All about Beauty: Reviews Tips and Tricks.
Group Blog
 
All blogs
 

เม็กกาโลดอน (Megalodon) นักล่าดึกดำบรรพ์แห่งห้วงมหาสมุทร: ความทรงพลังและการสูญพันธุ์


ปริศนาเม็กกาโลดอน อะไรทำให้ฉลามที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูญพันธุ์

 photo 000.jpg

ลอสแอนเจลิส – เม็กกาโลดอน ฉลามขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยแหวกว่ายในท้องมหาสมุทร อาจจะตัวโตเกินไปจนทำให้มีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์
งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า ด้วยสาเหตุที่ลึกลับบางประการ แม้ว่าสมาชิกขนาดเล็กที่สุดและใหญ่ที่สุดของสายพันธุ์จะมีขนาดยาวเท่าๆกัน อสูรกายแห่งท้องทะเลนี้ขยายใหญ่ขึ้นในช่วงเวลา 14 ล้านปี จากนั้นพวกมันก็สูญพันธุ์ไปหมด
ผู้ร่วมวิจัยคาตาลีนา พิเมียนโต นักศึกษาปริญญาเอกสาขาชีววิทยา ของมหาวิทยาลัยฟลอริด้า และสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิธโซเนียนในปานามากล่าวว่า แม้ว่าจะไม่ชัดเจนนักว่าเหตุใดเจ้าสัตว์ยักษ์นี้ถึงตัวโตขึ้นเรื่อยๆในช่วงวิวัฒนาการ แต่ขนาดใหญ่ของมันนั่นเองที่อาจทำให้มันเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้น เธอนำเสนอผลงานวิจัยของเธอที่งานประชุมประจำปีของสมาคมสัตว์ดึกดำบรรพ์มีกระดูกสันหลัง ปีที่ 73

ยิ่งใหญ่ยิ่งดีจริงหรือ?

พีเมียนโตกล่าวว่า เม็กกาโลดอนสามารถยาวได้ถึง 60 ฟุต (18 เมตร) และมีแรงกัดที่มีพละกำลังมากกว่าไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ มัจจุราแห่งท้องทะเลเหล่านี้ข่มขวัญท้องมหาสมุทรตั้งแต่ประมาณ 16 ถึง 2 ล้านปีที่แล้ว แม้ว่านั่นดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน แต่ฉลามสายพันธุ์อื่นๆนั้นอยู่รอดมาแล้ว 50 ล้านปีหรือนานกว่านั้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในแปลนรูปร่างของมัน

“สายพันธุ์นี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่พวกเราคิด” พิเมียนโตกล่าว “ฉลามหลายชนิดที่มีชีวิตอยู่ในยุคของเม็กกาโลดอนยังคงมีอยู่ทุกวันนี้”

ประวัติศาสตร์อันสั้นของเม็กกาโลดอนทำให้พิเมียนโตตั้งคำถามว่าเป็นเพราะขนาดตัวของฉลามชนิดนี้หรือไม่ที่สงผลต่อความสำเร็จด้านการวิวัฒนาการของพวกมัน

“ขนาดตัวส่งผลกระทบแทบจะทุกแง่มุมของระบบนิเวศน์และชีววิทยาของสิ่งมีชีวิต” พิเมียนโตบอกกับ LiveScience “เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตมากอย่างเม็กกาโลดอน นั่นอาจจะดีมากหรือแย่มากก็ได้”

พิเมียนโตกล่าวว่า บรรดาสัตว์ใหญ่จะสามารถกินอาหารได้หลากหลายกว่า และเป็นนักล่าที่ดุร้ายกว่าเหล่าสหายแคระของพวกมัน แต่เพราะว่าพวกมันกินสัตว์หลายชนิดกว่า มันจึงมีการแข่งขันที่มากกว่าเช่นกันเพื่อจะแย่งชิงสัตว์เหล่านั้น และระบบนิเวศสามารถรองรับความหนาแน่นของประชากรได้ต่ำลง เนื่องจากพวกมันต้องการทรัพยากรมากกว่า รวมถึงพื้นที่ เพื่อที่จะมีชีวิตรอด เมื่ออาหารค่อยๆลดลง สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ก็อาจต้องลำบากในการหาอาหารให้เพียงพอ

ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
พิเมียนโตได้ไปเยือนพิพิธภัณฑ์หลายแห่งรอบโลก และวัดขนาดฟันของตัวอย่างเม็กกาโลดอน ประมาณ 400 ตัว จากการวัดนั้น เธอได้คาดคะเนขนาดตัวในระยะสุดท้ายของมันก่อนที่จะสูญพันธุ์

 photo 222.jpg

เธอสรุปว่าในขณะที่ขนาดที่ใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุดของสุดของเจ้าสัตว์ชนิดนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่กลับมีสัตว์ร้ายที่ขนาดใหญ่มากขึ้นในช่วงท้ายของวิวัฒนการของมัน

ยังคงไม่ชัดเจนนักว่าทำไมเจ้ายักษ์ร้ายถึงได้ขนาดใหญ่ขึ้น แต่พิเมียนโตวางแผนที่จะดูข้อมูลทางด้านภูมิอากาศและข้อมูลของสายพันธุ์อื่นๆเพื่อค้นหาคำตอบ

“บางทีอาจมีบางอย่างเกิดขึ้นกับการสืบพันธุ์และสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดรูปแบบเช่นนั้น หรือกับเหยื่อ และคู่แข่งของพวกมัน ที่ทำให้สายพันธุ์นี้ใหญ่ขึ้น” พิเมียนโตกล่าว

ไม่ว่าจะอย่างไร การที่ตัวโตนั้นอาจทำให้พวกมันเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากขึ้น แม้ว่าเขี้ยวยักษ์จะสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับมัน อย่างฉลามขาว ก็ยังข่มขวัญท้องทะเลอยู่ตราบจนทุกวันนี้

“การเพิ่มขนาดในสายพันธุ์เม็กกาโลดอนที่อาจเป็นไปได้ในช่วงธรณีกาลนั้นจำเป็นจะต้องทดสอบต่อไป โดยการพิจารณาเม็กกาโลดอนที่รวบรวมจากทั่วโลก แต่ไอเดียนี้ก็สำคัญที่จะเข้าใจในการเจริญและสูญพันธุ์ของนักล่าสายพันธุ์สูงสุด ซึ่งจะต้องมีผลกระทบที่สำคัญต่อระบบนิเวศของมหาสมุทร” เคนชู ชิมาดะ นักโบราณชีววิทยา ของมหาวิทยาลัยเดอโปลในชิคาโก ผู้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยครั้งนี้กล่าว

เครดิต: http://www.livescience.com/40920-megalodon-got-too-big-extinction.html




 

Create Date : 12 มกราคม 2557    
Last Update : 12 มกราคม 2557 20:37:36 น.
Counter : 616 Pageviews.  

โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ของเกาหลีเหนือ

โฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ของเกาหลีเหนือ

โปสเตอร์เหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่เดือนก่อนคิม จอง อิลเสียชีวิต และยังกล่าวเกี่ยวกับสภาพของประเทศที่จะตกทอดสู่ผู้ที่คาดว่าจะได้เป็นผู้สืบทอดอย่างแน่นอนอย่าง คิม จอง อุน ได้อย่างมาก

รูปภาพต่อไปนี้ถูกแพร่ให้เป็นรายงานที่ขัดแย้งกับภาวะการขาดแคลนอาหาร ซึ่งออกมาจากเกาหลีเหนือ และอาจจะเป็นตัวบ่งชี้ที่สื่อได้ดีที่สุดว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นกำลังจะปรากฏขึ้นจริงๆ

การเผยแพร่ป้ายข่าวต่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเริ่มต้นฤดูการเก็บเกี่ยวของประเทศ และยังนำเสนอสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชีวิตของชาวเกาหลีเหนืออย่างสิ้นเชิง

ภาพแรกเป็นภาพของชายที่กำลังยิ้มถือเคียวกำลังเกี่ยวข้าวในนา และในภาพที่สองเป็นภาพชาวเกาหลีเหนือกับเมืองเปียงยาง พร้อมด้วยคำบรรยาย “มาพัฒนาเปียงยาง เมืองหลวงแห่งการปฏิวัติ ให้เป็นเมืองระดับโลกกันเถอะ!”

นิโคลัส อีเบอร์สตัด จากกลุ่มนักวิชาการเฮนรี เวนท์ ในด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่สถาบันอเมริกันเอนเทอร์ไพรซ์ กล่าวกับเดอะเดลี่คอลเลอร์ว่า เพราะการโฆษณาชวนเชื่อตบตา ซึ่งก็คือดีพีอาร์เค โปสเตอร์เหล่านั้นน่าจะบอกเป็นนัยถึงด้านตรงข้ามของสิ่งที่เห็น นั่นก็คือประเทศกำลังมีปัญหาการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ และเหล่าผู้นำประเทศก็วิตกกังวลเกี่ยวกับการเติบโตด้านอุตสาหกรรมในเปียงยาง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีความคาดหวังสูงสำหรับการครบรอบวันเกิดหนึ่งร้อยปีของคิม อิล ซุง ซึ่งโฆษณาอย่างใหญ่โตเกินจริงในปีหน้า เกาหลีเหนือเพิ่งประกาศแผนการสร้างโรงแรมรยูกย็องซึ่งเป็นโปรเจ็คที่เริ่มในปี 1987 ให้เสร็จสิ้นในที่สุด เพื่อที่จะให้ตรงกับการเฉลิมฉลอง แต่ประเทศเกาหลีเหนือนั้นยังห่างไกลจากความแข็งแรงและรุ่งเรืองดังที่ปรารถนาให้เห็น

โปสเตอร์ใหม่เหล่านี้ชักจูงให้เราพิจารณาการโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือในภาพรวม และเราก็ได้นำป้ายจำนวนมากมาแสดงที่นี่เพื่อการพิจารณา หลายภาพมาจากโปสเตอร์เกาหลีเหนือ โดย เดวิด ฮีตเธอร์ และโคอึน เดอ เคอร์สตาร์

ทุกคนไปเก็บเกี่ยวกันเถอะ!

มาพัฒนาเปียงยาง เมืองหลวงแห่งการปฏิวัติ ให้เป็นเมืองระดับโลกกันเถอะ

ความตายสู่อมริกา นักล่าอาณานิคม ศัตรูคู่แค้นของเรา!

เมื่อยั่วยุให้เกิดสงครามรุกราน เราจะตอบโต้ เริ่มจากอเมริกา

คนชั่วช้า

เมื่อเราพูดว่าจะทำ เราก็จะทำ เราไม่ได้ดีแต่พูด

อเมริกาเป็นศูนย์กลางของความชั่วร้ายอย่างแท้จริง

จงอย่าลืมอเมริกาสุนัขป่าล่าอาณานิคม!

ทำงานและมีชีวิตด้วยจิตใจและจิตวิญญาณแห่งเพกาซัส!

มาร่วมกันเลี้ยงแพะจำนวนมากในทุกๆครอบครัว

ป้องกันและป้องกันให้มากขึ้น มาร่วมกันสร้างระบบสัตวแพทย์อย่างครบถ้วนเพื่อการป้องกันโรคระบาด!

แม้ว่าสุนัขจะเห่าแต่กระบวนการก็ยังเดินหน้าต่อไป!

ร่วมกันขับไล่สหรัฐอเมริกา นักล่าอาณานิคม และรวมแผ่นดินเกิด!

เป็นบทความที่นำมาแปลนะคะ ตรงรูปภาพถ้าหากแปลผิดประการใดต้องขอโทษด้วยค่ะ
ถ้าใครสามารถอ่านภาษาเกาหลีได้ สามารถบอกเพื่อให้แก้ไขได้เลยนะคะ ข้อความตรงรูปภาพจะแปลมาจากภาษาอังกฤษอีกที
อาจจะไม่ตรงกับภาษาเกาหลีเลยต้นฉบับเสียทีเดียว
เครดิต: http://www.businessinsider.com/kim-jong-il-kim-jong-un-north-korea-propoganda-2011-12?op=1

ทุกประเทศในโลกนี้ล้วนมีเรื่องในประวัติศาสตร์จำนวนมากที่เปื้อนเลือด เกี่ยวข้องกับสงคราม และความเพิกเฉยต่อชีวิตมนุษย์อย่างโจ่งแจ้ง ไม่มีใครที่ปราศจากความผิดโดยแท้จริง แต่การเขียนประวัติศาสตร์และข้อบกพร่องของประเทศหนึ่งก็เป็นเรื่องหนึ่ง และการหลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองซึ่งออกแบบเพื่อทำให้คนสองชาติแตกแยกกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และยังสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนนั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ยิ่งรัฐบาลเข้มงวดมากเท่าไหร่ และยิ่งข้อมูลไหลเวียนได้น้อยเท่าไหร่ ผู้คนในประเทศก็จะตระหนักได้น้อยเท่านั้น เมื่อสถานการณเช่นนี้เริ่มเกิดขึ้น การจะวางแผนให้เป็นไปตามความสนใจของตัวเอง นั่นเป็นเพียงเป้าหมายเดียวของการโฆษณาชวนเชื่อทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นข้อมูลที่เลือกมาโดยออกแบบให้โน้มน้าวผู้ฟังด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล

ในปัจจุบันมีไม่กี่ประเทศที่ทำเช่นนั้นได้ดีกว่าเกาหลีเหนือ ประเทศซึ่งทั้งลี้ลับและเข้มงวดเท่าเทียมกัน พวกเขาไม่ใช่แฟนตัวยงของสหรัฐอเมริกา แต่ถึงอย่างนั้น คุณจะเป็นไหมล่ะถ้าหากคุณถูกกระหน่ำด้วยภาพที่น่ากลัวและสยดสยองพวกนี้






ในขณะที่คุณอาจคิดว่ามุมมองของชาวเกาหลีเหนือนั้นอาจถูกบิดเบือนเพราะโดนชักนำอย่างต่อเนื่องโดยรัฐบาล นี่คือสารคดีแบบเรื่องซ้อนเรื่อง (metafiction) กำกับและแต่งโดยผู้สร้างหนังชาวนิวซีแลนด์ สลาฟโค มาร์ทินอฟ เป็นวิดีโอที่บังคับให้คนในสหรัฐอเมริกาตั้งคำถามอย่างแท้จริงต่อคุณค่า จริยธรรม และวัฒธรรมผู้บริโภค



มันอาจเป็นการยุยงทางการเมือง แต่เมื่อพูดถึงภาพลักษณ์ของอเมริกาจากสายตาชาวโลกแล้ว วิดีโอนี้มีประเด็นหรือไม่

เครดิต: http://sobadsogood.com/2013/07/19/heres-a-stack-of-anti-american-propaganda-from-north-korea/




 

Create Date : 12 มกราคม 2557    
Last Update : 12 มกราคม 2557 20:16:41 น.
Counter : 1270 Pageviews.  

