:: [ดอยไตแลง] รอยย่ำที่นำเราไปในพม่า ::







บันทึกปลายปี ๒๕๕๕
ดอยไตแลง  รัฐฉาน  ประเทศพม่า












บทเพลงแห่งสันติภาพลอยลมมาในหน้าหนาว ปลายปี พ.ศ.2555
ท่ามกลางถนนฝุ่นสีแดงล่องลอยเคว้งคว้างอยู่บนทิวเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า1500เมตร รถยนต์ขับเขื่อนสี่ล้อยังคงพุ่งทะยานไปพร้อมบรรจุความหวังของเด็กยากไร้ไว้เต็มท้ายกระบะทั้งสามคัน พวกเรามุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่น ดอยไตแลง แห่งกองกำลังกู้ชาติ รัฐฉาน ประเทศพม่า

เรื่องมันเริ่มมาจาก...
เพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานนิตยสารการบินฉบับหนึ่งชักชวนให้ร่วมทำโครงการบริจาคของให้น้องๆ ในถิ่นกันดาร พวกเราตกลงใจเลือกดินแดนแห่งนี้โดยไม่ได้นึกถึงเชื้อชาติและความยากลำบากในการเดินทาง 

เธอบอกฉันแค่เพียงสั้นๆว่า...
"แล้วพี่จะได้สัมผัสถึงการต่อสู้เพื่อแผ่นดินอย่างแท้จริง" 
โดยการเดินทางไปดอยไตแลงนั้นเธอมีบุคคลที่จะนำเราเข้าในเขตพื้นที่อยู่นอกเหนืออาณาเขตไทยในเขตรอยต่อที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

ดอยไตแลง แห่งรัฐฉาน (Shan State) เป็นเขตพื้นที่ของกองทัพรัฐฉานใต้ (SSA) กลุ่มกอบกู้เอกราชของชนชาติไตหรือไทใหญ่ในแผ่นดินรัฐฉานที่ต่อสู้เพื่อกอบกู้เสรีภาพจากพม่า ในช่วงที่เราเข้าไปไม่ได้มีการสู้รบใดๆเกิดขึ้นเพราะอยู่ในช่วงการลงนามหยุดยิง พวกเราไปในนามกลุ่มเอกชนเพื่อศึกษาข้อมูลและบริจาคสิ่งของ







"The answer my friend is blowin in the wind...
 The answer is blowin in the wind..."


Blowin in The Wind
Bob Dylan     





"ท่ามกลางลมหนาวปลายเดือนธันวา ฝุ่นฝันฟุ้งฟ้า เพื่อนๆเริ่มเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ"


จากการข่มขู่แกมบังคับผู้คนในแวดล้อมของฉันก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ โดยมีทีมงานที่กทม. ฉัน เป้ น้องตู่ มาด หนุ่ม และพี่โหมะ พวกเรารวบรวมของบริจาคจากหลายๆฝ่าย น้ำใจหลั่งไหลเข้ามามากมายเหลือเกิน จนเกิดปัญหาในการนำของบริคจาคขึ้นสู่ยอดดอยเพราะเราต้องหารถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อให้ได้อย่างน้อยสามคัน นั่นเริ่มจะเป็นปัญหาสำหรับสาวๆชาวกรุงอย่างเรา  

ฉันติดต่อ "ยันต์" เพื่อนที่ทำงานองกรพัฒนาเอกชนที่เชียงใหม่ให้มาช่วยงาน เนื่องจากสิ่งของบริจาคที่หลั่งไหลกันมามาก เราจึงคิดกันว่าจะส่งของบางส่วนไปกับรถไฟก่อนโดยให้ยันต์และทีมงานเชียงใหม่ไปรอรับและให้ ยันต์หาโฟล์วีลเตรียมไว้ใช้สักสองคัน  แล้วบางส่วนที่เหลือเราจึงทยอยขนไปกับรถโฟล์วีลของพี่โหมะ ยันต์รับปากแต่อาจหารถได้แค่คันเดียวให้เราเตรียมแผนสำรองไว้ 

ฉันต่อโทรศัพท์สายตรงไปยังเพื่อนที่อยู่ภาคตะวันออก "มานพ" นักพัฒนาจากผืนป่าตะวันออก ฉันบอกกับมานพว่าต้องการรถโฟล์วีลพร้อมคนขับมาช่วยงาน  มานพรีบตกปากรับคำในทันทีและมาช่วยงานเต็มที่จนงานเสร็จ เริ่มตั้งแต่มาช่วยขนของขึ้นรถไฟไปจนถึงเป็นคนขับรถให้ตลอดทั้งทริป

จากเหนือสุดดินแดนอีสานที่บึงกาฬ "อาจารย์ตุ้ย"ศิษย์หลวงพ่อเลิศก็เพิ่งจะตอบตกลงมาช่วยงานได้โดยนำรถตู้รวยแสนล้านมาไว้ใช้งานขับพาพวกเราขึ้นเชียงใหม่ไปแบบสบายๆ ก่อนจะไปเปลี่ยนรถและขนถ่ายสิ่งของเข้าสู่รถโฟล์วีลที่เชียงใหม่กันอีกครั้ง

สรุปการเดินทางขึ้นเชียงใหม่ในวันนั้นเรามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดินทางไปด้วยทั้งหมด 12 คน  รถยนต์โฟล์วีลสองคัน (ของพี่โหมะและของมานพ) และรถตู้(ของอาจารย์ตุ้ย)อีกหนึ่งคัน เดินทางขึ้นเชียงใหม่พร้อมกันแล้วไปเปลี่ยนถ่ายทั้งคน รถ และสิ่งของที่เชียงใหม่กันอีกครั้ง








"ในตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าออกนอกเขตแดนไทย ที่มีความต่างเพียงเขตภูเขากันไว้เท่านั้นเอง"


เราเดินทางออกจากกทม.กันแต่เช้าถึงเชียงใหม่ตอนบ่ายแก่ๆ แวะเที่ยวและรับมูเซอที่เขื่อนภูมิพล เมื่อไปถึงเชียงใหม่ยันต์เตรียมที่นอนไว้ให้ที่สำนักงาน เค้าต้อนรับเราดีมากเพราะที่สำนักงานมีที่พักสำหรับการจัดสัมมนาหมู่บ้านบนดอยอยู่บ่อยๆตามเนื้องานของเค้า พวกเราพักกันที่นั่นหนึ่งคืน เช้าจึงจัดเตรียมสิ่งของขนถ่ายสู่รถโฟล์วีลทั้งสามคันแล้วจากนั้นทั้งคนและคาราวานรถยนต์ก็มุ่งหน้าสู่ชายแดนแม่ฮ่องสอน 

