Schuhbeck's tee ชานี้จากเยอรมัน

 

 .. เขตแคว้นบาวาเรีย เมืองมิวนิค(Munich,Germany) 

ค่อนข้างหนาวถึงหนาวจับใจ ในช่วงนี้ ..

.. หิมะโปรยปราย .. และสายลมเย็นจัด ที่พัดผ่าน  .. 

ฉันมองกลุ่มควันสีขาว ที่ลอยตัวเหนือถ้วยชา ..

..หล่งกำเนิด ความอบอุ่นเดียวที่ฉันมีอยู่ในมือ ขณะนี้ ถือเป็นสวรรค์น้อยๆ เลยก็ว่าได้ ..

 ---------------------------------------------------------

   .. เสียงกรุ๊งกริ่ง ของกระดิ่งที่หน้าประตู .. ตามด้วยเสียงต้อนรับอย่างสดใสของคุณป้าผู้ดูแลร้าน ..

"Schuhbeck s tee"  

 

 

 

 

..ไม่ได้ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจได้เท่ากับ..หนึ่งในประสาทการรับรู้กลิ่นของฉัน ได้สัมผัสถึงกลิ่นหอมหลายหลาก

มากมาย ที่ประเดประดังเข้ามา .. ฉันคงหลุดเข้ามายังโลกอีกใบหนึ่งแล้วเป็นแน่ ...

ร้านชาร้านนี้มีชาสมุนไพรและชาผลไม้ ดอกไม้ หลากหลายให้เลือกซื้อหา มีแบบทั้งบรรจุในหีบห่อสวยงามในกระป๋องหรือใครอยากจะตัดแบ่งตามที่ตัวเองต้องการก็มีถุงไว้ให้บริการที่หน้าถุงมีฉลากชื่อชา ทั้งคำแนะนำในการชงและดื่มเสร็จสรรพ ..

ฉันเดินวนไปวนมา เจอชากลิ่นหอมแรงอยู่ถังหนึ่ง ก้มดูในถึงมีใบสีม่วงๆปนอยู่เดาเอาว่า เจ้านี่แหละ คือแหล่งของกลิ่นที่ต้องใช้คำว่า "หอมอย่างอุกอาจ" หอมไม่เกรงใจใคร ขนาดที่ว่า ซื้อมาปิดปากถุงพับทบหลายรอบกลิ่นก็ยังหอมประท้วงออกมาจากถุงได้อีก

 


ณ.มุมต่างๆของร้าน ได้จัดกลุ่มประเภทของชาทั้งชาเพื่อสุขภาพ ชาผลไม้ ชามาตรฐานทั่วไปๆที่เป็นที่รู้จักกันอย่าง Earl gray ,English Breakfast ,Ceylon ฉันพบโซนชาเอเชียเช่นชาจีน ชาเขียวญี่ปุ่น จากการสอบถาม พบว่าเป็นชาที่นำใบชาเข้ามาจากประเทศต้นตำหรับ และทันใดนั้น ฉันก็พบ ชาอูหลง และอูหลง ดอยแม่สลอง กลิ่นหอมแบบสุดราคาต่อกิโลกรัมก็ดูจะสูงกว่า ชาเอเชียประเภทต่างๆ 

คุณป้า ผู้ดูแลร้านนำเสนอ อูหลงดอยแม่สลอง เธอบอกว่า เธอประทับใจรสชาติเข้มค้นของมันมากกว่า อูหลงอีกชนิดหนึ่ง และเชิญชวนให้ทดลองจิบน้ำชาเปรียบเทียบดู

ฉันตัดสินใจซื้ออูหลงที่ชื่อว่า Beauty Oolong มาลองดูก่อน คิดว่า อูหลงดอยแม่สลองถ้ามีโอกาสจะลองไปหากินเองที่เชียงรายให้ถึงถิ่น 


เนื่องจากเพิ่งอ่านเจอคุณประโยชน์ของชาประเภทนี้มาหยกๆ  อีกถุงหนึ่งได้ติดไม้ติดมือมาคือ Munchner Kindl หรือ Munich Child ในภาษาอังกฤษ ชาผลไม้จากลูกBlackberry และ Apple เวลาชงออกมาน้ำเป็นสีชมพูอ่อนๆ ดื่มง่ายแทบไม่มีรสฝาดเลย


และสุดท้ายจริงๆ.. อันที่จริงคือจุดประสงค์หลักเลยหล่ะ .. ชาเขียวลาเต้(Matcha Latte)

แอบชิมของเพื่อนรุ่นพี่มา .. ประทับใจแบบสุดๆ เหมือนเจ้าของแท้ต้นตำหรับ.. อีกหนึ่งถุงสุดท้าย ก่อนเดินออกจากร้านอย่างมีความสุข


กลับมาถึงวันนี้ที่มัสกัต .. ฉันนั่งยิ้มอยู่กับถ้วยชาที่อยู่ในมือ สูดดมกลิ่นผลไม้หวานอมเปรี้ยว ก่อนยกดื่ม

อากาศสบายๆ กับชาหรือกาแฟ สักถ้วยที่ถูกใจ นอกจากจะทำให้หัวลื่นไหลเขียนอะไรออกมาได้บ้าง ฉันยังได้พบกับสวรรค์น้อยๆที่สร้างเองได้ อีกต่างหาก ..


