ฉบับที่34 | TRAPPIST-1 กับโลกคู่ขนาน









Smiley

จดหมายจากทะเล
ฉบับที่ ๓๔
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐
TRAPPIST-1 กับโลกคู่ขนาน












สวัสดีคุณ


คุณรู้มั้ย เราใช้เวลาเดินทางไปกลับดวงจันทร์แค่อาทิตย์เดียวเองนะ ฟังดูเหมือนไม่ไกล หากว่ามีใครบางคนทิ้งร่างเอาไว้ในโลกนี้ แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่บนดวงจันทร์ เราคงรู้สึกได้ถึงความใกล้ในระดับที่แหงนหน้ามองหาได้ในทุกค่ำคืน แต่ในความเป็นจริงคนที่ทิ้งร่างเอาไว้อาจกำลังเดินทางไปที่ไหนก็ไม่รู้ ในทุกความคิดถึงเราจึงไม่รู้ว่าจะมองหาเค้าได้จากดาวดวงไหน


เมื่อหลายเดือนก่อนนาซ่าออกมาประกาศว่าพบระบบสุริยะใหม่ชื่อ TRAPPIST-1 ซึ่งสันนิษฐานได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่และมีดาวเคราะห์โคจรอยู่ในระบบถึงเจ็ดดวง แต่ละดวงอยู่ห่างกันไม่มาก เราสามารถมองเห็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งใกล้ๆ ใกล้กว่าดวงจันทร์ของเราเสียอีก ดังนั้น TRAPPIST-1 จึงเปรียบเสมือนชุมชนของดวงดาว ที่มีบรรยากาศและระยะทางโคจรไปมาหากันได้พอเหมาะ หากเราแหงนหน้ามองฟ้า เราคงรู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนอยู่บนดวงดาวใกล้ๆ ใกล้ในระยะที่เราบินไปหาได้ในยามคิดถึง และที่แห่งนั้นคงทำให้จักรวาลของเราแลดูแคบลง 


แต่มันคงเป็นได้แค่เพียงฝัน ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ เราอาจไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ TRAPPIST-1 ได้มากเท่าไร ด้วยระยะทางจากระบบสุริยะของเราไปที่นั่น เราอาจใช้เวลาเดินทางไปและกลับยาวนานถึง 234 ปี ฝันหวานถึงสิ่งมีชีวิตอื่นในจักรวาล ก็ยังคงเป็นฝันหวานอันไกลโพ้นต่อไป 












คุณว่ามั้ย...มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่โดดเดี่ยว ทุกครั้งที่เราแหงนหน้ามองฟ้า เราจะมองเห็นดวงจันทร์เพียงเสี้ยวหน้าเดียว ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าบนนั้นไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เวลาที่เรามองหาดวงดาวสักดวงที่อาจมีลมหายใจของใครสักคน มันก็ช่างห่างไกลกันเหลือเกิน เราจึงรู้สึกล่องลอยเคว้งคว้างอยู่บนความไม่รู้ จนกระทั่งเราพบว่ามีโลกอีกโลกหนึ่งซ่อนอยู่ในจักรวาลอันไกลโพ้น แต่เราก็ไม่สามารถเดินทางไปถึง หรืออันที่จริงแล้วการเดินทางระหว่างดวงดาวเหล่านั้น เราอาจต้องทิ้งร่างไว้ในโลกนี้ และใช้เพียงหัวใจให้เดินทางลำพัง



และ...
ถ้าเราต้องทิ้งร่างนี้ไป
เหลือเพียงหัวใจที่ได้รับสิทธิ์ให้ไปต่อ
จนกระทั่งถึงดินแดนแห่งใหม่
และในดินแดนแห่งนั้น
หากเราล้วนแปลกหน้าต่อกัน 
คุณจะยังจำฉันได้มั้ย
ถ้าต้องเหลือเพียงแค่หัวใจดวงเดิม



' ฉั น เ อ ง '















อ่ า น เ รื่ อ ง ร า ว ข อ ง  TRAPPIST-1 >> คลิก <<








 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2560    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2560 21:15:32 น.
Counter : 468 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ฉบับที่33 | ฝ า ก ด า ว










จดหมายจากทะเล
ฉบับที่ ๓๓
๐๗ เมษายน ๒๕๖๐
ฝ า ก ด า ว







เช้านี้ฉันเก็บดวงดาวได้ที่ชายหาด
มันคงเป็นดวงดาวของใครสักคน
ที่ฝากลมฝนพัดมา
เพื่อหวังว่าอาจมีใครสักคน
ผ่านมาเจอ