การเดินทางครั้งนี้ถือว่าหนักเอาการเส้นทางจากกทม-เชียงใหม่นั้นไม่เท่าไร แต่จากเชียงใหม่ไปชายแดนพม่าทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นถือว่าลำบากเอาเรื่อง จากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอนเข้าสู่อำเภอปางมะผ้า แวะผ่านเมืองปายแล้วแวะพักเก็บภาพกันสักนิดหน่อย เส้นทางยาวไกลเราไต่สันดอยสูงขึ้นไปเรื่อยๆจนไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตแดนไทยเราแวะรับคนประสานงานที่มารอรับพวกเราเข้าสู่ฐานที่มั่นดอยไตแลง

จากนั้นเราขับไปตามสันดอยต่อไปเรื่อยๆจนไปแตะความสูงที่ระดับ1,500เมตร ในตอนนี้เรากำลังมุ่งหน้าออกนอกเขตแดนไทย ที่มีความต่างเพียงเขตภูเขากันไว้เท่านั้นเอง จากนั้นพวกเราขับต่อไปเรื่อยๆจนสิ้นสุดระยะทางดินแดงฝุ่นคละคลุ้งเรามองเห็นด่านกั้นเป็นรั้วไม้สีขาวแดง  เรากำลังเดินทางมาถึงจุดผ่านแดนเพื่อเข้าสู่ดอยไตแลง ฐานที่มั่นของกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน  เราหยุดรถตรวจเช็ครายชื่อกันที่นั่นก่อนข้ามประเทศเข้าสู่เขตแดนพม่า 







"ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อแผ่นดิน เด็กๆหลายคนต้องตกอยู่ในสถานะกำพร้าพ่อและแม่ ในวันที่แดดจัดกลางฤดูหนาวฉันเห็นโรงเรียน และบ้านพักเด็กกำพร้าตั้งอยู่เรียงรายตามสันดอย พวกเรานำของใช้ที่จำเป็นในการเรียน  ของเล่น  และเครื่องดนตรี  ไปแจกเด็กๆ"


เราไปถึงที่นั่นเกือบค่ำแล้ว คาราวานรถยนต์ทั้งสี่คัน (รถของคนที่มารอรับและขนของเพิ่มขึ้นไปด้วยอีกหนึ่งคัน) เลี้ยวเข้าพื้นที่โดยมีเด็กๆวิ่งตามรอต้อนรับ ครูและนักเรียนที่นั่นช่วยกันขนของลำเลียงเก็บไว้ในอาคารเรียนเพื่อทำพิธีส่งมอบในตอนเช้า

คืนนั้นเรานอนรวมกันในอาคารอเนกประสงค์ อากาศหนาวดวงดาวเต็มท้องฟ้า เราหายใจโดยใช้อากาศของฝั่งพม่า คืนนั้นเราออกมาก่อกองไฟบนดอยมองไปรอบๆตัวสัมผัสได้ถึงสายลมหนาวหวีดหวิวมาจากยอดดอยหลายๆดอย นี่เรากำลังถูกโอบล้อมด้วยดงดอยแสนไกลที่ไหนสักแห่งบนจุดเล็กๆในแผนที่โลกอย่างนั้นหรือ

ครูใหญ่นั่งรอบวงกองไฟคุยถึงเรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขา  พวกเราซักถามเรื่องราวสารทุกข์สุขดิบต่างๆ ข้อมูลใหม่ที่ฉันไม่เคยรู้ถูกค้นพบที่รอบกองไฟในคืนนั้น เรื่องราวการต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดมายาวนานกว่า 60 ปี ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จากดาวดวงหนึ่งถึงดาวอีกดวง ดวงดาวแห่งความหวังถึงวันใหม่ ฉันมองเห็นดวงดาวเหล่านั้นสว่างสดใสอยู่ในรอยยิ้มของเด็กๆในยามเช้าวันรุ่งขึ้น









ยามเช้าบนยอดดอย ธงชาติรัฐฉานของชาวไทใหญ่ปลิวไสวอยู่ในโรงเรียน
ฉันคิดไปเองหรือเปล่าว่ามองเห็นดาวบางดวงส่งยิ้มสดใสลงมาจากท้องฟ้าเมื่อคืนนี้

เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็มีอันต้องแปลกใจเมื่อฉันพบว่าอาจารย์ตุ้ยและหนุ่มเมืองนนท์ถือโทรโข่งคนละอันอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กๆที่ลานกิจกรรมของโรงเรียนโดยมีคุณครูคนหนึ่งแบกกีต้าร์มาร่วมกันทำกิจกรรมสันทนาการในแบบของพวกเค้ารอยู่แล้ว  ฉันไม่รู้ว่าพวกเค้าสื่อสารกันด้วยภาษาอะไร ไทย ไทใหญ่ หรืออังกฤษ แต่ไม่เคยมีเรื่องเซอร์ไพร้ครั้งไหนที่สองหนุ่มนี้ทำให้ไม่ได้  ทั้งที่เมื่อคืนเราคุยสรุปกิจกรรมกันไม่ได้เตรียมการไว้แบบนี้  แต่เอาเถอะไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็ในเมื่อเช้านี้เป็นวันพิเศษสำหรับเด็กๆ เนื่องจากมีชาวต่างชาติอย่างพวกเรานำสิ่งของและเงินบริจาคมาส่งมอบและจัดทำอาหารกลางวันเลี้ยงพวกเค้า  เราจึงต้องไหลไปตามน้ำ นำขนมและของเล่นมาร่วมเล่นกิจกรรมสันทนาการตามสองหนุ่มนั้นไปด้วย

สายๆแดดเริ่มร้อน พวกเรา คณะครูและนักเรียน เข้าหลบแดดและทำกิจกรรมต่อในอาคารอเนกประสงค์  อาหารกลางวันเตรียมพร้อมแล้ว ครอบครัวพี่โหมะพร้อมภรรยาและลูกมือเป็นกองทัพเด็กๆที่พูดกันต่างภาษาแต่ช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูสนุกสนานอยู่ในครัวตอนนี้พร้อมเสริฟแล้ว













ในวันนี้ของชาวไทใหญ่ แห่งกองทัพรัฐฉาน ยังคงเรียกร้องหาเสรีภาพ เช่นเดียวกับอีกหลายกลุ่มเชื้อชาติในพม่า  ปัญหาของผู้ใหญ่ยังคงส่งผลกระทบถึงเด็กอย่างต่อเนื่อง แต่เด็กเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่จะเติบโตรับไม้ต่อเหล่านั้น

