More Than I can Say
Group Blog
 
All Blogs
 

แม่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี
ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง
มันเป็นไอเดียของเธอล้วนๆจริงๆนะ

" ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ " ภรรยาผมว่า

" แต่ผมรักคุณนี่ " ผมเถียง

" ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน "

ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปีแล้ว

เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูกๆ
ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง แม่ถามว่า "
มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า ? "

แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก
หรือเชิญอย่างกระทันหัน

หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ผมตอบแม่ว่า "
ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคนแม่ลูกบ้าง "

แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า " แม่ยินดีมากเลยจ้ะ "

เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็สังเกตุได้ว่า

แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย

พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์

" แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่ "
แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ

" พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย "

เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา
แต่ก็ดีเยี่ยมและบรรยากาศก็อบอุ่นสบายๆมากๆ

แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง
หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่ายอ่าน

เมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ๆเท่านั้น
เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง

ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง
" ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่าน

เมนูให้ลูกฟัง " แม่ว่า "
งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง " ผมตอบ

ในระหว่างมื้ออาหารนั้น
เราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร - เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา

เป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน

เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า " แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ
แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ "

ผมตอบตกลง

" ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?" ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน

" ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย " ผมตอบ

ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย

หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า

" แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน

คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน ,
รักลูกจ้ะ "

วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า " รัก "
ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน

ลองถามตัวเอง..เราลืมมมคนคนนึง.. คนที่รักเราให้อภัยเราได้ทุกเรื่อง..ไว้ที่บ้านอย่างเดียวดายหรือป่าว!..





 

Create Date : 24 ธันวาคม 2553    
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 19:52:05 น.
Counter : 191 Pageviews.  

มูลค่าชีวิต

"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย" เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น
พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่
มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะดังมากขึ้น....
ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ

แม่จึงเดินเข้าไปถาม
"พี่หนอม มีไรหรอคะ"

"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"
แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้นซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"

แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า
"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"

"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"

"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"

"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..
แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง
ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้
ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2553    
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 19:50:08 น.
Counter : 248 Pageviews.  

ผมรักแม่แต่ก็ทำได้แค่นี้

มีครอบครัวหนึ่งอยู่กันมาอย่างรักใคร่กันเป็นที่สุดซึ่งเพื่อนบ้านต่างอิจฉากับความรักใคร่กัน
ของครอบครัวนี้
ครอบครัวนี้มีด้วยกัน 4 คน มีแม่ และลูก ๆ อีก 3 คน วันหนึ่ง แม่ ก็เกิดเป็นโรค
ร้ายแรงขึ้นมานั่นก็คือ เป็นโรคหัวใจร้ายแรง จำเป็นต้องผ่าดัดเปลี่ยนหัวใจโดยด่วน
ลูกชายทั้ง 3 รักแม่มาก และรู้ว่าตนเองนั้นต้องทำอะไรซักอย่างให้กับแม่บังเกิดเกล้าของเขา

คนโตเป็นนักธุรกิจพันล้านมีธุรกิจใหญ่โต ได้รับผิดชอบในเรื่องของค่าใช้จ่าย
ในทุก ๆ ด้าน โดนยอมสละเวลาในการเซ็นสัญญาเพื่อมาคอยเฝ้าไข้คุณแม่

คนรองเป็นนายแพทย์ชั้นนำของโลก รับผิดชอบในการรักษาคุณแม่ และทำการ
เรียกประชุมสมาคมแพทย์ทั่วโลกเพื่อหาวิธีรักษาคุณแม่ของเขา

