ประถมปลาย - แขกงานศพ
การไปงานศพ สำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องสนุก
แต่สำหรับเด็กในวงดนตรีไทยอย่างพวกเรา มันเป็นเรื่องน่าปลื้มใจ

+++++++++++++++++

พวกเราถือว่าเป็นการซ้อมนอกสถานที่ คือจะต้องไปเล่นดนตรีไทยงานศพ ซึ่งก็อาจจะเป็นวัดแหลมทรายบ้าง วัดโรงวาสบ้าง ทางเจ้าภาพเขาจะเอารถกระบะมารับเครื่องดนตรีและนักดนตรี พวกเราก็ใส่ชุดนักเรียนนี่แหละไป ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนเสื้อผ้า ไปเล่นตั้งแต่ตอนหัวค่ำ

ไม่ต้องกินข้าวที่บ้านอีกตังหาก เพราะว่าไปถึงงานก็จะมีโจ๊ก หรือข้าวต้มอร่อยๆ กระเพาะปลาบ้าง อาหารว่างหลากหลาย น้ำอัดลม อยากกินอะไร จัดไปให้เต็มที่ เจ้าภาพก็ใจถึงจริงๆ

เล่นจนถึงเกือบเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณครูอ้อย และแฟนครูอ้อย ครูมนตรี ซึ่งจริงๆแล้วแกทำงานเป็นทนายความ ก็จะพาเด็กๆ ส่งกลับบ้าน จึงไม่แปลกที่เด็กสิบขวบนิดๆ อย่างฉันเริ่มทำตัวเกเร กลับบ้านดึกดื่นเที่ยงคืนเป็นแล้ว

+++++++++++++++++

การได้ใช้ชีวิตยามค่ำ อยู่กับงานศพ ของคนที่ไม่รู้จักมักคุ้น ทำให้ฉันเริ่มชินและเข้าใจชีวิตมากขึ้น บางงานผู้เสียชีวิตเป็นคนแก่แล้ว บางงานก็ยังอายุน้อย บางศพโดนยิงมาจากคู่อริเสียพรุน ทำให้เด็กน้อยๆ อย่างพวกเราได้เข้าใจถึงแก่นสารของชีวิตมากขึ้น คนอื่นไม่รู้นะ แต่ฉันได้คิดมากเลย

ชีวิตมันมีแค่สั้นนิดเดียว ทุกวินาทีที่หายใจ ก็อยากจะให้มันเป็นสุข อยากสร้างประโยชน์ทำความสวยงามประดับโลก จริงๆแล้วฉันไม่ได้เพิ่งมาคิดได้จากการเล่นดนตรีไทยงานศพ แต่เพราะการที่บ้านอยู่ใกล้วัด และมีญาติเป็นพระ มันเป็นการเรียนรู้ ที่ฉันไม่ได้ท่องบทสวดภาษาบาลี หรืออะไรเลย แต่ทำให้คิดได้เอง ตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้วมั้ง ตอนนั้นขึ้นป.1 พอดี แต่เรื่องนี้เอาไว้เล่าในตอนประถมต้นดีกว่า กลับมางานศพกัน

การจัดงานศพของคนใต้นั้นก็คงไม่ต่างจากภาคอื่น เขาจะนิยมเก็บศพสวดที่วัดเป็นจำนวนวันเลขคี่ ไม่แค่คืนเดียวก็สามคืน ห้าคืนถึงเจ็ดคืน หากนานหน่อย ก็เป็นภาระของพวกเราที่จะต้องไปเล่นทุกคืน กินของฟรีเขาทุกคืนด้วยเช่นกัน

ฉันจำได้ว่าไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องที่ต้องกลับบ้านดึก บางครั้งหลังจากหยุดเล่นดนตรี เพื่อให้พระท่านสวด พวกเราก็พนมมือไปพลาง แอบบ่นที่เหน็บกินขาชาไปพลางๆ