เรื่องเล่าของเกาะสุสานตุ๊กตา สถานที่ท่องเที่ยวที่สยองขวัญที่สุดของเม็กซิโก

บนเกาะที่มืดและน่ากลัวในคลองโซชิมิโกใกล้กับเม็กซิโกซิตี้นั้นมีสิ่งที่จัดได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ากลัวและประหลาดที่สุดในโลก กระนั้นเกาะแสนเศร้าแห่งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นสถานที่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว แต่เกาะตุ๊กตานี้ได้อุทิศให้กับดวงวิญญาณหลงทางของเด็กหญิงผู้น่าสงสารที่ได้พบกับชะตากรรมของเธอเร็วเกินไป


เกาะตุ๊กตา (Isla de las Munecas) ตั้งอยู่ในคลองทางใต้ของเม็กซิโกซิตี้ และตอนนี้เป็นบ้านของตุ๊กตาพิการที่น่าสะพรึงกลัว  แขนขาที่เสียหาย หัวที่ถูกตัดออก และดวงตาที่ว่างเปล่าของพวกมันประดับอยู่ทั้งบนตั้นไม้ รั้ว และแทบจะทุกพื้นผิวที่ว่าง ตุ๊กตาพวกนี้ดูน่ากลัวแม้ในเวลากลางวันแสกๆ แต่ในตอนกลางคืนนั้นพวกมันจะหลอนเป็นพิเศษ


ไม่น่าแปลกใจเลยว่าที่มาของเกาะแห่งนี้นั้นมาจากโศกนาฏกรรม เรื่องนั้นมีอยู่ว่า ผู้อาศัยเพียงคนเดียวของเกาะแห่งนี้ ดอน จูเลียน ซานตานา  พบศพของเด็กจมน้ำในคลองเมื่อราวๆ 50 ที่แล้ว เขาถูกความตายของเธอหลอกหลอนหลังจากนั้นไม่นานเมื่อเห็นตุ๊กตาตัวหนึ่งลอยตามคลองมา จึงนำมันมาแขวนที่ต้นไม้เพื่อที่จะทำให้เด็กหญิงพอใจ เขาหวังว่าจะทำให้วิญญาณที่ถูกทรมานของเธอนั้นสงบลง และปกป้องเกาะจากความชั่วร้ายในภายภาคหน้า


ทว่าตุ๊กตาตัวเดียวบนต้นไม้ไม่เพียงพอที่จะทำให้จิตใจที่ถูกรบกวนของซานตานาสงบลงได้ เขาจึงตกตุ๊กตาและส่วนต่างๆของตุ๊กตาขึ้นมาจากคลองเมื่อใดก็ตามที่เห็นมัน แล้วนำแต่ละชิ้นมาแขวนอย่างระมัดระวังบนเกาะแห่งนี้ แต่ก็มีตุ๊กตาจากคลองไม่มากพอที่จะทำให้จิตใจที่ถูกทรมานของซานตานาพึงพอใจ เขาจึงเริ่มคุ้ยหาจากกองขยะเพิ่มระหว่างการเดินทางออกจากบ้านที่ไม่บ่อยนักของเขา ต่อมาเขาเริ่มนำผักผลไม้ที่ปลูกเองไปแลกตุ๊กตา


มีเรื่องราวหลายเรื่องที่ถูกโยงเข้ากับเกาะนี้ในเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรื่องที่แพร่หลายที่สุดคือ ดอน จูเลียนได้เป็นบ้า และเชื่อว่าตุ๊กตานั้นเป็นเด็กจริงๆ ซึ่งเขาได้ดึงขึ้นมาจากคลอง และพยายามที่จะช่วยให้มันฟื้นคืนชีพ แต่ความจริง ที่บอกเล่าโดยสมาชิกในครอบครัวของเขา ซึ่งตอนนี้ได้เปิดเกาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็คือว่า ดอน จูเลียนนั้นเพียงแค่เชื่อว่าเกาะแห่งนี้ถูกหลอกหลอนโดยวิญญาณของเด็กผู้หญิงเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่มีเพียงดอน จูเลียน เท่านั้นที่รู้ เขาเชื่อว่าเขาสามารถทำให้เด็กหญิงที่ตายไปแล้วมีความสุข และป้องกันความชั่วร้ายได้โดยการแขวนตุ๊กตาที่ถูกทิ้งไว้บนต้นไม้ทั้งเกาะ


เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องน่าสยองขวัญที่สุดในปี 2001 เมื่อดอน จูเลียน จมคลองเหมือนกับเด็กหญิงคนนั้น หลายคนกล่าวว่าตุ๊กตาเหล่านั้น ซึ่งถูกวิญญาณที่ถูกทรมานสิง ได้รวมหัวกันฆ่าชายแก่ผู้นี้ บางคนเชื่อว่าการตายของซานตานานั้นเป็นอุบัติเหตุ และนับจากที่เขาตายไป ตุ๊กตาพวกนั้นก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเกาะแทนเขา


แม้ว่าเกาะแห่งนี้จะไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากนัก ช่วงที่ดอน จูเลียน ยังมีชีวิตอยู่ แต่มันก็กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวโด่งดังนับแต่นั้นมา กองถ่ายทำรายการโทรทัศน์นานาชาติได้มาถ่ายทำที่นั่นหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งรายการที่อ้างว่าพบหลักฐานว่าเกาะแห่งนี้มีวิญญาณหลอนอยู่จริง


การเดินทางเข้าไปยังเกาะแห่งนี้นั้นใช้เวลานานและยากลำบาก แต่การเดินท่ามกลางตุ๊กตาสยองขวัญนั้นก็เป็นประสบการณ์ที่หาดูที่อื่นไม่ได้ ตุ๊กตาส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด นั้นถูกเจ้าของคนเก่าทิ้งด้วยหลายสาเหตุ แขนขาที่พิการ และหัวที่ไร้ลำตัว แขวนเรียงอยู่กับตุ๊กตาเต็มตัวที่ถูกแสงอาทิตย์เผาจนซีด บางตัวก็ขึ้นรา ในขณะที่บางตัวนั้นแทบจะไม่มีผมเทียมเหลืออยู่เลย แมงมุมและแมลงต่างๆมาทำรังในส่วนที่เป็นรูโบ๋ของตุ๊กตาแทบทุกตัว