บทเพลงแห่งเสรีภาพแว่วออกมาจากวิทยุในรถยนต์อีกครั้ง วงล้อยังคงเบียดวงหมุนวนอยู่ในถนนฝุ่นสีแดง คาราวานของพวกเรามุ่งกลับออกจากทุ่งภูเขาเบื้องหลัง  ฉันสะท้อนใจในบทเพลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยสงครามเวียดนาม ผู้คนต่างก็ร่ำร้องหาเสรีภาพและสันติภาพ  หากผู้คนไม่ทุกข์ทนต่อการถูกกดขี่ โลกนี้คงไม่มีสงคราม

นานแค่ไหนแล้วที่สงครามเกิดขึ้นบนโลกใบนี้  อาจเรียกได้ว่ามันเกิดขึ้นมาพร้อมอารยะธรรมมนุษย์ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนจนกระทั่งทุกวันนี้ สงครามเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ให้เราเข้าใจยากขึ้น ซับซ้อนมายิ่งขึ้น โดยที่คนบางกลุ่มก็ยังถูกกดขี่อยู่ร่ำไป

ฉันจะไม่ตั้งคำถามอีกแล้วว่าเมื่อไหร่มันจึงจะหมด เพราะฉันคิดว่าทั้งหมดนี้คือวัฏจักรแห่งชีวิตมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนกันไป ช่วยเหลือกันไป ตามบทบาทและความพึงพอใจ แต่ถึงที่สุดแล้วฉันเชื่อว่าความดีงามในจิตรใจจะเอาชนะได้ทุกอย่าง ฉันเชื่อเช่นนั้น












เริ่มจากจุดเล็กๆแต่กลายเป็นวาระแห่งชาติซะงั้น
บั น ทึ ก น้ำ ใ จ จ า ก เ พื่ อ น ร่ ว ม เ ดิ น ท า ง ทุ ก ค น


เป้
ฉัน
ยันต์
มานพ
มาด
ตู่
น้องตู่
ครอบครัวพี่โหมะ
หนุ่มเมืองนนท์
อาจารย์ตุ้ย
แม่และมูเซอ
นิตยสารการบินฉบับหนึ่ง
บริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่ง
องค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
องค์กรพัฒนาเอกชนภาคตะวันออก
บริษัทคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง
นักศึกษาวิชาชาติพันธุ์ มช.
ช่างภาพช่องเจ็ดสี
ธุรกิจส่วนตัว
ธุรกิจส่วนตัว
ศิษย์หลวงพ่อเลิศ ณ บึงกาฬ
บุคคลในดวงใจตลอดกาล




ขอบคุณภาพบางส่วนจากน้องตู่ (ช่างภาพ)
ขอบคุณสิ่งของบริจาคจากผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน
ขอบคุณเครื่องดนตรีบริจาคเพื่อเด็กจาก PMG















 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2558 11:29:28 น.
Counter : 696 Pageviews.  

:: [เกาะเสม็ด] เ ส ม็ ด ใ น ร อ ย เ ว ล า ::











เ ส ม็ ด ใ น ร อ ย เ  ว ล า









เธอเคยเห็นทะเลแสงจันทร์มั้ย
ในคืนพระจันทร์เต็มดวง
เราจะเห็นสะพานแสงจันทร์
พาดผ่านจากท้องฟ้าสู่เวิ้งน้ำระยิบของทะเล
ในบางครั้งเราจะเรียกมันว่าทะเลพระจันทร์
ที่นั่น เรานั่งอยู่ตรงนั้น
นั่งมองพระจันทร์ทอดสะพานลงมาให้
















คืนนั้นหมาป่าสาวสี่ชีวิตกับหมาป่าหนุ่ม(รึเปล่าไม่แน่ใจ)อีกหนึ่งชีวิต
กำลังร่ำสุราอยู่ที่บาร์ริมทะเล





ฉันจะเล่าให้เธอฟังถึงทะเลแสงจันทร์ในคืนนั้นและถังบัคเกต
เธอรู้มั้ยหมาป่าเปลี่ยวแถวนั้นเค้าร่ำสุรากันอย่างไร
เค้าไม่ใช่แค่เพียงดื่มกินเป็นถังเล็กๆแล้วเสียบหลอดดูดเท่านั้น
แต่เค้าใช้ราดไปทั้งตัว  ในบางทีที่ต้องการให้แอลกอฮอล์ดูดซึมโดยเร็วที่สุด
(นี่คือพฤติกรรมของหมาป่าเปลี่ยวทั้งห้าตัวนี้เท่านั้นนะ)





เธอคงเคยทราบมาบ้างแล้วเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ของชาวเสม็ด
หรือหาดอื่นๆที่ชอบจัดฟลูมูน
เค้าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผสมกันสารพัดสูตรลงในถังบัคเก็ต
มีเหล้าแสงโสม ผสมกระทิงแดง หรือแม้กระทั่งเหล้าขาวน้ำแดง
ทุกอย่างชวนให้อยากอ้วกกกกก !!
หึ!! แต่แน่ล่ะมันเมามันส์สะใจหมาป่าเปลี่ยวทั้งห้าดีนักล่ะ





เมื่อเมาได้ที่แล้ว ดึกมากแล้ว ลมเย็นที่หาด
เย้ายวนให้หมาป่าสาวก้าวเท้าลงไปสัมผัสยอดคลื่น
ดนตรีเล่นอยู่ตรงนี้ เสียงเบส เสียงกลอง และจังหวะเต้นรำโจ๋งครึ่ม
ดีเจเปิดเพลงเร้าอารมณ์คึกคะนองของเหล่าหมาป่าเปลี่ยวทั้งหลายมากขึ้น





หมาป่าสาวนางหนึ่งในกลุ่มพวกเราเริ่มเลื้อยตัวเอง
และลีลาท่าเต้นโชว์สเตปพิลึกพิลั่นลงไปที่ชายหาด
พวกเราถูกนางลากลงไปด้วย
ดีเจที่บาร์ก็เปิดเพลงเอาใจนักเต้นเมากระจาย
เร้าจังหวะจนพวกฝรั่งหัวทองและนักเต้นเท้าไฟคนอื่นๆ
กระโดดลงมาจากลำโพงมาร่วมแจมกับพวกเราที่พื้นทรายด้วย





พวกเราเต้นรำเย้ยแสงจันทร์
เต้นกันจนลืมสัญชาติ
เต้นจนเข้าถึงปรัชญาอันลึกซึ้งของการเต้นหลุดโลก
ไม่หยุด ไม่เหนื่อย เต้นไปด้วยหัวใจบริสุทธิ์แท้ 
และมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนแห่งการปลดปล่อย
ลืมโลก ลืมชีวิต !!













