All about Beauty: Reviews Tips and Tricks.
Group Blog
 
All blogs
 

ทำความรู้ัจักกับ โรคกลัว (Phobia) มาดูกันว่ามีโรคกลัวอะไรแปลกๆบ้าง

ความกลัว กับ โรคกลัวต่างกันอย่างไร
ความกลัวจะป้องกันเราจากอันตราย แต่โรคกลัวนั้นไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับภัยอันตรายสักเท่าไหร่ คนอเมริกันกว่า 19 ล้านคนเป็นโรคกลัวอะไรสักอย่างหนึ่ง โรคกลัว (phobia) คืออาการกลัวขั้นรุนแรง หรืออาการกลัวที่ก่อให้เกิดความรำคาญซึ่งอาจเกิดจากสถาการณ์ กิจกรรมหรือวัตถุบางอย่างก็ได้ คนที่เป็นโรคกลัวอาจจะรู้ว่าความกลัวหรือความกังวลใจนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล แต่ก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้เช่นกัน ความรู้สึกกลัวนั้นอาจจะรุนแรงมากจนทำให้คุณเป็นอัมพาตได้เลย มาดูกันว่าคนเรากลัวอะไรกันบ้าง

โรคกลัวมี 3 ประเภท
มีโรคกลัวอะไรต่างๆมากมายกว่าหลายร้อยชนิดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วซึ่งในจำนวนนี้รวมไปถึง โรคกลัวว่าจะเป็นโรคกลัว (phobophobia) แต่เวลาพูดถึงโรคกลัวทั้งหลาย บรรดาผู้เชี่ยวชาญจะแบ่งโรคกลัวเป็น 3 ประเภท คือ
ความวิตกกังวลอย่างหนักในที่สาธารณะที่ทำให้การหลบหนีเป็นไปได้ยาก (agoraphobia)
ความกลัวและการหลบหลีกสถานการณ์ทางสังคม (social phobia)
ความกลัวที่เกิดจากวัตถุหรือสถานการณ์บางอย่าง (specific phobia)

โรคกลัวสถานที่สาธารณะ (agoraphobia)

คำว่า agora คือตลาดหรือสถานที่พบปะกันในกรีกโบราณ คนที่เป็นโรคกลัวชนิดนี้จะกลัวการติดอยู่ในสถานที่สาธารณะ หรือสถานที่อย่างเช่น สะพาน หรือคิวต่อแถวที่ธนาคาร ความกลัวที่แท้จริงของโรคกลัวประเภทนี้คือการที่กลัวว่าจะไม่สามารถที่จะหลบหนีออกไปจากสถานที่นั้นๆได้เมื่อเกิดความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ผู้หญิงเป็นโรคกลัวสถานที่สาธารณะมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า และถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจจะออกจากบ้านไม่ได้อีกเลย 9 ใน 10 คนที่ได้รับการรักษาจะมีอาการดีขึ้น

ความกลัวที่มากกว่าความขี้อาย (social phobia)
คนที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมนั้นไม่ใช่แค่ขี้อายแต่มีความวิตกกังวลและความกลัวอย่างหนักว่าตนเองจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆทางสังคม การกระทำของฉันจะดูเหมาะสมมั้ยนะ? คนอื่นจะรู้มั้ยนะว่าฉันรู้สึกกังวลอยู่? ฉันจะนึกออกมั้ยว่าจะต้องพูดอะไรเมื่อถึงเวลานั้น? เนื่องจากว่าโรคกลัวการเข้าสังคมมักจะนำไปสู่การหลีกเลี่ยงการติดต่อทางสังคมจึงทำให้โรคกลัวประเภทนี้มีผลกระทบด้านลบที่รุนแรงต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นและชีวิตในการทำงานของผู้ป่วยอย่างมาก

ฉันต้องการทางออก (claustrophobia)
โรคกลัวที่เกิดจากความความกลัวเวลาอยู่ในพื้นที่ปิดเป็นโรคกลัวแบบเฉพาะ (specific phobia) ที่พบได้บ่อย คนที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถขึ้นลิฟท์หรือเข้าอุโมงค์ได้โดยปราศจากความวิตกกังวลอย่างหนัก เพราะผู้ป่วยกลัวความอึดอัดและการติดอยู่ในที่ที่ทำให้ออกไปไหนไม่ได้ผู้ที่เป็นโรคนี้จะหลีกเลี่ยงพื้นที่คับแคบ และมักจะมี "พฤติกรรมมองหาความปลอดภัย" เช่น เปิดหน้าต่าง หรือนั่งใกล้ทางออก พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์นั้นพอทนได้ แต่ก็ไม่ได้บรรเทาความกลัว

โรคกลัวสัตว์ป่านานาชนิด (zoophobia)
โรคกลัวเฉพาะที่พบได้บ่อยที่สุดคือ โรคกลัวสัตว์ต่างๆจริงๆแล้วเป็นชื่อเรียกแบบรวมๆที่รวมโรคกลัวสัตว์หลายๆชนิดเอาไว้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น โรคกลัวแมงมุม (arachnophobia) กลัวงู (ophidiophobia)  กลัวนก (ornithophobia) และ กลัวผึ้ง  apiphobia เป็นต้น โรคกลัวสัตว์ต่างๆที่ว่ามานี้มักจะเกิดขึ้นในวัยเด็กและบางครั้งก็หลายไปเมื่อโตขึ้น แต่บางครั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังไม่หาย

โรคกลัวฟ้าร้อง (brontophobia)
คำว่า bronte ในภาษากรีกแปลว่า ฟ้าร้อง และ brontophobia แปลว่า การกลัวฟ้าร้อง ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะรู้ว่าฟ้าร้องทำอะไรพวกเขาไม่ได้ แต่ก็ปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกตอนที่ฝนตกฟ้าคะนอง ผู้ป่วยอาจจะถึงขั้นหลบอยู่ในบ้านโดยการหมอบอยู่หลังโซฟาหรือหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า โรคกลัวทั้งฟ้าแลบฟ้าร้องจะเรียกว่า astraphobia ซึ่งเป็นความกลัวที่เกิดทั้งกับคนและสัตว์

