Summer Sunshine in Luzern,Switzerland
 นับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่ได้เจอแดดแรงๆทั้งวันแบบนี้ในสวิสเซอร์แลนด์

.. ฉันจึงถือเป็นฤกษ์งามยามดี ในการท่องเที่ยว แดนยุโรป ในสัปดาห์แรก ของฤดูร้อนอย่างเป็นทางการของยุโรป และ 

... ฉันเลือกที่นี่ .. "ลูเซิร์น"...





เพื่อนร่วมทริปวันนี้มีสองสาวสวย ถือว่าก็ดีเหมือนกัน ปกติบ่อยครั้งที่มักจะเดินทางคนเดียวซะมากกว่า .. วันนี้เราตื่นแต่เช้า ยอมรับว่าทำการบ้านมาน้อยมากกับเมืองนี้ เลยได้แลนด์มาร์คหลักๆไม่กี่ที่ ..


ลูเซิร์นให้อารม เมืองเล็กๆน่ารัก ทำให้ฉันหวนคิดถึง เมืองแบบ เวโรน่าที่อิตาลี ไม่ได้ .. แต่ดูแล้ว ที่นี่ น่าจะมีภาษีดีกว่าตรงที่ โอบล้อมด้วยขุนเขา และสายน้ำ อีกอย่างนึงก็คือ จากเมืองนี้เราสามารถล่องเรือ ต่อไปยังเมืองสำคัญๆได้อีกหลายเมือง หรือจะขึ้นไปพิชิตหุบเขา สำคัญๆอีกหลายแห่งก็ได้ 
ลูเซิร์น ถือว่าเป้นเมืองท่า เมืองเศรษฐกิจสำคัญอีกเมืองหนึ่งเลยก็ว่าได้


พวกเราเดินทางมากจากซูริค ใช้ระเวลาในการเดินทางราว 50 นาที ซึ่งถือว่าไม่นาน จนน่าเบื่อเลย เพราะเรามีทิวทัศน์ให้ดื่มดำ ชื่นชมตลอดการเดินทาง ค่าตั๋วไปกลับ โดยรถไฟ อยู่ที่ 48 ฟรังค์



เมื่ออกจากด้านหน้าของสถานีรถไฟลูเซิร์น เราข้ามถนน มายังด้านซ้ายมือ จะพบสะพานไม้ชาเปล แลนด์มาร์คสำคัญกลางใจเมืองทันที






เดินเลาะชายฝั่งมาเรื่อยๆข้ามมาอีกฝั่ง เบ้าหมายเราคือ โบสถ์ Hofkirche
โบสถ์คาทอลิคสำคัญแห่งหนึ่งในยุคrenaissanceของศตวรรษที่8 


ข้างโบสถ์ เป็นสุสานที่พำนักสุดท้ายหลังการล่วงหลับไปของผู้นำศาสนาหลายท่านของโบสถ์แห่งนี้



จากนั้นเราย้อนกลับมา .. หน้าโบสถ์อีกครั้ง คราวนี้เดินตามเส้นทางซ้ายมือ เข้าสู่ถนนสายช้อปปิ้ง เราเดินตรงไปเรื่อยๆ เป้าหมายคือ Lion Monument



จบทริปนี้แบบง่ายๆ ขากลับเราเดินผ่าน ร้านOld town Swiss
แวะซื้อของที่ระลึก ก่อนมุ่งหน้ากลับสถานีรถไฟไปยังซูริค

.. ระหว่างทางฉันภาวนา สักวันหนึ่งคงได้มาเยือนอีกครั้ง และคราวหน้าคงเต็มที่กว่านี้ ..

 .. แอบถอนหายใจเบาๆ เสียดายที่ต้องรีบกลับ ..

แล้วเราจะได้เจอกันอีกครั้งแน่ๆ!!


Renaissance Hotel Zurich
Techno park,Zurich
Switzerland
03.07.13



Create Date : 05 กรกฎาคม 2556
Last Update : 6 กรกฎาคม 2556 1:53:56 น.
Counter : 393 Pageviews.

0 comment
หิมะที่ขอบหน้าต่าง
12/02/13 

ATA Expo Hotel,Milano,Italy


อากาศเย็นเข้าขั้นติดลบ เพิ่มความเย็นของน้ำในหู .. จนฉันรู้สึกปวดเข้าไปถึงสมอง ..

ดีเลย์ .. ดีเลย์ ฉันเกลียดสิ่งนี้ มันทำให้ฉันมาถึงที่นี่ ด้วยความรู้สึก "ผิดแผน" ไปหมด 

บวกกับความรู้สึกขุ่นๆ เนื่องจากความเจ็บปวดในหู  .. มันยิ่งแย่ ..


"อย่าตก หิมะอย่าตกเลย ..ขอร้องเถอะ"

นอกจากอะไรๆ จะดูไม่เป็นใจตั้งแต่ก่อนมามิลานแล้ว

ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ฟังเสียงรอขอฉันสักเท่าไหร่ .. ฉันคิดในใจว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง หิมะน่าจะหยุดตก

หลังจากที่ตกมาตลอดทั้งคืน .. น่าจะเป็นแบบนั้นนะ ..



.... 3 ชั่วโมง ผ่านไป ....

ฉันเดินงัวเงีย ไปที่หน้าต่าง

...  แล้วแหวกผ้าม่าน แยกออกแรงๆ เพื่อบังคับให้แสงแดด ปลุกตัวเองตื่นทันที ...

ภาพตรงหน้าตรึงความรู้สึกฉันไว้ ด้วยสีความที่ปกคลุมเต็มพื้นที่ .. 

ฉันเดินเปิดหน้าต่างบานใหญ่ตรงไปที่ระเบียง .. เกล็ดเย็นๆ บางๆอะไรบางอย่าง หลงเข้ามาตามแรงลม

แตะแผ่วเบาที่หน้าผากฉัน .. พลันทำให้สำนึกได้ว่า ตัวเองมีแค่ชุดนอนผ้าฝ้ายบางๆ 

.. วินาทีนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่า ฉันหาปลายเท้าของตัวเองไม่เจอ ..

-------------------------------------------------------------------------------------





ตามพยากรณ์อากาศบอกว่าจะมีแดดแค่ช่วงตอนประมาณ บ่ายโมงจนถึงสี่โมงเย็นเท่านั้น

ฉันคิดว่า นี่คงเป็นช่วงเวลาเดียวที่ฉันพอจะพาตัวเอง ไปเผชิญอากาศหนาวร้ายนี้ได้ โปรแกรมที่ตั้งใจจะไป Santa Maria Della Grazie คงจะต้องพับไป

วันนี้เอาเป็นว่า ออกไปหาอะไรกิน และเป็นฤกษ์ดีที่จะได้เข้าไปดูข้างใน Duomo ดีกว่า 


มาทีไรก็ต้องยกกล้องขึ้นถ่ายทุกทีสินะ

แต่วันนี้ฤกษ์งามยามดี ฉันจะมีโอกาสได้เห็นเธอจากข้างในเสียที






การได้เข้ามาเดินดูภายในโบสถ์ครั้งนี้ ทำให้ฉันย้อนนึกไปถึงความรู้สึกเมื่อหลายเดือนก่อน

..นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เข้าโบสถ์เลย..

ฉันนั่งลงคุกเข่าอธิษฐานที่ม้านั่ง .. จิตใจสงบแบบนี้

รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดใจ

อืม.. อะไรบางอย่างที่นี่ ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก

ฉันลุกขึ้นหันหลังกลับ.. มีเรี่ยวแรงต่อสู้ลมฝนอีกครั้งหนึ่ง

..รู้สึกแบบนั้นจริงๆนะ..









Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 22 มีนาคม 2556 1:21:45 น.
Counter : 249 Pageviews.

0 comment
บทสวดที่มีชีวิต(Religion and Culture)

... ฉันหยีตาเพราะแสงที่ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ... ขยี้ตาอีกครั้ง กลับไปมองที่นาฬิกาเพิ่งจะตี 5 ...

เสียงบางอย่าง .. ใช่ มันช่างโหยหวน นี่เป็นความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเมื่อฉันได้ยินเสียงสวดมนต์ในตอนเช้าตามหลักปฏิบัติของชาวมุสลิม

ตั้งแต่เกิดมานี่ก็เป้นครั้งแรกที่ได้ใกล้ชิด.. ไม่สิ.. ต้องเรียกว่า มาอยู่ยังใจกลางกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม(Islam)หรือ“มุสลิม”(Muslim)จริงๆก็คราวนี้ ความรู้สึกมันไม่เหมือนกับ สมัยที่เรียนจากในหนังสือหรอกนะว่าอิสลามคือศาสนาหนึ่งในโลก .. ผู้นับถือมีหลักปฏิบัติแบบนี้ๆฉันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น .. แต่ว่าตอนนี้ ที่แน่ๆเลยก็คือฉันตระหนักได้แล้วว่าที่พักของตัวเองมันช่างโคตรใกล้กับมัสยิด(Mosque)แบบหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว..

“เราอาจจะต้องปรับตัวเข้าหากันเยอะหน่อย” ..ถ้าอยู่กันคนละนิกายแบบนี้

“เหรอ?” ฉันเอียงคอเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งหันหน้ามอง นาเดอร์แบบไม่ค่อยอยากจะเชื่อ “ก็แล้วมันจะไปยากอะไรนักหนา ในเมื่อก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน โอเค!! วิธีปฏิบัติหน่ะอาจจะแตกต่าง แต่ฉันว่าก็ไม่เห็นว่ามันน่าจะเอามาเป็นประเด็นได้เลยนะ”

------------------------------------------------------------------------

วันนี้ฉันตั้งใจว่าจะถกประเด็นศาสนากับเพื่อนชาวท้องถิ่นที่นี่ของฉัน .. ฉันไม่แน่ใจหรอกนะ ว่านี่จะเป็นหัวข้อที่ฉลาดพอในการสร้างมิตรภาพระหว่างกันรึป่าว

“เรื่องศาสนาเลยนะ!! มันละเอียดอ่อนมาก..จะดีเหรอ”ฉันถกเถียงกับตัวเองในใจ .. แต่เสียงสวดเมื่อเช้ามันก็ดังพอที่จะสร้างความระคนสงสัยใคร่รู้ให้กับฉันมากพอดู..

-----------------------------------------------------------------------

"เดี๋ยวสิ อันนี้ชั้นพูดถึงภาพรวม ถ้าเธอเชื่อตามแบบ ซุนหนี่(Sunni) หรือชีอะห์(Shi'ah)" นาเดอร์ เบรคก่อนที่ฉันจะพ่นคำถามใส่อีกรอบ

" งั้นเอาแบบนี้ มาตกลงกันก่อนศาสนา เป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนพอๆกับการเมือง นายต้องสัญญาก่อนก่อนว่า จะต้องไม่โกรธถ้าฉันถามอะไรที่ไม่ถูกใจนายไป" ฉันเริ่มตีเส้น ออกตัวแบบนี้ไปก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ มันจะมีคำถามโง่อะไรของฉันออกมา..

"สบายใจได้เลย เราเป็นอิบาฎี(Ibadi)บางคนก็เรียก อิบาฎียะห์(Ibadiyya)นะ อืม..บางทีเขาก็เรียกว่า คอวาริจญ์ จริงๆแล้วอะนะ กลุ่มต่างๆในศาสนาอิสลามหน่ะ แตกแยกกันเพราะการเมืองมากกว่าเธอน่าจะเคยได้ยินเรื่องสงครามศาสนามาบ้าง .. แต่ฉันยืนยันนะว่าอิบาฎียะห์แบบโอมานนี่ นี่แหละใจกว้างสุดๆเลย และเธอจะเจอกลุ่มของเราอีกในแถบเซนซิบาห์ แทนซาเนีย,ลิเบีย,แล้วก็ตูนีเซีย  นี่เอาที่ฉันนึกออกนะ" นาเดอร์ร่ายยาวให้ฉันฟัง

ฉันรู้สึกแปลกใจในครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนิกายนี้“มันเป็นครั้งแรกที่เคยได้ยิน”เพราะเอาเข้าจริงๆฉันคิดว่าฉันมีพื้นฐานในศาสนาอิสลามไปไม่ได้มากไปกว่าเป็นอีกศาสนาเอกหนึ่งบนโลกใบนี้ที่ฉันรู้จักมุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นซุนหนี่ และข้อพิพาษกันระหว่างซุนหนี่(Sunni) และชีอะห์(Shi'ah)

“แล้วซุนหนี่(Sunni) หรือชีอะห์(Shi'ah)ล่ะ ..ไม่มีเหรอ?!”ฉันถามออกไปแบบที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะออกเสียงถูกต้องหรือไม่

“มีสิ มีคนโอมานนี่บางคนที่ไม่เป็นอิบาฎี(Ibadi)อยู่เหมือนกันแต่เราสนับสนุนให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติใจกว้างพอที่จะยอมรับความเชื่อตามกลุ่มอื่นต่างนิกายและศาสนาของแต่ละบุคคลนะ ..อันที่จริงอิสลามไม่ควรจะแยกเป็นนิกายหรือกลุ่มด้วยซ้ำและไม่เคยแตกแยกจนกระทั่งหลักการจากไปของท่านมูฮัมหมัดอย่างอิบาฎี(Ibadi)ก็เกิดขึ้นมาหลังจากนั้น20ปีฉันมองว่ามันไม่สำคัญหรอกว่าเราจะเป็นพวกไหนหน่ะสำคัญอยู่ที่เรามีหลักปฏิบัติตามพระเจ้าองค์เดียวกัน คัมภีร์กุรอ่านเล่มเดียวกันเป็นคนดี ...แค่นี้จริงๆนะมันก็คงเหมือนๆกับที่ศาสนาอื่นมีหลายนิกายแต่สูงสุดของแต่ละนิกายในศาสนานั้นๆก็เหมือนกัน..เธอว่าจริงไหม”คราวนี้เป็นนาเดอร์บ้างที่หันมาขอความเห็นจากฉัน ..

“..ปกติชาวมุสลิมจะทำการละหมาด3ห้าครั้งต่อวัน ..

ซุบฮิ – ย่ำรุ่ง พระอาทิตย์ขึ้น

ซุฮริ – ช่วงบ่าย

อัสริ - ช่วงเย็น

มัฆริบ – พลบค่ำ พระอาทิตย์ตกดิน

อิซา – กลางคืน

ก่อนการละหมาด4ผู้ละหมาดต้องอาบน้ำละหมาด (วุฎูอ์) ได้แก่การใช้น้ำชำระมือ ปาก จมูก ใบหน้า แขนศีรษะ หู และเท้า พร้อมกับขอพร ถ้าไม่มีน้ำให้ชำระด้วยผงดิน (ตะยัมมุม)ในกรณีที่เพิ่งหมดประจำเดือน หลังคลอดบุตรหรือแท้งบุตรหรือผู้ที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หลั่งน้ำอสุจินอกจากอาบน้ำละหมาดแล้วต้องอาบน้ำทั่วร่างกาย (ญะนาบะหฺ) ด้วย

ส่วนสิ่งที่ทำให้ความสะอาดเสียไปซึ่งทำให้การละหมาดไม่มีผล ได้แก่ การผายลม การขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะมีเพศสัมพันธ์ หลั่งอสุจิ คลอดบุตร แท้งบุตร หลับ หรือเป็นลมหมดสติ..”