สวัสดีคุณ


คุณเคยเห็นดาวตกในคืนฟ้ามืดบ้างมั้ย ยามที่แสงของมันวาดท้องฟ้าลงมาเป็นทางยาว แค่เพียงพริบตา ก็สว่างจ้า และงดงาม มีคนเคยบอกว่า โมงยามของความรักก็เหมือนกับแสงของดาวตก โชนแสง ร้อนแรง จับใจ  แต่มันก็เป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เหลือนับต่อจากนั้นคือความจริง


คุณเคยสงสัยหรือเปล่าว่าความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นที่ตรงไหน ความรักที่โรแมนติกสำหรับฉันมักเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เหมือนเวลาที่เรามองเห็นดาวตก


"หากความบังเอิญทำให้ความรักตกลงมาใส่คุณเหมือนดาวตก
คุณจะรีบคว้ามันเอาไว้ หรือปล่อยมันไป 
ให้เป็นเพียงความประทับใจชั่วครู่ชั่วยาม"


มันก็แค่ทฤษฎีที่คิดได้จากหนังน่ะ วันก่อนดูหนังเรื่องหนึ่ง เป็นหนังรักธรรมดา ที่ทำให้ผู้หญิงธรรมดาเก็บเอามาเพ้อ หนังเล่าเรื่องชีวิตของชายหญิงสองคนที่บังเอิญมาเจอกันในค่ำคืนหนึ่งของนิวยอร์กและตกอยู่ในสถาณการณ์ร่วมกันบางอย่าง บรรยากาศ เวลา สถานที่ สร้างแรงจูงใจในการตกหลุมรัก แต่มันก็ติดอยู่ที่เงื่อนไขบางอย่าง อยากรู้ต้องไปหาดูเอาเอง อ้อลืมบอกไป หนังชื่อ 'Before we go'


ฉันชอบบรรยายกาศของของหนัง ที่บรรยายฉากนิวยอร์กยามค่ำคืนไว้อย่างสวยงาม ภาพของคนสองคนที่เดินคุยกันไปเรื่อยๆ ภายใต้แสงไฟสีส้มซีดริมถนน ช่วยกล่อมกลางคืนให้ดูเหงาๆ และบทสนทนาที่นำพาพวกเค้าก้าวไปสู่เบื้องลึกของหัวใจ





ในหนังไม่มีฉากดาวตกหรอกนะ ฉันแค่เปรียบเปรยให้ฟัง ในประเด็นเดียวกันกับหนังเท่านั้นเองน่ะ






เราคงไม่เห็นดาวตก
ถ้าเราไม่บังเอิญแหงนหน้ามองฟ้า 
บางทีความรักก็เป็นเช่นนั้น 
เราคงไม่ตกหลุมรัก
หากเราไม่บังเอิญมาเจอกัน


หากความรักโชนแสง
และงดงามดั่งดวงดาวได้ตลอดเวลาก็คงดีสินะ
เหมือนดาวจริงๆทึ่อยู่บนฟ้า


ครั้งหนึ่งฉันเคยมีดาวตกในหัวใจ
มันยังโชนแสงร้อนแรงอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง
ไกลแสนไกล และสวยงามเสมอ





'ฉันเอง'













 

Create Date : 07 เมษายน 2560    
Last Update : 7 เมษายน 2560 14:54:30 น.
Counter : 457 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ฉบับที่32 | เมืองแห่งรักแรก(ไม่)พบ








จดหมายจากทะเล
ฉบับที่ ๓๒
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
เมืองแห่งรักแรก(ไม่)พบ










สวัสดีคุณ




เมื่อปลายเดือนที่แล้วฉันต้องเดินทางไกลไปตามเส้นทางตะวันตก จากหัวหินเข้ากรุงเทพฯ เพื่อต่อรถประจำทางไปแม่สอด และเดินทางกลับจากแม่สอดเข้ากรุงเทพฯ เพื่อที่จะพบว่ารถประจำทางสายกรุงเทพฯ-หลังสวนคือรถเที่ยวแรกของสถานีขนส่งสายใต้ 


ระหว่างการเดินทางมีเรื่องราวมากมายชวนให้เขียนบันทึก 
ซึ่งฉันจะเล่าให้คุณฟังในจดหมายฉบับต่อๆไป


..


