แยกกระถางแพรทองนำโชค





เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม่ซื้อต้นไม้มาให้สองต้น ซึ่งต้นหนึ่งเราเคยเลี้ยงมาแล้ว นั่นก็คือ แพรทองนำโชค (ต้นทางด้านขวา) แต่ก็ตายไปแล้ว ในตอนนั้นเราซื้อมาจากงานบ้านและสวน เมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่เราเลี้ยงมันแบบแคคตัส เลยทำให้มันไม่ได้เติบโต

ความจริงมันก็คือต้นไม้ต้นหนึ่ง เราไม่ต้องระวังแดด ระวังฝน ระวังลมอะไรมาก ควรเลี้ยงแบบธรรมชาติแบบต้นไม้ต้นอื่นๆ

คราวนี้เราจึงคิดว่าเราจะปล่อยมัน ปล่อยในทีนี้ คือ ไม่ใช่ว่าไม่ดูแลนะ แต่ให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ คือ อยากลองดูว่ามันจะเป็นยังไง ก็จะเอาไว้ข้างนอกตลอด

ในวันนั้นเราก็จัดการแยกกระถาง พอดีว่าญาติที่อยู่บ้านใกล้ๆ กัน เขาก็กำลังจะเปลี่ยนกระถางต้นไม้พอดี เราก็เลยไปขอคำแนะนำ ตอนที่เอาออกจากกระถางเก่า รากมันแน่น ดินมันแน่น เราก็กลัว กลัวแยกแล้วรากมันขาด เขาก็เลยช่วยแยกให้ ก็เอาดินเก่าออกไปส่วนหนึ่ง เหลือดินเก่าติดกับต้นไม้ไว้นิดหน่อย

ทีนี้ตอนจะลงปลูกในกระถางใหม่ เราก็เอากาบมะพร้าวสับรองก้นกระถาง ก็ประมาณ 1 ใน 3 ของกระถาง คล้ายๆ กับการปลูกแคคตัส แต่เราไม่ใช้ดินแคคตัส เราใช้ดินเกษตรทั่วๆ ไป ใส่ไปจนเกือบเต็ม เอานิ้วขุดให้เป็นหลุม นำต้นไม้ลง แล้วก็เอาดินมากลบๆ จากนั้นก็นำไปวางไว้ในที่ที่แดดส่องถึง





ของเรา คืนนั้นก็เจอเต็มๆ เจอฝน ฝนตกหนัก ก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน มันจะเป็นไรไหม ตื่นเช้ามารีบออกไปดู พอเห็นว่ามันยังอยู่ดี ก็ค่อยยังชั่ว เลยคิดว่าจะเลี้ยงมันไปอย่างนี้ เลี้ยงให้มันเจอแดด เจอลม เจอฝนไปตามธรรมชาติ ก็หวังว่ามันคงจะอยู่รอด เติบโต แผ่ขยายไปเต็มกระถาง

ไม่รู้จะเป็นยังไง ก็ลุ้นๆ กันไปในอนาคต


ป.ล. ขอแก้ไขนะคะ ต้นซ้ายมือ ไม่ใช่ฮาโวเทีย พอดีได้ลองสอบถามจากทางแฟนเพจ Haworthia Thailand เขาบอกว่าไม่ใช่ ต้นนี้คือ Sempervivum เราก็เลยไปค้นต่อ จนคิดว่านี่แหละน่าจะใช่ชื่อเต็มๆ ของมัน 'Sempervivum dolomiticum' คิดว่าน่าจะใช่นะ



Create Date : 04 เมษายน 2560
Last Update : 5 เมษายน 2560 23:56:21 น.
Counter : 673 Pageviews.
11 comment
(โหวต blog นี้) 
เป็นครั้งแรกที่ได้ลง 4 เรื่องในเล่ม


