ประถมปลาย - ขายส้ม
ส้ม ของคนใต้ ไม่ได้หมายถึงส้มแป้น ส้มเขียวหวานลูกกลมๆ

ส้ม คือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ที่เหมาะจะกินกับพริกกะเกลือ นั่นแลใช่แล้ว

++++++++++++++

เมื่อฉันไปเป็นเด็กโรงเรียนเทศบาล 1 (ถนนนครนอก) ก็อยากจะทำอะไรแบบเพื่อนๆบ้าง

เพื่อนในห้องคนนึงบอกว่า ถ้าเลิกเรียน จะต้องไปช่วยที่บ้านเก็บผักขาย บางคนก็จะต้องไปช่วยปอกปู การปอกปูนี่ก็คือการเอาเนื้อปูต้มออกมาจากกระดองแข็งๆ ของมัน

ฉันมาคิดดูว่าเราจะต้องทำอะไรแบบนั้นบ้างเพื่อให้ได้รสชาติของชีวิต แต่เอ แถวบ้านมันก็ไม่มีอะไรเลย อย่ากระนั้นเลย ลองไปดูที่สวนยายกัน

สวนยายที่หลังวิก (โรงหนัง) มีต้นกระท้อน มะเฟือง เชอรี่(ไทย) มะม่วงอกร่อง และมะม่วงน้ำดอกไม้ ยังไม่รวมใบเตยกอเบ้อเริ่ม ต้นผักโขม ผักหวาน ต้นมะกรูด และอะไรอีกมากมายที่ฉันจาระไนแทบไม่หมด

งานนี้เป็นธุรกิจในครัวเรือน ครั้นจะทำคนเดียว ฉันก็คิดว่าคงขายลำบาก จึงไปเรียกน้องสองคนมาปรึกษา (อุบ๊ะ ทำงานกันตั้งแต่เล็ก) เราตกลงกันว่า จะขายมะเฟืองนี่แหละ เพราะมันอยู่ในฤดูที่ออกลูกเยอะกำลังดี

ฉันไปหาถุงพลาสติกใสมาสองขนาดจากร้านประจำที่ขายอุปกรณ์งานฝีมือทุกอย่าง ติดกับร้านโรตีทีหัวมุมถนนนางงาม ได้ถุงมาใส่มะเฟือง และซองเล็กๆ สำหรับพริกกะเกลือ อ้ะ ใช้ได้

เจ้าบัวดูแลหาพริก เกลือและน้ำตาล มาปรุง แล้วคุณนายก็จัดการตักด้วยช้อนชาชงกาแฟแม่ ใส่ซองอย่างบรรจง ส่วนมะเฟือง เราเอามาหั่นๆๆ เอาแล้วแช่ตู้เย็นใส่ถุงไว้ ก็จะยังสดกรอบและเย็นเจีี๊ยบ แม้มันจะไม่เปรี้ยว ออกจะหวานด้วยซ้ำ

ตอนเช้า ฉันไม่ได้ขายเอง เพราะแต่ละวัน เราจะทำประมาณ 5-10 ถุงเท่านั้น ให้เจ้าบัวกะโอห์มไปขาย ก็หมดแล้ว เพราะที่โรงเรียนไม่มีใครเอาของอย่งนี้มาขาย วันๆ หนึ่งได้เงินประมาณนี้แหละ ขายถุงละ 1 บาท

เราทำอย่างนี้กันจนหมดหน้ามะเฟือง ได้เงินมาสมควร เอาไว้ซื้อของมาทำงานฝีมืออื่นๆ ที่อยากทำ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เอามะม่วง กะกระท้อนไปขายด้วย เพราะพวกเราชอบกินน่ะสิ จะขายได้ไง กินกันเองยังไม่ค่อยจะพอเลย

+++++++++++++++++

สวนยาย ยังคงเป็นสถานที่หาเงินให้พวกเราได้เสมอ



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 18:53:45 น.
Counter : 309 Pageviews.

