วาดฝันไว้เต็มฟ้า....ว่าสักคราจะทำให้เป็นจริง....ไม่มีใครจะได้ในทุกสิ่ง....หากจะเป็นความจริงเมื่อเริ่มทำ

พื้นที่...น้อยๆ ของคนช่างฝัน ยินดีต้อนรับค่ะ

Group Blog
 
All blogs
 

ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love =>ตอนที่ 3 พบปะ...สังสรรค์?

ตอน 3 พบปะ...สังสรรค์

“สวัสดีค่า พี่เช้าขา พี่เตยห้อม หอม” เสียงห้าวร้องทักอย่างอ่อนหวานดังมาก่อนเจ้า ของเสียงจะเดินมาถึง แม้ไม่ต้องหันไปมอง หญิงสาวทั้งสองก็รู้ว่าใคร

“มาแล้วเหรอจ๊ะ น้องพีจัง” พี่เตยห้อม หอม เงยหน้าจากเครื่องคิดเงินทักทายกลับ เด็กหนุ่มร่างสูงสะโอดสะองในชุดนักศึกษาชายสะพายกระเป๋าข้างสีชมพูอ่อนที่ เคยเอามาอวดรุ่งเช้าว่าทำเองเมื่อวันก่อน ตอบรับพร้อมยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าทั้งสองคนอย่างอ่อนช้อย

“พีเอากระเป๋าไปเก็บก่อนนะคะ เดี๋ยวพีจะรีบมาช่วย” พีรภัทรรีบเดินเอากระเป๋าไปเก็บที่ล็อคเกอร์หลังร้านเมื่อเห็นว่า ลูกค้าเริ่มเข้ามาเยอะและเช็คบิลออกไปในขณะเดียวกัน รุ่งเช้าก็ต้องทั้งชงกาแฟ ปั่นน้ำผลไม้แล้วยังต้องเอี้ยวตัวไปดูเครื่องทำวาฟเฟิลจนพี่เตยหอมต้องมาทำ หน้าที่แคชเชียร์แทน แถมพนักงานอีกคนก็เดินเสิร์ฟเสียจนเหงื่อโทรมกาย

“นิดา เดี๋ยวเราเสิร์ฟต่อเอง ตัวไปทำน้ำผลไม้ช่วยพี่เช้าเถอะ” เมื่อเดินออกมาพร้อมกับสวมผ้ากันเปื้อนอันเป็นเครื่องแบบ หลักของทางร้าน เขาก็เดินไปรับช่วงต่อจากเพื่อนร่วมงานทันที

“จ๊ะ” นิดาตอบตกลงอย่างไม่เกี่ยงงอนด้วยรู้ว่าคนที่คล่องในการทำเมนูเครื่องดื่ม ของทางร้านนอกจากเจ้าของร้านสาวก็มีเพียงเธอที่ฝีมือพอจะใกล้เคียง



เสียง บดของเครื่องบดกาแฟและเสียงปั่นของเครื่องปั่นผลไม้ แม้จะไม่ดังมากจนก่อให้เกิดความรำคาญ แต่ก็เรียกความสนใจให้ชายหนุ่มที่ก้มหน้าก้มตารัวนิ้วบนแป้นพิมพ์อย่าง ธุวานนท์ให้เงยหน้าขึ้นมองได้ ภาพเจ้าของร้านผู้เปิดเล้าไก่ของเขาสาละวนอยู่กับการบด ชง ปั่นเครื่องดื่มหลากเมนู จนจมูกรั้นมันย่อง ใบหน้านวลเริ่มมีเหงื่อซึมจนไรผมบนหน้าผากเปียก แก้มใสเริ่มแดงก่ำด้วยความเหนื่อย ทว่าปากอิ่มกลับมีรอยยิ้มแต้มอยู่ราวกับว่ากำลังทำเรื่องแสนสนุกอยู่ จนเขาอดจะอมยิ้มตามไม่ได้ ชายหนุ่มจึงพับคอมพิวเตอร์เครื่องเล็กบนตักลงแล้วแอบดูอากัปกิริยาของเจ้า ของร้านที่ทุกท่วงท่าดูเป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการปรุงแต่งเช่นบรรดาผู้หญิงที่เขาร่วมงานด้วย รุ่งเช้าใช้หลังแขนปาดเหงื่อที่เริ่มซึมเป็นเม็ดโตๆบนหน้าผาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสำรวจว่ามีลูกค้าเข้าร้านอีกไหมก็สบตาเข้ากับพ่อหนุ่มแว่น ตาของวิรากานต์ที่นั่งมองมา หญิงสาวยิ้มแก้เก้อให้ แล้ว(ทำเป็น)ก้มลงทำงานตรงหน้าต่อ เพื่อซ่อนรอยประหม่าในดวงตา ส่วนชายหนุ่มนักถ้ำมองเมื่อสาวเจ้าเงยหน้ามาสบตาก็เสทำท่าจิบกาแฟแก้วที่สอง ที่พึ่งถูกนำมาเสิร์ฟเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ความร้อนของกาแฟก็ลวกลิ้นจน ต้องไอค่อกแค่ก

ทว่า ท่าทางของคนทั้งสองกลับไม่รอดพ้นสายตาช่างสังเกตของพีรภัทรซึ่งเดินเข้ามา จากด้านนอกพอดีเด็กหนุ่มคิดอย่างรื่นเริงในใจเมื่อได้รับรู้ถึงความผิดปกติ ที่กำลังจะเกิดขึ้น พี่เช้าเป็นสาวแล้วค่า



รถ ปิคอัพสี่ประตูใหม่เอี่ยมบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของผู้เป็นเจ้าของที่แม้จะ ผ่านการใช้งานมานับปี แต่สภาพของรถยังเหมือนพึ่งถอยออกมาจากโชว์รูมเมื่อไม่กี่วัน เคลื่อนตัวไปบนถนนอย่างไม่เร็วได้ดั่งใจนักด้วยว่าการจราจรที่หนาแน่น ใกล้รุ่งจึงตัดสินใจหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กทางซ้ายมือซึ่งเป็น ทางลัดยังตลาดสดเป้าหมายการเดินทาง ทว่าในซอยนั้นยังคงเป็นซอยเปลี่ยวมีเหตุปล้นฆ่าแท็กซี่เมื่อไม่นาน ถ้าไม่จำเป็นเธอก็ไม่อยากผ่านด้วยกลัวจะเห็นสิ่งไม่มีตัวตน ถ้ารุ่งเช้ากลัวงูจับจิต สิ่งที่ใกล้รุ่งกลัวจับใจก็เห็นจะมีแต่ ผี เท่านั้น หญิงสาวเอื้อมมือไปหมุดปุ่มเร่งเสียงให้ดังขึ้นกลบความวังเวงในใจ

เมื่อ พ้นทางโค้งมาเล็กน้อยเธอก็สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งประคองร่างขะมุกขะมอม โชกเลือดอยู่ข้างทาง ใกล้ๆ มีรถจักรยานยนต์แบบผู้หญิงจอดอยู่ คนที่ประคองก็หันมาโบกมือลักษณะขอความช่วยเหลือ นาทีนั้นใกล้รุ่งไม่ได้นึกถึงสิ่งที่กลัว หักพวงมาลัยเข้าชิดข้างทางแทบทันที แต่ก่อนจะเปิดประตูรถลงไปเธอฉุกคิดถึงความปลอดภัยเผื่อเป็นกลอุบายของเหล่า มิจฉาชีพ จึงเอื้อมไปเปิดลิ้นชักหน้าคอนโทรลรถหยิบเอารีวอลเวอร์คู่กายที่ผู้เป็นพี่ ชายบังคับให้หัดยิงตลอดจนเดินเรื่องเอกสารการขอใบอนุญาตพกพารวมถึงจัดหามา ให้เมื่อรู้ว่าหน้าที่การงานของเธอต้องออกต่างจังหวัดบ่อย มาเหน็บเอาไว้ขอบเข็มขัดก่อนจะหยิบเอาเสื้อคลุมมาสวมทับแล้วเปิดประตูลงไป ปากก็ร้องถามคนที่กำลังประคองคนเจ็บอยู่

“มีอะไรให้ ช่วยมั้ยคะ”

ชาย หนุ่มที่กำลังประคองคนเจ็บก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรถที่มีน้ำใจจอดตามการขอ ความช่วยเหลือของเขาก่อนจะตอบ “ครับ มีคนถูกแทงน่ะครับ เขาเสียเลือดมากต้องไปโรงพยาบาลด่วนเลยครับ”

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับแต่ก็จดๆจ้องๆจะเดินเข้ามาดูคนเจ็บ คุณาทิปจึงนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวผู้มีน้ำใจคงยังไม่ไว้ใจเขาเท่าไรนัก จึงเอ่ยสำทับไปอีก

“ผมเป็นแพทย์ อยู่ที่โรงพยาบาล...” เขาเอ่ยชื่อโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆตลาดที่เธอกำลังจะไป “พอดีผมลืมเอามือถือมาด้วย คนเจ็บก็ไม่ได้สติ เลยเอานั่งรถมอเตอร์ไซต์ผมไปไม่ได้”

“ใครทำเขาคะ” แม้หญิงสาวจะวางใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้

“ผมเห็นเขาถูกโยนจากรถเก๋งที่แซงหน้าผมมาน่ะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยโทรแจ้งตำรวจได้ไหมครับ” นายแพทย์หนุ่มแสดงความบริสุทธิ์ใจให้หญิงสาวโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ หญิงสาวจึงวางใจเดินเข้ามาใกล้ๆ เพื่อดูคนเจ็บ แม้จะเริ่มฉุน มัวแต่ถาม เดี๋ยวคนเจ็บก็ตายพอดี

“เขาอาการ หนักมากไหมคะ”

“ครับ หนักมาก ต้องส่งโรงพยาบาลด่วนเลย” นายแพทย์หนุ่มที่ก้มหน้า กดปิดปากแผลไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมาสะดวกเงยหน้าขึ้นตอบ

นาย แพทย์หนุ่มแม้เนื้อตัวจะเปรอะไปด้วยเลือด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาใกล้รุ่งก็ต้องยอมรับ แม้เขาไม่ใช่คนที่หล่อเหลา ทว่ากลับดูดีไม่น้อย ใบหน้าคมสันอย่างชายไทย จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วดกเข้ม ดวงตายาวรีส่อแววมุ่งมั่นในการยื้อชีวิต ริมฝีปากบางเฉียบที่อธิบายความสั้นๆให้เธอทราบ

“ดิฉันว่าไปโรงพยาบาลเลยดีกว่าค่ะ ถ้ารอตำรวจก็กว่าจะมา เรียกรถพยาบาลก็ต้องเสียเวลาไปกลับอีกยังไงโรงพยาบาลก็ทางผ่านอยู่แล้ว คุณหมอพอจะพยุงขึ้นรถได้ไหมคะ แผลเขาจะกระทบกระเทือนหรือเปล่าคะ”

“พอไหวครับ ผมปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว”

“โอเคค่ะ งั้นเดี๋ยวดิฉันถอยรถกลับมานะคะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินฉับๆ ไปยังรถ ก่อนจะเปิดกระบะท้ายรถเอาไว้ แล้วเดินไปเปิดรถสตาร์ทเครื่องยนต์ถอยกลับไปให้ใกล้คนเจ็บมากที่สุด



รุ่ง เช้าหลังจากว่างเว้นการผสมเครื่องดื่มตามเมนูที่ลูกค้าต้องการ เหล่าบรรดาลูกจ้างทั้งหลายก็มายืนรวมกันที่เคาน์เตอร์คุยกันสัพเพเหระ โดยมีวิรากานต์เปิดประเด็น

“พีจัง รู้จักลูกค้าโต๊ะโน้นหรือเปล่า” เธอบุ้ยใบ้ไปยัง โต๊ะที่ธุวานนท์นั่งจิบกาแฟแก้วที่สามอยู่

“ฮะ รู้จัก ลูกค้าประจำ พีเอากาแฟไปส่งที่ห้องเขาบ่อย”

“เหรอๆ เขาเป็นใครอ่ะ”

“คุณเขา ชื่อธุวานนท์ ธีโม พัทธวรกุลครับ อายุ 27 ปี เป็นนายแบบลูกเสี้ยว ไทย – กรีก จบปริญญาโทจากอเมริกา เข้าวงการมาได้สองปี ตอนนี้เป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่น เห็นว่ามีผู้จัดละครมาจีบไปเป็นพระเอกเหมือนกันแต่เจ้าตัวปฏิเสธไป เห็นว่าไม่ได้จะยึดเป็นอาชีพหลัก” พีรภัทรแจกแจงรายละเอียดพร้อมกับนัยน์ตาที่เพ้อฝันไปแล้ว

“ทำไมน้องพี รู้จักเขาดีจัง” วิรากานต์ถามอย่างสงสัย

“แหมๆ พี่เตยหอม ก็ชายในฝันของพีนี่คะ เรื่องแค่นี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรอกค่า มิสเตอร์กูเกิ้ลช่วยเราได้ทุกอย่าง”

“แล้ว เขาเป็นเหมือนพีรึเปล่า” หญิงสาวหมายถึงหญิงในร่างชายที่หนุ่มหล่อสมัยนี้เป็นกันเยอะเหลือเกิน

“ไม่ค่า แมนเต็มร้อน พีคอนเฟิร์ม เรื่องแบบนี้พีมองออกค่า”

หลังจากนั้นวิรากานต์ก็กระซิบกระซาบพีร ภัทร รุ่งเช้าที่นั่งฟังอยู่นานก็ร้อนตัวร้องห้ามขึ้นมาทันที

“เฮ้ยๆ หยุดเลย ยายเตยหอม ไม่ต้องเล่า”