ต้องบอกก่อนว่าเราเขียนเรื่องสั้นเรื่องผีๆ ลงในนิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ มาตั้งแต่ปี 54 กับนามปากกา โพล้เพล้ ที่ตอนนั้นก็ตั้งขึ้นมาเพื่อจะสื่อถึงช่วงเวลาเย็นๆ ค่ำๆ ช่วงเวลาที่ผีเริ่มมา ซึ่งก็น่าแปลกนะ ทำไมผีไม่มาตอนเช้าบ้าง ถ้าผีมาตอนเช้า บางทีนามปากกาของเรา อาจจะเป็น ‘อรุณสวัสดิ์จ้า’ ก็ได้

แต่จริงๆ ในตอนนั้นก็คิดไว้อยู่ 2 นามปากกา คือ โพล้เพล้ กับ รุ่งสาง แต่รุ่งสาง มันจะดูหญิงๆ ไปหน่อย คือ เราอยากเขียนในแนวผู้ชาย เพราะรู้สึกว่าพอเราเป็นผู้ชาย มันจะมีความมันส์ มันจะเล่นอะไรได้เยอะ ก็เลยมาเป็นโพล้เพล้

แต่โพล้เพล้ ก็คือ นามปากกา คงไม่มีใครชื่อเล่นว่าโพล้เพล้จริงๆ หรอก ดังนั้น เวลาเขียนในเรื่อง เราก็ต้องหาชื่อเล่นมาใหม่ เราก็นึกถึงพี่ณัฐ รุ่นพี่ที่เราเคยแอบชอบสมัยมัธยม ก็เอาชื่อเขานั่นแหละมา แต่เจ้าตัวไม่รู้หรอกนะ ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วตั้งแต่ที่พี่เขาแต่งงาน และคิดว่าน่าจะไปอยู่ต่างประเทศ

ถ้ามีโอกาสได้เจอ ก็อยากจะบอกเขาเหมือนกันว่าเอาชื่อพี่มาใช้ แต่พี่เขาคงไม่ได้ว่าอะไรหรอก ก็คงขำๆ

เราก็ใช้ชื่อ ณัฐ นี่แหละมา และแทนตัวเองว่าผม เสมือนว่าเราเป็นผู้ชายเขียนในเรื่องนั้นๆ ก็น่าจะประมาณ 2 – 3 ปีที่เราไม่ได้เปิดตัวตนเลย ซึ่งเราคิดว่าบางทีคนอ่านอาจจะคิดว่าเราเป็นผู้ชายจริงๆ จนกระทั่งเริ่มมีการติดต่อสื่อสาร เขียนจดหมายไปหาบ.ก. ตรงนี้เราก็เป็นตัวตนของเรา ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าดิฉัน และลงท้ายว่าค่ะ ซึ่งจดหมายที่เขียนไปก็จะถูกนำไปลงในนิตยสารด้วย ในตอนนั้นก็คิดว่าคนก็น่าจะรู้แล้วล่ะว่าเราเป็นเพศไหน (หรือบางคนอาจจะคิดว่าเราเป็นกะเทย ก็อาจเป็นได้)

ก็สนุกดีกับการได้เขียนเรื่องสั้น เรื่องผีๆ เหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเรา เรามีอิสระเต็มที่ แต่ไม่ได้เขียนอะไรที่มันเสียหายนะ เพราะนึกถึงคนที่เราเอาชื่อเขามาใช้ด้วย

แต่หลังๆ เราก็เขียนในมุมมองพระเจ้าบ้าง เพราะมันเขียนได้กว้างกว่า อิสระกว่า โดยใช้เป็นชื่อคนอื่น และไม่แทนตัวเองว่าผม

แต่ตอนนี้ก็สลับๆ กันไป ผมบ้าง ดิฉันบ้าง เขียนในมุมมองพระเจ้าบ้าง ก็แล้วแต่อารมณ์

สำหรับจุดเริ่มต้นที่มาเขียนเรื่องผีนั้น เชื่อว่าไม่มีใครเหมือนเราแน่นอน เพราะเรามาเขียนเรื่องผี เพราะต้องการบัง ไม่ใช่บังแดด บังลมนะ แต่บังหน้า ด้วยเพราะงานเขียนอีกแนวของเรา อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ เราไม่กล้าบอกญาติๆ ไม่กล้าบอกครูอาจารย์เวลาที่เขาขออ่านงานเขียนของเราที่เราได้ตีพิมพ์ ก็เพราะมันเรท เป็นนิยายโรมานซ์ 18+