2 comment
ประถมปลาย - แขกงานศพ
การไปงานศพ สำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องสนุก
แต่สำหรับเด็กในวงดนตรีไทยอย่างพวกเรา มันเป็นเรื่องน่าปลื้มใจ

+++++++++++++++++

พวกเราถือว่าเป็นการซ้อมนอกสถานที่ คือจะต้องไปเล่นดนตรีไทยงานศพ ซึ่งก็อาจจะเป็นวัดแหลมทรายบ้าง วัดโรงวาสบ้าง ทางเจ้าภาพเขาจะเอารถกระบะมารับเครื่องดนตรีและนักดนตรี พวกเราก็ใส่ชุดนักเรียนนี่แหละไป ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปเล่นตั้งแต่ตอนหัวค่ำ

ไม่ต้องกินข้าวที่บ้านอีกตังหาก เพราะว่าไปถึงงานก็จะมีโจ๊ก หรือข้าวต้มอร่อยๆ กระเพาะปลาบ้าง อาหารว่างหลากหลาย น้ำอัดลม อยากกินอะไร จัดไปให้เต็มที่ เจ้าภาพก็ใจถึงจริงๆ

เล่นจนถึงเกือบเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณครูอ้อย และแฟนครูอ้อย ครูมนตรี ซึ่งจริงๆแล้วแกทำงานเป็นทนายความ ก็จะพาเด็กๆ ส่งกลับบ้าน จึงไม่แปลกที่เด็กสิบขวบนิดๆ อย่างฉันเริ่มทำตัวเกเร กลับบ้านดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นแล้ว

+++++++++++++++++

การได้ใช้ชีวิตยามค่ำ อยู่กับงานศพ ของคนที่ไม่รู้จักมักคุ้น ทำให้ฉันเริ่มชินและเข้าใจชีวิตมากขึ้น บางงานผู้เสียชีวิตเป็นคนแก่แล้ว บางงานก็ยังอายุน้อย บางศพโดนยิงมาจากคู่อริเสียพรุน ทำให้เด็กน้อยๆ อย่างพวกเราได้เข้าใจถึงแก่นสารของชีวิตมากขึ้น คนอื่นไม่รู้นะ แต่ฉันได้คิดมากเลย

ชีวิตมันมีแค่สั้นนิดเดียว ทุกวินาทีที่หายใจ ก็อยากจะให้มันเป็นสุข อยากสร้างประโยชน์ทำความสวยงามประดับโลก จริงๆแล้วฉันไม่ได้เพิ่งมาคิดได้จากการเล่นดนตรีไทยงานศพ แต่เพราะการที่บ้านอยู่ใกล้วัด และมีญาติเป็นพระ มันเป็นการเรียนรู้ ที่ฉันไม่ได้ท่องบทสวดภาษาบาลี หรืออะไรเลย แต่ทำให้คิดได้เอง ตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้วมั้ง ตอนนั้นขึ้นป.1 พอดี แต่เรื่องนี้เอาไว้เล่าในตอนประถมต้นดีกว่า กลับมางานศพกัน

การจัดงานศพของคนใต้นั้นก็คงไม่ต่างจากภาคอื่น เขาจะนิยมเก็บศพสวดที่วัดเป็นจำนวนวันเลขคี่ ไม่แค่คืนเดียวก็สามคืน ห้าคืนถึงเจ็ดคืน หากนานหน่อย ก็เป็นภาระของพวกเราที่จะต้องไปเล่นทุกคืน กินของฟรีเขาทุกคืนด้วยเช่นกัน

ฉันจำได้ว่าไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องที่ต้องกลับบ้านดึก บางครั้งหลังจากหยุดเล่นดนตรี เพื่อให้พระท่านสวด พวกเราก็พนมมือไปพลาง แอบบ่นที่เหน็บกินขาชาไปพลางๆ

ที่ตั้งของวงดนตรีหรือ จะตรงไหนซะล่ะ ถ้าไม่ใช่ข้างโลง
ปกติแล้วผู้มาเคารพศพจะมากราบที่หน้าโลง พวกเราจะนั่งข้างโลวฝั่งหนึ่ง ในขณะที่พระท่านจะนั่งอาสน์อีกด้านของโลง แล้วฉันก็เป็นตัวนั่งริม ที่ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งซ้ายหรือขวา พวกที่ตั้งเครือ่ง จะต้องพยายามยัดเยียดให้จะเข้กับฉันไปนั่งติดกะโลง (ใจร้ายจริงๆ พวกนี้มันรู้ว่าฉันไม่กลัวผี)

++++++++++++++++++++++++

สิ่งที่พิเศษที่สุด และเป็นวันที่เราจะได้ของแจกกันด้วยก็คือวันเผา ถ้าบังเอิญเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์ พวกเราก็จะได้ไปเล่นดนตรีด้วย ก็ใส่ชุดนักเรียนไปเหมือนกัน ที่ตั้งของวงจะย้ายจากในศาลาไปตั้งที่เชิงเมรุเผาศพ