โรคกลัวความสูง (acrophobia)
คนที่เป็นโรคนี้อาจถูกความกลัวโจมตีเพียงแค่จากการเดินขึ้นบันไดหรือปีนบันไดเท่านั้น บางครั้งความกลัวก็มีมากจนทำให้ขยับตัวไม่ได้เลย  โรคกลัวความสูงทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ในอันตราย เมื่อความวิตกกังวลเข้าจู่โจมอาจทำให้ผู้ป่วยพาตัวเองออกมาจากสถานที่สูงที่เป็นสาเหตุนั้นด้วยความยากลำบากอย่างมาก

โรคกลัวการบิน (aerophobia)
คนที่เป็นโรค aerophobia คือคนที่กลัวการขึ้นเครื่องบิน โดยปกติแล้วโรคนี้จะเกิดหลังจากประการณ์อันเลวร้ายเกี่ยวกับเครื่องบิน เช่น ความปั่นป่วนทางอากาศ หรือพบเห็นผู้โดยสารคนอื่นอยู่ในอาการตื่นตระหนก ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ต่างๆจะถูกลืมไปแล้ว แต่ความกลัวนั้นยังคงอยู่และจะถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยการดูหนังที่มีฉากอุบัติเหตุทางเคื่องบินในทีวี การบำบัดโรคด้วยการสะกดจิต (hypnotherapy) มักจะใช้ในการตรวจขั้นแรกและการรักษาโรคนี้

โรคกลัวเลือด กลัวเข็มฉีดยา และอาการบาดเจ็บ
มีโรคกลัวเกี่ยวกับเลือด การฉีดยา และการบาดเจ็บอยู่ซึ่งประกอบไปด้วย โรคกลัวเลือด (hemophobia) กลัวการฉีดยา (trypanophobia) บางคนเป็นโรคกลัวการได้รับบาดเจ็บ และบางคนก็เป็นโรคกลัวการรักษาทางการแพทย์ที่จะต้องใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกาย ผู้ป่วยที่มีโรคกลัวเหล่านี้มักจะมีอาการเป็นลม

โรคกลัวเรื่องเหนือธรรมชาติ 
โรคกลัวอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเลข 13 เรียกว่า Triskaidekaphobia ถ้าความคิดเรื่องผีๆทำให้คุณวิตกกังวลจนเกินไปคุณอาจจะเป็นโรค phasmophobia และถ้าถึงแม้ว่าแวมไพร์จะไม่มีจริงแต่บางคนก็ยังกลัวค้างคาวอยู่ก็แสดงว่าพวกเขาเป็นโรค chiroptophobia

โรคกลัวการอาเจียน (emetophobia)
โรคกลัวการอาเจียนซึ่งมักจะเกินในช่วงแรกของชีวิตจากประสบการณ์อันเลวร้ายบางอย่าง เช่น คนที่พบเห็นเพื่อนที่โรงเรียนอาเจียนในที่สาธารณะหรืออาจจะเคยเป็นคนอาเจียนเอง ความวิตกกังวลอาจจะถูกกระตุ้นจากการคิดถึงการอาเจียน หรือ คิดถึงสถานที่ เช่น โรงพยาบาลซึ่งการอาเจียนจะพบได้บ่อย เช่นเดียวกันกับโรคกลัวเครื่องบินที่จะใช้การสะกดจิตในการรักษา

โรคกลัวมะเร็ง (carcinophobia หรือ cancerophobia)
คนที่เป็นโรคกลัวมะเร็งมีชีวิตอยู่กับความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผลว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะอาการเจ็บปวดทางร่างกายตรงไหนก็จะถูกโยงให้เป็นสัญญาณว่ามีเนื้อร้ายกำลังเติบโตอยู่ในร่างกายไปเสียหมด เช่น อาการปวดหัวก็จะกลายเป็นสัญญาณว่ามีเนื้อร้ายในสมอง การบำบัดกระบวนการคิดเป็นการรักษาที่จะทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลัวมะเร็งกลับมามีชีวิตปกติได้อีกครั้ง

โรคกลัวอื่นๆ
คนที่กลัวอะไรก็ตามที่ใหม่แสดงว่าเป็นโรค neophobia และคนที่กลัวการแก่ หรือกลัวคนแก่แสดงว่าเป็นโรค gerontophobia บางคนอาจจะเป็นโรคกลัวการผายลมในที่สาธารณะ (phartophobia) คนที่เป็นโรค odontiatophobia จะทำทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการไปหาหมอฟัน และ spargarophobic คือการกลัวหน่อไม้ฝรั่ง

ผลกระทบต่อชีวิตที่เกิดจากโรคกลัว
โรคกลัวทำให้คนเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตัวเองกลัว แต่ชีวิตของพวกเขายังได้รับผลกระทบจากความพยายามที่จะปกปิดความกลัวไม่ให้คนอื่นเห็นอีกด้วย บางคนที่เป็นโรคกลัวนั้นมีปัญหากับเพื่อน คนในครอบครัว ล้มเหลวทางการศึกษาและการงานในขณะที่พยายามจะจัดการกับโรคกลัวนี้

โรคกลัวและแอลกอฮอล์
ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกลัวมากกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า และคนที่เป็นโรคกลัวก็มีแนวโน้มที่จะติดเหล้ามากกว่าคนที่ไม่ได้เป็น 2 เท่า

ความเกี่ยวข้องกับครอบครัว
ถึงแม้ว่าโรคกลัวนี้อาจจะได้รับผลกระทบโดยวัฒนธรรม และถูกกระตุ้นโดนประสบการณ์ชีวิตต่างๆ แต่โรคเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นกรรมพันธุ์มาจากคนในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวที่สืบเชื้อสายโดยตรงของคนที่เป็นโรคกลัวนั้นมีความเสี่ยง 3 เท่าที่จะเป็นโรคกลัวมากกว่าคนที่ครอบครัวไม่มีประวัติการเป็นโรคนี้มาก่อน

