All Blog
ฌ้อปาอ๋อง สิ้นนางสิ้นแผ่นดิน


บรรยากาศยามค่ำคืนนี้เงียบสงัด ชายหนุ่มวัยสามสิบท่วงท่าสง่างามในเครื่องแต่งกายชุดจอมทัพ ยืนอยู่หน้ากระโจมหลังใหญ่กลางค่ายทหารแคว้นฉู่ เขาแหงนหน้ามองดูท้องฟ้า พลางถอนหายใจ ขณะนั้นเองเสียงเพลงในท่วงทำนองคุ้นหูหากฟังดูเศร้าสร้อย ก็ดังมาจากทั่วสารทิศ

เหล่าทหารภายในค่าย ต่างผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจที่ได้ยินเสียงเพลงพื้นบ้านของแคว้นตน แต่มินานทำนองที่เศร้าสร้อยของเพลงก็ทำให้หัวใจของเหล่านักรบทั้งนายแลไพร่พล บังเกิดความหดหู่ บ้างห่วงบิดามารดรที่อยู่เบื้องหลัง บ้างกังวลถึงเมียรักแลลูกน้อยที่คอยอยู่

เซี่ยงหยี่ถือกำเนิดขึ้นใน ปีที่ 256 ก่อน ค.ศ. ตระกูลของเขาเกี่ยวเนื่องกับเชื้อพระวงศ์ของแคว้นฉู่ บรรพชนหลายรุ่นเคยรับราชการในตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ จนกระทั่งเมื่อแคว้นฉู่ล่มสลาย แม่ทัพใหญ่เซี่ยงเยี่ยน ปู่ของเขาฆ่าตัวตายหลังจากรบแพ้กองทัพฉิน คนอื่นๆ ในตระกูลบ้างตาย บ้างก็หายสาปสูญ สำหรับเซี่ยงหยี่เองนั้น กำพร้าบิดามารดาโดยได้เซี่ยงเหลียงผู้เป็นอาเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่

210 ปีก่อนคริสตกาล ฉินซีฮ่องเต้เสด็จสวรรคต ประชาชนที่ทนการกดขี่ของราชวงศ์ฉินไม่ไหว ต่างพากันก่อกบฏไปทั่วแผ่นดิน ในเวลานั้น เซี่ยงเหลียงได้ชูธงก่อกบฏขึ้นที่แคว้นฉู่ทางภาคใต้ และได้อัญเชิญเชื้อสายเดิมของราชวงศ์แคว้นฉู่ ขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า ฉู่ไหวหวาง และรวบรวมผู้คนทำศึกกับราชวงศ์ฉิน

ในการก่อกบฎต่อราชวงศ์ฉินครั้งนี้ เซี่ยงหยี่ หลานชายของเซี่ยงเหลียงได้เป็นกำลังสำคัญของผู้เป็นอา ในฐานะขุนพลมือหนึ่งของกองทัพ เซี่ยงหยี่เป็นชายหนุ่มรูปงาม กำลังมหาศาล สติปัญญาเฉลียวฉลาด นิสัยเด็ดเดี่ยวดุดัน เจ้าอารมณ์ ทั้งยังเชื่อมั่นในตัวเองเป็นอย่างสูง

ครั้งหนึ่ง เซี่ยงหยี่ได้ยินว่ามีคนพบเห็นม้าดำลักษณะดีแต่ดุร้ายจนไม่มีใครจับได้มาปรากฏตัวอยู่ที่ชายป่านอกเมือง เซี่ยงหยี่จึงออกไปจับม้าตัวนั้นไว้ได้ เศรษฐีใหญ่ผู้หนึ่งได้เห็นเซี่ยงหยี่กำราบม้าร้ายได้นึกชอบใจลักษณะของชายหนุ่มจึงยกบุตรสาวนาม หยูจี ซึ่งเป็นหญิงงามลือชื่อให้ ทั้งนี้นับแต่เซี่ยงหยีได้นางหยูจีมาเป็นภรรยา เขาก็รักนางมากและไม่มีหญิงอื่นใดอีก

ติดตามอ่านต่อได้ที่ http://www.komkid.com/?p=1901



Create Date : 24 ตุลาคม 2554
Last Update : 24 ตุลาคม 2554 20:02:37 น.
Counter : 407 Pageviews.