คนเล็กนั้น ยังไม่มีงานทำ เนื่องจากตนนั้นมิได้มีความเฉลียวฉลาดเหมือนกับพวกพี่ๆเขา
และก็สำนึกตัวอยู่ตลอดว่าตนเองนั้นคงไม่มีกำลังพอที่จะช่วยแม่ที่เขาเทิดทูนได้อย่างที่พี่ ๆ ทั้ง 2 ทำได้
แต่เขารู้ว่าตนเองต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อแม่ของเขา
…………………………………………………
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา การผ่าตัดหัวใจเป็นไปได้ด้วยดี และคุณแม่ก็ฟื้นขึ้นมาหลังจากหลับไปนานถึง 4 วัน
ทีเดียว คุณแม่ได้พบหน้าลูกทั้งสองคน คือคนโตและคนรอง แต่กลับไม่ได้พบหน้าลูกคนเล็ก คุณแม่จึง
ถามลูก ๆ ทั้งสองว่า
“น้องไปไหน”
แต่คนโตกลับบ่ายเบี่ยงไปว่า
"คุณแม่พึ่งฟื้น ให้ทานอาหารก่อน" แล้วเขาก็ออกไปนำอาหารมาให้คุณแม่
คุณแม่ถามคนรอง แต่คนรองก็บอกกับคุณแม่ว่า
"ผมต้องไปนำยามาให้แม่ทานหลังอาหาร และก็จากไป"

คุณแม่สงสัย เพราะอาการของลูกทั้งสองนั้นไม่ธรรมดาเลย เมื่อทุกคนอยู่พร้อมกันคุณแม่จึงถามขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องอยู่ไหน”
ทั้งสองอ้ำอึ้ง และไม่มีใครที่อยากจะตอบคำถามแม่ของเขาเลย
คุณแม่ย้ำ
“บอกมานะ น้องอยู่ที่ไหนกัน”
คนโตตอบคุณแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“น้องอยู่ในหัวใจคุณแม่ครับ”
คุณแม่จึงงงกับคำตอบของลูกชายคนโตมาก จึงหันหน้าไปถามคนรองซึ่งกำลังร้องไห้อยู่เหมือนกัน
“หมายความว่าไงลูก”
คนรองตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเอ่อล้นด้วยหยดน้ำที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหย่อน
“พวกเราสามคน พอรู้เรื่องว่าแม่ไม่สบาย ก็กระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง ผมและพี่ ได้ทำในสิ่งที่
ตนเองทำได้และควรกระทำแล้ว และน้องก็ได้ทำสิ่งที่พวกผมไม่มีความกล้าพอที่จะทำได้ให้กับแม่……”
“แม่ไม่เข้าใจ ลูก”
“วันนั้นเป็นเวรของน้องที่จะมาเฝ้าไข้แม่ โดยที่พวกผมจะมาเปลี่ยนเวรกันในตอนเช้า 6 โมง
เมื่อผมเข้ามาถึงกลับไม่เห็นน้องอยู่ในห้องของแม่ แต่มีโน๊ตเขียนไว้ตรงเตียงแม่ว่า ‘พี่รอง ผมอยู่ในห้องน้ำ
และไม่ต้องตกใจสิ่งใดทั้งสิ้น’ ผมก็เดินไปที่ห้องน้ำ ปรากฏว่า น้องได้ทำการฆ่าตัวตายโดนใช้มีด
ปอกผลไม้ กรีดที่ข้อมือตัวเองในอ่างน้ำโดนให้เลือดไหล ช้า ๆ เพื่อที่หัวใจจะยังสามารถทำงานและยังจะ
สามารถนำมาช่วยแม่ได้ น้องเขียนจดหมายไว้ในห้องน้ำว่า
‘นำหัวใจผมไปช่วยแม่ ผมรักแม่ แต่ผมทำได้แค่นี้’ น้องเสียแล้วเพราะเลือดไหลมากเกินไป และ
ผมก็ได้นำหัวใจของน้องมาช่วยแม่ครับ”
“ไม่จริงใช่ไหมลูก น้องออกไปหางานทำเท่านั้นใช่ไหม อย่ามาหลอกแม่เลย”
ลูกคนโตปลอบโยนคุณแม่ที่ทำท่าปฏิเสธทั้งน้ำตาว่า
“แม่ครับ พวกผมสองคน ให้แม่ยังไม่ได้ครึ่งของน้องเลยครับ เราสามคนรักแม่มาก และผมก็เข้าใจ
น้องดีครับ แม่ทำใจนะครับ”
“พวกเรา จะยังคงอยู่ด้วยกัน 4 คนเหมือนเดิม ไม่มีวันใดที่พวกเราจะแยกจากกันหรอกครับ…”
แม่สะอื้น แต่เริ่มทำใจได้แล้ว
“แม่รักลูก รักลูกทุกคน และลูกทุกคน จะอยู่กับแม่เสมอ และตลอดไป”
ทั้ง 3 คน ร้องไห้ และพร่ำเรียกหาน้องคนเล็ก แม้เขาจะไม่มีโอกาสได้ยินเสียงของแม่และพี่ชายทั้งสองคนอีกครั้งก็ตาม




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2553    
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 19:48:14 น.
Counter : 205 Pageviews.  