หลังจากมีการสวดครั้งสุดท้าย ญาติมิตรมากล่าวไว้อาลัย และอำลายืดยวแล้ว ทุกคนก็จะหยิบดอกไม้จัน เดินขึ้นไปวาง พวกเราก็จะได้รับเชิญด้วย แรกๆฉันก็ไม่กล้าก้มลงไปมองผู้ตาย ที่เรามาเล่นดนตรีให้ญาติมิตรเขาฟัง แต่หลังๆ ก็เริ่มทำใจได้ แม้ว่าจะไม่เคยได้พบเจอเขามาก่อน ก็จะอโหสิ และอวยพรให้ทุกคนเสมอ

ก่อนสัปเหร่อจะทำการจุดไฟ ทางญาติเจ้าภาพจะหว่านเงิน มันก็คือเหรียญเงินนี่แหละ แต่ห่อกระดาษแก้วหลากสี เอามาหว่าน แลกๆ ฉันโดนหนัก เพราะอยู่ข้างหน้า เคยมีแบบโป๊ก กระแทกหัว แต่หลังๆ ฉันเห็นเป็นเรื่องสนุก ยิ่งมาทางวงดนตรี ฉันก็คว้าเลย เพราะว่ามองหน้าผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่ได้ห้ามปรามหรือตำหนิ ถ้าเก็บได้ ก็จะเอามาให้เพือ่นๆด้วย แล้วก็ไม่ใช้ เก็บไว้ทั้งกระดาษห่อนั่นแหละ เอาไว้เป็นเงินขวัญถุง ขอให้เก็บเงินอยู่ ขอให้ร่ำรวย ซ้าธุ

นี่แหละชีวิตนักดนตรี 555

++++++++++++++++

การมางานศพ ทำให้ค้นพบสัจธรรมที่สำคัญที่สุด

วัวควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี

ชีวิตเด็กสิบขวบกว่าๆคนนึง เริ่มอยากจะเป็นคนที่คนอื่นจดจำแต่สิ่งดีๆ



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 18:37:02 น.
Counter : 309 Pageviews.

1 comment
ประถมปลาย - นักดนตรีไทยมือใหม่
และเนื่องจากการย้ายโรงเรียนของฉัน ในที่สุดฉันก็ได้มีโอกาสทำสิ่งที่อยากทำ

ครูที่สอนดนตรี ชื่อครูอ้อย อัจฉราภรณ์ ครูอ้อยยังสอนคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากวิชาดนตรีและขับร้องแล้ว แต่การเรียนดนตรีไทยนั้น คนที่สนใจจะต้องมาสมัคร และผ่านการคัดเลือกจากครูอ้อยก่อน

เด็กๆที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้ ส่วนมากจะเรียนกันตั้งแต่ป.หนึ่งแล้ว จึงมีโอกาสเรียนดนตรีไทยกันตั้งแต่อายุน้อยๆ ส่วนฉันเพิ่งมาเอาตอนป.สี่ แต่ก็ยังดี ที่ครูอ้อยก็เปิดรับคนที่เพิ่งจะมาเรียน โดยการเรียนจะทำกันในห้องประชุม ที่อยู่ชั้นล่างของอาคารที่เป็นห้องเรียนพวกเราชั้นป.สี่ป.ห้านั่นเอง ชั้นสองนั้นเป็นห้องธุรการ และห้องพักครู จึงไม่มีใครมีปัญหาจากเสียงการฝึกซ้อม

ครูอ้อยปล่อยให้พวกเราที่เป็นเด็กใหม่เข้าไปเดินดู ลูบคลำเครื่องดนตรี ความหัวหมอของฉัน ฉันเลือกที่จะเล่นจะเข้ เพราะว่ามันตั้งอยู่ข้างหน้าสุดน่ะสิ ถ้าฉันเล่นในวง แม่กะพ่อก็จะได้มองเห็นฉันก่อนคนแรก เพราะฉันอยู่ข้างหน้า ฉลาดไม๊ล่ะ

วงดนตรีของโรงเรียนเทศบาลหนึ่งของเรานั้น เป็นวงที่เรียกได้ว่าวงมโหรี วงดนตรีไทยนั้นเขามีการแบ่งดังนี้คือ 1 วงปี่พาทย์ เดิมนั้นเป็นวงที่มีแต่ผู้ชายเล่น คือมีเครื่องดนตรีประเภทตี และเป่า อันได้แก่ระนาด ฆ้องวง ปี่ ขลุ่ย ก็ชื่อบอกว่าปี่พาทย์ ส่วนวงที่ 2 คือวงเครื่องสาย ก็จะมีเครื่องดนตรีพวกขิม จะเข้ ซอ และใช้ผู้หญิงเล่น ส่วนวงมโหรีนั้นคือการเอาทั้งสองวงนี้มารวมกัน

