Pristina เมืองหลวง
จากพริสเริ่น เราก็นั่งรถบัสต่อเข้าสู่เมืองหลวงค่ะ ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ไม่ค่อยมีอะไรดู ง่วงมาก ถนนหลวงเขาดีมากนะคะ วิ่งเรียบมาก



วิวสองข้างทาง จะเจอโบสถ์สลับกับมัสยิดบ้าง



อุ้ยตาย เจออีกแล้ว



นี่แหละค่ะ ทางเข้าเมืองหลวง เห็นแล้วนึกถึงเมืองไทย (นิดๆ)



โชคดีเจอรถถังสวนมา แอบถ่ายรูปได้



รถเข้าตัวเมืองแล้วค่ะ อาคารบ้านเรือนเขาเหมือนที่อัลเบเนียเลยคือทำสีเว่อร์ๆ



ที่พักเราคืนนี้อยู่บนเขา ไปลำบากมาก ขนาดคนขับแทกซี่เห็นที่อยู่แล้วยังมึนเลย แล้วคนไม่รู้ทางอย่างเราล่ะ

ในที่สุดก็ถึง มันเป็นโฮสเทลแห่งเดียวในเมืองหลวงของประเทศนี้ทีเดียว



ติดใจดอกกุหลาบ กำลังเข้าฤดูเลยค่ะ



ของบ้านนี้ก็สวย



อันนี้ไม่ใช่ยังสร้างไม่เสร็จนะคะ เขาจัดบ้านข้างในเรียบร้อย อยู่กันเป็นปกติแล้ว แสดงว่าตั้งใจ หรืองบหมด



อันนี้แบบดูเป็นบ้านหน่อย



บ้านสไตล์เดิม



ชั้นสองจะเป็นแบบนี้



อันนี้น่าจะประยุกต์แล้ว



จุดมุ่งหมายวันนี้ ไปขึ้นเขาอีกลูก



เดินอีกแล้ว ขาลากมากๆ ค่ะ มาเที่ยวที่นี่



ดอกไม้ริมทาง



บ้านหรูๆ บนเขา



วิวไม่ได้สวยประทับใจสักเท่าไหร่

คนที่นี่เป็นมิตรน้อยกว่าที่พริซเริ่นค่ะ แต่พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า



ธงของโคโซโว ข้างๆ เป็นนกสองหัว ของอัลเบเนีย



ร้านขายเสื้อผ้าสไตล์แขกๆ

ไปตลาดที่นี่ ใหญ่มาก แต่ไม่มีอะไรพิเศษให้ถ่ายรูปเลย เหมือนเมืองไทยเลยคะ มีแผงผัก แผงปลา ร้านค้าประจำก็จะขายของใช้ในบ้าน



ห้องพักเรา ราคาโฮสเทล แต่เป็นห้องเดี่ยว มีห้องน้ำในตัว และมีทีวีด้วยคะ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้



เห็นเมฆแปลกๆ เลยถ่ายแต่วิว เราค้างอีกคืนนึงแล้วก็กลับ



ขากลับเดินไปขึ้นรถสาธารณะ ไปสถานีรถบัสดู



นั่งรถหลงไปหลงมา รถบัสที่นี่มีกระเป๋าเดินมาเก็บตังค์ค่ะ ค่ารถ 50 เซนต์

เห็นป้ายแล้ว ดีที่รู้จักคำว่าท่ารถบัส อิอิ มั่วไปได้จนถึง





Stacioni i autobuseve เห็นแล้วก็เดาได้ว่าท่ารถบัส เราอ่านว่า สตาชิยนนี่ อิ เอาโต้บุสเซเว่ ทุกคนก็ช่วยจนมาถึงได้ เก่งจริงๆ พูดกันจนเมื่อยมือทั้งสองฝ่าย

แต่รถยังไม่มา ก็หาอะไรทานก่อน
อันนี้ก็ 50 เซนต์



เนื้อเขาอร่อยโอเค แต่ขนมปังไม่เหมือนแฮมเบอร์เกอร์จริง จะเป็นขนมปังเหนียวๆ มันๆ บอกไม่ถูก

รถมาตรงเวลา เพื่อพาเรากลับไปสกอเปีย
มีทุ่งสีฟ้าด้วยแฮะ อันนี้เป็นดอก Cornflower ดอกหญ้าชนิดนึง