อ่านแล้วน้ำตาซึม FW mail

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อ เพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้า ที่เพื่อน ๆ ของฉันมีกัน จากนั้น พ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้อง คุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น ทันใดนั้น น้องชายของฉัน ก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....
แล้วพูดว่า "ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำ ลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน

"ของ ๆ คนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"

คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า

"พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้ ที่ไม่มีความกล้า จะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่า เหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูด ของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
....................................................................................................................................................
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้
ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย ก็ได้รับการตอบรับ จากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
"ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
"ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือ ตบลงที่แก้มของน้องฉันฉาดใหญ่
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่าง ๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวม ๆ ของน้องชายเบา ๆ และคิดว่า
"ต้องให้น้องได้เรียนต่อ ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้น ชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิด อยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ ......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด น้องชายของฉัน ได้ออกจากบ้านไป
มีเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ

"พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ ... แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชาย ด้วยน้ำตานองหน้า .......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี
............................................................................................................................
ด้วยเงินที่พ่อยืม มาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงิน ที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้าง
มาจากการทำงาน เป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ ก่อสร้างท่าเรือ ......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ จนถึงปี 3

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อน ไปด้วยฝุ่นปูน และทรายจากงานก่อสร้าง

ฉันถามเขาว่า
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมม ออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่
เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
"พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอด และร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี
..................................................................................................................................
วันที่ฉันพาแฟนของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
"แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็ว เพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอน ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจ เมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือฉันจับมือน้องเอาไว้ แล้วถามว่า
"เจ็บมากไหม"

น้องชายฉันตอบว่า
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วัน ๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ........"

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด เพราะฉันหันหน้าหนีเขา น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี

.......................................................................................................
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงาน และย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉัน ชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วย กับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อ และแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็น ประธานของบริษัทของครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันได ขึ้นไปซ่อมสายเคเบิลและตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

"ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉัน รวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผม มันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

ฉันบอกกับน้องว่า

"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

น้องฉันตอบกลับว่า

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ" น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี ...

....................................................................................................................
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี เขาได้แต่งงาน กับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

"ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล

"พี่สาวของผมครับ" .....

และเขาก็เล่าเรื่องราว ที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียน และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนัก ผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียว เดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ

นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเองว่า ตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ......

"ในโลกใบนี้คนเดียว ที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้ น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2553    
Last Update : 24 ธันวาคม 2553 19:41:22 น.
Counter : 168 Pageviews.  

