว มีอะไรบ้างน้า



อุปกรณ์นักดื่มพร้อม น้ำแข็งโทรไปขอได้ที่ Room service เลยค่ะ ฟรี



ชา มี Earl grey และ Japanese green tea ให้เลือก ส่วนกาแฟ มีทั้งธรรมดา และโกลด์ และน้ำตาล มี Low calories, น้ำตาลทรายแดง และขาว) พร้อมคอฟฟี่เมทค่ะ



ตู้ขวาสุดเป็นตู้เซฟค่ะ มีวิธีใช้ภาษาไทยให้ด้วย



ตู้เย็นก็อัดแน่นไปด้วยเครื่องดื่มสารพัน แต่...อย่าดื่มในนี้เลยค่ะ โค้กกระป๋องละ 40 หยวนน่อ ฝั่งตรงข้ามมี Lawson อยากได้อะไรก็ซื้อขึ้นมาแช่โลดดดดด อ้อ...แต่มีน้ำดื่มเนสท์เล่ให้ฟรี 2 ขวดเหมือนที่อื่นๆ นะคะ



ไปดูห้องน้ำกันดีกว่าค่ะ มีทุกอย่างครบตามต้องการ แต่แปรงสีฟันเหมาะจะนำไปขัดรองเท้าม้าก มากกกก



ไม่เชื่อดูที่กล่องนี้สิคะ ทั้งหมวกคลุมอาบน้ำ ก้านสำลี แผ่นสำลีเช็ดหน้า ตะไบเล็บ ชุดเย็บผ้า อ้อ...รู้แล้วขาดอะไรไป ที่โกนหนวดนี่เองค่ะ



ผ้าขนหนูอาบน้ำ พร้อมชุดคลุมอาบน้ำแขวนไว้หลังประตูค่ะ



ฝักบัวแบบนี้สามีอิชั้นไม่ค่อยชอบค่ะ สบู่เหลว แชมพูหอมใช้ได้เพราะใช้ของ eSCENTial อ้อ...สบู่ก้อนที่นี่ก็หอมดีค่ะ



มาดูวิวกันดีกว่าค่ะ วันแรก ฟ้ายังใสๆ ดีอยู่เลยค่ะ ออกเที่ยวได้สบายใจ



วิวกลางคืน ตึกนี้สวยดีค่ะ



ตึกนี้เล่นไฟเป็นตัวหนังสือจีน เสียดายที่อ่านไม่ออกค่ะ



ใครอ่านออกช่วยบอกด้วยนะค้า...



ตึกนี้ก็สวยนะคะ เล็งๆ เอาไว้ว่าจะไปพักครั้งต่อไป (จะมีตังจ่ายมั้ยน้อเรา)



ด้านหน้าตึกนี้เมื่อมองจากหน้าถนนคนเดินค่ะ



วิวตอนสายวันอาทิตย์ที่แสนเงียบเหงา เพราะฝนตกปรอยๆ ตลอดทั้งวันและคืนค่ะ



ตอนบ่ายๆ เริ่มมีคนบ้าง แต่ก็ยังดูเหงาๆ



เทียบกับเช้าวันจันทร์ที่ฝนไม่ตก



ฟ้าใส



พนักงานร้านนี้คงสุขภาพดีกันทุกคน เพราะมีออกกำลังกายภาคบังคับแบบนี้



ชมห้อง ชมวิวแล้ว ไว้บล็อกหน้าไปชิมต่อค่ะ




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 14:09:46 น.
Counter : 1986 Pageviews.  

@ ^^ @ มาเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ไม่มีเที่ยว เน้นอย่างเดียว "กิน" # 2 @ ^ ^ @

วันรุ่งขึ้นนัดกับเพื่อนสาวไทยใจดีที่เคยเที่ยวด้วยกันเมื่อครั้งกระโน้น กลับมาพบกันอีกทีน้องเค้าพาไปชิมที่ร้าน Cha mate ค่ะ ร้านนี้เน้นขายชา ฉะนั้นชาเดี่ยวๆ ราคาใช้ได้เลย สั่งชามะนาวไป (ในเมนูจะเป็นชามะนาวน้ำผึ้ง) แก้วละ 30 หยวน แนะนำให้สั่งเป็นเซ็ตของเค้าจะถูกกว่าเยอะเลยค่ะ มีทั้งข้าว ของทานเล่น และเครื่องดื่ม ราคา 68 หยวน ผู้หญิงคนเดียวทานไม่หมดหรอกค่ะรับรอง

เซ็ตแรกเป็นข้าวกับไส้หมูตุ๋น (มั้ง) ใส่น้ำมันพริก อร่อยค่ะ มีขนมจีบสามสีเป็นของทานเล่น (เลือกเองได้นะคะว่าจะทานอะไร) แล้วก็ชานม ที่ทุกชุดจะมีให้เหมือนกันคือ ซ้อสคลุกข้าวแบบไต้หวัน สลัดผักสด แล้วก็เหมือนผักดองชิ้นเล็กๆ ทานแก้เลี่ยนค่ะ



น้องเค้าสั่งเต้าหู้เหม็นมาทานด้วยค่ะ 14 หยวน


นี่เป็นเครื่องดื่มที่น้องเค้าสั่งค่ะ ชานมเย็น เรียกว่าอะไรก็จำไม่ได้ซะแร้ววว - -"



เซ็ตนี้ของอิชั้นเองค่า เต้าหู้กับปูผัดผงกะหรี่ (จะเรียกผัดมั้ยน้า น้ำแกงเพียบขนาดนี้) ทานกับไก่ทอด กรอบ อร่อย แต่ไม่มีปัญญาทานให้หมดค่ะ ที่เหลืออย่างอื่นก็เหมือนของน้องเค้า



เครื่องดื่มที่อิชั้นสั่งไป เป็นชาส้มอะไรซักอย่างของจีน ดื่มแล้วเสียดายตัง เพราะสุดท้ายต้องสั่งชามะนาวน้ำผึ้งมาดื่มล้างปากเพิ่ม ในราคาแก้วละ 30 หยวนอย่างที่บอกไว้ข้างต้นค่ะ



จนถึงเวลานี้เท่าที่ได้ลองชิมๆ ดู ถนนอาหารของเซี่ยงไฮ้เท่าที่ทราบ จะมี 4 แห่งค่ะ (ท่านใดรู้จักมากกว่านี้ยินดีรับบริจาคข้อมูลนะค้า จะได้ตามไปชิมต่อค่ะ) แห่งแรก คือ ถนน Wujiang แห่งที่ 2 คือ ถนน South Yunnan แห่งที่ 3 ถนน Hongmei และที่ถนนนี่ค่ะ Huanghe


อิชั้นและสามีแสนจะดีใจที่ที่พักของเราอยู่ห่างไปจากถนนนี้แค่บล็อกเดียว ตกเย็นเลยเดินไปสำรวจดู ก็เจอร้าน Yang’s fry dumpling อีกสาขานึงเข้า