ฉันจำได้ว่าตอนที่มาสมัครเรียนใหม่ๆ พร้อมกัน คนที่เล่นดนตรีไทย ก็จะเป็นนักดนตรีในวงดุริยางค์ของโรงเรียนไปด้วย โดยบังคับ (เอ๊ะ) ดังนั้นนอกจากฝึกซ้อมดนตรีไทยแล้ว เราก็ยังต้องฝึกซ้อมดนตรีสำหรับการเดินพาเหรดด้วย โดนตอนเช้าๆ จะต้องมาบรรเลงเพลงชาติ เพลงสดุดี ที่หน้าเสาธง หลังจากเก็บเครื่องดนตรีเสร็จแล้ว เราก็ถึงจะขึ้นไปห้องเรียน ตามเพื่อนๆ ไป

++++++++++++++++++

เพื่อนในวงดนตรีที่ฉันจำได้แม่นคือหวี ฉวีวรรณ สุรัตน์สัญญา หวีเล่นซออู้ เราดูแล้วรู้สึกว่าเธอทำให้ซออู้ดูสวยขึ้น พี่สาวของหวี พี่อรุณศรี เล่นซอด้วง สองพี่น้องคู่นี้ทำให้ใครๆ จะพากันอิจฉาคนเป็นพ่อแม่ เพราะว่าขนาดฉันเองที่เป็นผู้หญิงยังรู้สึกเลยว่าหน้าตาดีมากๆ

พี่สมพร เป็นพี่ผู้ชาย ที่เล่นระนาดเอกประจำวง แม้ว่าหลังจากนั้นฉันจะไปเล่นดนตรีไทยกับคนอื่นอีกมากมาย ฉันก็ยังรู้สึกว่าพี่สมพรแกเล่นระนาดเอกเซียนจริงๆ ในอายุแค่ไม่เกิน 12 ขวบตอนนั้น วงดนตรีของเรามีคนเล่นแค่เครื่องละชิ้นเท่านั้น (แม้ว่าเราจะมีอย่างละสองชิ้น เพราะครูอ้อยเป็นการตลาดที่ดีในการสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่โรงเรียนเทศบาลเล็กๆ ของเรา)

อีกคนที่จะลืมไม่ได้คืออลงกรณ์ แม้ว่าดนตรีไทยจะมีเครื่องประกอบจังหวะ อันได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง โทน รำมะนา กลองแขก แต่ไม่ค่อยจะมีใครพิสมัยอยากจะทิ้งเครือ่งดนตรีของตัวเอง ลงไปเล่นเครื่องให้จังหวะพวกนี้ อลงกรณ์ หรือหมี เป็นเด็กผู้ชายผิวคล้ำๆ หน้าตาทมึงถึง กวนตีนใช่เล่น แต่หมีเล่นทุกอย่างได้อย่างไม่มีผิดเลย

++++++++++++++++++

หนูเปิ้ล อลิสา เป็นหลานสาวของครูอ้อย ที่ไม่ค่อยชอบใจจะเล่นดนตรีเท่าไหร่นัก แต่เธอร้องเพลงไทยเดิมได้ และต่อมา ฉันก็โดนจับมาติวสอนการร้องเพลงไทยเดิมด้วยอีกคน เพราะครูอ้อยอยากให้มีตัวสำรองกันไว้บ้าง เผื่อเกิดไม่สบายขึ้นมา ฉันจำได้ เมื่อฉันกลับไปบ้านแล้วบอกพ่อกับแม่ว่า ฉันเป็นนักร้องเพลงไทยเดิมด้วยนะ แล้วก็ร้องเพลงลาวดวงเดือนให้ฟัง แม่ทำท่าอะเมซซิ่งมาก จริงๆแล้ว แม่ก็เป็นคนสอนฉันร้องเพลงทั้งเก่าและใหม่ตั้งมากมาย ซึ่งเดี๋ยวฉันจะเล่าในวันหลัง