1 comment
ทองคำ มนตราแห่งความมั่งคั่ง


นับแต่ยุคประวัติศาสตร์เริ่มต้นขึ้น เมื่อเกือบห้าพันปีก่อน ทองคำก็ปรากฏตัวขึ้นในฐานะโลหะที่เป็นตัวแทนแห่งความมั่งคั่งของมนุษย์แทบจะทุกอารยธรรม นับแต่ชาวอียิปต์แห่งลุ่มน้ำไนล์ไปจนถึงชาวจีนแห่งลุ่มน้ำฮวงโห หลายเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับเรื่องราวของทองคำอย่างไม่อาจแยกจากกันได้

ในบรรดาแร่โลหะทั้งหลายที่มนุษย์เรารู้จัก ดูเหมือนว่าทองคำจะเป็นโลหะที่สูงค่าและเป็นที่ต้องการมากที่สุด ความสูงค่าของทอง แยกไม่ออกจากความที่มันหาได้ยากและมีปริมาณเพียงน้อยนิด

ทุกวันนี้โลกของเรามีทองคำรวมทั้งสิ้นประมาณ 161,000 ตันเศษๆ ซึ่งกว่าครึ่งของทองคำเหล่านี้ เป็นทองที่มนุษย์สามารถสกัดออกมาได้ในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามนั่นมิได้หมายความว่า การที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นจะทำให้เราสามารถขุดทองได้มากขึ้น หากแต่ความจริงก็คือ การเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เราขุดทองคำที่มีอยู่ในโลกขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก พร้อมกันนั้นโอกาสที่มนุษย์จะค้นพบแหล่งแร่ทองใหม่ๆ ก็ลดน้อยลงไปทุกทีด้วย

นับแต่โบราณกาล บทบาทของทองคำที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มีมากกว่าโลหะที่ใช้ทำเครื่องประดับหรือสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ชาวอียิปต์โบราณถือว่า ทองคำคือร่างกายของเทพเจ้าและเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอมตะ ในบันทึกประวัติศาสตร์ของโรมันยุคแรกกล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่กรุงโรมถูกเบรนนุส หัวหน้าเผ่าเซลต์ยึดได้นั้น ชาวโรมันต้องเสียค่าไถ่กรุงโรมกลับคืน เป็นทองคำถึงหนึ่งพันปอนด์ ส่วนในตำราแพทย์โบราณของจีนและญี่ปุ่นก็กล่าวว่าทองคำมีคุณสมบัติเป็นยาบำรุงชั้นเลิศ ขณะที่ในยุคล่าอาณานิคม ชาวสเปนที่เดินทางมาโลกใหม่ได้ทำลายล้างจักรวรรดิอินคาและแอสเท็กซ์เพื่อแย่งชิงทองคำปริมาณมหาศาล หรือจนกระทั่งเมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ทองคำก็ได้ทำดินแดนรกร้างว่างเปล่าหลายแห่งในแอฟริกาใต้ อเมริกาเหนือและออสเตรเลีย กลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ในชั่วเวลาไม่นาน ด้วยปรากฏการณ์ “ตื่นทอง” ซึ่งผู้คนจำนวนมากมายแห่แหนกันเข้าไปยังดินแดนรกร้างเหล่านั้น เพียงเพราะข่าวที่ได้ยินมาว่า มีการค้นพบสายแร่ทองคำในดินแดนดังกล่าว ส่วนในระบบเศรษฐกิจของโลก ทองคำก็มีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่เป็นมาตรฐานเงินตราในการหนุนหลังค่าเงินของประเทศต่างๆ จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1971 อันเป็นปีที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นชาติสุดท้ายที่ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตรา ประกาศยกเลิกการใช้มาตรฐานดังกล่าว

แม้ในปัจจุบันการใช้มาตรฐานทองคำจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและค่าเงินสกุลหลัก ก็ทำให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งกองทุนจำนวนมากยังสะสมทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรอง โดยทองคำที่หมุนเวียนในตลาดโลกจำนวนสองในสามถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ซึ่งประเทศที่เป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับหนึ่งและสองของโลก ก็คือ อินเดียและจีน การขยายตัวของรายได้ของประชากรในประเทศทั้งสองได้นำมาซึ่งความต้องการทองคำที่เพิ่มขึ้นทุกปี

โดยในจีนนั้น ทองคำคือสัญลักษณ์มงคลแห่งโชคลาภและถือเป็นของขวัญที่ล้ำค่าสำหรับมอบให้แห่กัน ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างเช่น ตรุษจีน ปีใหม่

ส่วนอินเดียที่ถือเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดนั้น ได้มีการประเมินไว้ว่า ในแต่ละปี กว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนทองคำที่หมุนเวียนในตลาดทองคำโลกจะไหลเข้าสู่อินเดีย ทั้งนี้เนื่องมาจากค่านิยมและวัฒนธรรมของชาวอินเดียที่ให้ความสำคัญกับโลหะมีค่าชนิดนี้เป็นอย่างมาก