คนที่ไม่ปลื้ม

ทำงานอยู่โรงงานทอผ้าแถวๆเมืองใหม่บางพลีอยู่เกือบสิบห้าปี ถ้ารวมหลายๆที่น่าจะมากกว่ายี่สิบปีละมั้ง ก็ตั้งแต่ค่าแรงขั้นต่ำ 61 บาท จนถึงร้อยกว่าบาท ค่าแรงได้ขึ้นทุกปี แต่พอถึงการปรับค่าแรงใหม่ของทางรัฐบาล ค่าแรงที่ว่าได้ขึ้น ดันถูกค่าแรงใหม่ถมจมดิน จาก 61 บาทของผู้ที่มีผลงาานเกรด A+ จะได้ค่าแรงใหม่เป็น 65 บาท การปรับค่าแรงใหม่ของทางรัฐบาลในปีนั้นขึ้นเป็น 66 บาท นั่นเท่ากับว่าผมได้ค่าแรงขั้นต่ำทุกปี ส่วนที่ว่าขึ้น มันหายไปกับค่าแรงใหม่ทุกครั้งในหลายๆปี
เริ่มเบื่อกับการทำงาน แต่ไม่มีหนทางไป ทนเสียเวลาอยู่ตรงนั้นนานเกินไปจนเริ่มอิ่มตัว คิดจะหางานใหม่บริษัทใหญ่ๆดีๆ เขาก็เลือกรับเฉพาะคนเรียนจบสูงๆ หนำซ้ำยังมีข้อบังคับเกี่ยวกับอายุซะอีก
ตัวผมไม่ผ่านทั้งสองอย่างไม่ว่าจะเป็นอายุหรือการศึกษา
ข่าวในการหางานใหม่ รั่วไปถึงหูผู้จัดการจนได้ในวันหนึ่ง มีการเรียกเข้าพบถามไถ่ปัญหาที่มี จนถึงมีการพิจารณาผลงานอีกครั้ง มีการปรับเงินเดือนจากรายวันเป็นรายเดือนให้อีก จากค่าแรงรายวันในหนึ่งเดือนที่เคยได้รับสูงสุด 2,700 บาท ได้ค่าแรงใหม่เป็น 5,200 บาท
มันเเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเลยนะนั่น แถมพ่วงตำแหน่งหัวหน้ากะเข้าไปอีก(กะที่ผมพูดถึงคือการทำงาน 8 ชั่วโมง จะเรียกว่าหนึ่งกะ โดยมีการทำงาน 3 กะในหนึ่งวัน คือกะเช้า กะบ่าย และกะดึก)
วันหนึ่งหลังจากได้เป็นหัวหน้ากะไม่นาน หัวหน้าคนเก่ามีความจำเป็นต้องลาออก ผมเลยถูกย้ายออกจากในกะไปเป็นหัวหน้าช่างซ่อมบำรุงแอร์ หรือช่างแอร์แทนคนเก่าที่ลาออก
วันหนึ่งเช่นกันคนงานเก่าที่เคยทำงานด้วยกันไม่มาทำงาน มันหายไปเลยเกือบสามอาทิตย์ หอพักก็ไม่มา เสื้อผ้าก็ไม่กลับมาเปลี่ยน มันหายไปเลยเหมือนตายจากกันว่างั้นเถอะ แต่แล้ววันหนึ่งมันก็กลับมา สาเหตุที่มันหายไปเพราะมันหนีตามผู้หญิงไปเที่ยวบ้านเขา มีด้วยหรือนี่ ผู้ชายหนีตามผู้หญิง
เขากำลังเกี่ยวข้าวกัน ผู้หญิงนั้นไม่สามารถกลับได้แต่เขาได้ลางานไว้แล้ว ถ้าผู้ชายอยากกลับก็ต้องกลับคนเดียวว่างั้นเถอะ ฝ่ายชายมันก็แน่มาก เมื่อผู้หญิงไม่กลับมันก็ไม่กลับ แถมแอบได้เสียกันที่ทุ่งนาเสียอีก คนเคยรักกันนี่นา มันก็ย่อมหยอกล้อถึงเนือ้ถูกตัวกันเป็นธรรมดา จนญาติผู้ใหญ่คนซึ่งไม่รู้ว่าทั้งสองได้ปะทะกันมาแล้วแต่พอสังเขป มองว่าไอ้สองคนนี้มันคงมีอะไรกันแล้วเป็นแน่ จึงเรียกทั้งคู่เข้าไปสอบถาม ฝ่ายชายไม่กล้าตอบเพราะกลัวว่าจะทำให้ฝ่ายหญิงเสียหายหรือเดือดร้อน ตอบดีก็คงรอดตัวแต่ถ้าตอบไม่ถูกใจเรื่องร้ายแรงกว่านั้นอาจเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการตอบคำถามบนบ้านเขา คำถามหนึ่งที่มันเล่าให้ฟังคือ