อยากลองมาฤดูใบไม้ร่วง แต่คงไม่สวย เพราะมีแต่ไม้สน มันอาจจะไม่ผลัดไป ใครสนใจไปเที่ยว ลองไปช่วงนั้นแล้วรีวิวกันหน่อยนะคะ



ที่ไปนั้น สถานที่ธรรมดามาก แต่เราประทับใจคนท้องถิ่นไปตลอดทางค่ะ อาจเป็นเพราะว่าเสียความรู้สึกไปกับมาเซโดเนียมาก ที่โดนแทกซี้จี้ ดีที่ไม่ตังค์ พอมาถึงโคโซโว ความที่ชื่อเสียงมันน่ากลัวมาก มาเจอคนท้องถิ่นที่ใจดี ตั้งแต่เท้าเหยียบแผ่นดิน ได้ความประทับใจกลับมามากมาย และได้แง่คิดหลายๆ อย่างจากประเทศที่เพิ่งแยกตัวเป็นอิสระนี้

หวังว่านานาประเทศ โดยเฉพาะเซอร์เบียจะยอมรับโคโซโวในเร็ววัน อยากให้น้องๆ ร้านพิซซ่าได้เรียนต่อ คุณยายขายผักในเมือง เจอลูกค้านักท่องเที่ยวเยอะๆ และคนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นมากๆ



อยากเห็นคนในประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนคนในประเทศเล็กๆนี้ ชอบที่น้องผู้ชายกะเพื่อนและแฟนเขาพูดว่า เราคนนึงเป็นเซิรบ เป็นโครแอท และบอสเนียน แต่เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในโคโซโว ประเทศที่เราเลือก



อ้าวหมดแล้ว จบกันดื้อๆแบบนี้เลย แล้วตามไปดูการเดินทางของลี่ในประเทศอื่นนะคะ





Create Date : 21 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2554 19:46:48 น.
Counter : 576 Pageviews.

1 comment
Prizren
Kosovo เป็นประเทศใหม่ที่เพิ่งเกิดมาหลังปี 2000 จากการล่มสลายของยูโกสลาเวีย

ในเดือนก.พ. ปี 2008 โคโซโวได้ประกาศอิสรภาพ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศจะยอมรับ ที่แน่ๆ เซอร์เบียไม่ยอมรับ และถือว่าโคโซโวยังเป็นหนึ่งในดินแดนของตน ที่ไม่ยอมให้รัฐบาลเซอร์เบียเข้าไปบริหาร

ในช่วงที่เราเดินทางไปเป็นฤดูร้อนของปี 2009 ก็รอให้อะไรๆ มันสงบลง ถึงได้กล้าเดินทางเข้าไปค่ะ

การเดินทางเข้าสู่โคโซโว เราสามารถจะผ่านทางเซอร์เบียเข้าไปได้ แต่ถ้าเข้าโคโซโวก่อน ไม่สามารถไปออกทางเซอร์เบียได้ เพราะเซอร์เบียจะหาว่าคุณเข้าประเทศเขาอย่างผิดกฏหมาย เป็นเรื่องราวใหญ่โต

การเดินทางที่สะดวก เราใช้รถบัสจากเมืองหลวงของมาเซโดเนีย เมือง สกอเปีย เข้าไปค่ะ มีรถทุกวัน เดินทางสะดวกพอใช้

ที่อยากไป เพราะอยากไปชมว่าประเทศที่เขาเพิ่งเป็นอิสระเนี่ย สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นอย่างไรบ้าง

จากสกอเปีย จะแวะที่เมืองใหญ่คือพริซเริ่น Prizren ก่อนค่ะ เมืองนี้ส่วนตัวเราชอบ สวยกว่าเมืองหลวงคือพริสติน่าเยอะเลย



พอเริ่มเข้าเขตประเทศโคโซโว ช่วงชายแดนจะมีรั้วแบบนี้อ่ะค่ะ ยาวสุดลูกหูลูกตา ทหารของที่นี่ ดูแลจาก UN

ก่อนที่เราจะไปเที่ยว ได้หาข้อมูลมาแล้วจาก วิกิพีเดีย



หากจะถามว่าปลอดภัยไหม เรามีความเห็นส่วนตัวว่าปลอดภัยมาก เพียงแต่ลำบากกับการสื่อสารนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าพกสมุดและปากกามา อาจจะคุยกันสนุกกว่า :)

รถบัสผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถ่ายรูปอะไรไม่ได้จริงๆ ในระยะห้าร้อยเมตรตรงนั้น



คนบนรถ เห็นเราเป็นคนต่างชาติ จึงสละที่นั่งริมหน้าต่าง แถมเป็นที่นั่งด้านหน้าๆ ให้เราอีก



บ้านเมืองเขาป่าเขียวชอุ่มอย่างที่เห็นเลย ส่วนที่เป็นทุ่งหญ้า จะมีดอกป๊อบปี้ขึ้นเป็นหย่อมๆ เราว่าสวยดี



ที่เห็นทุ่งนี้ นี่คือหลุมฝังศพทั้งนั้นนะคะ ตามข้างทางก็จะมีที่ฝังศพด้วยเป็นระยะ ดูแล้วสลดหดหู่อ่ะ



แวะเมืองระหว่างทาง มีแต่คนขึ้นลงตลอด

สภาพป้ายบอกเวลาที่ท่ารถบัส ดูแล้วน่าสงสาร



คนที่นี่เราไม่กล้าถ่ายรูป เพราะแม้อยากจะถ่ายภาพชีวิตความเป็นอยู่ แต่พอยกกล้องส่องไปจังๆ เขาก็หลบอ่ะ เกรงใจเลยไม่ถ่ายเลย รู้สึกผิด

ประชากรที่นี่มีหลายเชื้อชาติ ทั้งมุสลิม



และคริสเตียนออธอด็อกส์



ดงดอกป๊อปปี้มหึมา ถ่ายรูปบนรถวิ่งไม่สวยเท่าตาเห็น ดูมันเป็นดอกหญ้าที่ไม่น่ารังเกียจเลย



สภาพบ้านเรือน



ที่นี่มีเขาสูงๆ ด้วย ขนาดหน้าร้อนยังมีหิมะเหลืออยู่เลย



ประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นอัลเบเนี่ยน และส่วนน้อยเป็นเซิร์บ แล้วก็มีบ้างจากประเทศใกล้เคียง



บ้านนี้ท่าจะรักต้นไม้มาก เห็นแล้วนึกถึงแม่ที่บ้านเลย ประมาณเดียวกัน



หน้าทางเข้าเมืองพริซเริ่นจะมีค่ายทหาร KFOR ซึ่งดูแลโดยเยอรมันนี สวิส ออสเตรีย และอิตาลี ค่ายใหญ่มาก รายได้ส่วนใหญ่ของชาวบ้านก็จะมาจากการขายของให้ทหารนี่เอง



ชื่อเมืองประหลาดๆ เก็บจากป้ายที่ท่ารถบัส



รถแทกซี่ยังไม่เห็น รถสาธารณะ ก็ไม่มี เดินล้วนๆ จากสถานีรถบัสเข้าเมืองเก่า



น่าเสียดายที่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาเยอะ เพราะบ้านเรือนไม่ได้มีอะไรพิเศษ อยากจะแอบถ่ายคนมากกว่า

ข้ามสะพานมา ที่พักของเราอยู่ฝั่งนี้ ตอนไปเที่ยวก็หาแผนที่ไม่ได้เลย ลำบากมากๆ ใช้วิธีการเดา เพราะชื่อถนนก็ไม่มี



ถึงจตุรัสกลางเมือง แหล่งหาอาหารทาน คนท้องถิ่นมานั่งแถวนี้กันบ้าง แต่เนื่องจากประชากร 90% เป็นมุสลิม จึงไม่มีร้านขายเหล้าให้เห็น รู้สึกดีอ่ะ บาร์ที่มีก็ส่วนมากพวกทหารและนักท่องเที่ยวมาใช้บริการ



เริ่มออกเดินดูเมืองแล้ว เรียกว่าหมู่บ้านดีกว่า มันเล็กมาก



เฮลิคอปเตอร์ที่บินผ่านไป เป็นเรื่องปกติ ผ่านไปทุกสิบนาทีเลยก็ว่าได้



เดือนที่ไป เป็นเดือนพฤษภาคมค่ะ เริ่มต้นฤดูร้อนของยุโรปเลยทีเดียว



พิพิธภัณท์แห่งชาติ ประจำเมือง เข้าไปดูกัน ข้างในห้ามถ่ายรูปน่ะค่ะ ของมีน้อย เพราะโดนคอมมิวนิสต์ทำลายหมดแล้ว