การรักษาโรคกลัว
การลดความรู้สึกเป็นขั้นตอนในการค่อยๆให้ผู้ป่วยโรคกลัวเผชิญกับสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกลัวทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไปความกลัวจะลดน้อยลงเมื่อผู้ป่วยสร้างความมั่นใจได้มากขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้มักทำควบคู่ไปกับการบำบัดด้วยการพูดคุยที่จะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนมุมมอง และพัฒนารูปแบบการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ที่เกียวกับโรคกลัว ข่าวดีก็คือการรักษาสามารถช่วยผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาได้ถึง 90%

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคกลัว

1 ใน 6 ของคนอเมริกันเป็นโรคกลัวเครื่องบิน
โรคกลัวการบิน (aviophobia) พบได้บ่อยมาก แม้แต่การเห็นลูกเรือก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการได้ ในความเป็นจริงแล้วการกลัวการบินเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สายการบินและเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศถูกกักตัว บางคนถูกก่อกวนด้วยการบินที่ติดขัดหรือการบินในสภาพอากาศที่ไม่ดี ผู้ป่วยอาจจะกลัวการตกอยู่ในอาการตื่นตระหนัก หรือรู้สึกวิตกในที่แคบ บางคนก็กลัวว่าจะเสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบนตก

โรคกลัวตัวตลก (clown phobias) มีอยู่จริง
ถ้าคุณตกใจกับการเห็นคนทำลูกโป่งรูปสัตว์ที่แต่งหน้าสีขาวและสวมวิกสีแสดง คุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวเพราะ โรคกลัวตัวตลก (coulrophobia) ไม่ใช่เรื่องตลกสักเท่าไหร่

เด็กๆที่กลัวการปิดไฟนอนไม่ได้เป็นโรคกลัว
ไม่ต้องกังวลถ้าหากเด็กๆกลัวความมืดหรือกลัวว่าจะมีสัตว์ประหลาดแอบซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงเพราะว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นโรคกลัวความมืด (nyctophobia) เด็กส่วนมากจะเลิกกลัวไปเองเมื่อโตขึ้น
โรคกลัวคือความกลัวอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อชีวิตซึ่งโรคกลัวจะส่งผลกระทบต่อปฏิกิริยาตอบสนองทั้งทางอารมณ์และทางร่างกาย คนที่เป็นโรคกลัวจะรู้ตัวว่าตัวเองมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุงแรง
  
โรคกลัวบางอย่างทำให้ตัวเลือกแซนวิชลดลง
ถ้าคุณเป็นโรคกลัวเนยถั่ว (arachibutyrophobia) จะกลัวว่าเนยถั่วจะติดอยู่ที่เพดานปาก! อย่างไรก็ตามเนยถั่วไม่ใช่ของกินอย่างเดียวที่คนกลัว ยังมีโรคกลัวของกินอย่างอื่นอีก เช่น โรคกลัวหน่อไม้ฝรั่ง (pargarophobia)

มหาเศรษฐี โฮวาร์ด ฮิวจ์ส์ (Howard Hughes)
มหาเศรษฐี โฮวาร์ด ฮิวจ์ส์ ใส่กล่องทิชชู่ไว้ใต้เท้าเพราะว่าเป็นโรคกลัวเชื้อโรคในบั้นปลายของชีวิต โฮวาร์ด ฮิวจ์ส์ กลัวเชื้อโรคมากจนกระทั่งเผาเสื้อผ้าตัวองถ้าคนใกล้ตัวไม่สบาย และใส่กล่องทิชชู่ไว้ที่เท้า โรคกลัวเชื้อโรคอย่างหนัก (mysophobia) ที่เขาเป็นอาจจะเริ่มมาจากสมัยที่ยังเป็นเด็กเมื่อแม่ของเขาชอบมาเช็คดูตลอดว่าเขาเป็นโรคอะไรรึเปล่า

คุณอาจจะเป็นโรคกลัวถ้าคุณกลัวโทรศัพท์หาย
ถ้าความคิดที่ว่าโทรศัพท์มือถือของคุณหายทำให้คุณหวาดวิตก คุณอาจจะเป็น โรคกลัวการไม่มีโทรศัพท์มือถือ (nomophobia หรือ no-mobile phone phobia) ถึงแม้ว่ากลุ่มทางการแพทย์ชั้นนำจะยังไม่รวมโรคนี้เข้าไปในรายชื่อโรคกลัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าคนเราติดโทรศัพท์มือถือมาก งานวิจัยเล็กๆชิ้นหนึ่งพบว่า 73% ของเด็กนักเรียนถึงกับนอนกับโทรศัพท์มือถือเลยทีเดียว

โรคกลัวมักจะเริ่มจากตอนเป็นเด็ก
โรคกลัวสามารถเกิดได้จากเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนอารมณ์ในวัยเด็ก บางคนที่กลัวนกอาจจะเป็นเพราะว่าตกใจกลัวนกที่บินเข้ามาในบ้านตอนเด็กๆ แต่จริงๆแล้วสาเหตุของโรคกลัวมักจะไม่แน่ชัดแต่โรคกลัวมักจะเกิดในครอบครัวที่มีคนเป็นโรคนี้

คุณอาจจะเป็นโรคกลัวว่าจะเป็นโรคกลัว
ถ้าคุณกลัวว่าจะเป็นโรคกลัว คุณอาจจะเป็นโรคกลัวว่าจะเป็นโรคกลัว (phobophobia) ยังมีโรคกลัวแปลกๆอื่นๆอีก เช่น
กลัวฝุ่น (amathophobia)
กลัวคนหัวล้าน (peladophobia)
กลัวการผายลมในที่สาธารณะ (phartophobia)