.. อ๋อ ถึงว่า ..ฉันเพิ่งได้ให้คำตอบกับตัวเองก็วันนี้แหละว่าทำไมห้องน้ำในเครื่องบินบางครั้งมันเปียกขึ้นไปบนเพดานเครื่อง ไล่ลงมาถึงบานกระจกและ จบที่ความเจิ่งนองบนพื้น .. ฉันละเกลียดนัก ..

บอกตรงๆมันไม่สนุกที่บางครั้งจะต้องมาเห็นร่องรอยบาทาบนอ่างล้างมือ.. เป็นคนล้างคนเช็ดมั่งเถอะ แล้วจะได้รู้สึกบ้าง..

ครั้งหนึ่งฉันใช้เวลาว่างหลังเลิกงานหาความเพลิดเพลินให้ตัวเองด้วยการไปเดินห้าง.. เกิดอาการอยากจะเข้ามาห้องน้ำอย่างกะทันหัน.. เห็นป้ายรูปผู้หญิงเข้าให้ ปรี่เข้าหาอย่างรวดเร็ว ถึงกับงง เป็นไก่ตาแตก ไม่มีส้วมมีแต่ก๊อกน้ำอ่างล้างหน้า และบริเวณให้เหมือนอาบน้ำได้ .. และ เหล่าหญิงในชุดดำ4...

ฉันสังเกตเห็นสายตางง ปนสงสัยของหญิงชาวอาหรับหลายคู่ กำลังมองมาที่ฉัน ..

“ยัยกระเหรี่ยงเอเชียเอ๊ะนี่ยังไงกัน ..??”หนึ่งในข้อความผ่านทางสายตาคู่หนึ่งสื่อสารตรงมาที่ฉัน

“เอ๊ะ .. เฮ้ย ห้องน้ำชายป่าว(ว่ะ)..”

“มองอะไรกันหว่า .. ไม่เป็นไรสงสัยส้วมอยู่ด้านใน..”

“เอ๊ะ..ไหนหว่า ...ไม่มี.. ” ฉันงงกับตัวเองก่อนหนึ่งทีก่อนที่จะแจ้นออกไปดูป้าย “หน้าห้องที่คิดว่าเป็นห้องน้ำ” อีกรอบ

ข้างรูปผู้หญิงมีรูปเหมือนมัสยิด .. เอ๋…??! เอาใหม่ คราวนี้ฉันถอยออกมายาวๆ ไปตั้งหลักใหม่... อีกฝากของห้างเลยฉันจึงค้นพบห้องน้ำ .. สักที ..

“ดีเนอะ .. ในห้างบ้านเมืองนายมีห้องอาบน้ำด้วยหน่ะ”

“ห้องอาบน้ำเหรอ”

“อืมใช่ ..ฉันไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามาใช้บริการเยอะแยะขนาดนี้ อีกอย่างไม่เสียตังค์ด้วยเป็นที่เมืองไทยนะ คิดเงินสนุกเลย..”

“..อืมมม.. ฮ่า ฮ่าๆ..” อยู่นายอ้วนนาเดอร์เพื่อนของฉันก็หัวเราะขึ้นมาดังๆแบบที่ฉันก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

“อะไรของนาย .. ฉันพูดอะไรผิด”วันนี้ฉันคิดว่าฉันเจออะไรงงๆมาเยอะแล้วนะแต่เพื่อนอ้วนของฉันหัวเราะได้ดังขนาดนี้ แปลกที่สุดแล้วละ

“คือมันก็ไม่ผิดที่เธอจะเรียกว่าห้องอาบน้ำหน่ะนะแต่เขาไม่ได้เอาไว้อาบกันในแบบที่เฮเข้าใจหรอกนะ เค้าเอาไว้ชำระร่างกายก่อนทำละหมาดต่างหาก.. พูดง่ายๆ นั่นมันห้องทำละหมาด ข้างในหน่ะ เขาแยะบริเวณให้ล้างมือล้างเท้าก่อนแล้วก็มีบริเวณให้ทำละหมาด แล้วห้องนี้เค้าก็แยกชายหญิงด้วย คราวนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมละ .. แต่ไม่เป็นไรหรอกเธอคงไม่รู้มาก่อนหน่ะสิ จริงๆที่สาธารณะทุกทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นห้างร้านหรือสนามบิน มันก็มีหมดแหละ .. เอาหน่ะ เธอไม่ได้หน้าแตกหรอก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..”นาเดอร์พยายามช่วยต้อนไก่ ที่ฉันปล่อยมาทั้งเล้าแบบไม่รู้ตัวให้

“...เอ่อ.. อ่าวเหรอ” ฉันยิ้มแหยๆฉันพยายามกลบเกลื่อนเรื่องหน้าแตกด้วยการถามคำถามต่อ

“ ที่นี่ผู้หญิงแต่งแต่ชุดสีดำแล้วผู้ชายนี่ก็สีขาวตลอดเลยใช่ไหม”

“ใช่ส่วนใหญ่ผู้ชายก็ใส่ชุดสีขาวสีอื่นก็มีแหละแต่ไม่ค่อยใส่ให้เห็นเท่าไหร่ แล้วก็ใส่หมวกแบบนี้” ไม่เพียงแค่พูดนาเดอร์ชี้ไปที่หัวซึ่งสวมหมวกพื้นขาวแต่ปักเป็นลวดลายด้วยด้ายสีต่างๆทั้งใบ “เธออาจจะเคยเห็นประเภทที่พันผ้าแทนการสวมหมวกนะ..นั่นก็เป็นอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจจะบอกถึงยศถาบันดาศักดิ์หรือบ้างก็เผื่อให้ทราบถึงเชื่อสายที่มา ครอบครัวของตัวเองหน่ะ แต่มาตรฐานปกติก็ใส่หมวกกันนี่แหละ แต่จะให้เต็มยศก็ต้องมีKhanjar ด้วย ส่วนผู้หญิงให้เป็นชุดสากลทั่วๆไปก็คงเป็นชุดคลุมสีดำ ฉันเคยเห็นสาวๆบางคนก็ปักลายปักดิ้น บนชุดหรือผ้าโพกศีรษะนะอันนี้ก็แล้วแต่ศิลปะความชอบแต่พองาม ข้างในผู้หญิงจะใส่อะไรก็ได้แต่สุดท้ายก็ต้องใส่ชุดสีดำนี้แหละที่เรียกว่า อาบาญา(Abaya) ส่วนชุดผู้ชายแบบฉันเรียกว่า ดิชฎาชา(Dishdasha)คือเรื่องชุดของผู้หญิงนี่ออกจะซับซ้อนหน่อย เพราะถามว่าเอาต้นแบบชุดประจำชาติผู้หญิงของที่นี่เลย เธอคงไม่ค่อยจะได้เห็นหน่ะเพราะไม่ค่อยมีใครใส่สักเท่าไหร่ นอกจากว่าจะเป็นงานพิธีการ ...ไว้ฉันจะหารูปให้เธอดูนะฉันพูดให้เธอฟังเธอคงนึกภาพไม่ออกหรอก”นาเดอร์อธิบายซะยืดยาว จนฉันก็เริ่มจะงง อย่างที่ว่าจริงๆ

