All Blog
ลีโอนีดาส (Leonidas) จอมสปาตาร์


จักรวรรดิเปอร์เซียและนครรัฐต่างๆ ของกรีกได้เป็นศัตรูกันมาเป็นเวลานาน นับแต่สมัยของพระเจ้าดาริอุสที่หนึ่ง โดยในครั้งนั้น กองทัพกรีกจากเมืองเอเธนส์ได้เอาชนะกองทัพเปอร์เซียได้ที่ทุ่งมาราธอน จนทำให้การรุกรานของฝ่ายเปอร์เซียในครั้งนั้นต้องล้มเหลว ต่อมาในปีที่ 481 ก่อน ค.ศ. พระเจ้าเซอร์เซสที่ 1 โอรสของพระเจ้าดาริอุส ทรงหมายพระทัยจะครอบครองดินแดนกรีกให้ได้ พระองค์จึงระดมไพร่พลกว่าสี่แสนคนจัดเป็นทัพบกและทัพเรือโดยทรงนำทัพมาด้วยพระองค์เอง กองทัพของพระเจ้าเซอร์เซสได้ยาตรามาถึงเอเชียไมเนอร์และสร้างสะพานข้ามช่องแคบเฮลเลสปอนท์ที่เมืองอไบดอสเพื่อใช้สำหรับยกทัพข้ามฟากมา

ติดตามต่อได้ที่ http://www.komkid.com



Create Date : 08 มกราคม 2555
Last Update : 8 มกราคม 2555 10:03:33 น.
Counter : 934 Pageviews.

1 comment
ขีดจำกัดของร่างกาย


ท่ามกลางความกดดันของสภาพการณ์ต่างๆ เช่น ความร้อนจัด เย็นจัด การขาดน้ำและอาหาร การเสียเลือดและขาดอากาศ ร่างกายของมนุษย์จะสามารถทนทานต่อสภาวะดังกล่าวได้มากน้อยเพียงไร ซึ่งต่อไปนี้ คือ ข้อมูลสำหรับขึดจำกัดความอดทนของมนุษย์ในสภาพการณ์เหล่านั้น

ความร้อนในร่างกาย – มนุษย์สามารถทนทานต่อความร้อนในร่างกายได้ไม่เกินระดับอุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าหากอุณหภูมิร่างกายขึ้นถึงระดับนี้แล้ว จะทำให้เกิดอาการของโรคลมแดดขั้นรุนแรงและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

น้ำเย็นจัด – มนุษย์จะอยู่ในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ได้ไม่เกิน 30 นาทีก่อนจะแข็งตาย ส่วนการใส่เสื้อชูชีพจะช่วยให้ร่างกายไม่เสียความร้อนเร็วเกินไป

อากาศร้อน – ผู้ใหญ่อาจอยู่ในที่ที่มีากาศร้อนถึง 150 องศาเซลเซียส ได้นาน 10 นาที ขณะที่เด็กอาจเสียชีวิตเร็วกว่านั้น ถ้าติดอยู่ในรถที่มีอุณหภูมิ 50 องศา

ระดับความสูง – คนส่วนใหญ่จะหมดสติได้ เมื่อขึ้นไปอยู่บนเขาสูงระดับ 4500 เมตร เนื่องจากสภาพอากาศที่เบาบาง ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ยกเว้นพวกชาวเขาที่มีปอดใหญ่กว่าและมีเซลล์เม็ดเลือดแดงมากกว่า ช่วยในการรับออกซิเจนได้ดีกว่า

ระดับน้ำลึก – มนุษย์ส่วนใหญ่ที่ดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ จะหมดสติภายใน 2 นาที ที่ระดับความลึก 18 เมตร ส่วนนักดำน้ำตัวเปล่าที่เก่งมากๆ อาจดำน้ำได้ลึกสุดถึง 86 เมตร

การขาดออกซิเจน – คนทั่วไป จะหมดสติ หากขาดอากาศขายใจสองนาที แต่หากได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ก็อาจกลั้นหายใจได้นานสุด 11 นาที
การเสียเลือด – คนเราอาจรอดตายได้ หากเสียเลือดไปร้อยละ 30 แต่หากเสียเลือดถึงร้อยละ 40 ก็จำเป็นต้องได้รับการให้เลือดอย่างทันที ก่อนจะเสียชีวิตเพราะอาการช็อคฉับพลัน