“แม่ถามจริงๆเถอะแกได้กับลูกสาวแม่แล้วหรือยัง” เป็นคำถามจากแม่ผู้หญิงเริ่มก่อน ฝ่ายชายตัวสั่นพูดไม่ออก หันไปรอบๆตัว นอกชานเป็นกลุ่มญาติที่อยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ในกลุ่มญาติผู้ใหญ่ที่มาคือนักเลงเก่าที่มีรอยสักเป็นรอยดำจนไม่เห็นผิวหนังลามขึ้นมาถึงคอ มือถือตะพดเหมือนคนโบราณมองมาที่มันตาไม่กระพริบ มันตัวคนเดียวเพื่อนหรือญาติที่จะคอยช่วยเมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือดก็ไม่มี
มันเองมีความรู้สึกว่า ถ้ามันสามารถกดปุ่มทำให้ตัวมันระเบิดได้ตอนนั้น มันจะทำหรือทำไปตั้งนานแล้ว
ความเงียบครอบคลุมไปทั้งบ้าน คนที่เคยคุยกันอยู่ท้ายๆหรือหลังสุดก็พลอยเงียบไปด้วย
ฝ่ายชายมองแม่ฝ่ายหญิงที่เท้าที่ขาแล้วค่อยๆมองไปที่หน้าแล้วก้มหน้านิ่ง
มันตัดสินใจแล้วว่าคงไม่รอดหรอก วันนี้คงไม่ตายดีแน่ แล้วก็ไม่มีวิธีใหนเลยที่จะเป็นทางออกฉุกเฉินได้ในขณะนั้น
มันก้มลงกราบแม่ผู้หญิงโดยการคลานไปกราบที่เท้าแล้วก็ก้มอยู่อย่างนั้นโดยไม่พูดอะไร เสียงคนขยับตัวเพื่อจะได้ดูให้ถนัด เสียงไอของนักเลงเก่าดังขึ้นสองครั้งติดกัน
ฝ่ายหญิงก็ใจเด็ดลุกขึ้นพูดซะเอง
แม่, น้า แล้วก็พ่อใหญ่อย่าทำอะไรเขานะ หนูรักเขา พร้อมๆกันฝ่ายหญิงก็ก้มเอาตัวเองไปพาดไว้บนหลังของฝ่ายชายที่ก้มกราบยังไม่ได้ลุกขึ้น เหมือนจะบอกว่าใครจะตีเขาให้ตีหนูก่อน
ไม่มีคำตอบที่หลายคนอยากรู้ออกจากปากของคนทั้งสอง แต่การป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับคนที่ตัวเองรักกลับบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่า
เรื่องราวจบลงด้วยดีและค่อนข้างเป็นที่พอใจของคนที่อยู่ในที่นั้น
ดีกว่าการตอบว่า ครับผมได้กันแล้วที่ทุ่งนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่น่าเกลียดอย่างอื่นคงตามมาอีก
และก็เป็นการยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นของทางญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงว่า ใหนๆมันก็ได้กันแล้วก็ให้มันอยู่ด้วยกันตั้งแต่คืนนี้ซะ
การเกี่ยวข้าวไช้เวลามากกว่าครึ่งเดือน หลังจากนั้นทั้งคู่ได้มาลาออก และผมต้องหาคนงานใหม่มาแทน
คนที่ผมไม่ปลื้มมันโผล่มาแล้วครับ
ผมได้รับอนุญาตจากผู้จัดการให้หาคนมาแทน โดยผมเองไช้วิธีง่ายๆคือเขียนประกาศไปติดไว้ที่ป้อมยาม โดยกำชับกับยามอีกทีว่า ผมไม่เลือกว่าคนที่มาสมัครงานจะจบอะไรหรืออายุเท่าไหร่ ผมเคยถูกจำกัดเรื่องนี้ผมก็เลยอยากแหกกฎดูบ้าง คิดว่าคงมีคนอีกไม่น้อยที่อยากได้โอกาสนี้ ผมไม่อยากเห็นคนผิดหวังเพียงเพราะว่าเขาเรียนมาน้อยหรืออายุมาก