 


Alfons Schuhbeck พ่อครัวอันดับต้นๆชาวเยอรมัน ผู้ก่อตั้งธุรกิจโรงเรียน,ร้านอาหาร รวมไปถึง เจ้าของร้านชา "Schuhbeck s tee"  คุณลุงเชื้อสายบาวาเรี่ยน ท่านนี้หลังประสบความสำเร็จกับการเป็นChef มาพอสมควร ในปี 1990 จึงเริ่มดำเนินธุรกิจอาหารของตันเอง โดยเจาะกลุ่มตลาดบนระดับ first class และประสบความสมเร็จ จนกระทั่งเมื่อปี 1995 คุณลุงได้รับรางวัล Five Star Diamond Award โดย the American Academy of Hospitality Sciences

ปัจจุบันนอกจากโรงเรียนสอนทำอาหารและร้านอาหารแล้ว ยังมีรายการทีวี ชื่อ SchuhbeckTV อีกด้วย


ชาอูหลง (ชาเขียวกึ่งหมัก) Oolong Tea

ชาอูหลงเป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักซึ่งมีตั้งแต่หมักอ่อนไปจนถึงหมักเข้ม
ทำให้สี กลิ่น รสชาติ ของชามีความหลากหลาย แต่มีจุดเด่นที่เหมือนกันคือ ให้กลิ่นหอมละมุนชุ่มติดคอ รสชาติกลมกล่อมตั้งแต่อ่อนจนถึงเข้ม

คุณประโยชน์ของชาอูหลง

- สารจำพวก alcohol และ aldehyde มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

-Caffein สารคาเฟอีน ช่วยกระตุ้นสมอง เพิ่มสมาธิ เพิ่มอัตราการเผาผลาญ ช่วยระบบหมุนเวียนโลหิต เพิ่มความดันโลหิต

-Theanine สารไทอะนีนเป็นกรดอะมิโนที่ทำให้ชามีรสกลมกล่อม ช่วยควบคุมการทำงานของสมองและลดความดันโลหิต

- ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ

- ลดไตรกลีเซอไรด์และระดับน้ำตาลในเลือด

- ช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย

- ลดการดูดซึมน้ำตาลและไขมันเข้าสู่กระแสเลือด หากรับประทานพร้อมมื้ออาหาร


 

ขอบคุณข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Alfons_Schuhbeck

http://www.schuhbeck.de

http://www.student.chula.ac.th/~53373316/oolong%20tea.htm





Create Date : 24 มกราคม 2556
Last Update : 24 มกราคม 2556 18:02:00 น.
Counter : 677 Pageviews.

0 comment
Tea Forte' ชาในดวงใจ
ต้องยอมรับว่าด้วยหน้าที่การงานส่วนหนึ่งทำให้มีโอกาสได้รู้จัก ชากาแฟยี่ห้อต่างๆ

จากกาแฟ แก้วแล้วแก้วเล่า ยี่ห้อแล้วยี่ห้อเล่า มีอยู่สองยี่ห้อนะที่ถูกใจ นั่นคือ

"Starbucks และ Second cup" 

แต่ที่มาวินที่สุดเห็นจะเป็น Starbucks ใครว่าฉันบ้าแบรนด์หรือถูกกลยุทธ์ทางการตลาดเข้าครอบงำ 

ก็แล้วแต่จะคิดกัน

ส่วนตัวฉันก็ต้องยอมรับ เนื้อสิ่งอื่นใดของรสชาดกาแฟแล้ว ฉันคิดว่า วัฒนธรรมและแนวคิด ของ

เหล่า Starbucks mania หลายๆคน 

"ฉันเชื่อว่า มันต้องมีบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกันอยู่"

ฉันได้เพื่อนร่วมแนวคิดมาจากการนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือ 

รวมถึงการเขียนblogจากที่นี่มานักต่อนัก ..

"ร้อยละ80 พบว่า รังเกียจการนั่งเนียนในร้านของคนบางกลุ่มจนไม่มีที่เหลือให้กับกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการจริง"

 .. อ๊ะๆ ก่อนจะออกนอกประเด็นไปมากกว่านี้ กลับเข้ามาที่เดิมดีกว่า ..