คำว่า phobia มาจากภาษากรีกที่แปลว่า การหนี ความหวาดกลัว และการหายใจไม่ออกเพราะถูกบีบคอ

อย่ารักษาโรคกลัวด้วยการเผชิญหน้า
การเผชิญหน้ากับโรคกลัวจะยิ่งทำให้แย่ลง นักบำบัดแนะนำให้ผู้ป่วยค่อยๆเผชิญกับความกลัวทีละน้อย
เช่น คนที่กลัวการนั่งเครื่องบิน ขั้นแรกอาจจะให้ดูรูปของเครื่องบินก่อน จากนั้นให้ดูวิดีโอก่อนที่จะไปสนามบินเพื่อดูเครื่องบินเทคออฟ ในที่สุดถึงจะให้นั่งเครื่องบินได้ วิธีการรักษาโรคกลัวนอกเหนือไปจากวิธีข้างต้นคือการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมด้านลบ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกียวกับโรคกลัวได้ที่
American Academy of Child and Adolescent Psychiatry, www.aacap.org
American Counseling Association, www.counseling.org

ข้อมูลทั้งหมดแปลมาจากลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ ของเว็บ WebMd
http://www.webmd.com/anxiety-panic/ss/slideshow-phobias
http://www.webmd.com/anxiety-panic/rm-quiz-fears-phobias




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2555 14:28:48 น.
Counter : 4810 Pageviews.  

แผ่นซีดีครบรอบ 30 ปี

แผ่นซีดีอายุครบ 30 ปีแล้ว มาย้อนดูประวัติของแผ่นซีดีกัน   

แผ่นซีดีอายุครบ 30 ปีในวันที่ 1 ตุลาคมนี้เอง ย้อนกลับไปในวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1982 โซนีเริ่มขายเครื่องเล่นซีดีเป็นเจ้าแรกของโลก

ความสำคัญของแผ่นซีดีที่แตกต่างจากบรรพบุรุษของมันอย่างเทปคลาสเซ็ทก็คือแผ่นซีดีได้รับการออกแบบให้บันทึกเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า LPs แต่สาเหตุที่ทุกคนต่างก็ชื่นชอบซีดีก็เพราะความสะดวก ด้วยความเล็กกระทัดรัด ความทนทาน แถมยังเลื่อนเพลงถัดไปได้เรื่อยๆโดยไม่ต้องกลับด้านแผ่น

นอกจากการขายแผ่นเพลงใหม่ๆ ซีดียังมีส่วนช่วยค่ายเพลงและร้านค้าโดยการทำให้ผู้บริโภคกลับไปซื้อคอลเล็คชั่นเพลงเก่าๆในรูปแบบซีดีอีกด้วย การที่คนจ่ายเงินซื้อเพลงอัลบั้มเดิมถึงสองครั้งรวมไปถึงการที่ซื้อเพลงใหม่ๆในช่วงยุค 90s ช่วยเพิ่มกำไรให้กับค่ายเพลงและร้านค้าปลีก นับตั้งแต่ถือกำเนิดมีการขายซีดีมากกว่าล้านล้านแผ่น

นอกจากนี้ซีดียังใช้การบันทึกเสียงแบบดิจิตอลที่ได้รับความนิยมมากโดยเปลี่ยนการใช้สัญญาณ analog มาเป็นแบบ 0 1 แทน วงการเพลงได้ประกาศให้การบันทึกเสียงแบบดิจิตอลเป็นการบันทึกเสียงที่มีคุณภาพจากอนาคตเลยทีเดียว แต่ว่าทางวงการอาจจะลืมนึกไปอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าการบันทึกเสียงแบบนี้และแผ่นซีดีพลาสติกขนาดกระทัดรัดจะได้รับความนิยมมากมาอย่างยาวนานกว่ายี่สิบกว่าปีในยุคของซีดี แต่ว่าในยุคของอินเตอร์เน็ตที่มีฮาร์ดไดร์ฟที่ทั้งเล็กกว่าและถูกกว่า และการที่จะส่งข้อมูลตรงมายังคอมพิวเตอร์ของทุกคนก็ง่ายกว่าการจะออกไปร้านขายซีดีเป็นไหนๆ

ถึงแม้ว่าแรกเริ่มเดิมทีซีดีจะถือได้ว่าเป็นตัวกอบกู้วงการเพลง แต่การบันทึกแบบดิจิตอลก็มาถึงจุดจบของมันแล้วเช่นกัน

โซนี่ CDP-101 เป็นเครื่องเล่นซีดีตัวแรก วางจำหน่ายวันที่ 1 ตุลาคม 1982 ขณะนั้นในปี 1982 ราคา 1000 เหรียญ  (คิดเป็นเงินตอนนี้ก็ประมาณ 2230 เหรียญ หรือประมาณ 66900 บาทไทย)

โนริโอะ โอกะ (Norio Ohga) คือผู้บริหารคนเก่าของโซนี่ที่มีบทบาทในการพัฒนาซีดี ว่ากันว่าสาเหตุที่ซีดีสามารถเก็บเพลงได้ 74 นาที เป็นเพราะว่า โอกะยืนยันว่าเพราะว่ามันจะสามารถจัดเก็บซิมโฟนี หมายเลข 9 ของ บีโธเฟ่น ได้ทั้งเพลง

โซนี่ D-5/D-50 คือเครื่องเล่นซีดีแบบพกพาตัวแรกของโลก หลังๆถูกเรียกว่า ดิสแมน (Disman) ราคาประมาณ 300 เหรียญตอนที่ออกมาใหม่ๆในเดือนพฤศจิการยน 1984 D-5 (หรือ D-50 ที่เป็นชื่อเรียกในตลาดต่างประเทศ) ไม่มีเทคโนโลยีการบัฟเฟอร์เพราะฉะนั้นถ้าไปขยับมันมากๆ แผ่นก็จะกระโดดเอง ทำให้คำว่า "พกพา" ในที่นี้เป็นได้แค่ชื่อเรียกในทางทฤษฎีเท่านั้น

