พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

*** Zhouzhuang, Shanghai โจวจวง เมืองน้ำใกล้เซี่ยงไฮ้อีกแห่ง ***

ดองไว้จนได้ที่เกือบปีนึงเต็มๆ ได้ฤกษ์ระหว่างเฝ้าสามีที่รพ. ไม่มีอะไรจะทำ เลยนั่งรีวิวโจวจวงเก็บไว้ เผื่อมีใครจะไป (เสียดายที่ไม่ได้เก็บรายละเอียดของซูโจวเอาไว้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีบล็อก ไม่งั้นคงจะเปรียบเทียบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น)

เริ่มกันที่การเดินทาง การไปโจวจวงมีได้ 3 ทาง คือ รถยนต์ส่วนตัว รถบัส (แบบมีทัวร์หรือไม่ก็ได้) ถ้าจะไปซื้อทัวร์ ศูนย์ใหญ่สุดอยู่ที่ Shanghai Sightseeing Bus Center ตรงสนามกีฬาเซี่ยงไฮ้ Shanghai Stadium
โดยนั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 ลงที่ Shanghai Indoor Stadium (แล้วเดินไป Shanghai Stadium ...ไกลนิดนึง)
หรือ สาย 4 (ลง Shanghai Stadium เลย เดินใกล้นิดนึง)
แล้วเดินไปใต้บันไดหมายเลข 5 Gate 12 (เคยลงแบบมีรูปไว้ในกระทู้นึง แต่ตอนนี้หายไปจากคลังกระทู้ซะแล้ว ^ ^" ไว้หารูปเจอจะมาลงให้อีกทีนะคะ) เอาเบอร์โทรไปก่อนเผื่อหาไม่เจอจริงๆ 021 6426 5555

สำหรับคนที่อ่านจีนไม่ออก พูดและฟังจีนไม่ได้ (แต่ก็ต้องทนฟังไกด์จีนในทัวร์นะคะ) ที่นั่น
มีทัวร์ไปทั้งหังโจว ซูโจว โจวจวง และเมืองอื่นๆ รอบเซี่ยงไฮ้ ราคาเมื่อเดือนธ.ค. 2009 ทัวร์แบบวันเดียว รวมค่ารถและค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ แล้ว

หังโจว 248 RMB รวมอาหารเที่ยง (แบบโต๊ะจีนรวม) และไกด์จีน
โจวจวง 150 RMB ไม่รวมไกด์จีนและอาหารเที่ยง
ซูโจว 228 RMB รวมไกด์ ไม่รวมอาหารเที่ยง
เมืองอื่นๆ จำไม่ได้ค่ะ ^ ^"

จะไปซื้อล่วงหน้าไว้ก่อนเดินทางซัก 2-3 วันหรือซื้อวันที่อยากจะเดินทางก็ได้
แต่แบบหลังค่อนข้างเสี่ยงกับตั๋วเต็ม หรือ มาไม่ทันรอบที่ออก เพราะส่วนใหญ่ออกเช้ากลับเย็นค่ะ

ที่แนะนำให้ไปทัวร์ เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลกับการสื่อสารระหว่างเดินทางในตัวเมืองต่างๆ ที่ไปด้วย อะ... ว่าจะเขียนถึงโจวจวง ไหงไพล่ไปทัวร์อื่นซะงั้น

หมดเรื่องเดินทางแล้วขอตัดไปที่โจวจวงเลยละกัน ด้วยว่ามีเพื่อนขับรถพาไป สิ่งที่ต้องจ่ายจึงมีแค่ค่าตั๋วเข้าชมเท่านั้น ราคา 100 RMB (เดือนธ.ค. 2009) ถ้าซื้อกับร้านอาหารที่อยู่ด้านหน้าก่อนถึงทางเข้าอาจจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้

ก่อนถึงทางเข้าจะเห็นแบบนี้





มองหันหลังกลับไปจะเห็นสะพานที่อยู่ด้านหน้า





นักท่องเที่ยวโปรดอ่าน (จะเห็นกันมั้ยเนี่ย...) สรุปความว่า เข้าแล้วกลับเข้ามาใหม่ไม่ได้ แปลว่า ควรทานอาหารให้อิ่มก่อนเข้า ถ้าไม่อยากโดนทุบจากร้านในหมู่บ้านข้างใน (แต่จริงๆ แล้วตอนที่ไปเพื่อนคนจีนก็พาออกมาทานข้าวเที่ยงที่ร้านด้านนอกได้นะคะ เพราะน่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกัน เนื่องจากพวกเราซื้อบัตรเข้าชมจากร้านนั้น) แต่รับรองว่าส่วนใหญ่ยังไงก็คงต้องเสียตังทานอาหารในนั้นบ้างไม่มากก็น้อย เพราะโจวจวงนั้นใช้เวลาทั้งวันยังเที่ยวให้ครบทุกจุดตามที่เขียนไว้บนบัตรเข้าชมยากค่ะ (โดยเฉพาะคนที่ชอบยืนอ่านรายละเอียดต่างๆ หรือสังเกตรายละเอียดต่างๆ เพราะทุกอย่างมีที่มาที่ไปแทบทั้งหมด)





เข้ามาบ้านแรกจะเจออุปรากรจีน แบบมีคำบรรยายภาษาอังกฤษและจีนขึ้นให้อยู่ที่ริมเวที (ตัวหนังสือสีส้มๆ)





จะถ่ายวิว แต่ตาคนนี้ไม่ยอมออกจากรัศมีกล้องเลยค่ะ แถวนี้มีร้านขายของที่ระลึกและของใช้จีนๆ อย่างผ้าพันคอ Warmer (แบบที่หักเหรียญด้านในเพื่อให้เกิดความร้อน) ของเล่นไม้สำหรับเด็กๆ ขอให้ต่อแหลก เพราะของที่นี่ต่อง่ายกว่าในเซี่ยงไฮ้เยอะค่ะ





สะพานที่เห็น คือ Twin bridge สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ตามประวัติจำได้เลาๆ ว่า คุณ Chen Yifei เป็นศิลปินที่วาดภาพสะพานนี้ ต่อมามีชาวอเมริกันซื้อไป แล้วนำไปให้ท่านเติ้งเสี่ยวผิงชม จึงได้มีการอนุรักษ์สะพานนี้ (ใครมีข้อมูลแม่นๆ ถ้าเห็นว่าผิดเพี้ยนไป รบกวนช่วยแจ้งด้วยนะคะ จะได้แก้ไขให้ถูกต้อง)





มองจากสะพานลงมา





อีกด้าน



มีเรือแจวพร้อมร้องเพลงขับกล่อมให้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากจะล่องเรือ





บ้านแรกที่เข้าชม บ้าน Zhang ซึ่งสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ถึงสมัยราชวงศ์ชิงทางตระกูล Zhang ได้ซื้อไว้





สวนหลังบ้านมีการจัดเรื่องโชคลางไว้ด้วยตามประสาคนจีนโบราณ จุดที่คนยืนมุงกันอยู่ เจ้าของบ้านเอาหินมาเรียงให้เป็นรูปค้างคาวบินอยู่รอบๆ อะไรซักอย่าง (ผ่านมาจะปีนึงแล้ว จำไม่ได้จริงๆ ค่ะ...) ค้างคาวถือเป็นสัตว์นำโชคลาภตามความเชื่อของชาวจีน ส่วนที่เห็นเป็นตารางสีแดงๆ อยู่นั้น ถ้าดูใกล้ๆ จะเป็นรูปเงินโบราณของจีน





ไม่ใช่หุ่นขี้ผึ้งนะคะ คุณป้ากำลังทำรองเท้าเด็กโชว์ค่ะ





ทางเดินแคบซ้า...





เดินไปได้แค่ 3 จุด ก็เที่ยงซะแล้ว (ใครจะไปเที่ยว แนะนำว่า อย่ามัวสนใจรายละเอียดปลีกย่อยมากนะคะ เดี๋ยวจะต้องไปปั่นช่วงบ่ายแทน ไม่สนุกเลย)

เพื่อนร่วมงานสามีบอกว่าต้องลองขาหมูที่นี่ให้ได้ เพราะเป็นอาหารขึ้นชื่อเลย หน้าตาก็ดูดีนะคะ ถ้าอยากจะซื้อกลับไทยก็บอกให้เค้าใ่ส่ถุงฟอล์ยซีลได้เลยค่ะ มีทั้งแบบขาใหญ่และคากิ





แบบที่ยังไม่ได้เลาะเนื้อ หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ





มีให้ชิมกันทุกร้านซะด้วยสิ





ตรงไปร้านอาหารที่ซื้อบัตรเข้าชมโจวจวงกันเลยดีกว่า เริ่มหิวแล้ว อาหารที่เพื่อนคนจีนสั่งมาให้ชิมวันนั้น ซ้ายสุดเป็นกุ้งผัดซ้อส รสชาติกลมกล่อมดี ตรงกลางเป็นผัดผัก ดูไม่น่าอร่อย แต่รสชาติดี ผัดกับน้ำมันล้วนๆ แต่ไม่เลี่ยน ขวาสุดเป็นไข่เจียวใส่ปลาน้ำกร่อยตัวเล็กๆ (จำชื่อไม่ได้ว่าปลาอะไร แต่ไม่ค่อยมีที่อื่นค่ะ เค้าว่างั้น...) เค้าบอกว่าต้องทานให้ได้เพราะเป็นของขึ้นชื่อที่นี่พอๆ กับขาหมูเลย





จานนี้พระเอกของมื้อ ขาหมู เค้าเลาะเนื้อออกเพื่อให้ทานง่ายขึ้น รสชาติดี มีเลี่ยนนิดหน่อยประสาขาหมู ถ้าได้น้ำส้มพริกดองแบบขาหมูบ้านเราล่ะก็ เด็ด...