และที่สำคัญร้าน Yang นี่ไม่ต้องต่อคิวนานเลยค่ะ รสชาติใกล้เคียง แม้จะหมูกับซุปน้อยไปนิด แต่พอแก้ขัดเวลาอยากทาน Shenjianbao ได้ค่ะ ที่สำคัญร้านนี้ดูสะอาดสะอ้านกว่ามาก แถมมีลิฟท์ส่งอาหารขึ้นลงได้สะดวก (แก่เด็กเสิร์ฟ) แต่ยังไม่มีน้ำขายเหมือนร้านที่ Wujiang นะคะ



วันต่อมาอิชั้นลุยเดี่ยวไปร้านโปรดที่ชื่อว่า Grape ค่ะ ทานอะไรไม่ได้มาก เพราะมีแค่กระเพาะเดียว เลยสั่งล่าจื่อจี กับ ปลาในน้ำมันพริกมาทานค่ะ อาหารที่นี่เหมาะสำหรับคนที่เกลียดการแทะกระดูก และเจอก้างปลา มากๆ เพราะเค้าจะเลาะทุกอย่างให้เหลือแต่เนื้อแล้วเอามาทำให้เราทานค่ะ จำราคาไม่ได้ว่าอะไรเท่าไหร่ รู้แต่ว่า ทานพร้อมข้าว 1 ถ้วย โค้ก 1 กระป๋อง ราคา 71 หยวน (เจ้าของร้านลดให้หยวนนึงเหลือ 70 ค่ะ) พร้อมมีผลไม้ให้ทานล้างปากฟรีหนึ่งจาน

ล่าจื่อจีรุ่นไร้กาง



ปลาลวกน้ำมันพริกค่ะ



เย็นวันนั้นเลยทานได้แต่ขนมค่ะ ซื้อมาจากร้าน Pual ตรง Huaihai แล จำได้ว่าเป็นวันที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องเดินไกลมาก ด้วยเหตุที่โดนคนจีนแย่งแท็กซี่มาตลอด

ประเดิมตั้งแต่เช้าหน้าโรงแรมกันเลย พออิชั้นมายืนซักพัก ก็จะมีสาวจีนคนนึงมายืนประกบ แต่อยู่ด้านหน้าค่ะ ประมาณว่าดักแท็กซี่หน้าอิชั้นระยะเผาขนมาก ความที่ไม่อยากต้องแย่งอะไรกับใคร อิชั้นก็เลยเดินกลับเข้าไปในโรงแรมแล้วให้พนักงานออกมาเรียกให้ (น่าจะสังหรณ์ใจแต่แรกว่า วันนี้ไม่เหมาะจะออกมาเที่ยว ) เพื่อไปที่ร้าน Grape (ใครที่พักที่ Citadines สามารถขึ้นรถไฟใต้ดินสาย 1 ไปลง Shanxi Nan lu แล้วเดินต่อไปถนน Xinle ได้นะคะ เพียงแต่อิชั้นแก่แล้ว ขอแบบสบายๆ หน่อย)


หลังจากทานข้าวเสร็จ เดินออกมาที่ถนน Huaihai กะว่าซื้อไปขนมที่ Paul เสร็จก็จะเรียกแท็กซี่ พอหยุดจะเรียกที่จุดไหน จะต้องมีคนจีนตามมายืนประกบ ดักหน้าทุกครั้งไปค่ะ ครั้งแรกที่หน้า Paul ครั้งต่อมาตรงหน้า Isetan ต่อมาก็ที่หน้าถนน Yandang เดินมาจนทะลุถึง Chongqing แล้วก็ยังไม่ได้ซะที เลยตัดสินใจขึ้นสะพานข้ามถนนมาหารถที่บน Chongqing ซะเลย ปรากฏว่าคราวนี้แย่กว่าเดิมค่ะ ตอนแรกไม่มีใครเลย พออิชั้นมายืนปั๊บ มีผู้ชาย 2 คนสูบบุหรี่มาเลยค่ะ ยืนดักหน้า ตามด้วยผู้หญิงสาวๆ อีกคนมาอยู่ตรงกลาง เห็นแววว่ารอไปก็ร้อนตายเปล่าๆ สู้เดินต่อไปอีกหน่อยอาจจะเรียกได้ อิชั้นก็หันขวา เดินต่อไปตามถนน Chongqing ไล่ขึ้นไปถึง Chengdu ก็แล้ว อีกนิดเดียวก็จะถึง Nanjing จึงได้เจอรถแท็กซี่ว่างเข้า เลยเรียกกลับมาโรงแรมด้วยระยะทางห่างโรงแรมแค่ไม่ถึงหนึ่งกิโลได้มั้งคะ เซ็งจริงๆ ค่ะ สรุปว่าวันนี้โดนไป 4 ครั้ง

ชักบ่นเพลิน ไปดูอาหารวันต่อไปดีกว่าค่ะ ตอนเย็นไปทานกันที่ถนนอาหาร Huanghe ร้านชื่อ Qian2 long2 Mei3 shi2 มีอาหารทุกประเภทให้เลือกสั่งได้ค่ะ



แต่ความที่อยากทานอะไรเผ็ดๆ เลยเลือกสั่งหมาโผโต้ฝู



ซุปไก่ครึ่งตัวค่ะ



เต้าหู้เหม็น ผัดเห็ดรวม (มีเห็ดประมาณ 5-6 ชนิด) และหมูเส้นผัดซ้อสอะไรซักอย่าง (แต่ 2 อย่างหลังดันมีขิงซะนี่...) ผลคือ ต้องห่อกลับบ้านซะ 3 อย่างค่ะ เพราะจานใหญ่ๆ ทั้งนั้น ค่าเสียหาย 198 หยวน



วันต่อมาก็นัดกับน้องคนเดิมพร้อมพี่คนไทยที่อยู่เซี่ยงไฮ้นานมากๆ อีกคนหนึ่ง เราไปทานกันที่ร้านโปรด คือ South beauty แต่สาขานี้ไม่เคยไปทานมาก่อนเลยค่ะ เป็นสาขาที่ Hongqiao ปรากฏว่าเมนูเค้าไม่เหมือนที่ถนน Taojiang เท่าไหร่ อาจจะเปลี่ยนแล้วทั้งคู่หรือยังไงก็ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่ได้ไปสาขาเดิม

ที่นี่พนักงานไม่ค่อยน่ารักค่ะ พูดอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ ที่ถนน Taojiang นั้นเค้าจะมีกัปตันที่พูดอังกฤษเป็นไฟประจำอยู่ มารยาทดี มีพนักงานประกบเกือบทุกโต๊ะ แทบไม่เคยต้องรินน้ำเองเลย

ที่สำคัญไม่อุตริเอาน้ำก๊อกมาเติมให้ดื่มแบบสาขานี้ด้วยค่ะ (ตอนแรกเติมน้ำดื่มให้ ใส่น้ำแข็งด้วยนะคะ คิดคนละ 5 หยวน แต่พอกำลังจะกลับ ทำไมเอาน้ำก๊อกที่ใส่เหยือกมาให้เราดื่มแทนก็ไม่ทราบ) ค่าเสียหายประมาณ 300 หยวน (เฉลี่ยคนละ 100 ค่ะ) มีอาหาร 5 จาน แต่จานที่เป็นผัดถั่วกับหมูไม่ได้ถ่ายมาค่ะ

ไก่แช่น้ำมันพริก



หมาโผโต้ฝู



กุ้งเสียบไม้ทอดบนหินร้อน



และ ปลาลวกน้ำมันพริก (สมองสงสัยจะฝ่อค่ะ จำชื่อจีนไม่ได้ซะงั้น ขนาดทานปลาแล้วนะนี่ )


รูปคงเยอะไปอีกแล้ว บล็อกหน้าจะเป็นร้านโปรดบนถนน Huanghe ค่ะ เป็นร้านสไตล์ฮ่องกง ตั้งแต่ทานร้านนี้ครั้งแรกก็ไม่ได้เข้าร้านอื่นๆ บนถนนนั้นอีกเลยค่ะ




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2551 23:51:47 น.
Counter : 960 Pageviews.  