ทว่า เมื่อสบตาพีรภัทรที่กำลังอมยิ้มอยู่ เธอก็รับรู้ได้ว่า ไม่ทันแล้ว จึงต้องทนรับการล้อเลียนจากวิรากานต์เมื่อมีลูกคู่อย่างพีรภัทรเพิ่มเข้ามา แต่โดยดี

ด้านใกล้รุ่งเมื่อช่วยพยุงคนเจ็บขึ้นกระบะท้ายรถก็ รีบบึ่งรถไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและเป็นต้นสังกัดของนายแพทย์ที่ดูแลคน เจ็บอยู่ด้านหลังด้วย ในขณะเดินทางเธอนึกขึ้นได้ว่าต้องโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควานหาโทรศัพท์มือถือมากดโทรออกทันที สิบเวรที่รับสายถามเรื่องราวคร่าวๆจากเธอ หญิงสาวตอบไปตามความเป็นจริงและบอกต่อไปว่ากำลังพาคนเจ็บไปยังโรงพยาบาล ฝ่ายตำรวจจึงบอกว่าเดี๋ยวจะไปสอบปากคำผู้เสียหายและคนเห็นเหตุการณ์ที่โรง พยาบาลต่อ ใกล้รุ่งตอบรับก่อนจะวางสายไป

ไม่ ถึงห้านาทีเธอก็พาคนเจ็บมาถึงโรงพยาบาล หญิงสาวหมุนพวงมาลัยพารถไปจอดที่หน้าห้องฉุกเฉินตามป้าย ก่อนจะหยุดรถแล้วเปิดประตูลงไปดูและว่าจะเข้าช่วย แต่ก็เห็นเวรแปลมาดำเนินการนำคนเจ็บลงเปลแล้วเข็นเข้าไปยังห้องฉุกเฉินทันที ใกล้รุ่งก็ได้แต่ยืนละล้าละลัง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี นายแพทย์หนุ่มที่ยืนอยู่ท้ายรถก็หันมาเจอเจ้าของรถผู้มีน้ำใจต่อคนซึ่ง อธิบาย ณ เวลานั้น เป็นใครคงยังแคลงใจในความปลอดภัยแต่หญิงสาวตรงหน้ากลับยอมเสี่ยงเข้ามาให้ ความช่วยเหลือ จึงเดินเข้ามาคุยด้วย

“ขอบคุณมากนะ ครับคุณ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เราคนไทยด้วยกันมีอะไรช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ

“ครับ เอ่อ...” ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคต่อไป เสียงเรียกของเจ้าหน้าที่ห้องบัตรผู้ป่วยนอกก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

“หมอขุนคะ รบกวนกรอกเอกสารซักครู่ค่ะ” ชายหนุ่มจึงจำต้องละจากหญิงสาว

“ขอตัวสัก ครู่นะครับ”

“ค่ะ” ตอบรับแล้วใกล้รุ่งก็ขึ้นนั่งบนรถ กะว่าจะขับออกไปซื้อของอย่างที่ตั้งใจไว้เลย แต่นึกได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องที่เธอโทรแจ้งตำรวจ จึงวนรถไปจอดด้านล่างแทน ก่อนจะดับเครื่องยนต์แล้วเดินกลับมายังตึกผู้ป่วยฉุกเฉิน ก็พบกับนายแพทย์หนุ่มที่เดินออกมาจากห้องบัตรพอดี

“ผมนึกว่าคุณกลับไปแล้วเสียอีก” เขาร้องถามด้วยความยินดี แม้ตอนแรกจะใจหายเมื่อเห็นหญิงสาวขับรถออกไป

“ก็ว่าจะออกไปเลยเหมือนกันค่ะ แต่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกคุณหมอเรื่องตำรวจเลย แล้วหมอไม่ต้องเข้าไปดูแลคนเจ็บเหรอคะ”

“ไม่ครับ มีแพทย์เวรทำหน้าที่อยู่แล้ว บอกเรื่องตำรวจอะไรเหรอครับ” ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย

“คือดิฉันโทรแจ้งตำรวจตอนที่กำลังขับรถมา ทางตำรวจบอกว่าจะมาสอบปากคำผู้บาดเจ็บกับคนที่เห็นเหตุการณ์ที่นี่นะคะ”

“อ๋อครับ ทางตำรวจโทรมาแจ้งทางโรงพยาบาลแล้วครับ ผมคงต้องอยู่รอให้ปากคำก่อน”

“แล้วดิฉันละ คะ ต้องอยู่ด้วยรึเปล่า” ใกล้รุ่งชี้เข้าหาตัวเอง ชายหนุ่มโบกมือปฏิเสธก่อนอธิบายต่อ

“ผมจะบอกว่า คุณเป็นพลเมืองดีที่ผ่านมาช่วยแล้วกันนะครับ แต่ผมขอทราบชื่อคุณได้ไหมครับเผื่อว่าทางตำรวจจะถาม” หญิงสาวยิ้มรับข้อเสนอที่เขายื่นให้และด้วยมาดสุภาพนุ่มนวลของหมอ หนุ่มทำให้เธอวางใจ ค้นหานามบัตรในกระเป๋าสตางค์ แล้วยื่นให้ไป

คุ ณาธิปรับมาก่อนจะก้มลงไปอ่าน ใกล้รุ่ง สิทธิวัฒน์ ตำแหน่ง วิศวกรระบบ บริษัท... มีทั้งชื่อ ชื่อบริษัท ตำแหน่งและเบอร์โทร ชายหนุ่มแอบอมยิ้มที่มุมปากก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตา กับเจ้าของนามบัตร ก่อนจะยื่นมือออกไปพร้อมแนะนำตัว

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณใกล้รุ่ง ผมคุณาธิปครับ เรียกว่าขุนก็ได้”

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ คุณหมอ” หญิงสาวตอบรับหน้าขรึมวตามนิสัยยามเจอคนไม่รู้จัด แต่ก็ยอมเอื้อมมือสัมผัสมือใหญ่เบาๆ ตามมารยาท เมื่อยามที่ยื่นมือไปสาปเสื้อที่คลุมปิดไว้ก็เผยอออกให้เห็นด้ามของสิ่งที่ ช่วยให้หญิงสาวกล้าลงไปช่วยชายหนุ่มและคนเจ็บโผล่ขึ้นเหนือเข็มขัด จนคุณาธิปต้องเผลอกลืนน้ำลาย หน้าตาก็ออกจะน่ารักไม่นึกว่าจะพกปืน

“งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ พอดีต้องไปทำธุระ” ค้อมศีรษะเชิงบอกลา

“ครับ ถ้ามีอะไรคืบหน้าเดี๋ยวผมจะติดต่อไปตามนามบัตรนี้นะครับ” ชายหนุ่มโบกมือ บ๊าย บาย หญิงสาวยิ้มรับก่อนสืบเท้าไปยังรถที่จอดอยู่





ในยามพลบค่ำเช่นนี้สนามหญ้าหน้าบ้าน ซึ่งเคยมืดสลัวมีเพียงโคมไฟสองดวงส่องแสงอยู่หน้าประตู บัดนี้กลับสว่างไสวจากสปอร์ตไลท์ที่พี่ชายเจ้าของบ้านที่มาถึงก่อนค่ำนำติด ตัวมาจากบ้านด้วย แถมลงทุนปีนขึ้นไปติดตั้งไว้ที่กันสาดชั้นสอง บนพื้นสนามถูกปูด้วยเสื่อกกหลากสี มีก้อนอิฐฐานเตาถูกวางไว้ตรงกลาง ระหว่างเสื่อสองผืนเว้นเป็นระยะไว้ให้นั่งล้อมวงกันได้ บนโต๊ะญี่ปุ่นที่ถูกวางเรียงกันมีเพียงขนมนมเนยวางอยู่ ส่วนประกอบของ ‘แจ่วฮ้อน’ ยังไม่ได้ถูกลำเลียงออกมาจากในครัวที่อัดแน่นไปด้วยผู้ช่วยเหลือในการล้าง ผักที่ใกล้รุ่งซื้อมา ในปริมาณที่รุ่งเช้าเห็นแล้วอดอุทานออกมาไม่ได้ เอา มาเลี้ยงคนหรือเลี้ยงช้าง

ใกล้ รุ่งที่โยนงานล้างผักให้บรรดาพ่อครัวแม่ครัวผู้ชำนาญด้านการล้างผัก ก็ออกมาปรุงรสน้ำจิ้มอยู่แคร่ด้านนอกติดกับครัวโดยมีคุณรำไพมารดาเป็นผู้ควบ คุมรสชาติอีกที โดยมีรุ่งเช้านั่งก่อไฟในเตาอยู่ใกล้ๆ ควันที่เกิดขึ้นลอยเข้าไปในห้องครัวจนมีเสียโอดครวญออกมา

“ยายเช้า ในครัวไม่มียุงไม่ต้องสุมไฟให้พวกฉันก็ได้” เจ้าแม่ล้างผักอย่างวิรากานต์เกริ่นนำเป็นคนแรก ก่อนจะตามด้วยเสียงรับลูกคู่บรรดาลูกมือซึ่งก็คือ เหล่าพนักงานของร้าน

“อ้าวเหรอ นึกว่าแกชอบเสียอีก” หญิงสาวสัพยอกกลับอย่างล้อๆ

“แม่ดู ไอ้เช้ามันว่าหนูเป็นวัว” เมื่อเห็นว่าทำอะไรเพื่อนไม่ได้ วิรากานต์หันไปดึงมารดาของอีกฝ่ายมาเป็นพวก

“ใครว่า ฉันว่าแกเป็นควายต่างหาก” หญิงสาวแก้ แต่ก็ลอยหน้าลอยตาล้อเลียนเพื่อนได้ไม่นาน เพราะแผนดึงพวกของยายเพื่อนตัวดีดันสัมฤทธิ์ผล คุณรำไพที่นั่งฟังขำๆอยู่นานหันมาปรามลูกสาวคนเล็กเมื่อเห็นว่าเริ่มจะแรงไป แล้ว (ไม่แรงหรอกแม่ แค่นี้ จิ๊บๆ : เถียงในใจ)

“พอแล้ว ยายเช้า พูดไม่เพราะเลย”

“จ้า” หญิงสาวทำคอย่นรับคำแต่โดยดี ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของพวกในครัว

“แล้วก็รีบๆพัดเข้า แม่ก็เริ่มแสบตาแล้ว”

“โหย แม่ เช้าก็มีแค่สองมือ จุดตั้งสี่เตา รีบได้เท่านี้ละจ้า” รุ่งเช้าโอดครวญ

“อย่าเถียง” คุณวรินรำไพสำทับเสียงเข้ม หญิงสาวต้องรีบหุบปากอิ่มฉับก่อนจะโดนฟ้อนเล็บเข้าให้ ใกล้รุ่งซึ่งนั่งฟังอยู่นานจึงต้องหาทางช่วยคู่แฝด

“เอ็มออกมาช่วยพี่เช้าเขาหน่อย” เธอตัดสินใจเรียกเด็กหนุ่มพนักงานในร้านของรุ่งเช้าอีกคนที่พึ่งมาถึงตอน บ่ายแก่ๆ ซึ่งกำลังยืนเด็ดโหระพาอยู่ ออกมาเป็นตัวช่วย

“ได้ครับ” ว่าแล้วก็เดินมาทรุดตัวนั่งยองๆตรงข้ามรุ่งเช้า

“มาพี่เช้า ส่งพัดมะ” เด็กหนุ่มเรียกเอาสิ่งที่อยู่ในมือของนายจ้าง พลางส่งสายตาราวกับจะบอกว่า ผม จุดไฟไม่เป็น หญิงสาวจึงยื่นให้แต่โดยดี

ใน ระหว่างที่พัดไป เอ็มก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องมานั่งจุดเตาถ่าน ทั้งๆที่ใช้เตาไฟฟ้าก็ได้ เลยถามออกไปจึงได้คำตอบมาว่า “ใช้เตาไฟฟ้า มันไม่ได้บรรยากาศ น้ำซุปก็แห้งเร็ว เนื้อก็ไม่หวาน ผักก็เปื่อยง่าย”

“สรุป มันหาเรื่องลำบากเองล่ะเอ็ม” วิรากานต์ที่เดินออกมาทันได้ยินประโยคท้ายอดเอ่ยกวนประสาทคนที่นั่งหน้ามัน จุดไฟเตาที่สี่อยู่ไม่ได้ จนคนหาเรื่องลำบากต้องหันมาค้อนขวับเข้าให้ คนกวนประสาทจึงเลิกราอย่างสบายอารมณ์ (โรคจิตหรือเปล่าเนี่ย)

พนักงาน ล้างผักเริ่มลำเลียงวัตถุดิบไปไว้บริเวณจัดงาน น้ำจิ้มที่ใกล้รุ่งทำก็เสร็จก็ถูกยอกตามออกไป ส่วนเตาไฟก็ติดครบแล้ว คนจุดไฟทำท่าจะยกแล้วก็วางด้วยร้อนบวกกับน้ำหนักเตาที่หนักไม่น้อย คุณรำไพเห็นดังนั้นจึงร้องเรียกบุตรชายคนโตที่สาละวนกับการต่อเครื่องเสียง โดยมีผู้เป็นพ่อนั่งเต๊ะจุ้ยอยู่บนเก้าอี้สนามด้านข้าง แล้วหันไปไล่ลูกสาวคนเล็กที่เหงื่อโทรมกายไปอาบน้ำแทน

ฟ้า สางก้าวเท้ายาวๆไม่กี่ก้าวก็มาถึงที่มารดายืนอยู่ ก่อนเอ่ยถาม “มีอะไรครับแม่”

“ยกเตาช่วย น้องหน่อยสิ” เธอหมายถึงนายเอ็มที่พยายามยกเช่นเดียวกับรุ่งเช้า แต่เหมือนกันเพียงสาเหตุเดียว คือ ทนความร้อนที่ปะทุขึ้นไม่ไหว เรื่องน้ำหนักไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา

