พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย
Group Blog
 
All blogs
 

*_^ ปีใหม่ หัดทำอาหารใหม่ๆ ดูบ้างดีกว่า ^_*

ก่อนอ่านบล็อกหน้านี้โปรดอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นอาหารพลิกแพลงอะไรนะคะ เนื่องจากอาหารใหม่ๆ ที่ว่าเป็นแค่อาหารที่เจ้าของบล็อกยังไม่เคยทำหรือนานๆ ทำทีเท่านั้นเองค่ะ

เริ่มจากไข่พระอาทิตย์ แรงบันดาลใจมาจากสูตรในหนังสือของสมเด็จพระเทพฯ ค่ะ แต่ก็ไม่ได้ทำตามสูตรเป๊ะๆ นะคะ เพราะวันที่ทำเป็นวันปีใหม่เลยงดเนื้อสัตว์ (แต่ยังทานไข่และนม) ดังนั้นมีอะไรก็ใส่ลงไป เครื่องปรุงหลักๆ คือ ไข่ ข้าว เต้าหู้ขาว ไชโป๊วหวาน น้ำมัน ซีอิ๊วขาว พริกขี้หนู

เริ่มจากตีไข่ ใส่ข้าว เต้าหู้แข็งที่ทอดแล้ว ไชโป๊วหวาน ซีอิ๊วขาว และพริกขี้หนูลงไป ตีให้เข้ากันแล้วนำไปทอดแบบไข่เจียวในกระทะเทฟลอน ใช้น้ำมันไม่ต้องเยอะค่ะ ปีใหม่อยากได้อะไรที่พิเศษหน่อย ไข่พระอาทิตย์ดวงเดียวไม่สะใจ ทอดไข่ดาวอีกฟองให้กลายเป็นพระอาทิตย์สองดวงในจานเดียวซะเลย


หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ






จากนั้นเริ่มอยากทานไส้อั่ว ในจีนทางเหนือจัดและฤดูหนาวจัดแบบนี้ไม่ต้องคิดเรื่องเครื่องเทศไทยเลยค่ะ ใช้แบบกล่องของพี่โบ้นี่ล่ะ (โลโบ้) สะดวกสุด

ย่างกลางคืนเพราะอยากดูว่าหน้าตาจะเป็นยังไงแค่นั้นเอง






ใช้ได้ทีเดียว ลองจัดจานซะหน่อย






ดูท่าทางว่าจะน่าเกลียดตอนจัดจานนี่แล... ทานกับผักเขียวๆ บ้าง






เริ่มนึกสนุก มีเส้นผัดไทยสำเร็จรูปอยู่ห่อนึง ลองซะหน่อย แบบไม่ห่อไข่ (จานนี้ไม่ต้องใช้สูตรเพราะทำตามข้างซองค่ะ หุหุ)






แบบห่อไข่... ทั้งอัปลักษณ์ ทั้งผักเผิกก็ไม่มี ล้านเลี่ยนเตียนโล่งมาก... (อุเหม่...ยังกล้าโชว์ได้อีกนิ...)






ยังไม่เข็ดกับพวกเส้นๆ ต่อด้วยก๋วยเตี๋ยวหมูคร้าบ...พี่น้องงงง... ลูกชิ้นสูตรคุณนัทเจ้าเก่า อร่อยเหมือนเดิม เพียงแต่คนทำไม่สามารถทำให้หน้าตาลูกชิ้นดีไปกว่านี้ได้เพราะความขี้เกียจล้วนๆ เลย น้ำซุปใช้กระดูกหมูส่วนหลังมาต้ม พอเดือดก็ช้อนฟองออก สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทยตำละเอียด) ใส่คื่นช่าย ไชเท้า และเกลือ เท่านี้ก็เรียบร้อยค่ะ

เวลาจะทานก็ลวกผัก (ถ้าใส่) ลวกเส้น ตักลูกชิ้น หมูชิ้นหมัก หมูสับใส่ชาม โรยกระเทียมเจียวและพริกไทย ทำไม่ยากเลยค่ะ แต่เสียเวลาตอนต้มซุปหน่อยเท่านั้นเอง

ชามเล็ก ก๋วยเตี๋ยวเด็ก (โข่ง) ไม่มีผัก






ส่วนของคนออกตัง ทานผักได้ เอาถั่วงอกรองก้น ใส่ผักฮ่องเต้ แล้วก็ตักคื่นช่ายแถมให้อีกด้วย







ดูขนาดชามจะรู้ว่าบ้านนี้แบ่งชนชั้นชัดเจน (ต้องเอาใจกันสุดฤทธิ์เพราะเดี๋ยวไม่มีคนหาเลี้ยงค่ะ )






มาถึงอาหารของคนไม่นิยมผักกันต่อดีกว่า (จริงๆ จานนี้ทำบ่อยค่ะ แต่พอดีถ่ายเก็บไว้เลยเอามาลงซะ วิธีทำก็ไม่ยาก ต้มน้ำเปล่า เติมเกลือซักช้อนโต๊ะนึง ต้มสปาเก็ตตี้ให้สุกโดยให้ยังเป็นไตนิดๆ แบบที่ฝรั่งเรียกว่า Al dente น่ะค่ะ ไม่ต้องใส่น้ำมัน ไม่ต้องไปลงน้ำเย็น หากจะใช้เส้นนั้นปรุงอาหารเลย และถ้าใช้ไม่หมด นำเส้นสะเด็ดน้ำแล้วแช่ช่องแข็งไว้ได้ เวลาจะนำออกมาปรุงอาหารให้วางไว้ข้างนอกจนน้ำแข็งละลายเท่านั้น ไม่ต้องอุ่นด้วยไมโครเวฟอีกเพราะจะทำให้เส้นเละได้ค่ะ