@ ^^ @ มาเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ไม่มีเที่ยว เน้นอย่างเดียว "กิน" @ ^ ^ @

วันแรกที่มาถึงเซี่ยงไฮ้ อาหารโปรดที่คิดถึงมานาน นั่นก็คือ Shenjianbao เช็คอินเสร็จปั๊บก็ออกมาที่ถนนอาหารที่ Wujiang ทันที จากที่พักที่รีวิวไปแล้วคือ Citadines Shanghai Jinqiao ซึ่งอยู่ถนน Beijing xi lu จะไปถนน Wujiang ก็ง่ายนิดเดียวคือ เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินสาย 2 ที่สถานี People’s square ที่อยู่ห่างไปในระยะเดินประมาณไม่เกิน 5 นาที เพื่อไปที่ทางออก 7

ปัจจุบันชื่อสถานีรถไฟใต้ดินหลายแห่งได้เปลี่ยนไป อย่างเช่น สถานีที่จะไป Wujiang road นี้ เดิมเคยชื่อ Shimen yi road แต่ตอนนี้คือ West Nanjing Road (Nanjing xi lu) ระยะทางเป้าหมายห่างไปแค่ 1 สถานี้ จากนั้นก็ลงที่ทางออกที่ 2 เดินเลี้ยวไปทางขวาหน่อยนึงก็จะถึงถนนแยกเพื่อเข้าไปถนน Wujiang

ไปถึงก็จะเจออาหารหลากหลายมากกว่าที่เคยเห็น แต่ต้องไปที่เป้าหมายหลักก่อน คือ Yang’s fry dumpling เพราะคิวยาวมาก



ร้านนี้ดูเหมือนว่าจะปรับปรุงมาตรฐานความสะอาดขึ้นมานิดหน่อย ตามราคาที่ปรับขึ้นไป และมีน้ำดื่มขายในร้านแล้วด้วยนะคะ (แต่ก่อนต้องหิ้วเข้าไปเอง)



มาแล้วค่ะ ของโปรด Shenjianbao ราคาขึ้นจาก 4 ลูก 2.5 หยวน ไปเป็นลูกละ 1 หยวนแล้วนะคะ... ซุป 4 หยวน มีแต่ซุปเนื้อ กับ ซุปที่เป็นเกี๊ยว รสชาติธรรมดามากๆ สั่งแค่ shenjianbao ก็พอค่ะ



แต่ที่เด่นๆ และมีขายกันหลายร้านก็คือ ร้านขายอาหารย่างๆ ทั้งทะเล เนื้อแกะ หมู ปีกไก่ กระดูกอ่อนไก่ เนื้อวัว ฯลฯ ส่วนใหญ่ก็ไม่น่าจะต่างกันมาก เพียงแต่จะมีร้านที่คิวยาวเลื้อยมาจนถึงจุดที่ยืนถ่ายรูปอยู่ร้านนึง (ซึ่งไม่ได้ลองเพราะขี้เกียจต่อคิวอีก) ดูจะเป็นที่นิยมเป็นพิเศษ นั่นก็คือร้านนี้ค่ะ



ส่วนร้านที่ซื้อนี้จะเป็นร้านนี้ค่ะ



ที่สั่งไปเป็นปีกไก่ ไม้ละ 10 หยวน ปลาหมึกตัวละ 10 หยวน และหอยนางรมตัวละ 5 หยวน 2 ตัว รวมเป็น 30 หยวนค่ะ



หอยนางรมค่ะ มีกระเทียมกับอะไรซักอย่าง รสชาติจืดๆ เค็มๆ ค่ะ (หรือลิ้นเรามันคุ้นกับรสแซ่บๆ ไปเองน้อ...)



ต่อด้วยเต้าหู้เหม็น ร้านแรกเป็นร้านที่อยู่ตรงกลาง ดูท่าทางจะเป็นเจ้าอร่อยของคนเซี่ยงไฮ้เค้าค่ะ อยู่ติดกับร้านขายน้ำผลไม้ราคา 4-6 หยวน ขึ้นกับว่าสั่งอะไรไป หน้านี้สตรอเบอรี่เยอะ เลยสั่งสตรอเบอรี่ไปแก้วละ 6 ค่ะ ส่วนเต้าหู้นี่ต้องจ่ายตังก่อนนะคะ คนทอดถึงจะตักให้ ราคา 3 หยวนค่ะ เป็นเต้าหู้ทอดชิ้นใหญ่และให้เยอะกว่าอีกร้านนึงที่อยู่ด้านหน้า

นี่ค่ะคนทอด ดุด้วยน้า... แต่เค้าน่ารักตรงที่ใครแซงคิวไม่ได้ เค้าจะบอกว่าให้คนมาก่อนได้ก่อน (หายากนะคะนี่ในเมืองจีน)



หน้าตาเต้าหู้เหม็นค่ะ ทานได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อเลย เสียแต่เจ้าโฟมที่ละลายมากับน้ำมันร้อนๆ นี่สิคะ ทานบ่อยไปคงไม่ไหวแน่ๆ



น้ำจิ้มมี 2 แบบนะคะ แนะนำให้ผสมกัน โดยใส่เจ้าสีน้ำตาลไม่ต้องเยอะ จะเค็มไปค่ะ



ส่วนเต้าหู้เหม็นอีกร้านที่ว่าอยู่ต้นซอย จะขายเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับร้านขายพวกเนื้อแกะและปลาหมึกย่างค่ะ แถมร้านนี้มีข้าวเกรียบทอดขายด้วย จริงๆ ที่ไปซื้อเต้าหู้ทอดเค้า เพราะความเข้าใจผิดกันค่ะ คนเก็บตังเค้าเข้าใจว่าจะซื้อเต้าหู้เหม็น แต่จริงๆ คือ อยากจะลองข้าวเกรียบทอดต่างหาก (เห็นทีจะต้องไปเรียนภาษาจีนใหม่ทั้งหมดแล้วเรา....) มีจุดสังเกตง่ายๆ ค่ะ ร้านที่ว่านี่จะอยู่ทางซ้ายมือจากต้นซอย อยู่หน้าร้านมินิมาร์ทเล็กๆ สามารถเข้าไปซื้อน้ำเตรียมไว้ทานแกล้มกับอาหารได้เลย และคนย่างเนื้อแกะเสียบไม้จะเต้นไปย่างไป ประกอบเพลงตลอดค่ะ.... เต้าหู้ราคา 4 หยวน ชิ้นเล็กกว่าร้านแรก แต่ความรู้สึกส่วนตัวนะคะ ร้านนี้อร่อยกว่าค่ะ และน่าจะปลอดภัยกว่า เพราะใช้กล่องกระดาษ เห็นคนข้างหน้าซื้อทีละ2 กล่องทานคนเดียว ส่วนร้านแรกที่บอกจะอยู่ทางขวามือเลยเข้าไปข้างในเกือบถึงร้าน Yang’s fry dumpling
นี่รูปด้านข้างร้านค่ะ ในกล่องในมือที่ยื่นออกมานั่นคือ กล่องเต้าหู้เหม็นค่ะ



