Group Blog
 
All blogs
 

สะพานรักที่ 1 จุดเริ่มต้น

นี่เป็นเรื่องที่เกิดในวันที่ 14 มีนาคม 2555 เราก็อปจากกระทู้เก่ามาลงไว้ทีละวันเลยแล้วกันนะคะ ^^ จริงๆอยากเอาคอมเมนท์มาลงด้วย แต่มันก็เยอะเหลือเกิน เอาแค่เนื้อหาก่อนละกันเนอะ

.
.
.
.


วันนี้เขาเข้ามาเร็วกว่าปกติ ไม่พาหมามาด้วย แต่มาถามเราว่า หมอไปให้น้ำเกลือให้ที่บ้านได้มั้ย ไอ้เรานะ อยากไปใจจะขาด แต่ระยะทางมันไกล แถมเป็นถนนไฮเวย์อีก กลัวตายก่อนได้ตรวจเหอะ ต้องขับมอเตอร์ไซฮ่างไปด้วยน่ะสิ ซึ่งสภาพมันก็นะ เก่ามากกก จอดให้ขโมยมันขโมย มันยังไม่เอาเลยเหอะ

ก็เลยบอกเขาไปว่า มันไกลอ่ะค่ะ ถ้ายังไงอุ้มหมามาดีกว่าไหม เขาก็บอกว่า มันไม่สะดวก ไม่มีคนจับ บลาๆๆ เอิ่ม อยากให้หมอไปที่บ้านก็บอก ไม่ต้องมาลีลา 555 (อันนี้คิดในใจนะ ><) เราก็เลยเสนอทางเลือกไปอีกว่า งั้นถ้ามารับหมอไปแล้วมาส่งน่ะได้ เพราะมันจะไวกว่า เจ้าของขับรถยนต์นี่ แต่หมอต้องเอามอไซค์โรงบาลไป เขาก็ยืนคิดอยู่สักพัก แล้วก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวกลับไปถามคนที่บ้านก่อนว่าเอายังไง เดี๋ยวโทรมาถามใหม่ แล้วเขาก็กลับไป

สักพักเขาก็โทรมา และนี่คือบทสนทนาระหว่างหมอกับเจ้าของหมาทางโทรศัพท์

เจ้าของ : งั้นเดี๋ยวผมมารับหมอไปให้น้ำเกลือที่บ้านนะ หมอคิดเท่าไหร่
หมอ : ก็ค่าน้ำเกลือ 100 แล้วก็ค่าตัวหมออีก อืม ก็ประมาณร้อยนึงอ่ะค่ะ
เจ้าของ : โห หมอมีค่าตัวด้วยเหรอเนี่ย 555
หมอ : อ้าว ทำไมล่ะ หมอออกไปข้างนอกนี่หมอเสียรายได้นะค้าาาา กี่บาทเข้าไปค้า แล้วบ้านอยู่ไกลมั้ย ถึงชั่วโมงรึเปล่า
เจ้าของ : ไม่ถึงหรอก แป๊บเดียว 10 นาทีเอง
หมอ : แน่นะ
เจ้าของ : แน่ครับ แล้วถ้าให้หมอไเองนี่เท่าไหร่
หมอ : ก็ 300 อ่ะค่ะ
เจ้าของ : แล้วจะมาได้ตอนไหนครับ
หมอ : แล้วแต่เจ้าของค่ะ สะดวกตอนไหนก็โทรมาละกัน

แล้วก็จบการสนทนา เราก็ไปถามผู้ช่วยว่า คิด 100 นึงนี่ได้ป่ะ เพราะต้องแบ่งให้ผู้ช่วยด้วย เนื่องจากต้องพกไปด้วยคนนึง ผู้ช่วยบอกว่า ไม่คุ้มนะ ปกติก็ 200 ไม่ใช่เหรอ ถึงเจ้าของจะมารับเองก็เหอะ ออกไปตั้งกี่นาที หมอเสียเคสไปตั้งกี่เคส เราก็ อืม เอาไงดีหว่า