คุณว่ามั้ย..?
กรุงเทพฯไม่ใช่เมืองแห่งรักแรกพบ 
แต่กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีเสน่ห์
และอาจทำให้คุณหลงรักได้แบบหัวปักหัวปำ


ด้วยความที่ใช้ชีวิตคุ้นชินอยู่ในกรุงเทพฯมานาน นานจนลืมไปแล้วว่าฉันเคยหลงรักกรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อไหร่ ในค่ำคืนหนึ่งของคนคนหนึ่งซึ่งในตอนนี้ได้กลายเป็นเพียงคนผ่านทางของกรุงเทพฯไปแล้ว  ฉันมองเห็นกรุงเทพฯเป็นเหมือนสาวสวยในแสงไฟ ขณะที่รถขับผ่านสะพานพระรามแปดยามค่ำคืน กรุงเทพฯเปล่งแสงแพรวพราว แสงไฟบนดินระยิบระยับงดงามกว่าแสงดาวบนฟ้า 

เคยมีคนบอกกับฉันว่า...
" กรุงเทพฯมีเงินทองมากมายลอยอยู่ในอากาศ
และมีความฝันมากมายที่จับต้องได้ "

กรุงเทพฯคงเป็นเมืองของนักแสวงหา
นี่เองสินะที่เป็นเสน่ห์ของกรุงเทพฯ

หลังจากเดินทางผ่านแสงไฟยามค่ำคืนบนทางด่วน ฉันมีความรู้สึกว่าเส้นทางเหล่านั้น เป็นเหมือนเส้นทางของรถไฟเหาะ มันโค้งเว้าและทอดยาวสงบนิ่ง บางจุดที่ผ่ากลางเมือง จะมีขอบกำแพงทางด่วนเกาะปริ่มๆ อยู่ตามริมหน้าต่างของอาคารต่างๆ มันชวนให้จินตนาการถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯ

ด้วยความผูกพันและลาจาก เลยทำให้ฉันรู้ว่า ไม่มีคืนไหนที่ฉันจะหลงรักกรุงเทพฯ ได้มากเท่ากับคืนนี้ คงเหมือนกับคู่รักที่อยู่ด้วยกันมานาน นานเสียจนลืมความหวานเมื่อแรกพบ แต่เมื่อได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ก็ทำให้ความคิดถึงทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น









..


ไม่ว่าจะยามเช้าหรือยามค่ำ
กรุงเทพฯก็ระยิบระยับและทอประกายด้วยแสงสี

..


ไม่นานหลังจากวันนั้นฉันก็เดินทางผ่านเข้ามาในกรุงเทพฯอีก ผ่านมาเพื่อที่จะลาจาก ซึ่งในวันนั้นฉันเดินทางหันหลังให้กรุงเทพฯ มุ่งหน้าลงใต้ หันหลังให้ภูเขามุ่งหน้าสู่ทะเล ถนนที่พ้นผ่านซ้อนทับกันเวียนวน ตะวันดวงกลมค่อยๆโผล่พ้นขอบทางด่วน เปลี่ยนสีถนนเป็นสีเดียวกับทองคำ และอาบย้อมกรุงเทพฯให้กลายเป็นเมืองแห่งทองคำ 

ในตอนนั้นฉันคิดถึงคำพูดของใครคนหนึ่ง

" กรุงเทพฯมีเงินทองมากมายลอยอยู่ในอากาศ
และมีความฝันมากมายที่จับต้องได้ "

และในวินาทีนั้นนั่นเอง ฉันก็ตกหลุมรัก...กรุงเทพฯ อีกครั้ง




' ฉั น เ อ ง '








 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2560 14:47:38 น.
Counter : 431 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ฉบับที่31 | Moon Illusion พระจันทร์หลอกเรา








จดหมายจากทะเล
ฉบับที่ ๓๑
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
Moon Illusion พระจันทร์หลอกเรา



--- พระจันทร์วันลอยกระทงปี ๒๕๕๙ ---



สวัสดีคุณ

ฉันตอบจดหมายของคุณช้าไปหน่อย จันทร์เต็มใบดวงใหญ่ลอยหายไปพร้อมกับงานลอยกระทงที่ผ่านมา จันทร์วันนั้นดวงใหญ่มาก เป็นดังคำที่เค้าบอกว่าจะเป็นคืนแห่งซุปเปอร์มูน ฉันแอบหวังว่าจะได้เห็นจันทร์ดวงโตผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ แล้วระบายยิ้มเป็นเส้นยาวๆ แบ่งทะเลออกจากท้องฟ้า

ภาพในจินตนาการกับภาพในความจริงออกจะแตกต่างกันอยู่มาก แต่ฉันก็มักจะบอกกับตัวเองว่า "จินตนาการมีไว้ปลอบหัวใจให้อบอุ่นและมีความหวัง" ดังนั้นจงอย่าผิดหวังกับความจริงในชีวิตจนลุกขึ้นเดินต่อไปไม่ไหว ฉันจึงแบ่งใจเอาไว้ครึ่งหนึ่งให้เป็นพื้นที่ของจินตนาการ  และอนุญาติให้พวกเค้าเข้ามาวิ่งเล่นได้ในวันที่หัวใจเหี่ยวเฉา