ต่อมาก็ไปเห็นกุ้ง (Crayfish) เข้า ร้านนี้คนขายน่ารักค่ะ พูดอังกฤษไม่ได้ แต่ก็พยายามคุยกัน ลูกกับภรรยาเค้าก็น่ารักมากๆ ค่ะ ราคา 28 หยวนต่อครึ่งกิโลกรัม (ไม่ใช่ราคาเด็กนะคะ ราคากุ้งค่ะ....)



สามีอิชั้นจะขอซื้อลูกเค้าซะแล้ว นี่แน่ะ ตีซะเลย จะมาแยกแม่แยกลูกเค้าน่ะ



ลองมาดูถนนเค้าสิคะ ถังขยะก็มีน้อ.... จากจุดที่เห็นนี่คือยืนในแถวซื้อเต้าหู้ร้านปากซอย ถังขยะก็ห่างไปแค่ 3 ก้าวเอ๊งงงงงงง



มื้อเย็นวันแรกจบลงแบบสะบักสะบอมกระเพาะพอสมควรเพราะเจออะไรก็แวะชิมดะ ถ่ายรูปทันบ้างไม่ทันบ้าง (ที่ไม่ทันนี่คือ ไม่ทันนึกว่าจะถ่ายรูปค่ะ เข้าปากไปซะก่อนแร้วววว )

รุ่งขึ้นมื้อเที่ยงก็ต้องเป็นวันเสี่ยวหลงเปาค่ะ Din tai fung แน่นอน สั่งจานเย็นเป็นไก่แช่เหล้า คุณสามีชอบของที่นี่มาก บอกว่านุ่ม



ไม่นุ่มได้ไงคะ ดูเจ้าวุ้นไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างเนื้อไก่สิคะ



ต้องสั่งชามาแก้เลี่ยนกันหน่อยค่ะ น้ำชาที่นี่กาละ 15 หยวน (ถ้าจำไม่ผิด) เติมได้ไม่อั้น เราสั่งแยกกันเพราะสามีชอบชาขมๆ เอา Longjing มาค่ะ ส่วนอิชั้นขอเป็น Ju hua cha (Chrysanthemum tea) ค่ะ



ซุปค่ะ เป็นผิวเต้าหู้ห่อหมู่สับ กับ เต้าหู้ทอด รสชาติธรรมดา



และแล้วก็มาถึงพระเอกของเรา เสี่ยวหลงเปา ค่ะ (ของในเซี่ยงไฮ้ขึ้นราคาไปมาก ทุกอย่างเลยค่ะ อย่างเสี่ยวหลงเปานี่ ปัจจุบัน 10 ลูก 55 หยวนแล้ว....)



ทานน้อยหน่อยเพราะจะไปทานที่ Paul ต่อค่ะ แต่ร้านที่ซินเทียนตี้บวกค่าสถานที่ไปด้วยแน่ๆ ค่ะ Macaron ที่นี่ 42 หยวน ขณะที่ร้านใน Shanghai Centre กับตรง Huaihai ขายแค่ 39 หยวน ตั้งแต่มานี่ซื้อวันละชิ้น กะว่าให้หายอยากไปอีกนานเลยค่ะ (ลองดูราคายืนยันว่าซินเทียนตี้แพงกว่าจริงๆ)



ส่วน Strawberry millefuille นั้น สาขาตรง Huaihai น่าจะมีตลอด ขณะที่อีก 2 สาขาไม่มีค่ะ แต่สาขาที่ถนน Huaihai พนักงานไม่น่ารักเลย สู้ที่ Shanghai centre ไม่ได้ซักนิดค่ะ อย่างอื่นเช่นแซนด์วิชต่างๆ เอแคลร์ มิวเฟยรสช็อคฯ กาแฟ ฯลฯ มีเหมือนๆ กันหมดค่ะ ถ้าจะให้นั่งสบาย บรรยากาศดี ขอแนะนำที่สาขา Shanghai Centre นะคะ วันธรรมดาเกือบทั้งร้านไม่มีคนเลยค่ะ (ไม่ได้ถ่ายรูปในร้านมาเพราะซื้อขนมไปนั่งทานในสตาร์บัคส์ค่ะ ที่นี่กำลังมีโปรโมชั่นของ Dolce de leche อยู่ เหมาะกับวันที่อากาศร้อนมากๆ แก้วเล็ก 30 กลาง 33 ใหญ่สุด 36 หยวนค่ะ) อ้อ...ร้าน Paul นี่โทรสั่งให้มาส่งได้นะคะ โดยใช้บริการ Sherpa ตามปกติ เบอร์ 6209 6209 เสียค่าบริการอีกนิดหน่อย (ตั้งแต่ 15-30 หยวน) ขึ้นกับเขตที่คุณพักอยู่ค่ะ (ราคาขายปกติ ไม่ได้เป็นราคาซินเทียนตี้นะคะ) แหะๆ เลยไม่มีรูปดีๆ ในร้านเลยซักสาขาค่ะ เหลือแต่รูปขนมที่กำลังถูกทานบนเตียงในวันที่ขี้เกียจแบบนี้ (ถ้าคุณสามีไม่ทักก็คงทานหมดไปก่อนเหมือนเคยแล้วค่ะเนี่ย)



แม้จะทานกันจนอืดจากทั้ง Din tai fung และ Paul แต่ยังคิดถึงอาหารญี่ปุ่นใน Fresh mart ใต้ห้างโซโก้ค่ะ เลยแวะไปซื้อกลับมาที่ห้องพักซะหน่อย เจอว่าราคาของเกือบทุกอย่างขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 30% ค่ะ



โดยเฉพาะเจ้านี่ ปลาหมึกหมักน้ำมันงา แต่ก่อนใส่กระปุกกลมใหญ่บึ้ม ไม่น่าจะต่ำกว่า 15 ตัว ราคาแค่ 12 หยวน เดี๋ยวนี้แม้จะราคาเท่าเดิม แต่เหลือประมาณ 4 ตัว ใส่กล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แบนแต๊ดแต๋.....