สักพักเขาก็โทรมาใหม่
เจ้าของ : หมอว่างตอนไหนครับ เดี๋ยวผมจะไปรับ
หมอ : เอ่อ จะมารับใช่มั้ยคะ คือเมื่อกี๊ คุยกับผู้ช่วย เขาบอกว่า 100 ไม่ได้ ต้อง 200 อ่ะ
เจ้าของ : เฮ้ย นี่ไม่ได้คุย 5 นาที ขึ้นค่าตัวเลยเหรอหมอ (แล้วก็ขำใหญ่เลยนะ)
หมอ : ก็แหม ก็มันต้องเอาผู้ช่วยไปด้วยคนนึงไง ไปช่วยจับหมา แล้วมันก็ต้องมาหารค่าตัวกัน ก็ได้คนละแค่ 50 บาทเองนะ
เจ้าของ : แล้วถ้าหมอมาเองก็ 300 ไม่ใช่เหรอ งี้ผมยอมจ่ายแพงเพิ่มอีก 100 บาท ให้หมอมาเอง เพื่อความสะใจของผมดีกว่า 555 (หัวเราะด้วยความสะใจ)
หมอ : (คิดในใจ เอิ่ม นี่กะสะใจให้ชั้นไปตากแดดร้อนๆใช่มั้ย (--') แต่ก็ต้องเก็บอาการโมโหไว้) อ้าวๆ งั้นหมอเปลี่ยนใจไม่ไปละ (เก็บอาการตรงไหน)
เจ้าของ : แหม หมอก็ ลดให้หน่อยไม่ได้เหรอ ดูซิเนี่ยผมเอารถไปรับเอง กับให้หมอมาเอง เสียต่างกันแค่ร้อยเดียวเอง งี้ผมยอมจ่ายเพิ่มอีกร้อยเพื่อความสะใจส่วนตัวไม่ดีกว่าเหรอ ไม่รู้ล่ะ ผมจะต่อจนกว่าหมอจะใจอ่อน ^^
หมอ : (ดูมัน ยังห่วงความสะใจอีก น่าปลื้มไหมนี่) อ่ะๆ งั้นหมอลดให้ 50 บาท เหลือ 150 โอเค้ ค่าน้ำเกลือร้อยนึง เป็น 250 โอเคป่ะ
เจ้าของ : คร้าบ 150 ก็ยังดี ^^ แล้วจะให้ออกไปรับตอนไหนครับ
หมอ : ตอนนี้แหล่ะค่ะ ว่างพอดี
เจ้าของ : โอเคคร้าบ

แล้วประมาณ 10 นาที เขาก็มาถึง ขอบอกว่าไวมาก 555
.
.
.
.
.
แล้วพอเขามารับ คุณหน้าเคาเตอร์ก็ตระโกนมาแต่ไกลเลย หมอๆ มาแล้ว หนูไปด้วยสิ (เนื่องจากคุณหน้าเคาเตอร์เขาก็แอบชอบเหมือนก้น อิอิ) แต่พอเขาพาเด็กน้อยมาด้วย อายุประมาณ 6 ขวบ คุณหน้าเคาเตอร์ก็บอกว่า ว้า พาลูกมาด้วย ไม่ไปละ

เราก็ตกใจ ห๊า ลูกเหรอ มีลูกแล้วเหรอ วิ่งมาดูหน้าร้าน ผู้ช่วยอีกคนที่คอยเชียร์ก็บอกว่า หลาน แหม ไม่ใช่ลูกหรอกน่ะ เราก็ เออ ชั้นก็ว่างั้นแหล่ะ ยังไม่มีลูกหรอก แต่แฟนนี่ยังไม่แน่ ว่าแต่ เค้าจะเอาหลานมาทำไมวะ กลัวชั้นจับปล้ำหรือไง ชิส์ แล้วผู้ช่วยมันก็เลยหัวเราะกันใหญ่

ส่วนเราก็รีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำ โบ๊ะแป้งหน่อย เพราะช่วงนี้โทรมมาก นอนดึก อ้วนขึ้น ไม่ได้แต่งหน้าอีกตะหาก เฮ่อ เซ็งชีวิต พอจัดการตัวเองเรียบร้อย ก็ ไป ขึ้นรถกัน

คือโดยปกติ ถ้ามีคนมารับเราไปฉีดยาที่บ้าน เราก็จะต้องนั่งหน้าคู่คนขับ ส่วนผู้ช่วยนั่งข้างหลัง กะคนนี้ตอนแรกเราอุตส่าห์ดีใจ แอบคิดไว้ว่า อร๊ายยย คงได้นั่งคู่กันสองคน จะได้ชวนคุยกันกระหนุงกระหนิง งุ้งงิ้ง งุ้งงิ้ง แต่ในความเป็นจริง เอิ่ม มีเด็กมาด้วยนี่ตรูต้องนั่งข้างหลังใช่มั้ย --' แอบเคือง แต่หนูน้อยดันวิ่งมานั่งข้างหลัง จนคุณน้าต้องบอกว่า เฮ้ย ไปนั่งอะไรข้างหลัง มานั่งข้างหน้าสิ ท่าทางคุณน้าตกใจมาก ยังกะกลัวเราจะไปนั่งข้างหน้าแล้วกระโดดกัดคออย่างนั้นแหล่ะ ชิส์

แล้วระหว่างทางที่นั่งไป ผู้ช่วยเราก็เลยชวนคุย ถามไปว่า ทำไมเจ้าของไม่ให้น้ำเกลือเองที่บ้านล่ะคะ มาให้หมอไปให้เองที่บ้านอย่างนี้ทุกวัน เปลืองตายเลย (ในใจเราแอบคิด นี่เองจะมาขัดลาภฉันทำไมนิ เขามารับทุกวันอย่างนี้อ่ะดีแล้ว จะได้เจอกันทุกวัน อิอิ) เขาก็เลยบอกว่า เอาจริงๆนะ ผมขี้เกียจอุ้มหมามา สู้มารับหมอเองเลยดีกว่า ง่ายกว่าเยอะ (แล้วเราก็คิดในใจ (อีกแล้ว) ว่า ขี้เกียจอุ้มหมา แต่ไม่ขี้เกียจอุ้มหมอใช่มั้ยคะ ถึงได้มารับหมอเนี่ย 555 หื่นอยู่ในใจคนเดียวเงียบๆ ) แล้วหลังจากนั้นก็ชวนคุยกันนิดๆหน่อยๆ ส่วนใหญ่เขาก็แก้เขิลโดยการคุยกับหลานซะมากกว่า อิอิ แต่ถึงแม้ในใจเราจะคิดว่าเป็นหลาน แต่เพื่อความชัวร์ แกล้งถามเพื่อความแน่ใจดีกว่า