มาถึงซ้อส รอบนี้ผัดแบบครีมซ้อสเบคอนกับเห็ดกระดุม ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และออริกาโน่ (แต่ไม่ค่อยเห็นเป็นครีมเพราะมีโทรศัพท์เข้าเลยผัดนานไป ครีมเลยแยกตัวเป็นน้ำมันซะงั้น ) ผัดเสร็จเอาเส้นที่ต้มแล้วลงมาคลุกๆ ตักใส่จานโรยด้วยเบคอนทอดกรอบ และพาร์เมซานชีส (รอบนี้เป็นแบบสำเร็จเพราะไม่อยากเหม็นมือหลังจากขูดเองค่ะ ) ก่อนตักเข้าปากก็บดพริกไทยดำลงไปอีกนิดเพิ่มความหอม






มาถึงอาหารสำหรับรับปีใหม่ของคนจีนกันบ้างดีกว่า ในจีนนั้นเค้าจะมีอาหารสำหรับรับปีใหม่หลายอย่างขึ้นกับแต่ละภูมิภาค สำหรับที่มณฑลเหลียวหนิงขึ้นชื่อเรื่องเกี๊ยวค่ะ จึงใช้เกี๊ยวเป็นตัวแทนความร่ำรวยในปีใหม่ เพราะรูปร่างของเกี๊ยวนั้นคล้ายกับเงินจีนสมัยโบราณนั่นเอง วัน 小年 (ก่อนตรุษจีนหนึ่งสัปดาห์) กับ 春假 (ตรุษจีน) ชาวจีนทางตะวันออกเฉียงเหนือจึงนิยมทานเกี๊ยวกัน แต่บ้านอิชั้นทานก่อน 小年 หนึ่งวัน เนื่องจากวันเสี่ยวเหนียนนั้นตรงกับวันพระไทยค่ะ

เผอิญว่าแถวนี้มีแป้งเกี๊ยวสำเร็จรูปขาย คุณสามีเลยไปซื้อมาให้ แต่ลืมถามไปว่า แป้งนี้สำหรับเกี๊ยวนึ่งหรือต้ม ผลก็คือ.....

เกี๊ยวยืดบานออกไปมาก... แถมไส้ยังทะลักได้อีก แบบนี้.....






กว่าจะถึงบางอ้อว่า แผ่นเกี๊ยวที่ใช้นั้นเหมาะกับการต้มไม่ใช่นึ่งก็สายไปเสียแล้ว






เกี๊ยวที่ควรจะหน้าตาเหมือนเงิน มันกลับหน้าตาเหมือนกระเป๋าสตางค์ผู้หญิงไปเสียอย่างนั้น แต่คิดอีกทีก็เป็นลางดี เพราะแปลว่า เงินทองจะไม่รั่วไหลไปไหน นอกจากลงกระเป๋าอิชั้นคนเดียว... เวลาทานเกี๊ยวนึ่งนี้ น้ำจิ้มที่ใช้มีหลายแบบ บางคนใช้แค่ซ้อสเปรี้ยว บางคนเติมพริกผัด บางคนใส่กระเทียมบดหรือซีอิ๊วเพิ่มไปด้วย






พอถึงวันเสี่ยวเหนียนซึ่งตรงกับวันพระ อิชั้นเลยต้องหาอาหารที่ดูคล้ายๆ ทองมาทานซะหน่อย ก็เมื่อวานทานเงินไปแล้วนี่นา...

เต้าหู้ทอดราดด้วยน้ำปรุงรสเลียนแบบอาหารจีนที่ชื่อ 口水鸡 (แปลเอาเองว่า ไก่ยั่วน้ำลายหรือไก่น้ำลายสอ คือ ใช้คำว่าเรียกน้ำย่อยไม่ได้น่อ เจ้าโขวสุ่ยนี่แปลเป๊ะๆ ว่าน้ำในปากน่ะค่ะ แบบเนี้ย --> ) จานนี้ก็เลยเป็น 口水豆腐 เต้าหู้ยั่วน้ำลาย

วิธีทำ ไม่ยาก (เท่าไหร่) ใช้ซ้อสตันตันเมี่ยน (担担面) มาผสมกับน้ำมันถั่วลิสง (กลิ่นจะหอมมาก) และน้ำมันพริก ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู น้ำตาลนิดหน่อย ถ้าชอบน้ำมันงาก็ใส่เพิ่มได้ กลิ่นไม่ตีกันค่ะ จากนั้นก็คนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว นำมาราดบนเต้าหู้อ่อนทอด (กรอบนอกนุ่มใน) จากนั้นก็โรยถั่วลิสงบดหยาบ

ออกมาหน้าตาแบบนี้...






จ้วงไปจะหมดถ้วยแล้วเพิ่งนึกได้ว่า ลืมถั่วลิสงค่ะ เลยโรยไปทั้งเป็นเม็ดนี่ล่ะ ไม่ต้องบดเบิดให้ขาดตอน






รุ่งขึ้นเริ่มหาอะไรในตู้เย็นไม่ได้ คว้าเอาเมนไทโกะ (ไข่ปลาคอดปรุงรส) มาผัดกับเส้นสปาเก็ตตี้ที่แช่แข็งไว้ซะเลย (เริ่มชุ่ยแฮะ เพิ่งจะผ่านปีใหม่มาไม่กี่วันเอ๊งงง)

วิธีทำ ยีเอาไข่ปลาผสมกับน้ำมันมะกอก (คลาสสิค) และมายองเนสในชามใหญ่ (อย่าเพิ่งเติมเกลือหรือเครื่องปรุงอื่นเพราะไข่ปลาก็เค็มอยู่แล้ว) แล้วตั้งกระทะผัดเส้นกับกระเทียมฝานให้ร้อนจัด จากนั้นเทเส้นลงชามไข่ปลา คลุกๆ เสร็จค่ะ ถ้ามีสาหร่ายก็โรยเพื่อความสวยงามได้ ถ้าขี้เกียจก็โล้นๆ แบบนี้เลยค่ะ