----------------------------------------------------------------------------------------------

ชุดประจำชาติของหญิงสาวโอมานมักมีสีสันสดใสรายละเอียดของชุดอาจแตกต่างไปตามท้องถิ่นที่อาศัยมักเป็นชุดคลุมยาวมากกว่ากางเกง เรียกว่า sirwal และมีผ้าโพกศีรษะ ที่เรียกว่า lihaf มีการปักลายบันชุดด้วยด้ายย้อมสีธรรมชาติสีต่างๆหรืออาจประดับด้วยแถบเงินเพิ่มความโดดเด่นให้กับชุดเป็นต้น


 

“นี่..นายทำละหมาดวันละ5ครั้งเลยเหรอขยันเนอะ..ท่าทางนายจะเป็นคนอยู่ในศีลในธรรมดี แล้วเวลานายไปทำงานอะทำไง”

“ทำสิ ..วันละห้าครั้งนั่นแหละมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ เป็นไปทำธรรมชาติ เวลาทำงานเค้าก็มีเวลาให้เปลี่ยนกันไป ..ไม่มีอะไรปัญหาอะไรหนิ..ทำไมเหรอ”

“..มีเด่ะ ..” ฉันสวนทันที

“นายรู้ไหม .. ถ้านายมาทำอาชีพที่เป็นกรณีพิเศษแบบฉัน..พูดตรงๆนะ ฉันของพูดตรงๆได้ไหม..” ฉันเริ่มรู้สึกตัวก่อนที่จะพ่นอะไรออกไปมากกว่านี้..

“ เธอทำไปแล้ว ..ล่ะ” นาเดอร์ ยิ้มขำๆให้ฉัน

“อ่าวเหรอ ... เออ ไม่เป็นไหร่หรอกฉันเป็นต่างชาติ ฉันไม่เข้าใจอะไรผิดหรือพูดอะไรไม่เข้าหู นายคงไม่ถือสาหรอกอีกอย่างฉันก็ไม่ได้พูดเพราะเจตนาไม่ดี..” ฉันเริ่มแก้ตัวพัลวัน

“ ฉันอยากรู้ในกรณีที่มันจำเป็นจริงๆที่เราไม่สามารถ ทำการละหมาดในช่วงเวลาที่ต้องทำได้เราไม่ทำได้ไหมละ”

“ได้สิ .. มันก็มีข้อยกเว้นอยู่ในกรณีที่ไม่สะดวก เพราะต้องเดินทาง หรือเจ็บป่วยอยู่ .. ค่อยมารวบยอดทำทีหลังได้แต่ไม่ใช่ว่าผัดวันประกันพรุ่งนะ .. แต่ก็นะ ฉันเข้าใจว่าเธอกำลังจะหมายถึงคนประเภทไหน มันก็มีคนมักง่ายอยู่ที่เอาข้อยกเว้นทางศาสนามาเป็นข้ออ้างทุกทีทุกศาสนามันก็มีทั้งคนดีและไม่ดีเหมือนกันนั่นแหละ ..”

ต้องยอมรับว่า นาเดอร์เป็นมุสลิมรุ่นใหม่อย่างแท้จริงแบบที่ฉันไม่ค่อยจะได้เจอ ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงและความเห็นต่างจากคนต่างศาสนาต่างวัฒนธรรมของโลกใบนี้แบบฉันอย่างเปิดกว้าง หลายครั้งหลายคราที่ฉันบทสนทนาของฉันเริ่มขัดแย้งอย่างชัดเจนฉันตั้งคำถาม ฉันเลือกที่จะสงสัย ฉันออกความเห็นอย่างไม่เกรงใจ..และฉันพบกำแพงทั้งหนาและสูงชันพร้อมท้ารบกับความคิดเห็นทุกอย่างของฉันจากคู่สนทนา .. และลงเอยที่ความขุ่นเคืองเล็กๆพร้อมกับประโยคที่ว่า “เธอไม่ใช่มุสลิมเธอไม่เข้าใจหรอก”

.. แต่กับนาเดอร์ ฉันกลับไม่พบสิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นตรงกันข้ามฉันได้คำตอบ ได้ความกระจ่าง ..และมันทำให้ฉันเริ่มทัศนะคติที่เปลี่ยนไป .. ในทางที่ดี ..

ช่วงกลางปี.. ช่วงที่ฉันเกลียดการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบนี้เป็นที่สุด

ความร้อนที่ระอุทะลุปรอท เฉียด60องศาเซลเซียสการเดินกลางแจ้งใต้ร่มเงาของพระอาทิตย์ในช่วงนั้นคือการฆ่าตัวตายก็ว่าได้ดังนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเห็นฉันออกมาจากใต้ชายคาบ้าน

“ร้อนเป็นนรก ..หรือตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในนรกกันแน่” รังสีความร้อนที่แผ่เข้ามาจนทำให้เกิดอาการมึนแดดฉันเกิดความคิดเลื่อนลอย สภาพอากาศแบบนี้อีกนัยหนึ่งคือสัญญาณเตือนว่าเดือนศักดิ์สิทธิ์กำลังใกล้เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง

Ramadan (رمضان)5เดือนถือศีลอด เดือนแห่งการรักษาศีลอย่างเคร่งครัด เดือนแห่งความศักดิ์หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามปฏิทินศาสนา สำหรับตัวฉันมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างทรมานจิตใจในช่วงแรกๆที่ไปไหนมาไหน ก็ได้ยินได้ยินแต่ความเงียบสงบหรือเสียงสวดมนต์ซะเป็นส่วนมากพร้อมกับการปฏิบัติตนให้ถูกกาลเทศะด้วยการไม่กินดื่นอาหารในที่สาธารณะ คนอย่างฉันที่ชัดเจนด้วยกิเลสความอยากอาหารของมนุษย์จึงได้เลยค่อนข้างเดือนร้อนในระยะแรกๆ

ฉันกลืนน้ำลายตัวเองเอือกใหญ่ตอกย้ำตัวเองว่านี่ก็สุดความสามารถแล้วนะเมื่อได้ยินเรื่องราวจากเพื่อนมุสลิมมาว่า ช่วงถือศีลอด สำหรับคนที่เคร่งมากๆบางคนถือกับคอยบ้วนน้ำลายตนเองทิ้งอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะถึงเวลาที่ตะวันจะล่วงลับขอบฟ้าไป ฉันคิดในใจว่าถ้าทำถึงขนาดนั้นได้ฉันคงเข้าขั้นบรรลุแล้วละ .. นี่แหละนะ หญิงบาปหนาเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัวฉันกรอกตาให้กลับคุณธรรม ...แล้วล้วงเอาน้ำดื่มขวดเล็กที่พกมาให้กระเป๋าถือยกขึ้นกรอกปากไม่สนใจฟ้าดิน ..พลางคิดในใจว่านี่จะกินจะดื่มอะไรนอกบ้านทั้งที ต้องมากินในส้วมกันเลยทีเดียว ..ทำไมชีวิตฉันต้องลำบากถึงเพียงนี้หนอ

“นี่กับข้าวจากที่บ้านฉัน .. เอามาฝากเธอกินเนื้อได้ใช่ไหม” นาเดอร์ยื่นถุงพลาสติกมาให้ฉันรับมายังรู้สึกความอุ่นจากห่ออาหารภายในแผ่กระจายยังไม่ทันจะเต็มมือนาเดอร์ยื่นถุงที่สองให้