โซนี่ CDX-5 เป็นเครื่องเล่นซีดีตัวแรกที่สามารถติดตั้งในรถ โซนี CDX-5 ราคา 600 เหรียญ ตอนที่วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิการยน 1984 CDX-5 ตัวนี้ยังไม่มีวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม ถ้าอยากได้วิทยุด้วยต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 100 เหรียญ จะได้ตัว CDX-700

ถึงแม้ว่าโซนี่จะพัฒนาเครื่องเล่นซีดีที่สามารถนำมาติดตั้งในรถได้เป็นเจ้าแรก แต่เบ็คเกอร์ (Becker) โรงงานผลิตเครื่องเสียงสำหรับรถยนต์เชื้อสายเยอรมันต่างหากที่เป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นซีดีในรถแบบที่ติดตั้งเสร็จมาจากโรงงานเป็นเจ้าแรก รถคันแรกที่ว่าคือ เบนซ์ เอสคลาส ปี 1985 ซึ่งเจ้ารถคนนี้ยังมีนวัตกรรมอื่นๆอีก เช่น แอร์แบ็ก

จริงๆแล้วแผ่นซีดีก็ไม่ได้กินพื้นที่มากนัก นอกจากว่าคุณจะเปิดร้านขายแผ่นเสียง ร้านขายแผ่นเสียงจะบรรจุซีดีไว้ใน กล่องยาว หรือซองกระดาษแข็งยาวพิเศษที่จะทำให้สามารถเก็บกล่องซีดีไว้บนชั้นเดิมที่เคยใช้เก็บแผ่นเสียงที่เคยขายกันก่อนหน้านั้นได้ บรรดาศิลปิน เช่น  เดวิด ไบร์น ปีเตอร์ การ์เบรล และสติง เห็นว่าการใช้วัสดุที่มากขึ้นเพื่อที่จะทำให้แพ็คเกจซีดีสามารถบรรจุอยู่บนชั้นแผ่นเสียงเดิมได้ถือเป็นการสิ้นเปลือง กล่องซีดียาวๆจึงเลิกผลิตไปในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1993

เครื่องเล่นซีดีของโซนี่เปิดตัวพร้อมๆกับแผ่นซีดีเพลงคลาสสิกและเพลงป๊อปรวมแล้วราวๆ 50 แผ่นด้วยกัน จาก CBS Records ซีดีที่ว่านี้ก็อย่างเช่น  โมซาร์ท ไชคอฟสกี และ ชูเบิร์ท (คลาสสิก) รวมถึงนักร้องสมัยใหม่ (ในยุคนั้น) เช่น บิลลี่ โจล์ พิงค์ ฟลอยด์ และเจอร์นีย์ ในตอนนั้นซีดีแผ่นละประมาณ 14-15.25 เหรียญ (หรือประมาณ 33-35 เหรียญ ถ้าคิดเป็นเงินในปี 2012 หรือประมาณเก้า 900 - 1,000 กว่าบาทในราคาบ้านเรา) ซึ่งราคาของแผ่นเพลงคลาสสิกจะแพงกว่า

** เหมายเหตุ(ในนี้บอกว่าเครื่องเล่นราคาแรกเริ่มประมาณ 674 เหรียญ ในปี 1982 และเทียบเท่า 1609 ในปัจจุบัน ซึ่งจะไม่ตรงกับของ Business Week)

ในช่วงสิบปีแรกที่ซีดีออกวางขาย สำหรับผู้บริโภคแล้วซีดีเปรียบเสมือนลิงค์เชื่อมต่อของอนาคตเลยก็ว่าได้ ซีดีถือเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยคือ เลเซอร์ กับดิจิตัลคอมพิวเตอร์ ที่รวมกันออกมาแล้วมีราคาถูกและยังมีประสิทธิภาพมากอย่างที่ทศวรรษที่แล้วไม่สามารถจินตนาการได้เลย

ในปี 1984 หนึ่งปีหลังจากที่ซีดีได้เปิดตัวในสหรัฐฯ มีครอบครัวอเมริกันแค่ 7.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มี PC (จากงานวิจัยของ UC Irvine) ภายในปี 2012 ตัวเลขได้พุ่งสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เกมส์คอนโซลซึ่งมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่กลับเข้าถึงผู้บริโภคได้น้อยกว่าพวกอุปกรณ์เครื่องเสียง เช่น พวกวิทยุหรือเทิร์นเทเบิ้ลเสียอีก

สำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก แผ่นซีดีถือเป็นสินค้าที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ชิ้นแรกที่พวกเขาได้เป็นเจ้าของ ซีดีจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงยุคดิจิตอลสำหรับผู้บริโภคโดยเฉลี่ย

ต้นกำเนิดแผ่นซีดี
แฮนส์ พีค (Hans Peek) หนึ่งในวิศวกรที่ออกแบบแผ่นซีดีกล่าวว่า การบันทึกข้อมูลบนซีดีเริ่มต้นจากความรำคาญแผ่นเสียงแบบเดิม เพราะแผ่นเสียงเป็นรอยง่าย แล้วก็เสื่อมสภาพลงทุกครั้งที่เล่นแผ่น ทำให้ยิ่งเล่นเสียงก็ยิ่งคุณภาพแย่ลงเรื่อยๆ นอกจากนั้นยังมีขนาดใหญ่เทอะทะ

ในปี 1972 ฟิลลิปส์ นำแผ่นซีดีบันทึกวิดีโอออกสู่สื่อ เขาเรียกเทคโนโลยีอันนี้ว่า Video Long Play หรือ VLP ซึ่งปรากฎตัวออกมาหลังจากทำวิจัยอยู่นับปี ซีดีประเภทนี้ดูคล้ายๆกับแผ่นซีดีขนาดใหญ่แต่จะบันทึกทั้งเสียงและภาพเอาไว้ในแผ่นในรูปแบบ analog (หลังจากนั้นเป็นที่รู้จักในชื่อ เลเซอร์ดิสก์(LaserDisc))