จานนี้เป็นหอย น่าจะเหมือนหอยจุ๊บบ้านเรา ไม่เคยทานที่ไทยเพราะไม่ค่อยถูกอัธยาศัยกับหน้าตาหอยแบบนี้เท่าไหร่ ถูกเพื่อนสามีคะยั้นคะยอให้ชิม โดยมารยาทก็ต้องชิมไป แต่ตัวเดียวก็เกินพอค่ะ





ส่วนชามนี้ รสชาติดีมาก... แต่ขอแค่คำเดียว ตามที่เค้าขอร้องแกมบังคับให้ชิม เหตุเพราะเค้าไปเลือกปลาเป็นๆ จากในตู้มาทำ แถมยังเอามาอวดให้ดูถึงโต๊ะด้วยความภูมิใจมากว่าสดจริง... อุตส่าห์ย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าสั่งแบบนี้น้า... เราไม่กิน มีการบอกว่า ก็กินแต่น้ำซุปกับเต้าหู้สิ ไม่ต้องกินเนื้อปลา... บ๊ะแหล่ววว...

คบกันมา 6 ปีคุณพี่ไม่เคยจำกันเลยว่าพวกเราไม่นิยมสั่งฆ่าสัตว์เพื่อปรุงอาหารกันซึ่งๆ หน้า (ไม่เห็นก็พอไหวนะคะ แต่ให้ไปตักมาฆ่ากันแบบนี้ ทำใจไม่ลงจริงๆ ) พอยกชามนี้มาที่โต๊ะ เค้าก็บรรจงตักมาให้ชิมก่อนเลย ด้วยความที่อยากให้ชิมของอร่อยของเค้า มองหน้ากับสามี นี่ก็เพื่อนร่วมงานเค้านิ... เอา...ชิมซักคำให้เค้าชื่นใจหน่อยละกัน เค้าก็รอถามว่า อร่อยมั้ย รสชาติจริงๆ ก็หวานอร่อยมาก แต่ถ้าเลือกได้ ขออร่อยน้อยกว่านี้ แต่ไม่ต้องฆ่าใครต่อหน้าจะดีกว่ากันเยอะเลยจ้ะคุณพี่ ที่ต้องเล่าเพราะอาจมีคนที่คิดแบบเดียวกัน จะได้เตรียมใจไว้ก่อนสั่งอาหารที่เป็นปลาในประเทศจีนค่ะ





ทานเสร็จก็ไปต่อกันที่บ้าน... เจ้าของบ้านหลังนี้ ชื่อ Shen Wansan เป็นเพื่อนกับคุณ Zhang จำได้ลางๆ ว่าเค้าเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ทั้งที่คนหนึ่งเป็นทหาร อีกคนหนึ่งเป็นพ่อค้า แต่ช่วยเหลือกันมาตลอด (ผลของการบริโภคแต่ปลาน้ำจืดช่วงที่อยู่เซี่ยงไฮ้ สมองจำอะไรไม่ได้เล้ย....)





รายละเอียดมีแม้กระทั่งบนหลังคา





หินอ่อนลายเหมือนภาพเขียนเลยค่ะ





ภาพยืนยันว่า ขาหมูเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองจริงๆ




ทางไปวัด Quanfu





ด้านหน้าวัด





ด้านในมีพระพุทธรูปงามมาก แต่ปกติเค้าไม่ให้ถ่ายรูป พอดีเพื่อนคนจีนไปขอกับหลวงจีนให้ ท่านก็อนุญาตเพราะเห็นว่าพวกเราเป็นคนพุทธจากเมืองไทย





ชักยาว เอาเป็นว่าถ้าสนใจรายละเอียด เชิญได้ที่เว็บนี้เลยค่ะ http://english.zhouzhuang.com/2010-02/20/content_9477787.htm




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2553    
Last Update : 1 ตุลาคม 2553 20:06:28 น.
Counter : 3749 Pageviews.  

### เปรียบเทียบ Hot Pot 3 ร้านในเซี่ยงไฮ้ Shanghai hot pot ###

พอถึงฤดูหนาวทีไร ร้านอาหารที่จะขายดีมากหนีไม่พ้นร้าน Hot pot ทุกสไตล์ค่ะ จะเสฉวน จะไต้หวัน หรืออื่นๆ ก็คนเต็มร้าน รอคิวนานทั้งนั้น

คราวนี้ขอมาเทียบกันระหว่าง 3 ร้าน คือ Hot pot king (ชื่อจีนว่า Lai2 fu4 lou2 = หลายฟู่โหลว) ทานกันจนร้านปิดหนีไป ตอนนี้เหลือแค่สาขาเดียว ม่ายช่าย... ตึก Lippo plaza เค้าปิดปรับปรุงเพื่อรับเอ็กซโปต่างหาก ไม่ได้ไปทานจนเค้าเจ๊งหรอกค่ะ

ตอนนี้เหลือร้านที่ Hengshan แค่ที่เดียว วิธีไป ก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 ลงสถานี Hengshan ร้านจะอยู่ชั้น 2 หน้าร้านจะเป็นป้ายใหญ่ๆ เขียนว่า Laifu kitchen บริการนี้ดีแบบธรรมดาสำหรับคนต่างชาติ เพราะเปิดมานานจนน่าจะชินกันแล้ว

ร้านนี้มี Hot pot หลายซุปเหมือนร้าน Hot pot ทั่วๆ ไป แต่ที่แนะนำให้ทานเป็นซุป 2 อย่าง ที่เรียกว่า Yuan2 yang2 = หยวนหยาง คือ เป็นน้ำซุปกระดูกหมูใส่น้ำมันพริก (Hong2 tang1 = หงทัง หรือ หมาล่าทัง) กับซุปกระดูกหมูเฉยๆ (Bai2 tang1 = ป๋ายทัง)





น้ำจิ้มหลากหลายมาก จนน่าเวียนหัว แต่ยืนพื้นที่แนะนำสำหรับคนที่ทานเนื้อวัว และเนื้อแกะ คือ น้ำจิ้มที่เป็น Peanut butter จะออกมันๆ หวานๆ แล้วไปปรุงพริก กระเทียม น้ำส้มสายชู (ดำๆ แบบจีน) ใส่งา ใส่น้ำมันงา ต้นหอม ฯลฯ ตามชอบเอาเอง

ของอร่อยที่พลาดไม่ได้ของร้านนี้ คือ เกี๊ยวไข่ (蛋饺子 = Dan4 jiao3 zi4 = ต้านเจี่ยวซึ) เป็นไส้เกี๊ยวที่ห่อด้วยไข่เจียว มีทั้งแบบไส้ผักและไส้หมูกับกุ้ง (จะสั่งแบบรวมในจานเดียวก็ได้นะคะ)




ในรูปนี้จะเห็นว่านอกจากเนื้อแกะแล้ว ยังมีของอร่อยอีกหลายอย่าง เช่น เต้าหู้แช่แข็ง (冻豆腐 = Dong4 dou4 fu2 = ต้งโต้วฝู) (ที่เห็นเป็นสี่เหลี่ยมด้านล่างของรูป) และลูกชิ้นต่างๆ เจ้าเต้าหู้แช่แข็งนี้จะอร่อยมากถ้าแช่ในน้ำซุปนานๆ จะดูดซับน้ำซุปไว้เต็มชิ้น เวลากัดน้ำซุปจะไหลออกมาเต็มปากเต็มคำเลยทีเดียว แต่ควรทิ้งไว้ให้เย็นลงหน่อยนะคะ ไม่งั้นอาจต้องไปทัวร์บางตาเหลือกกันก่อนได้





ส่วนรูปนี้เป็นมื้อที่พาน้องรักไปทานสาขาตรง Hengshan ค่ะ พอดีน้องๆ เค้าทานเนื้อวัวได้ เลยสั่งมาให้ชิมกัน ลายสวยกว่าเนื้อแกะหน่อยนึง เราสั่งเห็ดรวมกับลูกชิ้นรวม และสารพัดผักมาทานกัน ทำเหมือนจะเป็นอาหารสุขภาพเลยนะเนี่ย