แล้วนี่พาใครมาด้วยล่ะคะเนี่ย ลูกเหรอ ^^
อ๋อ เปล่าครับ หลานครับ เราก็แซว แหม เอาเด็กมาทรมานนะเนี่ย ต้องมาหลับในรถอีก
เขาก็แก้เก้อว่า ไม่หรอก อยู่บ้านมันก็วุ่นวาย เลยต้องเอามาด้วย
(เหอะๆ เอามาเป็น กขคงฉจ ใช่ป่ะยะ ชั้นไม่ข่มขืนคุณหรอกน่า)
แล้วจากนั้นบทสนทนาก็ราบเรียบไม่มีอะไรหวือหวา แล้วส่วนใหญ่เขาก็คุยกับพี่หรือเพื่อนร่วมงานไม่รู้แหล่ะ แต่เราก็หน้าแตก นึกว่าเขาพูดกับเรา ไปเกาะเบาะ ห๊ะๆ อะไรนะ ตั้งหลายครั้ง จนเขาหันหน้ามาพร้อมโทรศัพท์แนบหู โบกไม้โบกมือเพื่อจะสื่อว่า ไม่ได้คุยกะเมิง แป่ว (--') ช็อตนี้คุณผู้ช่วยฮากลิ้ง แล้วเก็บมาประจานต่อให้คนอื่นในโรงบาลฟังได้อีก เฮอะ
.
.
.
.

ทีนี้พอมาถึงบ้าน น้องหมาอยู่บ้านตากับยาย บ้านเขาก็สไตล์ไทยๆโบราณๆหน่อย ดูร่มรื่นดี น้องหมาก็เห่าทักทายหมอกับผู้ช่วยมาแต่ไกล แต่กระดิกหางให้เจ้าของไหวๆ มันทำสองอย่างพร้อมกัน ดูขัดกันยังไงก็ไม่รุ เราก็แซวมัน แหม ใส่เสื้อสวยเชียวนะ (หมายังแซวได้อ่ะ คิดดูละกัน) พอเข้าไปก็สวัสดีคุณยาย ซึ่งคงจะเป็นแม่เขามั้ง เพราะเขาบอกว่าเลี้ยงหลานให้พี่สาวกับพี่เขย ก็คือหนุ่มน้อย 6 ขวบคนตะกี๊ ที่ตอนนี้ไม่ยอมลงรถ นั่งหลับรอในรถไปแล้ว แล้วก็ตี๋น้อย 9 เดือนอีกคน หน้าตาน่ารักแก้มป่อง ตาหยีๆ เหมือนน้ามันเลย อิอิ

เรากับผู้ช่วยก็จัดแจงจะให้น้ำเกลือ ส่วนคุณเจ้าของ ก็แทนที่จะช่วยจับหมา วิ่งขึ้นบ้าน ไปอุ้มหลานลงมา ผู้ช่วยมันก็กระซิบ หมอ อุ้มลูกลงมาด้วยอ่ะ ดูดิ หน้าตาเหมือนกันเลย เราเลยหันไปมองมันตาขวาง พร้อมกับพูดว่า หลานตะหาก แกนี่ เอ๊ะ ยังไง ขัดตลอด

แล้วคุณยายก็เดินตามลงอุ้มหลาน บอกว่าไปช่วยหมอเค้าจับหมาสิ ก็ว่างั้นแหล่ะ แต่คุณเจ้าของยังมีหน้าบอกอีกว่า อ้าว หมอจับเองได้มั้ยครับ เราก็บอกว่า โอ๊ย ไม่ได้หรอก เจ้าของต้องจับเอง แล้วเขายังจะเถียงอีก ทีอยู่โรงบาลยังจับได้เลย (นั่น เถียงคำไม่ตกฟากอีก) ผู้ช่วยเราเลยต้องบอก นี่มันถิ่นเค้านี่คะ เดี๋ยวเค้าจะกัดเอา เขาก็หัวเราะแล้วบอก อ้าวเหรอ แล้วก็ไปจับหมาให้ แล้วพอให้น้ำเกลือ นั่งรอประมาณ 15 นาที คุณยายก็อุ้มหลานมายืนดู คุณยายน่ารักมาก ยิ้มแย้ม ถามนู่นถามนี่ ดูเป็นกันเองดี แล้วตานี่ก็รีบฟ้องคุณยายเลย เนี่ยนะยาย ดูสิ ผ่านไป 5 นาที หมอขึ้นราคาผมตั้งร้อยนึงแน่ะ คิดดูนะยาย เอารถไปรับเอง 200 ให้หมอมาเอง 300 งี้ถ้าผมยอมจ่ายเพิ่มอีกร้อยนึง ให้หมอขับรถมาเองเพื่อความสะใจของผม ยังดีกว่าซะอีก (ยังจะมีหน้าไปเล่าให้คุณยายฟังอีกแน่ะ ดู๊ ดูเขาทำ) แต่คุณยายก็เข้าข้างเรา บอกว่า หมอเค้าเป็นผู้หญิง เค้าจะขับรถมาเองได้ยังไง ถนนใหญ่ รถบรรทุกมันเยอะ มันอันตราย เรากับผู้ช่วยก็เลย ช่ายๆ มันอันตราย แล้วเราก็หันไปมองค้อนเค้าทีนึงว่า เห็นมั้ย คุณยายยังเห็นด้วยเลย เค้าก็หัวเราะ