เริ่มขยันอีกหน่อยก็ทำข้าวหมกไก่ค่ะ ใช้พี่โบ้อีกตามเคย ใช้สูตรข้างซองค่ะ






มาถึงช่วงตรุษจีน ตั้งใจจะไปทานอาหารไทยฉลองตรุษกับเพื่อนบ้าน ปรากฏว่า...ร้านปิด ต้องไปทานอาหารสวิสที่ชื่อ Heidi's อยู่ข้างๆ กันแทน ร้านน่ารักดีแต่รสชาติไม่ไหวเอาซะเลย ถึงกับต้องกลับมาทำอาหารล้างปากเกือบทุกรายการที่สั่งกันเลยทีเดียวค่ะ
เริ่มที่ซุปหัวหอม (พอดีไปกับเพื่อนบ้านเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเปรียบเทียบ แต่ซุปเค้าใส มีเศษแครอทกับหัวหอมลอยเท้งเต้งไปมา อยู่ใต้บาเก็ตต์อันน้อยที่โรยด้วยมอซซาเรลล่าชีสบางๆ อบมาแบบกลัวชีสจะเหลือง น่าเอ็นดูดีค่ะ) แต่ปกติเค้าใช้กรูเยร์กันน่อ ส่วนของอิชั้นใส่ดะทุกชนิดที่มีค่ะ ไม่แคร์สูตร กรูเยร์ มอซฯ และพาร์เมซานชีสโปะเข้าไป

สูตรซุปหัวหอมจริงๆ ทำไม่ยากเลยค่ะ เอาหอมผัดกับเนยให้ใส ใส่ไวน์ขาว (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่) ใส่แป้งสาลีนิดหน่อยเพื่อทำ Roux (เป็นตัวที่ทำให้ซุปข้นขึ้น) คนให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำซุปไก่ หมูหรือเนื้อตามแต่จะหาได้ (ตามร้านอาหารส่วนใหญ่เค้าใช้ซุปเนื้อนะคะ ใครไม่ทานเนื้อต้องถามก่อนด้วย) ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ซุปก้อนแก้ขัดได้ค่ะ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย แล้วก็เคี่ยวไปซักพัก พอจะทานก็ตักใส่ชาม หั่นบาเกตต์วางลงไปแผ่นนึง โรยชีสบนบาเก็ตต์แล้วนำไปอบด้านบนให้เกรียมนิดหน่อยเท่านั้นเองค่ะ

ออกมาหน้าตาเป็นเช่นนี้...





ตักขึ้นมายืดดดดด... จนสามีถามว่า ตกลงนี่มันซุปชีสใช่ม้ายยยย...






ช่วงนี้อ่านกระทู้ในก้นครัวเห็นวิธีทำหมูกรอบที่ดูแล้วน่าจะทำไม่ยาก เลยลองดูค่ะ ทำเนี่ยไม่ยากจริง แต่น้ำมันกระเด็นไปสามโลกเลยทีเดียว ขนาดใช้หม้อทอดนะคะ หม้อยังเกือบกระโดดตกจากเคาน์เตอร์ น้ำมันกระฉอกออกมาโดนขดลวดเหม็นไหม้ไปทั่วบ้าน คุณสามีเลยสรุปให้ว่า ซื้อเค้าต่อไปจะดีกว่า

ส่วนน้ำราดนั้น พอดีไม่ได้ทำหมูแดงเลยไม่มีน้ำหมักหมูแดงค่ะ ใช้วิธีมั่วเอาด้วยการ ใส่น้ำซุปกระดูกหมู ซีอิ๊วขาว ซ้อสมะเขือเทศ (ใส่แค่ให้มีสีเท่านั้น) ซ้อสเห็ดหอม น้ำตาลทราย น้ำมันงา เนยถั่ว เหล้าจีน และงาคั่ว สัดส่วนใช้วิธีปรุงไปชิมไปค่ะ กว่าจะทำได้รสที่ต้องการก็เกือบจะอิ่มพอดี พอได้รสที่ต้องการแล้วก็เอาแป้งข้าวโพดละลายน้ำนิดหน่อยใส่ลงไป ต้มจนเดือด น้ำราดดูข้นนิดหน่อยก็ปิดไฟได้เลย

ออกมาหน้าตาแบบนี้ อร่อยจริง ต้องขอบคุณเจ้าของสูตรนะคะ แต่เสียดายที่สู้น้ำมันกระเด็นไม่ไหวค่ะ (ทั้งที่อบในเตาให้แห้งแล้วนะคะ)






ด้วยความที่ยังอารมณ์ค้างจากร้านอาหารสวิสไม่หาย ทำชีสฟองดูว์ซะเลย เหมือนเคยค่ะ มีอะไรใส่หมด มีชีสกี่อย่างก็โยนใส่หม้อไป (เว้นมอซซาเรลล่ากับเชดด้าไว้หน่อยนะคะ เดี๋ยวมันจะเหนียวเกิ๊นนน...) ที่ทำใช้ Gruyere, Swiss cheese, Emmental จากนั้นใส่ไวน์ขาวลงไปละลายค่ะ ง่ายๆ แบบนี้เลย แต่อร่อยกว่าที่ร้านนะฮ้า...ขอบอกกก... (สูตรจริงๆ เค้าต้องใส่แป้งข้าวโพด ใส่เครื่องเทศนิดหน่อย แต่คนขี้เกียจทำค่ะ แบบนี้ล่ะง่ายสุด)







วิธีทานก็หั่นบาเกตต์และผักที่ชอบเป็นชิ้นพอคำ เอาลงไปจุ่มชีส ถ้ายืดมากก็ม้วนๆ มือให้ชีสวนอยู่ที่ขนมปัง จากนั้นก็อ้ำเข้าปาก ง่ายๆ อร่อย ได้ชีสเต็มๆ คำ ไม่มีแป้งปนให้เซ็ง แถมถูกกว่าทานที่ร้านเยอะเลยค่ะ