สำหรับชาวอินเดียนั้น ทองคำมิใช่เป็นเพียงเครื่องแสดงถึงความหรูหรามั่งคั่ง หากแต่ยังมีบทบาทแทบจะในทุกช่วงที่สำคัญของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งงาน ซึ่งในแต่ละปี มีงานแต่งงานในอินเดียร่วมสิบล้านงานและเกือบทุกงานก็ล้วนใช้ทองคำเป็นสินสอดทั้งสิ้น ชาวอินเดียมีความเชื่อว่า ทองคำจะนำโชคลาภมาให้ผู้ที่ครอบครองและสัมผัส ในรัฐเคราล่า ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของอินเดีย จะมีธรรมเนียมที่ผู้เป็นยายจะจุ่มเหรียญทองคำลงในน้ำผึ้งและหยดน้ำผึ้งนั้นลงบนลิ้นของทารกเกิดใหม่เพื่ออวยพรให้เด็กนั้นมีชีวิตที่ประสบแต่โชคดี นอกจากนี้ตลอดช่วงหกเดือนแรกของเด็ก ในทุกงานสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเด็กผู้นั้น เด็กน้อยมักจะได้รับของขวัญเป็นเครื่องประดับทองคำชนิดต่างๆ เช่น ต่างหู กำไล สร้อยคอ จนถึง สายคาดเอว

ความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่า ทองคำจะนำโชคลาภมาให้นี้ จะปรากฏชัดเจนในช่วงเทศกาลอักษะทริติยาซึ่งอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งถือกันว่าเป็นวันมงคลสำหรับการซื้อทองคำตามปฏิทินฮินดู ทั้งนี้ในวันดังกล่าว มักจะมีปริมาณการซื้อทองคำสูงยิ่งกว่าทุกวันของปี จนเป็นเหตุให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นเสมอ

ไม่เฉพาะแต่คุณค่าสำหรับผู้ซื้อเท่านั้น ทว่าทองคำยังเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงและสร้างงานให้กับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตจำนวนนับร้อยล้านคน เหมืองขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ได้สร้างงานให้กับชุมชนโดยรอบรวมทั้งยังนำความเจริญเข้ามาในพื้นที่แถบนั้นด้วย

แม้จะสร้างประโยชน์และเลอค่า แต่การผลิตทองนั้นเป็นกระบวนการที่สร้างความเสียหายให้สิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล โดยมีการประเมินไว้ว่า ในการขุดหาทองคำน้ำหนักเพียงหนึ่งบาท จำเป็นที่จะต้องขนย้ายหินและสินแร่ต่างๆ มากกว่า 100 ตัน นอกจากนี้ กระบวนการแยกทองคำออกจากสินแร่ที่ด้อยราคากว่า ยังก่อให้เกิดของเสียที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเหมืองขนาดใหญ่บางแห่งได้หันมาใช้เทคโนโลยีที่ไม่ก่อมลพิษแล้วก็ตาม แต่กระนั้นก็ยังมีของเสียปริมาณมหาศาลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต ซึ่งของเสียเหล่านี้มีอยู่สองรูปแบบ คือ หินจำนวนมหาศาลที่ถูกขุดทิ้งออกมา กับหางแร่ที่เกิดจากกระบวนการคัดแยกทองคำ ซึ่งหางแร่เหล่านี้เป็นขยะโลหะที่ยากจะกำจัดโดยไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การที่สายแร่ทองคำใหม่ๆ มักจะถูกพบในพื้นที่ป่าดิบชื้นที่ห่างไกล ก็ได้ทำให้มีการบุกรุกทำลายผืนป่าเหล่านั้นลงเพื่อใช้พื้นที่สำหรับการทำเหมืองอีกด้วย

ขณะที่เหมืองทองขนาดใหญ่ซึ่งผลิตทองคำสามในสี่ของทองที่เข้าสู่ตลาดโลกในทุกปี จะก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง เหมืองทองขนาดเล็กที่ผลิตทองคำอีกหนึ่งในสี่ ก็ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมไม่แพ้กัน ทั้งนี้บรรดาชาวเหมืองในเหมืองขนาดเล็กจะใช้ปรอทในการแยกเนื้อทองออกจากหิน ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทั้งในรูปของก๊าซและของเหลว โดยไอระเหยที่คนงานเหมืองเหล่านั้นสูดเข้าไป จะบั่นทอนสุขภาพของพวกเขาและก่อโรคร้ายที่ทำให้ชีวิตของคนงานเหล่านั้นสั้นลง ขณะที่ของเหลวซึ่งมีสารปรอทปนเปื้อนจะไหลลงสู่แหล่งน้ำและทำอันตรายต่อคนและสัตว์ที่พึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านั้น ดังเช่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่หลายแห่งของทวีปอเมริกาใต้ ที่มีการทำเหมืองทองขนาดเล็กกระจายตัวอยู่