น้าเราเคยขออ่านตอนที่เราเขียนเล่มแรก แล้วเขาก็บอกว่าไม่อยากให้เขียน แต่ตอนนั้นเราก็ยังเขียนต่อ เขียนต่อมาอีกหลายเล่ม เขียนเพราะอยากได้ตังค์ อยากตีพิมพ์ คือ ถ้าเราเขียนส่งสำนักพิมพ์นั้น ยังไงเราก็ได้ตีพิมพ์แน่ๆ เขารับหมด

แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าได้ตีพิมพ์ แต่เราเอาให้คนรอบๆ ตัวอ่านไม่ได้ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่นะ เราควรจะต้องมีงานเขียนที่สามารถเอาให้ทุกๆ คนอ่านได้ และกล้าพูดได้ถึงนามปากกา นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามาเขียนเรื่องผี เป็นงานเขียนอีกส่วนที่สามารถนำเสนอให้ทุกๆ คนอ่านได้

เราได้รู้จักกับนิตยสารเรื่องผีและวิญญาณที่ร้านหนังสือหน้าปากซอย เราลองๆ เปิดดูเห็นว่าเขาให้คนอ่านเขียนงานส่งเข้าไปได้ เราก็เลยพิมพ์งานส่ง ส่งทางไปรษณีย์ เพราะที่นี่จะไม่รับงานทางอีเมล แล้วเขาจะเอางานที่เราพิมพ์ ไปพิมพ์อีกที ซึ่งบางทีมันก็มีบางคำที่มันตกมันขาดไป ทั้งๆ ที่ทางต้นฉบับน่ะถูก เราก็ได้เขียนแจ้งเขาทางจดหมาย แจ้งแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่ได้แจ้งอีก ถึงจะมีพลาดๆ บ้างก็ไม่เป็นไร เพราะบางทีก็พลาดที่ฝั่งเรา

เราก็ยังคงเขียนงานส่งไปเรื่อยๆ แต่เราไม่ได้เขียนบ่อย และไม่ได้เขียนเยอะ เลยทำให้การลงในหนังสือ บางครั้งมันก็มีแค่เรื่องเดียว สองเรื่อง หรือสามเรื่อง แต่ถ้าใครที่มุ่งเน้นมาทางนี้จริงๆ เขียนเยอะ ก็จะได้เห็น ได้ลงนิตยสารเยอะ แต่ทางบ.ก. เขาก็จะหมุนๆ กันไปนะ บางฉบับก็อาจจะได้เห็นของคนนี้เยอะ บางฉบับก็อาจจะไม่เห็นเลย เพราะต้องกระจายให้พื้นที่กับนักเขียนคนอื่นด้วย

ก็รู้สึกว่าดีนะที่ได้ส่งงานกับที่นี่ ค่าต้นฉบับก็โอนเร็วดี (สำหรับเราถือว่าเร็วนะ และสะดวก) เมื่อก่อนจะเป็นธนาณัติต้องไปรับเงินที่ไปรษณีย์ ก็ต้องนั่งรถและเดินไปถึงไปรษณีย์บางนานู่นแหน่ะ แต่คิดว่าการสั่งจ่ายแบบนี้ คงมีปัญหา บางคนอาจจะไม่ได้รับ หรือไม่สะดวก เขาเลยเปลี่ยนมาขอเลขที่บัญชี และโอนเงินเข้าแทน ก็ตั้งแต่ปี 57 เขาก็จ่ายด้วยการโอนเงินเรื่อยมา เลยทำให้สะดวกสำหรับเรา

และตั้งแต่ที่เราเขียนมาตั้งแต่ปี 54 – 60 ณ ปัจจุบันทั้งหมดก็ 90 กว่าเรื่อง ส่วนใหญ่เราจะเขียนในแนววัยรุ่น วัยทำงาน เราจะไม่ถนัดในแนวผู้ใหญ่ แบบป่าดงพงไพรอะไรอย่างนี้ไม่ถนัด

และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ลง 4 เรื่องในเล่ม (แต่ไม่ได้เป็นเรื่องที่ปรากฏชื่ออยู่บนหน้าปกนะ) ซึ่งนิตยสารเล่มนี้วางแผงไปแล้ว เพราะปกตินิตยสารจะวางแผงล่วงหน้า ถ้าวันที่ 5 ก็จะเป็นปักษ์หลัง ถ้าวันที่ 20 ก็จะเป็นปักษ์แรกของอีกเดือน ถ้าหากใครสนใจ อยากจะลองหาดู ก็ลองดูได้ที่เซเว่น หรือแผงหนังสือ บางทีอาจจะยังมีวางอยู่





เราก็ตั้งใจว่าปีนี้ จะเขียนเรื่องส่งนิตยสารให้ได้เยอะขึ้น และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ปีนี้ก็น่าจะได้ปิดต้นฉบับนิยายยาวที่เป็นแนวสยองขวัญ ที่ปรับแก้กับบ.ก. ให้เสร็จ แต่ก็ขึ้นอยู่กับบ.ก. ด้วย ก็ไม่มีอะไรแน่นอน

แต่ที่แน่ๆ เรากะว่าเราจะวางมือจากการเขียนนิยายโรมานซ์ 18+ นะ กะจะไปเขียนแนวโรแมนติก รักแบบใสๆ ดู ก็คงต้องลองดูกันสักตั้ง

ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม สู้ๆ (ให้กำลังใจตัวเอง) ^^



Create Date : 22 มีนาคม 2560
Last Update : 22 มีนาคม 2560 17:00:03 น.
Counter : 307 Pageviews.
16 comment
(โหวต blog นี้) 
ถ้าพูดถึงสยามสแควร์ คุณนึกถึงอะไร





สืบเนื่องจากกิจกรรมในพันทิปในกระทู้ https://pantip.com/topic/36228175 ที่มีแจกบัตรชมภาพยนตร์ เลยทำให้อยากเขียนขึ้นมาจากความทรงจำ แต่ไม่ใช่ว่าจะไปชิงบัตรอะไรหรอกนะ เพราะต้องดูรอบค่ำ กว่าจะเลิกก็ดึก ยังไงก็ไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็ขอเขียนมาลงบล็อกเฉยๆ

สำหรับเราถ้าพูดถึงสยามสแควร์ ก็คงจะนึกถึงแหล่งรวมวัยรุ่น ร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียนกวดวิชา โรงภาพยนตร์ ซึ่งโดยส่วนตัวของเรา เราเริ่มคลุกคลีกับสยามสแควร์ในช่วงม.ปลาย เพราะเราต้องไปเรียนกวดวิชาที่นั่น มีทั้งแบบกวดวิชาตอนปิดเทอมไปเรียนเกือบทุกวันหลายวิชา กับช่วงที่เปิดเทอมไปเรียนบางวิชาในวันเสาร์ คือ ช่วงม.ปลาย ก็เรียนๆๆ ที่สยามสแควร์นี่แหละ

พอโตขึ้นมาอยู่ในช่วงวัยที่ยังเป็นนักศึกษาชอบศิลปินจนถึงในช่วงวัยทำงานช่วงแรกๆ สยามสแควร์ก็คือจุดพบปะสังสรรค์ของเหล่าแฟนคลับ เราจะมีร้านที่จะนัดเจอกันบ่อยๆ คือ เชสเตอร์ กริลล์ ชั้น 2 กับร้านดังกิ้น โดนัท เราจะไปนั่งทานอาหาร พูดคุยกัน เสร็จแล้วเราก็จะไปต่อ