วันที่สี่ของการรับสมัคร มีเหยื่อมากินเบ็ดแล้วครับ
สวัสดีครับ มีคนมาสมัครงานครับ จบ ปวส สาขาเครื่องมือวัดครับ เป็นเสียงของยามโทรเข้ามา
ผมกำลังเขียนรายงานอยู่ คิดว่าคงจะไช้เวลาสักหนึ่งชั่วโมงถึงจะให้เขาเข้ามา แต่อีกใจนึงกลับค้านว่า เอาน่ะอย่าให้เขารอนานเลยเผื่อเขาไม่อยากทำที่นี่เขาจะได้มีเวลาไปหางานที่อื่นต่อ
ผมตอบกลับไปว่า พาเขาเข้ามาเลยครับ ผมรออยู่แผนกแอร์นะ
สักพักยามก็พาคนที่มาสมัครงานเข้ามาหาผม
ผมเห็นครั้งแรกรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลยกันคนๆนี้ เอกสารที่เตรียมมาไม่ได้อยู่ในซอง บางแผ่นม้วนๆ บางแผ่นไม่สะอาด ดูเหมือนจะมีบางแผ่นที่เปื้อนเครื่องดื่มพวกกาแฟอะไรมาด้วย การตอบคำถามมีการหาวนอนประกอบเป็นระยะๆ
ผมถามเขาว่าเมื่อคืนได้นอนหรือเปล่า
เขาบอกเปล่า นั่งรถมาจากบ้านตั้งแต่เมื่อวานมาถึงหมอชิตตอนตีหนึ่งกว่าๆ ไม่รู้จะไปใหนต่อ ก็นั่งรถขึ้นลงไปเรื่อยๆ
เขาบอกผมว่าเขามีปัญหาบางอย่างที่บ้านเลยต้องออกมาแบบด่วนๆ คิดว่าจะมาหางานทำหรือเป็นการมาตายเอาดาบหน้า
ผมถามว่ากินข้าวมาหรือยัง เขาก็ว่ายัง ผมเริ่มสำรวจการแต่งตัว เสื้อผ้า ผมหน้าตา หลายอย่างประกอบกัน
เขาเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง ความรู้ภาษาอังกฤษไม่ดี รู้จากการให้เขาแปลข้อความที่เครื่องโชว์ขึ้นมา คือเครื่องแอร์ที่ผมทำงานอยู่ เป็นเครื่องยี่ห้อ Carrier ขนาดการทำความเย็น 540 tons
เครื่องนี้ดีอย่างนึงคือ จะแสดงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้เรารู้เป็นตัวเลข จากตัวเลขเราสามารถนำไปเช็คกับคู่มือของเครื่องว่าตอนนี้เครื่องมีปัญหาอะไร การแก้ไขหรือควบคุมเครื่องจะไช้หลักการนี้เป็นตัวแก้ไขเพื่อให้เครื่องไม่สะดุด
เขาไม่รู้เรื่องเลย เราคุยเรื่องอื่นๆรวมถึงวิธีการทำงานของเราที่นี่ เขาบอกเขาทำได้
ผมหลอกเขาว่าตามกฎของที่นี่เราจะต้องทดลองงานเขาก่อน 7 วัน ถ้าผ่านเราถึงจะรับ แต่ถ้าไม่ผ่านเราไม่รับและไม่จ่ายค่าแรง 7 วันนั้น จะตกลงทำงานกับเราหรือเปล่า เรามีหอพักไห้อยู่ฟรี ข้าวมีคนหุงไห้ แต่กับข้าวต้องซื้อเองราคาถ้วยละบาท (ราคาในตอนโน้นนนน)
เขายอมรับข้อตกลงทุกอย่างทันที ไม่เหมือนคนอื่นที่ต้องเสียเวลาคิดเหมือนกับจะบอกเราเป็นนัยๆว่า จะเอาหรือไม่เอาดีหว่า ถ้าผมต้องรอให้เขาคิดในการหาคำตอบ ผมตั้งใจว่าผมจะไม่รับเขาเข้าทำงานเพราะไม่ถูกชะตาเป็นทุน แต่เหตุการณ์กลายเป็นว่าเขาทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