ถัดมาเป็นร้านเป็นร้านที่น้องคนไทยเพิ่งพาไปทานค่ะ ร้านนี้จะแปลกว่าร้านอื่นตรงที่มีโจ๊กให้ทานตอนหลังทาน Hot pot เสร็จแล้วด้วย สไตล์ญี่ปุ่นเลยนะนี่ ชื่อร้านว่า Wumizhou (Seafood hot pot) มีหลายสาขาเหมือนกัน





สาขาที่ไปทานกันน่าจะสะดวกกับนักท่องเที่ยวทีเดียว เพราะอยู่ด้านหลังห้างโซโก้ที่อยู่ติดกับวัดจิ้งอันเลย เดินตรงถนนคนเดินระหว่างห้างกับวัดไป ก็จะเจอร้านอยู่ตรงหน้า ข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว วิธีไปก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 ลงสถานี Jing An ออกทางออกด้านโซโก้ หรือที่เขียนว่า Fresh mart แล้วเดินทะลุห้างไปข้างหลังก็เจอค่ะ (อีกสาขาในนามบัตรบอกว่ามีที่ Raffles city แต่ยังไม่ได้แวะไปดู ทั้งๆ อยู่ตรง People's Square ใกล้โรงแรมนี่เอง ^ ^" )

ร้านนี้จะเด่นที่น้ำซุปที่มีแบบซุปผักกาดดอง ออกรสเปรี้ยวแบบแกงจืดผักกาดดองบ้านเรา แล้วเค้าใส่เนื้อปลาลงไปเยอะพอสมควรทีเดียว (อย่าตกใจกับคำแปลในเมนูว่า ใส่กะหล่ำดองและหัวงูนะคะ เป็นปลาค่ะ)

แต่ซุปนี้พนักงานได้อธิบายให้ฟังในรอบหลังที่ไปทานซ้ำพร้อมกับสามีว่า จะไม่เหมาะสำหรับทำโจ๊กเท่าไหร่ ถ้ากะว่าจะทานโจ๊กต่อ ควรสั่งเป็นซุปสีขาวที่ใส่เก๋ากี๊แทน แต่แม้ว่าจะบอกแบบนี้ อิชั้นก็ยังคงมุ่งหน้าสั่งโจ๊กต่อไปค่ะ ด้วยความที่อยากอวดสามี ให้ได้ทานโจ๊ก





จุดเด่นนอกจากโจ๊กแล้ว ยังมีน้ำมันวาซาบิที่แสบจมูกจี๊ดจ๊าดสะใจมาก คิดว่าจริงๆ แล้วร้านนี้คงตั้งใจทำเพื่อรองรับคนญี่ปุ่นที่มาห้างโซโก้ด้านหน้าค่ะ เลยมีวิธีทาน Hot pot ที่เลียนแบบคนญี่ปุ่น รวมถึงมีตัวน้ำมันวาซาบิ (芥末油= jie4 mo4 you2 = เจี้ยโม่โหยว)ให้เติมในน้ำจิ้มด้วย





น้ำจิ้มของร้านนี้ไม่หลากหลายจนน่าเวียนหัวเหมือนร้านอื่น แต่มีให้เลือกเป็นถ้วยๆ กันไปเลย คิดตังถ้วยละ 5 RMB อ้อ...น้ำซุปก็คิดตังนะคะ น่าจะราวๆ 35-40 RMB





มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง จานนี้ Shrimp dumpling (虾卷 = Xia1 juanr = เชียจ่วน)





ลูกชิ้นรวม (什肉丸 = shi2rou4wan2 = สือโร่วหวาน) เหมือนจะใส่แป้งเยอะไปนิด พอต้มนานๆ แล้วลูกชิ้นจะพองใหญ่มากกกกกก





ตามด้วยเนื้อปลาและผัก (จริงๆ แล้วถ้าสั่งเป็นซุปปลากับผักดอง ก็แทบไม่ต้องสั่งเนื้อปลามาเพิ่มเลยค่ะ เพราะเค้าให้มาเยอะพอสมควรทีเดียว สรุปว่าสองสาวทานไม่หมดซะงั้น)





ลงหม้อแล้วค้าบบบบบ





ตามด้วยผัก





พอทานใกล้จะอิ่มแล้ว เค้าจะมีโจ๊กให้เราเติมในซุปฟรีค่ะ แต่อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า เค้าไม่แนะนำให้ใส่ในซุปปลากับผักดอง ถ้าตั้งใจจะทานโจ๊กให้อร่อยจริงๆ ควรสั่งซุปที่ใส่เก๋ากี๊ซึ่งอยู่ในเมนูหน้าแรกด้านซ้ายมือเลยค่ะ (จำชื่อไม่ได้ แต่จำหน้าเมนูได้ซะงั้น )





ใส่โจ๊กเรียบร้อยค่ะ เนียนซะ เค้าจะเติมไข่ไก่ให้อีก 1 ฟองด้วยนะคะ




ร้านนี้บริการคนจีนหรือคนที่พูดจีนดีปกติค่ะ แต่ถ้าเป็นคนต่างชาติไป จะใส่ใจมากหน่อย เพราะรอบสองที่ไปกับสามี เค้าจะพูดอธิบายเยอะแยะมากมาย แต่เป็นภาษาจีนหมด

รอบสองที่ไปกับสามีสั่งสารพัดเห็ดมาทานกันแทนเนื้อปลา





นอกนั้นที่เหลือสั่งเหมือนเดิม (ช่างมีพัฒนาการในการกินอะไรเช่นนี้)





ลูกชิ้นตอนใกล้ระเบิดเต็มที





เอาโจ๊กลงแล้วค่ะ เต๊าะไข่ลงไป... (กว่าจะได้ใส่โจ๊ก ต้องเถียงกับพนักงานตั้งนาน เพราะทุกคนจะไม่ยอมใส่ให้ ครั้งแรกพนักงานเสิร์ฟสาวบอกว่าไม่อร่อยนะ ซุปนี้ใส่โจ๊กไม่อร่อยหรอก ก็บอกไว้ว่าชั้นจะกินแบบนี้ล่ะจ้ะ ต่อมาสาวหน้าร้านก็เดินมาอีกว่า จะใส่โจ๊กเหรอ ไม่อร่อยนะ อืมมม... บอกไปว่า รู้แล้ว แต่จะใส่น่ะ ได้มั้ยจ๊ะ ครั้งสุดท้าย หนุ่มเสื้อดำ สันนิษฐานว่าเป็นผจก. ร้าน เดินมาถามพนักงานสาวคนแรกว่า จะใส่โจ๊กให้เค้าเหรอ บอกไปรึยังว่ามันจะไม่อร่อย สาวเสิร์ฟบอกว่า บอกไปแล้ว ก็เค้าจะให้ใส่น่ะ เลยต้องหันไปบอกกับหนุ่มเสื้อดำเองว่า ไม่เป็นไรหรอก ชั้นให้ใส่เองแหละจ้า... (ตกลงจะได้กินมั้ยเนี่ย)


มีหยุดให้ถ่ายรูปอีกต่างหาก ให้ความร่วมมือดีมากๆ




คนเป็นวงกลมซะเวียนหัวแทน ^ ^"





ออกมาเนียนนุ่มเลยค่ะ





สรุปว่า สองมื้อ ทานต่างกันที่เนื้อปลากับเห็ดรวม ราคาต่างกันอยู่ 4 RMB วันที่ทานปลาจ่าย 179 RMB ส่วนทานเห็ดรวม 175 RMB (เห็ดเมืองจีนเดี๋ยวนี้มันแพงเกือบเท่าเนื้อปลาเลยนะคะนี่)



ร้านสุดท้ายนี้เปิดมานาน แต่ความที่ภาษาจีนอ่อนด้อย กว่าจะรู้ว่ามีร้านนี้อยู่ก็ผ่านไปหลายปี (คือ ต้องรอให้ฝรั่งทำรีวิวให้ดู ถึงจะรู้จัก )

ชื่อร้านว่า Dolar shop มีหลายสาขา แต่สาขาที่ไปทาน คือ สาขาที่อยู่ในห้าง Brilliance Shimao International plaza ชั้น 8 พูดแล้วแอบละอายใจ ว่าไปไม่ได้ไกลเกินกว่าตึกใต้โรงแรมที่อยู่เล้ย.... (ที่ชั้น 7 เป็นร้านเกาหลี ชั้น 8 เป็น Dolar Shop ชั้น 9 เป็น South beauty ฝั่งตรงข้ามมี Bifengtang ที่ห้าง Shanghai No.1 Department store ส่วนถนน Hankou ด้านหลังมีร้าน Xinwang เรียกว่า นอนที่ Le Royal Meridien ที่เดียว ก็แทบไม่ต้องเดินหาร้านอร่อยที่ไหนไกลแล้วค่ะ)