“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับก่อนจะหันมองรอบกายหาอุปกรณ์ช่วย ก็ไปเจอท่อนไม้เล็กที่ใกล้รุ่งเอาไว้ออกกำลังกาย จึงเดินไปหยิบขึ้นมาแล้วสอดไปใต้ยังเส้นลวดที่ยึดเตา ก่อนจะกวักมือเรียกเด็กหนุ่มให้มาจับอีกด้านแล้วก็ยกไปยังเป้าหมายอย่าง สบายๆ ตามคุณรำไพที่เดินล่วงหน้าไปก่อน



เมื่ออาหารพร้อม เครื่องดื่มพร้อมและดนตรีพร้อม ปาร์ตี้แจ่วฮ้อนฉลองวันเกิดก็เริ่มขึ้น โดยเด็กๆนั่งบนเสื่อ ผู้อาวุโสนั่งบนโต๊ะมีลูกสาวสลับกันลวกต้มส่งให้

“พ่อให้ที่จิบน่ะ เพลาลงได้แล้ว” คุณรำไพปรามสามีที่จิบไวน์ซึ่งขนมาเองจากบ้านโดยอ้างเหตุผลกับภรรยาว่าจะมา ฉลองให้ลูกสาว แต่ก็มีแค่ตัวเองที่จบอยู่ถ่ายเดียว

“โธ่แม่นานๆครั้งน่า ฉลองให้ลูกมันหน่อย” คุณ เที่ยงวันอธิบายอย่างสบายอารมณ์ แต่ก็จิบช้าลงด้วยว่าเขาเป็นผู้นำครอบครัวที่ไม่ค่อยอยากมีปัญหากับผู้ บัญชาการบ้านเท่าไหร่

“แล้วทำไมพี่ ฟ้าไม่ขึ้นไปนั่งกับพ่อแม่ล่ะ นั่งข้างล่างต่ำกว่ายี่สิบห้ากันหมดนะ เกินยี่สิบห้าขึ้นไปนั่งข้างบนโน้น” รุ่งเช้าแกล้งว่าพี่ชายที่นั่งเคี้ยวหยับๆไม่สนใจใคร ฟ้าสางเอื้อมมือจับศีรษะของผู้เป็นน้องโยกไปมา จนคนโดนโยกหัวแทบจะสำลักแจ่วฮ้อนที่พึ่งกลืนเข้าไป

“เออ ไม่แก่มั่งให้มันรู้ไป ยัยเช้า”

“ถึงยังไงพวกเราก็แก่ช้ากว่าพี่ฟ้าอยู่ดีนั่นแหละ” ใกล้รุ่งช่วยทับถม

“เออ ทับถมกันเข้าไป” พี่ชายเริ่มงอน ก่อนจะหันไปอ้อนมารดา “แม่ น้องมันว่าฟ้าอ่ะ”

“นั่นสิ ทำไมฟ้าไม่ขึ้นมานั่งกับแม่ล่ะ” แทนที่จะเข้าข้างคนอ้อน คุณรำไพแกล้งเข้าข้างลูกสาวทั้งสองแทน เล่นเอาคนไม่เคยงอนก็ออกอาการป่องชนิดที่ว่าหากคนงานในไร่มาเห็นคงนึกว่า อะไรเข้าสิงนายหนุ่มที่แสนเข้มงวดเข้มแข็งเป็นแน่

“คุณแม่ขา พีสงสัยมานานแล้วค่ะ รบกวนถามซักนิดได้ไหมคะ” พีรภัทรถามขึ้นเสียงหวาน คุณแม่ขาของพีรภัทรก็ส่งมุกตอบกลับ

“ได้สิคะ ลูกสะใภ้” สิ้นคำเอ่ยของคุณรำไพ ฟ้าสางที่กำลังซดน้ำซุปอย่างมีความสุขถึงกับสำลักพรวดออกมา เรียกเสียงหัวเราะครืนใหญ่ได้รอบวงไม่เว้นแม้แต่ผู้เป็นบิดา

“แม่ พูดอะไรอย่างนั้น ผมไม่คู่ควรกับน้องพีหรอก” เขาแย้งทันควัน

“ไม่เป็นไร ค่ะพี่ฟ้า น้องพีไม่ถือ” พีรภัทรบอกพร้อมรอยยิ้ม หวานๆส่งให้ เล่นเอาฟ้าสางขนลุก อากัปกิริยาของอีกฝ่ายทำเอาเจ้าของรอยยิ้มหวานอดขำไม่ได้ ทำเป็นจริงเป็น จังไปได้ เดี๋ยวก็เอาจริงซะหรอก แต่ก่อนจะไปกันใหญ่คุณรำไพก็เอ่ยถามย้ำ

“ว่าแต่สงสัยอะไรเหรอเรา”

“อ๋อ พีสงสัยว่าทำไมชื่อของพวกพี่ๆเขาถึงเกี่ยวกับช่วงเวลาหมดเลยล่ะคะ” คุณรำไพนิ่งคิดเรียบเรียงข้อมูลในสมองก่อนค่อยๆเล่าออกไป

“ตอนที่ตาฟ้าเกิดแม่ก็คิดหาชื่ออยู่นานเหมือนกัน ก็ชื่อที่พ่อเขาตั้งมาน่ะ เลิศหรูวิลิศมาหราทั้งนั้น แต่แม่ไม่ถูกใจเลย แม่อยากได้ชื่อเก๋ๆ และต้องเป็นภาษาไทยแท้ๆ ไม่งั้นเสียชื่อครูภาษาไทยพอดี” พูดจบก็ยืดตัวบ่งว่า ฉันนี่แหละครูภาษาไทย อย่างภาคภูมิใจ แล้วเล่าต่อ “ก็เลยนึกออกว่าพ่อเขา ชื่อเที่ยงวันเพราะเกิดตอนเที่ยงวันเป๊ะ แม่ก็เลยนึกได้ว่าตอนตาฟ้าคลอด พ่อเขาบอกว่า เกิดช่วงฟ้ากำลังสางพอดี เลยปิ๊งชื่อฟ้าสาง ส่วนยายรุ่งเกิดตอนใกล้เช้าเลยชื่อ ใกล้รุ่ง ส่วนยายเช้าเกิดทีหลังสว่างแล้ว เลยต้องชื่อ รุ่งเช้า เป็นไงเก๋ไหม” พีรภัทรพยักหน้าหงึกๆอย่างยอมรับในความช่างคิดของมารดาเจ้านาย

เมื่อถึงเวลาอิ่มหนำสำราญกันหมดแล้ว เจ้าของวันเกิดทั้งคู่ก็คลานเข่าเข้าไปหาบุพการีพร้อมกับพวงมาลัยที่ไม่ได้ สวยงามประณีตมากเท่าช่างมืออาชีพ แต่หญิงสาวทั้งสองก็ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ รุ่งเช้าวางพวงมาลัยดอกมะลิลงบนตักบิดาพร้อมกับใกล้รุ่งวางลงตักมารดา ก่อนจะก้มกราบเท้าเพื่อขอพรอย่างที่พวกเธอทำทุกปีตั้งแต่จำความได้ คุณเที่ยงวันและคุณรำไพลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆอย่างอาทร แม้จะห่วงแสนห่วงที่ปล่อยให้บุตรสาวสองคนมาใช้ชีวิตในเมืองหลวงเพียงลำพัง สองคน แต่ด้วยความเชื่อใจจึงยอมปล่อยให้เติบโตด้วยตนเอง

“ขอให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานนะลูก โตขึ้นแล้วแต่ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิตให้เพิ่มขึ้นด้วย ทำอะไรให้มีสติเข้าไว้ พ่อกับแม่จะเป็นกำลังใจให้เสมอ” คุณเที่ยงวันอวยพร แล้วต่อด้วยคุณรำไพ

“งั้นแม่ก็ขอให้ลูกประสบผลสำเร็จในความรักนะ แม่อยากอุ้มหลานแล้ว หลานย่าท่าจะนาน แม่หวังหลานยายมากกว่า” จบประโยคของคุณรำไพเรียกเสียงฮาครืนจากทุกคน ยกเว้นคนที่จะทำให้มีหลานย่าที่ยืนทำหน้าปุเลี่ยนๆด้วยว่าอยู่ดีๆก็โดนแขวะ ซะงั้น

“ไม่แน่หรอกแม่ อาจจะเร็วๆนี้ บางคนเขาฝันเห็นงูแล้ว” วิรากานต์เอ่ยแซว แต่ก่อนที่คุณรำไพจะได้ว่ากระไรต่อ คนที่พึ่งโดนแขวะก็สวนขึ้นมาทันที

“ไม่ได้ เป็นน้องต้องแต่งทีหลังพี่” ผู้เป็นมารดาก็ได้แต่มองค้อนด้วยรู้ว่าบุตรชายคนเดียวของเธอขึ้นชื่อเรื่อง หวงน้องสาว ขนาดเพื่อนสนิทของตัวเองแซวน้องสาวเล่นยังเกือบจะเลิกคบกัน แม้ว่าตนเองนั้นชอบแกล้งน้องสาวก็ตาม

คุณเที่ยงวันก็ได้แต่หัวเราะแม้จะเห็นด้วยก็ไม่ได้พูดอะไรด้วย บุตรชายคนเดียวดูแลน้องแทนพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กแล้ว ก่อนจะสะกิดเป็นสัญญาณให้ภรรยาเผยของขวัญที่เก็บเอาไว้ คุณรำไพจึงเปิดกระเป๋าถือข้างตัวแล้วล้วงเอาถุงผ้าสีแดงสองถุงยื่นให้ผู้ เป็นสามีเป็นคนมอบให้บุตรสาวคนละถุง เมื่อสัมผัสถุงรุ่งเช้าก็พอจะรู้เลาๆแล้วว่าเป็นอะไร จึงก้มลงกราบตักบุพการีเป็นการขอบคุณอีกครั้งเช่นเดียวกับใกล้รุ่ง

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ/คุณแม่” สองสาวกล่าวพร้อมกันราวกับนัด

“ไหนของพี่ฟ้าล่ะ พ่อแม่ ยายเตยหอม ยายแก้ม นิดา พีแล้วก็นายเอ็มให้เช้ากับรุ่งแล้ว เหลือแต่พี่ฟ้านี่แหละ เอามาเลยๆ” รุ่งเช้าแบมือทวงของขวัญจากพี่ชาย

“งก” คนโดนทวงว่าเข้าให้ แต่ก็ยอมเดินไปเอาของขวัญที่เตรียมไว้ให้ ซึ่งถูกซ่อนอยู่ในรถจิ๊บแลนด์โรเวอร์คันงามที่ขับมาจากไร่แต่โดยดี

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพ่อกับแม่ไปพักบนห้องก่อนนะ” คุณรำไพเอ่ยขอตัวเมื่อเห็นสามีแอบหาวครั้งที่สาม ก่อนจะหันไปบอกผู้ร่วมงานที่นั่งสลอน “ตามสบายนะ เด็กๆ พ่อกับแม่ขึ้นนอนก่อนล่ะ แก่แล้ว”

“เดี๋ยวรุ่งไปส่งที่ห้องนะคะ” ใกล้รุ่งลุกขึ้นอาสา ผู้เป็นน้องก็ทำท่าจะตามไปด้วยแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้บิดาเอ่ยเบาๆบอก

“เช้าอยู่เตรียมของเถอะ ได้ยินข่าวว่าจะลองทำน้ำผลไม้สูตรใหม่ไม่ใช่เหรอ” ผู้เป็นบิดาขยิบตาให้อย่างรู้กัน เพราะลูกสาวคนเล็กโทรไปนัดแนะบิดาไว้ตั้งแต่สองวันก่อนให้แอบเอาบรั่นดีติด ตัวมาด้วย

“น้ำผลไม้อะไรกัน” คุณรำไพถามเสียงเขียวราวกับรู้

“เปล่าจ้า” พ่อลูกร้องตอบพร้อมกันยิ่งชวนหน้าสงสัย แต่ก็มิได้ติดใจซักไซ้ไล่เลียงหาความจริงด้วยรู้ว่าถ้าพ่อลูกได้เข้าขากัน แล้วละก็ ยิ่งกว่าปลาไหลพ่อลูกอ่อนเสียอีก เรื่องความลื่นไหลแถไปเรื่อยต้องยกให้ คุณรำไพจึงตัดใจขึ้นนอน แต่ก็ยังอดปรามไม่ได้

“ก็อย่าให้ เมามากล่ะ”

“ค่า อุ๊บ” รุ่งเช้าเผลอตอบรับ ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากเมื่อนึกขึ้นได้ มารดายกมือขึ้นชี้หน้าเป็นเชิงคาดโทษ



มีงานเลี้ยงฉันใด ย่อมมีวันเลิกราฉันนั้น วันนี้ก็เช่นกันหลังจากชิมน้ำผลไม้สูตรใหม่ที่รุ่งเช้าได้มาจากรุ่นพี่ซึ่ง เป็นบาร์เทนเดอร์กันถ้วนหน้าและบรรดาเด็กๆ ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือก็คือ แก้มและเอ็มซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ชิมคอกเทลที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ดื่มได้ แต่คอกเทลน้ำผลไม้เท่านั้นก็เก็บล้างภาชนะเป็นที่เรียบร้อย รุ่งเช้าก็ประกาศข่าวดีให้พนักงานของร้านทราบ