ทุกวันนี้ ในฐานะสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อการเก็งกำไรและลงทุน ทำให้บทบาทของทองคำเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น การเปิดโอกาสให้มีการเก็งกำไร ในตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า ส่งผลให้มูลค่าของทองคำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อภาวะเศรษฐกิจของโลกอยู่ในสภาพที่ผันผวน จนส่งผลให้ค่าเงินสกุลหลักอ่อนค่าและตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้การเก็งกำไรทองคำ กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจของเหล่านักลงทุนทั้งหลาย จนส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และด้วยเหตุนี้ที่ได้ก่อให้เกิดกระแสตื่นทองรูปแบบใหม่ ที่มีผู้คนจำนวนมากแห่ไปซื้อทองคำแท่งเพื่อการเก็งกำไรจนทองคำแท่งมีไม่พอกับความต้องการ ซึ่งเหตุการณ์ตื่นทอง ดังกล่าวนั้น สุดท้าย อาจจะนำไปสู่สภาวะฟองสบู่เหมือนเช่นดังที่เคยเกิดกับตลาดหุ้น ซึ่งมีการปั่นราคาจนเกินมูลค่าที่แท้จริงและนำความเสียกายอย่างใหญ่หลวงมาสู่ระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ดูเหมือนว่าทองคำจะมิได้เป็นเพียงโลหะอันล้ำค่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่อีกด้านหนึ่งของมันยังเต็มไปด้วยความดำมืดที่อันตรายและน่าหวาดหวั่นแฝงเร้นอยู่ แต่ถึงกระนั้น ทองคำก็ยังคงเป็นที่ต้องการของมนุษย์อย่างไม่เสื่อมคลายและบางทีจะยังคงเป็นเช่นนี้อีกตราบนานเท่านาน

ที่มา : http://www.komkid.com



Create Date : 23 ตุลาคม 2554
Last Update : 23 ตุลาคม 2554 16:31:06 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comment
โฮ่วอี้ ยิงตะวัน


ในสมัยบรรพกาล ดินแดนแห่งลุ่มน้ำฮวงโห ปกครองโดยพระเจ้าเหยา พระองค์ทรงเป็นธรรมราชา มีพระสติปัญญาและพระเมตตาเลิศล้ำ ประชาชนทั่วแผ่นดินล้วนมีแต่ความสงบสุข ฝนฟ้าก็ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารก็อุดมสมบูรณ์

ในยุคนั้น มีพระอาทิตย์สิบดวงเป็นพี่น้องกัน ทุกวันพระอาทิตย์ทั้งสิบจะรับพระบัญชา จักรพรรดิสวรรค์ผลัดกันมาส่องแสงให้แก่โลกมนุษย์ ทว่าวันหนึ่งพระอาทิตย์ทั้งสิบเกิดความคึกคะนอง จึงนัดแนะกันมาส่องแสงยังโลกมนุษย์พร้อมกันทั้งสิบดวง

เมื่อมีพระอาทิตย์ถึงสิบดวง โลกก็ร้อนระอุ แม่น้ำและสายธารใหญ่น้อยถูกแดดแผดเผาจนเหือดแห้ง ทุ่งหญ้าและป่าไหม้ลุกเป็นไฟ ธัญญาหารต่างๆ มอดไหม้ ทำให้ผู้คนและเหล่าสัตว์อดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่พระอาทิตย์ทั้งสิบก็หาได้สำนึกไม่ ยังคงกระทำการคึกคะนองอันธพาลเพิ่มความร้อนแผดเผาโลกให้หนักมือยิ่งขึ้นไปอีก จนมีผู้คนล้มตายเพิ่มเป็นเท่าทวี