ร้านนี้ถ้าไปช่วงเย็น คนจะเยอะมาก ชนิดว่ารอกันทีเป็นชั่วโมงๆ แต่ความที่คงถูกปากคนจีนมาก ถึงได้มีคนรออยู่ได้ทุกวัน อิชั้นกับสามีมุ่งหน้าไปพบกับความผิดหวังที่ร้านนี้ถึง 3 ครั้ง กว่าฝันจะเป็นจริงได้ก็ต้องเป็นวันอาทิตย์ช่วง 11 โมง เรียกว่าไปรอให้ร้านเปิดกันเลยทีเดียว

ลองดูหน้าร้านนะคะ





รูปนี้ถ่ายแต่เช้า เลยยังไม่มีคน แต่ดูจากจำนวนเก้าอี้ได้ นี่ยังไม่ถึง 1 ใน 5 ของที่นั่งรอทั้งหมดนะคะ





เข้ามาข้างในร้าน บรรยากาศดีจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นร้าน Hot pot





ดูโต๊ะใกล้ๆ หน่อย





อาเฮียกำลังพิจารณารายการอาหารอยู่ค่ะ





อุปกรณ์การรับประทาน





เนื้อแกะมาก่อนเพื่อนเลย จริงๆ แล้วร้านนี้มีเนื้อวัวพิเศษจัดมาในชามสวยงามมาก ลายมันแทรกไปเกือบทุกส่วนของชิ้นเนื้อเลยทีเดียว (แต่ไม่ทานเนื้อเลยไม่ได้ลองค่ะ)





น้ำซุปมีให้เลือกหลายแบบเหมือนร้าน Hot pot ทั่วไปในจีน คุณสามีลองสั่งซุปสะเต๊ะค่ะ (เค้าว่าอร่อยดี แต่อิชั้นชิมแล้วเค็มไปนิดนึง... )





ส่วนของตัวเองสั่งเป็น Spicy soup ค่ะ อร่อยแบบไม่มีอะไรให้ต้องติ





เราสั่งฟองเต้าหู้ทอด (油豆片 = you2dou4pian4 = โหยวโต้วเพี่ยน)มาทานกันก่อนค่ะ อร่อยมากๆ ไม่แน่ใจว่าเค้าทานกันแบบจุ่มในหม้อรึเปล่า (แต่ก็น่าจะเป็นแบบนั้น เพียงแต่ลองแล้วไม่อร่อยเท่าทานเปล่าๆ ค่ะ )





ลูกชิ้นรวม...





สั่งผักรวมด้วยนะค้า... เพื่อสุขภาพ





ระหว่างรออาหารมาส่ง ก่อนทานสภาพผมเป็นแบบนี้ค่ะ





อยู่ๆ พนักงานสูทดำ (น่าจะเป็น Supervisor หรือ ผจก. ร้าน) ก็เข้ามาคุยด้วยค่ะ คุยไปคุยมาก็หยิบผ้าเช็ดแว่นมาให้คุณสามีหนึ่งผืน แล้วก็เอายางรัดผมพร้อมผ้ากันเปื้อนมาผูกให้อิชั้นซะงั้น เค้าไม่ได้เป็นคนกินมูมมามซะหน่อยนะตัวเอ๊งงงงงงง มีแต่สามีที่แอบลุ้นตัวโก่งว่าสายผ้ากันเปื้อนจะผูกได้รอบเอวมั้ยน้อ... กลัวจะเสื่อมเสียชื่อสาวไทยหมดค่ะ





ดูอาหารต่อดีกว่า เลือดเป็ด (鸭血 = Ya1 Xue3 = ยาเฉวี่ย) ค่ะ





ตามด้วย Shrimp dumpling (สั่งแทบทุกร้านสิน่า...)





และเห็ดรวมใส่ในชามสวยงามทีเดียว แต่ถ่ายไม่ทันคุณสามีค่ะ ของโปรดเค้าจริงๆ





น้ำจิ้มที่นี่มีน้อยกว่า Hot pot king แต่มากกว่า Wumizhou จะวางเรียงกันที่เคาน์เตอร์ตรงกลาง มีประมาณซัก 30 ชนิดได้ แต่ละชนิดก็จะเขียนบอกไว้ว่า ควรผสมกับอะไร ก็ตักผสมส่งเดชมา 2 ถ้วยค่ะ

ถ้วยแรกใส่ Special sauce ของร้าน เติมน้ำมันงา งาขาวคั่ว กระเทียมสับทอดกรอบ พริกขี้หนูซอย กระเทียมนิดหน่อย ถ้าชอบเปรี้ยวก็มีน้ำส้มสายชูหมักแบบจีนให้เติม

แต่ถ้าทานพวกเนื้อวัวหรือเนื้อแกะ แนะนำให้ใช้ซ้อส Peanut butter เป็นหลักแล้วปรุงอย่างอื่นเพิ่ม ถ้วยที่สองเลยเอา Peanut butter เติมน้ำมันงา งาขาว น้ำมันพริก กระเทียมสับทอดกรอบ

แต่ปรากฏว่ามีซ้อสที่ทางผจก. ร้านภูมิใจนำเสนอมากๆ เค้าบอกว่าเป็นสูตรพิเศษไม่เหมือนร้านอื่น ว่าแล้วเธอก็ไปหยิบมารินใส่ชามสี่เหลี่ยมของอิชั้นค่ะ พร้อมกระเทียม ต้นหอมซอย และพริกขี้หนูซอย เธอบอกว่ารับรองอร่อยแน่ๆ ด้วยน้ำใจอันแสนงาม ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ พอชิมแล้วพบว่า ซ้อสพิเศษของเค้านั้น คือ Double deluxe soy sauce แบบฮ่องกงนั่นเอง อร่อยไปอีกแบบค่ะ





เดือดแล้ว... น่าทานมั้ยคะ





อาเฮียดูมีความสุขมากกับมื้อนี้ (โปรดสังเกตว่าไม่ยอมถอดหมวก เพราะภรรยาเป็นคนถักให้เองกับมือค่า... )





พออิ่มของคาวปั๊บ จะมีพนักงานเดินมาเสิร์ฟถั่วแดงให้คนละ 1 ถ้วยค่ะ





จบถั่วแดงแล้วก็มีผลไม้แถมมาให้ล้างปากอีกโต๊ะละ 1 จาน ชื่นจายยยยยย





สนนราคามื้อนี้อยู่ที่ 193 RMB คุณสามีร้องขอให้มาซ้ำอีก (ซึ่งผิดปกติมาก) จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนจีนถึงได้อดทนรอเพื่อทานร้านนี้กันมากมายนัก แต่ส่วนตัวแล้วความอดทนสั้นค่ะ ถ้าจะทานต้องไปมื้อเที่ยงวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น เพราะมื้อเย็นรอกันทีละชั่วโมง ไม่ไหวจริงๆ


ใครผ่านไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ อยากให้ได้ลองไปชิม Hot pot นะคะ สไตล์ไหนก็ได้ เลือกลองตามชอบ เพราะคุณสามีเองเคยบอกไว้ว่า ชอบ Hot pot สไตล์โคคาหรือเอ็มเคบ้านเราที่สุด สุดท้ายก็เปลี่ยนใจซะงั้น...

แต่ถึงยังไงเราคนไทยก็ต้องไม่ลืมอุดหนุนคนไทยด้วยนะคะ อาจจะแค่ลองเพื่อให้รู้จักวัฒนธรรมการกินของสถานที่ที่เราไปเท่านั้นเอง (ข้ออ้างของคนตะกละที่นำมาใช้ได้เสมอ )




 

Create Date : 07 มกราคม 2553    
Last Update : 23 สิงหาคม 2554 16:07:04 น.
Counter : 4401 Pageviews.  