ปลาไหลยังคงถูกกว่าไทยหน่อยนึง (42 หยวนได้ 2 ตัว) แต่รสชาติไม่ดีเหมือนเดิม



เอาแซลมอนมาจี่เกลือซะหน่อย (ไม่มีที่ย่างค่ะ เอากระทะนี่แหละง่ายดี)



ไข่หอยเม่น ไม่สดมาก แต่ก็พอทานได้ค่ะ แพ็คละ 38 หยวน



รูปมื้อเย็นโดยรวม... ลืมไปว่ามีกุ้งหวานกับปูด้วยค่ะ ส่วนข้าวหน้าปลาไหลจริงๆ มี 2 จาน แต่อีกจานอยู่ในมือสามีอิชั้นตอนที่กำลังถ่ายรูปอยู่ค่ะ



รูปชักเยอะแฮะ ขอจบแค่สองวันแรกก่อนดีกว่า ไว้ค่อยต่อร้าน South beauty, Grape และร้านอาหารที่ถนน Huanghe ในบล็อกต่อไปค่ะ




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2551 23:00:53 น.
Counter : 8470 Pageviews.  

♥ อีก 1 ทางเลือกสำหรับที่พักใจกลางเซี่ยงไฮ้ Citadines Shanghai Jinqiao ♥

ว่าจะไม่เขียนถึงที่พักที่นี่แล้ว เนื่องจากเป็นที่พักที่บริษัทของสามีจัดให้ค่ะ เข้ามาเช็คอินครั้งแรกรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่

แต่พออยู่ๆ ไปก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคย และเห็นความสะดวกที่มาจากที่ตั้งของโรงแรมเป็นสำคัญ สะดวกทั้งการเดินเที่ยว การนั่งแท็กซี่ไปสถานที่ต่างๆ การอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินสายหลัก คือ 1, 2 และ 8 และที่สำคัญที่สุด คือ ใกล้ถนนอาหาร (อีกแล้วครับท่าน )

เรื่องอาหารคงไว้ว่ากันบล็อกต่อไป แต่บล็อกนี้ขอเขียนถึงที่พักก่อนค่ะ ที่นี่คือ Citadines Shanghai Jinqiao ค่ะ ตั้งอยู่เลขที่ 55 West Beijing Road (Bei3 jing1 xi1 lu4 wu3 shi2 wu3 hao4) ซึ่งอยู่ด้านหลังของตึกที่มีป้ายไฟ Samsung ใหญ่ๆ ข้างสถานีรถใต้ดิน People's square ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสาย (Interchange) ของรถไฟใต้ดินสายหลัก คือ สาย 1 และ 2 ค่ะ

เวลาจะเดินออกไปเที่ยวถนนคนเดินจะสะดวกมาก คือ ใช้เวลาเดินจากโรงแรมไปถึงถนนคนเดินประมาณไม่เกิน 5 นาที ใต้โรงแรมมีทั้งร้านสตาร์บัคส์ ร้านแฟมิลี่มาร์ท ที่สำคัญใกล้ร้านอาหารฮ่องกงที่เปิดถึงตีสองเลยค่ะ

บรรยายเยอะแล้ว มาดูรูปที่พักกันเลยดีกว่า

ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในห้องจะเห็นแบบนี้ค่ะ



รูปเตาพร้อมที่ดูดควัน อ่างล้างจาน และเครื่องล้างจาน (ที่ใช้เวลาทำงานนานมากๆ )



ฝั่งตรงข้ามเป็นตู้ใส่รองเท้าพร้อมกระจกบานใหญ่ และที่แขวนเสื้อกันหนาวค่ะ



ชะโงกหน้าเข้าไปในห้องน้ำ ที่นี่ไม่มี Cotton bud และ Shower cap ให้นะคะ มีแค่สบู่ก้อน สบู่เหลว Conditioning shampoo แปรงสีฟันพร้อมยา



ดูแคบๆ แต่ก็ใช้การได้ดีพอควรค่ะ



ใช้ฝักบัว และก๊อกน้ำของ Grohe แต่อ่างล้างหน้ากับอ่างอาบน้ำของจีนค่ะ



เดินมาหน่อยก็ถึงเตียงค่ะ แข็งตามปกติมาตรฐานเซี่ยงไฮ้ (เมืองอื่นไม่เห็นที่นอนเค้าจะแข็งขนาดนี้เล้ย ) มาพร้อมหมอนใบเล็ก บางเฉียบ ขนาดหนุน 3 ใบซ้อน ยังให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้หนุนอะไรเลยค่ะ



ที่นี่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดให้แขกไว้ใช้ด้วยค่ะ วางเด่นเป็นสง่ามากๆ ทั้งๆ ที่มีแม่บ้านมาทำให้ทุกวัน (เอ๊ะ...หรือว่าทุกวันนี้เค้าไม่ได้ดูดฝุ่น ถูพื้นเลยนะเนี่ย) อ้อ...มีสเตอริโอในตู้ให้ด้วยนะคะ



นอกจากเครื่องดูดฝุ่นแล้ว ยังมีที่รองรีดวางหราให้เห็นอีกต่างหาก



มองย้อนกลับไปที่ทางครัวค่ะ



ที่นี่มีเซฟให้ในตู้เสื้อผ้านะคะ



มาสำรวจอุปกรณ์ครัวกันดีกว่า ว่ามีอะไรให้ใช้ได้บ้าง
ตู้ซ้ายสุด ด้านบนเก็บที่ล้างผัก เขียง ที่รองของร้อน และกระทะค่ะ



ตรงกลางเก็บไมโครเวฟค่ะ



ด้านล่างเหนือตู้เย็นจะเป็นเคาน์เตอร์แกรนิตไว้วางพวกช้อนส้อมมีด (สเต็ค) ตะเกียบ กรรไกร มีดหั่น ที่เปิดไวน์ ที่เปิดกระป๋อง และชา กาแฟ น้ำตาล ครีม เครื่องปิ้งขนมปัง พร้อมกาต้มน้ำที่สามารถต้มและกรองชาในตัวได้เลยค่ะ



ใต้เคาน์เตอร์มีตู้ตรงกลางไว้ใส่หม้อ 2 ใบค่ะ



ปลั๊กไฟที่มีให้เหลือเฟือ หลายจุดในห้อง มากกว่าตามโรงแรมปกติเยอะเลยค่ะ



ข้อดีของโรงแรมนี้มีหลายข้อ แต่ที่เห็นได้ชัด คือ ความปลอดภัย ไม่ใช่ว่าคุณอยู่ชั้นนึงแล้วจะไปเดินเล่นโต๋เต๋ชั้นอื่นๆ ได้ตามใจชอบนะคะ ที่สำคัญไม่มีหลง เพราะคุณต้องเสียบบัตรห้องพักก่อนกดลิฟท์เสมอ คนไม่มีบัตรจะต้องให้รปภ. มาคอยตรวจสอบและเสียบบัตรให้เท่านั้น

ความสะดวกเรื่องการเดินทางได้บอกไปแล้ว เรื่องอาหารเดี๋ยวจะบอกในบล็อกหน้าค่ะ ส่วนเรื่องของใช้ต่างๆ ก็มีแฟมิลี่มาร์ทให้เลือกซื้อได้

ข้อดีอีกข้อที่จะเล่า คือ ที่นี่มี Launderette ที่เราสามารถไปซักเสื้อผ้าเองในราคาประหยัดได้ค่ะ (ซื้อ Token สำหรับซักแค่ 20 หยวน สำหรับอบแห้งอีก 15 หยวน ***** อัพเดทข้อมูล ปัจจุบันขึ้นราคาแล้ว ซักและอบแห้งในราคา 50 RMB*****)