พระเจ้าเหยาทรงทำพิธีไหว้วอนต่อสวรรค์ให้ช่วยหยุดภัยพิบัติครั้งนี้ จักรพรรดิสวรรค์จึงให้ขุนนางของพระองค์ไปเตือนพระอาทิตย์ทั้งสิบให้ยุติพฤติกรรมโหดร้าย ทว่าพระอาทิตย์ทั้งสิบหาได้ใส่ใจไม่ องค์จักรพรรดิจึงทรงมีพระบัญชาให้โฮว่อี้ แม่ทัพสวรรค์ผู้มีความสามารถในเชิงธนูสูงยิ่งกว่าเทพและมนุษย์ทั้งปวงถือพระราชบัญชาไปสั่งให้พระอาทิตย์ทั้งสิบหยุดการเผาโลก หากไม่ฟังก็ให้โฮ่วอี้ยิงธนูข่มขู่เหล่าพระอาทิตย์ให้เกรงกลัว

เมื่อโฮ่วอี้ไปถึง ก็ได้แสดงสาส์นของจักรพรรดิสวรรค์ให้พระอาทิตย์ทั้งสิบเห็น ทว่าพวกนั้นกลับไปยอมเชื่อฟัง ทั้งยังกล่าววาจาท้าทายโฮ่วอี้ ทำให้แม่ทัพหนุ่มบังเกิดโทสะ จึงใช้ธนูยิงเข้าใส่พระอาทิตย์ทีละดวง ทำให้พระอาทิตย์ถูกสังหารไปถึงเก้าดวง เหลือเพียงดวงสุดท้ายที่กลัวตายและร้องขอชีวิต โฮ่วอี้จึงละเว้นไว้ ด้วยเหตุนี้โลกจึงเหลือพระอาทิตย์เพียงดวงเดียวนับแต่นั้นมา

จักรพรรดิสวรรค์ทรงพิโรธที่โฮ่วอี้ทำเกินรับสั่ง บังอาจสังหารพระอาทิตย์ถึงเก้าดวง จึงทรงมีพระบรมราชโองการเนรเทศโฮ่วอี้ลงจากสวรรค์มาอยู่บนโลกมนุษย์ และหมดสิ้นความเป็นเทพ โดยฉางเอ๋อ ภรรยาของโฮว่อี้ได้ติดตามสามีลงมาใช้ชีวิตในโลกมนุษย์ด้วย

เมื่อประชาชนทราบว่า โฮ่วอี้ ผู้สังหารพระอาทิตย์ ได้ถูกเนรเทศลงมาอยู่บนโลก ก็พากันไปต้อนรับและยกย่องด้วยสำนึกในบุญคุณที่โฮว่อี้ได้ปราบพระอาทิตย์ช่วยชีวิตมวลมนุษย์เอาไว้ จากนั้นพระเจ้าเหยาได้ตั้งให้โฮว่อี้เป็นเจ้าครองแคว้น

หลังจากมาอยู่บนโลกแล้ว โฮ่วอี้ยังคงใช้ความสามารถในวิชายิงธนูของตนเที่ยวปราบปรามเหล่าสัตว์ร้าย อสุรกายและปีศาจทั้งหลาย ทำให้ชื่อเสียงยิ่งเลื่องลือและได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วทุกสารทิศ ทำให้โฮ่วอี้รู้สึกลำพองใจในชื่อเสียงเกียรติยศที่ได้รับ จนถึงกับเอ่ยปากกับฉางเอ๋อ ผู้เป็นภรรยาว่า

“ข้ามิรู้มาก่อนเลยว่า การเป็นเจ้าแคว้นในโลกมนุษย์ จะดีกว่าการเป็นแม่ทัพบนสวรรค์เสียอีก”

ในขณะที่โฮ่วอี้ได้รับการยกย่องอย่างมากนั้นเอง ก็ได้มีนายทหารคนสนิทของเขาคนหนึ่งชื่อ เฝิงเมิ่ง เกิดความคิดริษยาและต้องการแย่งชิงอำนาจของโฮว่อี้ จึงวางแผนกำจัดผู้เป็นนายของตน

วันหนึ่ง โฮ่วอี้ได้รับของขวัญพระราชทานจากเจ้าแม่แห่งสวรรค์ เป็นน้ำทิพย์หนึ่งขวด โดยน้ำทิพย์ขวดนี้หากใครดื่มหมดทั้งขวดจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่หากดื่มครึ่งขวดจะมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ โฮ่วอี้ตั้งใจจะนำน้ำทิพย์นี้มาแบ่งกันดื่มกับภรรยาเพื่อที่ทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ทว่าก่อนที่โฮว่อี้และฉางเอ๋อจะทำพิธีดื่มน้ำทิพย์นั้นเอง ก็เกิดเหตุร้ายขึ้น