@^^@ South Beauty, Shanghai ร้านโปรดของชาวไทยหลายคน

ว่ากันถึงร้านโปรดที่สุดในเซี่ยงไฮ้ (ซึ่งจริงๆ มีหลายร้านมาก) แต่ร้านนี้เป็นร้านที่ประทับใจตั้งแต่ 3 วันแรกที่เหยียบเซี่ยงไฮ้เมื่อ 5 ปีก่อนนี้ (2004) นั่นก็คือ ร้าน South Beauty ด้วยความที่ร้านมีเมนูภาษาอังกฤษให้อ่าน ความสะดวกจึงทำให้เคยตัวที่จะไม่จดจำชื่ออาหารเป็นภาษาจีนเอาซะเลย

สาขาที่ไปครั้งแรก คือ สาขาที่ถนน Taojiang ซึ่งเป็นสาขาที่จัดว่าตกแต่งได้สวยงามมากแล้วในช่วงนั้น อาหารที่ทานกันก็มี Ji4 ping3 jiang1 shi4 gun3 fei2 niu2 (ออกเสียงว่า จี้ผิ่งเจียงชึกุ่นเฝยหนิว แต่เปลี่ยนจากเนื้อวัวเป็นเนื้อปลาแทน เพราะเราไม่ทานเนื้อวัวกัน (ถ้าจะเปลี่ยนเป็นปลา ให้บอกว่า อวี๋ แทน) ครั้งนั้นได้คนฝรั่งเศสมาช่วยสั่งให้ ยังจำได้ว่าพอเข้าร้านทุกคนก็จะพูดจีนกับเรา ด้วยว่าหน้าให้มากกกกกก





ตอนจะสั่งอาหารพนักงานก็ปรี่เข้ามาหา พร้อมกับพูดจีนด้วยความเร็วแบบ Maglev ผลคือ ฝรั่งพูดจีนกลับไปว่า สองคนนี้น่ะฟังไม่รู้เรื่องร้อกกกกก พนักงานเสิร์ฟถึงกับงง แล้วถามว่า อ้าว... แล้วเค้าเป็นคนที่ไหน ทำไมพูดจีนไม่ได้... ผิดนะเนี่ยที่หน้าจีนแล้วพูดจีนไม่ได้ในเซี่ยงไฮ้


จานต่อไปนี้ก็ทานกันแทบทุกครั้งที่ไป แต่กว่าจะรู้ชื่อจีนก็เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เพราะมีพี่และน้องคนไทยที่อยู่เซี่ยงไฮ้มานานช่วยเฉลยให้ ต้องขอบคุณพี่สาวและน้องสาวใจดีมา ณ ที่นี้ด้วยนะค้า... (ยังไม่กล้าออกนาม เดี๋ยวอาจจะเสื่อมเสียหากลูกศิษย์เขียนอะไรผิดเข้า)





มาว่ากันเรื่องอาหารต่อ วันนั้นฝรั่งสั่งอาหารมาไม่กี่อย่าง มีหูหมูแขวนสลับกับแตงกวาบนราวไม้ (ตอนนั้นภาษาจีนไม่กระดิกหูค่ะ ชื่อจีนลืมได้เลย) แล้วก็สลัดผักซึ่งจัดมาได้อลังการงานสร้างมาก ที่สั่งแค่นี้เพราะต้องรีบไปลงทะเบียนที่กงสุลไทยต่ออีก

แต่หลังจากนั้นร้านนี้ก็เป็นร้านที่เราต้องไปกันเรื่อยๆ อาหารที่ทานก็ซ้ำซะเป็นส่วนใหญ่ (เพราะยังพูดจีนไม่ได้อยู่) จะมีที่ต่างออกไปก็ คือ กุ้งเสียบไม้ทอดกระทะร้อน อันนี้ลืมถามไปค่ะ เซ็งตัวเองจริงๆ แต่ถ้าใครจะตามไปทาน มีรูปค่ะ เอานิ้วจิ้มไปได้เลย (ก็เพราะแบบนี้ ถึงไม่รู้ชื่อจีนกะเค้าซะที)





ต่อไปก็เป็นจานโปรดอีกเหมือนกัน คือ ปลาลวกในน้ำมันพริก ชื่อจีนว่า Shui2 zhu3 yu2 (水煮鱼 สุยจู่อวี๋) และถั่วผัดหมูสับ ชื่อจีนว่า 干煸四季豆 Gan1 pian3 si4 ji4 dou4 ออกเสียงวกานเปี่ยนซึจี้โต้ว





ชามนี้ก็เหมือนชามข้างบน แต่เปลี่ยนปลาเป็น Nan2 yu2 (จำผิดอีกรึเปล่าน้า...) เพราะปลาข้างบนจะเนื้อมันๆ เหมือนปลาสวายค่ะ แล้วแต่คนชอบนะคะ





อีกจานที่อร่อยมาก แต่เพิ่งเคยทานเมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นไก่ฉีกฝอยราดซ้อสพริก ชื่อว่า Jiang1 nan2 sou3 si4 ji1 (เจียงหนานโส่วซึจี) โส่ว = ฉีก ค่ะ (พี่+น้องค้า... ถ้าเข้ามาอ่าน แล้วเห็นว่าผิด รบกวนช่วยเม้นท์แก้ให้ด้วยนะคะ... ไหนๆ ก็ช่วยนั่งแปลมาให้ตั้งเยอะ จนไปนวดหน้าสายกันมาแล้ว)





จานต่อไป เป็น ไก่หมักผัดเปรี้ยวหวาน (ที่ว่าหมักเพราะไก่นุ่มมาก) ชื่อว่า Gong1 bao1 ji1 ding1 หรือ กงเปาจีติง





อีกจานนึงที่เคยชอบ แต่หลังๆ ไปชักเริ่มไม่อร่อยแล้วค่ะ หมูสับก็ไม่ใส่ให้ด้วย (งงๆ นะเนี่ย เจอแบบนี้มา 3 ครั้งแล้ว ต่างสาขากันด้วย) คือ เต้าหู้ผัดพริกแบบเสฉวน Ma2 po2 Dou4 fu2 อ่านว่า หมาโผโต้วฝู (รายการนี้แอบปันใจไปให้ร้าน Grape แล้วค่ะ)





จานโปรดอีกจาน คือ กุ้งในส้ม จานนี้คิดราคาเป็นตัว จำไม่ได้แล้ว เพราะช่วงหลังสามีไม่ค่อยชอบสั่ง เพราะบอกว่ามันหวานไป ชื่อจีนไม่ทราบเหมือนกันค่ะ





จานสุดท้ายเป็นเป็ดผัดแบบโฮมสไตล์ ทานกับแพนเค้ก อย่าสงสัยที่ไม่มีชื่อจีนนะคะ สั่งครั้งสุดท้ายก็เมื่อปี 2005 สมัยภาษาจีนยังกระดิกได้นิดหน่อยเอง





ปัจจุบัน South beauty มีหลายสาขามากจนจำแทบไม่หมด เอาที่เคยไปทานตามลำดับความสะดวกของนักท่องเที่ยวนะคะ

บนถนนหนานจิง มีที่ East Nanjing Rd. ห้าง Brilliance ซึ่งอยู่ตึกเดียวกับโรงแรม Le Meridien เลย หาไม่ยากค่ะ สังเกตรูปหน้ากากแบบนี้ได้
วิธีเดินทาง ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย 2 ลงที่สถานี้ People’s Square ออกประตูที่ 7 เดินข้ามมาฝั่งถนนคนเดิน โดยยึดเอา Le Meridien ที่หน้าตาแบบนี้ไว้เป็นหลัก

ถ้าหาเจอ ร้านก็อยู่ตึกเดียวกันด้านล่างนั่นล่ะค่ะ แต่เป็นที่ชั้น 9 ลองดูรูปยืนยันว่าตึกเดียวกันจริงๆ

อีกสาขาที่เดินทางสะดวกมาก ก็คือ สาขาถนน Huaihai ในห้าง Times Square นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 ไปลงถนน South Huangpi Rd. ออกประตูที่ 2 เดินมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเลียบถนน Huaihai ไปเรื่อยๆ ผ่าน Huaihai park ไปหน่อย ก็จะเจอห้างนี้ ตัวร้านจะอยู่ที่ชั้นสุด ถ้าหันหน้าเข้าห้าง หันหลังให้ถนน ร้านจะอยู่โซนขวามือสุด ถ้าเดินไปแล้วเห็นทางลงไป City Supermarket แปลว่าเดินผิดทางแล้วค่ะ)

ส่วนสาขาแรกที่เคยไปทานบ่อยๆ ตรง Taojiang นั้น ตอนนี้กลายเป็นร้านที่ไม่ค่อยได้ไปแล้ว เพราะมีสาขาที่สะดวกกว่าอยู่ใกล้มากๆ (พอดีที่พักอยู่ Citadines Jinqiao ห่างไปในระยะเดินไม่ถึง 10 นาที หรือบางทีก็อยู่ Le Meridien ค่ะ) วิธีไป ก็นั่งรถไฟใต้ดินสาย 1 ลงที่ Hengshan ได้ (แต่ไม่ทราบทางออก เพราะไปทางแท็กซี่อย่างเดียวค่ะ)

มีสาขาหนึ่งที่ห้าง Super brand mall ด้วย แต่จำไม่ได้แน่นอนว่าชั้น 10 รึเปล่า ร้านนี้วิวจะสวยมาก แต่บริการคนเอเชียแปลกๆ อยู่นิดนึง (อาจจะรู้สึกไปเองนะคะ เพราะไปแค่ครั้งเดียว) ปัจจุบันห้างนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก โลตัสก็เปลี่ยนโลโก้ กลายเป็นสีแดงเหลือง (ตอนนี้กำลังปรับปรุง ปิดไปจนถึงเดือนมกราคมปี 2010 เลย) ถ้าจะหา South beauty ที่นี่ ไม่แน่ใจว่าจะยังอยู่รึเปล่านะคะ ร้านอาหารในเซี่ยงไฮ้ย้ายบ้าง ปิดบ้าง ตลอดเวลาเลย ปรับข้อมูลแทบจะไม่ทันขนาดไปมาปีละหลายครั้ง

สำหรับสาขาที่ไปทานกับพี่น้องสาวไทยในเซี่ยงไฮ้นั้น ก็เป็นสาขาตรงห้าง Parkson Hongqiao ค่ะ ไกลหน่อย แต่งร้านสวยคล้ายสาขา Taojiang เพราะได้พื้นที่ใหญ่พอควร แถมบางช่วงมีลดราคา 50% สำหรับอาหารบางรายการ ซึ่งน่าจะถูกใจลูกค้ามาก เพราะล่าสุดที่ไปร้านนี้ จ่ายกันแค่คนละ 40 RMB เอง (ราคารวม 159 RMB หารสี่) แต่สาขาอื่นยังไม่เคยเจอว่าลดราคาเลยค่ะ (หรือเป็นเพราะเค้ารู้ว่าไม่ใช่คนจีนน้อ...)