“ข่าวดีจ้าเด็กๆ พรุ่งนี้พี่ปิดร้านหนึ่งวันจ้า” จบคำบอกว่าข่าวดี หญิงสาวก็ได้รับเสียงโห่จากเด็กๆถ้วนหน้า เนื่องจากพรุ่งนี้เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์อยู่แล้ว จนรุ่งเช้าต้องยกมือขึ้นห้ามก่อนเพื่อจะได้พูดประโยคถัดไป “รวมถึงวันมะรืนด้วยจ้า” คราวนี้เธอได้ยินเสียกู่ร้องยินดีดังขึ้นแทน

“นิดา พี แก้ม เอ็ม ทิ้งรถไว้ที่นี่นะ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่หอเอง ดึกแล้วอันตราย ยายเตยหอมไปเป็นเพื่อกันหน่อย”

“ได้ แล้วแกเมารึเปล่า” วิรากานต์ถามเพื่อ ความปลอดภัย เพราะมองเห็นแก้มแดงๆของคนอาสาจะเป็นโชเฟอร์

“โอ๊ย ไม่เมาหรอกแก ฉันไม่ได้ดื่มซักนิด มัวแต่เขย่าให้พวกแกนั่นแหละ คนที่เมาน่ะอยู่โน้น” หญิงสาวบุ้ยใบ้ไปยังร่างของพี่ชายที่นอนเอกเขนกอยู่กลางลาน ซึ่งหลังจากยื่นกล่องของขวัญให้เธอกับใกล้รุ่งคนละกล่องก็รับเอาแก้วคอกเท ลจากเธอสาดลงคอแก้วแล้วแก้วเล่าจนต้องเอนกายลงนอนด้วยความมึนศีรษะ ใกล้รุ่งซึ่งเกรงว่ายุงจะหามจึงเข้าไปช่วยพยุงไปนอนในบ้าน



เมื่อทุก คนพร้อมแล้วรุ่งเช้าก็โบกมือเรียกสมัครพรรคพวกให้ขึ้นรถเก๋งขนาดเล็กสี เหลืองสดที่เจ้าตัวดาวน์ไว้ตั้งแต่ยังทำงานประจำ และอีกไม่ถึงปีกรรมสิทธิ์ก็จะตกเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ แม้รู้ว่าจะต้องเบียดกันบ้างแต่การจะเอารถปิคอัพสี่ประตูของพี่สาวเธอก็ขับ เกียร์กระปุกไม่คล่อง

“ปะ ไปกัน” เมื่อทุกคนขึ้นนั่ง (อัด) กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รุ่งเช้าถอยรถออกไปตามถนน ที่ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง

......จบตอนสามแล้วเน้อ...

รีไรท์แล้วจ้า.........






 

Create Date : 02 เมษายน 2553    
Last Update : 4 เมษายน 2553 17:43:56 น.
Counter : 100 Pageviews.  

ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love =>ตอนที่ 2 คนแรก...ใคร?



ตอน 2 คนแรก....ใคร?

เสียงกรุ๋งกริ๋งของโมบายโลหะตามด้วยเสียงนกร้องอันเป็นสัญญาณว่ามีลูกค้าเข้าร้าน รุ่งเช้าเงยหน้าจากเครื่องบดกาแฟกล่าวต้อนรับพร้อมรอยยิ้ม

“สวัสดีค่ะ มอร์นิ่ง คาเฟ่ ยินดีต้อนรับค่ะ ทานที่นี่หรือกลับบ้านคะ” แต่เมื่อเห็นลูกค้าชัดรอยยิ้มก็หุบฉับลงทันใด เพราะดวงหน้าที่ยื่นมาจากประตูเป็นหน้ากลมๆที่คลุมด้วยผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเจ้าตัวภูมิใจนำเสนอว่าสีเปลือกมะขามหวานยามสุกแต่รุ่งเช้ามักเปรียบเปรยว่าสีน้ำตามปลักควายของเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่สมัยประถมศึกษาพึ่งมาแยกจากเธอและใกล้รุ่งเมื่อตอนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยซึ่งวิรากานต์เลือกที่จะเรียนพยาบาลในสถานศึกษาที่สอนด้านนี้โดยตรง ถ้านับวงค้อนที่เพื่อนส่งมายามได้ยินคำเปรียบของเธอคงมากเท่าๆกับใบมะขามในแต่ละต้น

“ทำไมยะ พอเห็นหน้าเพื่อนแล้วหุบยิ้มเชียว” เจ้าของผมสีน้ำตามปลักควายค่อนขอด

“ก็แกไม่ใช่ลูกค้า จะยิ้มทำไมวะ ขาดทุน”

“ย่ะ ยายงก งกแม้กระทั่งรอยยิ้ม” วิรากานต์ค้อนขวับ แต่ดูเหมือนเจ้าของร้านจะไม่สะทกสะท้านกลับยิ้มรับด้วยความภูมิใจ “ลูกค้าไปไหนหมดเนี่ย จะเที่ยงแล้วนะ” หญิงสาวถามหาลูกค้าซึ่งปกติในเวลานี้จะนั่งภายในร้านอันเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศหนาตาแล้ว แต่ตอนนี้มีเพียงลูกค้าที่ดูเป็นคู่แม่ลูกนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือที่โซฟาหวายดีไซน์เก๋ซึ่งเธอไปช่วยเลือกมุมร้านเพียงโต๊ะเดียวกับเด็กวัยรุ่นอีกสามคนที่นั่งเล่นคอมพิวเตอร์กันอยู่ที่โต๊ะเหล็กรับแขกหน้าร้าน

“วันนี้อากาศข้างนอกเย็นแถมมีลมเอื่อยๆ ลูกค้าเลยเลือกตรงเฉลียงแล้วก็ในสวนกันหมด” รุ่งเช้าหมายถึงเฉลียงไม้เทียมข้างบ้านขนาดยี่สิบตารางเมตรเป็นซุ้มไม้ระแนงซึ่งมีต้มชมนาดเกาะเกี่ยวเลื้อยไหลไปบางส่วนอาศัยร่มจันทร์กระพ้อที่ยืนต้นบังแสงแดด กลายเป็นที่นิยมในวันที่อากาศออกเย็นเช่นวันนี้ ถัดจากเฉลียงลงบันไดเตี้ยๆสามขั้นคือสวนขนาดกะทัดรัดที่วางตัวตามแนวรั้วไปจรดประตูใหญ่ของบ้าน โดยมีต้นโมกพวงสูงเพียงไหล่กั้นอาณาเขตระหว่างร้านกับบ้านเอาไว้ ซึ่งส่วนในที่ติดทางเข้าบ้านเพื่อมีน้ำตกหินธรรมชาติขนาดย่อมที่สายน้ำตกกระทบลงกระทบสระน้ำส่งเสียงซ่านกระเซ็นของสายน้ำเบาๆ ชวนให้รู้สึกรื่นรมย์ราวกับว่าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในป่าใหญ่ซึ่งแท้จริงอยู่ของเกือบจะใจกลางกรุงเทพฯ ลานทางเดินไปสู่โต๊ะไม้ปูด้วยแผ่นหินทรายสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับกรวดแม่น้ำสีขาวนวล บริเวณพื้นราบปูด้วยหญ้ามาเลเซียที่เด่นด้วยใบแบนตรงกลางหักพับคล้ายหลังคาบ้านและสีเขียวอ่อน ตัดกับขอบเขตของอิฐที่ทำจากดิน พุ่มไม้นานาชนิดถูกจัดวางอย่างเหมาะเจาะซึ่งพันธุ์ไม้ส่วนมากจะเป็นไม้หอมของไทย จึงเรียกได้ว่าหากภายในร้านอบอวลด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ ภายนอกร้านก็หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของไม้ดอกหอมนานาชนิด

“อ้อ ที่ประจำแกก็ไม่ว่างนะมีลูกค้ามานั่งตั้งแต่เปิดร้านแล้ว เสียใจด้วย” วิรากานต์ตอบรับเชิงรับรู้ก่อนจะมองไปที่โต๊ะติดน้ำตกที่ประจำของเธอซึ่งบัดนี้มีเด็กสาวสองคนจับจองแล้ว

“ไม่เป็นไร วันนี้ฉันนั่งกับแกที่เคาน์เตอร์นี่แหละ แต่เดี๋ยวเอาเสื้อผ้าไปเก็บก่อนนะ เดี๋ยวมา” ว่าแล้ววิรากานต์ก็เดินทะลุไปทางหลังร้านอย่างคุ้นชิน เพราะเธอมาที่นี่บ่อยพอๆกับกลับบ้านตัวเอง

เมื่อร่างของเพื่อนสนิทลับไป หญิงสาวก็หันมาสนใจกับกาแฟที่คั่วบดเสร็จก่อนหยิบเอาหัวชง ไปรองผงกาแฟจากเครื่องบดเมื่อได้กาแฟในปริมาณที่พอดีกับขอบหัวชงแล้ว หญิงสาวจึงเอื้อมไปหยิบเอาตัวกดหน้าเรียบมาวางบนหัวชงก่อนจะโน้มตัวเพื่ออกแรงกดอัดด้วยแขนเหยียดตึงตรงให้ผงกาแฟในหัวชงมีความสม่ำเสมอกันเพื่อให้น้ำไหลผ่านไปทั่วผงกาแฟจะได้น้ำกาแฟเข้มข้นและรสชาติดีอยู่ในระดับมาตรฐานที่ต้องเท่าเทียมกันทุกแก้ว เมื่อนำเอาหัวชงไปใส่กับเครื่องชงกาแฟระบบแรงดันเครื่องคู่ร้านที่รุ่งเช้าต้องกัดฟันซื้อมาในราคาที่สูงพอสมควรแต่เพื่อให้ได้กาแฟที่มีคุณภาพการลงทุนเพียงเท่านี้หญิงสาวถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับรอยยิ้มของลูกค้ายามเมื่อเจ้าน้ำสีนิลได้ผ่านลำคอเข้าไปและส่งกลิ่นหอมกรุ่นขึ้นจมูกตามมา เจ้าของร้านสาวยืนมองน้ำกาแฟที่ค่อยๆหยดผ่านหัวชงออกมาได้จนน้ำกาแฟในแบบเข้มข้นและมีฟองครีมละเอียดสีทองไหลลงแก้วตวงอันเป็นภาพที่เธอหลงใหลจนเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของร้าน Morning café แห่งนี้ จนหยดสุดท้ายของน้ำกาแฟหยดลงแก้ว หญิงสาวก็เริ่มเติมส่วนผสมอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหยิบเอาน้ำเชื่อมกลิ่นวานิลามาเติมลงไปในสัดส่วนที่พอเหมาะ น้ำสีดำที่มีคาเฟอีนเจืออยู่ธรรมดาก็กลายเป็น คาเฟ่วานิลา ลาเต้หอมกรุ่นกลิ่นวานิลารสชาติกลมกล่อมในถ้วยเซรามิคสีเหลืองอ๋อยบนจานรองสีน้ำตาลเข้ม ในขณะเดียวกันนิดาลูกจ้างที่ทำหน้าที่สารพัดก็เดินกลับมาจากการเสิร์ฟก็มาหยิบเอาถ้วยกาแฟที่รุ่งเช้าพึ่งยกขึ้นมาวางไว้บนเคาน์เตอร์วางที่ถาดเสิร์ฟในมือ

“โต๊ะห้าหน้าร้านจ้า” รุ่งเช้าบอกเป้าหมายการเสิร์ฟทันทีเช่นกัน นิดายิ้มรับก่อนหมุนตัวออกไปทางที่ลูกค้าอยู่ หญิงสาวก็เดินละจากเคาน์เตอร์ตรงไปเครื่องเล่นซีดีที่ต่อลำโพงไปรอบร้านเมื่อเห็นว่าเสียงเปียโนบรรเลงเคล้าเสียงธรรมชาติหยุดไปแล้วจึงกดแผ่นเลื่อนออกมา ก่อนจะหยิบแผ่นใหม่ใส่ไปแทน เสียงบรรเลงระนาดเอกเพลงนกขะแมร์ดังขึ้นแผ่วหวานทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย วิรากานต์ซึ่งเปิดประตูเข้ามาพอดีก็ร้องทัก

“ไม่ฟังเพลงโปรดแกเหรอ” เพื่อนสนิทสาวหมายถึงเพลงที่มีเป้าหมายเป็นวัยรุ่น แต่รุ่งเช้าโปรดปราณเป็นพิเศษ (แม้อายุจะไม่ให้) ในท่วงทำนองเสียงร้องและการเอาเสียงดนตรีไทยเข้าไปผสมอยู่ด้วย ในจังหวะอาร์แอนด์บีที่ทันสมัย

“ไว้ฟังตอนเย็น ตอนนี้ลูกค้าคงชอบฟังสบายๆมากกว่า” เจ้าของร้านสาวบอกเมื่อเห็นว่าลูกค้าของตนต่างมีกิจกรรมประกอบการละเลียดกาแฟเป็นอ่านหนังสือ บ้างก็เล่นอินเตอร์เน็ตที่เธอเปิดไว้ให้บริการฟรีสำหรับลูกค้า ก่อนจะหันไปถามเพื่อนที่มานั่งแหมะที่เก้าอี้บาร์หน้าเคาน์เตอร์ด้านซ้าย “แกจะเอาอะไรไหม เดี๋ยวทำให้”

“เอาคาปูชิโน่เย็นมาก่อนเลย ง่วงมากลงเวรมาก็อาบน้ำเก็บของมาหาเลยนะเนี่ย”

“แล้วทำไมไม่พักซะก่อนล่ะ เย็นๆค่อยมาก็ได้” รุ่งเช้าถามขึ้นในขณะที่เปิดเครื่องบดกาแฟ

“ไม่เอา ตอนเย็นเอาไว้ฉลอง ตอนกลางวันเอาไว้เมาท์อย่างเมามัน ง่วงแค่นี้ศรีทนได้”