เมื่อเหล่าวิศวกรของฟิลลิปส์ ได้พัฒนาสิ่งนี้มาแทนที่แผ่นเสียงในปี 1974 พวกเขาตัดสินใจที่จะยึดรูปแบบ VLP จึงได้สร้างแผ่นบันทึกเพลงที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ เรียกว่า Audio Long Play หรือ ALP

ต่อมาเหล่าวิศวกรของฟิลลิปส์ พบว่าเสียงที่บันทึกในรูปแบบ analog บนแผ่นซีดีมักหยุดเล่นกลางคัน และคุณภาพเสียงก็ยังไม่ดีเท่าที่ต้องการ พวกเขาจึงกระโดดไปหาการบันทึกเสียงด้วยสัญญาณดิจิตอลแทน

จากนั้นสองสามปี ALP ก็เล็กลงเป็นแผ่นซีดีขนาด 11.5 เซ็นติเมตรที่สามารถบันทึกเสียงสเตียริโอได้ 60 นาที หลังจากนั้นไม่นานฟิลลิปส์ ก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อโปรเจ็ค เป็น คอมแพ็คดิสก์ (Compact Disc) ให้เข้ากับชื่อ คอมแพ็คคลาสเซ็ท (Compact Cassette) ของเขา

วันที่ 8 มีนาคม 1979 ฟิลลิปส์ ได้จัดงานแถลงข่าวออกสื่อที่เนเธอร์แลนด์ นักข่าวต่างก็มาสัมผัสกับเสียงเพลงแบบติจิตอลกันที่นั่น ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่ แต่ฟิลลิปส์ ยังรู้สึกได้ถึงยักใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ของเอเชียที่กำลังหายใจรดต้นคอเขาอยู่ บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งได้เสนอโปรโตไทป์ของแผ่นซีดีแบบดิจิตอลไปเมื่อสองสามปีก่อนหน้านั้นแล้ว และฟิลลิปส์ เองก็รู้ว่าเขาต้องการพาร์ทเนอร์เป็นคนเอเชียมาช่วยให้งานนี้สำเร็จ

ฟิลลิปส์ เสนองานไปที่บริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัท และสุดท้ายโซนี่ก็เซย์เยสกลับมา โซนี่เข้ามาร่วมมือกับ ฟิลลิปส์ ในการพัฒนามาตรฐานและสร้างไลน์ของเครื่องเล่นซีดีของตัวเอง

หนึ่งปีถัดมาฟิลลิปส์  และ โซนี่ก็สรุปรายละเอียดของแผนการออกมา ขนาดของแผ่นซีดีเปลี่ยนเป็น 12 เซ็นติเมตร เพราะโซนี่ยืนยันว่าซีดีหนึ่งแผ่นจะต้องบรรจุเพลงได้ 74 นาที เพื่อให้สามารถเล่นเพลง ซิมโฟนี หมายเลข 9 ในดีไมเนอร์ ที่โด่งดังของบีโธเฟ่นได้ เรื่องตลกอีกอย่างหนึ่งก็คือบริษัททั้งสองใช้เหรียญของดัชเป็นขนาดรูตรงกลางของซีดี

ในเดือน มิถุนายน 1980 โซนี่และ ฟิลลิปส์ ก็ได้ประกาศว่าพวกเขาได้มาตรฐานของแผ่นซีดีออกมาเรียบร้อยแล้ว และได้เชิญบริษัทอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆมาเพื่อจะออกใบอนุญาตซึ่งหลายฝ่ายก็เห็นชอบด้วย

วงการอิเล็กซ์ทรอนิกส์ทั้งวงการใช้เวลาสองปีถัดมาในการแข่งขันที่จะลดขนาดของเครื่องเล่นซีดีให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้พอดีกับขนาด hi-fi แล้วก็เป็นโซนี่ที่วางจำหน่ายโมเดลแรกก่อนใครเพื่อน ภายในหกเดือนได้วางจำหน่ายเครื่องเล่นซีดีถึงสิบรุ่น

แผ่นซีดีเพลง
ทันทีหลังจากที่เริ่มวางจำหน่าย บรรดานักเขียนรีวิวต่างก็ชื่นชมระบบซีดีเพราะความคมชัด อัตราส่วนของนอยส์ที่ต่ำ ฯลฯ ในขณะที่บรรดาผู้คลั่งใคล้เสียงเพลงรุ่นเก่าก็ยังคงยึดติดกับแผ่นเสียงแบบเดิม พร้อมประกาศจุดจบของการผลิตงานเพลงที่มีคุณภาพ

สำหรับผู้บริโภคแล้วคุณภาพของเสียงจากแผ่นซีดีก็เป็นตัวตัดสินที่ชัดเจนด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว และมันก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาและราคาเท่านั้นก่อนที่ซีดีจะได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป และหลังจากนั้นซีดีก็กลายเป็นทางเลือกหลักไปในที่สุด ในปี 1988 ซีดีมียอดวางขายอยู่ตามตัวแทนจำหน่ายมากกว่าแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก จากนั้นก็มียอดนำเทปคลาสเซ็ทในปี 1992

นับจากจุดนั้นราคาของเครื่องเล่นซีดีก็ลดลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ซีดีก็ยังถือเป็นแพลทฟอร์มเสียงที่พกพาสะดวกอีกด้วย เครื่องเล่นซีดีในรถก็ได้กลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานบนรถยนต์อย่างรวดเร็วภายในช่วงต้นๆของยุค 1990s (โซนี่เปิดตัวเครื่องเล่นซีดีในรถครั้งแรกในปี 1984) และเครื่องเล่นซีดีแบบพกพาก็มีการป้องกันแผ่นกระโดดและมีการใส่แบตเตอร์รี่ในการใช้งาน