ก่อนหน้านั้นไกลออกไปในมหานคร





หมาป่าเปลี่ยวสาวสี่ชีวิต
กับหมาป่าเปลี่ยวหนุ่มอีกหนึ่งชีวิต


ชีวิตของคนโคตรโสดที่โคจรมาเจอกัน
พวกเราบ้างานเหมือนกัน
ร่วมผลักดันสิ่งดีๆ ร่วมกัน
สิ่งดีๆ ที่เรียกกันว่าบริษัท


เราทำงานเข้าขากันดีมาก
ทุกอย่างไปได้ราบรื่นเหมือนกับ
การร่วมร่ำสุราในถังบัคเกตร่วมสาบานในคืนนั้น


มันเยี่ยมมากนะ
ถ้าหากว่ามันไม่มีคำว่า
"กาลเวลา" เข้ามาเกี่ยวข้อง



เนิ่นนานในความสัมพันธ์
กาลเวลาบ่มเพาะมิตรภาพให้เกิดขึ้น
ในหัวใจของหมาป่าเปลี่ยวทั้งห้าชีวิต



ทะเลแสงจันทร์
เป็นสถานที่หนึ่งที่พวกเราชอบไป
ทุกย่างก้าวบนรอยทราย
มีนิทานของหมาป่าเปลี่ยวทั้งหลายซุกซ่อนไว้


ในคืนพระจันทร์เต็มดวง
หมาป่าเปลี่ยวทั้งหลายจะออกมาเต้นรำอยู่ตามหาดแสงจันทร์





...


ในคืนนั้น


...




















เธอเคยเห็นทะเลแสงจันทร์มั้ย
ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง
เราจะเห็นสะพานแสงจันทร์
พาดผ่านจากท้องฟ้าสู่เวิ้งน้ำระยิบของทะเล
ในบางครั้งเราจะเรียกมันว่าทะเลพระจันทร์
ที่นั่น เราเต้นรำกันอยู่ตรงนั้น ยันเช้า









...



แด่ เช่ ปิ่น กุ้ง ตุ้ย และพี่ปั้น



...











 

Create Date : 27 กันยายน 2558    
Last Update : 29 กันยายน 2558 17:32:08 น.
Counter : 359 Pageviews.  

:: [ภูเก็ต] ชิโนโปรตุกีส อดีตหลากวัฒนธรรม ::













เมืองภูเก็ตนั้นมีมีเสน่ห์นอกจากทะเลแล้วก็ยังมีผู้ค
ผู้คนที่นี่มีความหลากหลายทางวัฒนธรร
ก่อให้เกิดความหลากหหลายทางศิลปะ
และสถาปัตยกรร

หากใครที่หลงไหลในงานสถาปัตยกรรมคงพลาดไม่ได้
ที่จะต้องเหลียวไปมองประตูและหน้าต่าง
รูปทรงแปลกตในย่านอาคารเก่าแห่งเมืองภูเก็ต
" ถนนถลาง "

ความลงตัวของสถาปัตยกรรมในแบบ " ชิโนโปรตุกีส"
ศิลปะในแบบผสมระหว่าง จีนและโปรตุเกส
เมื่อมาอยู่ในแหลมมลายู จึงเกิดเป็นชิโนโปรตุกีส 

ชิโนโปรตุกีสเดินทางจากปีนัง เข้าสู่ “ภูเก็ต” เมืองไทย
และเป็นที่นิยมแพร่หลายในการสร้างอาคารบ้านเรือน
ของผู้คนในสมัยนั้น






ฉันใช้เวลาละเลียดเดิน และละเลียดชม
อาคาร บ้านเมือง ในย่านเมืองเก่าภูเก็ตอย่างเพลินใจ
ความสงสัยหนึ่งผุดขึ้นมาในเช้าวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจเช่นนี้
เคยสงสัยมั้ยว่าคนจีนชอบกินหมูแต่คนมุสลิมไม่กินหมู
"เค้าอยู่ร่วมกันได้อย่างไร"

ลองมาเดินเลียบๆเคียงๆถนนเส้นดูแล้วคุณจะเห็นว่า
ความต่างทางวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
เหมือนอย่างเช่นศิลปะ
ในการก่อสร้างอาคารในแบบผสมวัฒนธรรมเช่นนี้ฉันใด
คนเราก็อยู่ร่วมกันได้ฉันนั้น






เดินเล่นไปเรื่อยๆ ถนนย่านนี้ไม่มีแท็กซี่ให้เรียก
และส่วนมากผู้คนก็ไม่ได้รีบเร่งไปไหน
ดูคล้ายกับว่านาฬิกาของเมืองนี้จะหยุดหมุนไปนานแล้ว
นานพอๆ กับความเก่าแก่ของอาคารบ้านเรือน
นานพอๆ กับที่ผู้คนอยากจะเก็บความยาวนานเหล่านั้นไว้
ในพิพิธภัณฑ์แห่งกาลเวลา

ฉันเดิน เดิน เดิน และก็เดิน
ฉันกำลังเดินอยู่บนซากอดีตที่ฉายภาพออกมาต่างกาลเวลา
ประตูหน้าต่างและรูปทรงของตัวอาคารเหล่านั้นเหมือนจะเป็น
เครื่องมืออะไรสักอย่างที่ใช้เชื่อมโยงมายังปัจจุบัน
ในขณะนั้นฉันจึงตระหนักว่า "อดีตไม่ได้สูญหายไปไหน"
วันเวลาเหล่านั้นยังอยู่ที่เดิม
และป่าวประกาศตัวตนของมันออกมา
ผ่านทางประตูหน้าต่าง  และรูปทรงของตัวอาคาร
ผ่านทางสิ่งมีชีวิตที่สืบทอดกันมายาวนานที่เรียกว่า


"วิถีชีวิตและวัฒนธรรม"










จากคำกล่าวที่ว่า
"วัฒนธรรมคือภาพสะท้อนของอดีต"
เห็นจะไม่ผิดเพี้ยนเลยสักนิด

การมาเยือนภูเก็ตในวันนี้ของฉัน
ทำให้ฉันฉุกคิดและตระหนักถึงคุณค่าของบางสิ่ง
บางสิ่งซึ่งฉันไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน
บางสิ่งซึ่งฉายภาพทางไกลมาจากในอดีตอันไกลโพ้น









 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 8 ตุลาคม 2558 17:00:52 น.
Counter : 516 Pageviews.  