เฝิงเมิ่งให้คนของตนก่อเหตุวุ่นวายเพื่อล่อให้โฮ่วอี้ออกจากวังไปปราบปรามและขณะที่เหตุการณ์ชุลมุนอยู่นั้นเอง เฝิงเมิ่งก็ลอบสังหารโฮ่วอี้ลงเสีย

เมื่อฉางเอ๋อรู้ข่าวว่า สามีสิ้นชีวิตลงแล้ว นางก็เศร้าโศกเป็นอันมาก ในเวลานั้นหลังจากสังหารโฮ่วอี้ลงแล้ว เฝิงเมิ่งก็นำคนบุกเข้ามาในวัง เพื่อมิให้ตนเองต้องตกเป็นเชลยของฆาตกรที่สังหารสามีของนาง ฉางเอ๋อจึงดื่มน้ำทิพย์จนหมดขวดและเหาะหนีขึ้นไปบนสวรรค์ทันที

ครั้นเมื่อจักรพรรดิสวรรค์ทรงทราบเรื่องที่เกิดกับฉางเอ๋อ ก็ทรงสงสารในชะตากรรมของนาง จึงได้ทรงแต่งตั้งให้นางเป็นเทพธิดาเช่นเดิมและให้ฉางเอ๋อไปอยู่บนดวงจันทร์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา

ที่มา : http://www.komkid.com



Create Date : 15 ตุลาคม 2554
Last Update : 15 ตุลาคม 2554 18:47:01 น.
Counter : 299 Pageviews.

0 comment
ชาวมายา พิธีบูชายัญและสงครามแห่งดวงดาว


จากที่เคยเชื่อกันมานานว่า พวกเขาคือชนเผ่านักดาราศาสตร์ผู้เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของดวงดาวด้วยความสงบและสันติ ทว่าเมื่อภาษาในบันทึกโบราณของพวกเขาได้ถูกถอดความออกมา มันได้บอกเล่า เรื่องราวของพิธีบูชายัญนองเลือดและสงครามอันดุเดือดระหว่างนครรัฐ

ชาวมายาเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งของอเมริกา อารยธรรมของพวกเขาก่อกำเนิดเมื่อราว ค.ศ. 500 บนดินแดนของคาบสมุทรยูคาตัน ซึ่งในปัจจุบันคือ ประเทศกัวเตมาลา ฮอนดูรัส เบลิซ เอลซัลวาดอร์ และทางใต้ของเม็กซิโก โดยได้รับอิทธิพลมาจากชาวโอลเม็คและนครรัฐเตโอติฮัวกันแห่งหุบเขาเม็กซิโก จากนั้นชาวมายาก็ได้สร้างวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาขึ้นมา

แม้ชาวมายาจะเหมือนกับชนพิ้นเมืองกลุ่มอื่นๆ ในอเมริกาที่ไม่มีเครื่องมือโลหะและวงล้อไว้ใช้งาน แต่พวกเขาก็สามารถก่อสร้างพีระมิดและพระราชวังอันโอ่อ่ารวมทั้งอนุสาวรีย์อันงดงามได้ นอกจากนี้พวกมายายังเป็นชนกลุ่มแรกของอเมริกาที่ทำบันทึกลายลักษณ์อักษรแบบเป็นระบบเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ชนกลุ่มอื่นๆ ในแถบอเมริกาจะไม่ค่อยบันทึกชื่อ วันเวลาและรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทว่าชาวมายากลับจดบันทึกลำดับการขึ้นและลงของเหล่าผู้ปกครองของพวกเขาเอาไว้ รวมทั้งเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของผู้ปกครองเหล่านั้น โดยเรื่องราวทั้งหมดจะถูกจดเป็นอักษรภาพที่สวยงามและสมบูรณ์แบบลงบนอนุสาวรีย์หิน รวมทั้งกระดาษที่ทำจากเปลือกไม้และหนังสัตว์

ติดตามต่อได้ที่ http://www.komkid.com/?p=1766



Create Date : 09 ตุลาคม 2554
Last Update : 9 ตุลาคม 2554 18:12:05 น.
Counter : 346 Pageviews.