เราจะไปต่อกันที่ลิโด้ชั้น 2 มันจะมีร้านหนึ่งที่ชื่อว่าร้าน YesAsia เราก็จะไปแวะกันที่ร้านนั้น เป็นร้านที่ต้องไป เพราะเป็นร้านที่รวมของหลายอย่างเกี่ยวกับศิลปินไต้หวัน มีทั้งของกระจุกกระจิก โปสเตอร์ นิตยสาร โฟโต้บุ๊ก วีซีดี.ละคร ซึ่งถ้าเราอยากสั่ง เราสามารถสั่งได้ พวกวีซีดี.ละครก็เป็นของแท้จากไต้หวัน ถ้าของมาถึง เขาจะโทรมา หรือไม่เราก็หมั่นไปดู ถ้าต้องผ่านไปแถวนั้นก็ไปดูซะหน่อย

นิตยสารก็จะมีทั้ง ไต้หวัน ญี่ปุ่น คือ สมัยก่อนไม่มีร้านคิโนะคุนิยะ ใครที่ชอบศิลปินเอเชีย และต้องการของแท้ก็จะมาที่นี่ เราเองก็เข้าไปดู ซื้อเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะดูๆ มากกว่า นิตยสารถ้าซื้อมาก็เอามาดูรูปนักร้องที่ชอบ ไม่ได้อ่านบทสัมภาษณ์อะไรหรอก เพราะภาษาจีนงูๆ ปลาๆ มาก (ปัจจุบันก็ยังงูๆ ปลาๆ อยู่ ได้แค่ระดับพื้นฐาน)

โตขึ้นมาอีกหน่อย สยามสแควร์สำหรับเราก็จะเป็นที่ดูหนัง จะมีหนังนอกกระแส ซึ่งคนที่ชวนก็จะเป็นแม่ของเรา ถ้าแม่เห็นหนังดีๆ ที่คุณนันทขว้างเขียนแนะนำในเซคชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แม่ก็จะชวนไปดู เราก็จะไปดูหนังที่ลิโด้กับแม่

เราชอบลิโด้นะ ค่าตั๋วไม่แพง และมีหนังที่เป็นหนังในกระแสฉายด้วย รวมไปถึงโรงหนังข้างเคียงอย่างสยาม สกาลา และถ้าพูดถึงโรงหนังสกาลา สิ่งที่เราคิดถึงอีกอย่าง คือ UFM ที่เป็นร้านขนม เบเกอรี่ ที่อยู่ตรงมุมปากทางเข้า สยามสแควร์ ซอย 1 ก่อนที่จะเข้าโรงหนัง เราก็ไปซื้อขนมมานั่งทานรองท้องไว้ก่อน และอาจจะซื้อเก็บไว้เผื่อไปกินที่บ้านด้วย

UFM จะเป็นร้านขนมที่ปัจจุบันก็ยังต้องแวะ ถ้าไปแถวมาบุญครอง ปทุมวัน สยามนี่ต้องแวะตลอด เป็นร้านขนมที่อยู่ในใจ

แต่ในปัจจุบัน เราไปสยามน้อยมากๆ ต่างจากอดีตที่มาบุญครอง สยามจะเป็นจุดที่ต้องลงเพื่อต่อรถไฟฟ้ากลับบ้านตอนยังเป็นนักศึกษา และเสาร์ อาทิตย์ก็ไม่ค่อยได้ไปเดิน เมื่อก่อนไปเดินบ่อย เพราะตอนที่ทำงานก็มีไปเรียนพิเศษแถวๆ นั้นบ้าง ไปดูน้องๆ เขาเต้นโคฟเวอร์บ้าง ตรงห้างโตคิว มาบุญครองที่จัดประกวดเต้นกันอยู่เรื่อยๆ

ปัจจุบันนี้ถ้าไปก็จะเป็นในโอกาสที่ไปดูคอนเสิร์ต ไปดูละครเวที หรือไปดูกิจกรรมต่างๆ ที่จัดที่ห้างแถวนั้นอย่างสยามพารากอน สยามสแควร์วัน แต่ก็น้อยมากนะที่ไป เพราะตอนนี้ก็มีภารกิจที่ต้องดูแลยาย จะไปสนุก เล่น เที่ยวบ่อยๆ ก็คงไม่ได้ นานๆ ไปที เอาที่มีกิจกรรม หรือมีคอนเสิร์ตที่อยากไปดูจริงๆ ถึงไป แต่ถ้าคอนเสิร์ตที่มีแต่รอบค่ำ เราจะไม่ไปเลย ถึงจะอยากดูแค่ไหนก็จะไม่ไป เพราะกลับลำบาก ไปคนเดียวด้วย ที่บ้านก็จะเป็นห่วง