“จ้าๆ แม่ศรีถึก เอานี่ไปเพิ่มความถึกไป” รุ่งเช้าบอกพลางยื่นแก้วให้คนที่เรียกตนเองว่าแม่ศรีที่นั่งลอยหน้าลอยตาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ด้านข้าง แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยต่อ นิดาก็เดินกลับเข้ามา หญิงสาวจึงหันไปบอกลูกจ้างสาว

“นิดาไปนั่งพักก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวในนี้พี่ดูแลเอง”

“ค่ะพี่เช้า งั้นนิดาไปนั่งข้างนอกนะคะ เผื่อลูกค้าในสวนอยากสั่งอะไรเพิ่มด้วย”

“จ๊ะ” รุ่งเช้ายิ้มรับก่อนจะหันมาคุยกับที่ดูดกาแฟเย็นทำลายสิติโลกอยู่ เพราะพอเธอหันมาคาปูชิโน่เย็นในแก้วทรงสูงก็ลดลงไปอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเหลือติดก้นแก้วแล้ว

“ดื่มกาแฟเขาให้ค่อยๆจิบจะได้ซึมซับถึงกลิ่นหอม แกนี่เสียของจริงๆ” คนทำเสียของไหวไหล่ไม่สนใจคำกล่าวของเพื่อน แล้วก็นึกได้ถึงคำถามที่ใกล้รุ่งที่กำลังทำอาหารกลางวันอยู่ซึ่งเธอพบตอนเดินเอาของไปเก็บไปในบ้าน

“เห็นยายรุ่งบอกว่าแกมีอะไรจะถามฉัน ถามเรื่องอะไรวะ”

รุ่งเช้าจ้องเพื่อนแบบงุนงง “ถาม ถามเรื่องไรวะ” หญิงสาวครุ่นคิดเพียงครู่ก่อนนึกออก “อ๋อ เรื่องความฝัน”

“เออ นั่นแหละ เล่ามาๆ เห็นยายรุ่งว่าแกฝันดี ฝันดีในวันเกิดนี่โชคดีนะเว้ย” วิรากานต์ทำหน้าสนใจใคร่รู้สุดฤทธิ์ ก่อนจะเดินมาเอามือเท้าเคาน์เตอร์เบื้องหน้าของอีกฝ่ายที่ยืนทำหน้าเหวออยู่

รุ่งเช้ากำลังคิดว่าจะเล่าหรือไม่เล่าดี ก็มีเสียงเร่งเร้าจากเพื่อนสนิทมาจึงตัดสินใจเล่าออกไปและเหมือนเดิมเว้นช่วงท้ายด้วยใบหน้าที่รู้สึกถึงความร้อนเห่อขึ้นมา แต่วิรากานต์ที่กำลังระเบิดเสียงหัวเราะมาเต็มที่ชนิดที่ว่าไม่เหลือความเป็นกุลสตรีเลยแม้แต่น้อยจนลูกค้าคู่แม่ลูกที่นั่งอยู่มุมร้านติดกระจกด้านหน้าหันมามองแบบงุนงงนั้นก็ไม่ได้รู้ถึงความผิดปกติบนใบหน้าของเพื่อนสาวเลย

“นี่แก ฉันถามจริงๆเหอะ” ผู้เป็นเพื่อนถามพลางกลั้วหัวเราะ

“อะไร”

“แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าฝันว่าถูกงูรัดมันหมายถึงอะไร” รุ่งเช้าส่ายศีรษะแทนคำตอบ ก่อนพูดต่อ

“เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับงูฉันไม่รับรู้ทั้งนั้นแหละ แค่ได้ยินชื่อก็ขนลุกแล้ว” สิ้นเสียงตอบขนอ่อนตามแขนก็ชี้ชันขึ้นทันตา “แล้วตกลงหมายความว่าอะไรล่ะ”

“แกนี่กลัวเอาจริงเอาจังซะจริง เอาล่ะ แม่หมอจะเล่าความหายให้ฟัง” ผู้ปวารณาตัวเองแม่หมอทำท่าขังขังให้สมจริง “โบราณเขาว่าไว้ ฝันว่าถูกงูรัด จะเจอเนื้อคู่ สงสัยว่าดวงเนื้อคู่แกพุ่งกระฉูดรับเบญจเพสซะล่ะมั้ง” เมื่อบอกความหมายเสร็จเจ้าหล่อนก็ทำตาวิบวับล้อเลียนเพื่อนสาวให้เขินเล่น

“บ้า” ว่าเพื่อแล้วรุ่งเช้าก็อดอมยิ้มไม่ได้ตามประสาสาวช่างฝันที่แฝดผู้พี่เคยบอกไว้

“แล้วเขาก็บอกว่า ถ้าผู้ชายคนแรกที่แกพูดด้วยของวันนี้เป็นใคร คนนั้นแหละจะเป็นเนื้อคู่แก แกได้คุยกับผู้ชายมั่งหรือยัง” รุ่งเช้าหยุดคิดตามคำบอกของเพื่อนก็ออกจะแปลกใจว่าตั้งแต่เปิดร้านมายังไม่มีลูกค้าชายเลย (บังเอิญไปหรือเปล่า) ถ้าจะนับผู้ชายที่พูดด้วยในวันนี้ก็เห็นจะมีแต่พระสงฆ์ที่บิณฑบาตเมื่อเช้า แต่พอบอกไปแม่หมอก็บอกว่าไม่นับ

“งั้นก็ไม่มีแล้ว” เธอตอบก่อนจะพาพูดนอกเรื่องไปจิปาถะเพื่อรออาหารเที่ยงจากแม่ครัวใกล้รุ่ง

ร่างสูงเกินมาตรฐานชายไทยนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์โดยเปลือยท่อนบนที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อสวยของหน้าอกและซิกซ์แพ็คที่หน้าท้อง ท่อนล่างสวมเพียงกางเกงวอร์มขายาวสีซีด เริ่มกระดิกตัวเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกเริ่มดังมือเรียวยาวเอื้อมไปปิดก่อนจะกระพริบตาถี่ผลุดลุกอย่างง่วงงุนเพราะพึ่งนอนไปได้เพียงสี่ชั่วโมงเศษๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดกายอย่างเกียจคร้าน แล้วโผเผเดินลับเข้าไปในห้องน้ำ ช่วงเวลาเพียงอึดใจเขาก็ก็เดินออกมาโดยมีหยดน้ำเกาะพราวไปทั้งกายมีเพียงผ้าเช็ดตัวผืนโตเหน็บไว้หลวมๆที่เอวสอบ ชายหนุ่มเดินไปแต่งตัวในหัวก็คิดถึงสิ่งที่จะช่วยขจัดความง่วงที่จะหลงเหลืออยู่จึงเอื้อมไปหยิบเอาโทรศัพท์มือถือมา ก่อนจะกดเบอร์ของร้านเจ้าประจำที่ช่วยเขาได้

เสียงสัญญาณครั้งที่สองยังไม่ทันจบก็มีเสียงหวานใสไม่คุ้นหูเขาซึ่งโดยปรกติแล้วจะเป็นผู้ชายหรือไม่ก็เด็กสาวที่เคยมาส่งกาแฟตอบรับ

“สวัสดีค่ะ ร้านมอร์นิ่ง คาเฟ่ค่ะ” เสียงเอ่ยชื่อร้านแสดงว่าเขาต่อไม่ผิด
“อ่าครับ อยากสั่งเอสเพรสโซ่ร้อนที่หนึ่งครับ ส่งที่...” ชายหนุ่มบอกที่ที่อยู่ของคอนโดมิเนียมเขาและหมายเลขห้องพัก

“คือ ต้องขอโทษด้วยนะคะ วันนี้ทางร้านของดเดลิเวอรี่หนึ่งวันค่ะ พอดีพนักงานที่ร้านติดสอบค่ะ ต้องขอประทานโทษอีกทีนะคะ”

“ครับ ไม่เป็นไร แต่ร้านยังเปิดใช่ไหมครับ” เขาตอบรับอย่างเข้าใจ

“ค่ะ วันนี้ทางร้านเปิดบริการถึงเวลาบ่ายสามโมงครึ่งค่ะ”

“ครับ ไว้จะไปอุดหนุนที่ร้านแล้วกันนะครับ”

“ขอบพระคุณมากค่ะ” เสียงหวานตัดไปเมื่อเขากดวางสาย นัยน์ตาคมสีเข้มที่รุ่งเช้าเห็นคงต้องวิ่งหนีกับขนตางอนยาวราวอิสตรีเหลือบไปมองนาฬิกาเหนือโทรทัศน์จอใหญ่พบว่าเหลือเวลาอีกเกือบสองชั่วโมงครึ่งกว่าจะถึงเวลาที่นัดไว้และที่นัดก็อยู่ไม่ไกลจากแถวนี้ขับรถสิบห้านาทีก็ถึง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจย้ายที่จิบกาแฟและเช็คอีเมลล์จากระเบียงห้องพักที่จัดเป็นสวนหย่อมเล็กๆฝีมือมารดา เป็นร้านกาแฟที่เจ้าของร้านซึ่งตกเป็นเป้าสายตาเขาเมื่อเช้านี้แทน เจ้าของร่างสูงหกฟุตสองนิ้วครึ่ง (ไม่ถึงสามกลัวซ้ำ อิอิ) จึงแต่งตัวต่อ ก่อนจะเดินไปหยิบแล็ปทอปก่อนจะเปลี่ยนใจเลื่อนลิ้นชักโต๊ะทำงานออกหยิบเน็ตบุ๊คเครื่องเล็กแทน แล้วเอื้อมไปหยิบเอาพวงกุญแจและกระเป๋าสะพายที่บรรจุเครื่องมือหากินทุกอย่างเอาไว้ เยื้องกายแบบเอื่อยๆแต่ไม่เชื่องช้างไปยังประตูห้องเพื่อไปยังจุดหมายของวันนี้

รุ่งเช้าโผล่หน้ามาจากด้านข้างร้านอันเป็นที่พักทานข้าวกลางวันกวักมือเรียกนิดาที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ให้เดินมาหา นิดาที่กำลังทำขนมรังผึ้งหรือวาฟเฟิลตามออเดอร์ลูกค้าจึงละมือชั่วครางสืบเท้าไปหานายจ้างสาว

“คะพี่เช้า”

“ไปทานกลางวันได้แล้วจ๊ะ อยู่กับพี่รุ่งพี่เตยหอมโน่น” รุ่งเช้าบอกลูกจ้างอย่างเอ็นดูเนื่องด้วยนิดาเป็นเด็กกำพร้าบิดาอยู่กับมารดาเพียงสองคนในห้องเช่าเล็กภายในซอยที่เธออาศัยอยู่ มารดาซึ่งมีอาชีพเป็นพนักงานประจำบริษัทแห่งหนึ่ง แม้อยู่ได้ไม่ลำบากแต่ก็หาความสบายได้ยาก นิดาไม่งอมืองอเท้าหางานพิเศษทำทุกอย่าง งานล่าสุดก่อนที่จะมาทำกับเธอคือเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารซึ่งเจ้าของร้านจะให้เธอเลื่อนตำแหน่งแต่ต้องเอาตัวเข้าแลก ครั้งนั้นรุ่งเช้าพึ่งเปิดร้านได้ไม่ถึงเดือนก็เห็นเด็กสาวมานั่งร้องไห้ที่หน้าบ้านสอบถามไปมาก็ได้ความดังกล่าวมา หญิงสาวจึงรับเข้ามาทำงานโดยไม่เกี่ยงงอนแม้ต้องสอนงานให้ใหม่ทั้งหมด แต่รุ่งเช้าเชื่อว่าการให้โอกาสคนคือการทำบุญที่ประเสริฐ จนเดี๋ยวนี้นิดาเป็นบาริสต้าประจำร้านมือสองรองจากเธอและการศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดที่ผลการเรียนของลูกน้องสาวอยู่ในขั้นดีเยี่ยม บุ้ยใบ้ไปยังตำแหน่งของโต๊ะพักสำหรับพนักงานที่มีสองสาวจับจองเจ้าอี้ไว้สองตัวจากหก

“ค่ะ พี่เช้า นิดาทำวาฟเฟิลกล้วยหอมของโต๊ะสองค้างไว้นะคะ แล้วก็มีสตอเบอรี่ สมูธตี้ โยเกิร์ตของโต๊ะเจ็ดด้วยค่ะ”

“ไปเถอะเดี๋ยวพี่ทำต่อเอง วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ” นิดายิ้มรับอย่างสดใสไม่มีรอยเหนื่อยให้เห็น แม้จากปกติในวันธรรมดาเช่นนี้จะมีพนักงานพาร์ทไทม์อีกคนคอยช่วยเสิร์ฟ พนักงานของร้านรุ่งเช้ารับเฉพาะพาร์ทไทม์ทั้งหมดซึ่งก็เป็นนักศึกษาที่พักหอพักแถวนี้ และต่างก็เคยเป็นลูกค้าเธอมาก่อนยกเว้นแต่เพียงนิดาคนเดียว

“ไม่เป็นไรค่ะพี่เช้า นิดาไม่เหนื่อย”