0 comment
นางทาสแห่งคฤหาสน์เมอร์เทิลส์


ก่อนสงครามกลางเมือง ฟาร์มส่วนใหญ่ในดินแดนทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาใช้แรงงานจากทาสผิวดำ ซึ่งทาสเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติจากชาวผิวขาวผู้เป็นนายไม่ดีไปกว่าสัตว์เลี้ยงเท่าไรนัก ความโหดร้ายที่ทาสเหล่านี้ได้รับ ทำให้หลายคนกระเสือกกระสนหาหนทางที่จะไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ในคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่บนฟาร์มซึ่งมีชื่อว่า เมอร์เทิลส์ ฟาร์มแห่งนี้ตั้งอยู่นอกเมืองเซนท์ ฟรานซิส วิล ในมลรัฐหลุยส์เซียน่า

ในช่วงเวลาดังกล่าว ฟาร์มแห่งนี้เป็นของ จัจด์ คลาร์ค วู้ดรัฟฟ์ และ ซาร่า มาทิลดา ผู้เป็นภรรยา ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันสองคน และถือว่าเป็นครอบครัวที่ได้รับความนับหน้าถือตาในชุมชน โดยจัจด์นั้น มีชื่อเสียงว่าเป็นชายผู้รักครอบครัวและยึดมั่นในกฏหมาย ทว่าเบื้องหลังของหน้ากากที่ดีงามนั้น จัจด์คือชายผู้มักมากในกามและชอบบังคับสตรีเพศ โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส จัจด์ก็จะแอบไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับเหล่านางทาสของเขาเสมอ

โคลเอ เป็นนางทาสเลือดผสมที่รับใช้ครอบครัววู้ดรัฟฟ์ในฐานะครูของเด็กๆ เธอเองก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของจัจด์เช่นกัน แม้ว่าในช่วงแรกโคลเอจะขยะแขยงในสิ่งที่จัจด์ทำกับเธอ แต่เธอก็รู้ดีว่า หากขัดขืน เธอก็จะต้องถูกเจ้านายผิวขาวส่งกลับไปทำงานหนักในไร่เหมือนกับทาสคนอื่นๆ ทั้งนี้สำหรับโคลเอแล้ว การได้ทำงานในคฤหาสน์นั้นยังทำให้เธอได้มีโอกาสสัมผัสกับคำว่า อิสระ อยู่บ้าง ดังนั้นเธอจึงจำต้องยอมตามความต้องการของผู้เป็นนาย

ครั้นเมื่อเวลาผ่านไป โคลเอเริ่มรู้สึกว่า จัจด์กำลังจะเบื่อเธอและมองหาคู่ขาคนใหม่ นั่นเองที่ทำให้เธอรู้สึกกลัวว่าจะต้องถูกส่งกลับไปทำงานหนักในไร่ดังเดิม ทำให้เธอตัดสินใจแอบฟังการสนทนาของครอบครัววู้ดรัฟฟ์เพื่อค้นหาความจริงในเรื่องที่เธอกลัว ทว่าวันหนึ่ง จัจด์มาเห็นการแอบฟังของเธอ เขาโกรธมากจึงสั่งให้คนตัดหูของเธอหนึ่งข้าง และนับแต่นั้นมา โคลเอก็จะเอาผ้าสีเขียวโพกหัวไว้เพื่อปกปิดรอยแผลเป็นที่น่าเกลียด

หลังจากวันนั้น จัจด์มักจะเกรี้ยวกราดกับโคลเอเสมอ ซึ่งทำให้เธอเกิดความคิดว่า เธอจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อพิสุจน์คุณค่าของตัวเองให้ครอบครัววู้ดรัฟฟ์เห็นและจะได้ทำให้เธอมีโอกาสกลับมาเป็นคนโปรดอีกครั้ง

โคลเอตัดสินใจวางยาคนในครอบครัววู้ดรัฟฟ์โดยคั้นพิษจากใบยี่โถผสมลงในเค้กวันเกิดที่เสิร์ฟในงานวันเกิดของลูกสาวคนโตของครอบครัววู้ดรัฟฟ์ เธอรู้ดีว่าพิษของใบยี่โถนั้นมีเพียงเล็กน้อยและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ความตั้งใจของเธอก็คือ ทำให้ครอบครัววู้ดรัฟฟ์ป่วย จากนั้นเธอจะคอยดูแลพวกเขาเป็นอย่างดีจนหาย เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นคุณค่าในตัวเธอ โคลเอรักพวกเด็กๆมากและเธอก็ระมัดระวังด้วยการใช้พิษเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บังเอิญว่าในงานวันนั้น จัจด์ไม่อยู่บ้าน จึงมีเพียงมาทิลดาและลูกสาวทั้งสองเท่านั้นที่กินเค้ก ทว่าหลังจากทั้งสามกินเค้กเข้าไป เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่โคลเอคาดหมาย ทุกคนเริ่มมีอาการชักและร้องครวญครางด้วยความทรมาน โคลเอพยายามนำพวกเขาไปที่เตียงนอนและช่วยปฐมพยาบาล แต่ก็สายเกินไป เพราะมาทิลดาและลูกสาวทั้งสองคนได้ขาดใจตายไปในเวลาไม่นาน