ถ้าถามว่า ในการมาเที่ยวเซี่ยงไฮ้ อาหารเสฉวนอย่างร้านนี้อร่อยคุ้มค่าที่จะลองมั้ย ตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า คุ้มค่าในด้านประสบการณ์สำหรับคนชอบชิมแน่นอน แต่ถ้าเน้นเที่ยวแบบประหยัด ก็ไม่แนะนำค่ะ เพราะยังมีร้านอาหารเสฉวนที่ราคาสบายกระเป๋ากว่านี้ อย่างเช่นร้าน Grape ร้าน Tony ให้เลือก (ซึ่งจริงๆ ก็ถูกกว่ากันไม่มากเท่าไหร่)

แต่อย่างว่านะคะ นิยามคำว่าอร่อยของบางคน อาจจะไม่ตรงกัน เกิดไปทานแล้วไม่รู้สึกว่าอร่อยขึ้นมา กลัวเหมือนกันว่าจะโดนว่าได้ เพราะเสียเงินทั้งทีกลับได้ของไม่ถูกปากมาแทน เอาเป็นว่าขึ้นกับวิจารณญาณผู้อ่านก็แล้วกันค่ะ


เพิ่มเติมนิดนึงว่า ไหนๆ ก็ไปที่ห้าง Brilliance กันแล้ว ชั้น 7 มีร้านอาหารเกาหลีชื่อว่า Hanshangong Korean BBQ Cuisine ด้วยนะคะ อาหารเป็นพวกเนื้อต่างๆ ปิ้งย่างแบบเกาหลี ร้านนี้เป็นร้านใหญ่ เหมาะสำหรับเวลาจะไปทานร้าน Dolar shop (Hot pot) แล้วได้คิวนานเกินไป (เกิน 1 ชม) ร้านนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีลูกค้านะคะ แต่เพราะมีโต๊ะเยอะมากกกกกก จนพนักงานต้องถึงวิ่งเสิร์ฟกันเลยทีเดียว บริการดีมาก อาหารก็จัดว่าคุ้มค่า คุ้มราคา ซุปกิมจิรสดี แต่เครื่องเคียงธรรมดา ให้น้อย อร่อยแค่หมูหวานอย่างเดียว

เดี๋ยวไปว่ากันเรื่อง Hot pot กันเดี่ยวๆ บล็อกเดียวเลยสำหรับฤดูหนาวในเซี่ยงไฮ้แบบนี้.....


ปล. มี Krispy Kreme ขายแล้วที่เซี่ยงไฮ้บนถนน Wujiang ด้วยนะคะ รายละเอียดไว้ค่อยมาว่ากันต่อบล็อกต่อไปค่ะ




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2552    
Last Update : 23 สิงหาคม 2554 16:19:47 น.
Counter : 2755 Pageviews.  

ไม่ใช่แค่เมืองเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน เสียดายวัฒนธรรมดีๆ ของเอเชีย

สมัยก่อนชาวเอเชียเราถือว่าการแสดงออกทางเพศเป็นเรื่องที่ควรทำกันในที่ลับ แต่ช่วงนี้เซี่ยงไฮ้เกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ เดินไปเดินมาจะเห็นเด็กมัธยมยืนกอดกัน จูบกัน ในที่สาธารณะชนิดที่ฝรั่งยังเบือนหน้าหนี พร้อมกับหัวเราะเยาะกันเบาๆ ในหมู่เพื่อนฝูง และเปรยว่า Get a room!

เด็กจีนน่าจะฟังไม่ออก แต่ไอ้คนฟังออกมันยืนหัวโด่อยู่ในลิฟท์ด้วยเนี่ย อายแทน... ที่อายเพราะผมและผิวของเราฟ้องว่ามีสายพันธุ์เดียวกัน ที่อายเพราะความเป็นผู้หญิงเอเชีย แม้จะไม่ได้ร่วมชาติเดียวกัน ที่อายเพราะฝรั่งเค้าแยกไม่ได้ว่านี่คนไทย นั่นคนจีน ตอนที่เค้าส่งสายตามาหัวเราะด้วย ได้แต่เบือนหน้าหนี เพราะเด็กคู่นั้นยืนกอดกัน จูบกันโดยขวางทางเข้าออกของลิฟท์ไว้เกือบทั้งหมด (เพราะยังมีเพื่อนผู้ชายของเด็กสองคนนี้ยืนอยู่อีกมุมหนึ่ง)

ทุกคนที่จะเข้ามาต้องเดินสะดุดเท้าของสาวเจ้าที่ยื่นออกมาหนีบขาฝ่ายชายไว้ ด้วยความยาวที่ยื่นออกมาราวครึ่งหนึ่งของประตูลิฟท์

แม้ว่าจะไม่ใช่คนเคร่งครัดอะไรนักหนา ด้วยเข้าใจว่าฮอร์โมนของวัยรุ่นมันร้อนแรง ประกอบกับการหลั่งไหลของวัฒนธรรมตะวันตกที่พรั่งพรูเข้ามาจนคนในประเทศที่เคยปิดอย่างจีนเลือกและกลั่นกรองที่จะรับไม่ทัน แต่การเห็นภาพเหล่านี้ปรากฏในระยะใกล้ แบบไม่อายสายตาใครแบบนี้ มันค่อนข้างน่าตกใจ และน่าสะอิดสะเอียน

ความจริงแล้ว ภาพของผู้หญิงจีนสาวๆ ที่กอดรัดฟัดเหวี่ยง ยืนแลกลิ้นกับฝรั่งตามริมถนนหนทางก็มีให้เห็นจนชินตา และประเมินได้อยู่ว่าผู้หญิงเหล่านั้นมีวัยเพียงพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่กำลังแลกอยู่มันคุ้มค่าหรือไม่

แต่เด็กในวัยเรียนที่กำลังเดินตามความเคยชินทางสายตา จะรู้หรือไม่ว่า อะไรกำลังจะตามมา ต่อให้โลกจะก้าวไปไกลแค่ไหนก็ตาม คนเอเชียก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแสดงออกทางเพศให้คนเดินถนนทั่วไปได้รับรู้ถึงความร้อนรุ่มที่อัดอั้นอยู่ภายใน

เก็บไว้เพียงไม่กี่นาที รอให้ถึงโรงแรม ถึงหอพัก ถึงบ้าน หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะได้ทำตามในสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่แล้ว หรือแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ทำเป็นไปเพื่อต้องการแสดงออกถึงความเป็นฝรั่งในตัวเอง (แต่ฟังภาษาฝรั่งพูดไม่ออกซะงั้น )

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบ้านเมืองมันเปลี่ยนแปลงเร็ว หรือ ประเทศถูกเปิดเร็วเกินไป จำได้ว่าเคยเห็นวัยรุ่นบ้านเรามีพฤติกรรมการแสดงออกแบบนี้อยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้เกิดมลพิษทางสายตาได้มากขนาดนี้

ถ้าถามว่ารับได้มั้ยกับการแสดงออกทางเพศของเด็กไทย ประเภทกอดกัน จูบกัน (แบบจุ๊บที่แก้ม ที่ผม ที่หน้าผาก) ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกหลานเราเอง แน่นอนว่าคงจะรับไม่ได้ แต่สำหรับคนนอกที่ชีวิตเด็กเหล่านั้นไม่มีความเกี่ยวข้อง คงจะได้แต่สงสารบุพการีของเด็กเหล่านั้น และเห็นเป็นเรื่องเหลือวิสัยจะไปพูดถึง ตราบเท่าที่ไม่ได้สวมชุดนักเรียน นิสิตนักศึกษามาทำให้เห็น