“จ้า รู้แล้วว่าเก่ง” รุ่งเช้าอดจะเอื้อมมือไปยีหัวทุยๆของนิดาไม่ได้ ก่อนจะแยกจากกัน รุ่งเช้ารีบเดินไปดูวาฟฟิลเพราะเสียงเครื่องดังขึ้นเตือนว่าสุกกรอบพอดีดังขึ้นแล้ว เธอใช้ที่หนีบหยิบชิ้นขนมมาวางบนจานกระเบื้องเคลือบที่สกรีนโลโก้ร้านซึ่งเธอคิดรูปแบบภาชนะอันใช้ในร้านทุกอย่างเอง เน้นสามสีหลักคือ แดง เหลืองและน้ำตาลซึ่งเป็นธีมของร้าน โดยขอความช่วยเหลือ (แกมบังคับ) แฟนของเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งมีทางบ้านทำโรงงานเซรามิคขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องรถม้าเป็นช่วยผลิตมาให้ตามหญิงสาวประสงค์ด้วยคำขู่ที่ว่าจะไม่ช่วยวางแผนให้เพื่อนของเธอยอมแต่งงานด้วย ก่อนจะราดด้วยน้ำผึ้งแท้ลงเป็นลายตารางแล้วยกไปเสิร์ฟด้วยตัวเอง
หลังจากยกไปให้ลูกค้าเรียบร้อย รุ่งเช้าก็หันมาทำเมนูต่อไปทันที แต่ก่อนที่เธอจะเทลงแก้วที่ตั้งรออยู่ลูกค้าโต๊ะเจ็ดก็เดินมาขอเช็คบิลพร้อมบอกว่า สตอเบอรี่ สมูธตี้ โยเกิร์ต ขอเปลี่ยนเป็นกลับบ้านแทนเพราะมีธุระกะทันหัน หญิงสาวก็ไม่ขัดข้องรีบจัดการให้ลูกค้าทันใด เพราะสิ่งที่เธอท่องไว้เสมอ ความต้องการลูกค้าคืองาน งานคือได้เงินลูกค้า หรือคติแห่งความงกที่บรรดาลูกจ้างและเครือญาติตั้งให้อันเธอได้มาตั้งแต่การทำงานที่โรงแรมซึ่งการให้บริการลูกค้าด้วยรอยยิ้มและเต็มใจจะเป็นสิ่งที่ลูกค้าประทับใจ พร้อมคิดเงินตามบิลที่ถูกแปะไว้บนบอร์ดเล็กหลังเคาน์เตอร์เสร็จสรรพ

“คาปูชิโน่ร้อนสองแก้ว สตอเบอรี่หนึ่ง วาฟเฟิลลูกเกดสาม ทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบหกบาท คิดหนึ่งร้อยยี่สิบบาทค่ะ”

“นี่ค่ะ” ลูกค้าโต๊ะเจ็ดยื่นเงินให้ตามจำนวนที่เจ้าของร้านบอกก่อนจะกล่าวชื่นชม “กาแฟอร่อยและหอมอย่างที่เพื่อนที่มหาวิทยาลัยบอก บรรยากาศก็ดี ไว้วันหลังจะพาเพื่อนมาอุดหนุนนะคะ” รุ่งเช้ายิ้มรับคำชมด้วยความดีใจและยื่นมือไปรับเงิน

“ขอบพระคุณมากค่ะ ถ้ายังไม่ถูกใจตรงไหนบอกได้นะคะ ทางร้านยินดีที่จะปรับปรุงค่ะ”

“ค่ะ” ลูกค้าตอบยิ้มๆก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้เพียงเงินค่ากาแฟและทิปที่หยอดลงกล่องอีกทั้งความทรงจำดีๆ

เมื่อลูกค้าเดินจากไป หญิงสาวก็ทำจะทรุดตัวลงนั่งพักบนเก้าอี้สตูลทรงกระบอกสูงบุหนังสีน้ำตาลเข้มรอบตัวอันเป็นเก้าอี้ประจำ แต่ก้นยังมิทันได้แตะเบาะสัญญาณว่ามีลูกค้าเข้าร้านก็ดังรุ่งเช้าจำต้องหยัดกายขึ้นยืนเต็มความสูงห้าฟุตสี่นิ้วแล้วเอ่ยทักทายออกไป พบว่าเป็นลูกค้าที่พึ่งจะขยับตัวมาเป็นขาประจำได้ไม่นาน

“สวัสดีครับคุณเช้า” ลูกค้าหนุ่มทักทายกลับพร้อมรอยยิ้มสว่างไสว

“ค่ะ วันนี้รับอะไรดีคะหมวด” คุณเช้าของลูกค้าเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มที่พยายามสวย

“รับคุณเช้าได้ไหมครับ” ชายหนุ่มซึ่งแม้ใช่คนรูปหล่อ แต่หน้าตาคมคายในชุดตำรวจเต็มยศก็เรียกได้ว่าดูดีไม่น้อย ตอบกลับด้วยสำนวนที่นายพีเคยเปรียบเปรยเอาไว้ว่า หมาหยอกไก่ ซึ่งรุ่งเช้าไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่แต่ก็พยายามแค่นยิ้มออกไป

“อย่าล้อเล่นสิคะหมวดก็ จะรับอะไรดีคะ” เธอถามซ้ำแต่ในความคิดกับผลุดคำถามต่อ หรือจะรับเป็นไม้หน้าสามดีคะ

“เหมือนเดิมครับ มอคค่าเย็น 2 กลับบ้าน” สั่งเสร็จก็ใช้ศอกค้ำบนเคาน์เตอร์แล้วเท้าคางในท่าที่คิดว่าเท่ห์ที่สุดรอคอยกาแฟจากหญิงสาวที่หมายปอง

รุ่งเช้าชงกาแฟตามสูตรด้วยความรวดเร็วไม่ละเมียดละไมเช่นทุกที หลังจากเทลงแก้วพลาสติกใสสกรีนลายพร้อมพันกระดาษชำระรอบแก้วเพื่อป้องกันความเย็นในระดับหนึ่งก็ยกขึ้นวางบนเคาน์เตอร์ก่อนจะบอก “เสร็จแล้วค่ะ”

“เท่าไหร่ครับ” เขาถามราคาพร้อมกับนึกสงสัย ทำไมชงเร็วนัก

“ร้อยยี่สิบค่ะ” เขาหยิบเอาธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทและยี่สิบบาทอย่างละใบออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้เจ้าของร้าน พลางถาม

“ถ้าจะสั่งไปส่งที่สถานีผมต้องโทรมาเบอร์ร้านใช่ไหมครับ” หญิงสาวพยักหน้าและตอบรับเบาๆ

“แล้วถ้าโทรไม่ติด มีเบอร์ใครไหมหนอที่จะสำรองเผื่อผมอยากเลี้ยงลูกน้องที่สถานีสักหน่อย” ผู้หมวดหนุ่มส่งมุกกะขอเบอร์สาวเจ้า

“มีค่ะ เบอร์น้องพีไงคะ เขามีหน้าที่ส่งกาแฟอยู่แล้ว” ทันทีที่ได้ยินเจ้าของเบอร์มือที่เท้าคางไว้ก็ร่วงผ็อยลงแทบจะทันที แต่ยังบอกแก้เก้อต่อ

“อ่าครับ งั้นไม่เป็นไร ไว้ผมจะโทรมาให้ติดแล้วกัน กลับก่อนนะครับคุณเช้า” เจอสาวเจ้าแจกเบอร์หนุ่มแทนเบอร์ตน บริพัตรเลยจำต้องขอตัวกลับเพื่อไปตั้งหลักใหม่

รุ่งเช้าหลุดขำออกมาทันทีที่ลับร่างผู้หมวดหนุ่มที่พึ่งย้ายมาประจำสถานีตำรวจซึ่งตั้งอยู่ปากซอย ก็พ่อหนุ่มนาม ‘พี’ นั้น ตัวเป็นชายร่างสูงโปร่ง จมูกโด่ง ขาวจั๊วะ หน้าใสกิ๊กจนลูกค้าสาวที่แวะเวียนมาที่ร้านอยากจะเป็นกิ๊กด้วยหลายรายนั้นใจเป็นหญิงแต่โปรดปราณการดำรงตนและแต่งกายให้ดูมาดแมน เทียวไล้เทียวขื่ออยู่ทุกคราที่อีกฝ่ายมาซื้อกาแฟ แม้เธอจะคอยปรามด้วยเกรงจะรบกวนลูกค้า แต่หนุ่มหน้าใสก็ให้คำรับรองว่าจะแทะโลมด้วยสายตาเท่านั้น




 

Create Date : 29 มีนาคม 2553    
Last Update : 29 มีนาคม 2553 21:34:09 น.
Counter : 112 Pageviews.  

ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love =>ตอนที่ 1 แรกฝัน



กด=> ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love จะลิ้งค์ไปที่เ็ด็กดีนะคะ อ่านง่ายกว่ากันเยอะ อิอิ ช่วยติชมด้วยนะค้า