แม้ว่าความรู้สึกของดอน จูเลียนนั้นจะบริสุทธิ์และน่ายกย่อง สุสานตุ๊กตาที่เขาสร้างขึ้นนี้ก็สยองขวัญอย่างปฏิเสธไม่ได้ ดวงตาที่ไร้วิญญาติดตามผู้มาเยือนขณะที่พวกเขาเดินไปรอบๆเกาะเล็กๆแห่งนี้ (ซึ่งจริงๆคือ ชินามปา หรือสวนเทียมลอยน้ำ) และหลายคนก็สาบานว่าได้ยินเสียงตุ๊กตากระซิบกับพวกเขา งานที่ทำด้วยใจรัก (หรือด้วยความกลัว) ได้บังเอิญส่งผลให้เกิดความสนใจและน่าตื่นเต้น แก่ผู้ที่ชื่นชอบเรื่องพิสดารและสถานที่ท่องเที่ยวแปลกๆ




แปลมาจาก:  http://weburbanist.com/2010/10/06/mexicos-creepiest-tourist-destination-island-of-the-dolls/

เครดิตรูปภาพ:

http://planetoddity.com/the-island-of-the-dolls-a-dark-tourist-attraction-in-mexico/
http://www.flickr.com/photos/skillicorn/2311143524/
http://www.flickr.com/photos/tar_zan/513007049/
http://www.flickr.com/photos/tar_zan/511489901/
http://www.flickr.com/photos/troels/2247104134/
http://www.flickr.com/photos/esparta/2994076542/
http://www.flickr.com/photos/becstarr/2694033007/




 

Create Date : 12 มกราคม 2557    
Last Update : 12 มกราคม 2557 19:56:00 น.
Counter : 676 Pageviews.  

คุณทนความเงียบได้นานแค่ไหน 'Anechnoic Chamber' ห้องที่เงียบที่สุดในโลก

ห้องที่เงียบที่สุดในโลกจะทำให้คุณเป็นบ้าใน 30 นาที

>บางทีคุณอาจคุณก็ต้องการความเงียบสงบเพื่อสุขภาพที่ดี แต่กลับกลายเป็นว่าความเงียบที่มากเกินไปทำให้คุณเป็นบ้าได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้คุณประสาทหลอน นั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ที่ ออร์ฟิลด์แล็บส์ (Orfield Labs) ในมินิอาโพลิสพบโดยการศึกษาการตอบสนองของผู้เข้าร่วมงานวิจัยเมื่ออยู่ในห้องไร้เสียงสะท้อน (anechoic chamber) ซึ่งยังเป็นที่รู้กันในนามของห้องที่เงียบที่สุดในโลกอีกด้วย ตามรายงานของ MPR News ระบุว่าระดับเสียงในห้องนี้ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ ก็คือ -9 เดซิเบล เทียบกับห้อง “เงียบ” โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30 เดซิเบล

กุญแจของระดับความเงียบนั้นอยู่ที่ฝาผนัง พื้น และเพดานที่ดูดซับเสียงทั้งหมดแทนที่จะสะท้อนมันอย่างที่พื้นผิวโดยส่วนใหญ่สะท้อน ดังนั้นห้องนี้จริงใช้ชื่อว่า anechoic หรือห้องที่ไร้เสียงสะท้อนนั่นเอง ห้องนี้เงียบมาก จนคุณสามารถได้ยินเสียงอวัยวะของคุณ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ กระเพาะ หรือแม้แต่หูของคุณ ซึ่งจะมีเสียงเล็กน้อยออกมา แต่ปรากฏว่านี่กลับไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่าเพลิดเพลินเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความมืด มีคนเคยอยู่ในห้องนี้ตามลำพังนานที่สุดเท่าไหร่น่ะหรือ คำตอบก็คือสี่สิบห้านาที

ออร์ฟิลด์แล็บส์ใช้ห้องไร้เสียงสะท้อนนี้เพื่อทดสอบระดับเสียงรบกวนของผลิตภัณฑ์หลายอย่างเช่นไฟLED แต่ระวังไว้ให้ดี เพราะมันอาจจะกลายเป็นสถานที่ที่ทำให้คนเป็นบ้าเอาง่ายๆ

ใครๆก็อยากอยู่ห้องเงียบๆ แต่คุณทนกับความเงียบได้หรือไม่ มีคนทนอยู่ในห้องที่เงียบที่สุดในโลกได้แค่ 45 นาที

ว่ากันว่าความเงียบนั้นมีค่า แต่มีห้องอยู่ห้องหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่เงียบมากเสียจนทำให้ทนไม่ไหวหลังจากช่วงระยะเวลาสั้นๆ เวลาที่นานที่สุดที่คนมีชีวิตรอดอยู่ใน ‘ห้องไร้เสียง’ ที่ห้องปฏิบัติการออร์ฟิลด์ ในมินิอาโพลิสใต้ นั้นเพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้น
ห้องนี้ดูดซับเสียงได้ 99.99 เปอร์เซ็นต์ และครองตำแหน่งสถานที่ที่เงียบที่สุดของบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ แต่ถ้าอยู่ในห้องนั้นนานเกินไป คุณอาจจะเริ่มประสาทหลอนได้

ที่ห้องเงียบเป็นพิเศษได้ก็เพราะไฟเบอร์กลาสดูดซับเสียงหนา 3.3 ฟุต ผนังสองชั้นทำด้วยเหล็กฉนวน และคอนกรีตหนาหนึ่งฟุต
ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท สตีฟเวน ออร์ฟิลด์ กล่าวกับ MailOnline ว่า “เราท้าให้คนนั่งในห้องนี้ในความมืด มีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งนั่งอยู่ในนั้น 45 นาที”

“เวลาเงียบ หูของคุณก็จะปรับตัว ยิ่งห้องเงียบมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งได้ยินมากเท่านั้น คุณจะได้ยินเสียงหัวใจคุณเต้น บางครั้งคุณสามารถได้ยินเสียงปอด และเสียงท้องของคุณร้องเสียงดัง”

“ในห้องไร้เสียงนี้ คุณจะกลายเป็นเสียง”

และนี่คือประสบการณ์อันน่าสับสนเป็นที่สุด มิสเตอร์ออร์ฟิลด์อธิบายว่า มันทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนมากเสียงจนต้องนั่งลง เขากล่าวอีกว่า

“การปรับทิศทางของตัวคุณเองคือการฟังผ่านเสียงที่คุณได้ยินเวลาเดิน และในห้องไร้เสียงนี้ คุณจะไม่ได้ยินอะไรเลย คุณไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับการรับรู้ที่ทำให้คุณทรงตัวและเคลื่อนที่ได้ ถ้าหากว่าคุณอยู่ในนั้นครึ่งชั่วโมง คุณจะต้องนั่งบนเก้าอี้”