เหล่าศิลปินต่างก็หลงรักซีดี ตั้งแต่แรกเริ่มพวกเขาก็ได้ยกย่องในความสามารถของซีดีที่สามารถสร้างเสียงดิจิตอลให้เหมือนกับเสียงต้นฉบับในสตูดิโอได้อย่างถูกต้องแม่นยำจนเรียกได้ว่าไม่มีการสูญเสียคุณภาพจากเพลงดั้งเดิมเลย

หลังจากนั้นไม่นานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้มองเห็นศักยภาพของซีดีซึ่งเป็นได้มากกว่าสื่อกลางของเพลง เหล่าบริษัททั้งหลายจึงปรับเปลี่ยนและพัฒนาซีดีให้เป็น กราฟิควีดีโอภาพนิ่ง (CD+G) วิดีโอ analog และเสียงดิจิตอลไฮบริด (CD Video) ดิจิตอลวิดีโอ (Video CD) ส่วนประกอบแบบ interactive (CD-i) ซีดีเก็บรูปภาพ (Photo CD) และอื่นๆอีกมากมาย

ซีดีในแง่ของซีดีรอม
ตอนที่มีซีดีวางขายในตลาดใหม่ๆ ผู้บริโภคต่างมองสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จากด้านการใช้งาน เช่น เล็กกระทัดรัด เป็นสื่อที่ใช้ฟังเพลงแบบไม่มีเสียงรบกวน มีความทนทาน แต่วิศวกรคอมพิวเตอร์กลับมองเทคโนโลยีชิ้นเดียวกันนี้ต่างออกไป พวกเขามองเห็นแผ่นซีดีขนาด 4.7 นิ้วที่สามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง 6.3 พันล้านบิทอย่างน่ามหัศจรรย์

แทบจะทันทีเลยทีเดียวที่บริษัทสื่อคอมพิวเตอร์จำนวนมากต่างก็แข่งขันกันนำเสนอให้ซีดีเป็นสื่อของซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ สาเหตุก็คือ ในปี 1982 ฟลอปปี้ดิสก์สองด้านแบบมาตรฐานของ IBM สามารถบรรจุข้อมูลได้ 360 กิโลไบท์ หรือประมาณ 2.6 ล้านบิท เมื่อคำนวณดูแล้ว ต้องใช้แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ถึง 2390 แผ่นถึงจะบรรจุข้อมูลดิจิตอลได้เท่ากับแผ่นซีดีเพียงแค่แผ่นเดียว

โปรโตไทป์ของไดร์ฟซีดีที่ต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการสร้างขึ้นโดยบริษัทสื่อคอมพิวเตอร์หลายบริษัทมีออกมาให้เห็นในช่วง 1983 และต่อไปจนถึงปลายปี 1984 โซนี่และฟิลลิปส์ก็พยายามจะสร้างตัวมาตรฐานขึ้นมา ซึ่งพวกเขาเรียกว่า CD-ROM (ย่อมาจาก Compact Disc Read-Only Memory)

สเป็คของซีดีรอม (ลบจำนวนบิท error correction ออกแล้ว) ก็ยังเหลือพื้นที่ถึง 650 ล้านไบท์ต่อหนึ่งแผ่น

ในปี 1985 ซีดีรอมไดร์ฟ ที่ออกสู่ตลาดตัวแรกไม่ได้อยู่ในตลาดสำหรับผู้บริโภค แต่ก็ยังคงมีคำถามอยู่ดีว่า คนจะเอาพื้นของซีดีมากขนาดนั้นไปใช้ทำอะไร สิ่งแรกๆ ที่เทคโนโลยีซีดีรอมถูกนำมาใช้ คือ การนำมันมาเป็นสื่อในการบันทึกข้อมูลจำนวนมากๆ ซึ่งถ้าพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ คงจำเป็นต้องใช้หลายเล่มหนาๆ ถึงจะบันทึกได้หมด ฐานข้อมูลของรัฐบาล การแพทย์ และสถิติประชากรบุกเบิกการใช้งานซีดีรอมเป็นครั้งแรกในปี 1985 และตามมาด้วยสารานุกรมหลังจากนั้นไม่นาน

การใช้ซีดีรอมมาจัดจำหน่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์เก่าๆธรรมดาก็ดูจะไม่เข้าท่าในตอนแรก ก็ใครจะมาอธิบายให้ฟังล่ะว่าทำไมจะต้องผลิตซีดีที่จุได้ 550 - 650 เมกกะไบท์ เพื่อมาใส่โปรแกรมที่มีขนาดแค่ 200 กิโลไบท์ คำตอบคือการเอาซีดีมาจัดจำหน่ายแบบเน้นปริมาณ

กลุ่มคนสนใจพีซีในซันนี่เวลล์ แคลิฟอร์เนีย (หนึ่งในองค์กรแรกๆที่จัดจำหน่ายซอฟท์แวร์บนซีดี) จัดทำแผ่นซีดีที่มีพับบลิคโดเมน และแชร์แวร์ 4,000 รายการ ในปี 1986 ที่ตลกก็คือทั้งหมดนี้ก็ยังกินพื้นที่เพียงแค่หนึ่งในหกของความจุซีดีเท่านั้น

แต่ซีดีรอมจะเป็นตัวกลางในการส่งภาพและวิดีโอดิจิตอลที่มีศักยภาพไปไม่ได้จนกว่าระบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิคซึ่งเป็นกราฟฟิคระดับคอมพิวเตอร์จะตามทัน หรือจนกว่าที่คอมพิวเตอร์จะเร็วพอที่จะแสดงผลสีที่จะใช้ประโยชน์ได้มากพอเท่ากับจำนวนความจุของซีดีรอมที่นำมาใช้เพื่อความบันเทิง