แต่...ถ้าไม่สังเกตจะไม่เห็นห้องนี้ และพนักงานก็จะไม่บอกคุณด้วยค่ะว่ามีอยู่ กว่าเราจะรู้ก็เกือบจะถึงวันเช็คเอ๊าท์แล้วล่ะค่ะ (รู้เอาวันศุกร์ แต่เช็คเอ๊าท์วันเสาร์ ) โดนค่าซักผ้าไป 2 คนจะพันหยวนแล้ว เพราะแค่ T-shirt ตัวเดียวก็ 23 หยวน ลูกลิงตัวละ 10 หยวน)

มาว่ากันต่อที่ข้อเสีย เรื่องการไม่บอกว่ามี Launderette นั่นหนึ่งละ

สอง คือ พนักงานจะไม่บอกคุณเหมือนกันว่า การเดินลงไปส่งผ้าที่เคาน์เตอร์รีเซฟชั่นเองจะประหยัดค่าบริการไปได้ถึง 15% จนกว่าคุณจะแจ้งให้เค้ามารับถุง Laundry ในเวลากระชั้นชิดใกล้ๆ 10 โมงเช้า เพราะเค้าจะหาคนวิ่งมาเอาไม่ทัน เค้าก็จะบอกคุณให้ลงเอามาส่งเองดีกว่านะค้า... ได้ลดตั้ง 15% (แล้วทำไมไม่รู้จักบอกแต่แรกฟระ - -")

สาม คือ ข้างๆ โรงแรมในช่วงนี้มีการก่อสร้าง และคิดว่าคงจะขึ้นเป็นตึกสูงด้วยค่ะ วิวที่เคยเป็นมุมโล่งๆ มองเห็นตึกโรงแรม Radisson สวยๆ ก็อาจจะกลายเป็นมุมอับไป ส่วนมุมที่เป็นวิวถนน Beijing xi lu ถือว่ายังปลอดภัยค่ะ และตัวโรงแรมเองก็มีการปรับปรุงในส่วนของคลับเฮ้าส์ในช่วงนี้ด้วย (26/4/2008 เป็นต้นมา ไม่แน่ใจวันสิ้นสุดค่ะ)

สี่ คือ พนักงานแรกๆ จะหน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตร ถ้าเค้าคิดว่าคุณเป็นคนจีน อันนี้น่าจะเป็นทุกที่ในเซี่ยงไฮ้ เพราะเค้าจะสันนิษฐานว่าคุณเป็นจีนต่างจังหวัด เรียกง่ายๆ ว่า บ้านนอก นั่นล่ะค่ะ คนเซี่ยงไฮ้ส่วนใหญ่จะดูถูกคนจีนจังหวัดอื่นๆ แม้แต่ปักกิ่งก็ตาม

ฉะนั้นวิธีที่จะได้บริการที่ดีในด่านแรก คือ ใช้ภาษาอังกฤษด้วยสปีดที่เร็วที่สุด สำเนียงที่คิดว่าเจ๋งสุดที่คุณจะพูดได้ เมื่อเค้าฟังไม่รู้เรื่อง ความมั่นใจจะลดลงทันที จากนั้นคุณค่อยๆ ลดความเร็วลงมาในความเร็วปกติ วิธีนี้แนะนำให้ใช้กับพนักงานในโรงแรมเท่านั้นนะคะ อย่าเอาไปใช้ข้างนอก โดยเฉพาะพวกพ่อค้าแม่ค้าเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นหมูสยามเอาได้ง่ายๆ

ข้อเสียที่ห้า คือ อินเตอร์เน็ตที่นี่ฟรีเฉพาะที่ล็อบบี้ เค้าจะมีเครื่องไว้ให้ใช้ได้ 2 เครื่อง ถ้าต้องทำธุรกรรมทางการเงินใดๆ ผ่านเน็ต แนะนำให้ใช้เครื่องส่วนตัวดีกว่าค่ะ
กรณีที่คุณจะใช้เน็ตบนห้อง เค้ามีให้เลือก 3 แบบ คือ เล่น 1 ชม. จ่าย 30 หยวน, เล่น 1 วัน จ่าย 100 หยวน และเล่น 1 เดือน จ่าย 500 หยวน ซึ่งถือว่าเป็นราคาปกติของโรงแรมในเซี่ยงไฮ้ค่ะ (อะไรๆ ก็เป็นเงินหมดล่ะค่ะเมืองนี้) *****อัพเดทข้อมูล ปัจจุบันให้ใช้ฟรีตั้งแต่กลางปี 2008 ค่ะ*****
ข้อหก คือ บุฟเฟ่ท์อาหารเช้ามีตัวเลือกให้น้อย (ราคา 40 หยวน) เป็นขนมปัง ไข่ดาว ไข่ต้ม (ไม่ใช่ลวกนะคะ) ไส้กรอก แฮม ชีส (จีน) สลัด ซีเรียล โจ๊ก และเครื่องดื่มร้อน (ชา กาแฟ นม) เย็น (น้ำส้ม นม กับอะไรอีกอย่างนึกไม่ออกค่ะ) ที่อร่อยสุดในนั้น เห็นจะเป็นโจ๊กที่ใส่ไข่เยี่ยวม้า และหมูค่ะ

ข้อเจ็ด คือ ห้องไม่เก็บเสียงเท่าไหร่ค่ะ ยิ่งถ้าห้องอื่นไม่ได้ปิดประตูด้วยแล้ว แม้แต่เสียงแปรงฟันของเค้าก็ยังได้ยินเลยค่ะ นี่ยังไม่นับเสียงครอบครัวคนจีนตอนทานข้าวนะคะ

สรุป คือ ที่นี่เหมาะที่จะพักเป็นคู่ เป็นครอบครัว คุณสามารถนำอาหารที่ทานเหลือจากร้านต่างๆ มาอุ่นทานเองได้ (อิชั้นชอบข้อนี้จริงๆ ค่ะ เพราะสั่งกันแต่ละที ลืมคิดเวลาอาหารเหลือต้องขนกลับทุกที) หรือ จะทำอาหารทานกันเอง หรือ ซื้ออาหารเข้ามาทานกันก็ได้ เพราะเซี่ยงไฮ้นี่มีความหลากหลายของอาหารมากกว่าสถานที่เที่ยวซะอีกค่ะ อิชั้นเองมาเซี่ยงไฮ้เที่ยวนี้ก็เป็นทัวร์รับประทานอย่างเดียว ที่เที่ยวไม่สน เพราะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก นอกจากตึกและรถไฟใต้ดิน (ปาเข้าไป 10 สายแล้วค่ะ ใกล้จะเป็นปารีสตะวันออกสมใจอีกเรื่องนึง )

ถ้าเทียบกับ Somerset Grand Shanghai และ City Hotel ห้องที่นี่ใหม่เอี่ยมค่ะ ขณะที่ขนาดห้องพอๆ กัน (แถมที่ City ห้องแบบ Deluxe ยังแคบกว่านี้อีกค่ะ ไม่มีครัวด้วย ห้องน้ำเวลาหันทีก็กระแทกประตูที) ทำเลที่ City จัดว่าแย่กว่า เพราะต้องเดินไกลพอควรกว่าจะถึงสถานีรถไฟใต้ดิน ส่วนความใกล้แหล่งท่องเที่ยว ที่นี่ก็ดีกว่าค่ะ Somerset รองลงมา City บ๊วยตามเคย (ซึ่งเป็นเหตุให้อิชั้นไม่เคยคิดจะเก็บรูปอะไรไว้เลย)