:: [เขาใหญ่] ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน ::


:: ไ ห ล ::

ในบางครั้งเราก็อยากปล่อยวางชีวิต
ให้ล่องไหลไปในสายน้ำที่ลัดเลาะผ่านผืนป่า
หรือเป็นเหมือนดั่งใบไม้ที่พลัดหล่นลงมา
แล้วปลิวหายลับไปอย่างไร้ร่องลอย

และครั้งนี้ก็เช่นกันเราไปกันที่ ฐานปฏิบัติการเขาแหลม ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
เช่นเดียวกับครั้งที่แล้วก็คือที่นั่นไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินเท้าเข้าไปเพียงลำพัง
เพราะเป็นหน่วยดูแลรักษาป่า จึงไม่มีสถานที่อำนวยความสะดวกใดๆ
คอยให้บริการ นอกจากบ้านพักเจ้าหน้าที่เพียงหลังเดียว



:: ล่ อ ง ล อ ย ::

เช้าวันที่ปุยเมฆขาว ๆ ล่องลอยอยู่บนผืนฟ้า 
พวกเราปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของตัวเองอยู่แค่บนหน้าปัด

การเดินทางมาที่เขาแหลมในครั้งนี้เราเหลือเพื่อนร่วมทีมแค่ห้าคน 
ส่วนอีกห้าคนนั้นก็ตามที่เล่าไว้ในภาคแรกล่ะค่ะพวกเค้าต้องกลับเข้าเมืองหลวงไปก่อน
เราเริ่มต้นเดินทางด้วยการเดินข้ามลำธารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้านหลังน้ำตก 
และออกเดินเท้าต่ออีกประมาณเกือบครึ่งวัน (สำหรับฉันแต่คนอื่นอาจไปได้เร็วกว่านั้น) 
เราเดินตามทางเท้าเล็ก ๆ กลางผืนป่าไปเรื่อย ๆ แต่ครั้งนี้ออกจะเงียบเหงาหน่อย 
ตรงที่เพื่อนร่วมทีมของเราลดจำนวนลง เลยทำให้รู้สึกว่าการเดินป่าในครั้งนี้ยาวไกลกว่าครั้งที่แล้


:: แ ผ น ที่ ก า ร เ ดิ น ป่ า ที่ เ ข า ใ ห ญ่ ข อ ง ฉั น  ::






:: ทุ่ ง ห ญ้ า แ ห่ ง ค ว า ม ฝั น  ::

ทุ่งหญ้าในความฝัน
เมื่อครั้งใด้สัมผัสถึงมัน
คล้ายกับว่ามันเป็นแค่โลกในความฝัน
เหมือนมันไม่ได้มีอยู้จริง

เราเดินขึ้นเขาลูกเตี้ย ๆ มาได้ชั่วอึดใจ
พอโผล่พ้นแนวไพรออกมาเราก็พบภาพของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ 
มันเป็นทุ่งหญ้าแห้ง ๆ สีเหลือง ๆ ฉันเดาเอาว่ามันคือหญ้าคา 
แต่มันไม่มีดอกปุย ๆ สีขาวเหมือนที่เคยเห็นในรูป 
อาจเพราะช่วงที่เราไปเป็นหน้าแล้ง ทุ่งหญ้าจึงแห้งไม่มีดอกและเป็นสีแบบนั้น 
เราเดินลงเนินไปหยุดมองความกว้างใหญ่ของมันที่ป้ายบอก ฐานปฏิบัติการเขาแหลม 
ฉันหยุดยืนมองภาพของทุ่งหญ้าที่ปกคลุมเนินเขาและท้องทุ่งกว้างอยู่นาน
และนิยามภาพที่เห็นเอาเองว่า ใจกลางป่าคงอยู่ที่นี่แล้วสินะ 
นี่ฉันคงไม่ได้ฝัน ฉันยืนเหยียบอยู่บนผืนโลกเดียวกันกับที่กรุงเทพอยู่แน่หรือ

ฉันยืนมองภาพของทุ่งหญ้าอยู่นาน พลันจินตนาการอันแสนหวานก็ดับวูบลง
เมื่อใครคนหนึ่งบอกกับเราว่าทุ่งโล่งตรงหน้านี้เป็นแหล่งอาหารของพวกสัตว์ป่า
เวลาเดินต้องระวังให้ดีอาจเจอกับพวกมันเข้าก็ได้
เราจึงต้องรีบออกเดินต่อไปด้วยความระมัดระวังตามคำกล่าวของใครคนนั้น
เราเดินตัดทุ่งหญ้าผืนนั้นมาแค่ชั่วอึดใจก็ถึงบ้านพักเจ้าหน้าที่
ที่นี่ฉันรู้สึกอุ่นใจอย่างน้อยก็มีที่กำบัง
ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ไม่ห่างจากทุ่งโล่งตรงนั้นสักเท่าไหร่ก็ตาม






                                       :: บ ท เ พ ล ง แ ส น เ ห ง า ข อ ง ค น เ ฝ้ า ป่ า ::

ยามค่ำคืนท่ามกลางผืนป่าอันเงียบสงบรอบกองไฟ
เพื่อนของเราคนหนึ่งคว้ากีต้าร์ที่แบกหามไปด้วยตลอดการเดินทางทั้งสองทริป
ออกมาบรรเลงบทเพลงแผ่วเบาโดยมีเจ้าหน้าที่มานั่งร่วมวงกับเราด้วยสองคน
แต่อีกคนขอตัวกลับไปที่อุทยานก่อน เค้าเดินทางกลับออกไปในค่ำคืนนั้นเพียงลำพัง
ส่วนเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งนั้นชอบในเสียงดนตรีของเพื่อนเรามาก
และมีความใฝ่ฝันอยากจะเล่นกีต้าร์ให้ได้เหมือนเพื่อนของเรา คงจะดีไม่น้อยหากในวันเหงา ๆ 
ที่เค้าต้องอยู่เฝ้าผืนป่าเพียงลำพังจะมีเพื่อนเป็นเครื่องดนตรีสักชิ้น
ก็อย่างที่ฉันเคยบอกไว้ในภาคแรกว่าอะไรที่เกินจำเป็นในชีวิตก็อย่าแบกมันกลับไปเลย
และในค่ำคืนนั้นเองเพื่อนของเราก็ตัดสินใจยกกีต้าร์ตัวนั้นให้กับเจ้าหน้าที่รักษาป่า
ไว้เล่นขับกล่อมตัวเองในวันเหงา ๆ แบบนี้




















:: ก า ร ม า เ ยื่ อ น ข อ ง เ พื่ อ น ย า ม ดึ  ก ::