ตอน 1 แรกฝัน
‘ที่นี่ที่ไหน’ รุ่งเช้ามองไปรอบตัวด้วยความงุนงง เธอยืนอยู่ลานกว้างที่เต็มไปด้วยหมอกสีเทาลอยระพื้นสูงขึ้นจึงเกือบถึงเอวสุดลูกหูลูกตา ทว่ามองไม่เห็นสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งมีชีวิตใดๆเลย ไม่เห็นจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด เธอได้แต่เดินไปเรื่อยๆด้วยความหวังว่าจะเจอกับใครสักคน จนลมหายใจเริ่มถี่กระชั้นขึ้นบ่งบอกความเหนื่อย เหงื่อเม็ดเล็กผุดตามหน้าผากเนียนและปลายจมูกรั้น ความเหนื่อยทำให้เธอต้องทรุดตัวนั่งลงเหยียดขากับพื้น หมอกที่หนาอยู่แล้วก็เริ่มเพิ่มความหนาแน่น จนหญิงสาวจนแทบจะมองไม่เห็นแม้แต่ปลายเท้าของตัวเอง ใจเริ่มเต้นรัวด้วยความกลัวที่คืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจ สายตาหวาดหวั่นเริ่มกวาดมองไปรอบๆตัว ในเวลานั้นเองสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ดูกระจ่างตาท่ามกลางความสลัวแห่งหมอกควันซึ่งกำลังเคลื่อนไหวเข้ามาหาเธอช้าๆ แม้จะไม่แน่ใจว่าคืออะไร ทว่ารุ่งเช้าก็ลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัว เนื่องจากลักษณะของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวมานั้นช่างคล้ายสัตว์ที่เธอขยะแขยงที่สุดในชีวิต
‘ไม่นะ ต้องไม่ใช่…’ หญิงสาวนึกภาวนาในใจให้สิ่งนั้นที่เธอต้องเจอไม่ใช่ “งู” แต่ดูเหมือนคำภาวนาของเธอจะไม่เป็นผล เพราะว่าเมื่อวัตถุดังกล่าวเคลื่อนเข้ามาใกล้รัศมีการโฟกัสภาพจนสามารถมองเห็นรูปร่างชัดเจน เพียงเท่านั้นรุ่งเช้ากรีดร้องแล้วเริ่มก้าวขาออกวิ่งในทันที เท้าทั้งสองข้างทำงานสอดประสานกับขาเล็กๆในการวิ่งเป็นอย่างดี ในความรู้สึกเหมือนกับว่าเธอได้วิ่งหนีด้วยความเร็วสุดชีวิต แต่ทว่าเมื่อหันกลับไปมองไปครั้งใดเจ้างูเผือกยักษ์กลับเลื้อยเข้ามาใกล้เข้าๆโดยไม่ทิ้งระยะห่างอย่างที่ควรจะเป็น หญิงสาวหันกลับไปวิ่งต่อจนความเหนื่อยล้าได้เข้ามาครอบครองเรียวขาของเธอ เธอหันกลับไปมองอีกครั้ง จึงพบว่าเบื้องหลังนั้นว่างเปล่าสิ่งที่เธอวิ่งหนีหายไปแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทหญิงสาวจึงวิ่งต่อไปด้วยหวังว่าจะทิ้งระยะห่างให้ไกลพอสมควร จึงค่อยๆผ่อนฝีเท้าที่นักกรีฑาทีมชาติใดในโลกคงจะวิ่งสู้การวิ่งด้วยความกลัวของเธอมิได้ลง ก่อนจะหยุด ณ จุดที่เธอรู้สึกว่ามีความสว่างมากว่าที่อื่นราวกับว่ามีแสงส่องมาจากเบื้องบนซึ่งหญิงสาวก็ไม่ได้สนใจเงยหน้าขึ้นมอง กำลังจะทรุดตัวลงนั่งหวังจะพักให้หายเหนื่อย ทันใดนั้นเองสิ่งที่เธอหนีมากลับเลื้อยเข้ามาจากด้านหลังเข้ารัดรอบตัวเธออย่างรวดเร็ว ความสากเย็นของเกล็ดงูพันอยู่รอบกายเธอจนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงเอวแล้วรัดแน่นเรื่อยๆจนเธอแทบจะยืนด้วยตัวเองไม่ได้แล้ว รุ่งเช้าหวีดร้องขึ้นด้วยความตกใจกับการจู่โจมของเจ้าสัตว์เลื้อยคลานที่เธอแสนเกลียด
‘อ๊ายยยย งู...แม่จ๋า ช่วยเช้าด้วย ออกไปนะ เจ้างูบ้า ออกไป๊’ ร่างบางของหญิงสาวตกอยู่ภายในวงรัดรึงของงูขาวตัวใหญ่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ส่วนหัวของมันโดนรุ่งเช้าจำเป็นต้องจับไว้แม้จะขยะแขยงเต็มทีหลังจากที่มันพยายามจะฉกเข้าไปที่ศีรษะของเธอราวกับว่าเป็นเป้าหมายของการกลืน
‘อย่านะ ปล่อยๆ ปล่อย ปล๊อยยยยย’ แต่ว่าเจ้างูไม่ฟังเธอหรือว่าฟังไม่รู้เรื่องรุ่งเช้าก็ไม่อาจทราบได้ มันกลับเพิ่มแรงรัดขึ้นอีกประหนึ่งว่าจะทำให้เธอกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับมัน พร้อมๆกับพยายามยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าของหญิงสาวมากขึ้น จนหน้าเธอแทบจะชิดกับส่วนหัวของงู รุ่งเช้าทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจับหัวมันไว้และจ้องลึกเข้าไปภายในดวงตาของงูคุมเชิง แต่ไม่ได้มีลักษณะตามที่ตางูควรจะเป็นทว่าแลดูกลับคล้ายนัยน์ตาของมนุษย์เสียงมากกว่าป้องกันไม่ให้มันเข้ามาใกล้กลับใบหน้าของเธอมากไปกว่านี้ ดวงตาคมดุสีน้ำเงินขอเจ้างูเผือกจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของหญิงสาวทว่าไม่ ได้ส่อถึงความหิวกระหายในอาหารแต่อย่างใด กลับส่อแวววาววับชวนวาบหวามในใจและดูคุ้นเคยจนรุ่งเช้าไม่อาจจะละดวงตากลมโตของเธอไปจากมันได้ พลันนั้นเธอได้ยินเสียงเหมือนคนเรียกอยู่ไกลๆ สมาธิในการจ้องมองและจับส่วนหัวงูไว้ก็หายไปกับการมองหาต้นเสียง เจ้างูยักษ์จึงถือโอกาสที่เธอเผลอฉกวูบเข้าที่ปากอิ่มของรุ่งเช้าอย่างรวดเร็วราวกับจะจุมพิต ทันใดนั้นร่างของหญิงสาวก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงพร้อมกับเสียงเรียก ชื่อเธอก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
เฮือก...
รุ่งเช้าสะดุ้งตื่นสุดตัวจนลุกขึ้นนั่ง ทำเอาคนที่ก้มลงไปเขย่าตัวเธอเพื่อปลุกอยู่นั้นต้องดีดตัวออกห่างจากหญิงสาวแทบไม่ทัน ดวงตาสีนิลกลมโตกระพริบถี่เพื่อปรับสภาพ ก่อนจะมองไปรอบกายก่อนจะพบว่ารอบกายเป็นสภาพแวดล้อมที่คุ้นตา ห้องของตัวเองจึงถอนใจอย่างโล่งอก คนที่พึ่งเกือบจะตกเตียงโดยไม่ทันตั้งตัวก็เดินกลับมานั่งบนเตียงข้างคนพึ่งตื่นพลางเอ่ยถาม
“เช้าเป็นอะไรหรือเปล่า ร้องเสียงดังโวยวายไปถึงข้างล่างโน่นแถมรุ่งปลุกตั้งนาน ก็ไม่รู้สึกตัว รุ่งห่วงแทบแย่” รุ่งเช้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆอย่างสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านก่อนยกหลังมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ผุดอยู่ตามไรผม แล้วจึงหันมาตอบคำถามหญิงสาวอีกคนที่หน้าตาเหมือนเธอราวกับแกะออกจากพิมพ์ เดียวกัน
“เช้าฝันไม่ค่อยดีล่ะรุ่ง” รุ่งเช้าหันไปมองหน้าพี่สาวที่เกิดก่อนเธอเกือบชั่วโมงที่กำลังนั่งเช็ดหน้าเช็ดตาช่วยเธออยู่ข้างๆ
“ฝันว่าอะไรบอกรุ่งได้นะ เผื่อดีขึ้นไง” ใกล้รุ่งมองหน้าน้องสาวฝาแฝดที่กำลังแสดงความประหวั่นพรั่นพรึงออกมาทางสี หน้าด้วยความเอ็นดูด้วยรู้ว่ารุ่งเช้าเป็นคนที่อ่อนไหว แม้ภายนอกจะดูแข็งๆก็ตาม
ผู้เป็นน้องช้อนตามอง ก่อนตัดสินใจเล่าให้ฟังว่าเธอฝันพบเจออะไรมาบ้าง รุ่งเช้าเล่าไปก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมจึงจำความฝันนั้นได้แจ่มชัดนัก แม้กระทั่งรอยจุมพิตจากงูเผือกตัวนั้นยังรู้สึกแผ่วบางติดอยู่ที่ริมฝีบางอิ่มของเธอ ทว่าหญิงสาวละเว้นการเล่าช่วงหลังไปเสีย ด้วยความอับอายจนไม่กล้าเอ่ยเล่า
เมื่อน้องสาวเล่าจบใกล้รุ่งก็อดไม่ไหวที่จะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่าง กลั้นไม่อยู่ พลางเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมาระหว่างการหัวเราะที่ จนรุ่งเช้าอดที่จะค้อนพี่สาวไม่ได้ ‘ดูสิอุตส่าห์เล่าให้เห็นใจดันขำไปซะงั้น’
ใกล้รุ่งกล่าวยิ้มๆ “โธ่ รุ่งก็นึกว่าเช้าฝันเห็นอะไรเข้า ฝันดีขนาดนี้ยังร้องซะลั่นบ้าน” ก่อนโอบรั้งไหล่คนที่ทำหน้ามุ่ย ปากยื่นรั้งเข้ามาหาตัวเองเบาๆอย่างปลอบโยน
“ก็เช้ากลัวนี่นา รุ่งก็รู้ว่าเช้าเกลียดงู ฝันเห็นงูแล้วดีตรงไหนไม่ทราบ” คนหน้ามุ่ยตอบเสียงกระเง้ากระงอดติดจะงอน เรียกเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูจากผู้เป็นพี่ไม่น้อย
“ไว้ถามเตยหอมแล้วกันว่าดีอย่างไร ตอนนี้ลุกไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว ใกล้ถึงเวลาแล้ว” ใกล้รุ่งอ้างถึงเตยหอมหรือวิรากานต์เพื่อนสนิทของทั้งคู่ที่โทรมาบอกตั้งแต่เมื่อวานว่าจะเข้ามาช่วงก่อนเที่ยง พลางฉุดร่างบางๆ (แต่หนัก) ของแฝดน้องให้ลุกขึ้น
“เอ้ย ใช่แล้ว วันนี้ตักบาตรวันเกิด” สาวขี้กลัวพึ่งนึกออกว่าวันนี้จะตักบาตรวันเกิดรีบผลุดลุกวิ่งไปคว้าผ้าขนหนูวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ใกล้รุ่งรีบปล่อยมือแทบไม่ทันก่อนส่ายศีรษะกลับอาการไม่รู้จักโตของแฝดผู้น้องที่กำลังจะครบยี่สิบห้าปีในอีกไม่ถึงชั่วโมงก่อนจะร้องบอก
“เช้า เดี๋ยวรุ่งลงไปเตรียมของตักบาตรก่อนนะ เสร็จแล้วลงไปช่วยยกด้วย”
“จ้าๆ” รุ่งเช้าตอบรับเสียงใสมาจากในห้องน้ำ

แสงแรกของยามเช้าจับเส้นขอบฟ้า หยาดน้ำค้างที่หยาดพรมบนผืนสนามหญ้าหน้าบ้านเมื่อยามดึกของเมื่อคืนเริ่มระเหยลอยขึ้นสู่อากาศ สองหญิงสาวที่หน้าราวกับพิมพ์เดียวกันต่างอยู่ในชุดเสื้อสีขาวกระโปรงสีน้ำตาลกรอมเท้ายืนอย่างสำรวมโดยมีโต๊ะเล็กวางอาหารคาวหวานและดอกบัวสำหรับบูชาพระไว้เบื้องหน้าบริเวณประตูบ้านซึ่งติดถนนสายหลักของซอย รอพระภิกษุสงฆ์ซึ่งจะบิณฑบาตผ่านมาทางนี้เป็นประจำ
“รุ่ง วันนี้พ่อกับแม่แล้วก็พี่ฟ้าจะมาถึงกี่โมง” รุ่งเช้าเอ่ยถามพี่สาวถึงบุพการีและพี่ชายที่สัญญาว่าวันเกิดของพวกเธอปีนี้จะมาฉลองกันที่กรุงเทพฯ
“เห็นว่าบ่ายแก่ๆคงถึง เพราะพี่ฟ้าติดลูกค้าเขาไปดูการผลิตที่ไร่น่ะ คงเกือบเที่ยงถึงจะออกมากัน”
“อือ แล้ว...” ก่อนจะถามต่อคนจะตอบก็สะกิดบุ้ยใบ้ให้ดูว่าภิกษุสงฆ์บิณฑบาตมาใกล้จะถึงแล้ว ก่อนจะถอดรองเท้าแตะออกรุ่งเช้าเห็นดังกล่าวจึงขยับตัวทำตาม แล้วย่อตัวลงยกของที่จะตักบาตรขึ้นเหนือศีรษะเพื่ออธิษฐานขอพรพร้อมๆกัน ภาพหญิงสาวสองคนหน้าเหมือนกันแถมยังแต่งตัวคล้ายกันกระทำการลักษณะเป็นเหมือนภาพซ้อนเรียกความสนใจจากผู้ที่สัญจรไปมาบนถนนได้ไม่น้อย ไม่เว้นแม้แต่ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาคมคายโดยดวงตาถูกซ่อนอยู่หลังแว่นตากันแดดที่นั่งคู่มากับเพื่อนในรถเก๋งคันงาม ซึ่งแม้ว่าตาใกล้จะปิดจากการตรากตรำงานทั้งคืนที่ผ่านมายังอดที่จะมองไม่ได้
“มองอะไรวะ ทีโม” คนขับเอ่ยถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ เมื่อเพื่อนที่ทำท่าจะหลับกลับผลุดลุกนั่งมองข้างทางอย่างสนใจ
“ไม่มีอะไร แค่เห็นอะไรน่าสนใจนิดหน่อย” ทีโมหรือธุวานนท์ บอกปัดเสียงเบา ก่อนจะเอนตัวลงนอนท่าเดิม เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่เอ่ยกระไรศรัทธาจึงไหวไหล่อย่างไม่สนใจเช่นกัน
“เจอสามแยกข้างหน้าแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปเรื่อยๆ สุดซอยตึกสีเขียวอ่อนนะ ถึงแล้วปลุกด้วย“เขาบอกทางเสร็จก็เอนกายลงนอนตามเดิม เรียกเสียงหัวเราะขื่นๆจากคนที่กลายเป็นคนขับรถโดยไม่รู้ตัว
“คร้าบท่าน ประเดี๋ยวกระผมจะปลุก สามนาทีจะหลับทันไหมขอรับ กระผมจะได้ขับรถวนกลับไปใหม่” “ไม่เป็นไรไอ้น้อง พี่หลับได้” เสียงตอบกลับจากท่านของศรัทธาเรียกอาการคันไม้คันมือจากเขาได้ไม่น้อย
สามนาทีผ่านไป รถเมอรซิเดสเบนซ์ รุ่นอีคลาสคูเปอร์สีดำมันปลาบก็เลี้ยวขวับมาจอดบริเวณประตูทางเข้าจุดหมายที่ผู้โดยสารบอกไว้
“ไอ้ทีโม ถึงแล้ว ลงไปได้แล้วไป๊ วันหลังหัดเอารถออกมาขับมั่งนะ สนิมขึ้นขอบล้อหมดแล้วมั้งนั่นน่ะ เอะอะก็เรียกใช้แต่เพื่อน” ทันทีที่ถึงจุดหมายศรัทธาก็ไล่ผู้โดยสารกิตติมศักดิ์ลงไปทันที ฟากธุวานนท์ก็ไม่ใส่ใจกับเสียงขับไสของเพื่อน บิดกายไล่ความเกียจคร้านอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“แล้วใครบอกว่าอยากเห็นน้องลูกไก่ถ่ายแบบ ข้าก็ชวนตามคำเอ็งขอนี่หว่า” ชายหนุ่มหมายถึงนางแบบหน้าใหม่ที่ดังที่สุดในช่วงเวลานี้และเป็นที่คลั่งไคล้ของคนที่ไล่ส่งเขาอยู่
“ก็ไม่นึกว่าจะถ่ายดึกถึงเช้านี่นา ยังไงก็ขอบใจ แต่วันหลังไม่ต้อง” ศรัทธายอมรับแต่โดยดี ก่อนจะโบกมือลาเพื่อนสนิทที่เคลื่อนตัวออกไปยืนนอกรถเป็นที่เรียบร้อย ธุวานนท์ยืนส่งเพื่อนจนรถเคลื่อนไปลับตาแล้วเดินขึ้นที่พักไป