++++++++++++++++++

เรามารู้จักดนตรีไทยกันให้มากขึ้นอีกสักนิด ในตอนแรก ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจ (และโดนครูอ้อยตัดสินใจ) ให้มาเล่นจะเข้นั้น ฉันได้แอบไปลูบๆ คลำๆ ขิมสายอยู่เป็นนานสองนาน เพราะที่บ้านฉัน ไม่ได้มีฉันคนแรกที่เป็นนักดนตรีไทย คุณพ่อเองก็เล่นซอด้วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และคนแรกในครอบครัว ที่ฉันอาจจะสืบเชื้อสายความรักดนตรีมาก็คือคุณตา เพราะคุณตามีขิมสายโบราณๆ อันนึง เก็บไว้เป็นสมบัติมา แต่ก็ไม่มีใครได้เล่น เพราะน้าชัย หันไปเอาดีทางดนตรีสากล และปัจจุบันก็เป็นอาจารย์ดนตรี ที่ทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย โดยการให้เช่าเครือ่งดนตรีสำหรับนักดนตรีในคาเฟ่

++++++++++++++++++

ที่ฉันไม่เล่นขิมสายนั้น อาจเป็นเพราะฉันมองการณ์ไกลมาแล้ว ขิมนั้นมีสายลวดทองเหลืองจำนวนมากมาย ลำบากแก่การขึ้นสาย (แน่นอนล่ะ ใครเล่นเครื่องดนตรีอะไรก็จะต้องเรียนขึ้นสายเครื่องดนตรีของตัวเอง เพื่อให้เสียงโน้ตถูกต้องอยู่เสมอ) แล้วเมื่อสายขาด ก็จะต้องรื้อออก และใส่สายใหม่ หมุนตัวเข็มไม่รู้กี่อัน ฉันไม่ใช่คนชอบความลำบาก ฉันจึงเลือกจะเข้ดีกว่า เพราะมันมีสายเอ็นสองสายและสายลวดอีกสายเดียว แล้วก้อจากการสอบถามผู้สอนที่มีประสบการณ์ สายมันก็ไม่ค่อยขาดด้วย ปัญหาอื่นที่มีของจะเข้ ก็คือนมหลุด อ๊ากกกก

++++++++++++++++++

นมจะเข้ เป็นไม้ชิ้นๆ ส่วนที่ฉันจะต้องเอานิ้วพาดลงไป เพื่อกดโน้ตเสียงในเวลาที่ดีด ซึ่งมันไม่ได้ติดอยู่ด้วยกาวตราช้าง จึงมีการหลุดกันได้ หากมันหลุด แล้วไม่มีอะไรใกล้มือจะยึด เราจะต้องเอายางสน มาลนบางๆ ด้วยไฟแช็คแล้วแปะลงไปก่อน ให้ถูกตำแหน่ง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองมือหนักขนาดไหน แต่ตั้งแต่เล่นดนตรีไทยอยู่กับวงของครูอ้อย ฉันทำนมหลุด บ่อยจริงๆเลย

++++++++++++++++++

เพลงที่ฉันชอบที่สุด ตั้งแต่เล่นมา เป็นเพลงเขมร ชื่อเขมรพวง (เถา)

ฟังดูกัน

เพลงไทยนั้นจะมีชื่อที่ขึ้นต้นด้วย ลาว- เขมร- แขก- จีน- ซะเยอะด้วย อย่างเพลงที่คุ้นๆ กันก็มี ลาวครวญ เพลงแรกที่ฉันเรียน และจำขึ้นใจ ร้องว่า "โอ้ พระชนนี ชนนีศรีแมนสรวง จะโศกทรวงเสียวรู้สึก ระลึกถึง..... ซ- ม- รดรม -ม ซ-ล ด-ร ด-ม รรรร ซ-ซซ ล-ซ ม-ซ ล- ด- ร- ดดดด ซ-ม ร-ด ร-

เห็นแล้วอาจจะงงๆ เพราะว่าไม่ได้เขียนขีดใส่ห้องให้เพลง แม้ว่าจะเขียนไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราว แต่ฉันก็ยังไม่เคยลืมว่ามันเล่นยังไง สิ่งที่เรียนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจะเข้ เครื่องดนตรีหลัก ซออู้ ซอด้วง ขิมสาย หรือพวกเครื่องจังหวะ การเรียนดนตรีมันคงจะเหมือนว่ายน้ำ คือหัดกันครั้งเดียวก็เป็น แต่หลังจากนั้น ถ้าอยากจะให้เก่ง ก็ต้องซ้อมกันบ่อยๆ

เพลงต่อมา ที่เรียน และเป็นเพลงที่คนทั่วไปเคยได้ยินเพราะเอามาทำใหม่บ่อยก็คือลาวแพนน้อย ถ้าบอกว่าเพลงนี้ไง ทุกคนก็จะนึกออก "ข้อยจากอีสานหลายปี เข้ามาอยู่กรุงศรี วิไลเลิศฟ้า... " เป็นไงล่ะ นึกออกในทันใด