เรานั่งร้องเพลงและพูดคุยสัพเพเหระกันได้สักพักบทสนทนาก็เริ่มออกรสชาติมากขึ้น
เมื่อการสนทนาในคืนนั้นพาดพิงไปถึงเรื่องช้างป่าและแววตาของพวกสัตว์ยามต้องแสงไฟ
เพื่อนของฉันคนหนึ่งชี้มือให้ดูแสงแวววับในพงหญ้าที่ซึ่งเราเดินผ่านมาเมื่อตอนบ่าย
เค้าบอกว่ามันคือแววตาของพวกสัตว์ป่าที่เฝ้ามองพวกเราอยู่ เท่านั้นล่ะความกลัวของฉันก็บังเกิด
ฉันต่อสู้กับเจ้าความกลัวเพียงลำพัง ในใจวกไปถึงความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอยู่ในเมือง
อยู่ที่นั่นเรามักจะแอบซ่อนตัวอยู่หลังความกลัวในห้องแคบๆ แต่อยู่ในป่ามันไม่ใช่ 
ความกลัวมันต่าง อารมณ์มันต่าง สถานการณ์มันยิ่งต่างกันออกไป
ในค่ำคืนนั้นเมื่อเลิกจากวงพูดคุยรอบกองไฟพวกเราตัดสินใจนอนรวมกันในบ้านพักเจ้าหน้าที่
เพื่อความปลอดภัย และฉันก็พยายามข่มตาให้หลับลงไป
พร้อมกับเสียงช้างป่าออกมาหักกินกิ่งไม้ข้างๆ บ้านที่พวกเราพักทั้งคื


:: ร ะ บ ำ ก ว า ง ไ พ ร ::

เมื่อคืนฉันนอนหลับลงไปโดยลืมคิดถึงความรู้สึกว่าตัวเองหนาวขนาดไหน
ยามเช้าเพื่อนของเราคนหนึ่งทนความหนาวไม่ไหว รีบลุกขึ้นมาก่อกองไฟ
ตั้งแต่แสงแรกของวันยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ฉันลุกตามลงมาเป็นคนที่สอง
พวกเรายืนผิงไฟกันเงียบ ๆ สักพักฉันก็ไปหาหม้อมาต้มกาแฟ
กลิ่นหอมของกาแฟผสมควันฝืนหอมกลุ่นยามเช้า
เมื่อแสงแรกเริ่มแย้มออกมาไกล ๆ

เพื่อนของฉันชี้ชวนให้มองไปยังทุ่งหญ้าแห่งความฝัน
แล้วฉันก็เห็น "นางงามของผืนป่า" พวกมันออกมาแทะเล็มยอดหญ้ากันทั้งฝูง
ฉันพยายามจะนับจำนวนของพวกมันแต่มันมีก็มีกันเยอะเกินกว่าจะเสียเวลามานั่งนับนิ้ว
ก่อนหน้านั้นฉันเคยเห็นพวกกวางตัวเป็น ๆเดินกันขวักไขว่อยู่ที่ที่ทำการของอุทยานฯ
แต่ฉันไม่เคยเห็นเวลาที่พวกมันเคลื่อนไหวอย่างอิสระไปพร้อม ๆ กันแบบนี้
คล้ายกับพวกมันกำลังเต้นระบำบนไปบนยอดหญ้า
โดยมีฉากเป็นผืนป่าและท้องทุ่งกว้าง

กาแฟเช้านี้ของพวกเราหอมกรุ่นกลิ่นควันฟืนและอาบแสงแรกของวัน
ด้วยระบำกวางกลางไพร...อร่อยไม่เหมือนใค


:: ก ลั บ สู่ โ ล ก  ::

หากชีวิตเปรียบเหมือนสมุดบันทึกเล่มยาว
ในบางครั้งเราอยากจะหยุดการดำเนินเรื่องราวไว้แค่ตรงนั้น
"ตรงที่ที่เรามีความสุข"


หรือในบางครั้งเราอยากจะเปิดย้อนกลับไปตรงส่วนที่เราดำเนินเรื่องราวผิดพลาด
แล้วลบมันออกเพื่อเขียนเรื่องราวเข้าไปใหม่
หากนับจำนวนคืนวันที่เราพักอยู่ที่เขาแหลมนั้นไม่นานเท่ากับที่บึงไผ่
แต่แปลกที่ฉันกลับรู้สึกว่าที่เขาแหลมทำให้วันเวลาเดินช้ากว่าปกติ
อาจเพราะสมาชิกเราเหลือน้อยลงเราจึงได้สัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น
ฉันมีเวลาปล่อยวางให้สมองโล่ง และไม่ได้คิดถึงเรื่องงานที่กรุงเทพ ฯ เลย
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ออกจากป่ามาแล้ว

ฉันขาดงานไปสองวันรวมเวลาที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ในป่าทั้งหมดนานถึงเจ็ดวัน
ไม่รวมวันเดินทางไปและกลับแต่ก็นั่นล่ะมันเป็นช่วงวันหยุดยาวต่อกัน
และคงถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับสู่โลกของความจริงซะที

แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องกลับมาสู่โลกของความจริง
ความจริงที่ว่าชีวิตก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่บนวัฏฏะ
ยังต้องหายใจอยู่ในความสับสนวุ่นวาย
จวบจนสิ้นลมหายใจนั่นล่ะ






อ่านตอนแรก (เดินป่าตามหาชีวิต )








 

Create Date : 09 ธันวาคม 2557    
Last Update : 24 กันยายน 2558 10:41:53 น.
Counter : 758 Pageviews.  

:: [เขาใหญ่] เดินป่าตามหาชีวิต ::



- - - เขาใหญ่ :: ตอนที่ ๑ บึงไผ่
- - - เดินป่าตามหาชีวิต

คำถาม

กับคำถามที่ว่าแท้จริงแล้วเราเป็นใคร
สายลมแห่งไหนพัดพาชีวิต
ให้ลอยไกลมาถึงเพียงนี้
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำเอาน้ำตาซึม
ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า 
ภาพที่เห็นในวันนี้เล่นซ่อน หา(ย) 
ไปจากชีวิตฉันนานแค่ไหนแล้ว


:: 1 ::
:: กระเป๋า ::