เรื่องที่อยากจากบอกเล่าในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องกาแฟหรอกนะ .. แต่เป็นเรื่อง"ชา"

และก็อีกนั่นแหละ มีชาหลากหลายยี่ห้อให้เลือก

แต่ที่เห็นจะถูกใจถูกปากมาที่สุด คงเป็นยี่ห้อ Dilmah และ Forte'

Dilmah คงเป็นยี่ห้อที่คุ้นหูกัน หลายๆคนคงรู้จัก แต่ Forte' ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก

หลายครั้งที่ได้ม่โอกาสไปที่ประเทศศรีลังกา และมักจะได้ชายี่ห้อนี้ กลับมามากมาย

จนครั้งหนึ่ง คนขายถามว่า คุณจะซื้อไปขายเหรอ..

ฉันถึงกับอมยิ้มบอกว่า เปล่า เพียงแต่ฉันชอบมาก ซื้อที่นี่ทั้งราคาถูกว่าและมีให้เลือกหลากหลาย

รสชาด มากกว่าที่บ้านฉันนัก

"Perfect Ceylon"เป็นอะไรที่ประทับใจสุดๆ ในความเข้มข้นแต่ไม่ฝาดคอ

 "Rose with French Vanilla" กลิ่นอ่อนหวานรุนแรง  ที่รู้สึกได้ตั้งแต่ที่ฉีกซองเป็นอะไรที่เย้ายวน

เหลือมากเกิน

... และจนวันหนึ่งที่ฉันได้รู้จัก Forte' ...

จำไม่ได้หรอกว่าวันนั้นเริ่มเสิร์ฟกาแฟผู้โดยสารกี่แก้ว

แค่สังเกตว่าผู้โดยสารที่ดื่มชา สั่งแล้วสั่งอีกมากกว่าคนละสองแก้วจนน่าประหลาดใจ

ตอนแรกแอบคิดว่า เอ๊ะ นี่ ชาแอบใส่กัญชารึป่าว

จนมีอีตาผู้โดยสารท่านหนึ่งถามว่า "ฉันขอดูยี่ห้อชาที่คุณเสิร์ฟหน่อยได้ไหม..มันอร่อยมาก"

ตอนนั้นในใจก็คิดว่า เหรอ(วะ) มันขนาดนั้นเลยเหรอ ..

จึงได้ทำการทดลองด้วยตัวเอง.. และพบว่า 

"โอ้..นี่มันช่างสวรรค์โดยแท้สินะ"

ปกติทางบริษัทมักจะผลัดเปลี่ยนยี่ห้อขอเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการลูกค้าเสมอ

แต่ชาสองยี่ห้อนี้เป็นสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย

เรียกว่า ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ตลอด 3 ปีที่เริ่มมีการเสิร์ฟชาสองยี่ห้อนี้

ฉันจึงเริ่มหาข้อมูล

------------------------------------------

และค้นพบว่า Tea Forte' นั่นเพิ่งคลอดมาได้เพียงไม่กี่ปี ..คือเมื่อปี 2003 สัญชาติอเมริกัน ถึงว่าเป็นรุ่นหลานคุณปู่ Dilmah ที่ถือกำเนิดชื่อแบรนด์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1988 ที่ศรีลังกานั่นเอง

------------------------------------------


ฉันถือฤกษ์ดี .. ที่หยุดอยู่บ้าน 3 วัน ออกไปตามหาชายี่ห้อนี้ ซึ่งได้ข่าวว่ามีขายอยู่ที่ร้านชา ในห้าง

สรรพสินค้าใกล้บ้าน .. เสียดายนิดหน่อยตรงที่ ไม่มี Sencha คนขายบอก out of stock

แต่แนะนำ African Solstice มาให้ลอง จากการดมกลิ่นตัวอย่างแล้ว 

อืม .. กลิ่นคล้ายกันใช้ได้แฮะ .. อะลองก็ลอง

กลับบ้านวันนี้เลยได้มา 2 กล่องกลางๆ คือ  African Solstice และ Orchid Vanilla

กลับอีก 1 กล่องใหญ่ เป็น collection: extraordinary tea





บอกตรงๆ แบบลำเอียงเลยว่า กลิ่นมันโชยออกมาตั้งแต่เปิดฝากล่อง

 .. เชิญชวนให้แกะมาชงดื่มละเกิน ..

------------------------------------------------

สำหรับวันนี้มีแค่นี้ สำหรับยี่ห้อชาในดวงใจ

โอกาสหน้าจะอวดชาอีกยี่ห้อหนึ่งชื่อแอบยาว

 รู้จักครั้งแรกก็จากผู้โดยสาร(อีกแล้ว) ตอนไปแฟรงเฟริต

สำหรับวันนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการดื่มชานะคะ Smiley
















Create Date : 18 มกราคม 2556
Last Update : 24 มกราคม 2556 18:03:08 น.
Counter : 1287 Pageviews.