--- พระจันทร์วันลอยกระทงปี ๒๕๕๘ ---


เรื่องจริงเกี่ยวกับจันทร์ดวงโตและมนุษย์ตัวเล็กที่เฝ้ามองพระจันทร์ เป็นเรื่องที่แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังถกเถียงกันอยู่อย่างไม่มีข้อสรุป ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Moon Illusion หรือพระจันทร์หลอกตา กับคำถามที่ว่าทำไมเรามองเห็นพระจันทร์ดวงใหญ่มากเวลาที่ปรากฎตัวอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า และจะเห็นดวงเล็กลงเมื่อยู่กลางท้องฟ้า ทั้งที่มันเป็นจันทร์ดวงเดียวกัน 

มีหลายทฤษฎีมาใช้ตอบคำถาม แต่ก็ไม่มีทฤษฎีไหนหักล้างความสงสัยให้หมดไปได้ ดังนั้นปริศนาจากพระจันทร์ก็ยังคงดำรงอยู่มาจนทุกวันนี้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งช่วยยืนยันขนาดของพระจันทร์ได้อย่างง่ายๆก็คือ ให้เราเหยียดแขนออกไปจนสุดแขนแล้วใช้ปลายนิ้วก้อยเทียบขนาดของพระจันทร์เวลาที่เค้าปรกฏตัวอยู่ตรงขอบฟ้าและทำแบบเดียวกันตอนที่เค้าปรากฎตัวอยู่กลางท้องฟ้า เราจะเห็นว่าขนาดของเค้าจะเท่าเดิมตลอดไม่เปลี่ยนแปลง นี่ก็เป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้เรามองเห็นความจริงเกี่ยวกับขนาดของพระจันทร์

แต่ใครกันล่ะจะอยากเห็นพระจันทร์มีขนาดเท่านิ้วก้อย ช่างภาพส่วนใหญ่จึงมองหามุมที่จะเห็นพระจันทร์กลายเป็นซุปเปอร์มูน แต่พระจันทร์ของฉันในวันนั้นก็ทำได้เท่าภาพที่เห็นนั่นล่ะ เบลอๆ แถมยังมีเมฆรบกวนซะอีก จินตนาการที่จะได้ภาพพระจันทร์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าแบบดวงโตๆจึงไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วล่ะว่า จินตนาการควรจะมีไว้ทำให้หัวใจให้อบอุ่น ดังนั้นฉันจึงไม่ได้เสียใจอะไร




--- พระจันทร์วันลอยกระทงปี ๒๕๕๗ ---


ฉันนั่งมองจันทร์เต็มดวงอยู่ริมทะเล ในคืนวันลอยกระทง มองดูผู้คนถือกระทงใบตองมาลอยอยู่ริมฝั่ง ลมเย็น เสียงคลื่น และเสียงพูดคุย ภายใต้จันทร์ลูกกลมๆมีเรื่องราวหลากหลาย คิดถึงคุณ และเมืองที่จากมา คิดถึงจันทร์ดวงเก่าที่ลอยอยู่เหนือยอดตึกสูง ลิบๆคือแสงสีในเมือง และจันทร์วันนั้นก็สวยเหมือนกันกับจันทร์วันนี้

ฉันหลับตาแล้วเหยียดแขนไปจนสุดฟ้า เปิดตาแล้วดีดนิ้วก้อยออกมา ปิดดวงจันทร์ไว้ด้วยปลายนิ้ว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน จันทร์ก็ยังมีขนาดเท่าเดิมและสวยเหมือนเดิม 

ในคืนจันทร์เต็มดวงคืนนี้ คงมีใครสักคนดีดนิ้วก้อยออกมาเกี่ยวคล้องจันทร์อยู่ที่ไหนสักแห่ง ใครบางคนที่หลงรักพระจันทร์ดวงเดียวกัน





๑๕ค่ำ เดือน๑๒
ในคืนพระจันทร์เต็มดวง
ฉันเอง








 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2559 16:50:25 น.
Counter : 568 Pageviews.  