ด้านสองสาวฝาแฝดหลังจากตักบาตรรับศีลรับพร กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเสร็จแล้ว ใกล้รุ่งก็เก็บของเตรียมกลับเข้าบ้าน ส่วนรุ่งเช้าถือน้ำที่ใช้กรวดน้ำเมื่อสักครู่ไปรดที่โคนต้นจันทร์กระพ้อที่ออกดอกขาวพราวทั้งต้นส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วที่ยืนต้นอยู่กลางสนามซึ่งมีเก้าอี้ไม้ตัวยาวสีขาวถูกจัดวางไว้ใต้ร่มไม้อันเป็นมุมโปรดของเจ้าของบ้านสาวทั้งสองเป็นที่เรียบร้อยก็เดินขึ้นบ้านเพื่อรับประทานอาหารเช้าอันประกอบไปด้วยข้าวต้มปลากับยำไข่เค็มทั้งหมดฝีมือแม่ครัวนามใกล้รุ่งทั้งสิ้น
“วันนี้เช้าเปิดร้านไหม” เสียงใกล้รุ่งร้องถามมาจากห้องครัวในขณะที่รุ่งเช้าเดินไปวางขัดกรวดน้ำที่เคาเตอร์บาร์
“เปิดครึ่งวันจ้า วันนี้ปิดไม่ได้หรอก วันทำเงิน”
“งกซะไม่มี” ใกล้รุ่งว่าหยอกๆ
“นิดหน่อย” คนงกยอมรับแบบไม่เกี่ยงงอนพลางเลื่อนเก้าอี้ก่อนจะนั่งลงรอข้าวต้มหอมกรุ่นที่พี่สาวกำลังยกออกมา
เริ่มทานไปได้ซักพักรุ่งเช้าก็อดไม่ไว้ แม้รู้ว่าสิ่งที่ตนเองจะถามคงกระทบใจของคนที่อยากจะลืมไม่น้อย
“นายเอกดนัยโทรมาบ้างหรือเปล่า” สิ้นคำถามมือบางที่กำลังตักข้ามต้มเข้าปากก็ชะงักก่อนจะวางลงชามอย่างช้าๆ ก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่เอ่อออกมาคลอหน่วยแทบจะทันทีที่สิ้นคำถามเพียงได้ยินชื่ออดีตคนที่เคยคิดว่ารักกัน เอ่ยตอบออกมาอย่างเศร้าๆ
“ไม่เลย ตั้งแต่วันนั้น เขาก็ไม่โทรมาเลย ไม่บอก ไม่กล่าว ไม่เล่า ไม่ขอโทษ”
รุ่งเช้ารู้สึกถึงความเศร้าที่วาบเข้ามาในอก แต่ไหนแต่ไรที่พวกเธอทั้งสองต่างรู้สึกถึงความรู้สึกของแต่ละฝ่ายโดยไม่ต้องใช้คำบอกกล่าว เธอจึงบอกพี่สาวอย่างลุแก่โทษ “เช้าขอโทษนะรุ่ง ถ้าเช้าไม่อาละวาดวันนั้น นายเอกคงมาอธิบายกับรุ่งแล้ว”
“ไม่หรอกเช้า อันที่จริงเราก็ห่างกันซักพักแล้วล่ะ ฟังเหมือนเพลงที่เช้าชอบฟังเลยเนอะ ห่างกันซักพัก เพื่อจะไปรักคนอื่นมากกว่า” เธอบอกเสียงขื่นแม้อยากจะให้รู้สึกคำจากการล้อเลียนการร้องเพลงของฝาแฝดก็ตาม
“โธ่รุ่ง เป็นเพราะเช้าแท้ๆเลย ถ้าเช้ารู้จักระงับอารมณ์สักนิด เรื่องคงไม่จบแบบนี้”
“ช่างมันเถอะเช้า ผู้ชายเลวๆคนเดียว รุ่งแค่เสียความรู้สึก ก็ตกลงกันแล้วถ้าจะมีใหม่ก็ให้บอกตรงๆ นี่อะไร แต่ทำไมรุ่งต้องกลายเป็นคนปลอบเช้าล่ะ รุ่งต้องเป็นคนเศร้าสิ”
“เอ่อ...มันก็ใช่” รุ่งเช้าอึกอักคิดคำตอบไม่ทันแม้จะรู้ว่าผู้เป็นพี่พูดเพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ “วันนี้วันดี รุ่งจะลืมมันให้หมด เรามาเริ่มต้นปีที่ยี่สิบห้าของเราอย่างสดใสกันเถอะ” ใกล้รุ่งตัดบท
“โอเค เรามาเริ่มต้นด้วยกัน โชคดีของนายเอกดนัยเจอเช้าวิวาทแค่ลมปาก ถ้าเจอพี่ฟ้าคงเจอวิวาทด้วยกำลังแน่ๆ โทษฐานมาทำน้องสาวสุดที่รักของพี่ฟ้าเคือง” รุ่งเช้าตอบเสียงใสเมื่อรับรู้ถึงความเข้มแข็งภายในของใกล้รุ่งที่ส่งมา
“นั่นสิ หรือว่าเราจะฟ้องพี่ฟ้าดี” เรื่องเศร้าแม้จะยังติดอยู่ในใจลึกๆ แต่ใกล้รุ่งก็ไม่รู้สึกถึงค่าความสำคัญมากเท่าเดิมแล้ว ความหม่นหมองก็เริ่มจางไปเมื่อความเบิกบานจากรุ่งเช้าแผ่ซ่านมาถึงเธอ แค่ผู้ชายคนเดียว ใกล้รุ่งคิดอย่างทำใจ
หลังจากช่วยกันเก็บกวาดบ้านเสร็จ รุ่งเช้าก็ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเสื้อโปโลแขนสั้นสีเหลืองกางเกงผ้าขายาวสีดำและผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลอันเป็นสีโปรดของเจ้าตัวซึ่งถูกปักลวดลายเป็นรูปพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งสีเหลืองและล้อมกรอบด้วยตัวอักษรปักด้วยด้ายสีทองว่า ‘Morning Café’ อันเป็นร้านกาแฟที่หญิงสาวปลุกปั้นประคับประคองมาได้เกือบปีหลังจากที่ลาออกจากงานประจำในบริษัทมีชื่อ ผมยาวดำขลับที่หนุ่มสลวยราวเส้นไหมชั้นดีถูกรวบขึ้นกลางศีรษะเพื่อจะได้ไม่เกะกะเวลาทำงานเป็นที่เรียบร้อยจึงเดินออกจากห้องลงบันไดมาก็เจอใกล้รุ่งที่หอบหนังสือนิยายเล่มโปรดมาวางกองไว้บริเวณหน้าโทรทัศน์อันถูกปูด้วยเสื่อกกผืนใหญ่และมีกองหมอนอิงหลากสีวางอยู่ ซึ่งเป็นที่ประจำเวลาว่างของทั้งใกล้รุ่งและรุ่งเช้าที่ต่างก็โปรดปรานการอ่านหนังสือเคล้าเสียงทีวี(เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะผู้อ่าน เปลืองไฟโดยใช่เหตุแต่ผู้เขียนเองก็เป็น) เป็นการบอกให้รู้ว่าคงจะปักหลักอยู่ที่นี่ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
“เช้าไปร้านก่อนนะรุ่ง”
“จ้า อ้อ แล้วเช้าจะปิดร้านกี่โมง” ใกล้รุ่งเอ่ยถามเพราะนานๆทีน้องสาวจะปิดร้านเร็วกว่าที่กำหนดจากเดิมที่เปิด 10.30 น. ปิด 20.00 น. เป็นเปิดเพียงครึ่งวัน
“คงราวบ่ายสามโมงกว่าๆมั้ง” รุ่งเช้าตอบหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“งั้น เดี๋ยวตอนเที่ยง รุ่งไปกินข้าวเที่ยงด้วย เช้าอยากกินอะไรจะทำไปให้ด้วย”
“อะไรก็ได้ เอ้อ ทำเผื่อยายเตยหอมกับนิดาด้วยนะ” หญิงสาวบอกพี่สาวถึงจำนวนสมาชิกที่จะรับประทานอาหารเที่ยงด้วยที่นอกจากเพื่อนสนิทแล้วก็มีเด็กในร้านที่เธอรับมาเป็นผู้ช่วย
“อ้าว แล้วนายเอ็มนายพีแล้วก็แก้มล่ะ” ใกล้รุ่งถามถึงลูกจ้างพาร์ทไทม์ที่เหลือ
“นายเอ็มกับแก้มติดสอบจะมาบ่ายๆ ส่วนนายพีติดสาวเห็นว่ามีเดทน่ะ จะมางานตอนเย็นเลย” ใกล้รุ่งทำเสียงในลำคอเป็นทำนองรับรู้ก่อนจะก้มลงสนใจหนังสือในมือที่ถึงตอนสำคัญซึ่งอ่านค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
“ไปล่ะนะ” รุ่งเช้าบอกอีกครั้งก่อนจะเคลื่อนตัวไปออกทางประตูอย่างกระฉับกระเฉง
หญิงสาวเดินไปตามทางโรยกรวดที่เธอออกแบบเองซึ่งเป็นทางลัดจากหน้าบ้านตรงไปประตูหลังร้านกาแฟ บ้านที่พวกเธอพักอาศัยอยู่เป็นบ้านตึกกึ่งไม้ซึ่งสร้างมาราวยี่สิบกว่าปีแล้วแต่ด้วยการก่อสร้างที่พิถีพิถันและเลือกใช้วัสดุที่ดีเมื่อดูแลดีๆ สภาพจึงออกมาเป็นบ้านที่ดูคลาสสิกเป็นสไตล์บ้านไทยประยุกต์อันเป็นที่นิยมในต่างจังหวัด ซึ่งบ้านหลังนี้มาอยู่ในกรรมสิทธิ์ของบิดามาเมื่อไม่ถึงสิบปี เนื่องจากคุณป้าเจ้าของบ้านที่เป็นเพื่อนรักของบิดาได้ย้ายไปตั้งรกรากที่จังหวัดเชียงใหม่จึงขายบ้านหลังเล็กๆพร้อมที่ดินไร่เศษๆให้ผู้เป็นเพื่อนรักในราคาถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับที่ดินขนาดเท่ากันในละแวกนี้แม้ในขณะที่ทำการซื้อขายกันแทบนี้จะยังเป็นเกือบชานเมืองของกรุงเทพฯก็ตาม เมื่อฟ้าสางผู้เป็นพี่ชายและพวกเธอต้องมาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในเมืองหลวงจึงไม่ต้องไปพักที่หอพัก นับเป็นการมองการณ์ไกลของเที่ยงวันผู้เป็นบิดา
ห้าปีผ่านไปทำเลบ้านหลังนี้ก็กลายเป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การค้าขาย พ้นรั้วบ้านด้านหน้าก็เป็นถนนสายหลักของซอย ซึ่งลึกเข้าไปในซอยมีทั้งหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อสองปีกว่าๆ คอนโดมิเนียมตลอดจนหอพักนักศึกษาด้วยว่าอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก แถมบ้านของเธอก็อยู่พื้นที่ส่วนในสุดของที่ดินทำให้พื้นที่ด้านหน้าของบ้านจึงมีมากและตั้งอยู่เกือบต้นซอย ร้านกาแฟสไตล์รีสอร์ทขนาดยี่สิบห้าที่นั่ง ที่สร้างด้วยปูนเลียนแบบไม้ทาสีเหลืองนวลกรุกระจกสามด้านจนมองเห็นเคาเตอร์ด้านในที่รายล้อมด้วยแมกไม้สีเขียว สลับกับดอกไม้หลากสีที่จัดอยู่วางอยู่ด้านหน้าอย่างเหมาะเจาะจึงเรียกความสนใจจากผู้ที่สัญจรผ่านไปมาไม่น้อย และผู้คนเหล่านั้นก็กลายมาเป็นลูกค้าของหญิงสาวไม่น้อย เรียกได้ว่า ร้านกาแฟเล็กทำให้รุ่งเช้าอยู่ได้สบายๆ โดยไม่ต้องหวังพึ่งงานประจำอีก
เมื่อมาถึงร้านหญิงสาวไปกุญแจเข้าไปด้านในวางกระเป๋าประจำใจที่บรรจุแลปท็อปหนึ่งเครื่องกับโทรศัพท์มือถือไว้บนเคาเตอร์ในครัวก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้านหน้าเพื่อรดน้ำต้นไม้ดอกไม้หน้าร้านรอรถส่งของและน้ำแข็งที่ใกล้จะมาตามเวลาที่นัดหมาย





 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 13:50:18 น.
Counter : 69 Pageviews.  

แนะนำ==>ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love



ฝาก...ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love ไว้ด้วยนะค้า เป็นเรื่องแรกของคนแต่ง ครึ่งตอนแรกของตอนที่หนึ่ง แต่งไว้นานมากแล้วตั้งใจจะเป็นอีกแนวนึง อาจจะมีคนเคยเจอเพราะว่าหนูปุกเคยเอาลงไว้ที่บล็อคเดิม แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป คนแต่งแก่ขึ้น โครงเรื่องที่ร่างไว้ก็เลือนหายไปจากสมองน้อยๆที่ประกอบไปด้วยแกลบเป็นส่วนใหญ่ เลยจำเป็นจะต้องเปลี่ยนโครงเรื่องเกือบจะทั้งหมด

"ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love"

หวังว่าคุณจะอมยิ้มกับ ความอบอุ่นที่อบอวลไปด้วยรักของเรื่องนี้ ไม่มากก็น้อย

ป.ล. ช่วยติชมด้วยนะค้า คนแต่งแอบหวาดหวั่นเล็กๆ มือใหม่หัดแต่ง อยากได้คำติชมไปพัฒนาฝีมือต่อไปค่า
........................................................................................................
"ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love" เป็นเรื่องราวของสองสาวฝาแฝด ที่ต้องวางแผนรับรักที่มาทักทาย ไม่ให้ลาร้างหายไป แถมวางแผนรุกกลับจนคนทักแทบจะรับไม่ทัน

ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love
ยามเมื่อรักทักทาย Morning Love









 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 13:42:18 น.
Counter : 104 Pageviews.  


กระปุกปุยเมฆ
Location :
มหาสารคาม Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




จากใจ...

"เพียงพอใจ" เป็นนิยามของชีวิตในตอนนี้

..........................................

อยากเป็นอะไรมากมาย อยากทำอะไรตั้งเยอะ
แต่ไม่ได้ทำซักอย่าง เพราะอะไร...ไม่รู้
ทว่าก็ยังหวังจะทำต่อไป...

..........................................

เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ(รึเปล่า??) ที่ฝันจะมีรถซักคัน
มีกล้องซักตัว ตะเวนไปทั่วไทย
ใช้ปลายนิ้วพิมพ์พรมลงแป้นพิมพ์
ร้อยเรียงอักษรจรรโลงความสุขสู่ใครหลายๆคน

..........................................

เคยเป็นนักอ่าน(และยังอ่านอยู่) แต่ฝันว่าจะเป็น"นักเขียน" และตอนนี้ก็ยังพยายามอยู่ แม้หลายคนเมื่อบอกมักได้คำตอบว่า ไร้สาระ แต่ก็ไม่เป็นไร ความไร้สาระที่ช่วยจรรโลงใจ...ยินดีที่จะทำ


ให้กำลังใจด้วยนะค้า...

..........................................



Friends' blogs
[Add กระปุกปุยเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.