เพลงลาวดวงเดือน เป็นเพลงที่ฉันต้องร้องตอนที่แข่งขันระหว่างโรงเรียนประถมในจังหวัดด้วย ก็เลยไม่เคยลืมเนื้อร้องเลย

เวลาคิดถึง เพราะไม่มีโอกาสจะได้เล่นเอง ฉันก็จะฟังเพลงเอาที่นี่ค่ะ พระปิยะโรจน์เวบเพลงไทย หายคิดถึงจะเข้ไปได้เลย แม้ว่าเสียงมันจะไม่หวานใสเหมือนขิมสาย แต่ส่วนตัวฉันชอบจะเข้มากๆ เพราะว่าฉันซาดิสม์ 555 การเล่นจะเข้ต้องใช้แรงนะยะ สาวน้อยผู้บอบบาง จะไม่มีแรงดีดให้เสียงมันดังกังวานได้หรอกจะบอกให้

ลาวคำหอม ก็เป็นอีกเพลงที่เพราะ ในสมัยประถมปลายนั้น แม้ว่าจะใช้เวลาอยู่กับวงดนตรีถึงสามปี ฉันก็ไม่ได้เรียนเพลงไทยทุกเพลงหรอกนะคะ เพลงที่เรียนไปจำได้ก็ยังมี เขมรไทรโยค เพลงนี้ก็จะคุ้นหูคนสมัยใหม่ เพราะเอามาทำเพลงนกเขาคูรัก อย่างน้อยแสดงว่าเพลงไทยเดิมก็ยังไม่เชยซะทีเดียว

++++++++++++++++

ทุกวันนี้ชื่นชอบนักดนตรีไทยอยู่คนนึง คุณอ้อมมือขิม พริ้วมาก อยากบอกว่าน้องนกที่บ้านชอบมากๆ ถ้าเมื่อไหร่ออกจากบ้านจะเปิดเพลงขิมทิ้งไว้เสมอ

เพลงของขวัญจากก้อนดิน



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 20:06:45 น.
Counter : 416 Pageviews.

0 comment
ประถมปลาย - จุดเปลี่ยน
ประถมปลาย หรือ ป.4 ของฉันตอนนั้น มันอยู่ในปี 2531 กำลังอายุสิบขวบพอดี จุดเปลี่ยนแปลงนี้มาจากเพื่อนหญิงคนมุสลิมข้างบ้าน ชื่อด๊ะ เป็นคนพาฉันไปเปิดโลกใหม่

วันหนึ่งด๊ะ หรือสุมาลี กะเพื่อนสนิทของเธอแวะมาชวนเราไปเล่นต่างถิ่น ด๊ะบอกว่าเดี๋ยวพาไปดูเด็กโรงเรียนอื่น ฉันเป็นคนทีออกเที่ยวตั้งแต่เด็กแล้ว เคยกลัวอะไรที่ไหนล่ะ สงขลาก็บ้านเราเอง ก็ตัดสินใจตามไปทันที แบบไม่ต้องคิดยาว

โรงเรียนที่ด๊ะบอก มีลานกว้าง มีเสาธง มีอาคารห้องสมุด มีโรงอาหารเป็นเรื่องเป็นราว ดูใหญ่โตกว่าโรงเรียนส.น.ที่ฉันเรียนอยู่อย่างมากมาย

ในสายตาเด็กอายุแค่สิบขวบ บอกได้คำเดียวว่ามันใหญ่มาก เราแอบไปเดินเล่นบนตัวตึกได้ยินเสียงคนเล่นดนตรีมาเป็นวง ฉันทึ่งมาก เพราะที่โรงเรียนโน้น ไม่เคยมีอะไรแปลกๆ ยังงี้ ดังนั้นเมื่อกลับมา ฉันจึงบอกแม่สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ฉันอยากย้ายไปอยู่โรงเรียนเทศบาล

แม่ไม่พูดอะไร คงอึ้งไปพักใหญ่ ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าพ่อกะแม่จะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้เราย้ายโรงเรียน แต่ฉันมั่นใจว่า ปีหน้า ฉันได้ไปเจอเพื่อนใหม่ ที่นั่นแน่นอน

++++++++++++++

ประมาณต้นเดือนพ.ค. แม่ก็จัดการให้น้าเจี๊ยบ เอาเสื้อนักเรียนของน้องๆ ไปปักใหม่ด้วยกันหมด จากด้ายสีแดง เราก็มีชื่อใหม่เป็นสีน้ำเงิน ชื่อโรงเรียน ท.1 เป็นตัวเลขไทยม้วนๆ ดูแล้วสวยงามดี