แล้วระหว่างนั้น เรากับผู้ช่วยก็นั่งให้น้ำเกลือไป หยอกเล่นกับหลานเค้าไป หลานเค้าก็น่ารัก ยิ้มแก้มตุ่ย ทำท่าเขิลๆ ยายเค้าก็ยังแซวว่า ดูเวลามันยิ้มนะ ตาหายไปหมด เหมือนน้ามันเลย อิอิ ดูแล้วเป็นครอบครัวที่น่ารักมากเลยอ่ะ ^v^

แล้วพอให้น้ำเกลือใกล้เสร็จ เราถือเข็มอยู่ มือเขาก็มาโดนเข็มเราเอง 555 เขาก็โวยวายฟ้องยาย โหย ยายดูดิ หมอเอาเข็มมาทิ่มมือผมด้วย เราก็เถียง เอ๊า เจ้าของเอามือมาทิ่มเข็มหมอเองนะ เข็มมันอยู่ดีๆ ยายเค้าก็ไม่ได้พูอะไร คงรำคาญอิสองตัวนี่ เถียงอะไรกัน 555

พอตอนจะกลับ เขาก็ถามว่าต้องให้น้ำเกลือทุกวันเลยใช่ป่ะ งั้นเดี๋ยวไปรับหมอทุกวันลองดูก่อนซักอาทิตย์นึง แล้วหมอหยุดวันไหนครับ
หมอ : อ๋อ หยุดวันจันทร์ค่ะ
เจ้าของ : อ้าว แล้วยังงี้จะให้ใครมาให้ล่ะครับ ถ้าหมอหยุด
หมอ : เอิ่ม คิดในใจ เอาไงดีหว่า จะเสนอตัวมาเลยก็ดูไม่งาม ก็เลยอ้อมแอ้มๆไปก่อนว่า ก็เดี๋ยวให้ผู้ช่วยมาก็ได้ ผู้ช่วยก็ให้ได้ถ้าหมอคนอื่นไม่ยอมมา แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ถ้าหมอว่าง ไม่ได้ไปไหน เดี๋ยวมาให้ให้ก็ได้ค่ะ
เจ้าของ : แทนที่จะเกรงใจ ปฏิเสธหน่อยเห๊อะ ดันบอกว่า อ้าว มาวันหยุดอย่างงี้ ต้องจ่ายสองแรงป่าวคับเนี่ย แล้วก็ยิ้มตาหยี
หมอ : อ้ะ สองแรงก็ดีค่ะ 555

แล้วก็พากันเดินไปขึ้นรถกลับ
.
.
.
.
แล้วพอขึ้นรถกลับ เราก็เริ่มขี้เกียจคุยแล้ว นึกมุขไม่ออก 555 แอบเพลียด้วย มันร้อน แดดส่องด้านเรา หิวข้าวอีกตะหาก เนื่องจากบ่ายกว่าแล้ว แต่เค้าก็บ่นงุ้งงิ้งคนเดียว อะไรไม่รุ ไปด้านนี้รถก็ติด ออกไม่ได้ ด้านนี้ก็ติด แล้วก็จอดคุยกับป้าร้านขายของข้างบ้าน ดูเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี อิอิ แล้วเขาก็ถามเราว่า พรุ่งนี้หมอจะว่างช่วงไหน เราก็บอกว่า แล้วแต่เจ้าของอ่ะ ว่างตอนไหนล่ะคะ เขาก็บอกว่า อ๋อ มาให้ได้ตลอดล่ะครับ หมอโทรมาเลยละกัน เราก็เลยได้ที ยิงมุขถามเรื่องงานว่า เอ๊า แล้วไม่ทำงานเหรอคะ ว่างทั้งวันแบบเบี้ย เขาก็ยิ้ม แล้วบอกว่า ก็ทำครับ แต่ก็พอจะออกมาได้ นั่น ไม่ยอมบอกอีกว่าทำงานอะไร แต่ดูจากชุดแล้วก็บ้านแล้ว น่าจะเป็นพวกเจ้าของโรงงานอะไรเทือกนั้น 5555