“นี่อะไรเหรอ..” ฉันถาม

“ของกินทั้งนั้นแหละหน่ะ ถุงแรกหน่ะกับข้าวที่บ้านฉันทำเองอาหารพื้นเมืองเลย เธอไม่เคยกินแน่ๆเอามาให้ลองแม่ฉันทำเองเราทำเลี้ยงหลังจากพ้นเดือนถือศีล ครอบครัวก็จะพร้อมหน้า ทำกับข้าวกินกันอีกถุงเป็นขนมHalwa6 กับอินทผาลัมสด ปีหนึ่งออกผลครั้งเดียวช่วงเดือนถือศีลอดนี่แหละ ..เธอรู้รึป่าว”

“รู้ .. ฉันรู้ว่าหลังจากที่พวกเธอถือศีลมาทั้งวัน พอพระอาทิตย์ตก ก่อนพวกเธอจะเริ่มลงมือทานอาหารต้องกินอินทผาลัม7และลาบาน(Laban)8รองท้องก่อน”ฉันค่อนตอบแบบค่อยข้างมั่นใจว่าตัวเองทำการบ้านมาดี ก่อนกล่าวขอบคุณสำหรับอาหาร

“ถามจริงเถอะ .. เวลาถือศีลอดไม่เหนื่อยเหรอ..”ฉันตั้งคำถามขึ้นมาตรงๆแบบไม่มีบทนำ

“..อืม ไม่นะ ไม่รู้สิฉันทำแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้ ที่บ้านก็ทำใครๆก็ทำทั้งนั้นแหละ มันคือวิถีการดำเนินชีวิตของเราอัลลอฮ์ ยิ่งใหญ่สูงสุดหน่ะท่านสอนให้เรารู้จักการดื่มกินอย่าประหยัดเท่าที่จำเป็นต่อร่างกายไม่ให้สุรุ่ยสร่าย คำสอนในแบบมุสลิมทำให้เรามีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีที่ถูกต้องนะ..”นาเดอร์ตอบท่าทางขรึมก่อนจะพูดต่อ “เธอมาอยู่ที่นี่ได้ซักพักแล้วก็น่าจะสังเกตเห็นว่าคนที่นี่ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือพูดอะไรก่อน ก็ต้องมีการกล่าวสรรเสริญพระอัลลอฮ์ก่อนหรือคำว่า อินชาอัลลาห์(insha’llah) เมื่อกล่าวถึงอะไรในอนาคตหรืออะไรที่เป็นการคาดหวัง เราเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นอัลลอฮ์เป็นผู้ลิขิตขึ้นมานะ..” สิ่งที่นาเดอร์พูดกับสิ่งที่ฉันได้พบเจอใช่มันไม่ได้ต่างไปจากนี้หรอก อันที่จริงก็เป็นอย่างที่นาเดอร์พูดนั่นแหละ คนที่นี่เอ๊ะอะไรก็อ้างพระเจ้าสูงสุดก่อน แต่บางครั้งในอีกมุมของความคิดฉันก็มองเห็นภาพบางอย่าง ..แกะฝูงใหญ่ หลายครั้งที่ผู้เลี้ยงอาจจะไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมที่แฝงตัวเข้ามาอย่างตั้งใจมันอาจจะดูเหมือนลูกแกะที่น่ารักตัวอื่นๆหากมองอย่างผิวเผิน ..โดยที่ผู้เลี้ยงอาจไม่ทันมองเห็นเขี้ยวแหลมคมประหลาดของลูกแกะบางตัวซึ่งแท้ที่จริงคือลูกจิ้งจอกที่แฝงตัวมานั่นเอง

“ ไม่หรอก .. ไม่ทุกคนมันอาจจะดูเหมือนทุกคนใช่ชีวิตในแบบที่เธอว่านะ แต่ฉันเห็นตั้งหลายคน พูดออกมาด้วยความเคยชิน บางคนก็ใช้คำๆนี้เพราะความมักง่ายของตัวเองให้พ้นๆไปทีก็มาก ..”

“อย่างที่ฉันเคยบอกกับเธอตั้งแต่แรกนั่นแหละตัวแก่นแท้ของศาสนาทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี ทุกศาสนาไม่ว่าจะมีพระเจ้าเทวดานางฟ้าหรือไม่ จุดสูงสุดคือความดี ทุกศาสนามีนรก มีสวรรค์ ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือดำเนินชีวิตแบบไหนฉันเองยอมรับว่า ก็มีมุสลิมแต่เปลือกมากมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อยู่ที่ตัวบุคคลเองแหละว่าจะเลือกลงนรกหรือขึ้นสวรรค์กันแน่ ไม่มีใครกล่าวหาใครได้ว่าเป็นคนดีหรือเป็นคนไม่ดีเมื่อเวลานั้นมาถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงตัดสินการกระทำของแต่ละบุคคลให้ได้รับตามผลของตนเอง.. ฉันว่าฉันก็เคยได้ยินคำสอนแบบนี้ในศาสนาอื่นอยู่บ้างนะ .. มีเหมือนกันใช่ไหม”

การถือศีลอดของมุสลิมที่ฉันได้ยินได้ฟังมามีกุศลโลบายหลายอย่างสอดแทรกอยู่หลายข้อแต่สำหรับตัวฉันแล้ว ฉันมองว่ามันก็คงจะผลดีไม่น้อยเพราะอากาศร้อนๆในเดือนรอมฏอนแบบนี้ประชาชนหันมาปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมกันอย่างเคร่งครัด ก็น่าจะลดความร้อนแรงของอารมณ์ที่อาจจะแผดเผาร้อนแรงตามสภาพอากาศให้ลดต่ำลงได้บ้าง

ฉันไม่ได้ตอบคำถามของนาเดอร์หรอกนะ ..แต่ฉันกำลังคิดในสิ่งที่เพื่อนมุสลิมคนนี้ของฉันบอกเล่าให้ฟังและกำลังมองย้อนมาที่ตัวเองมากกว่าฉันมองเห็นศาสนาผ่านการดำเนินชีวิตของเพื่อน ..ขณะนี้ฉันกำลังตั้งคำถามว่าแล้วเพื่อนจะเห็นศาสนาหรือความเชื่ออะไรผ่านการกระทำของฉันบ้างไหมหนอ..


Credit : ภาพจากอินเตอร์เนต





Create Date : 28 ธันวาคม 2555
Last Update : 8 มกราคม 2556 19:34:48 น.
Counter : 784 Pageviews.

0 comment
ทะเลทรายและชายหาด

เกือบ 6 ชั่วโมงบนเที่ยวบินของสายการบินแห่งชาติไทย ... ตอนนี้ฉันกำลังล่องลอยอยู่เหนือประเทศอะไร .. ข้ามผ่านประเทศอะไรบ้างนะ ..ทำไมมันนานแบบนี้ ... ที่เห็นจะต้องอดทนแบบสุดๆที่ชีวิตนี้ไม่เคยพบเคยเจอ ก็คือ"กลิ่น"

เนื่องจากเที่ยวบินนี้ก่อนจะถึงประเทศที่หมายจะทำการจอดพักที่ประเทศปากีสถานให้ผู้โดยสารบางส่วนลงก่อน ..

คงพอเดาออกว่า เจ้าต้นเหตุแห่งกลิ่นนี้มาแต่ที่ใดกัน ...

"ไม่ไหวแล้วนะ!" เมื่อไหร่จะถึงซักที!!! .... ฉันนั่งเคาะนิ้ว สบถอยู่คนเดียวในใจ ..