ขาดอาหาร – ร่างกายมนุษย์จะทนต่อภาวะขาดอาหารได้เต็มที่ 45 วัน ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักตัวลดลงถึง ร้อยละ 30 แต่โดยมาก คนเรามักจะตายไปก่อนหน้านั้นแล้วด้วยอาการเจ็บป่วยอื่นๆที่เกิดจากความอ่อนแอของร่างกายที่ขาดอาหาร

ขาดน้ำ – คนเราควรชดเชยน้ำอย่างน้อยราวหนึ่งลิตรหรือมากกว่านั้น สำหรับปริมาณน้ำที่สูญเสียในแต่ละวัน คนที่ขาดน้ำจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งสัปดาห์

อ่านจบแล้วคงรู้กันแล้วสินะว่า ตัวเรา อึดแค่ไหน

เรื่องจาก http://www.komkid.com



Create Date : 04 มกราคม 2555
Last Update : 4 มกราคม 2555 21:38:04 น.
Counter : 754 Pageviews.

0 comment
แรงพยาบาทแห่งคาลการ์ธ


ความโลภเปรียบเสมือนปีศาจร้ายและยามที่มนุษย์คนใดถูกความโลภเข้าครอบงำแล้ว เขาก็มักจะกระทำตนไม่ต่างจากปีศาจต่ำช้าที่ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่ต้องการ ไม่เว้นแม้แต่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ถูกความโลภเข้าครอบงำนั้น ก็มักหนีไปพ้นกรรมที่ตนได้ก่อไว้ในศตวรรษที่ 16 มีเศรษฐีเจ้าของที่ดินผู้หนึ่งนามว่า ไมลส์ ฟิลิปสัน เขาได้ครอบครองที่ดินมากมายรอบทะเลสาปในพื้นที่ชนบทรอบวิน เดอร์เมียร์ ทว่ายังมีที่แปลงหนึ่งที่อยู่ในทำเลอันสวยงามและเขาก็ต้องการที่ผืนนั้นมาก แต่ที่ผืนดังกล่าวเป็นของชาวไร่สองผัวเมีย ชื่อ นายคราสเตอร์และนางโดโรธี คุค ทั้งสองรักที่ผืนนี้มากเนื่องจากเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่มีความหมายกับพวกเขามากที่สุด ทั้งสองจึงปฏิเสธในทันทีที่ฟิลิปสันส่งคนไปทาบทามขอซื้อ

ไมลส์ ฟิลิปสันโกรธมากที่ถูกปฏิเสธ เขาจึงแผนเพื่อยึดครองที่ดินของทั้งสอง โดยทำทีเป็นเชิญทั้งคู่มางานเลี้ยงวันคริสต์มาสที่บ้านของเขา ซึ่งแม้ว่าครอบครัวคุคจะยอมมาตามคำเชิญ แต่ทั้งสองก็ระวังตัวอย่างเต็มที่ ทว่าการต้อนรับอย่างดีของเจ้าภาพทำให้ทั้งคู่เริ่มคลายใจและเมื่องานเลี้ยงจบลง ไมลส์ก็ได้มอบทองคำหนึ่งถาดให้คนทั้งสอง โดยบอกว่าขอมอบให้เป็นของขวัญวันคริสต์มาส ซึ่งทั้งสองก็ตกลงรับเอาไว้

เช้าวันรุ่งขึ้น ได้มีตำรวจบุกไปจับคราสเตอร์และโดโรธีที่บ้าน และนำไปขังไว้หนึ่งสัปดาห์โดยที่ทั้งสองไม่รู้เลยว่า พวกตนทำอะไรผิด จนกระทั่งเมื่อถูกนำตัวมาขึ้นศาลพวกเขาจึงทราบว่า ตนถูกกล่าวหาในโทษฐานขโมยทองคำของไมลส์ ฟิลิปสันมาหนึ่งถาด

ฟิลิปสันได้ตั้งตนทำหน้าที่ผู้พิพากษาเสียเอง และลงโทษให้ประหารชีวิตสองผัวเมียด้วยการแขวนคอ ในระหว่างนั้น นางโดโรธีได้ลุกขึ้นยืนและกรีดร้องอย่างโกรธแค้นก่อนจะประกาศก้อง“ขอให้ท่านจงสำรวจตัวเองดูเถอะว่า ทำเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ท่านแสนจะมั่งคั่ง สักวันหนึ่ง ท่านจะไม่มีที่ดินเหลือสักเอเคอร์เดียวและท่านจะไม่มีวันกำจัดพวกข้าไปได้” นางพูดพลางร่ำไห้และสาปแช่งไปด้วย