3 comment
ยินดีที่ได้รู้จัก .. โมก Water Jasmine
หมู่บ้านเมืองทองธานี 
นนทบุรี .. 12 ปีก่อน ..

"... ต้นอะไรไม่รู้หอมจัง ..."

"..นี่ๆ เก็บดอก มาเยอะๆๆ " Smiley

ฉันมองกลุ่มดอกไม้สีขาวในอุ้งมือ ... ก้มหน้าสูดลมหายใจเข้าแรงๆฟอดใหญ่

".." เอ... ทำไมไม่เห็นหอมเหมือนอยู่กับต้นเลย ...

ไม่เป็นไร เอามาโปรยเล่น ดีกว่า ... โยนกลุ่มดอกไม้่สีขาวขึ้นบนฟ้า

ฉันชอบความรู้สึก ที่ดอกไม้ร่วงลงมาบนตัวเอง

.. เหมือนเจ้าหญิงเลย ..


..นั่นเป็นความทรงจำของฉัน ที่มีกับ "โมก"

ต้นไม้ที่ตอนนั้นฉันยังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเธอ..

..หากแต่ฉันมักจะแอบไปเด็ดดอกโมก..มาโปรยเล่น สนุกไปกับจินตนาการในโลกของฉันเอง..



"โมก" หายไปจากความทรงจำวัยเด็กของ ฉันนาน .. มากเลยทีเดียว

แต่วันนี้ .. เธอทำให้ฉันคิดถึงเธอ ..ฉันพบโมกอีกครั้ง ..

ตรงหน้าอพาร์ทเม้นท์ที่น้องสาวพักอยู่..

.. "นี่ไง หอใหม่เค้า"
.. "เออ สวยดีใช้ได้เลย" ..

.. ฉันเคลื่อนตัวออกจากรถ ดึงถูลู่ ถูกัง กับกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ .. 

.. พลันฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นบางอย่าง ..

.. " หอมจัง.." ฉันคิด 

.. ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับสีใบเขียวจัด .. ระบายด้วยสีขาวของดอกกระจายตัวรอบพุ่มต้น..

.. "ต้นอะไรอะตัวเอง หอมจัง"..  ในใจฉันคิด.. ว่าเธอช่างหน้าตาดูคุ้นเคยเสียเหลือเกิน
.. "โมกไง  ตัวเองไม่รู้จักเหรอ"..
.. "เนี่ยเหรอ โมก"..

ฉันเดินผ่าน..เข้าไปในตัวอพาร์ทเม้นท์ .. ในใจยังคิด..

 "โมก" ..ยินดีที่ได้รู้จัก .. เพื่อนวัยเยาว์ของฉัน "อีกครั้ง"

โมก (Water Jasmine)
(ชื่อวิทยาศาสตร์: Wrightia religiosa Benth.) เป็นดอกไม้ มีลักษณะดอกเป็นช่อสีขาว มี 3-5 กลีบ ใบมีขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เนื้อใบบางรูปรี หรือรูปหอกกว้าง 0.8-2.0 ทำการขยายพันธุ์โดยการปักชำ หรือ เพาะเมล็ด
ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ปิดจงวา (เขมร สุรินทร์) โมกซ้อน (กลาง) โมกบ้าน (กลาง) และ หลักป่า (ระยอง)
ถิ่นกำเนิด: พม่า  เวียดนาม เขมร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์

โมกเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 5-12 เมตร ผิวเปลือกสีนำตาลดำ ลำต้นกลมเรียบมีจุดเล็ก ๆสีขาวประทั่วต้น แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบลำต้นไม่เป็นระเบียบใบเป็นใบเดียวออกเรียงกันเป็นคู่ตามก้านใบลักษณะใบ เป็นรูปไข่ รี ปลายใบมนแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบางสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ อยู่ตามปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีดอก 4-8 ดอก ลักษณะดอกจะคว่ำหน้าลงสู่พื้นดินมีกลีบดอก 5 กลีบ มีสีขาวกลิ่นหอม ดอกบานเต็มที่มีขนาด ประมาณ 2 เซนติเมตร ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกจะออกมาเป็นคู่ ลักษณะโค้งงอเข้าหากัน ภายในมีขี้เรียงอยู่จำนวนมาก ขนาดความยาวของฝักประมาณ 10-15 เซนติเมตร 
"โมกเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาทำบอนไซ"

การปลูกมี 2 วิธี
  • การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก
  • การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูงขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก :ขุยมะพร้าว:ดินร่วนอัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางบ้างแล้วแต่ความเหมาะสมของทรงพุ่มและการเจริญเติบโตของทรงพุ่ม และควรเปลี่ยนดินปลูกใหม่ทดแทนดินเดิมที่เหสื่อมสภาพไป

การดูแลรักษา

  • แสง ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
  • น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง
  • ดิน ชอบดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง
  • ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1-2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4-6 ครั้ง