ฉันเหยียบผืนแผ่นนี้ครั้งแรก ด้วยความรู้สึก"หงุดหงิด"และ"กระสันอยากรู้" ... เสียเหลือเกินว่า .."อะไรดลใจให้หอบสังขารตัวเองข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่กันนะ !! "

Seeb International Airport,Muscat of the sultanate of Oman... พวกเราร่วม 45 ชีวิต หญิงไทยทั้งหมด นับเป็นกลุ่มใหญ่มากเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ สนามบินแห่งชาติขนาดพกพาชนิดเล็กกะทัดรัดแห่งนี้ ...มันก็ไม่แปลกหรอกที่เวลาเดินออกมา ทุกสายตาจะจับจองพวกเรา ตื่นตา ระคนสงสัย ...

"พวกฉันคงสวยมากเลยสินะมองกันไม่วางตาเลย".. ความคิดกระแทกแดกดัน ประชดประชันเกิดขึ้นทันทีในสมองเมื่อฉันสบตาเข้ากับกลุ่มคนเหล่านั้น

“แขกขาว” นี่คือนิยามแรกในหัวของฉันกับคนที่นี่

ถ้าจะนับว่าผู้คนที่นี่เป็นแขกขาวทั้งหมดซะเลยทีเดียวมันก็คงไม่ใช่ อันที่จริงแล้วผิดถนัดเลยก็ว่าได้...

-----------------------------------------------------------------------

ประวัติศาสตร์ชาติโอมานนั้นระบุไว้ว่าได้เริ่มก่อตั้งเผ่าพันธุ์ตั้งแต่ครั้ง 100,000ปีก่อนเลยก็ว่าได้(นั่นมันตั้งแต่สมัยมนุษย์ยุคหิน ก่อนรุ่นHomo sapiensเลยนะ)ผู้คนได้อพยพมาจากทางชายฝั่งแอฟริกา ผ่านไปตามแนวประเทศเยเมนซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศโอมานปัจจุบันเรื่อยมาจนถึงชายฝั่งทะเลของประเทศโอมาน..

การก่อสร้างชนชาตินี้มีมาอย่างยาวนาน ครั้งหนึ่งที่ฉันได้อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูล.. มันทำให้ฉัน “มึน” ซึ่งเอาจริงๆนะเพิ่งจะมีการสังขยานาประวัติศาสตร์ชาติได้จริงจังเมื่อไม่นานมานี้เองหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่มีการสำรวจและศึกษาประวัติคาบสมุทรอาหรับ จากนั้นจึงมีพระราชดำรัชขององค์สุลต่านให้มีการศึกษารวบรวมประวัติการสร้างชาติโอมานขึ้นมา มันจึงทำให้ฉันค้นพบว่าอันที่จริงแล้ว “แขกขาว”โอมานแห่งนี้ เป็นชนชาติมุสลิมแห่งคาบสมุทรอาหรับ หนึ่งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางหาใช่แตกต่างกันเพียงแค่สีผิวไม่ ..

“โอมาน” ชื่อนี่ท่านได้แต่ใดมา .. ไม่เกี่ยวกับนาธานนะ

“อะไรๆก็นาธาน... นาธาน” ฉันพ่นลมหายใจแรงๆออกมา เมื่อคีย์เวิร์ดทั้งหมดที่ฉันได้พบในภาษาไทย ของ “โอมาน”มันมีความเกี่ยวพัน หรือบางครั้งหมายถึงชื่อของอดีตนักร้องไทยคนหนึ่งที่เคยมีชื่อเสียงและชื่อเสียสุดๆในยุคหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนซึ่งในความเป็นจริงแล้ว..

ฉันอยากจะตะโกนกรีดร้องให้สุดเสียงประหนึ่งว่าตนเอง คือ โอมานนี่ (Omani) ว่า ”มันไม่ใช่โว้ยยยย”

“โอมานคือชื่อ ของประเทศหนึ่ง ในตะวันออกกลาง จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน”

---------------------------------------------------------------

“ฉันมาทำอะไรที่นี่(ว่ะ)..” นั่นคือคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาเมื่อฉันนั่งมองผ่านกระจก ของมินิแวนที่พวกเราทั้งหมดกำลังโดยสารอยู่ มันเป็นบริการรับ-ส่งจากสนามบินไปยังที่พักของ ฉันและชาวคณะ ในคืนนี้

นอกจากอุณหภูมิ ที่ทำให้ฉันรู้สึกกึ่งสุกกึ่งดิบ ถ้าฉันอยู่บนเตาคงอยู่ในระดับไฟอ่อน บวกกับทั้งสองข้างทางที่ฉันกำลังผ่านนั้น ช่างมืดมิดฉันสังเกตเห็นต้นไม้ที่”เพิ่งปลูก” แค่ไม่กี่ต้นตามไหล่ทาง.. ฉันห่อไหล่ ย่อคอ เข้าและย่นจมูก .. ตามวิสัยของตัวเองเมื่อรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับอะไรบางอย่าง ..

ฉันก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ..เมืองไทยจวนจะตีสองแล้ว .. ฉันมองนาฬิกาครั้งสุดท้ายที่สนามบิน ตอนนั้นเพิ่งจะ 4ทุ่มกว่า ..

“เวลาที่นี่ ช้ากว่า เมืองไทย 3 ชั่วโมง..”

ฉันรู้สึกหงุดหงิด ระคนไม่พอใจไปซะหมดกับสิ่งที่เกิดขึ้น กับฉันขณะนั้น คำถามวนๆซ้ำๆเดิมๆ ว่าฉันคิดอะไรอยู่ฉันตัดสินใจผิดหรือถูกกันแน่ ... ฉันกำลังจะถูกไหม้.. ฉันกำลังไหม้เกรียม ...ทำไมมันร้อยแบบนี้นะ!!

... ฉันกำลังน้ำตาไหล ...

... ฉันคิดถึงครอบครัว ...

... ฉันเดินมาไกลมากแล้วนะ ...และการถอยหลังกลับ มันขัดกับสันชาติญาณเหลือเกิน ..

... ฉันกำลัง ตื่นตะลึง ...

ในรถมินิแวนขณะนี้ ไม่ว่า คนอื่นๆจะอยู่ในสภาวะไหนๆเสียงจ้อกแจก จอแจ ที่เข้ามาในโสตประสาทของฉัน .. มันแค่ผ่านไป .. ฉันอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด.. กับความรู้สึกของตัวเองที่ดำดิ่งลึกไปถึงที่ใดนั้นเกินจะคาดเดา

“หรือฉันกำลังหลงมาที่นรกขุมไหนกันแน่”


“นี่มันคุกชัดๆ” เสียงเพื่อนคนหนึ่งของเรา เปรยขึ้นมา ฉันเดาว่านี่คงเป็นคำชมเชยสถานที่ที่เราอยู่ ขณะนี้

ถามกลางแสงแดดจ้าที่กำลังแผดเผาฉันอยู่เหมือนเสียงกรีดร้องของเด็กสาวในsilenthill เราถูกทิ้งไว้ที่หน้าสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ..ฉันเงยหน้าขึ้นมองสัญลักษณ์ มีดสั้นไขว้กัน ที่อยู่ตรงหัวตึก ...