จริงๆแล้วฉันว่าสิ่งที่มีส่วนทำให้แม่ทำตามใจฉันได้อย่างรวดเร็ว คือคุณครูชั้นป.สามที่โรงเรียนเก่าของฉัน ที่เกือบมีเรื่องกะแม่ แม่ไปโวยวายกับครูใหญ่ที่โรงเรียน เพราะยัยคุณครูทุบหลังฉันดังอึ๊ก หลังจากนั้นฉันปวดหลัง ปวดไหล่ไปหลายวัน แม่บอกว่าดีแล้ว ฉันจะได้มีโลกทัศน์ใหม่ๆ นอกโรงเรียนรั้วแคบๆ นั้นบ้าง

+++++++++++++++

วันแรกที่ไปโรงเรียน ต้องไปแนะนำตัว ฉันจำครูใหญ่ที่โรงเรียนเทศบาล 1 ได้อย่างแม่นยำ ครูใหญ่เป็นผู้ชายมีอายุ ท่าทางใจดี ชื่อคุณครูประสาร มลิวัลย์ ชื่อนี้ฉันไม่มีวันลืม คุณครูมาเรียกให้ครูประจำชั้นพาฉันไปแนะนำตัว ฉันเข้าไปเรียนห้องชั้นป.4 มีคณครูชูศรีเป็นครูประจำชั้น ครูชูศรีเป็นครูผู้หญิงผมดัดหยิกสั้นเป็นลอนๆ ดูท่าทางมีอายุกว่าคุณแม่ฉัน ฉันรู้แต่ว่าถูกชะตากะคุณครูอย่างมากมาย

+++++++++++++++

หลังจากแนะนำตัวว่าชื่อกชกร ชอบธรรม ชื่อเล่นว่าบอลลูน เพื่อนๆ ในห้องก็พากันฮือฮา มาขอจับลูบคลำของใช้ที่ฉันพกไปด้วย ฉันมีกระติกน้ำใหม่สีแดง แบบมีหลอดพลาสติกใสเสียบอยู่ด้วย แล้วก็มีกล่องข้าวห่อ ที่แยกข้าว กะกับไว้คนละทาง เพื่อนๆเห็นเป็นสิ่งน่าทึ่งมาก เด็กผู้หญิงในห้องก็ดีกับฉันทุกคน ตอนเที่ยงๆ หลังจากกินข้าว เราก็ไปนั่งเอาหลังพิงฝาห้อง แล้วก็หัดทำงานฝีมือกันบ้าง บางวันที่อากาศไม่ร้อนมาก เราก็ไปกระโดดยางกัน แม้ว่าฉันจะไม่เคยเล่นกระโดดยางมาก่อน แต่พวกเพื่อนๆ สอนได้อย่างเข้าใจง่ายมาก แป๊บเดียวฉันก็เล่นยางเป็นทุกเหลี่ยม ไม่ว่าจะสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม (ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เล่นด้วยกัน)

+++++++++++++++

วิชาที่เราเรียนในห้อง ก็มีภาษาไทย คณิตศาตร์ สปช. กพอ. สลน. เหมือนที่เรียนที่โรงเรียนส.น.มาก่อน ฉันชอบวิชาภาษาไทยที่สุด เพราะครูชูศรีเป็นคนสอนเองด้วย ฉันชอบคำศัพท์ที่คุณครูบอกให้เขียน เพราะอันนี้ที่บ้านแม่ก็ชอบให้พวกเราหัดเขียนเหมือนกัน แล้วต้องเขียนให้ถูกด้วย ไม่งั้นจะต้องกลับไปอ่านในพจนานุกรมมาใหม่ คำที่คนอื่นเขียนผิด ฉันมักจะไม่ผิด ครูชูศรีชมว่าฉันลายมือสวย ต้องขอบคุณแม่ล้วนๆ เพราะแม่เป็นคนจับมือฉันเขียน

+++++++++++++++

ชีวิตเด็กๆ ชอบเล่นซุกซนอย่างฉัน มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้มากมายในโรงเรียนนี้เลยล่ะ ต้องติดตามดูแล้วอย่าหัวเราะขำกันเสียก่อนนะ



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 16:41:59 น.
Counter : 333 Pageviews.