ข่าวแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว บรรดาทาสอื่นๆต่างหวาดกลัวว่าความโกรธของจัจด์ที่มีต่อโคลเอจะทำให้พวกตนพลอยถูกลงโทษไปด้วย จึงคิดที่จะทำบางสิ่งเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของพวกเขาว่าไม่ได้รู้เห็นกับการวางยาครั้งนี้

และในคืนหนึ่ง บรรดาทาสก็พากันเข้าจับตัวโคลเอขณะที่เธอกำลังนอนอยู่ในเรือนพัก และนำตัวเธอไปแขวนคอกับต้นโอ๊คจนขาดใจตาย จากนั้นก็นำร่างไร้วิญญาณมาถ่วงด้วยก้อนหินและโยนลงไปในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้

หลังเหตุการณ์ทั้งหมด จัจด์ได้ปิดตายห้องที่เกิดเหตุและไม่เคยเปิดมันอีกเลย จากนั้นในปีต่อมา คฤหาสน์และฟาร์มเมอร์เทิลส์ก็ถูกขายไป ทว่าเจ้าของบ้านคนใหม่กลับพบว่า ไม่ได้มีเพียงพวกเขาเท่านั้นในบ้านหลังนี้

วันหนึ่ง เมื่อหนึ่งในสมาชิกครอบครัวเจ้าของบ้านคนใหม่ถ่ายภาพของคฤหาสน์หลังนี้จากด้านหน้า (ดูที่ภาพประกอบเรื่อง) พวกเขาก็พบว่ามีภาพของเงาของคนลึกลับยืนอยู่ใกล้กับระเบียง และดูเหมือนเงานั้นจะโพกหัวด้วยผ้า และในตอนกลางคืนก็มีคนได้ยินเสียงฝีเท้าเดินผ่านทางเดินในตัวบ้านอย่างไม่มีจุดหมาย ทั้งยังมีสมาชิกในบ้านหลายคนที่พบว่า ตัวเองถูกปลุกให้ตื่นขึ้นกลางดึก โดยหญิงผิวดำลึกลับที่โพกหัวด้วยผ้าเขียว ที่เข้ามาเลิกมุ้งของพวกเขาและทำทีเหมือนกำลังมองหาใครสักคน ก่อนที่ร่างลึกลับนั้นจะละลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความน่าขนลุก

นอกจากวิญญาณของโคลเอแล้ว ยังมีผู้พบเห็นภาพของเด็กหญิงสองคนที่เชื่อว่า เป็นลูกสาวของครอบครัววู้ดรัฟฟ์ ปรากฏอยู่ในกระจกบริเวณทางเดินของคฤหาสน์ ทั้งยังมีคนได้ยินเสียงเด็กๆร้องเรียกชื่อพวกเขาดังมาจากห้องที่อยู่ไกลออกไป ทั้งๆที่ในเวลานั้น ผู้ที่ประสบเหตุ อยู่เพียงลำพังในบ้าน

ผู้ที่มาเยือนคฤหาสน์บางคนยังได้เล่าอีกว่า ในยามค่ำคืน พวกเขาพบเห็นร่างของเด็กหญิงสองคนสวมชุดกระโปรงสีขาวมาวิ่งเล่นอยู่ภายในห้องโถงก่อนจะจางหายไป ทั้งยังมีหลายครั้งที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองถูกแอบมองจากดวงตาลึกลับที่อยู่หลังบานหน้าต่าง หรือบางครั้งโคมไฟระย้าบนเพดานห้องแกว่งไปมาอย่างไร้สาเหตุ ขณะที่บางคนก็พบว่า ในยามดึกขณะที่กำลังนอนอยู่นั้น เตียงนอนของพวกเขาก็เกิดสั่นขึ้นมาคล้ายกับมีมือที่มองไม่เห็น มาเขย่ามัน

จนถึงทุกวันนี้ ผู้คนที่รู้จักสถานที่แห่งนี้ ต่างก็เชื่อกันว่า ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตยังคงสิงสู่อยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ และยังคงปรากฏกายให้ผู้มาเยือนบางคนได้พบเห็นและรับรู้เรื่องราวของชะตากรรมที่น่าเศร้าของวิญญาณเหล่านั้น

ที่มา : http://www.komkid.com



Create Date : 07 ตุลาคม 2554
Last Update : 7 ตุลาคม 2554 9:11:40 น.
Counter : 282 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แมวน้อยในเมืองใหญ่
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]