และนี่ก็คือ สยามสแควร์ในความทรงจำที่เรานึกถึงค่ะ



Create Date : 18 มีนาคม 2560
Last Update : 18 มีนาคม 2560 9:53:53 น.
Counter : 386 Pageviews.
24 comment
(โหวต blog นี้) 
การ์ตูนในความทรงจำของคุณ


มาถึงโจทย์สุดท้าย โจทย์ที่ 20 ‘การ์ตูนในความทรงจำของคุณ’

ถ้าพูดถึงโจทย์นี้คงต้องย้อนไปสมัยวัยเด็ก ซึ่งก็ต้องบอกว่าตอนเด็กๆ เราได้ดูการ์ตูนเยอะมาก เพราะที่บ้านคุณตาติดจานดาวเทียม คุณตาชอบดูหนังต่างประเทศ ชอบดูหนังอินเดีย คุณตาก็จะอัดเก็บๆ เป็นวิดีโอเอาไว้ และคุณตาก็อัดพวกการ์ตูนไว้ให้หลานๆ

หลานๆ อย่างเรา พอถึงวันหยุด หรือปิดเทอม เราจะชอบมาอยู่ในห้องคุณตา เพราะห้องคุณตาจะเปิดแอร์ ถ้าคุณตาอยู่ในห้อง คุณตาจะเปิดแอร์ตลอด และถ้าคุณตาเห็นหลานเข้ามาในห้อง คุณตาก็จะเปิดการ์ตูนให้ดู

เราก็จะโตมากับการ์ตูนวอลท์ ดิสนีย์ มิกกี้เมาส์ โดนัลด์ดั๊ก การ์ตูนเจ้าชายเจ้าหญิง ที่ดูหลายรอบ นอกจากนี้ก็ยังมีวินนี่ เดอะ พูห์, วู้ดดี้ นกหัวขวาน ที่มีเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์

















การ์ตูนแนวผีๆ ก็มีนะ แต่เป็นผีที่ไม่น่ากลัว แม้บางเรื่องจะดูโหดนิดๆ อย่าง The Addams Family แต่เราชอบ เราว่ามันตลก แล้วเราก็ชอบเวอร์ชั่นที่เป็นภาพยนตร์ด้วย







อย่างแคสเปอร์นี่ก็น่ารัก จะมีผีตัวไหนที่น่ารักกว่าแคสเปอร์อีกไหม




แต่ที่เราชอบสุดๆ แต่ไม่ค่อยดังในบ้านเรา คือ Beetlejuice เราชอบเพราะอะไรรู้ไหม เราชอบเพราะมันกินแมลงสาบ ในบรรดาการ์ตูนผีๆ ทั้งหมด ถ้าอยากให้มาอยู่ในบ้าน เราอยากให้บีเทิลจุ๊ยส์มาอยู่ เพราะเราเป็นคนที่กลัวแมลงสาบ ถ้าแมลงสาบมา เราจะให้บีเทิลจุ๊ยส์จับกิน




พอโตขึ้นมาหน่อย ก็จะดูการ์ตูนญี่ปุ่น การ์ตูนทางช่อง 9 โดราเอมอน แต่ในช่วงนั้นเราก็ยังติดตามการ์ตูนวอลท์ ดิสนีย์อยู่นะ เพราะช่อง 7 จะมีรายการของพี่นัทพี่แนน รายการ Disney Club เราก็จะดู แล้วเราก็จะดูละครจักรๆ วงศ์ๆ ต่อ เรียกว่าตอนเช้าก็ดูยาวไป