โรงงานจำนวนมากใช้ห้องนี้เพื่อทดสอบว่าผลิตภัณฑ์เสียงดังแค่ไหน

มิสเตอร์ออร์ฟิลด์กล่าวว่า “ห้องนี้เอาไว้ใช้สำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ สำหรับวิจัยเรื่องเสียงของสิ่งที่แตกต่างกัน เสียงลิ้นหัวใจ เสียงของการแสดงภาพของโทรศัพท์มือถือ และเสียงของสวิตช์แผงหน้าปัดรถยนต์”

มันยังเอาไว้ใช้สำหรับกำหนดคุณภาพเสียงอีกด้วย

มิสเตอร์ออร์ฟิลด์และทีมของเขาจะช่วยบริษัทต่างๆเช่น บริษัทผลิตเครื่องซักผ้า Whirlpool ในการพัฒนาว่าอะไรควรจะมีเสียงแบบไหน
บริษัทผลิตมอเตอร์ไซค์ Haley-Davidson ใช้ห้องปฏิบัติการแห่งนี้เพื่อทำให้มอเตอร์ไซค์ของพวกเขาเสียงเบาลง ในขณะที่ยังมีเสียงเหมือน Harley-Davidsons อยู่

“เราอัดเสียงผลิตภัณฑ์และให้คนฟังเสียงโดยให้บอกคำศัพท์ เช่น “ราคาแพง” “คุณภาพต่ำ” มิสเตอร์ออร์ฟิลด์ยังกล่าวอีกว่า “เราวัดความรู้สึกและความเชื่อมโยง”

ในขณะเดียวกัน นาซ่าก็ใช้ห้องคล้ายๆกันนี้ในการทดสอบนักอวกาศ

พวกเขาถูกนำไปใส่ในแทงค์ที่มีน้ำเต็มในห้องเพื่อที่จะดูว่า “จะใช้เวลานานแค่ไหนก่อนที่จะเริ่มเกิดการประสาทหลอน และพวกเขาจะสามารถผ่านมันไปได้หรือไม่”

มิสเตอร์ออร์ฟิลด์อธิบายว่าอวกาศก็เหมือนกับห้องไร้เสียงขนาดยักษ์ เพราะฉะนั้นจึงสำคัญมากที่นักอวกาศจะสามารถมีสมาธิอยู่ได้
มิสเตอร์ออร์ฟิลด์ยอมรับว่าเขาสามารถอยู่ในห้องนี้ได้ถึง 30 นาที แม้ว่าจะต้องได้ยินเสียงลิ้นหัวใจทำงานที่ไม่น่าฟังสักเท่าไหร่ ซึ่งจู่ๆก็ดังขึ้นทันทีที่เขาอยู่ในห้องนั้น

จบแล้วค่ะ ทั้งหมดนี้แปลมานะคะ จริงๆข่าวเรื่องนี้มีมาประมาณปีกว่าๆแล้ว แต่เห็นว่าน่าสนใจดี เลยนำมาแปลให้อ่านกันค่ะ เครดิต:
http://news.discovery.com/human/life/worlds-quietest-room-will-drive-you-crazy-in-30-minutes.htm
http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-2124581/The-worlds-quietest-place-chamber-Orfield-Laboratories.html 




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 12 มกราคม 2557 19:56:58 น.
Counter : 729 Pageviews.  

5 วิธีที่น่ากลัวที่สุดที่บริษัทชั้นนำใช้ในการจับตามองคุณ!

บทความนี้เจ้าของกระทู้แปลมาจากบทความเรื่อง The 5 Creepiest Ways Major Companies Are Watching You
http://www.cracked.com/article_20358_5-dystopian-sci-fi-scenarios-now-being-used-marketing.html

ประกอบด้วย 5 หัวข้อ โดยในแต่ละหัวข้อจะมีลิงค์ไปยังแหล่งข่าวซึ่งเจ้าของกระทู้จะลิงค์ไว้ในตอนจบของแต่ละเรื่องนะคะ

หมายเหตุ บทความนี้ประกอบไปด้วยข้อความเสียดสีและมุขตลกของฝรั่งซึ่งแปลมาจากต้นฉบับโดยไม่ได้ตัดทอนออก
นอกจากห้องหว้ากอ ขอแท็กห้องสีลมเรื่องการโฆษณาเพราะมีเนื้อหาเกี่ยวข้อง

กุญแจสำคัญในการขายผลิตภัณฑ์คือการรู้จักลูกค้าของคุณ แต่เดิมเรื่องนี้เคยเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากสำหรับนักโฆษณาผู้เผชิญหน้ากับงาน ที่ใกล้เคียงกับความเป็นไปไม่ได้ ซึ่งก็คือการโน้มน้าวให้คนซื้อของที่เมื่อ 10 นาทีที่แล้วพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่

อย่างไรก็ตาม ยุคสารสนเทศนั้นได้มอบเทคโนโลยีซึ่งช่วยให้บรรดาบริษัททั้งหลายทำความรู้จักกับลูกค้าได้ดียิ่งว่าครอบครัวตัวเองเสียอีก การที่คุณจะมองว่ามันน่ากลัวมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอายุเท่าไหร่ และความจริงแล้วคนรุ่นหน้าจะไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวเลยด้วยซ้ำ

5 โทรทัศน์ที่แสดงโฆษณาโดยอ้างอิงจากสิ่งที่คุณทำบนโซฟา

ยังจำได้ไหมตอนที่คุณยังสามารถดูทีวีโดยไม่รู้สึกเหมือนว่ามันจ้องกลับมายังคุณเหมือนรูปภาพบ้านผีสิงที่มีรูปตาอยู่บนนั้น เอาละ ดูเหมือนว่า วันเวลาเหล่านั้นได้จบลงแล้ว เพราะมีบริษัทกลุ่มหนึ่งกำลังแนะนำสินค้าใหม่ๆที่เฝ้าสังเกตคุณขณะที่คุณดูทีวี -- และคำว่า 'เฝ้าสังเกต' นี้ เราไม่ได้หมายความว่า 'เก็บข้อมูลสิ่งที่คุณดูบนทีวี' -- เพราะนั่นคงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่เราหมายถึงอุปกรณ์ที่ มองคุณจริงๆ ขณะที่คุณกำลังดูโทรทัศน์

Verizon ได้จดสิทธิบัตรกล่องเคเบิลแบบใหม่ซึ่งใช้กล้องอินฟาเรดและไมโครโฟนในการติดตามดูสิ่งที่คุณทำขณะนั่งดู The Big Bang Theory ตามสิทธิบัตร เจ้ากล่องนี้ถูกวางโปรแกรมให้มองดูกิจกรรมบางอย่าง เช่น พูดคุย หัวเราะ ร้องเพลง และเล่นเครื่องดนตรี เพราะว่ามันถูกออกแบบไว้สำหรับวางในบ้านของบิลลี่ โจล์ จากนั้นมันจะแสดงโฆษณาอ้างอิงจากอะไรก็ตามที่คุณกำลังทำอยู่ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำลังนั่งกอดกับคนสำคัญอยู่บนโซฟา กล่องเคเบิลของ Verizon ก็จะสังเกตเห็นและเล่นโฆษณาสำหรับดอกไม้ การเที่ยวพักผ่อนแบบโรแมนติก ซีดี Righteous Brothers และถุงยางอนามัย