อ้อ ลืมเล่า ตอนขามาแรกๆ เขาถามเราว่า แล้วปกติถ้ามีเคสมารับหมอไปอย่างงี้หมอคิดยังไง เราก็บอก อ๋อ ก็ 200 อ่ะค่ะ แต่บางเคส เขาก็จะพาหมอไปเลี้ยงข้าวด้วย 555 (อันนี้ผู้ช่วยฮามาก แต่ก็เรื่องจริงอ่ะ มารับไปฉีดยา แล้วก็พาไปเลี้ยงข้าวต่อ ทุกรอบเลย อิอิ แต่ไม่ได้กิ๊กกันนา พี่เขาแค่สปอร์ตเฉยๆ ) คุณเจ้าของได้ฟังดังนั้น ก็ได้แต่ขำ แล้วไม่พูดอะไร โถ่เอ๊ย เราอุตส่าห์ชง นึกว่าจะรับมุขว่า งั้นเดี๋ยวผมพาไปทานข้าว ซักหน่อยก็ไม่ได้ แถมตอนก่อนออกจากโรงบาลมันก็เที่ยงกว่าแล้ว ยังหันมาถามว่า อุ๊ย พักเที่ยงพอดี เวลาพักเที่ยงหมอป่าวคับเนี่ย หมอต้องกินข้าวป่าว งั้นเดี๋ยวกลับมาค่อยกินแล้วกันเนาะ ^^ พูดเองเออเองทุกคำ ฉันยังไม่ได้เอ่ยอะไรเลย เฮ้อ

มาต่อตอนขากลับกันต่อดีกว่า ระหว่างทางกลับ เขาก็ยังพยายามจะชี้ๆว่า มาทางนี้ๆสิ ใกล้กว่า วันหลังจะได้มาเองได้ เราก็คิดในใจ ไม่เอาอ่ะ ร้อนจะตาย อีกอย่าง จำทางไม่ได้ด้วย เลยหันไปบอกผู้ช่วยว่า นี่ๆ ต้องให้คนนี้จำ เค้าอ่ะคนแถวนี้ คุณเจ้าของก็ทำหน้างง อ๋อ พี่คนแถวนี้เหรอ ผู้ช่วยเราก็ยิ้มเจื่อนๆ คงเคืองที่เขาเรียกพี่ เพราะมันยังไม่ 20 เลย ฮาาาา

แล้วมันก็เปลี่ยนเรื่องคุยไป บอกว่า หมอ เดี๋ยวหนูจะชี้ตลาด... ให้ดู (มันเป็นตลาดใหญ่ที่สุด เราไม่เคยมา เพราะมันอยู่ไกล) เจ้าของก็แซว อ้าวหมอไม่เคยมาเลยเหรอ อยู่มาตั้งสองปีแล้วนะ เราก็เลยบอก อ๋อ ไม่เคยอ่ะ มันไกล ไม่รู้จะมากะใคร (ว่าจะหยอดไปละ ว่าไม่มีแฟนพามา >< แต่เกรงใจ เดี๋ยวมันไม่งาม) แล้วเราก็นั่งมองวิวมองทางไเรื่อยๆ เขาก็หันมถาม หมอร้อนมั้ยครับ เราก็ตอบแบบไม่คิด ร้อนค่ะ เขาก็ปรับแอร์ให้ 555 แล้วเขาก็หันไปคุยกับหลานบ่อยๆ หลานเค้าก็เงี้ยบบบเงียบ นั่งนิ่งมาก เขาก็บอกตลอดว่า เดี๋ยวน้าพาไปซื้อว่าว นอนเอาแรงไป เดี๋ยวตอนเย็นจะได้มีแรงเล่นว่าว 555 ฟังแล้วขำ เพราะเราคิดลึก >o<

แล้วเขาก็บ่นเปรยๆว่า เมื่อไหร่จะเปิดเทอมซักทีก็ไม่รุ วุ่นวายมากกะการเลี้ยงหลานเนี่ย รอเปิดซัมเมอร์นะเนี่ย เราก็เลยได้ทีชวนคุย อ๊ะ มีซัมเมอร์ด้วยเหรอ ตัวแค่เนี้ย เขาก็บอก ครับ โรงเรียน..... ผู้ช่วยเราหันมาทำปากยื่นปากยาวกระซิบกระซาบ โคตรแพงงงง โรงเรียนคนรวย 555 เราฟังแล้วขำมาก เจ้าของแอบได้ยิน อิอิ เลยบอกว่า ครูเค้าหาตังค์ใช้ เลยต้องมีซัมเมอร์ด้วยเนี่ย ฮาาาา แล้วผู้ช่วยเราก็ถามว่า อ้าวแล้วปกติน้องสองคนนี้อยู่กับตายายเหรอคะ เขาก็เลยสาธยายใหญ่เลยว่า ก็พอปิดเทอม ต้องเอาหลานมาให้ยายเลี้ยง พี่สาวกับพี่เขยก็ไปทำงาน ผมก็ทำงาน ก็มีแว้บมาบ้าง มาช่วยยายเลี้ยง แล้วตอนเย็นๆก็มากินข้าวกับยาย เพราะบ้านไม่มีหม้อหุงข้าวอ่ะครับ (แล้วก็หัวเราะกลบเกลื่อน) คือหุงข้าวไม่เป็น ทำกับข้าวไม่เป็น ก็เลยต้องมาอาศัยยายกิน แต่จริงๆก็คือจะมาผลัดเวรกันแหล่ะครับ ช่วยเลี้ยงหลาน ให้ตายายได้ไปอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัว เราก็นึกในใจ มิน่า หลานคนเล็กถึงได้ติดเขานัก เกาะไม่ยอมปล่อยเลย พอเขาจะไปส่งเรา หลานก็ทำท่าจะร้องไห้ 555