พอขึ้นชั้นมัธยม สักช่วงม.ปลาย เราก็จะเริ่มอ่านหนังสือการ์ตูน พวกชินจัง แต่ตอนเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนจะไม่ได้อ่านเลย มาอ่านอีกทีก็ตอนทำงาน แต่ในตอนที่เราทำงาน เราจะอ่านในช่วงนั่งรถไฟฟ้า เพราะเรานั่งจากต้นสายอ่อนนุช ไปลงหมอชิต ในตอนที่เราทำงานในที่ที่สอง

โดยเราเช่าหนังสือจากร้านหนังสือหน้าปากซอยที่เขาเปิดตั้งแต่เช้า และถ้าอ่านจบภายในวันนั้น เราก็ไปคืนตอนเย็น เรื่องที่เราอ่านก็จะไปในแนวของการแข่งขัน อย่างการแข่งขันทำอาหาร มันจะมีอะไรให้เราลุ้น และเราก็เคยอ่านการ์ตูนจีนอย่างมังกรหยก ก็สนุกดี




ต่อมาเราก็มาติดคินดะอิจิ การ์ตูนแนวสืบสวน จนกระทั่งกลายเป็นซีรีส์ เราก็ยังคงติดตาม และก็ชอบคนที่เล่นเป็นคินดะอิจิ ถ้ามีใครสักคนถามเราว่าเราชอบยามาดะ เรียวสุเกะได้ยังไง เราก็จะตอบเขาว่าก็ชอบเพราะเขาเล่นเป็นคินดะอิจิ 










และเราก็ยังติดการ์ตูนจากในเว็บพันทิปด้วย เป็นการ์ตูนการ์ฟิลด์ที่มีคนเอามาแปล เราจะติดตามทุกอาทิตย์ และนี่คือ กระทู้ตัวอย่าง

http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2007/06/A5518282/A5518282.html

นอกจากจะติดการ์ตูนแปลแล้ว เรายังติดการ์ตูนที่คนไทยวาดด้วย เป็นการ์ตูนคู่เห่ยกำลังสอง ที่ขึ้นแนะนำในพันทิปสมัยก่อน ถ้าอยากลองอ่าน ลองไปเสิร์ชดูได้ค่ะ หรือจะอ่านจากในเว็บ roigoo.com ก็ได้ค่ะ

นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ์ตูนในความทรงจำที่นำมาเขียน และก็คงจะจบไว้ที่โจทย์นี้ เพราะถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ 20 โจทย์แล้ว

ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณทุกคำคอมเมนต์ ขอบคุณทุกคะแนนโหวตค่ะ หลังจากนี้ก็คงจะไปลุย ล่า ท้าเขียนงานนิยายของตัวเองต่อ ให้ถึงเส้นชัยให้ได้ แต่ก็ยังไม่ทิ้งบล็อกแก๊งไปไหน คิดว่าปีนี้จะเป็นผู้อ่านให้มากขึ้น

ยังไงก็ขอขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งหนึ่งค่ะ


ขอบคุณรูปภาพ จาก Google.com
ขอบคุณคลิปวิดีโอ จาก Youtube.com



Create Date : 30 มกราคม 2560
Last Update : 31 มกราคม 2560 0:34:44 น.
Counter : 733 Pageviews.
13 comment
(โหวต blog นี้) 
นักกีฬาที่คุณชื่นชอบ


มาถึงโจทย์ที่ 19 ‘นักกีฬาที่คุณชื่นชอบ’

สำหรับโจทย์นี้ ถ้าพูดถึงปัจจุบันก็มีหลายคนนะ อย่างปลื้มจิตร์, เมสซี่เจ แต่ถ้าพูดถึงในอดีตต้องบอกว่ามีมากกว่า จากหลากหลายประเภทกีฬา อย่างตะกร้อก็ พี่โจ้ สืบศักดิ์ ผันสืบ