เราไม่ได้กุเรื่องนี้ขึ้นแต่อย่างใดเลย แต่ตอนนี้ทีวีกลายเป็นวิงแมนของคุณแล้วละ

อุปกรณ์ชิ้นนี้ยังสามารถสังเกตสิ่งที่คุณกำลังกินและดื่มได้ และจัดหาโฆษณามาให้ตรงกัน -- ถ้าคุณกำลังดื่มเป๊ปซี่ มันก็จะแสดงโฆษณาเป๊ปซี่ และถ้าคุณกำลังดื่ม Aristocrat จากขวดอยู่ละก็ มันก็จะแสดงโฆษณา Zoloft ให้คุณดู

นี่ไม่ใช่ไอเดียใหม่ -- ไมโครสอบเคยจดสิทธิบัตรในปี 2010 ให้กับเทคโนโลยีที่จะสแกนอีเมล์ ข้อความ และประวัติการเข้าเว็บของคุณ ขณะที่ เฝ้าสังเกตสีหน้าและคำพูดของคุณผ่านเว็บแคมหรือ Kinect (ถ้าคุณมี Xbox) เพื่อพยายามที่จะตัดสินอารมณ์ของคุณ และส่งโฆษณาที่พวกเขาคิดว่าจะดึงดูดอารมณ์ของคุณในตอนนั้น ด้วยเหตุผลแปลกๆบางอย่าง ในสิทธิบัตรได้สรุปความสำคัญของการแนะนำ โฆษณาในกรณีที่ผู้ชมนั้นกรีดร้องเอาไว้ด้วย ซึ่งดูเหมือนจะบ่งบอกว่าไมโครซอฟนั้นพยายามที่จะทำความเข้าใจประชากรเหยื่อฆาตกรรมที่มักยากที่จะตามจับหรือไม่พวกเขาก็กำลังเตรียมจะฉายโฆษณาระหว่าง Big Bang Theory อย่างที่กล่าวไปข้างต้นก็ได้

ในกรณีที่คุณยังรู้สึกว่าทีวีของคุณยังไม่รุกรานคุณมากพอ Intel กำลังผลิตอุปกรณ์ที่คล้ายๆกันนี้อยู่ ซึ่งจะจัดหาทั้งโฆษณาเป้าหมายและ
โปรแกรมโทรศัพท์โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่มันเก็บผ่านทางกล้องซึ่งส่องออกมาโดยตรงจาก Hulu ถูกต้องแล้ว -- กล่องของ Intel
ไม่เพียงแต่จะตัดสินว่าคุณจะกำลังได้ชมโฆษณาอะไรเท่านั้น แต่ยังตัดสินรายการที่คุณจะได้ดูอีกด้วย ทั้งหมดนี้อ้างอิงจากอะไรก็ตาม
ที่คุณบังเอิญเกี่ยวพันด้วยในระยะการมองเห็นของมัน "เราได้สังเกตเห็นว่าคุณได้เริ่มช่วยตัวเองในฉากเลสเบี้ยนในหนังเรื่อง Black Swan! คุณอยากจะให้เราเล่นฉากนั้นซ้ำ หรือเล่นหนังต่อไปดีล่ะ"

แหล่งที่มาเพิ่มเติม
http://money.msn.com/now/post.aspx?post=229e4586-ab17-4d91-a2d1-0a0e2415d871
http://news.yahoo.com/verizons-creepy-idea-spy-tv-viewers-144322175.html
http://www.forbes.com/sites/kashmirhill/2012/06/12/advertisers-profiles-of-you-will-be-a-lot-more-invasive-when-they-can-track-your-movement-mood-and-eyes/
http://www.geekwire.com/2012/happy-sad-microsoft-system-target-ads-based-emotional-state/
http://appft1.uspto.gov/netacgi/nph-Parser?Sect1=PTO1&Sect2=HITOFF&d=PG01&p=1&u=%2Fnetahtml%2FPTO%2Fsrchnum.html&r=1&f=G&l=50&s1=%2220120143693%22.PGNR.&OS=DN/20120143693&RS=DN/20120143693
http://www.dvice.com/2013-2-13/intels-tv-box-will-deliver-personalized-shows-watching-you

4 หุ่นโชว์เสื้อที่เฝ้ามองคุณขณะชอปปิ้ง

ใช่แล้ว คุณสามารถสบายใจได้เลยกับความคิดว่าที่ว่าลูกหลานของพวกเราจะไม่เติบโตในยุคดึกดำบรรพ์ที่หุ่นนางแบบเป็นเพียงหุ่นสวมเสื้อผ้าที่ไม่มีชีวิตและไม่ได้เป็นแอนดรอยฝังกล้องวงจรปิด ร้านค้าบางร้านได้เริ่มใช้ EyeSee Mannequin หุ่นพลาสติกรูปร่างเหมือนคนที่มีกล้อง ไมโครโฟน และซอฟแวร์การจดจำใบหน้าซึ่งออกแบบไว้บันทึกและบอกพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย มันคล้ายๆกับ
การถูกสตอล์คด้วยหุนยนต์จากเรื่อง Blade Runner ขณะที่มันกรอกแบบสอบถามเกี่ยวกับใบหน้าที่คุณแสดงออกมาในร้านขายเสื้อ

หุ่นพวกนี้ใช้ซอฟแวร์จดจำใบหน้าซึ่งสามารถระบุอายุ เพศ และเชื้อชาติได้ทันที แถมยังบันทึกว่าคนใช้เวลาดูสินค้าชนิดไหนนานเป็นพิเศษ และ ยังบอกได้ว่าพวกเขาพูดภาษาอะไร เพื่อให้ร้านค้ารู้ว่าจะต้องจ้างพนักงานประเภทไหน ซอฟแวร์ตัวนี้คล้ายกับโปรแกรมที่ใช้โดยเอเจนซี่บังคับใช้กฏหมาย โดยเฉพาะพวกที่ใช้เก็บข้อมูลสถิติทางเชื้อชาติอย่างไม่ละอายใจ

เจ้าหุ่น EyeSee หลายตัวสามารถเชื่อมต่อกันในเน็ตเวิร์คได้เพื่อกะกดรอยตามการเคลื่อนไหวภายในร้าน ประมาณว่า 'ติดตาม' คุณไปทั่วร้านเหมือนกับพวกเซลขายเฟอร์นิเจอร์หน้าเลือด จนกระทั่งคุณรู้สึกหลอนมากพอและตัดสินใจที่จะออกจากร้าน ข้อมูลที่หุ่นบันทึกไว้ (สินค้าที่คุณดู สิ่งที่คุณซื้อ ลักษณะของคุณ และคำพูดของคุณ) จะถูกเก็บและอัพโหลดไว้ในฐานข้อมูล ซึ่งจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อนำมาตัดสินประสิทธิภาพของเลย์เอาท์ และการเลือกสินค้าในขณะนั้นของร้าน และต่อจากนั้นจะถูกขายให้กับบริษัทอื่นๆโดยแลกกับเลือดสาบานของความจงรักภักดีต่อผู้ช่วยผู้จัดการกะ และเจ้าหุ่นพวกนี้ยังใช้ในการติดตามและจับพวกขโมยตามร้านค้าโดยการเคลื่อนกำลังนิ้วเลเซอร์ และ/หรือ ปืนใหญ่ตรงบริเวณไหล่ เหมือนพวกกองทหารหุ่นยนต์มนุษย์อีกด้วย