ทีนี้ช็อตเด็ดมันอยู่ตรงนี้แหล่ะ อิอิอิ ^o^

เขาก็บ่นว่า เนี่ยแหล่ะ วันๆก็วุ่นวายอย่างนี้แหล่ะครับ ได้แต่ทำงานกับเลี้ยงแต่หลาน ผู้ช่วยเราก็ได้ทีแซว เอ๊า ก็ดีแล้วไงคะ เจ้าของจะได้ฝึกไว้ เวลามีลูกเป็นของตัวเอง จะได้ไม่ลำบาก เขาก็หัวเราะ แล้วพูดขึ้นมาว่า โอ๊ย อย่าเลยครับ ขนาดแม่ของลูกผมยังไม่มีเลย แล้วจะไปมีลูกได้ที่ไหน พอเราได้ยินอย่างนั้น เราหูผึ่ง รีบหันขวับไปมองเขาทันที พร้อมสายตาเป็นประกาย อยากจะบอกเหลือเกินว่า ก็นี่ไงคะ แม่ของลูก แต่ไม่กล้า คริคริ ^^ แล้วก็แอบอมยิ้มอยู่ในใจคนเดียวไม่พูดอะไร จนมาถึงโรงพยาบาล ก่อนลงเขาก็บอกว่า พรุ่งนี้หมอว่างตอนไหนก็โทรมาละกันนะครับ เดี๋ยวผมจะออกมารับ เราก็ อ๋อ ค่ะ ได้ค่ะ เดี๋ยวโทรไป ^^ แล้วก็ลงรถมา อิอิ

สรุป จบสำหรับวันนี้ ได้ข้อมูลมาเท่านี้ ฮาๆๆ ก็เหลือเวลาอีกจนถึงวันอังคารหน้า ที่เราจะได้เจอหน้าเขาแบบใกล้ชิดแบบนี้ อิอิ ถ้าหมาไม่ตายก่อนอ่ะนะ แต่โดยส่วนใหญ่ เคสแบบนี้ถ้ารักษาและดูแลตามที่เราบอก ก็จะอยู่ได้นานหลายเดือนเลยล่ะ แต่คุณเจ้าของนี่สิ เอาแต่ถามว่า แบบนี้เราเหมือนไปยื้อเค้ารึเปล่าครับ เค้าจะทรมานมั้ยครับ เราปล่อยให้เค้าตายเองไปเลยไม่ดีกว่าเหรอครับ ฮ่วย แต่ละอย่างอ่ะนะ แล้วจะมารักษาทำไมค้าาา ^^

พรุ่งนี้ก็คงได้ไปอีก อิอิ คราวนี้เปลี่ยนผู้ช่วย ต้องสลับเวรกันไป ไม่งั้นเดี๋ยวมันตีกัน ได้เงินไม่เท่ากัน คนนี้เป็นตัวชงอย่างดี แต่ปากคอก็ใช่ย่อย แรงส์ อย่างวันนี้มันก็แซวตลอด หมอ แฟนหมอมาอ่ะ หมอจะมีแฟนแล้ว บ้านอยู่... แล้วยังไปเป่าหูผู้ช่วยที่ไปกับเราวันนี้อีกว่า ถ้าข้าเป็นเอ็งนะ ข้าไม่ยอมนะเว้ย ข้าจะเอาร้อยนึงเลยล่ะ โทษฐานที่หมอเห็นแก่ผู้ชาย ไปลดให้เขา 555 เราเลยต้องหันไปค้อนให้ อารายยะ เห็นแก่ผู้ชายที่ไหน ก็เขาต่อนิ มันยังแซวกลับอีกว่า หมอจะไปคนเดียวเลยก็ได้ แล้วแต่หมอ ไม่มีใครห้ามหมอได้ ส่วนอีกคนที่ไปด้วยก็สมทบมาเลยล่ะว่า วันนี้ก็เหมือนหมอไปคนเดียวนั่นแหล่ะ หนูไปทำไมก็ไม่รุ เฮ้อ รู้สึกเป็นส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้ น่าน แต่ละคน แล้วก็เป็นเรื่องที่แซวกันได้ทั้งวัน ความรักทำให้คนตาบอด แม้แต่หมาเป็นเบาหวาน ตาเป็นต้อเลยบอด มันยังไปนั่งจ้องแล้วเอามาแซวเราได้ หมอๆ หมาตัวนี้มีความรักเหรอ ตามันบอดอ่ะ เราก็เลย เออ น้ำตาลในเลือดมันสูง หวานเกิน ตาเลยบอดเลยเห็นมะ 5555