ฉบับที่30 | l • o • s • e









จดหมายจากทะเล
ฉบับที่ ๓๐
๒ ตุลาคม ๒๕๕๙
l • o • s • e










































คุณที่รัก


ลมหนาวพัดมาถึงทะเลแถบนี้แล้ว อย่างเบาบาง ในเราบางคนอาจไม่เคยรู้สึก คืนหนึ่งเมฆฝนลอยวนแล้วหมุนตัวจากไป ลมหอบเอากลิ่นทะเลหนุนขึ้นมาปะทะสองแก้ม คืนมืดไร้จันทร์ ทะเลหมอง ดาวบางดวงกระพริบแซมแก้มเมฆสีเทาหม่น คลื่นกระทบฝั่งเสียงดังเบาบาง เลือนลาง เหมือนบางอย่างพยายามลบเลือนตัวเองไปทีละน้อย คลื่นกระทบหาดนานวันเข้า เปลือกหอยชิ้นเล็กๆก็แหลกสลายกลายเป็นเพียงเม็ดทรายแหลกละเอียด

เช้าวันหนึ่งฉันตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าฉันกำลังส่องกระจกอีกด้านที่ต่างไปจากเดิม เรื่องราวที่เคยคิดว่าเข้าใจดีแล้ว จุดยืนที่เคยดำรงอยู่  ตัวตนที่เคยเป็น ฉันกลับเห็นมันสะท้อนภาพตรงข้ามกับสิ่งที่เคยเชื่อมั่นมาโดยตลอด บางสิ่งกำลังสั่นคลอนฉัน โลกในมุมกลับทำให้ฉันแกว่งไกว ฉันไม่อาจยึดเหนี่ยวศรัทธาใบเดิมได้อีก

"จะมีใครทำร้ายศรัทธาตนเองได้ดีไปกว่าตนเอง" 

ฉันเฝ้าบอกกับตัวเองว่าเราแค่ส่องกระจกกลับด้าน ฉันมองเห็นภาพสะท้อนของความอ่อนแอที่มีอยู่ในตัวเอง "ความพ่ายแพ้" ส่งเสียงอยู่ข้างใน มันกรีดเสียงโหยหวนกังวานเป็นท่อนรับส่งกันมาจากฤดูกาลหนึ่งถึงอีกฤดู หมุนเวียนกันไปไม่รู้จบ หากฉันยังไม่สามารถดึงตัวเองออกมาได้ ฉันคงต้องยอมรับสถานะความพ่ายแพ้ และมีชีวิตอยู่ในกระจกกลับด้านตลอดไป

คุณที่รัก...ในสถานการณ์ที่ความรู้สึกย่ำแย่ทำร้ายตัวเองเช่นนี้ ฉันไม่รู้จะก้าวผ่านมันไปเช่นไร มันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะยอมรับว่า "ตัวเองรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง" และมันยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่าเราไม่สามารถดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากความรู้สึกนั้นได้

ในคืนแห่งลมหนาว ฉันวักน้ำทะเลด้วยสองมือเปล่าสาดใส่ทั่วทั้งร่าง เพียงหวังให้บางอย่างลบเลือนไป เฉกเช่นทะเลที่คอยทำหน้าที่ลบเลือนรอยเท้าบนผืนทราย 

..


ฉันเก็บความทรงจำบางอย่างไว้ในภาพถ่าย สถานที่ที่เคยไป ความรู้สึกที่เคยรู้สึก แสงแดดในบางวัน ความงามที่เคยปรากฎ  โอบกอดความรู้สึกของการมีชีวิตก้าวผ่านบางวันให้มีความหมาย พยายามกอบกู้ศรัทธาใบเดิม แต่มันช่างยากเหลือเกิน ราวกับตัวตนของฉันกำลังจะสูญหาย ดังเปลือกหอยชิ้นเล็กๆที่โดนคลื่นลมซัดสาด แหลกสลาย จนกลายเป็นเพียงเม็ดทรายแหลกละเอียด

ลมหนาวพัดมาในเช้าวันหนึ่ง ฉันมองไม่เห็นหนทางใดที่จะทำได้ดีไปกว่าทุบทำลายกระจกบานนั้นซะ แตกและแหลกสลาย ไม่เป็นฉันก็ต้องเป็นกระจกบานนั้น








[อ่านต่อ]









ปล.1
***เป็นแค่งานทดลองเขียนนะคะ จขบ.ยังสบายดีค่าาา
ปล.2
***จะไม่อยู่หลายวันขออนุญาติปิดคอมเม้นก่อนนะคะ ไว้กลับมาแล้วจะไปเยี่ยมเพื่อนๆค่าาา


















 

Create Date : 02 ตุลาคม 2559    
Last Update : 2 ตุลาคม 2559 22:35:04 น.
Counter : 534 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

ผีเสื้อยิปซี
Location :
ดาวบี 612 * Togo

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]





Do you see that beautiful sky?,
also shadow of lovely clouds?
The long, endless of blue sea...
so,do you see my love?
❉~❉





Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ผีเสื้อยิปซี's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.