ที่ตั้งของวงดนตรีหรือ จะตรงไหนซะล่ะ ถ้าไม่ใช่ข้างโลง
ปกติแล้วผู้มาเคารพศพจะมากราบที่หน้าโลง พวกเราจะนั่งข้างโลวฝั่งหนึ่ง ในขณะที่พระท่านจะนั่งอาสน์อีกด้านของโลง แล้วฉันก็เป็นตัวนั่งริม ที่ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งซ้ายหรือขวา พวกที่ตั้งเครือ่ง จะต้องพยายามยัดเยียดให้จะเข้กับฉันไปนั่งติดกะโลง (ใจร้ายจริงๆ พวกนี้มันรู้ว่าฉันไม่กลัวผี)

++++++++++++++++++++++++

สิ่งที่พิเศษที่สุด และเป็นวันที่เราจะได้ของแจกกันด้วยก็คือวันเผา ถ้าบังเอิญเป็นวันเสาร์หรืออาทิตย์ พวกเราก็จะได้ไปเล่นดนตรีด้วย ก็ใส่ชุดนักเรียนไปเหมือนกัน ที่ตั้งของวงจะย้ายจากในศาลาไปตั้งที่เชิงเมรุเผาศพ

หลังจากมีการสวดครั้งสุดท้าย ญาติมิตรมากล่าวไว้อาลัย และอำลายืดยวแล้ว ทุกคนก็จะหยิบดอกไม้จัน เดินขึ้นไปวาง พวกเราก็จะได้รับเชิญด้วย แรกๆฉันก็ไม่กล้าก้มลงไปมองผู้ตาย ที่เรามาเล่นดนตรีให้ญาติมิตรเขาฟัง แต่หลังๆ ก็เริ่มทำใจได้ แม้ว่าจะไม่เคยได้พบเจอเขามาก่อน ก็จะอโหสิ และอวยพรให้ทุกคนเสมอ

ก่อนสัปเหร่อจะทำการจุดไฟ ทางญาติเจ้าภาพจะหว่านเงิน มันก็คือเหรียญเงินนี่แหละ แต่ห่อกระดาษแก้วหลากสี เอามาหว่าน แลกๆ ฉันโดนหนัก เพราะอยู่ข้างหน้า เคยมีแบบโป๊ก กระแทกหัว แต่หลังๆ ฉันเห็นเป็นเรื่องสนุก ยิ่งมาทางวงดนตรี ฉันก็คว้าเลย เพราะว่ามองหน้าผู้ใหญ่แล้ว เขาไม่ได้ห้ามปรามหรือตำหนิ ถ้าเก็บได้ ก็จะเอามาให้เพือ่นๆด้วย แล้วก็ไม่ใช้ เก็บไว้ทั้งกระดาษห่อนั่นแหละ เอาไว้เป็นเงินขวัญถุง ขอให้เก็บเงินอยู่ ขอให้ร่ำรวย ซ้าธุ

นี่แหละชีวิตนักดนตรี 555

++++++++++++++++

การมางานศพ ทำให้ค้นพบสัจธรรมที่สำคัญที่สุด

วัวควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง อยู่ ไซร้
คนเด็ดดับสูญสัง ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี

ชีวิตเด็กสิบขวบกว่าๆคนนึง เริ่มอยากจะเป็นคนที่คนอื่นจดจำแต่สิ่งดีๆ



Create Date : 22 ธันวาคม 2554
Last Update : 22 ธันวาคม 2554 18:37:02 น.
Counter : 311 Pageviews.

1 comments
  
โดย: winzar2 วันที่: 22 ธันวาคม 2554 เวลา:19:15:21 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

เที่ยวไปสองไพเบี้ย
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]



รบกวนอย่าส่งข้อความหลังไมค์ค่ะ ติดต่อที่อีเมล์ตรง smileyinbelgium@hotmail.com นะคะ