เดี๋ยวพรุ่งนี้ถ้าไปมาแล้ว มีอะไรคืบหน้าจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ ^^ แล้ววันนี้ถ้าใครมีคำแนะนำอะไรเพิ่มเติมว่าเราควรทำยังไงดี ควรพูดยังไงดี บอกได้นะคะ ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ ^v^

เขียนเมื่อ 14 มีนาคม 2555

.
.
.
.


จบของวันแรกเอาไว้เท่านี้นะคะ เดี๋ยวมีเวลาจะมาลงวันต่อไป ><












 

Create Date : 09 เมษายน 2555    
Last Update : 9 เมษายน 2555 22:57:45 น.
Counter : 567 Pageviews.  

สะพานรัก จากวันแรกจนถึงวันนี้ ^^

อยากจะทำบล็อคนี้ขึ้นมาเพื่อเก็บความประทับใจ ที่ได้เขียนกระทู้ลงในห้องสยามสแควร์ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักที่มันได้เริ่มต้นขึ้นไปพร้อมๆกับการเขียนกระทู้ มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆที่เกิดขึ้น ^^ เป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืมจริงๆค่ะ  ขอก็อปของวันแรกมาเลยละกันนะคะ  

 

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก ภาค จะทอดสะพานยังไงให้เนียนดีคะ ^^

อันตัว จขกท. นี้ก็โสดมานานพอสมควร แล้วก็ชวด ฉลู ขาล เถาะ มาตลอดชีวิต เนื่องด้วยความขี้อายและไม่มีมารยาหญิงนั่นเอง เพื่อนบอกว่า แกทื่อเกินไป  (--') หัดมีจริตจะก้านซะบ้างสิ แป่ว แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะยะ  หลายครั้ง ที่เหมือนจะมีผู้ชายมาสนใจ แต่ไม่นานก็โดนคนอื่นซิวไปทุกที ให้ตายเหอะ

ดังนั้น ด้วยตอนนี้ อายุก็จะใกล้เลขสามสิบเข้าไปทุกที จะมามัวช้าอยู่ใย โอกาสไม่ได้มีให้บ่อยๆ เนอะ ขนาดถามหมอดูว่า เนื้อคู่หนูจะหน้าตารูปร่างเป็นยังไงคะ หมอดูยังบอกว่า ยังไงก็เอาไปเถอะลูกเอ๊ย จะสามสิบอยู่ละ T_T หมอดูโหดร้ายมากกกกก ถึงหนูจะหน้าตาอย่างงี้หนูก็เลือกนะคะ

อ่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า อยากให้เพื่อนๆชาวสยาม ช่วยคิดวิธีการอ่อย เอ้ย ทอดสะพานยังไงให้เนียนดี อิอิ เนื่องจากเวลามีจำกัด แค่ 1 สัปดาห์ และติดต่อกันด้วยเรื่องหน้าที่การงาน วันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า ด้วยข้อจำกัดแค่นี้ เราควรจะทำยังไงดีคะ

ขอเริ่มเล่าเรื่องให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยแล้วกัน อันตัว จขกท. นี้ ทำงานเป็นหมอหมาอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่าวิชาชีพนี้จะแรงอย่างงี้ทุกคนนะคะ มันเป็นนิสัยส่วนบุคคล เพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆเราเขาไม่เป็นกันหรอกค่ะ อย่าเหมารวม มีแต่เรานี่แหล่ะ แตกหน่อ อิอิ ส่วนหนุ่มที่หมายปอง ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เจ้าของหมารูปหล่อนี่ล่ะค้า อิอิ พอดีหมาเขาป่วยเรื้อรังต้องให้น้ำเกลือทุกวัน ก็เลยได้เจอหน้ากันบ่อย ^^ แต่เขาก็นะ ดื้อมาก มาบ้างไม่มาบ้าง ชอบผิดนัดประจำ รอบแรกก็หายไปเป็นอาทิตย์ ทั้งที่เรานัดมาทุกวัน พอเจอกันอีกที เราก็เลยจำเป็นต้องบ่น ทำไมหายไปนานขนาดนี้คะ แล้วมันจะหายมั้ย ถ้าเจ้าของไม่ให้ความร่วมมือ แล้วหมอจะรักษาหายมั้ยล่ะคะ ก็บ่นๆๆเป็นชุด คุณเจ้าของก็ไม่ว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม...แฮ่ ใส่เรา แต่พอเรามองแล้ว โอ๊ย เคลิ้ม ยิ้มหวาน ตาปิดไม่เห็นลูกกะตาเลย ^^