การรับคนเข้าทำงานนั้น ผมมองว่าคงเหมือนกับการที่เรามีขนมอยู่หนึ่งก้อน เพื่อนเราอาจจะเดินผ่านมาแล้วผ่านมาอีกหลายคน และในหลายคนนั้นเราอาจจะคิดว่า อย่าให้เขาเลยเขาคงไม่เอาหรอก หรือให้ไปแล้วเขาอาจจะรับไปอย่างนั้นเอง เขาคงไม่กินขนมของเราหรอก แต่กับคนที่เราต้องการให้ เรากลับไม่แคร์ว่าเขาจะกินหรือไม่กินแต่เรามีความมั่นใจว่า เขาต้องรับแน่นอน คนงานคนนี้ก็เหมือนกัน ผมมีอคติกับเขาด้วยไม่ถูกชะตา แต่ยังฝืนที่จะรับเขาเข้าทำงาน ด้วยเหตุผลในใจที่ว่า ลองให้โอกาสเขาดูบ้าง เขาอาจจะดีกว่าคนอื่นก็ได้
ตกลงผมรับเขาเข้าทำงานในตำแหน่งช่างควบคุมแอร์ โดยพิจารณาจากความรู้ของเขาซึ่งดีกว่าช่างคนอื่น ค่าแรงทีได้ก็พลอยดีกว่าคนอื่นไปด้วย เขาชื่อสมชาย ชื่อเล่นชื่อ ไอ้บั้ม
ผมให้เขาทำงานกะเช้ากับผมไปก่อน เพราะต้องการสอนงานให้เขาซักระยะ แล้วจึงจะส่งเขาเข้าไปทำงานในกะ ซึ่งมีปัญหาอะไร ตอนเช้าผมอยู่ผมคงช่วยเขาได้ แต่การเข้าทำงานในกะ อาจเป็นช่วงบ่ายหรือดึก ตอนนั้นเขาคงต้องแก้ปัญหาเองเพราะไม่มีคนอื่น
การทำงานของเขาเป็นไปได้ด้วยดี เขาทำงานได้เร็วแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างทันเวลา การทำงานเป็นกะจะทำกะละหนึ่งอาทิตย์ ดังนั้นในสามอาทิตย์จะวนมาอยู่กะเช้าพร้อมกับผม
ผมซื้อขนมมากินโดยเอามาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน ช่างคนอื่นก็มีบ้างที่หยิบไปกินแต่ผมไม่รู้สึกอะไร แต่พอไอ้บั้มมันกินผมกลับรู้สึกว่ามันทำไม่ถูก การทำงานถ้าแอร์ไม่มีปัญหาหลายครั้งที่ผมไปเจอช่างแอร์คนอื่นแอบไปนอนบนดาดฟ้า ผมยังยิ้มหัวเราะไปกับพวกมันได้ ไอ้บั้มก็เจริญรอยตามเขาไปด้วย ผมไปเจอมัน ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมยิ้มไม่ออก ไม่อยากคุยเล่นกับมัน งานกินเลี้ยงของบริษัทก็บังเอิญเหลือเกินที่ไอ้บั้มต้องมานั่งติดกับผม การที่แขนเราไปสัมผัสกับแขนของคนอื่นขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะ บางครั้งกับบางคนเราอาจไม่รู้สึกอะไร แต่กับไอ้บั้ม ผมรู้สึกมีแววอำมหิตแผ่ออกมาจากตัวมัน การทำดีกับผม ผมก็กลับมองว่ามันสอพลอ การที่มันไปใหนมาใหนแล้วมันซื้อของมาฝากผมก็กลับคิดว่ามันหว่านพืชเพื่อหวังผล เป็นซะอย่างนั้น แต่การพิจารณาผลงานผมกลับไม่ได้แกล้งมัน ผมจะรู้สึกเป็นบาปมากถ้าผมทำอย่างนั้น แต่ก็เคยไม่ใช่ไม่เคย
มีอยู่ครั้งนึงผมลงในใบประเมินผลงานของไอ้บั้ม ผมให้เกรดมันต่ำกว่าความเป็นจริง ผมยิ้มในใจตอนเขียน แต่ผมรู้สึกว่าวิญญาณของคนที่ยังไม่ตายนี่แหละตามมาหลอกผมอยู่ตลอด เจ้าหน้าที่แจ้งให้ส่งเรื่องผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าผมจะตามนั้นดีหรือว่าจะแก้ให้มันใหม่ ตกลงผมไม่แก้ครับผมตัดสินใจส่งเรื่องไปตามนั้น