สำหรับคนที่ไม่ได้ชอบชีสมาก อาจจะทานแล้วเลี่ยนบ้าง แนะนำให้ทำสลัดผักเปล่าๆ ไม่ต้องมีเนื้อสัตว์อะไรเลย ราดด้วยน้ำสลัดที่ทำด้วยน้ำส้มบัลซามิค น้ำตาลทราย เกลือ พริกไทย มัสตาร์ด และน้ำมันมะกอกแบบ Extra virgin (ปรุงรสตามชอบนะคะ ถ้าออกเปรี้ยวจะตัดเลี่ยนได้ดีกว่าออกหวาน)






จานสุดท้าย ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต แต่ความที่อยากทานเปาะเปี๊ยะทอดมาก แล้วในจีนจะเจอแต่ที่เค้าเอาของทำสำเร็จมาทอดขายกัน มีแต่แป้งกับวิญญาณหมูและผัก ข้างในกลวงๆ เหมือนเป่าลมไว้เลยค่ะ ทานแล้วเสียอารมณ์มากกก เลยตัดใจลองทำเองจากสูตรในก้นครัวนี่ล่ะค่ะ แต่ผสมเอาตามชอบใจ เพราะตอนทำขี้เกียจเปิดคอมฯ

ไส้ ผัดหมูสับ เห็ดหอม แครอท กะหล่ำปลี และวุ้นเส้น ปรุงรสตามชอบ พักให้เย็น

แป้ง ทีแรกกะจะทำค่ะ เห็นสูตรในบล็อกแล้ว แต่บังเอิญโชคช่วยไปเจอแผ่นเปาะเปี๊ยะเข้าที่เมโทร เลยลองซื้อมาทำดู ห่อไม่ยากค่ะ ทำเสร็จแล้วบางส่วนก็เก็บไว้แช่แข็ง รอทอดในครั้งต่อไป (ขี้เกียจนั่งห่อบ่อยๆ น่อ...)

ส่วนที่ทอดมาชิมก็หน้าตาแบบนี้ค่ะ






ถุงทองที่เห็นเป็น by product เนื่องจากทำแป้งขาด ห่อเปาะเปี๊ยะไม่ได้ เลยคว้ากุ้งแช่แข็งมาหั่นเป็นชิ้นๆ คลุกกับต้นหอมสับ ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา แล้วตักใส่แป้ง มัดด้วยต้นหอมอีกที จากนั้นนำไปทอด ผลปรากฏว่า ถุงทองชนะเลิศค่ะ แต่เปาะเปี๊ยะก็จัดว่าอร่อยใช้ได้ทีเดียว อย่างน้อยๆ ก็เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าตามร้านแล...






ทำอาหารจริงๆ แล้วก็สนุกนะคะ สำหรับคนที่กำลังจะหัดทำอาหาร ถ้าอิชั้นทำได้ ใครๆ ในโลกก็ทำได้ค่ะ สามียังบอกว่าไม่น่าเชื่อ จากคนที่หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าไม่เป็น (ตอนนั้นก็อายุ 32-33 เข้าไปแล้ว) ในเวลาแปดปีจะทำอาหารได้มากขึ้นขนาดนี้ ส่วนเรื่องอร่อยหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่เราต้องค่อยๆ ปรับกันไปค่ะ




 

Create Date : 25 มกราคม 2555    
Last Update : 26 มกราคม 2555 1:54:56 น.
Counter : 1208 Pageviews.  

=^ ^= ไก่แช่เหล้าครั้งแรกในชีวิต อร่อยง่ายๆ ไม่ต้องง้อร้านอาหาร =^ ^=

ความที่อยากทานไก่แช่เหล้ามาก แต่ในเมืองเสิ่นหยางหาร้านที่ทำอร่อยยากมากเช่นกัน เท่าที่ชิมๆ ก็มีแต่เนื้อแข็งๆ ติดกระดูก บางทีก็เจอแบบข้างในไม่สุกอีกต่างหากค่ะ แต่ลักษณะที่อยากได้คือ แบบที่ร้าน Din tai fung (鼎泰丰) ทำ คือ เนื้อไก่นุ่ม มีเจลลี่แทรกอยู่ในเนื้อไก่ หอมเหล้า และไก่มีรสชาติในตัวเอง

หน้าตาแบบนี้ของติ่งไท่เฟิงที่เซี่ยงไฮ้เมื่อหลายปีที่แล้ว





ดูเจลลี่ที่แทรกในเนื้อไก่สิค้า...





จานนี้เพิ่งไปทานล่าสุดเมื่อต.ค. 2011 หน้าตาชักเพี้ยนแฮะ แถมแห้งกว่าเก่าเยอะเลย ชักขัดใจ





ไปดูร้านที่สาขาปักกิ่งกันบ้างค่ะ รสเดียวกัน แต่เนื้อแน่นกว่าที่ทางเซี่ยงไฮ้ทำ (เลาะกระดูกให้ทานง่ายกว่าเซี่ยงไฮ้หน่อยนึง... ด้วยการแอบซ่อนชิ้นติดกระดูกไว้ข้างล่าง )





ร้านอื่นๆ ที่ชิมมายังหาที่สู้ร้านนี้ไม่ได้ แล้วเสิ่นหยางก็ไม่มีติ่งไท่เฟิง การทำทานเองจึงน่าจะเป็นทางเลือกแก้ขัดที่ดีที่สุด (รึเปล่าน้า...)