สำหรับคนท้องถิ่น 1 ยูโรก็ไม่ใช่ราคาที่ใครจะสนใจเข้าพิพิธภัณท์ (อย่างว่าแหละ เมืองไทยก็ไม่ค่อยมีคนเข้าเหมือนกัน)



มีแต่มานั่งเล่นบ้าง เพราะเขาจัดสวนให้น่านั่ง เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจกันไป



เจ้าหน้าที่จัดการปิดประตูพิพิธภัณท์มาดูแลเรา เลี้ยงกาแฟท้องถิ่น (ต้องกินระวังๆ เพราะเขาจะชงโดยปล่อยผงกาแฟลงไปนอนก้น แนวกาแฟตุรกี) ขมมาก เรามันชอบกาแฟใส่นมครึ่งนึงเลยกว่าจะหมด แทบแย่

ยังดีใจที่เจ้าหน้าที่พอจะพูดอังกฤษได้



ร้านนี้แหละ คนขายใจดีมาก (แต่ก้อไม่แพ้ร้านอื่น) ลดแลกแจกแถมตลอดเราซื้อผลไม้ วันละหลายๆถุง



สตรอเบอรี่ (เขานึกว่าเราไม่เคยกิน) ถามจริง กิโลละ 1.5 ยูโร



รถจากสโลเวเนีย ถ่ายเพราะเห็นป้ายทะเบียนมันช่าง..



อาหารอย่างถูก 2.5 ยูโร มีน้ำเปล่าใส่น้ำแข็งให้อีกแก้วด้วย



อ้อ อาหารเนี่ย เขามีพริกป่นให้เราด้วยอ่ะ เริ่ด

ร้านนี้จริงๆขายพิซซ่าและแกงตักๆ พอทานข้าวเสร็จ เด็กๆ ที่ร้านขอพาเราเที่ยว บอกอยากพูดภาษาอังกฤษ



มาเลยน้อง พี่ชอบอยู่แล้ว

ก็ปีนเขาขึ้นไปบนป้อมปราการเก่ากัน มีสองหนุ่มกะหนึ่งสาว ที่ดันไปเจอเพื่อนสาวเลยเมาท์เพลิน ทิ้งเราเลย



ขึ้นไปถึงแดดยังจ้าอยู่
เมืองนี้จะสวยเมื่ออยู่บนเขา ถึงประตูป้อมแล้ว



อาจเป็นเพราะสาวเจ้า พูดอังกฤษไม่ได้ เลยให้แฟนเธอกะเพื่อนพาเราชม



ถ้าถามเราว่ากลัวไหม เราไม่กลัวนะ เพราะว่าระหว่างทางไปไหนมาไหน คนมองเราตลอด รู้สึกปลอดภัยว่าอย่างน้อยมีหลายสายตาจับจ้อง บนเขาก็มีคนขึ้นลงตลอด อุ่นใจ และเดินผ่านใคร ใครก็ทัก



มองเห็นบนเขามีตัวอะไรเป็นจุดๆ



มันคือแพะนั่นเอง



หน้าโหดมาก เราว่าถ้าหลายๆ คนมาแบบนี้แล้วเจอ คงไม่กล้าไปด้วยเป็นแน่แท้ หน้าตาน่ากลัว แต่จริงๆ ขี้อ๊ายขี้อาย



เราชอบถ่ายรูปอะไรเล็กๆ ตามธรรมชาติ พวกหนุ่มน้อยบอกอยากเรียนต่อสูงๆ แต่ว่าตอนนี้ต้องหาเงินช่วยที่บ้านก่อน อืม ชีวิตบ้านเขาก็แบบนี้



บอกเขาว่ามาจากประเทศไทย เขาบอกว่ารู้จัก น่าตื่นเต้นจริงๆ เขาบอกรู้ว่าประเทศเรามีการปฎิวัติ ทำไมต้องไล่นายกออก มีรถถังในเมือง เหมือนที่นี่ด้วย