การขยายพันธุ์

การตอน การเพาะเมล็ด การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด การปักชำ

โรคและศัตรู

ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร


คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นโมกไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์เพราะโมกหรือโมกขหมายถึงผู้ที่หลุดพ้นด้วยทุกข์ทั้งปวง สำหรับส่วนของดอกก็มีลักษณะ สีขาว สะอาด มีกลิ่นหอมสดชื่นตลอดวัน นอกจากนี้ยังช่วยคุ้มครองปกป้องภัยอันตรายเพราะต้นโมกบางคนเรียกว่าต้นพุทธรักษาดังนั้นเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภายนอกได้เช่นกัน และยังเชื่ออีกว่าส่วนของเปลือกต้นโมกสามารถใช้ป้องกันอิทธิฤทธิ์ของพิษสัตว์ต่างๆ ได้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นโมกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์ เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์





Reference : wisegeek.com,wikipedia,eHow.com,nanagarden.com




Create Date : 26 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2555 15:39:18 น.
Counter : 1005 Pageviews.

0 comment
สมาชิกใหม่
สืบเนื่องจากงานแต่งปุ๊เพื่อนรักในกลุ่ม .. เราเลยได้เจ้านี่มาเป็นสมาชิกใหม่ ..



เป็นไอเดียที่เก๋ไก๋มาก เพราะเป็นของชำร่วยงานแต่งที่ต้องดูแลไปตลอดชีวิต 

ไม่ชีวิตฉัน ก็ชีวิตเธอนี่แหละ .. 

.. เห้นแบบนี้แล้ว มาทำความรู้จัก .. "เฮีย" กันเถอะ ..

บางที่ ใครๆก็เรียก เฮียว่า กวักมหามงคล,เขียวหมื่นปี,กวักนางพญามหาเศรษฐี ...และอื่นๆอีกมากมาย นิกเนม เหล่านี้เรียกแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ แต่นางจะไปกวักอะไรก็ชั่งเถอะ  มาดูชื่ออย่างเป็นทางการของเฮียกันดีกว่า "เฮียชื่อ จริงๆว่า แก้วกาญจนา "...(ชื่อกระเดียดไปทางผู้หญิงเลยอะ .. เก้งรึป่าวเนี่ย)

แก้วกาญจนา หรือ อโกลนีมา (Aglaonema) เป็นพืชไม้ประดับที่มีความสวยงามที่ใบ ได้ชื่อว่าเป็น"ราชาแห่งไม้ประดับ" เป็นลำดับพืชที่มีมากกว่า 40 ชนิด เป็นพืชที่มีทรงพุ่มที่สวยงาม ขนาดเล็ก  กระทัดรัด ใบมีสี และลวดลายที่หลากหลาย  ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธ์เพื่อให้สีสรรสวยงามนิยมเพาะเลี้ยงเพื่อความสวยงาม และจัดให้เฮียแก "เป็นไม้มงคล" จากการที่มีการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ความสวยงามของอโกลนีมาเท่านั้น แต่ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีจึงเป็น เหมือนพืชที่ช่วยฟอกอากาศ (เริศอ่ะ) 

ส่วนชื่อภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์จากภาษากรีก คำว่า aglos แปลว่า แสงสว่าง หรือความสดใส คำว่า nema แปลว่า thread คือเส้นใยบาง ๆ หรือเกลียว [2] มีการตั้งชื่อสายพันธุ์ภาษาไทยที่สื่อความหมายทางโชคลาภ (อุ๊ย!เก๋นะ)

 และเพราะเฮียแกได้ชื่อว่าเป็นไม้มงคลที่ช่วยเสริมสิริมงคลจึงมีความเชื่อว่าให้โชคลาภแก่ผู้ปลูกอีกด้วย  ทำให้อโกลนีมาได้รับความนิยมในการนำมาประดับตกแต่งสวน อาคาร สถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน  โรงแรม หรือ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น  อโกลนีมา เป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงง่าย  ไม่ค่อยมีโรคแมลงเข้าทำลายมากนัก สามารถเจริญเติบโตได้ดี

เมื่อทำความรู้จักกันเป็นที่เรียบร้อย เรามาดูวิธีปลุกเลี้ยง ดูแลรักษา เจ้าต้นนี้กันเถอะ


ดิน หรือ วัสดุปลูก : ต้องใช้วัสดุที่โปร่งเบาระบายน้ำได้ดี เพราะทำให้ต้นโตเร็ว  และรากไม่เป็นโรคเน่าง่าย โดยใช้ชิ้นมะพร้าวสับขนาดใหญ่  แกลบดิบเก่า (แกลบดิบที่ทิ้งไว้ 3-4 เดือน จนมีสีเหลืองคล้ำ) และใบก้ามปูผุ ในอัตรา 1: 1: 1  หรือ อาจผสมเศษถ่านหิน เพิ่มเข้าไปอีก 1/2 ส่วนก็ได้