วันหยุดยาวช่วงเดือน ธันวาคม ฉันเตรียมจัดของใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าเหมือนเช่นทุกครั้งตอนเดินทางไกล แต่ครั้งนี้มันมีความต่าง   มันคงไม่ใช่เรื่องยากหากจัดมันใส่ลงในกระเป๋าล้อลากเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยทำ  แต่ครั้งนี้ฉันใส่มันลงในกระเป๋าเป้สำหรับเดินป่า  ใครคนหนึ่งบอกกับฉันว่าให้คัดเลือกเฉพาะสิ่งของจำเป็นจริงๆ เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตกลางป่าเท่านั้น เพราะฉันจะต้องแบกมันเดินทางอีกไกล ยิ่งแบกไปเยอะ ชีวิต (กระเป๋า) ก็ยิ่งหนัก สลัดทิ้งมันไปบ้างชีวิต (กระเป๋า) อาจเบาลง  แต่ด้วยความที่ห่างหายจากการผจญภัยไปเสียนาน  ของใช้จำเป็นในนิยามของคนเมืองหลวงอย่างฉันจึงเกิดกระเป๋างอกขึ้นมาถึงสองใบ 



:: 2 ::
:: เขาใหญ่ ::

มันเป็นช่วงหน้าแล้ง ป่าจึงแห้งไม่ดิบชื้น  แต่สายลมเย็น ๆ ของต้นฤดูหนาว ก็ทำให้เขาใหญ่ต้องกางแขนโอบกอดนักท่องเที่ยวที่ต้องการโฉบรถเข้ามาตั้งแคมป์เล็กๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนรู้ใจกันอย่างล้นหลามเขาใหญ่บริเวณรอบๆ ที่ทางอุทยานจัดฉากไว้ให้จึงสะดวกสบายรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเหลือเฟือ ภาพของเต็นท์ที่กลางเรียงรายบนพื้นที่ว่างๆ มีอยู่มากมาย  ทั้งผู้คน ร้านอาหาร  หน่วยบริการความสะดวกต่างๆ จนบางอย่างมันก็ดูห่างไกลจากสิ่งจำเป็นในชีวิตเสียเหลือเกิน  แต่ก็เอาเถอะนักท่องเที่ยวหลายคนคงรักที่จะผจญภัยแต่ก็ต้องการความสะดวกสบายอยู่บ้างเหมือนกันอาจไม่ได้เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อคนที่เขารักที่พามาด้วยกัน



:: ::
:: เดินป่า::

ฉันเดินทางมากับเพื่อนร่วมคณะอีกห้าคน เรามาเริ่มต้นเดินป่ากันที่นี่  ที่บ้านพักพนักงานบริเวณผากล้วยไม้ เรามาพบกับเพื่อนร่วมคณะอีกสี่คนรวมทั้งผู้นำทาง เมื่อพร้อมกันแล้วเราทั้งหมดสิบชีวิตจึงออกเดินทาง  ที่เราจะไปเป็นพื้นที่ของหน่วยดูแลป่า (ฐานปฏิบัติการบึงไผ่) ใน อช.เขาใหญ่ ที่นั่นจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยว และไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินเท้าเข้าไปเพียงลำพังเพราะเป็นหน่วยดูแลรักษาป่า จึงไม่มีสถานที่อำนวยความสะดวกใด ๆ คอยให้บริการนอกจากบ้านพักเจ้าหน้าที่เพียงหลังเดียว ข้อมูลในเบื้องต้นที่ฉันรู้มามีเพียงเท่านี้ส่วนข้อมูลมากกว่านั้นฉันคงต้องไปหาเอาข้างหน้า และอีกอย่างที่น่ากลัวสำหรับเส้นทางนี้ก็คือเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เรียกว่าทากค่ะ แม้จะเป็นหน้าแล้ง แต่เส้นทางนี้ก็มีทากคอยดูดเลือดอยู่ชุกชุมค่ะ


:: 4 ::
:: สัตว์ป่า::

เราเดินข้ามลำธาร และเดินเท้าทางไกลไปตามเส้นทางเดินเท้าเล็ก ๆ เข้าไปในป่าที่เริ่มมีความหนาแน่นของต้นไม้เพิ่มขึ้น ๆ  ฉันไม่รู้ว่าเค้าแบ่งประเภทป่าไว้ว่าอย่างไรจึงอธิบายไม่ถูก รู้แต่ว่ามันมีแต่ต้นไม้ใหญ่ ๆ และมีเถาวัลย์พันเกี่ยวต้นไม้ไว้ดูรกรุงรังเต็มไปหมด  ฉันได้ยินเสียงนกและสียงแมลงเล็ก ๆ ร้องเสียงแหลม ๆ ระงมเซ้งแซ่ พอเดินลึกเข้าไปข้างในอากาศจะเย็นลง  เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง เป็นทุ่งหญ้าเตี้ย ๆ และมีแอ่งน้ำเฉอะแฉะ ใครคนนึงบอกฉันว่ามันคือชื่อเรียกว่าอะไรฉันก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ามันคือแอ่งน้ำที่ ๆ สัตว์ป่าลงมากินน้ำและบางทีเราอาจเจอสัตว์ใหญ่ได้ที่นี่  เช่นเดียวกับที่เราเห็นรอยเท้าสัตว์ป่าชนิดหนึ่งตอนที่เราผ่านเข้ามา แต่เราไม่รู้ว่ามันคือเท้าของตัวอะไร แต่มันมีขนาดใหญ่ นั่นล่ะค่ะ มันทำให้ฉันกลัวจนต้องรีบเดินต่อไปโดยไม่ปริปากถามอะไรต่ออีกซักคำ ได้แต่เดินร้องเพลงอยู่ในใจคนเดียวว่า “คนหากิน สัตว์ก็หากิน เราไม่เบียดเบียนกันและกัน..............-_-” 

:: 5 ::
:: บ้านเล็กในป่าใหญ่ ::