กรำเลยเรา ตอบม่ายถูก เลยบอกไม่พูดๆ
ที่นี่เขาทีวีเข้าถึงจริงๆ



วิวป้อมที่โดนทำลายไปแล้ว ตั้งแต่สมัยออตโตมันโน่นละกระมัง ส่วนนี้หนุ่มๆ พยายามอธิบาย เราก้อเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ดีใจที่เขาก็ศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศตัวเองนะ



คนเขียนเอง



เขาอยากให้เราขึ้นไปถึงบนโน้น แต่สุภาพสตรีแข้งขาอ่อนปวกเปียกเดินทางมาเกือบเดือนแล้วอย่างเรา ไปมะไหว ร้อนเกิ๊น



มารอชมพระอาทิตย์ตก

ได้ฟังเรื่องราวจากคนท้องถิ่น รู้สึกเข้าถึงประชาชน อิอิ



พออาทิตย์เริ่มตก หนุ่มๆ รีบพาเรากลับ เขาบอกว่า ผู้หญิงที่ดี ไม่ควรอยู่ข้างนอกมืดค่ำ อืมมมม ความซื่อของคนบางคนก็ทำให้เราอึ้งไปได้เหมือนกัน



แอบถ่ายรูปตัวเองมานิ๊ดนึง



ที่นี่กลางคืน ไม่มีอะไรทำเลยจริงๆ ควรจะนอนอยู่โรงแรมไป อย่างที่เขาบอก เราก็เอาผลไม้ที่ซื้อมา นอนดูทีวี CNN สบายแฮ



รูปที่ถ่ายๆ มา แมวโคโซโว น่าร้าก แมวข้างถนนเพียบ แต่ไม่มีหมา อิอิ (ก็เมืองอิสลาม)



เวลาไปไหนที่รกๆ ก็จะเจอป้ายนี้ เขาติดเอาไว้กันเดินเข้าไปเหยียบกับระเบิด (กระมัง)

หนุ่มๆ เมื่อวานก็บอกว่าถ้ามีรั้ว มีอะไรกั้น อย่าสอดรู้สอดเห็นเข้าไป เพราะอันตราย อาจมีกับระเบิดที่ยังไม่ได้กู้

อย่า อย่ามาขู่ แค่นี้ก็กลัวจะตายแล้ว



เจออันนี้ที่ร้านค้าของที่ระลึก อลังการมาก เสียดายที่ร้านปิด เปิดก็สายๆ (ไม่ได้จะซื้อแต่จะเข้าไปขอถ่ายรูปงานฝีมือ)



ของฝากที่ี่เป็นพวกงานเครื่องเงินซะเยอะ จริงๆ เราอยากได้ต่างหู เคยมีต่างหูสไตล์แบบเรือเนี้ยแหละ ดูมันเก๋ๆ นึกถึงเมืองไทย

ทานอาหารเที่ยงแล้วเราก็ต้องรีบ เพราะต้องเดินกลับไปท่ารถบัสอีก ไกลเหมือนกัน สงสัย คนแถวนี้เวลาจะไปไหน มีความอดทนสูงมาก



รถยนต์ทีนี่ ไม่เห็นเจอที่เป็นของประเทศนี้เลยค่ะ มีแต่ของคนที่ทำงาน UN



ท่ารถบัสค่ะเนี่ย



รถบัสตรงเวลามากค่ะ ความที่มีรถวิ่งน้อย
ขาไปต่อพริสติน่า รถก็ผ่านในเมือง

ไอ้สายไฟระโยงระยางเนี่ย คิดถึงบ้านตะหงิดๆ



ใครจะมาเที่ยวไม่ต้องห่วงนะคะ คำที่เป็นภาษาอังกฤษเขาก็เขียนทับศัพท์นี่แหละค่ะ

รถบัสแวะเติมน้ำมัน เลยได้ทราบราคาน้ำมันที่นั่น จัดว่าถูกกว่ายุโรปตะวันตก



เดี๋ยวตอนหน้าจะพาไปดูเมืองหลวงค่ะ



Create Date : 25 ตุลาคม 2554
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2554 19:17:03 น.
Counter : 368 Pageviews.

0 comment

เที่ยวไปสองไพเบี้ย
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



รบกวนอย่าส่งข้อความหลังไมค์ค่ะ ติดต่อที่อีเมล์ตรง smileyinbelgium@hotmail.com นะคะ