แล้วเราบ่นอะไรเขาก็ยิ้มอย่างเดียว ไม่เถียง แต่ไม่ทำตาม ดู๊ดูคนเราเป็น แล้วก็หายไปอีกสามวัน กลับมาอีกทีหมาก็อาการแย่แล้ว เราก็เลยบ่นๆอีก นี่แหล่ะเห็นมั้ย บอกแล้วไม่เชื่อ พรุ่งนี้ต้องมาด้วยนะ ห้ามเบี้ยว เขาก็ได้แต่ คร้าบบบ แล้วดูเหมือนอายุจะพอๆกัน ก็เลยพูดมีหางเสียงบ้าง ไม่มีหางเสียงบ้างด้วยกันทั้งคู่ จนคุ้นเคยกันพอสมควร เราเลยได้ทีถามว่า อายุเท่าไหร่คะ เขาตอบ 7 ปีครับ เราบอก เจ้าของอ่ะค่ะไม่ใช่หมา เขาหัวเราะแล้วบอกว่า 25 ครับ แล้วก็เลยถามกลับ แล้วหมอล่ะครับ เราก็คิดในใจ (ไม่น่าถามเรื่องอายุเลยตรู เด็กกว่าจริงๆด้วย) เอ่อ 27 อ่ะค่ะ แต่ก็เพิ่ง 27 มาไม่กี่วันเองน้า (เพิ่งผ่านวันเกิดมา) ก็พยายามย้ำมากว่า ฉันยังไม่แก่นะเว้ย แล้วก็เลยคุยกันได้สนิทขึ้น เขาก็ถามเราว่า ทำงานมากี่ปี อยู่ที่นี่นานยัง อะไรประมาณนี้ เราก็ตอบไปว่า ทำที่นี่มาสองปีแล้ว จบปุ๊บก็มาทำเลย ไม่ใช่คนแถวนี้ บลา บลา บลา...

พอวันต่อมา ผู้ช่วยเราก็เริ่มจะรู้ละว่า สายตาเราเปลี่ยนไป มันก็ถาม นี่สเป็คหมอเหรอ เอ๋อๆแบบนี้อ่ะนะ เราก็บอก เฮ้ย บ้าเหรอ น่ารักจะตาย ขาวๆ ตี๋ๆ ตาหยีๆ พูดอะไรก็ยิ้มอย่างเดียว อิอิ น่าร๊ากกก แล้วเค้าก็มาให้น้ำเกลืออีก 2-3 วัน ก็ยิ่งคุยกันสนิทสนมมากขึ้น เริ่มแซวเราละ อย่างเราบอกว่า ทำไมหมาตัวสั่นล่ะ มันสั่นเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนหรือสั่นไปทั้งตัว เพื่อจะแยกได้ว่าเป็นอาการทางประสาทหรือกลัว แต่เจ้าของกลับไม่ฟังเล้ยยย กลับบอกว่า สงสัยมันจะอยากกัดหมอ แล้วก็หันมายิ้มหวานตาหยีให้เราอีกละ เราก็แกล้งทำเป็นตกใจ ห๊ะ อะไรนะ เขาก็บอก เปล่าคร้าบบ แล้วก็ยิ้มหยาดเยิ้มอีกละ จนผู้ช่วยของเรา ถึงกับต้องเอ่ยปากหลังจากเจ้าของกลับไปว่า นี่หนูเป็นส่วนเกินใช่มั้ยหมอ หมอให้หนูไปยืนดูหมอกระหนุงกระหนิงกันในห้องตรวจใช่มั้ย เราก็สงสัย เฮ้ย มันดูเหมือนขนาดนั้นเลยเหรอ ผู้ช่วยบอกว่า ก็ใช่น่ะสิ แหม คุยกัน หยอกกันอยู่สองคน หนูนี่เป็นส่วนเกินไปเลยอ่ะ อิอิ มันก็เลยทำให้เราคิดเข้าข้างตัวเองว่า เอ๊... หรือเขาจะชอบเราน้า ^^

ขณะกำลังฝันหวานอยู่เพลินๆ ก็คิดขึ้นได้ว่า แล้วถ้าเกิดเขามีแฟนแล้วล่ะ เฮ้อ หน้าตาอย่างนี้ บ้านรวยอย่างนี้ อายุขนาดนี้ คงมีแฟนแล้วแน่เลย แล้วยิ่งวันเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ว่างมาด้วยแสดงว่าไปเที่ยวกับแฟนชัวร์ เคยจะแกล้งแซวเหมือนกันแหล่ะ ว่าไปเที่ยวกับแฟนเหรอวันเสาร์อ่ะ ถึงไม่มา แต่ก็ยังไม่กล้าพอ T_T เลยได้แต่เก็บอารมณ์ข่มใจตัวเองต่อไป ว่าเขาคงมีแฟนแล้วแน่ๆ จนกระทั่งวันนี้....












 

Create Date : 03 เมษายน 2555    
Last Update : 9 เมษายน 2555 22:36:25 น.
Counter : 648 Pageviews.  


kurapik
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บล็อคใหม่ไฉไลกว่าเดิมค่ะ



Friends' blogs
[Add kurapik's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.