นายฟิลิปสัน ไม่สนใจความโกรธแค้นและคำสาปแช่งของอีกฝ่าย เขามองภาพทั้งหมดอย่างพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ก่อนจะสั่งให้เพชฌฆาตนำตัวสองสามีภรรยาคุคไปแขวนคอยังตะแลงแกงทันที จากนั้นไม่กี่วัน เขาก็ได้เข้าครอบครองที่ดินของทั้งคู่สมดังใจและสั่งการให้สร้างคฤหาสน์หลังใหญ่อันโอ่อ่างดงามบนที่ดินแปลงนั้นและตั้งชื่อว่า คาลการ์ธ
หลังคฤหาสน์คาลการ์ธสร้างเสร็จแล้ว ในปีรุ่งขึ้น ไมลส์ ฟิลิปสันได้จัดงานเลี้ยงฉลองเทศกาลคริสต์มาสอย่างใหญ่โตขึ้นที่บริเวณสนามหญ้าอันกว้างขวางด้านหน้าบ้านและเชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานจำนวนมากโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

ทว่าขณะที่งานเลี้ยงกำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนามรื่นเริงนั้นเอง ก็ได้มีเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นกลัวสุดขีดดังมาจากในคฤหาสน์ และเมื่อทุกคนวิ่งเข้าไปดู ก็พบภรรยาของไมลส์ยืนหน้าซีด ตัวสั่น อยู่ตรงบันไดทางขึ้นชั้นบน สายตาของเธอจับจ้องไปมุมอับของราวบันได โดยสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นก็คือ หัวกระโหลกมนุษย์สองหัวซึ่งขากรรไกรของพวกมันอยู่ในท่าที่คล้ายกับว่ากำลังฉีกยิ้ม

ไมลส์คว้ากระโหลกทั้งสองขว้างทิ้งออกไปยังสนามนอกบ้านด้วยความโกรธเกรี้ยวและสบถสาบานว่าจะต้องเอาตัวเจ้าคนที่บังอาจเล่นตลกร้ายกับเขาแบบนี้มาลงโทษให้ได้ อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นก็ทำให้บรรดาแขกที่มาร่วมงานรู้สึกไม่ค่อยดีและพากันขอตัวลากลับไปจนหมด นาย ฟิลิปสันจึงยุติงานและเข้านอนแต่หัวค่ำ ทว่าในคืนนั้นก็ได้เกิดลมพัดกรรโชกรุนแรงผิดปกติ และในเสียงหวีดหวิวของลมนั้นเอง ก็ฟังคล้ายจะมีเสียงพึมพำด้วยความเคียดแค้นสลับกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังปะปนมาด้วย จากนั้นก็มีเสียงหวีดร้องของบรรดาคนรับใช้ในบ้านดังขึ้นและกระโหลกมนุษย์ก็ได้มาปรากฏอยู่ที่ซอกราวบันไดอีกครั้ง

ไมลส์ ฟิลิปสันทำทุกอย่างที่จะกำจัดกระโหลกพวกนั้น ไม่ว่า โยนทิ้ง ขุดฝังและเผา แต่สุดท้ายก็จะมีกระโหลกมนุษย์มาปรากฏอยู่ที่เดิม พร้อมเสียงกรีดร้อง เสียงพึมพำและเสียงร่ำไห้ ดังเช่นนี้ทุกคืนจนไม่มีใครหลับลงได้และไม่นานก็มีข่าวร้ายโจษจันไปทั่วว่า มีกระโหลกผีและวิญญาณร้ายคอยหลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์คาลการ์ธ

จากนั้นต่อมา ธุรกิจของไมลล์เริ่มประสบปัญหา รายได้ลดลงและขาดทุน กิจการทั้งหมดของเขาเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ครอบครัวฟิลิปสันต้องล้มละลายและไมลส์ก็เสียชีวิตด้วยความทุกข์ระทม