Tips
:
เมื่อปลูกเลี้ยงไปนานๆ ควรเปลี่ยนดินปลูกทุก 6 เดือน เพื่อให้อโกลนีมาเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

การให้น้ำ : อโกลนีมา ชอบสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้น แต่ที่สำคัญต้องไม่แฉะ การรดน้ำจึงควรให้น้ำในเครื่องปลูกหรือวัสดุปลูกแค่ชื้นๆ เท่านั้น เพียงวันละครั้ง ก็เพียงพอ หรือ อาจพิจารณาตามความเหมาะสม หากเป็นช่วงฤดูฝน เพราะถ้าให้น้ำมากเกินไปจะทำให้รากเน่า และตายได้

แสงแดด : อโกลนีมาไม่ชอบแสงแดดจัดเกินไป จะทำให้ใบไหม้ หรือ สีซีด ไม่สดใส จึงควรตั้งกระถางอโกลนีมาในที่ร่มรำไร

การใส่ปุ๋ย : ควรใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท* สูตร 14-14-14 โรยรอบโคนต้น หลังปลูก ตามอัตราต่างๆ ดังนี้
- กระถางขนาด 6-8 นิ้ว  ใช้อัตรา 10 กรัม (1 ช้อนโต๊ะ) ต่อกระถาง 
- กระถางขนาด 10-15 นิ้ว  ใช้อัตรา 20 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) ต่อกระถาง  ใส่ทุก 3 เดือน หรือ อาจใช้ผสมร่วมกับวัสดุปลูกตั้งแต่เริ่มปลูกเลยก็ได้

* : เป็นชื่อยี่ห้อของปุ๋ยประเภทละลายช้านะคะ อยากรู้ว่า ทำไมต้องเป็นปุ๋ยละลายช้า ถามได้ค่ะ


และไม่ให้เสียแรงที่เราพอจะมีความรู้เรื่องโรคพืชอยู่บ้าง .. มาดูโรคและแมลงของเจ้าต้นนี้กันดีกว่า

1.โรคเน่าเละ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Erwinnia carotovora

     ลักษณะอาการ อาการเริ่มแรกที่ใบ จะเกิดเป็นจุดฉ่ำน้ำ แล้วขยายลุกลามออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เนื้อเยื่อมีลักษณะเหมือนถูกน้ำร้อนลวก เป็นสีน้ำตาลอ่อน ใบพองเต่งและชุ่มน้ำ  ถ้าหากลองสัมผัสเพียงเบา ๆ ก็จะเละติดมือขึ้นมา และมีกลิ่นเหม็น หากปล่อยไว้นานจะลามเน่าตายทั้งต้น โรคเน่าเละนี้หากเป็นแล้วมักรัษาได้ยาก จึงควรป้องกันตั้งแต่เริ่มต้น โดยเฉพาะช่วงที่มีความชื้นสูง หรือฤดูฝน

     การป้องกันกำจัด
-  ควรแยกต้นหรือตัดส่วนที่เป็นโรคออก และไปทำลายทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดไปยังต้นอื่นได้-  หากเกิดโรคเพียงเล็กน้อย ควรนำต้นออกจากภาชนะปลูก จากนั้นนำไปปลูกในกระถางใหม่ หรือฉีดพ่นด้วย คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ อัตรา 4-5 กรัม (1 ช้อนชา) ต่อน้ำ 5 ลิตร

2.โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรา  Myrothecium rorium

     ลักษณะอาการ บริเวณใบจะแสดงอาการจุดสีน้ำตาล และขยายเป็นวงกว้างออกไป มีรูปร่างและขนาดไม่แน่นอน  แผลมีลักษณะเป็นแถบวงกลมซ้อนกันออกไป มีเม็ดขนาดเล็กสีน้ำตาลเข้มเรียงเป็นแถวอยู่ในแถบวงกลมนั้น เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะแห้ง เป็นสีน้ำตาลอ่อน หรือสีออกนวล ขอบแผลโดยรอบเป็นสีน้ำตาลเข้ม และมีเนื้อเยื่อสีเหลืองรอบอีกชั้น เมื่อเกิดจุดแผลหลาย ๆ จุด จะลามจนขยายรวมกันเป็นจุดแผลขนาดใหญ่ เนื้อเยื่อตรงกลางแผลจะแห้งและยาว ฉีกขาดเป็นรูได้ง่ายหากลุกลามไปจนถึงเส้นกลางใบควรทำลายทิ้ง ในสภาพอากาศร้อนชื้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแพร่ระบาดเร็วขึ้น