สุดท้ายคอมพิวเตอร์ก็ตามทันซีดีรอมในช่วงต้นๆของยุค 1990 ที่เริ่มเข้ายุคมัลติมีเดียแล้ว เกมส์ Myst (1993) ของแมค ออกมาเป็นตัวแรก วีดีโอเกมส์คอนโซลก็เริ่มจะใช้ซีดีรอมในการบรรจุเกมส์แล้วในช่วงนั้น (จริงๆครั้งแรกจะอยู่ในปี 1988 เป็นเกม์ PC เอ็นจิน คอนโซล ของญี่ปุ่น) ซึ่งทำให้เพลย์สเตชั่นของโซนี่ชิงมงกุฎเกมส์คอนโซลจากนินเทนโดไปครองแทน

ในช่วงท้ายของยุค 1990 เกมส์คอมพิวเตอร์ก็อยู่ในขนาดซีดีรอมไดร์ฟทั้งนั้น ราคาก็ลดลง แล้วซีดีก็มุ่งหน้าไปสู่การจัดจำหน่ายซอฟท์แวร์ที่ป๊อปที่สุด

ใครจะลืมบทบาทของ ซีดี-อาร์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มที่สุดแสนจะแพงในปี 1989 ได้ลง แต่แค่หนึ่งทศวรรษผ่านไปกลับกลายเป็นวิธีที่ไวที่สุดในการเคลื่อนย้ายข้อมูล และการก็อปปี้เพลง

เมื่อเวลาผ่านไป ซีดีรอมก็ถูกแย่งชิงตำแหน่งด้วย ดีวีดีรอม และเทคโนโลยีบันทึกข้อมูลอื่นๆ ความนิยมก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ แต่สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้ซีดีรอมต้องมาถึงจุดจบในฐานะการแจกจ่ายซอฟท์แวร์ที่ป๊อปที่สุดนั้นไม่มีรูปร่างและขนาดที่แน่นอน และที่ขัดแย้งที่สุดเลยก็คือเจ้าสิ่งประดิษฐ์ที่จะทำให้ซีดีเพลงสูญพันธ์นั้นก็คือ อินเตอร์เน็ต นั่นเอง

จุดจบของซีดี
วิศวกรผู้ออกแบบซีดีไม่ได้คิดว่าก่อนเลยว่าวันหนึ่งเราจะส่งข้อมูลของซีดีเพลงเป็นพันๆแผ่นข้ามไปยังอีกฝากของโลกได้ภายในไม่กี่นาที

การกำเนิดของการริปแผ่นซีดี และการแชร์ไฟล์เพลงแสดงให้เห็นว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตัวซีดีเองนั้นไม่ใช่ประเด็นเลย ตัวข้อมูลที่อยู่ในแผ่นซีดีต่างหากที่เป็นประเด็น ข้อมูลในนั้นต้องการที่จะเป็นอิสระ และภายในช่วงหลังของยุค 1990 เสียงในรูปแบบดิจิตอลก็หาทางออกมาจากกรงของมันได้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังได้ปลดปล่อยเพลงออกมาจากแผ่นซีดีและเอามันไปวางไว้บนสื่อที่ยืดหยุ่นกว่าซึ่งก็คือการไม่มีสื่อใดๆเลย

ทุกวันนี้ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่ และ แบนวิดธ์ที่ใช้ทรานสเฟอร์ข้อมูล ดนตรีดิจิตอลสามารถไปซ่อนอยู่ในฮาร์ดไดร์ฟและแฟลชไดร์ฟ จากนั้นก็ไหลไปสู่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง และถูกส่งต่อไปเรื่อยๆด้วยสายแลนและอินเตอร์เน็ต ดนตรีเดี๋ยวนี้เล่นอยู่บนรีโมทเซอร์เวอร์ในดินแดนอันแสนไกล และรอให้มีคนมาสตรีมบนมือถือและเน็ตบุ๊ค

อีกประเด็นนึงที่หลายคนมองข้ามก็คือในช่วงที่ซีดียังรุ่งโรจน์อยู่นั้น มันไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่เป็นที่เก็บข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการทรานสเฟอร์ข้อมูลชั้นเยี่ยมอีกด้วย กว่าหลายสิบปีผู้บริโภคได้ใช้ซีดีในการเก็บข้อมูลจำนวนมากมาจากที่อื่น แล้วนำกลับมาใส่คอมฯที่บ้านโดยที่เร็วกว่าการที่จะมานั่งดาวน์โหลดไฟล์เพลงหรือซอฟท์แวร์ขนาดตั้ง 650 เมกกะไบท์ผ่านอินเตอร์เน็ตเฉื่อยๆในยุคนั้น

แต่ ณ ตอนนี้เน็ตเวิร์คความไวแสงอยู่ตรงนี้แล้วและพื้นที่เก็บข้อมูลก็มากมาย ด้วยลักษณะสองอย่างนี้เองทำให้ซีดีกลายเป็นของล้าสมัย คุณค่าของซีดีจึงลดลงอย่างรวดเร็ว

ในช่วงเวลาหนึ่งซีดีถือเป็นสื่อทางดนตรีที่สำคัญที่สุด และมันก็จะเป็นเช่นนั้นไปตลอด มันคือรุ่นล่าสุดของสื่อประเภทนี้แล้ว ในปี 2011 ยอดขายเพลงดีจิตอลนั้นมากกว่ายอดขายเพลงบนแผ่นเป็นครั้งแรก ดนตรีได้รับการปลดปล่อยออกมาแล้ว และดูเหมือนว่ามันจะไม่อยากกลับเข้าไปยังที่เดิมของมัน

ถึงแม้ว่าจะผ่านมาสามสิบปีแล้วและซีดีก็เริ่มจะหมดยุค แต่สำหรับหลายๆคนซีดีก็ยังเป็นสิงประดิษฐ์แห่งอนาคตอยู่ดี

สามารถอ่านข้อมูลต้นฉบับได้ที่
http://images.businessweek.com/slideshows/2012-10-01/play-pause-a-look-at-30-years-of-the-compact-disc#slide1
http://www.techhive.com/article/2010810/the-cd-player-turns-30.html




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2555 14:30:54 น.
Counter : 1153 Pageviews.  

1  2  

kypsan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]





Friends' blogs
[Add kypsan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.