ในคืนที่จัดงานศพของไมลส์ ได้มีลมพัดกรรโชกรุนแรง เสียงหวีดหวิวโหยหวนดังสลับเสียงหัวเราะลั่นด้วยความสะใจของผู้ชายกับผู้หญิงดังอยู่ตลอดคืนและติดต่อกันไปทุกคืนหลังจากนั้น

หัวกระโหลกผียังคงอาละวาดหลอกหลอนคนในคฤหาสน์แทบทุกคืน จนทายาทที่มาครอบครองต่อจากไมลส์ ไม่มีเวลาได้พักผ่อนอย่างสงบเลย โดยการอาละวาดจะรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงคริสต์มาสและวันครอบรอบการตายของสองสามีภรรยา คราสเตอร์ กับโดโรธี คุค

เมื่อทายาทของไมลล์ ยากจนลง ก็หมดปัญญาจะรักษาคฤหาสน์หลังนั้นเอาไว้ได้และจำต้องขายให้คนอื่นไปในที่สุด ซึ่งหลังจากคฤหาสน์ถูกขายไปแล้ว หัวกระโหลกและวิญญาณอาฆาตก็หายไปอย่างสงบ โดยไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย

ที่มา : http://www.komkid.com



Create Date : 25 ธันวาคม 2554
Last Update : 25 ธันวาคม 2554 16:49:53 น.
Counter : 705 Pageviews.

0 comment
สงครามกลางเมืองอังกฤษ
English civil war A.D. 1642 – 1651



ความขัดแย้งระหว่างสถาบัน : สงครามครั้งนี้มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐสภา และ ฝ่ายกษัตริย์ ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวนี้เริ่มขึ้นในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งราชวงศ์สจ๊วต ทั้งนี้ในอังกฤษนั้น นับแต่กษัตริย์จอห์นผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ ถูกฝ่ายขุนนางบังคับให้ลงนามในกฎบัตรแมกนาคาร์ตา ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมพระราชอำนาจของกษัตริย์โดยในการออกกฎหมายต่างๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ทำให้รัฐสภามีอำนาจทัดทานกษัตริย์ได้ จนมาถึงรัชสมัยของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 พระองค์ทรงเชื่อมั่นในพระราชอำนาจของพระองค์และมีความเห็นว่า รัฐสภาควรปฎิบัติตามความต้องการของกษัตริย์

ติดตามต่อได้ที่ http://www.komkid.com



Create Date : 18 ธันวาคม 2554
Last Update : 18 ธันวาคม 2554 18:15:44 น.
Counter : 983 Pageviews.

2 comment
พระมหาชนก หลักธรรมแห่งความเพียร
พระมหาชนก หนึ่งในทศชาติชาดก อันเป็นเรื่องราวว่าด้วยพระชาติสุดท้ายทั้งสิบ ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงหลักธรรมของการบำเพ็ญเพียรเป็นบารมี



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยในชาดกเรื่องดังกล่าว จึงทรงค้นคว้าเรื่องพระมหาชนกจากในพระไตรปิฎก และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษตรงจาก มหาชนกชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงบางส่วนเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ นอกจากนี้ ยังทรงแปลเป็นภาษาสันสกฤตประกอบเพิ่มอีกภาษา รวมทั้งทรงวาดแผนที่ฝีพระหัตถ์แสดงถึงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่งตามท้องเรื่อง รวมทั้งทรงมีข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกำหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอัปปางของเรือที่ปรากฏตามเนื้อเรื่องในชาดกบรรจุลงในพระราชนิพนธ์ด้วย โดยทรงคาดคะเนจากข้อมูลทางโหราศาสตร์ อันแสดงถึงพระปรีชาสามารถทั้งในด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโหราศาสตร์ไทย

ทั้งนี้ พระราชนิพนธ์ เรื่อง พระมหาชนก ได้ออกจำหน่ายในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2539 และเป็นที่ชื่นชมของประชาชนโดยทั่วไป



ความโดยย่อของบทพระราชนิพนธ์ ทศชาติชาดก เรื่อง พระมหาชนก มีดังนี้

พระมหาชนก พระมหากษัตริย์ผู้ครองราชย์อยู่ยังนครมิถิลา เมืองหลวงแห่งแคว้นวิเทหะ ทรงมีพระราชโอรสสองพระองค์ คือ พระอริฏฐชนก และพระโปลชนก หลังจากพระราชบิดาสวรรคต พระอริฏฐชนกผู้เป็นพระมหาอุปราช ก็เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อมา โดยทรงแต่งตั้งพระโปลชนก ผู้อนุชาเป็นพระมหาอุปราช