ส่วนการเที่ยวได้แลกลิ้นจนน้ำลายยืดตามร้านอาหารหรือถนนหนทางนี่ เห็นจะรับไม่ไหว ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่อยู่มาจนแก่ป่านนี้ยังไม่เคยเห็นคนไทยทำกันแบบที่เยาวชนเซี่ยงไฮ้กำลังทำอยู่เลย (ยกเว้นบางบริเวณในไทยที่สงวนไว้ให้ผู้มีอาชีพพิเศษได้โชว์คุณภาพสินค้า - ซึ่งแม้จะรับไม่ได้ แต่หมดปัญญาจะพูดถึงอีกเช่นกัน เพราะเป็นอาชีพเลี้ยงปากท้องของเค้า ตราบเท่าที่เรายังมีปัญหาความยากจน บ้าลัทธิวัตถุนิยมไม่รู้จบสิ้น)

ได้แต่เสียดายวัฒนธรรมดีๆ ความสวยงามของการเป็นคนเอเชียที่อารยธรรมมาแต่โบร่ำโบราณ แต่เรากลับไปวิ่งตามชนชาติที่ถือกำเนิดมาได้แค่ไม่กี่ร้อยปี แล้วมองเห็นความเสื่อมเป็นความโก้เก๋ไป

ขอให้ความโชคดีนี้เป็นของเราชาวไทยตลอดไป อย่าให้ต้องมีฝรั่งคนไหนมาเปรยว่า Get a room ให้ได้ยินในแผ่นดินไทยเลย เจ้าประคู้ณณณณณณ.....




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2552    
Last Update : 17 ธันวาคม 2552 4:38:25 น.
Counter : 643 Pageviews.  

@^^@ ทัวร์เซี่ยงไฮ้เน้นกิน ไม่เน้นเที่ยว @^^@

กะว่ารอบนี้จะพาน้องๆ เที่ยวกัน ทำไปทำมาไหงเป็นทัวร์รับประทานไปอีกตามเคย ไม่รู้ป่านนี้น้องเค้าจะรู้ตัวมั้ยน้า...ว่ายังเที่ยวไม่ครบเลยเนี่ย

วันแรก อุตส่าห์นัดเจอกันที่สนามบิน แต่แล้วก็คลาดกันในเมือง (ซะงั้น ) เลยไปทานมื้อเย็นกันแค่สองคนกับสามี ร้านเดิมๆ

เริ่มกันที่เกี๊ยวน้ำร้อนๆ





ต่อด้วยบะหมี่ทอดกรอบราดหน้าคอหมู (อาหารเหมาะสำหรับหน้าหนาวจริงจริ๊ง )





อาเฮียอยากทานข้าว เลยสั่งข้าวหมูแดงกับไก่ต้มซีอิ๊วมาให้





อากาศมันค่อนข้างเย็น ต้องสั่งอะไรร้อนๆ มาซดซะหน่อยนะคะ เจ้านี่เลยค่ะ Hua Sai คล้ายๆ หั่วกัว แต่ใส่พริกเพียบ...





ปรากฏว่า นึกขึ้นได้ทีหลังว่าลืมสั่งของโปรดไปสองอย่าง นั่นก็คือ เปาะเปี๊ยะแท่ง กับมะเขือยาวยัดไส้หมูสับราดซ้อส ค่ะ

มานั่งทำบล็อกแล้วถึงเพิ่งเห็นว่า ทานเข้าไปได้ไงนี่ 2 คน 6 อย่าง ที่เห็นตาบวมๆ นี่เพราะตื่นมาก็หิวโซ รีบออกมาทานกันเลยค่ะ




วันต่อมาไม่พลาดแล้ว นัดเจอน้องๆ เรียบร้อย เที่ยวอะไรกันนิดหน่อยแล้วเราก็ไปทานมื้อเที่ยง (จริงๆ เกือบบ่ายสอง) กันที่ร้านโปรด Grape ค่ะ

แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นกันที่ล่าจื่อจี (Laziji) หรือไก่ผัดพริกแห้ง เจ้านี้ไม่เหมือนใครตรงที่ไม่มีกระดูกให้ระคายปาก ต้องบ้วนปรื๊ดๆ เหมือนร้านอื่นในเซี่ยงไฮ้ค่ะ (ใครมีร้านที่เลาะกระดูกให้แบบนี้ ช่วยแนะนำเพิ่มเติมด้วยนะคะ)





ตามด้วยถั่วผัดหมูสับกับพริก โดยก่อนหน้านั้นสั่งของทานเล่นเป็นเป็ดม้วนไข่แดงไข่เค็ม และแมงกะพรุนน้ำมันงาค่ะ ส่วนถั่วลิสงกับผักดองมีให้ทานฟรีอยู่แล้วทุกโต๊ะ





แม้ว่าจะคุยกันไว้ว่าเดี๋ยวไปทานต่อกันอีกสองที่ในวันนี้ (ตอนที่พูดนี่ก็บ่ายสองกว่าแล้ว ) ก็ยังไม่วายสั่งเป็ดปักกิ่งค่ะ





และตบท้ายด้วยปลาทอดราดซ้อสเปรี้ยวหวาน





จากนั้นเราก็เดินจากร้าน Grape ไปซินเทียนตี้ เจตนาเดียวเลย คือ เพื่อให้ย่อยก่อนไปถึงร้าน Din Tai Fung

ถึงหน้าร้านแล้วค่ะ เดี๋ยวนี้เค้ามีระบบจัดคิวด้วยคอมพิวเตอร์แล้วนะคะ แต่ก็ยังต้องตะโกนเรียกเบอร์กันอยู่





ความที่อยากให้น้องๆ ได้ชิมเสี่ยวหลงเปาที่อร่อยที่สุด (ตามความเห็นส่วนตัวนะคะ เพราะไม่ชอบของร้าน Nanxiang แป้งหนาเกิ๊นนนน ส่วน Crystal Jade ช่วงหลังแป้งก็หนาขึ้นค่ะ) เลยมาที่ร้านนี้ แม้จะอิ่มแสนอิ่มยังไงก็ต้องชิมให้ได้ เดี๋ยวมาไม่ถึงเซี่ยงไฮ้ พร้อมกับสั่งไก่แช่เหล้า และเกี๊ยวน้ำมาให้น้องๆ ชิม




จากนั้นก่อนกลับโรงแรมก็ไปตะลุยทาน Shenjianbao (ซาละเปาทอดมีซุปข้างใน คล้ายๆ เสี่ยวหลงเปา) เต้าหู้เหม็น และเนื้อแกะเสียบไม้ย่างเครื่องเทศที่ถนน Wujiang กัน รูปไม่มีเพราะไม่มีใครมือว่างพอจะถ่ายรูปได้ค่ะ


อีกวันเราไปร้าน South Beauty กัน ร้านโปรดอิชั้น ไม่รู้ว่าน้องๆ เค้าจะโปรดด้วยเหมือนกันมั้ย แต่ทำไงได้ หลวมตัวมาด้วยกันแล้วนี่ เสร็จโจร





เริ่มกันที่เนื้อลวกน้ำมัน โดยเป็นหม้อใส่หินร้อน ใส่น้ำมันร้อนจัด ชนิดที่พอเอาเนื้อลงไปน้ำมันจะเดือดพล่านขึ้นมาทันทีเลยค่ะ คุณพนักงานมาถามว่าจะใส่หรือไม่ใส่อะไรบ้าง สรุปว่าพูดจีนกับไม่รู้เรื่อง เค้าก็พูดอังกฤษไม่ได้ เลยบอกให้ทำๆ ไปเถอะจ้า... หิวแล้วอะ




พอลวกเนื้อ หัวหอม และผักชี (โชคดีที่อิชั้นไม่ทานเนื้อ เลยรอดผักชีไปได้จานนี้ ) เสร็จแล้วหน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ เวลาจะทานเค้าจะมีขนมปังสำหรับซับน้ำมันให้คนละหนึ่งแผ่น





แล้วก็ถึงคิวจานโปรดของอิชั้นค่า กุ้งเสียบไม้ทอดบนหินร้อน กรอบจนทานได้ทั้งตัวเลยทีเดียว





ตามด้วยถั่วผัดหมูสับ (อันนี้น้องรีเควสค่ะ สงสัยว่าจะติดใจจากร้าน Grape) และปลาลวกน้ำมันพริก (สุยจู่อวี๋)





ต่อกันที่ร้านฮ่องกงอีกตามเคย เพราะใกล้โรงแรมที่สุด

เริ่มที่ยำแตงกวา ไข่เยี่ยวม้ากับเห็ดหูหนูแบบจีน และหมูกรอบค่ะ





ต่อด้วยกุ้งผัดเกลือ และมะเขือยาวยัดไส้หมูสับ (อย่างหลังนี่สามีอิชั้นสั่งได้เกือบทุกวันสิน่า )