เครื่องปรุง ไก่แช่เหล้า (ไม่มีการชั่งตวงวัดในครั้งนี้เพราะเป็นครั้งแรกค่ะ ออกมาทานได้ก็ดีใจนักหนาแล้ว )

ไก่ (แหงล่ะ...) เน้นส่วนสะโพกนะคะ แต่ถ้าชอบแทะปีกหรือน่องก็พอได้อยู่ แต่ถ้าใช้อกจะออกมาแห้งไป
ขิง
ต้นหอม
เกลือ พริกไทยขาวป่น

เครื่องปรุงสำหรับแช่ไก่
เหล้าจีน (ถ้าได้เส้าชิงก็แจ่ม แต่ถ้าไม่มี เหล้าจีนธรรมดาอย่าง 黄酒 (料酒) ก็ได้อยู่นะคะ)
น้ำตาลเล็กน้อย

บอกก่อนว่าไม่มีรูปตอนทำเพราะกะว่าคงเจ๊งแน่ แต่มาชิมตอนแช่เย็นเสร็จแล้ว ถึงรู้ว่ามันอร่อยค่ะ (แอบชมฝีมือตัวเองก็ได้นะเนี่ย )

จริงๆ วิธีทำไก่แช่เหล้ามีสองทาง คือ ต้มไก่ หรือ นึ่งไก่ ครั้งนี้เริ่มที่การนึ่งนะคะ เพราะมั่นใจว่าถ้าต้มออกมา ผลก็คงจะไม่ต่างกับร้านอื่นๆ ที่เนื้อแห้ง และไม่มีเจลลี่ข้างในไก่แน่นอน

เริ่มแรก ล้างไก่แล้วซับให้แห้ง ผสมเกลือกับพริกไทยป่นเข้าด้วยกัน นำมาทาถูๆ ให้ทั่วชิ้นไก่ จากนั้นวางขิง ต้นหอมที่ภาชนะสำหรับนึ่งไก่ วางทับด้วยชิ้นไก่ แล้วนำขิงกับต้นหอมมาวางบนไก่อีกที

นำไก่ไปนึ่งราวๆ สี่สิบนาที (ขึ้นกับขนาดของชิ้นไก่นะคะ คงต้องปรับตามความเหมาะสมของเตาที่ใช้กันเอง)

ระหว่างนึ่งไก่ ให้เตรียมเหล้าผสมน้ำตาลนิดหน่อย (ตอนที่ใส่รู้สึกว่าจะเหล้าครึ่งถ้วย น้ำตาล 1 ช้อนชาค่ะ) ใส่ภาชนะที่จะแช่เย็นไก่

เมื่อไก่สุก ตามสูตรจริงๆ เค้าให้นำชิ้นไก่ร้อนๆ ไปช็อคน้ำแข็งก่อน แต่ด้วยความขี้เกียจส่วนตัวเลยไม่ได้ทำตาม ที่สำคัญกะว่าจะเลาะกระดูกออกก่อนแช่เย็นค่ะ เลยยกไก่มาขึ้นเขียงเลาะกระดูกเลย ผลคือ ไก่ออกแนวเละ ดูไม่ค่อยเป็นชิ้นเหมือนที่ร้านเค้าทำกัน ส่วนร้านที่ไม่ได้เลาะกระดูกก็สันนิษฐานว่ากลัวไก่จะเละแบบนี้นี่เอง

เลาะกระดูกออกเสร็จ ก็นำน้ำซุปที่อยู่ในภาชนะนึ่งไก่มาผสมกับเหล้าที่เราปรุงรสด้วยน้ำตาลไว้แล้ว ชิมรสอีกที จะมีรสเค็มของเกลือที่ทาชิ้นไก่ออกมาด้วย ถ้าเค็มไปก็อาจจะแก้ด้วยการเติมน้ำตาลและเหล้าเพิ่ม แต่ไม่ควรเติมเยอะไปหรือเติมน้ำแทนเด็ดขาดเพราะจะทำให้ไม่เป็นเจลลี่เกาะในชิ้นไก่

เมื่อได้รสเหล้าแช่ไก่ถูกใจแล้วก็นำชิ้นไก่วางลงไปในภาชนะนั้น พยายามให้ไก่อยู่ใต้น้ำปรุงรสนั้นโดยเฉพาะส่วนหนัง แต่ถ้าชอบแบบหนังแข็งๆ หน่อย ให้หนังพ้นขึ้นมาก็ได้นะคะ แต่รสคงจะอ่อนกว่าส่วนอื่นหน่อย

ปิดฝาภาชนะแล้วนำไปแช่เย็นประมาณหนึ่งคืน ก่อนจะทานก็นำไก่ออกมาสับให้เป็นชิ้นพอคำ (ถ้าเลาะกระดูกมันจะเละง่าย ต้องระวังกันนิดนึง) ใส่จาน พร้อมทานได้เลยค่ะ ถ้าเป็นคนที่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว อาจจะราดเหล้าจีนเพิ่มไปซัก 2-3 ช้อนโต๊ะก่อนตั้งโต๊ะเพื่อเพิ่มความหอมและความสวยงามค่ะ

จานนี้เป็นจานแรกในชีวิต สับปั๊บทานเลย เกือบถ่ายรูปไว้ไม่ทัน เละมาเลยเชียว





อีกมุมนะคะ แบบว่า...อยากอวดเจลลี่มากกก...





รูปนี้เป็นจานที่สอง ก็ทำพร้อมกันนั่นล่ะค่ะ แต่เป็นอีกชิ้นนึงแค่นั้นเอง พอวางมีดสับโชะ เจลลี่ในเนื้อไก่ก็ปลิ้นออกมาจนดูเละเทะแบบนี้เลย (เข้าใจแล้วว่าทำไมร้านส่วนใหญ่ถึงไม่เลาะกระดูก)





ส่วนพริกที่ทานกับไก่ ก็ทำเองง่ายๆ ค่ะ เอาพริก กระเทียมผัดกับน้ำมัน จะใส่หมาล่าเพิ่มความหอมไปหน่อยก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ตักหมาล่าเข้าปากกันด้วยนะคะ





จริงๆ ถ้าจะตกแต่งจานให้สวยงาม อาจจะโรยหน้าด้วยผักชี ต้นหอม แต่ส่วนตัวไม่ชอบผักโรยทุกชนิด จานที่สองทานคนเดียวก็เลยไม่ใส่ค่ะ ) จริงๆ ควรจะมีโรยอะไรซักนิดเพื่อปกปิดความอัปลักษณ์ของไก่จานนี้ เพราะย้อนกลับไปดูรูปที่ร้านเค้าทำแล้ว แหม...ช่างกล้านะเนี่ย เอามาอวดได้อี๊กกก...