นี่ถ้าเป็นแถวบ้านคงเรียกว่าศาลากลางสินะ ..วันนี้ฉันต้องมาทำ“บัตรประชาชน(resident card)” สำหรับบุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำงานที่นี่บริษัทจะต้องนำลูกจ้างเหล่านั้น มาทำบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อบันทึกประวัติ ข้อมูลที่นี่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่ เต็มไปด้วยประชาชน บุคคลต่างด้าว ทั้งหัวดำและหัวทองแต่ค่อนไปทางหัวดำและตัวดำซะมากนะ .. เครื่องปรับอากาศจะแรงและเย็นจัดซักเท่าไหร่กลิ่นของพี่อินเดีย ที่เป็นกลุ่มคนหลักในสถานที่แห่งนี้มันช่างสร้างความรัญจวนชวนเวียนหัวให้ฉันเสียเหลือเกิน .. จนไม่รู้ว่านี่เมาแดดหรือเมากลิ่นกันแน่

“วันนี้ฉันเป็นresident of Oman แล้วนะ” ..รู้สึกยินดีกับการได้มาของบัตรประชาชนในต่างแดน แต่ก็ระคนสมเพชกับหน้าตาในบัตรเสียเหลือเกิน ..เพราะหญิงที่เพิ่งผ่านสงครามโซมาเลียมายังดูดีกว่าฉันในรูปเสียอีก

สถานที่ราชการที่นี่ก็คงจะไม่ต่างจากประเทศไทยสักเท่าไหร่นักที่มักจะประดับด้วยธงและมีตราสัญลักษณ์ประเทศ

ธงชาติ2ที่นี่ ประกอบด้วยแถบสามสี คือ สีแดงที่หมายถึงเลือดเนื้อและบรรพบุรุษผู้ก่อสร้างชาติและชาวโอมาน สีเขียว ที่หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ของประเทศและสีขาว คือความสงบสุขและความเป็นเอกราชของประชาชนที่มุมบนซ้ายของผืนธงมีสัญลักษณ์ มีดสั้น(Kanjar)คู่ไขว้กันอยู่และนี่คือ อาวุธประจำชาติโอมาน

----------------------------------------------------------------------------------------

“โอมาน หรือรัฐสุลต่านโอมาน (Sultanateof Oman) เป็นประเทศมุสลิม ที่อยู่ในคาบสมุทรอาหรับหนึ่งในสมาชิกประเทศตะวันออกกลางแห่งนี้มีพรมแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทางตะวันตกติดกับซาอุดีอาระเบีย และทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับเยเมน อีกอย่างที่เธออาจจะยังไม่รู้ก็คือประเทศของเราหน่ะ ยังมีดินแดนส่วนแยกอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(U.A.E)ด้วยนะ”

“จริงเหรอ”

“ก็จริงหน่ะสิ ... เจ๋ง ใช่มั้ยละ”

ฉันนั่งฟังคำบอกเล่าจาก นาเดอร์ (Nader)ชายเพื่อนชายชาวโอมาน สดๆร้อนๆ อันที่จริงฉันก็ยังไม่ได้จะผูกสัมพันธ์ที่จะรับตาคนนี้เป็นเพื่อนมากเท่าไหร่นักหรอกนะแต่มันดันเหมาเรียกเราว่า “เฟรนด์”(friend) ไปแล้ว .. ฉันก็ทำได้แต่เบ้ปาก หน้าเหว่อๆคิดในใจว่า เหรอ(ว่ะ)

นาเดอร์อายุน้อยกว่าฉันไม่กี่ปี แต่เทียบลักษณะทางกายภาพของบอกเลยว่าไปไกลกว่าฉันหลายขุมนัก อาชีพหลัก รับราชการอยู่ในกระทรวงหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาของรัฐส่วนอาชีพเสริม น้องแกขับแท็กซี่ หารายได้เสริม .. อืมเป็นวัยรุ่นยุคใหม่คนหนึ่งที่น่าชื่นชมนะ

“นี่ .. เธอ ยังไม่เคยไปเที่ยว แถวๆQurum มั้ยล่ะ”

“จะไปเคยได้ยังไงละ.. เอ้ออ !!” บอกตรงบางที่ฉันก็นึกรำคาญคนประเทศนี้นะ ไอ่พวกที่จะนึกมีอัธยาศัยดีเหลือเกินก็ช่างเป็นมิตรกันจนดูซื่อไปซะหมด เห็นเราเป็นเหมือนญาติเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานนม ส่วนอีกจำพวกหนึ่ง ..หืมก็ชวนให้ฉันได้พึงระวังตัวไว้สมคำเล่าลือกันเลยทีเดียว ...

“โอมาน หน่ะนะ กว้างประมาณ 309,500เอิ่ม...เอ่อ..”

“ตารางกิโลเมตร .. ใช่ไหม”

“อือๆ.. ใช่ แล้วก็มีคนโอมานนี่ ประมาณ 3ล้าน1กว่าคนหน่ะหมายถึงคนโอมานเลยนะ นอกนั้นก็เป้นพวกอินเดียซะมากรองลงมาก็จะเป็นพวกปากีสถาน บังกาลี(บังกลาเทศ) ก็เยอะนะ พวกนี้โหด แล้วก็โมรอคโคกับเตอร์กิช”

ฉันเริ่มเลิกคิ้วข้างหนึ่ง แล้วเกาคางพลางคิดในใจว่า ประเทศนี้มันช่างกระจิดริดเสียอะไรอย่างนี้นี่ประชากรสะสมกันมากี่ร้อยปีแล้วเนี่ย ยังน้อยกว่าจังหวัดเล็กๆบ้านเกิดของฉันเสียยิ่งกระไรนัก ..

“ฉันอยากรู้นัก .. ครั้งแรกที่คนประเทศเธอเจอ “ฝน”หน่ะรู้สึกยังไง”

“โอ้ โหยนี่ ก่อนเธอจะมานะ เมื่อปี2005-2006ช่วงเดือน มิถุนายน หน่ะหนักเลย ฝนตกถล่มทลาย เพราะพายุไต้ฝุ่น ถนนหนทางนี่ยุบแตกแยก เสาไฟฟ้านี่หักโค่นลงมาเลยก็มี”

“เฮ้ย!!จริง ขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันทำหน้าเหยเกท่างทางไม่เชื่อสุดฤทธิ์ นาเดอร์จึงเสริมต่อเพื่อให้ดูมีข้อมูลน่าเชื่อถือมากขึ้นว่า

“อันที่จริงอะนะ ฉันคิดว่าพายุจะมาทุกทีหลังจาก“รอมดอน” ช่วงนั้นอากาศมันร้อนจัดๆเลย พอจะเปลี่ยนฤดูเข้าหน้าหนาว ที่บางปีหนาวจนเหลือเลขตัวเดียวไม่ได้หนาวไก่กา 20 กว่าองศาอะไรแบบนั้นนะ..อืม ฉันว่าเพราะแบบนี้แหละ อากาศมันเคลื่อนที่ไปมา อีกอย่างประเทศเราติดทะเลด้วย.. อืม ฉันคิดว่าแบบนี้แหละ”

... เอาเถอะเท่าที่ฟังแกเล่ามาก็ดูมีเหตุผลอยู่หรอกนะ แต่ที่โอ้อวดว่า หน้าหนาวหนาวเข้าขั้นเลขหลักเดียว ฉันคงยังไม่อินเท่าไหร่ รู้แต่ว่าตอนนี้ประเทศนี้มีสองฤดูเท่านั้นแหละคือร้อน กับร้อนโคตรๆ ณ.ที่เทอร์โมมิเตอร์วัดความร้อนบอกฉันว่า 50กว่าองศาเซลเซียสเข้าไปแล้ว ...