3 comment
นี่เขาเรียกว่าปลงสังขารได้แล้วใช่ไหม
นอนไม่หลับ ตีสามครึ่งแล้ว ซัดกาแฟหนักๆ ไปห้าแก้วเมื่อวานนี้ เป็นไงล่ะตอนนี้ มานั่งตาสว่างอยู่คนเดียว สามีก็หลับฟรี้ไปแล้ว หลังจากโดนเราข่มขืน 555

กลางคืนมืดๆ เงียบๆ มีเวลาคิดอะไรอยู่กับตัวเองคนเดียว ทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่เราอยากได้ จะขวนขวายกระวนกระวายอีกต่อไปแล้ว

นี่จะเรียกว่าปลงได้แล้ว หรือเรียกตามที่พวกเพื่อนๆเราเรียกเราดี "หมดไฟ" แล้ว

รู้สึกว่าหากคืนนี้นอน แล้วพรุ่งนี้เช้าไม่ตื่น จะไม่เสียดายอะไรเลย เพราะไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจแล้ว พ่อแม่ รับรู้แล้วจากการกระทำของเรา น้องนุ่งก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา ช่วยเหลือกันตลอด ที่บ้านไม่มีปัญหาเรื่องการเงินให้คิดมากอะไรเลย เพราะเรารู้ว่าพ่อแม่พี่น้องเราไม่มีใครโกงเรื่องทรัพย์สมบัตินอกกาย นอกจากนั้นยังมีเวลาบอกรักทุกๆคนในครอบครัว

มาถึงคนใกล้ตัว เขาก็คงรับรู้แล้วจากสิ่งดีๆ ที่เราทำให้

ส่วนตัวของเราเอง ก็เที่ยวมาเยอะ รู้จักคนมากมาย ทำประโยชน์ให้คนอื่นมานักต่อนัก

ลองคิดดูเองถ้าพรุ่งนี้ไม่ลืมตาขึ้นมา จะคิดถึงอะไรบ้าง

คำตอบง่ายๆที่มีอยู่ในใจตอนนี้คือ

ไม่คิดถึงอะไรเลย ถ้าจะหยุดหายใจไปตอนนี้ก็ไม่เสียดาย และไม่ห่วงใคร เพราะรู้ว่าเขาทุกคนจะอยู่ต่อไปโดยไม่มีเราได้ โดยมีความสุข

ถ้าคิดทางลบ ก็คงแสดงว่าเราเป็นคนที่ไม่มีความสำคัญเลย ใครๆก็ลืมหมด

แต่เอ เราไม่ได้คิดอย่างนั้นนี่นะ

อยากทำงานได้เงินเดือนสูงๆ ไหม - จะเอาไปทำไมเงินเยอะๆ

อยากซื้อบ้านเป็นของตัวเองไหม - บ้านที่เช่าอยู่ มันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพื่อนบ้านก็ดี โลเคชั่นก็โอเค แถมยังใหม่ด้วย

อยากไปเที่ยวไหนบ้าง - ไปมาเกือบหมดแล้ว ที่ไม่เคยไปก็ดูสารคดีซะจนรู้สึกเหมือนไปมาแล้ว ไม่อยากไปไหนเลย ไปก็ได้ แต่ไม่ได้อยาก

อยากซื้อรถใหม่ไหม - คันเก่ามันก็ยังวิ่งได้อยู่ แล้วก็ไม่ได้ซดน้ำมันเปลืองอะไร รอให้มันพังซ่อมไม่ไหวจริงๆก็ค่อยซื้อ

สามีชาวไร่ไม่ค่อยฉลาด ทำไมไม่หาสามีที่มีการงานดีกว่านี้ - จะแคร์ทำไม คนที่ทำคือสามี ไม่ใช่เรา เขาทำงานอะไรที่มีความสุขก็ให้เขาทำไป

อยากมีลูกไหมอายุเยอะแล้ว - ถ้ามันจะมีเดี๋ยวมันก็มีมาเองแหละ ไม่ได้ป้องกัน ห้ามไว้สักหน่อย

ตกลงเราเริ่มปลงแล้วหรือนี่ คิดแบบนี้แล้วสบายใจ โล่งๆ อย่งไรไม่รู้ จากที่แรกๆ เราเคยพยายามจะหาคำตอบที่ดีๆ มาตอบคำถามพวกนี้ เดี๋ยวนี้เราเฉยมาก ตัดทิ้งหมดเลย ชีวิตมันมีความสุขขึ้น เพราะไม่ต้องขวนขวายนี่เองหนอ



Create Date : 10 ธันวาคม 2554
Last Update : 10 ธันวาคม 2554 9:38:17 น.
Counter : 237 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

เที่ยวไปสองไพเบี้ย
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



รบกวนอย่าส่งข้อความหลังไมค์ค่ะ ติดต่อที่อีเมล์ตรง smileyinbelgium@hotmail.com นะคะ