ส่วนราคา Somerset สูงที่ 1 City ที่ 2 ที่นี่ราคาถูกสุดค่ะ และสำหรับพนักงานบริษัทเดียวกับสามีอิชั้นนั้นจะสะดวกสุดเพราะจุดรถรับส่งไปโรงงานได้ย้ายจาก Somerset มาที่นี่แทน รถจอดรอที่ข้างโรงแรม ออกในเวลา 06:50 จะมีเวลาให้คุณได้กวาดอาหารลงท้องประมาณ 20 นาที (ถ้าทานปกติอาจจะไม่ทันรถออกนะคะ)

ห้องด้านบนเป็นแบบสตูดิโอ ลองมาดูแบบ One bedroom กันบ้าง

เริ่มจากหน้าห้อง เดินเข้ามาแล้วหันขวา...





มีทุกอย่างเหมือนห้องสตูดิโอเลย รวมถึงไมโครเวฟด้วย





ดูเป็นสัดส่วนกว่า เพราะอยู่ในหลืบซ้า... อ่างล้างจานแอบอยู่ด้านนี้





มองตรงๆ จะเป็นห้องรับแขก





ทีวี และสเตอริโอ เล่นแผ่น ดูหนังได้





มองกลับไปที่โต๊ะทำงาน





เห็นทางเดินไปห้องนอนอยู่ด้านโน้น





ถึงห้องนอนแล้ว หัวเตียงหน้าตาจะเหมือนห้องแบบสตูดิโอเป๊ะเลย





ต่างกันหน่อยที่มีระเบียง ให้เดินออกไปสูดควันพิษข้างนอกได้ด้วย





แล้วก็ตู้ที่ใหญ่กว่า





จะดูทีวีก็หันจากห้องรับแขกมาดูได้





ของในตู้เสื้อผ้าก็เหมือนกับห้องสตูดิโอค่ะ




ในราคาที่ต่างกันนิดเดียว แต่กลับได้ห้องพักใหญ่กว่าถึงสองเท่า ถ้าไม่ได้จ่ายเองก็คงไม่ได้รู้ความแตกต่างค่ะ แอบงงๆ อยู่แค่ว่าทำไมเอเจนท์ของบริษัทคุณสามีถึงจองห้องสตูดิโอได้แพงเกือบเท่าห้อง One bedroom ที่อิชั้นจองเองก็ไม่รู้

แถมอาหารเช้าก็ยังมีให้แค่ที่เดียวอีก ขณะที่ถ้าอิชั้นจองห้องสตูดิโอเอง จะได้อาหารเช้าสองที่ในราคาห้องที่ถูกกว่าประมาณ 15 RMB




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 13 ธันวาคม 2552 19:17:21 น.
Counter : 4678 Pageviews.  

@ ^^ @ ชวนมาเสียตังที่ Huaihai road & South Shanxi road, Shanghai @ ^^@

ร้านรวงบนถนน Huaihai และ Shan3 xi1 Nan2 lu4 (South Shanxi road) นั้น มีมากมายจนบรรยายไม่หวาดไหวค่ะ มีทั้งร้านที่เป็น Outlet ของ Designer ดัง มีทั้งร้านที่เป็นของท้องถิ่น ราคาถูกแพงคละกัน เรียกว่า ต้องมีใจรักการช้อปฯ และขยันเดินกันจริงๆ ค่ะ ถึงจะได้ของดีราคาถูกมาเชยชม (อิชั้นเคยได้บู๊ทหนังกลับ ใส่สบายสุดๆ ขนาดเดินเที่ยวทั่วทั้งเซี่ยงไฮ้ และปารีสได้ทั้งวันโดยไม่ต้องพึ่งพารถอะไรเลย ในราคาแค่ 40-80 หยวนมาหลายคู่แล้วค่ะ)

ร้านบน Huaihai ส่วนใหญ่เป็นร้านที่ราคาสูงกว่าใน Shanxi nan lu ค่ะ แล้วจะคั่นด้วยร้านอาหารบ้าง ห้างบ้าง ร้านกาแฟบ้าง เดินไม่ต่อเนื่อง ไม่เหมือนเดินบนถนน Shanxi nan ถนนนี้ร้านจะติดกันเป็นแนวยาวเลยค่ะ เดินเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ บางวันเดินเผลอๆ แป๊บเดียว ได้รองเท้ามา 3 คู่ เสื้อ 4 ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงเลยค่ะ เพราะราคาร้านพวกนี้เป็นราคาแบบแทบไม่ต้องคิดกันเลย (คุณซะมีอิชั้นเค้าไม่ค่อยชอบถนนนี้เท่าไหร่ค่ะ )

บางร้านก็ต่อกันสนุกสนานได้ แต่บางร้านที่เค้าขายถูกมากๆ อยู่แล้ว อย่าได้เอ่ยปากต่อเชียวนะคะ อาจจะโดนแว้ดๆ เอาได้ บางร้านก็ติดป้ายไว้เลยว่า ห้ามต่อ เป็นภาษาจีน บางทีคนขายก็นึกว่าอิชั้นเป็นอาหมวย เลยหันมาตวาดแว้ดเอาว่า นี่หล่อน..อ่านป้ายสิยะ ชั้นบอกไว้แล้วว่า อย่าต่อๆ (แปลเอาเองจากสำเนียงการพูดนะคะ จริงๆ ฟังไม่ทันหรอกค่ะ ) อิชั้นก็ได้แต่ทำตาปริบๆ แล้วก็บอกว่า Dui4 bu4 qi2, wo3 kan4 bu4 dong3 (แปลว่า ขอโทษค่ะ อิชั้นอ่านไม่ออกหรอกย่ะ ภาษาจีนเนี่ย ปั๊ดโธ่ ) เค้าก็มักจะพูดกลับมาว่า อ้าว...แล้วหล่อนน่ะคนที่ไหนล่ะยะ (แปลเอาเองอีกแล้วค่ะ ) อิชั้นก็บอกเค้าไปว่า Wo3 shi Tai4 guo2 ren2, bu4 shi zhong1 guo2 ren2 (อะฮั้นน่ะ คนไทยจ้ะ ไม่ใช่คนจีนนะจ๊ะ)

ทีนี้ก็จะยาวเลยค่ะ ว่า เป็นคนไทยทำไมหน้าจีน พ่อแม่เป็นจีนมั้ย ทำไมพูดจีนได้ แล้วทำไมอ่านจีนไม่ออก (วุ้ย ) ตอนหลังชักจะลงลึกค่ะ เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว ต้องเริ่มพูดจีนสลับอังกฤษ และภาษามือกัน ก็สนุกดีค่ะ จากที่ว่าต่อไม่ได้ๆ บางทีคุยกันถูกคอดี เค้าก็ลดให้ได้อีกนิดหน่อยค่ะ (ทั้งที่จริงๆ ของก็ถูกมากๆ อยู่แล้ว แต่อิชั้นโรคจิตค่ะ ลดแค่ห้าหยวนก็ปลื้มแล้วล่ะนะ...)