     การป้องกันกำจัด
- หากพบต้นอโกลนีมาที่ไม่แข็งแรง ควรถอนทิ้งแล้วทำการปลูกในดินและกระถางใหม่ จากนั้นใช้ปุ๋ยละลายช้า สูตร 14-14-14 โรยรอบโคนต้น ตามอัตราดังกล่าวข้างต้น (ดูที่การใส่ปุ๋ย) เพื่อช่วยให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี และเพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบราก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ง่าย  เพราะหากต้น
อโกลนีมาไม่แข็งแรงหรือระบบรากไม่สมบูรณ์ จะทำให้เกิดโรคได้ง่าย

-  เมื่อพบใบที่เป็นโรค ควรตัดใบทิ้ง พร้อมทั้งนำออกจากแปลงและเผาทำลาย และฉีดพ่นด้วย สารกำจัดเชื่อรา ประเภทดูดซึม(คาร์เบนดาซิม) อัตรา 5 ซีซี.(1 ช้อนชา) ต่อน้ำ 5 ลิตร ทุก 7 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง หรือ แมนโคเซป อัตรา 10 กรัม (1 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 5 ลิตร ทุก 5-7 วัน  จนไม่พบอาการของโรค

Tips : ไม่ควรตัดใบที่เป็นโรคทิ้งบริเวณต้นที่เป็นโรคเดิม เพราะจะทำให้สปอร์ของเชื้อราแพร่กระจายไปติดกับต้นอื่นที่อยู่ข้างเคียง โดยสปอร์ของเชื้อราสามารถปลิวไปตามลม การชะล้างของน้ำฝน และการรดน้ำ

3.โรครากเน่า เกิดจากเชื้อรา  Pythium spp.  มีลักษณะที่สังเกตได้ คือ ต้นเหี่ยว ใบที่โคนต้นเป็นสีเหลือง รากมีสีน้ำตาลดำ เมื่อไปจับดูจะหลุดออกได้ง่าย

     การป้องกันกำจัด ควรใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา ด้วยการฉีดพ่นเทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ (ควินโทซีน+อีทริไดอะโซล) อัตรา  10 ซีซี. ( 1 ช้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 5 ลิตร ทุก 7 วัน อย่างน้อย 2 ครั้ง

Tips :
-  ควรเลืออกใช้วัสดุปลูกที่สะอาด เพื่อลดโอกาสการเกิดโรค
-  ไม่ควรวางกระถางต้นอโกลนีมาบนพื้นดิน หรือ บนโต๊ะที่ชื้นแฉะ เพราะหากมีการระบายน้ำที่ไม่ดีจะทำให้เกิดโรคได้

แมลงศัตรูมีดังนี้ค่ะ

1.เพลี้ยหอย เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็ก มักพบอาศัยอยู่บริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน และซอกใบ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นพืช ทำให้ต้นหงิกงอ โตช้า เพลี้ยหอยมีการสร้างสารห่อหุ้มตัวที่ค่อนข้างแข็ง มีรูปร่างกลม สีน้ำตาลอ่อน ตัวแนบติดกับผิวใบ จนมองดูคล้ายฝาหอย เพลี้ยหอยจะถ่ายมูลที่มีน้ำหวานออกมาจึงเป็นตัวล่อมดให้ออกมา  เพลี้ยหอยจะอาศัยมดเป็นตัวเคลื่อนย้ายตัวอ่อนไปยังส่วนอื่น ๆ ของต้น หรือไปยังต้นข้างเคียง

การป้องกันกำจัด
-  หากพบเพลี้ยหอยเล็กน้อยให้ตัดใบนั้นทิ้งแล้วนำไปเผาทำลาย ห้าม ตัดใบทั้งบริเวณต้นเดิม หรือบริเวณใกล้เคียง เพราะจะทำให้เกิดการระบาดไปยังต้นที่อยู่ใกล้เคียงได้
-  หากพบมาก ควรใช้ สตาร์เกิล จี โรยรอบโคนต้น ตามอัตราต่างๆ ดังนี้

กระถางขนาด 6-8 นิ้ว ใช้อัตรา 10 กรัม ต่อกระถาง (1 ช้อนโต๊ะ)
กระถางขนาด 10-15 นิ้ว ใช้อัตรา 20 กรัม ต่อกระถาง (2 ช้อนโต๊ะ)

แล้วรดน้ำตาม จากนั้นประมาณ 3-4 วัน ให้สังเกตต้นอโกลนีมา  บริเวณที่ถูกเพลี้ยหอยเข้าทำลาย โดยการเขี่ยดูจะพบเพลี้ยหอยแข็งตายอยู่ที่เดิม หรือ ร่วงหล่นลงมาก ซึ่ง สตาร์เกิล จี สามารถช่วยกำจัดทั้งเพลี้ยหอย และมดซึ่งเป็นแมลงพาหะได้อีกด้วย