ต่อไปก็ไม่ต้องง้อร้านอาหารแล้ว จานนี้จริงๆ ทำไม่ยากเลยค่ะ เพียงแต่ต้องใช้เวลาเตรียมนานนิดนึง ถ้าทำไก่ไว้หลายชิ้นหน่อยก็จะเก็บไว้ทานได้อีกประมาณสองสามวัน (เอาให้เบื่อกันไปข้างนึงเลย )




 

Create Date : 19 มกราคม 2555    
Last Update : 19 มกราคม 2555 16:50:57 น.
Counter : 16487 Pageviews.  

^ ^" กลัวซะที่ไหนความอ้วนเนี่ย พริกหวานไส้ข้าวผัดอบชีส & Pepperoni pizza

เมื่อวานเพิ่งได้สูตรพริกหวานไส้ข้าวผัดอบชีส (Stuffed Bell peppers) จากพี่สาวที่น่ารัก (เคยตระเวนกิน เที่ยว ช้อปฯ ด้วยกันสมัยอยู่เซี่ยงไฮ้) วันนี้เลยมาลองทำซะเลยค่ะ

เครื่องปรุงที่ใช้มีดังนี้คือ

หมูสับ (ใส่ไปแพ็คนึง หนักเท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจ )

หอมแดง (ถ้าจำไม่ผิด พี่เค้าบอกให้ใส่หอมใหญ่ แต่หั่นผิดไปเลยใส่แทนกันซะ )

ผงปาปริก้า (ใส่ตามชอบค่ะ)

ออริกาโน่ (ใส่ตามชอบเช่นเคย ว่าแต่พี่เค้าบอกให้ใส่รึเปล่าน้า... )

Cumin (ใส่ตามชอบเหมียนกัลล์ )

Salsa Sauce มีทั้งแบบเผ็ดธรรมดา และเผ็ดแสบไส้ (ใส่ซะให้เผ็ดจ๊าก คุณสามีจะได้ทานคล่องๆ )

ซ้อสพริก (คุณพี่บอกให้ใช้ Tabasco ได้ โอเคเลยค้าบบบ)

ชีส (คุณพี่บอกให้ใส่ Cheddar กับ Mozzarella แต่คุณน้องขอแถม Camembert (พอดีแบบครีมมันเหลือ ทิ้งไว้จนแข็งแล้วเลยไม่อยากปล่อยให้เสียของ) กับ Parmesan (รุ่นไม่เหม็นมือเพราะไม่ได้ขูดเอง ;P ) ไปด้วย กลัวไม่สะใจค่ะ

เนยหรือน้ำมันมะกอก (ถ้าไม่กลัวอ้วนก็ใส่ทั้ง 2 อย่างไปเลยค่ะ เพราะน้ำมันมะกอกไม่หอมเท่าเนย อันนี้พี่เค้าไม่ได้บอก แต่อยากใส่เอง )

ในรูปมีเกือบทุกอย่าง เว้น เครื่องปรุงหลัก คือ หมู ข้าว กับ พริกหวานค่ะ (ให้มันได้ยังงี้ซิ )





ก่อนอื่นต้องผัดหอมแดง ใส่หมูสับ ข้าว แล้วก็ปรุงรสด้วย Salsa sauce ทั้ง 2 แบบ แล้วหั่นพริกหวานที่ตัดออกมาเป็นลูกเต๋า ผัดไปพร้อมกัน จากนั้นนำข้าวที่ผัดไปใส่ในพริกหวานที่ทำเป็นถ้วยไว้แล้ว





เพื่อประหยัดค่าไฟ อิชั้นเลยต้องอบพิซซ่าไปพร้อมๆ กันซะ (ข้ออ้างของคนอ้วนจะฟังขึ้นมั้ยนี่ )

ก่อนเข้าเตาอบก็เหยาะซ้อสพริก โรยชีสที่อยากใส่ลงไป เห็นชีสเดือดเป็นฟองมั้ยคะ (นิ้วจิ้มไปล่ะ..มีพองกันมั่ง)





ลาวาชีสสสสสส ว่าแต่ซะมีจะเม้งเอามั้ยนี่ตอนที่ขัดถาดเนี่ย...





พิซซ่านี้เป็น By product ของพริกหวานไส้ข้าวผัดอบชีสค่ะ





หน้าตาของพริกหวานไส้ข้าวผัดอบชีส (ชื่อย้าวยาว แต่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแทนดี) ว่าแต่จะเกรียมไปมั้ยนี่




ทำเสร็จออกมาแล้วก็ลองชิมดู เผ็ดจ๊ากถึงใจ อร่อยดีค่ะ ต้องขอบคุณคุณพี่ที่น่ารักอย่างมาก ที่อุตส่าห์บอกสูตรเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ให้น้องสมองลิงอย่างอิชั้น




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2552    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2552 21:26:58 น.
Counter : 1157 Pageviews.  

@^^@ ครั้งแรกของชีวิตที่ทำพิซซ่าแล้วตัวแป้งทานได้ @^^@

หลังจากที่ได้พยายามนวดแป้งพิซซ่าเองมาหลายครั้ง ลองมาแป้งหลายสูตร ก็พบว่าสูตรที่ถูกใจที่สุดเป็นสูตรที่คุณ GingerFever เคยโพสต์เอาไว้นานแล้วค่ะ (มัวแต่ลองสูตรอื่นอยู่หลายสูตรซะงั้น)

ส่วนผสมมีดังนี้

แป้งสาลี 250 กรัม
ผงยีสต์ 1 ซอง
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำอุ่น 125 มล.
เกลือ 1/4 ชช.