ไวเท่าความคิดของฉัน นาเดอร์สวนขึ้นมาทันทีว่า“นี่..ที่บอกว่าหนาวสุดหน่ะ ต้องไปกลางทะเลทรายนะจะหนาวมากๆแต่ถ้าอยู่ในเมืองแบบนี้ก็จะรู้สึกแค่อากาศเย็นๆสบายๆแบบที่เธอไม่ต้องเปิดแอร์หรือพัดลมเท่านั้นแหละแต่ถ้าจะไม่ให้มีอากาศร้อนเลยเธอต้องไปตามภูเขานะ ที่นี่ภูเขา มีป่าทุกอย่างเป็นสีเขียวหมดและอากาศเย็นตลอดทั้งปีเลยล่ะ ..แต่ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับนรกเลยฉันยอมรับว่ามันร้อนมากจริงๆ”

“นอกจากที่เธอจะคิดว่าโอมานจะมีแค่ทะเลทรายอะนะ ที่นี่มีทะเล มีที่ราบสูง มีภูเขาที่ไม่มีต้นไม้แบบนี้ เป็นภูเขาหินเป็นหินภูเขาไฟ เรามีภูเขาที่มีต้นไม้สีเขียวแต่ไม่ใช่ในมัสกัตนี่หรอกนะแต่ต้องห่างออกไปอีกสักสองชั่วโมงเลยหล่ะ อยู่อีกเมืองหนึ่งแต่ก็อยู่ในเขตปกครองของมัสกัตนะ(Muscat)”

“ยังไงล่ะ”

“ก็อย่างที่เธอรู้มัสกัต คือ เมืองหลวงของโอมาน แต่เราก็ยังมีเมืองท่า สำคัญอย่าง ซาลาล่า(Salalah) และบางเมืองที่อยู่ในเขตประเทศอื่นของU.A.E อย่างคาซับ(Kasab) และ(มาด์หะ)Mad’ha เมื่อในโอมานมีทั้งหมด40เมือง*แบ่งเป็น 9 เขตปกครอง**เธอรู้ไหม วันที่ 18เดือนหน้านี้ จะเป็นวันชาติ (18thNovember) ฉันกำลังลุ้นอยู่เลยว่าท่านสุลต่านจะขึ้นเงินเดือนประชาชนรึป่าว..คาบูส***(Qaboos)หน่ะ พระองค์หน่ะทรงเป้นกษัตริย์ที่คนโอมานรักมากเลยนะท่านนำความเจริญมาให้ประเทศมากมาย .. ดูสิ ตอนนี้ทุกที่ทั่วประเทศ ติดรูปท่าน แสดงความจงรักภักดีเต็มไปหมดอันที่จริงท่านเพิ่งครองราชย์มาได้แค่40ปีเองนะ แต่เป็น 40ปีทองเลยหล่ะ ”

ฉันนั่งมองนาเดอร์ที่กำลังสนุกสนานกับการเล่าเรื่องประเทศของตนเองให้ฟังอย่างออกรส

อากาศยังคงร้อนระอุ ฉันเห็นรังสีความร้อนลอยตัวจากผิวถนนขึ้นมาดั่งเปลวไฟ ฉันนั่งคิดอะไรเงียบๆในใจเวลาผ่านไปนาเดอร์เลี้ยวรถไปตามถนน ..และฉันเพิ่งสังเกตเห็น เส้นขอบ “ทะเล”

Al Qurum ย่านนี้เป็นย่านธุรกิจมีโรงแรมร้านค้าร้านอาหารมากมายติดทะเลโอมาน (Sea of Oman) ทีแรกฉันก็ไม่เห็นว่าน้ำทะเลจะสีสวยไปกว่าทะเลพัทยาสักเท่าไหร่หรอก.. จนขับผ่านไปเรื่อยๆฉันถึงมองเห็นว่า แสงแดดที่ร้อนจัดนี้ได้ทำให้ทรายสีน้ำตาลบัดนี้สะท้อนออกมาเป็นสีทองผืนน้ำทะเลสีเข้มที่มีฟองคลื่นสีขาวเป็นขอบระบาย ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเข้มจัดภาพนั้นมันแจ่มชัด เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในผืนดินแห่งนี้กำลังแสดงให้ฉันเห็นว่า... ฉันรู้จักที่นี่น้อยไปเสียแล้ว ...


 




Create Date : 21 ธันวาคม 2555
Last Update : 22 ธันวาคม 2555 0:41:33 น.
Counter : 912 Pageviews.

2 comment
Those pretty lights on ..Eiffel tower..
"เวลคั้ม ทู ปาคี .. ดิสอิส ชาน เดอ โกน แอร์โร่พอร์ต"

ประโยคล้อเล่นขำๆ ที่ฉันมักล้อเล่นกับเพื่อนบ่อยครั้งเมื่อ ซักสองปีที่แล้ว

" เฮ้ย ..วันนี้มีบินที่ไหน "
"ปาคี"
"อีกละเหรอ .."
"... เออเด่ะ Back to back จนจะพูดฝรั่งเศสได้อยู่ละ "

... ฉันนั่งนึกถึงประโยคเหล่านี้ .... เมื่อซักกี่ปีมาแล้วนะ .. 2 มาแล้วสินะ ...

------------------------------------

"สวัสดีไอเฟล ..เธอยังจำฉันได้ไหมนะ"





"เนี่ยนะเหรอ ไอเฟล เนี่ยหน่ะเหรอ !!!! โอ้ พระเจ้า "

ฉันตะโกนในใจคนเดียว .. ฉันดีใจเหลือเกิน

--------------

... กาแฟยังอุ่นอยู่ในมือ..
ฉันกระชับคอเสื้อเข้าอีกนิด ลมพัดแรงหอบเอาความหนาวจับใจผ่านหน้าฉันไป ..

 .. ปารีสปีนี้ หนาวเร็วและหนาวจัง .. 


...ร้านเครปตรงนี้ไม่เคยเงียบเหงาเลย .. 

กี่ร้อยเด็กๆ หมื่นพันผู้ใหญ่ ใครๆต่างก็ผ่านมาแวะเวียนเสมอ...

ปารีส คราวนี้ ฉันตั้งใจมาหา “ไอเฟล” อยากกลับมาทักทายเธอ เหลือเกิน.. 

...เธอยังคงสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ..






..ผิวของแม่น้ำแซนด์ที่อยู่ตรงหน้าเธอเป็นประกายระยิบ ,,
...บอกลาแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าไป,,


..ความมืดโรยตัวเข้ามา "เธอ"อวดคงโชว์โฉมให้คนทั้งโลกได้ตะลึง ได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง..

,,, เธอเป็นความจริงหรือปล่าวนะ ..
.. หรือเป็นเพียงแค่ความงามชั่วข้ามคืน เหมือนสาวๆแห่งมูแลงรูจ ,,,











ค่ำคืนนี้ .. ฉันดื่มด่ำกับความงดงาม และหลงไหลไปกับภาพมายาของเธอเหลือเกิน

..สงสัยเหลือเกินว่า ,,, นี่คือตัวจริงของเธอไหมนะ ..


",,,และอีกครั้ง ..ฉันถามเธอ อีกครั้ง 

...ความสวยงามที่ฉันเห็น เธอเป็นเพียงภาพมายา หรือความจริง ,,"



Eiffel Tower
Paris ,France
31/11/12






Create Date : 06 ธันวาคม 2555
Last Update : 6 ธันวาคม 2555 20:55:28 น.
Counter : 501 Pageviews.

2 comment
1  2  

LadyNokyoong
Location :
Muscat  Oman

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



..ฉันก็คืออีกคน ที่มองโลกกว้างใบนี้ในอีกมุมหนึ่ง..