ตุ๊กตาสปายแต่ละตัวราคาประมาณ 5000 เหรียญ ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าคุณจะเห็นมันในร้าน Peebles ในเร็วๆนี้ แต่อย่างไรก็ตาม
เทคโนโลยีการจดจำใบหน้านั้นได้เริ่มใช้แล้วในร้านค้าสาขา เช่น Whole Foods ดังนั้นจึงไม่น่าจะนานเท่าไหร่นักก่อนที่คุณจะได้รับ
การทักทายจากเวอร์ชั่นหนึ่งของ EyeSee หุ่นเฝ้าสังเกตการสังเคราะห์ในทุกๆที่ที่คุณไปชอปปิ้ง

แหล่งที่มาเพิ่มเติม
http://news.cnet.com/8301-17938_105-57553272-1/no-dummy-this-mannequin-is-spying-on-you/

3 สินค้าที่ถ่ายทอดตำแหน่งของคุณไปยังนักโฆษณา

แคมเปญ 'We Will Find You' ของ Nestle นั้นเป็นลางร้ายเหมือนกับที่ชื่อของมันบอกนั่นแหละ ขั้นแรกก็คือติดตั้งอุปกรณ์ติดตาม GPS ไว้ในกระดาษห่อชอกโกแลต จากนั้นเมื่ออุปกรณ์นั้นถูกพบและเริ่มทำงาน ทีม A-Team นินจาชอกโกแลตแท่งก็จะติดตามสัญญาณในเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปจู่โจมคนที่ค้นพบมันพร้อมกับกระเป๋าเอกสารที่เต็มไปด้วยเงิน 10000 ปอนด์ อย่างกับว่า Willy Wonka ได้ส่งหน่วยทหารลักพาตัวรัสเซียมาซุ่มโจมตีเด็กๆทุกคุณที่เจอตั๋วทองคำอย่างนั้นแหละ

ด้วยการพยายามทำให้ดูเหมือนว่าพวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจอยู่บ้างว่าไอเดียนี้มันแย่เกินไปหน่อย Nestle จึงได้ขอให้ลูกค้าระงับการทำงานของอุปกรณ์ GPS ถ้าหากว่าคิดว่าไม่ว่างสำหรับการถูกจู่โจมด้วยกลุ่มทหารอากาศ และ/หรือมักจะพกมีดที่คาดว่าจะคว้าออกมาใช้ในสถานการณ์ที่ทำให้ตกใจ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว -- Apple นั้นได้บังคับให้คุณรวมข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดภายใต้ยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ด และอนุญาตให้
INonsense ต่างๆอัพเดทตำแหน่งของคุณบนเซิฟเวอร์ แต่นั่นมัน Apple และสินค้าของพวกเขาก็ราคาแพง แต่พวกชอกโกแลตนี่
ราคาเพียงแค่ดอลล่าร์เดียวเท่านั้น "We Will Find You" นั้นเป็นเพียงแค่แคมเปญโปรโมทที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถึงยังไง
มันก็แสดงให้เห็นถึงอนาคตแล้วว่า เทคโนโลยี GPS ในตอนนี้นั้นมีค่าการผลิตที่ถูกมากเหลือเกิน จนบริษัทอย่าง Nestle นั้นสามารถ
ติดตั้งชิปติดตามลงไปในกระดาษห่อชอกโกแลตเมื่อไหร่ก็ตามที่นึกอยากจะทำขึ้นมา

เพราะฉะนั้นเราอาจจะได้เห็นตอนที่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณซื้อถูกติดตาม ตั้งแต่ขวด Vita Coco Water จนกระทั่งกางเกงยีนส์ และ หนังสือการ์ตูน -- จำไว้ว่า สถานที่ที่คุณอยู่ตอนที่คุณซื้อสินค้า และสถานที่ที่คุณนำมันกลับไปหลังจากนั้น เป็นข้อมูลที่มีคุณค่า พวกบริษัทต่างๆจะสามารถใช้มันมาตัดสินใจสถานที่ที่จะติดโปสเตอร์และป้ายบิลบอร์ด และสินค้าที่ถูกติดตามนี้จะสามารถซิงค์ให้ฉายโฆษณาบางอย่างในทีวี และจออีเล็กโทรนิคในบริเวณใกล้ๆ เพื่อที่จะขายสินค้าให้แก่คุณโดยเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วในกระเป๋า แม้ว่าเราจะจินตนาการว่าเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบในด้านลบต่อยอดขายของทั้งถุงยางอนามัยและเจลหล่อลื่นเท่าๆกัน

แหล่งที่มาเพิ่มเติม
http://www.telegraph.co.uk/technology/news/9570363/Kitkat-makers-Nestle-hide-tracking-devices-in-chocolate-bars.html
http://www.forbes.com/sites/kashmirhill/2012/10/02/nestle-replaces-willy-wonkas-golden-ticket-with-a-gps-tracker-in-well-find-you-kit-kat-campaign/

2 เว็บไซต์ที่แสดงโฆษณาโดยขึ้นอยู่กับว่าคอมพิวเตอร์ของคุณแพงแค่ไหน

ไม่มีวิธีไหนที่สุภาพในการที่จะถามลูกค้าว่าพวกเขามีเงินเท่าไหร่ ถ้าหนุ่มไม่สวมเสื้อกลิ่นตัวเหม็นไปเดินด้อมๆอยู่แถวตัวแทนจำหน่าย Mercedes ทั้งหมดที่ทำได้ก็คือมองเขาด้วยสายตาที่ไม่พอใจจนกระทั่งเขาเดินจากไปในที่สุด แต่แน่นอนว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้มอบวิธีแก้ปัญหาธรรมเนียมสังคมแบบนี้แล้ว ใช่ไหม

ใช่แล้ว! Orbitz (เว็บไซต์เอเจนซี่ทองเที่ยวที่ไม่ได้จ้างกัปตันยานขับยานอวกาศแก่ๆมาเป็นโฆษก) ได้เริ่มใช้ซอฟแวร์ที่ระบุว่าลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์ประเภทไหนในการเข้าชมเว็บไซต์ของบริษัท และส่งโฆษณาไปยังลูกค้าแต่ละรายโดยอ้างอิงจากราคาของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง

เริ่มจากการที่ Orbitz ตรวจสอบว่าลูกค้านั้นใช้ Mac หรือ PC ซึ่ง ณ จุดหนึ่งพวกเขาสังเกตว่าผู้ใช้ Mac ใช้จ่ายเงินในการนอนโรงแรม มากกว่าผู้ใช้ PC โดยทั่วไปแล้ว Mac นั้นแพงกว่า ซึ่งบ่งบอกว่าเจ้าของ Mac นั้นมีเงินที่จะใช้จ่ายมากกว่า (โดยคาดว่าพวกเขาไม่ได้ใช้เงินหมดไปกับ Mac แล้ว)