ด้วยความที่อิชั้นมีดวงเป็นอริกับการนวดแป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะสไตล์ไทย จีน ฝรั่ง ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาเครื่องทุ่นแรงอย่างเครื่องทำขนมปังค่ะ เอาส่วนผสมเทลงไปในโถนวด กดปุ่มโปรแกรมที่ 9 (นวดโดว์) ระหว่างนั้นก็วอร์มเตาอบด้วยการอบเค้กตีลังกา (Upside down cake)

หน้าตาเค้กออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ (ไม่เห็นจะสวยเหมือนในสูตรเลยนะเนี่ย )





ส่วนผสมตามสูตรของอ. ศรีสมร คงพันธ์ มีดังนี้ค่ะ

เนย 2 ชต. น้ำตาลสีรำ 1/2 ถ. (ไว้ทำหน้า)
สับปะรดกระป๋อง 4 แว่น น้ำเชื่อมสับปะรดกระป๋อง 1/2 ถ.
แป้งสาลี 1 1/4 ถ. เนย 1/3 ถ.
น้ำตาลป่น 1/2 ถ. ผงฟู 2 ชช.
เกลือ 1/2 ชช. ผิวมะนาวขูด 1/2 ชช.
ไข่ 1 ฟอง เชอรี่ 5-10 ลูก

1. ละลายเนยกับน้ำตาลในพิมพ์ขนาด 8 นิ้วจนน้ำตาลละลายหมด (ในรูปแบ่งเป็น 2 พิมพ์เล็ก เพราะจะทำแบ่งไปบ้านแม่ด้วยค่ะ)
2. วางสับปะรดแว่นลงไป แล้วตามด้วยเชอรี่
3. ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ น้ำตาลป่น ผิวมะนาว
4. คนเนย 1/3 ถ. ให้ฟู ใส่ไข่ คนให้เข้ากัน ใส่แป้งคนให้เข้ากันสลับกับน้ำเชื่อมสับปะรด
5. เท 4 ลงใน 2 อบไฟ 350 F หรือ 170-180 C ประมาณ 30-35 นาที นำออกมาทิ้งให้เย็นประมาณ 10 นาที จึงเอาออกจากพิมพ์โดยคว่ำลงบนจาน เสิร์ฟอุ่นๆ กับ Whipped cream

*** ส่วนตัวแล้วไม่ชอบทานกับ Whipped cream เท่าไหร่ค่ะ มันอ้วน ***


พออบเค้กเสร็จ แป้งพิซซ่าก็นวดเสร็จพอดีเป๊ะเลยค่ะ เลยเอาออกมารีดซะ แล้วใส่หน้าตามวัตถุดิบที่มีในตู้เย็น วันนี้มีค็อกเทลหมูหนังกรอบ เบคอน เบคอนบิท และแฮม ก็หั่นมั่วๆ โรยลงไปหลังทาซ้อสพิซซ่าเรียบร้อย (เหตุที่ไม่มีรูประหว่างทำ เพราะกะว่าทำออกมาก็คงเจ๊งเหมือนเดิม )

จากนั้นก็โรยมอสซาเรลล่าชีสทับลงไป ตามด้วยพาร์เมซานชีสด้านบน

พิซซ่านี้จะไม่มีผักเลย ด้วยว่าอิชั้นเป็นพฤกษวิรัติวันนี้ค่ะ

หน้าตาพิซซ่าที่ได้





แป้งสูตรนี้จะกรอบ เบาดีค่ะ ทำออกมาได้ 2 ถาดกลาง อบแล้วทานเพลินหมดถาดเอาได้ง่ายๆ เลย นับจากนี้ไปก็คงไม่ต้องตะกายเข้าเมืองไปร้านไหนอีกแล้ว งวดหน้าว่าจะซื้อพาร์ม่าแฮมมาทำบ้างค่ะ สะอาด ปลอดภัยและประหยัดตังอีกต่างหาก

ขอบคุณเจ้าของสูตรมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2552    
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 17:04:39 น.
Counter : 312 Pageviews.  

ยินดีด้วยกับชัยชนะบนคราบน้ำตาของชาวไทยอีก 60 กว่าล้านคน

ดูข่าววันนี้ด้วยความเศร้าใจ ภาพของการกระทำที่ไม่น่าเกิดได้จากน้ำมือคนไทย ภาพของคนเสื้อแดงที่บุกรุกเข้าไปยืนโบกธง ชู 2 นิ้ว ชูกำปั้น แสดงท่าทางของผู้มีชัยชนะในสงคราม...

สงครามเผาบ้านเกิดเมืองนอน และชีวิตพี่น้องคนไทยตาดำๆ ด้วยกัน




จากนี้ไปเมืองพัทยาจะมีเรื่องเล่าขานเป็นตำนานใหม่ ว่าเป็นดินแดนที่เกิดเหตุน่าอับอายของแผ่นดินไทย ข่าวกระฉ่อนไปทั่วโลกด้วยภาพการบุกรุกยึดสถานที่เอกชนอันเป็นที่จัดการประชุมระดับภูมิภาคของโลก โดยมีผู้นำประเทศอาเซียนทุกคนเป็นสักขีพยาน

ประเทศไทยนับจากนี้ก็จะเป็นดินแดนต้องห้ามสำหรับนักลงทุน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว เพราะมีพยานหลักฐานบ่งชี้ให้เห็นว่า ที่นี่ไม่มีความปลอดภัยให้ อย่าว่าแต่ประชาชนคนธรรมดาเลย ขนาดผู้นำประเทศอาเซียนทุกคน ตลอดจนผู้นำรัฐบาลไทยยังเอาตัวแทบไม่รอดมาแล้ว