แต่ในปัจจุบันเรากลับไม่ค่อยรู้จักนักกีฬาประเภทเหล่านั้น ทั้งๆ ที่นักกีฬาทุกคนก็มีความตั้งใจนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ ในความเป็นจริงเราควรจะผลักดันพวกเขา อย่างน้อยๆ ก็ให้พวกเขามีกำลังใจ ได้เป็นที่รู้จักบ้าง เพราะเชื่อว่าในทุกๆ การแข่งขัน ทุกๆ คนก็ทำเต็มที่

ในสมัยก่อนเรารู้จักฉลามนุก รัฐพงศ์ ศิริสานนท์, เงือกอุ้ม ณัชฐานันตร์ จันทร์กระจ่าง จากกีฬาว่ายน้ำ





เรารู้จัก ต๋อง ศิษย์ฉ่อย จากกีฬาสนุกเกอร์





เรารู้จักพี่แว่น สิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล จากกีฬาบาสเกตบอล





แต่ในยุคหลัง เราแทบไม่รู้จักใครเลย แต่เรายังคงหวัง และอยากเห็นคลื่นลูกใหม่ ซึ่งเราอยากให้ทางสมาคม หรือทางสื่อช่วยดันบ้าง เช่น น่าจะมีแอมบาสเดอร์ประจำกีฬาแต่ละประเภท ให้คนที่เก่งๆ ในประเภทนั้นมาโปรโมต

เพราะกีฬาบางประเภท เราก็ไม่รู้จัก อย่าง ปันจักสีลัต คือ ถ้าอยากรู้ว่าเล่นยังไง ก็ต้องไปเสิร์ชเอา

เราคิดว่าน่าจะมีนักกีฬาประเภทนั้นมาแนะนำ และเราก็แอบคิด ว่าน่าจะมีนิยายที่เกี่ยวกับกีฬา หรือละครที่เกี่ยวกับกีฬาบ้าง เผื่อกีฬาประเภทอื่นๆ ในบ้านเราจะได้บูมๆ

อย่างวอลเลย์บอลยังมีสตรีเหล็กให้เราได้รู้จัก กีฬาประเภทอื่นๆ ถ้ามีก็คงจะดีนะ





นักกีฬาบางคนที่เราชอบ เราก็รู้จักจากการเป็นนักแสดงมาก่อน อย่างปูไข่ พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ คนนี้เรารู้จักจากการเป็นนักแสดงเอ็กแซ็กท์ รู้จักจากเรื่อง หน้าต่างสีชมพู ประตูสีฟ้า ถึงได้รู้ว่า เฮ้ย เขาเป็นนักกีฬาขี่ม้าด้วย จากการค้นประวัติเพิ่มเติมในกูเกิล (แต่ ณ ปัจจุบันเขาไม่ได้ขี่ม้าแล้วนะ ขี่เฉพาะแค่ในการแสดงเท่านั้น)





หรือน้องโม ธาราทิพย์ ศรีดี คนนี้เรารู้จักจากภาพยนตร์สั้น เรื่อง “พี่ – น้อง” ที่ฉายในโทรทัศน์ ในตอนแรกเราคิดว่าคนที่แสดง คงจะเป็นนักแสดงที่เขาไปหามาจากคนที่มีพื้นฐานทางยิมนาสติก แต่ในความเป็นจริงนี่คือ นักกีฬายิมนาสติกทีมชาติ เราเพิ่งรู้จากการที่เอาชื่อไปเสิร์ช คือ อยากบอกว่าน้องแสดงได้ดี อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเล่นยิม แต่เป็นการแสดงในส่วนอื่นๆ จนเราคิดว่าน้องเป็นนักแสดง








และทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของนักกีฬาที่เราชื่นชอบ แม้ว่าแต่ละคนจะอำลาวงการการเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่ทุกๆ คนก็ยังอยู่ในความทรงจำ และเราเชื่อว่าคนในยุคเราอีกหลายๆ คน ยังคงจำพวกเขาเหล่านี้ได้


เครดิตรูปภาพ : google.com



Create Date : 28 มกราคม 2560
Last Update : 28 มกราคม 2560 17:57:30 น.
Counter : 413 Pageviews.
14 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

comicclubs
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



All Blog