เดินเท้าต่อไปอีกสักพักเราก็หลุดออกจากป่ารกมาสู่พื้นที่โล่งเป็นลานกว้าง มองไปยังเบื้องหน้าจะเห็นบ้านพักเจ้าหน้าที่เพียงหลังเดียวตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเตี้ย ๆ ท่ามกลางผืนป่าที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน เหมือนบ้านเล็กในป่าใหญ่ เหมือนที่พักนักเดินทางไกล  เมื่อพวกเราเดินทางไปถึง ทุกคนต่างโยนเป้ที่แบกกันมาหนักอึ้งบนหลังนั้นทิ้งไปกองไว้กับพื้น  แล้วเอนตัวยาวราบไปกับผืนโลก เราไปถึงที่นั่นเวลาใกล้ค่ำแล้ว ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามเย็นเริ่มเห็นแสงดาว เสียงแมลงไพรยังส่งเสียงดังก้องอยู่  น้องๆ สองสามคนที่เดินทางมาถึงก่อน เริ่มกางเต้นท์ที่พักและก่อไฟหุงหาอาหาร ที่นี่ไม่มีความสะดวกอะไรมากเหมือนทางฝั่งที่ทำการอุทยาน แต่ยังดีที่มีห้องน้ำ และเครื่องปั่นไฟไว้ใช้ยามที่มีแขกอย่างพวกเรามาพัก  อาหารมื้อแรกของพวกเราง่าย ๆ แต่อร่อย อาจเพราะความเหนื่อยและหิว เลยทำให้ไข่เจียวผสมกลิ่นควันฟืนมีกลิ่นหอมน่ากินกว่าครั้งไหนๆ หากจินตนาการว่าที่นี่คือบ้านของพวกเรา และพวกเราคือเผ่าพันธุ์สุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลก จินตนาการนั้นก็ดูจะไม่ห่างไกลจากความจริงเลย เพราะในตอนนี้ฉันสัมผัสถึงความรู้สึกนั้นได้จริงๆ ความรู้สึกที่หลุดออกจากโลกข้างนอกนั่น มันสงบและผ่อนคลายอย่างที่สุด






:: ::
:: กองไฟใต้แสงดาว ::

เสียงร้องเพลงคลอมาเบา ๆ เคล้าเสียงกีตาร์  ที่รอบกองไฟมีไออุ่นเสมอ  ฉันเสร็จจากภารกิจส่วนตัวแล้วรีบเดินไปสมทบกับกลุ่มเพื่อน ๆ ที่ก่อกองไฟไว้ตรงลานโล่งไม่ห่างจากบ้านพักเจ้าหน้าที่ที่ถูกพวกเรายึดไว้ชั่วคราว  ลมหนาวยังโชยมาเป็นระยะ น้องคนหนึ่งยื่นแก้วสังกะสีบุบบู้บี้มาให้ฉัน คาดว่าน่าจะเป็นแก้วของเจ้าหน้าที่ ที่พวกเราหยิบยืมเอามาใช้  ภายในแก้วนั้นบรรจุน้ำใสๆ อยู่ตรงก้นแก้ว ปริมาณมันไม่เยอะแค่ยกดื่มอึกเดียวก็อุ่นวาบไปทั่วลำคอ สักพักก็ร้อนผ่าวไปทั่วหน้าจนถึงกกหู ถ้าได้มะนาวฝานสักซีกก็คงจะดี อากาศแบบนี้แค่วอดก้าสวีเดนเพียงขวดเดียวคงเอาไม่อยู่สำหรับสมาชิกสิบคน  โชคดีที่คนเมืองหลวงอย่างฉันแบกของใช้เกินจำเป็นในชีวิตมาด้วยเกือบสิบขวด หลายรสหลายยี่ห้อ แล้วแต่รสนิยมและความชื่นชอบของแต่ละบุคคล  และเพราะมันมีสิ่งของเกินจำเป็นอยู่มากมาย พวกเราจึงไม่คิดจะแบกมันกลับไปด้วยให้เหนื่อย พวกเราจึงค่อยๆ กำจัดสิ่งของเกินจำเป็นเหล่านั้นไปทีละชิ้นๆ 


ค่ำคืนที่มืดมิดมีเพียงแสงดาว
รอบตัวมีเพียงป่าดงพงไพร
เสียงแห่งความสุขสันต์ของพวกเราดังก้องกังวานไกล
ราวกับว่ามันกำลังเย้ยหยันการมีอยู่จริงของความทุกข์ระทม



:: 7 ::
:: วันเวลา ::

วันเวลาที่นั่นเดินช้า พวกเราอ้อยอิ่งอยู่ที่นั่นหลายคืน  สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมเยอะๆ จะรู้สึกว่าน่าเบื่อ หรือใครบางคนที่พิสมัยการเดินป่าอาจให้เจ้าหน้าที่พาตระเวนถ่ายรูป เก้ง กวาง หรืออาจโชคดีเจอกระทิงป่าก็ตามสบาย แต่นั้นไม่ใช่สำหรับคณะของพวกเรา ก็เพราะเวลาที่นั่นเดินช้า พวกเราจึงเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ และปล่อยให้โลกหมุนไปจนพอใจ จนเมื่อถึงเวลาของมัน วันที่โลกหาพวกเราเจอ เมื่อเสบียงของพวกเราหมดลงและเมื่อฝูงลิงป่าแอบเข้ามาขโมยอาหารมื้อสุดท้ายของพวกเราไป    เพื่อนคนหนึ่งจึงเสนอให้พวกเรากลับเข้าเมือง เราจึงตัดสินใจเดินกลับเข้ามาที่ทำการอุทยาน  เปล่าหรอกนะเราไม่ได้จะกลับเข้าเมืองจริงๆ แต่เรากลับเข้ามาเพื่อที่จะหาเสบียงไปต่อ



:: 8  ::
:: พบพราก ::

การกลับเข้ามาที่ทำการอุทยานในครั้งนั้นทำให้ดาวเทียมหาพิกัดของพวกเราบางคนเจอ เสียงโทรศัพท์มือถือของหลายคนดังขึ้น  ก็เพราะอยู่ในป่าเราสามารถหลีกหนีสัญญาณมือถือได้ และอาจเพราะพวกเราหายไปนานจนลืมนึกถึงภารกิจที่แต่ละคนไม่อาจหลีกหนีได้   และเพราะเทคโนโลยีที่ใครบางคนยอมให้มันมีอิทธิพลกับชีวิต  เราจึงต้องยอมสละเพื่อนสมาชิกบางคนให้ไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับคำสั่งของเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์มือถือ การล่ำลาในครั้งนี้จึงต้องเกิดขึ้นทั้งๆ ที่เพื่อนๆ หลายคนยังอาลัยอาวรณ์ถึงการกลับเข้าป่าร่วมกันอีกครั้ง  แต่ก็นั่นล่ะ ทำงัยได้เพราะตอนนี้เราอยู่ในโลกของความจริง เราจึงคอนโทรลอะไรเองไม่ได้  ส่วนฉันกับชาวคณะที่เหลือได้เตรียมเสบียงพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางไปต่อ...อีกครั้









อ่านตอนต่อไปใน ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน








 

Create Date : 04 ธันวาคม 2557    
Last Update : 24 กันยายน 2558 10:41:25 น.
Counter : 748 Pageviews.  

1  2  

ผีเสื้อยิปซี
Location :
ดาวบี 612 * Togo

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]





Do you see that beautiful sky?,
also shadow of lovely clouds?
The long, endless of blue sea...
so,do you see my love?
❉~❉





Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ผีเสื้อยิปซี's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.