ตามด้วยซุปกระดูกหมู ถูกใจทุกคนเพราะน้ำซุปหวานธรรมชาติด้วยเครื่องเทศต่างๆ (ถ่ายตอนอยู่ในหม้อไม่ทัน เพราะตักกันเร็วมากๆ ^ ^" )





จานนี้เป็นข้อไก่ทอดแล้วผัดซ้อสค่ะ อร่อยกรุบกรับ เสริมแคลเซี่ยมดีนักแล




ตบท้ายด้วยของหวานเป็นพุดดิ้งมะม่วง ซึ่งสู้ร้าน Shanghai 38 ที่บ้านเราไม่ได้ แต่พอถูไถค่ะ และจบสนิทที่ Beard Papa ชูครีมเจ้าอร่อยกับรสที่ไม่ (แน่ใจว่า) มีในไทย คือ คุกกี้ครัมพ์ ชาเขียวเคลือบช็อคโกแล็ต และไส้เกาลัด ค่ะ





มื้อต่อมาเป็นร้านเดิมอีกล่ะค่ะ (ไม่รู้ว่าน้องเค้าจะเบื่อกันรึยัง แต่ฝนตกค่ะ ไม่อยากไปไหนไกลๆ)

บะหมี่ทอดราดหน้าคอหมูอีกแล้ว (พอดีน้องเค้ายังไม่เคยชิม)





ตามด้วยห่านย่าง วันนี้หนังไม่กรอบเท่าไหร่ (สงสัยเพราะฝนตก...เกี่ยวกันมั้ยนี่ ^ ^" )





และไข่ม้วน




เอ...จานนี้อะไรน้อ...





มันคือ... ไก่ผัดเต้าซี่กระทะร้อน นี่เอง...




ลืมของทานเล่นไปซะงั้น หูหมูยำแบบจีนค่ะ




และอย่างสุดท้าย จริงๆ พยายามจะสั่งเจ้า Hua Sai แบบหม้อแรกที่ทานกับสามี ไม่ทราบว่าสื่อสารพลาดยังไง ออกมาเป็นหม้อนี้แทนค่ะ หน้าตาไม่เห็นจะเหมือนกันเล้ย





อีกมื้อเป็น Hot pot ค่ะ พาไปที่ Hot pot king ร้านที่เคยไปทานตรง Lippo Plaza บนถนน Huaihai ใกล้ๆ กับฮ่องกงพลาซ่าปิดไปแล้ว เพราะเค้าทำตึกใหม่ (คาดว่าเพื่อรับเอ็กซโปเหมือนกับฮ่องกงพลาซ่านะคะ) เลยต้องระเหเร่ร่อนออกไปทานที่ถนน Hengshan แทน





อยากให้มีซุปแบบ Yuan2yang2 แบบนี้ในเมืองไทยจัง คือ เป็นซุปในน้ำมันพริก และซุปกระดูกหมูให้ทานได้ตามชอบ





มื้อเย็นน้องบินไปปักกิ่งแล้ว เหลือตายายสองคน เลยขี้เกียจไปไหนไกลค่ะ ทานร้านฮ่องกงอีกตามเคย (ดีเนอะ มาเซี่ยงไฮ้ทั้งที แต่ทานร้านฮ่องกงเป็นหลักซะงั้น )

เริ่มกันที่ผักคะน้าลวก แช่น้ำแข็งมากรอบๆ (น้ำแข็งเยอะเกิ๊นนนน ทีขอน้ำแข็งมาดื่มกับโค้กล่ะ ให้มากระติ๊ดเดียวเอง)




ต่อด้วยกระดูกหมูอบน้ำผึ้ง (มั้งคะ เพราะออกหวานๆ อร่อยกว่าหมูแดงอีก)





และสุดท้ายเป็นไก่อบหม้อดิน (จริงๆ แล้วตั้งใจจะสั่งจานนี้ให้น้องๆ ได้ชิมค่ะ แต่สั่งพลาดไปเป็นไก่ผัดเต้าซี่แทนซะงั้น แต่น้องไม่รู้... ไม่เป็นไร )





อีกร้านที่อยากพาน้องๆ ไปชิมมาก คือ ร้าน Di1 Shui3 Dong4 แต่ด้วยเวลา (และกระเพาะ) มีจำกัด ทำให้น้องๆ พลาดไปในวันสุดท้าย (พี่ไม่ดีเองจ้ะ ที่พาไถลเพลินไปหน่อย )

จานเด็ดของร้าน ที่มาแล้วพลาดไม่ได้ Zi3 Ran2 Pai2 Gu3





ของทานเล่นอย่างยำหูหมูเผ็ดแบบจีน และไข่เยี่ยวม้ากับพริกหวานราดน้ำมันพริก ก็อร่อยมากค่ะ แต่เต้าหูผัดไม่อร่อยเหมือนที่เคยเป็น ผิดหวังอย่างแรงกับจานนี้




ตบท้ายด้วย Hong2 Shao1 Rou4 ผิดหวังอีกรอบค่ะ เพราะไม่ใช่แบบที่เคยสั่ง (พอดีเค้าเปลี่ยนเมนูใหม่ เล่มใหญ่ขึ้น แต่เข้าใจยากขึ้น ) แบบนั้นจะเป็นหมูสามชั้นตุ๋นมากับผักดอง อร่อยเลิศ ส่วนจานนี้เหลือกลับโรงแรมค่ะ





ไปหาอะไรทานนอกตัวเมืองกันหน่อยดีกว่า

Qibao Old town ค่ะ

นกย่างกันเป็นตัวๆ หัวหางอยู่ครบ (ปกติก็ชอบทาน แต่เห็นอย่างนี้แล้ว สู้ไม่ไหวค่ะ โหดเกิ๊นนนน)





ขาหมู...




ผลไม้เคลือบน้ำตาล





จากนั้นเป็น Zhouzhuang ค่ะ

ของขึ้นชื่อ ได้แก่ ขาหมู อีกเหมือนกัลลลล์





ร้านอาหารในโจวจวงทุกร้านต้องมีขาย...





จะมีสองแบบให้เลือก คือ ส่วนที่เป็นขา (จูโจ่ว) และส่วนที่บ้านเราเรียกว่า คากิค่ะ (จูโส่ว)




เจ้าส่วนขา หั่นแล้วจะออกมาหน้าตาแบบนี้...




บนโต๊ะที่เพื่อนคนจีนสั่งมา เค้าบอกว่า ในไข่เจียวนั้นมีปลาตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของโจวจวงค่ะ กุ้งก็เป็นกุ้งแม่น้ำ ส่วนผักไม่ได้สนใจถามเพราะไม่ทาน




ต่อด้วยหอยจุ๊บ (น่าจะเหมือนบ้านเราค่ะ) พอดีไม่ถูกกันเป็นการส่วนตัว เลยไม่ได้สนใจอะไรจานนี้นัก ^ ^"




สุดท้ายเป็นซุปปลาใส่เต้าหู้ค่ะ แทบไม่ได้ทานเลย เพราะเพื่อนสามีเล่นไปตักจากตู้มาเห็นๆ ยังจะถือมาโชว์อีกว่าสดจี๋เลยนะ ของดีมากเลยเนี่ย (แหะๆ คุณพี่ขา...ถึงจะดียังไง แต่หนูรับไม่ไหวอะ) แต่จำต้องชิมเพื่อมารยาทไป 2-3 คำ เพราะเค้าคะยั้นคะยอให้ชิม มีการบอกให้ทานแต่ซุปกับเต้าหู้สิ ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้กินปลานี่...

สำหรับคนจีนแล้วการเสียหน้าเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ ยิ่งเค้าภูมิใจนำเสนอมากๆ ขนาดนี้ แม้ว่าจะอธิบายมาก่อนสั่งอาหารแล้วว่าเรานับถือพุทธเน้อ...อย่าสั่งอะไรที่ต้องสั่งฆ่ากันสดๆ เค้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ยืนยันที่จะสั่งมาให้ทานให้ได้ เพราะเป็นของขึ้นชื่อ

อาหารเจ้าปัญหาที่ว่า...



พอชิมแล้วก็โอเคค่ะ ซุปหวานดี แต่ก็แค่นั้น ต่อให้อร่อยยังไงก็คงไม่คิดจะสั่งทานแน่นอนค่ะ

ถ้าดูจากเมนูหน้าร้านที่อยู่ด้านบน จะเห็นว่า เค้าสั่งอาหารแนะนำมาถึงสี่อย่าง เลยเกรงใจแย่งเค้าจ่ายไป เพราะอุตส่าห์ขับรถพามาถึงโจวจวง แถมเสียค่าเข้าชมข้างในให้อีกต่างหาก (ค่าเข้าคนละ 100 RMB แล้วค่ะ)

จบบล็อกแค่นี้ก่อนดีกว่า ดูท่าทางรูปจะเยอะไปแล้ว

ขอบคุณที่แวะมานะค้า...




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2552    
Last Update : 15 ธันวาคม 2552 15:19:04 น.
Counter : 2966 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.