2.เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงปากดูดที่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช ทำให้บริเวณที่ถูกเข้าทำลายเป็นสีเหลือง ใบเหี่ยว และร่วง ต้นชะงักการเจริญเติบโต มักพบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามซอกใบหรือโคนต้น เพลี้ยแป้งจะมีลักษณะรูปร่างค่อนข้างกลม อ่อนนุ่ม มีผงสีขาวคล้ายแป้งปกคลุมอยู่ทั่วตัว และจะถ่ายมูลที่มีน้ำหวานของเพลี้ยแป้ง เมื่อมาพบกับสปอร์ของเชื้อราในอากาศทำให้เกิดราดำขึ้นปกคลุมต้น ทำให้ใบไม่สวย และต้นพืชลดการสังเคราะห์แสงที่ใบ ส่งผลให้การสร้างอาหารไปเลี้ยงต้นลดลงด้วย

การป้องกันกำจัด
- หมั่นสำรวจอโกรนีมาอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยแป้ง ในปริมาณที่ไม่มากให้ตัดใบที่ถูกทำลายทิ้ง โดยนำไปใส่ถุงทิ้งหรือนำไปเผาไฟทำลาย ห้าม ตัดใบที่ถูกทำลายทิ้งบริเวณใกล้เคียง เพราะอาจจะเกิดการระบาดของเพลี้ยแป้งได้
- หากพบการะบาดของพลี้ยแป้ง ควรใช้ สตาร์เกิล จี โรยรอบโคนต้น ตามอัตราต่างๆ ดังนี้
กระถางขนาด 6-8 นิ้ว ใช้อัตรา 10 กรัม ต่อกระถาง (1 ช้อนโต๊ะ)
กระถางขนาด 10-15 นิ้ว ใช้อัตรา 20 กรัม ต่อกระถาง (2 ช้อนโต๊ะ)
แล้วรดน้ำตาม หลังจากนั้นประมาณ 3-4 วัน จะพบว่าเพลี้ยแป้งแข็งตายอยุ่ที่เดิมหรือ ร่วงหล่นลงมาจากต้น นอกจากนี้ สตาร์เกิล จี ยังสามารถป้องกันกำจัด มดพาหะสำคัญของเพลี้ยแป้งได้อีกด้วย

3.หอยทาก มักพบหอยทากกัดกินใบอ่อน หน่อ ราก และลำต้น พบการระบาดมากในบริเวณที่มีอากาศชื้น หรือน้ำขังแฉะ ทำให้เกิดความเสียหายแก่อโกรนีมาเป็นอย่างมาก

การป้องกันกำจัด
- หากพบการระบาดที่ไม่มาก ให้ใช้มือจับตัวหอยออกจากต้น และนำไปทิ้งให้ไกลจากบริเวณที่ปลูก หรือ  เหยียบให้ตาย เพื่อป้องกันการกลับเข้ามาทำลาย
- ควรใช้ เดทมีล 5 ในปริมาณไม่มากนัก วางเป็นจุดหรือโรยรอบกระถาง หรือ วางตามรอยทางเดินของหอยทาก เพื่อล่อให้หอยทากออกมากิน และเมื่อหอยทากกินหรือสัมผัสก็จะทำให้หอยทากตาย ควรทำในช่วงเย็น เพราะหอยทากจะออกหากินในเวลากลางคืน โดยสังเกตได้จากรอยน้ำเมือกที่ขับออกมาจากการเคลื่อนที่ของหอย


สุดท้ายนี้ อยากจะบอกทุกคนที่เลี้ยงต้นไม้นะคะ ส่วนตัว ไม่นิยมการใช้สารเคมี ใส่ลงไปในต้นไม้ค่ะ ถึงจะบอกว่าเป้นอาหารของมันก็เถอะ ..

แนะนำให้ จัดการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี รวมไปถึงบริเวณที่ปลูก ให้เหมาะสม .. แบบนี้ก็เป็นการป้องกันโรคและแมลงอีกทางนึงที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี จนมากเกินควรค่ะ .. 

เพราะสารเคมี หากพืชสามารถดูดซึมได้ ตัวผู้เลี้ยงผู้ดูแลเองก็สามารถรับสารเคมีเหล่านั้นได้เช่นกัน .. อาจจะดูเหมือนบริมาณน้อยๆ แต่ถ้าบ่อยๆหรือทุกวัน .. 

"... ทำทุกอย่าง .. ด้วยวิจารณญาณนะคะ ..."


...ขอให้มีความสุขกับการได้ดูแลต้นไม้นะคะ .. 


Reference : วิกิพีเดีย/แก้วกาญจนา,sotus.com/อโกลนีมา,tcpa.com








Create Date : 21 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2555 11:10:14 น.
Counter : 600 Pageviews.

2 comment

LadyNokyoong
Location :
Muscat  Oman

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



..ฉันก็คืออีกคน ที่มองโลกกว้างใบนี้ในอีกมุมหนึ่ง..