ผมเดินกลับแผนกด้วยความรู้สึกที่สมน้ำหน้ามัน แต่ในใจด้านดีของผมกลับเตือนผมว่าไปทำเขาอย่างนั้นทำใม ความยุติธรรมของเรามีให้เฉพาะคนบางคนเท่านั้นหรือ จนสุดท้ายผมยอมรับว่าผมผิด ขนมที่มันแอบกินก็ใช่ว่าเราจะกินอีก ถ้าไอ้บั้มไม่กินเราก็คงโยนให้หมากิน แล้วถ้าไอ้บั้มมันกินมันไม่ดีตรงใหน ไอ้บั้มมันนอนตอนทำงาน แล้วคนอื่นมันไม่นอนกันหรือไง ถ้าการนอนในเวลางานคนอื่นไม่ผิดแล้วทำใมไอ้บั้มมันผิดอยู่คนเดียว หลายสิ่งประดังเข้ามาทั้งดีทั้งชั่วลบล้างกันไป จนได้ข้อสรุปว่าไอ้บั้มมันไม่ดี แต่ข้อเสียของมันก็ยังน้อยกว่าคนอื่น
จากออฟฟิตผมเดินช้าๆกลับแผนกแอร์ แต่จากแผนกแอร์ผมวิ่ง 4x100 กลับไปที่ออฟฟิตเพื่อที่จะไปแก้เกรดให้มัน ผมแก้ให้มันแล้วนะครับ
ความหักเหของความรู้สึกเกิดขึ้นเมื่อผมอยากพาทุกคนไปเที่ยวทัศนาจร ผมรับอาสาติดต่อรถนำเที่ยวโดยค่ารถต้องหารกัน มีคนต้องการไปเยอะรวมทั้งไอ้บั้ม..ม่างเอ๊ย..!!!
เราสนุกกันมาก กินเหล้ากันเหมือนเขาแจกให้ฟรี ผมลงเล่นน้ำพร้อมเพื่อนๆอีกหลายคน ไอ้บั้มนั่งกินเหล้าอยู่ที่ชายหาด ตอนขึ้นจากน้ำผมมีความรู้สึกว่าผมอยากลอยตัวอยู่บนผิวน้ำปล่อยให้คลื่นมันกระแทกช้าๆเข้าหาฝั่ง ผมนอนคว่ำหน้าปล่อยให้ตัวเองลอยไปตามคลื่นทะเลโดยเงยหน้าหายใจเหนือน้ำเป็นระยะ
เสียงเพื่อนได้ยินแว่วๆว่า เฮ้ยพี่หมูเป็นอะไรวะ ช่วยกันเร๊ววว
ไอ้บั้มซึ่งอยู่ไกลกว่าเพื่อนกลับเป็นคนที่มาถึงก่อน มันจับผมพลิกหงายช้อนมือขึ้นอุ้มด้านหลังเพื่อให้ผมพ้นน้ำ ความเศร้าบังเกิดกับผมทันที
ไอ้บั้ม กูเนี่ยะไม่เคยคิดว่ามึงดีเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่มึงกลับกลายเป็นคนที่ห่วงกูจริงๆ มีอีกหลายคนที่มาช่วยไอ้บั้มหามผมไปนอนบนเก้าอี้ชายหาด และตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ต้องกลับพอดี ผมขึ้นรถไปนั่งที่เดิม ความรู้สึกและการกระทำที่เกิดขึ้นผมบอกใครไม่ได้ว่า แท้ที่จริง ตอนนั้นที่จมน้ำและตอนที่นั่งเงียบอยู่บนรถนี่ แท้ที่จริงกูไม่ได้เป็นอะไรเลย กูนั่งสำนึกผิดต่างหากล่ะบั้ม
ไอ้บั้มไปซื้อขนมดอกจอกมาจากใหนก็ไม่รู้มาฝาก ผมเก็บใส่กระเป๋าไว้จนลืม จนวันหนึ่งจะเอากระเป๋าไปซักเพราะมันเปื้อนทรายเปื้อนน้ำทะเล เลยไปเจอขนมไอ้บั้ม
กูบอกมึงตรงๆนะไอ้บั้ม ขนมมึงถุงนั้นน่ะหยาบ เหนียว น้ำมันที่ใช้ทอดเหม็นหืน
แต่ความดีของมึงมันทำให้ขนมถุงนั้นอร่อยมาก และต่อไปนี้กูจะดีกับมึงแล้วนะ




 

Create Date : 29 มกราคม 2553    
Last Update : 29 มกราคม 2553 23:05:48 น.
Counter : 181 Pageviews.  

1  2  3  

Muhin
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Muhin's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.