เทคนิคในการต่อราคาเหรอคะ ยิ้มค่ะ พูดสบายๆ แล้วก็ยิ้มให้เค้าอย่างอารมณ์ดี บางทีแม่ค้าพ่อค้าคนจีนนี่เค้าก็เครียดมาทั้งวันแล้วนะคะ พอเจอลูกค้าหน้าตาบึ้งๆ มา ก็พาลไม่อยากขายซะงั้น ถ้าเค้าไม่ได้ยุ่งมากและอยู่ในอารมณ์ที่พอจะคุยได้ บางทีความเป็นคนต่างชาติของเราก็ทำให้เค้าอยากคุยมากขึ้น พูดอังกฤษมั่ง จีนมั่ง ภาษาใบ้มั่ง เค้าก็สนุกไปด้วยค่ะ แล้วทีนี้ก็คุยกันง่ายขึ้นเยอะเลย

ลองดูตัวอย่างร้านแถวนั้นดูนะคะ




ร้านนี้ขายเครื่องหนังค่ะ



รองเท้าร้านโปรดของหลายๆ คนค่ะ (คุณ BFR เป็นคนแนะนำ) ใส่รูปผิดซะงั้น ร้านนั้นชื่อร้าน Hot wind ค่ะ ไม่ใช่ Hot wave


ลองเข้าไปดูในบล็อกของคุณ BFR ดูนะคะ ร้านรองเท้า Hotwind
../viewdiary.php?id=bfr&group=11

ร้านนี้รู้สึกจะมีสาขาเยอะมากที่แถวๆ ถนนแยกของ Huaihai นี่ล่ะค่ะ เดินแป๊บๆ เดี๋ยวเจอๆ ตลอดเลย

ถ้าคุณเดินออกจาก Huaihai เข้าถนน Xiangyang bei (North) (ซึ่งอยู่ข้างๆ สวนสาธารณะเซี่ยงหยาง) ไปหน่อยนึงจะเห็นร้าน Hotwind อยู่ด้านซ้ายมือค่ะ ดูหน้าร้านจะเห็นว่าไม่ใหญ่ แต่เข้าไปแล้วจะบานออกด้านในค่ะ ถ้าเดินไปทะลุถนน Changle แล้วเลี้ยวขวาถ้าเลี้ยวกลับเข้า Shanxi Nan (south) road ก็จะเจออีกสาขานึงค่ะ ถ้าไม่เลี้ยวเข้า Shanxi แต่เดินต่อไปจนถึง Ruijin yi (No.1) road เลี้ยวขวาไปหน่อยก็จะเจอร้านนี้อยู่ฝั่งขวาอีกค่ะ จัดว่าสาขาเค้าเยอะจริงๆ แต่เท่าที่ลองเข้าไปดูระหว่าง 3 ร้านนี้ พบว่าร้านตรง Ruijin yi ของเยอะกว่าค่ะ แต่ก็น่าจะยังมีสาขาที่มีของให้เลือกเยอะกว่านี้ เพียงแต่อิชั้นยังไม่ได้ไปเยือนนะคะ


ร้านนี้ขายพวกเป้ แจ็กเก็ต แบบลุยๆ ค่ะ




ร้านนี้แนะนำให้คนหุ่นดีเข้าเท่านั้นค่ะ



ร้านนี้ก็ของคนผอมเช่นกัน อิชั้นเคยเดินเข้าไปร้านเสื้อยืดร้านนึงบนถนนนี้ค่ะ พอเข้าไปปั๊บ เค้าถามก่อนเลยว่า ใส่เองรึเปล่ายะ (แปลเองอีกแล้วค่ะ... ) ก็ตอบไปว่า ใช่จ้า เค้าพูดทันทีเลยค่ะว่า ไม่มีหรอกนะ หุ่นขนาดนี้น่ะ ใหญ่ไป ติดพุง เพราะอิชั้นเนี่ย เหิ่งพ่าง (Hen3 pang4) แถมทำท่าเอามือกางตรงท้องออกไปอีกนะคะ ไม่ต้องใจร้ายขนาดนั้นก็ได้นี่นา....



สมัยก่อนตอนยังมีตลาดเซี่ยงหยาง ช่วงที่ไปอยู่ใหม่ๆ อิชั้นชอบไปกับเพื่อนๆ ไปซื้อ ไปต่อเอามัน เอาประสบการณ์ค่ะ คนขายบางคนก็น่ารัก เอื้อเฟื้อมาก (หลังจากคิดราคาทุบอิชั้นจนเละเป็นโจ๊กไปก่อนหน้านี้แล้ว ) คนขายก็ให้เบอร์ไว้แล้วบอกเลยว่า ถ้าเธอไปหลงที่ไหน โทรหาชั้นนะ ชั้นจะช่วยแปลให้คนขับรถหรือคนแถวนั้นบอกทางเธอเอง แต่อิชั้นไม่เคยกล้าโทรมารบกวนเค้าเลยค่ะ เพราะว่าภาษาอังกฤษของเค้าก็แข็งแรงพอๆ กับภาษาจีนของอิชั้นเลย....

แนะนำให้คุณๆ ที่มีปัญหาเรื่องถนนหนทาง ไปพึ่งคุณตำรวจ นายสถานีรถไฟใต้ดิน และเจ้าหน้าที่จราจรได้เลยค่ะ ถึงเค้าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้กันเลยซักคำ แต่เค้าชี้ๆ ให้เราได้ค่ะ บางคนก็พาไปหรือจูงไปเลยก็มี เวลาไปจีนอย่าไปกลัวคนที่เป็นเจ้าหน้าที่นะคะ ทำหน้าดุๆ ไปอย่างนั้นเองล่ะค่ะ จริงๆ แล้วใจดีกันทั้งนั้นเลย ขอแค่พูดกับเค้าดีๆ ยิ้มให้เค้าหวานๆ หน่อย และต้องไม่ลืมขอบคุณ เท่านั้นเองค่ะ

อย่างตามร้านอาหาร ถ้าคุณเจอพนักงานเสิร์ฟที่กระแทกกระทั้น หน้าบูดบึ้ง อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปนะคะ เพราะเค้าทำของเค้าอย่างนั้นมาตั้งแต่เกิด และต้องรองรับอารมณ์ร้ายๆ ของลูกค้ามาทั้งวันแล้ว ลองยิ้มให้เค้าเวลาที่เค้าเอาอาหารมาเสิร์ฟ แล้วขอบคุณเค้า เท่านั้นล่ะค่ะ จะเอาอะไรก็มาเร็วเลยเชียว ใช้ได้ทั้งในและต่างประเทศนะคะวิธีนี้

อ้าว...ว่าจะพูดเรื่องช้อปปิ้งอย่างเดียวบล็อกนี้ ไหงไพล่มาพูดเรื่องถามทางกับร้านอาหารได้ล่ะเนี่ย

ขอบคุณที่แวะมานะคะ




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 กันยายน 2551 20:24:24 น.
Counter : 2682 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.