เป้าหมายของผู้สั่งการมี 2 อย่าง

1. ให้รัฐบาลนี้ล้มไป แล้วคนของตัวเองขึ้นเป็นรัฐบาล ออกกฎหมายให้ตัวเองพ้นผิดจากเรื่องยึดทรัพย์ และคดีที่หนีอยู่

2. หากล้มรัฐบาลนี้ไม่ได้ ก็ให้คนเสื้อแดงยั่วยุให้เกิดการปะทะ เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น รัฐบาลจะต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ทักษิณจะใช้เป็นข้ออ้างในการลี้ภัยทางการเมือง และจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในต่างประเทศ

งานนี้ใครได้อะไร

คนเสื้อแดงได้เศษเงินที่แนบมากับกล่องข้าว (ใช้ได้ซักกี่วันเชียว จะบอกให้ว่า ทักษิณซื้อเป็ดที่ลอนดอนกินและหอบกลับมาแจกครม.สมัยนั้น ราคาต่อเป็ด 1 ตัวยังเยอะกว่านี้อีก) คนที่ไม่ได้อย่าน้อยใจ เพราะคุณมาด้วยใจ มาด้วยตาที่ถูกปิดจากข้อมูลข่าวสาร ลองเดินเข้าไปหาแกนนำ คุณอาจจะได้ข้าวกล่องพิเศษแบบเดียวกัน

แกนนำได้เงินในฐานะผู้ดำเนินการให้ทักษิณ จนร่ำรวยมีบ้าน มีรถ มีทรัพย์สินมากมาย คุ้มค่ากับน้ำลายที่เสียไป

ส่วนทักษิณได้กลับมาสยายปีกอำนาจทางการเมือง กลับมาบริหารจัดการแปลงประเทศไทยให้เป็นทุน (ชินวัตร)

เฉพาะที่โกงกินไปก่อนหน้านี้ หากรัฐบาลทหารยึดเอามาแบ่งให้พวกเสื้อแดง เค้าก็จะได้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ ป่านนี้อาจจะไม่สนใจคำพูดทักษิณเลยก็ได้

น่าเศร้าที่เศษธุลีเงินของคนอย่างทักษิณกลับเอามาซื้อคนในประเทศไทยให้ทำร้าย ทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้มากมายถึงเพียงนี้

ว่าแต่... มันคุ้มกันหรือไม่

ที่ต่อแต่นี้ไป จะไม่มีใครอยากมาเยี่ยมเยือน เพราะความป่าเถื่อนที่ได้เห็น คนที่ทำเรื่องท่องเที่ยวเตรียมตัวหยุดกิจการ พักผ่อนระยะยาว

ต่อแต่นี้ไป จะไม่มีใครอยากมาลงทุน เพราะต้องคอยลุ้นว่าอยู่ๆ จะเกิดเหตุแบบนี้อีกหรือไม่ คนที่ค้าขายกับต่างชาติเตรียมตัวปิดกิจการ ให้พนักงานพักร้อนถาวร

ต่อแต่นี้ไป จะไม่มีใครพูดถึงเมืองไทยว่าเป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม เพราะเหลือแต่ภาพพิมพ์แห่งการเข่นฆ่าและไล่ล่าเลือดเนื้อเดียวกัน คนที่อยู่บนแผ่นดินไทยต้องหาทางเอาตัวรอด ไม่ว่าจะรวมกันสู้ หรือ ยอมแพ้แก่ผู้ที่เหนือกว่า ก็ต้องเลือกกันเอาเอง

นี่คือ ชัยชนะบนคราบน้ำตาของชาวไทยอีก 60 กว่าล้านคน ที่คนเสื้อแดงภาคภูมิใจ




 

Create Date : 11 เมษายน 2552    
Last Update : 11 เมษายน 2552 20:37:38 น.
Counter : 817 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

L@st love
Location :
Shenyang China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]




ที่ว่า พลัดถิ่น กิน เที่ยว ช้อปฯ ไปกับรักครั้งสุดท้าย เพราะรักครั้งนี้พาระหกระเหินไปโน่นมานี่ อยู่ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อยไปเรื่อยเปื่อยค่ะ

จึงพอจะเข้าใจความรู้สึกของคนที่ต้องพลัดจากบ้านไปอยู่ถิ่นที่ไม่คุ้นเคย อาหารที่ชอบก็หาไม่ค่อยได้ ของที่เคยใช้ก็ไม่ค่อยอยากจะมีให้ซื้อ ฯลฯ

บล็อกนี้เลยถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2549 เพราะคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับคนที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกันบ้างไม่มากก็น้อยนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทางจีนๆ ก็แหม...ทางตะวันตกน่ะ หาอะไรก็ง่ายอยู่แล้วนี่คะ รู้ภาษาอังกฤษซะอย่างไปไหนก็เอาตัวรอดได้

หลังจากแว่บไปเก็บความรู้ตามบล็อกตกแต่งต่างๆ แล้ว ปริมาณเทคโนโลยีในสายเลือดก็ค่อยเพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง ตอนนี้จึงมีบล็อกที่ทำสำเร็จหลายบล็อกเลยค่ะ (ขอบคุณป้ามดและอีกหลายท่านค่ะ)

ขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามา เชิญไปเที่ยว ชม ช้อปฯ และชิมด้วยกันเลยค่ะ มีคำแนะนำ ติ ชมอย่างไร ฝากข้อความมาได้เลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักและรับทุกความเห็นค่ะ





สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ภาพและบทความบนเวบไซต์แห่งนี้ จัดทำเพื่อเผยแพร่บนเวบ bloggang.com และ pantip.com เท่านั้น

"ห้ามนำภาพ ข้อความ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ/หรือ ข้อความในเวบไซต์แห่งนี้ไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต หากละเมิดจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด"
Friends' blogs
[Add L@st love's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.