ดังนั้นในอนาคต ถ้าหากว่าคุณกำลังชมเว็บไซต์ด้วย MacBook Pro ราคา 2000 เหรียญละก็ คุณอาจจะเริ่มเห็นโฆษณาเครื่องเพชร รถซีดานสุดหรู และสมาชิก HBO ในขณะที่ถ้าคุณกำลังดูเว็บ CareerConnection จากเดสทอปฝุ่นเขรอในห้องสมุดสาธารณะ คุณอาจจะได้เห็นโฆษณาป๊อปอัพของ Hamburger Helper และ บริการเงินกู้แทน

แหล่งข่าวเพิ่มเติม
http://www.npr.org/2012/06/26/155792590/orbitz-targets-mac-users-for-pricier-hotels
http://www.bbc.co.uk/news/technology-18595347
http://online.wsj.com/article/SB10001424052702304458604577488822667325882.html

1 บริษัทมาร์เก็ตติ้งที่ติดตามปัญหาสุขภาพของคุณ

คุณอาจจะสังเกตเห็นแล้วก็ได้ว่า ถ้าหากคุณเข้า Amazon แล้วเสิร์ชหาคำว่า ไดร์เป่าผม หลายวันหลังจากนั้น ทุกๆเว็บไซต์ที่คุณเข้าก็จะมีโฆษณาไดร์เป่าผมอยู่ ถ้าคุณไม่สังเกตเห็น หรือเพียงแค่คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ลองดูได้เลย จริงๆแล้วมันดูจะหลอนไปสักนิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ณ ขณะนี้นั้นเป็นไปได้ว่าคุณกำลังถูกจับตามองด้วยบริษัทมากกว่า 100 บริษัทเลยทีเดียว สำหรับสาเหตุอันแน่ชัดในการพยายามที่จะเลือกว่าจะแสดงโฆษณาไหนให้คุณดูนั้น -- มันคือหนึ่งในชีวิตประจำวันบนอินเตอร์เน็ต ณ เวลานี้ไปแล้ว แต่ถ้าคุณอยากอยากดูพรีวิวว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไรเมื่อมันเริ่มเลยเถิดไปกันใหญ่ละก็ ลองดูนี่สิ

Epic บริษัทมาร์เก็ตติ้งซึ่งมีฐานอยู่ที่นิวยอร์คถูกจับได้ว่าใช้การกระจายโฆษณาไปประมาณมากกว่า 24000 เว็บไซต์เพื่อสปายประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ของผู้คน และเก็บข้อมูลปัญหาทางด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น เพื่อที่จะกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับโฆษณาของพวกเขาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ถ้าคุณเสิร์ชหา 'วิธีรักษารูทวารฉีก' พวกเขาก็จะตามคุณไปทั่วการท่องเว็บและระดมยิงโฆษณาสารผนึกรูทวารใส่คุณ ทั้งๆที่ปกติแล้วบันทึกทางการแพทย์และข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพนั้นควรจะเก็บไว้เป็นความลับแท้ๆ

และนี่ก็ไม่ใช่ "ช่องโหว่ทางกฏหมายของประกันรถยนต์อันน่าทึ่ง!" ที่ป๊อปอัพขึ้นมาในซอกหลืบของอินเตอร์เน็ต -- Epic โฆษณาบน CNN.com Amazon Orbitz และเว็บไซต์ชั้นนำอื่นๆ และโฆษณาของบริษัทเหล่านี้ก็จะติดตามผู้เข้าชมเว็บไซต์หลังจากที่พวกเขาออกจากเว็บเพื่อไปดูการค้นหาต่างๆเกี่ยวกับการแพทย์ (ถ้ามี) ที่พวกเขาจัดเอาไว้ จากนั้น Epic จะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ในฐานข้อมูลในหมวดหมู่ เช่น "เบาหวาน" และ "การกลั้นปัสสาวะไม่ได้" เพื่อให้พวกเขาสามารถกำหนดโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วยให้เข้ากับเป้าหมายได้

คุณอาจรู้สึกได้ว่านี่เป็นเรื่องผิดกฏหมาย เช่นเดียวกับ Federal Trade Commission ที่ฟ้อง Epic และบังคับให้บริษัททำลายข้อมูลทั้งหมดที่เก็บเกี่ยวมาได้ ในตอนนั้น Epic ได้ติดตามผู้ใช้อินเตอร์เน็ตนับล้านคน และพยายามที่จะพัฒนาประสบการณ์การท่องเว็บของพวกเขาด้วยการระดมโฆษณาส่วนตัวซึ่งช่วยเตือนความจำแก่พวกเขา -- และทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้น -- ถึงโรคที่เป็นในที่สุดแล้วมันอาจจะไปถึงจุดที่ทางเดียวที่จะสามารถซื้อสินค้าได้อย่างเป็นส่วนตัวคือการขับรถไปที่ห้างสรรพสินค้า เพราะคุณสามารถเข้าไปในร้าน f.y.e. และซื้อคอลเล็คชั่น Rambo โดยไม่มีทางที่พนักงานจะเดินตามคุณไปทั่วร้านเป็นเวลาสามชั่วโมง แล้วโบก Stop! Or My Mom Will Shoot ใส่หน้าคุณ

แต่ผลกระทบที่เป็นไปได้ในนั้นใหญ่หลวกมากกว่านั้นแม้ว่า -- ด้วยการเข้าถึงโซเซียลมีเดีย การเสิร์ชใน Google และนิสัยการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ และอัลกอริทึมที่ชาญฉลาดที่อยู่เบื้องหลัง บริษัทสามารถรู้สิ่งต่างๆเกี่ยวกับตัวคุณที่ตัวคุณเองอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ พวกเขาเห็นว่าคุณกำลังเริ่มไดเอ็ท และรู้ได้ทันทีจากอุปนิสัยก่อนหน้านี้ว่าคุณจะกลับมาชอปปิ้งกางเกงสำหรับคนอ้วนในอีกหกเดือนข้างหน้า เพราะฉะนั้นอนาคตของ The Terminator นั้นได้กลายเป็นจริงแล้ว เพียงแค่แทนที่จะเป็นหุนยนต์นักฆ่าของ Skynet ที่วิ่งไล่ตามเราตามซากปรักหักพัง และถล่มยิงเรา กลับกลายเป็นซีรีส์ของฐานข้อมูลที่คำนวณอยู่อย่างลับๆว่าจะซุ่มโจมตีเอาด้วยโฆษณา Mountain Dew เมื่อไหร่ดี เราเดาว่ามันอาจจะแย่กว่าก็เป็นได้

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.theatlantic.com/technology/archive/2012/02/im-being-followed-how-google-151-and-104-other-companies-151-are-tracking-me-on-the-web/253758/
http://www.nydailynews.com/news/national/online-firm-settles-ftc-spying-users-article-1.1215513
http://ftc.gov/os/caselist/1123182/index.shtm
 




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 12 มกราคม 2557 19:57:42 น.
Counter : 490 Pageviews.  

1  2  

kypsan
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]





Friends' blogs
[Add kypsan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.