ในเวลาต่อได้มีเหล่าอำมาตย์ผู้ทุจริตบางคนออกอุบายให้พระอริฏฐชนกเกิดความระแวงพระอนุชา โดยพากันเพ็ดทูลว่า พระโปลชนกกำลังวางแผนคิดการเป็นขบถ พระราชาทรงหลงเชื่ออำมาตย์เหล่านั้น จึงทรงให้ราชมัลจับกุมพระโปลชนกไปขังไว้ ทว่าด้วยบุญบารมีของพระโปลชนก พระองค์จึงสามารถหลบออกจากที่คุมขัง และเสด็จหนีไปยังชายแดนได้

ครั้นเมื่อไปถึง ก็มีบรรดาราษฏรผู้ที่จงรักภักดีต่อพระองค์พากันมาเข้าเป็นพวกด้วยเป็นอันมาก และเมื่อถึงกาลที่เอื้ออำนวย พระโปลชนกก็ทรงตัดสินพระทัยยกกองทัพไปยังนครมิถิลา ครั้นเมื่อทัพของพระองค์ไปถึง บรรดาทหารรักษาเมืองจำนวนมากได้พากันแปรภักดิ์ มาเข้ากับพระโปลชนกเนื่องจากเห็นใจที่พระโปลชนกถูกจับไปขังไว้โดยไม่ยุติธรรม

เมื่อพระพระอริฏฐชนกทรงทราบว่าพระอนุชายกทัพมาชิงราชสมบัติ และได้มีเหล่าไพร่พลจำนวนมากไปเข้าด้วย พระองค์ตรัสสั่งพระมเหสี ซึ่งกำลังทรงครรภ์แก่ ให้ทรงหลบหนีเอาตัวรอด ส่วนพระองค์เองทรงยกทัพออกทำสงครามกับพระอนุชาจนสิ้นพระชนม์ในสนามรบ พระโปลชนกจึงทรงได้เป็นกษัตริย์ ครองนครมิถิลาสืบต่อมา

ฝ่ายพระมเหสีของพระพระอริฏฐชนกได้เสด็จหนีไปยังเมือง กาลจัมปากะ โดยระหว่างทางพระอินทร์เสด็จลงมาช่วย โดยทรงแปลงกายเป็นชายชราขับเกวียนพาพระนางเสด็จไปถึงยังเมืองนั้น และให้พระนางนั่งพักอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งภายในเมือง บังเอิญอุทิจจพราหมณ์มหาศาลเดินผ่านมา เกิดความเอ็นดูสงสาร จึงรับพระนางไปอยู่ด้วย และอุปการะเลี้ยงดูดุจเป็นน้องสาว ไม่นานนัก พระมเหสีของพระเจ้าอริฏฐชนกก็ประสูติพระโอรส ทรงตั้งพระนามว่า มหาชนกกุมาร ตามพระนามของพระอัยกา

วันหนึ่ง มหาชนกกุมารได้ชกต่อยกับเพื่อนเนื่องจากถูกล้อเลียนว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ มหาชนกกุมารพยายามถามความจริง พระมารดาจึงตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทราบ พระองค์จึงตั้งพระทัยว่า เมื่อเติบใหญ่ก็จะเสด็จไปเอาราชสมบัติเมืองมิถิลากลับคืนมา

ครั้นเมื่อพระมหาชนกกุมารเจริญวัยเติบใหญ่ พระองค์ก็ตรัสแก่พระมารดาว่าจะไปล่องเรือสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเพื่อทำการค้าสะสมทุนรอน และกำลังคนเพื่อชิงเอาราชสมบัตินครมิภิลากลับคืน พระมารดาจึงทรงนำเอาทรัพย์สินมีค่ามาจากมิถิลา 3 สิ่ง คือ แก้วมณี แก้วมุกดา และแก้ววิเชียร เพื่อเป็นทุนล่องเรือไปค้าขายที่สุวรรณภูมิ

ในระหว่างทางเกิดพายุใหญ่ โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงจนเรือจะล่ม บรรดาลูกเรือต่างหวาดกลัว และร้องคร่ำครวญหนีตายจนเกิดโกลาหล ฝ่ายมหาชนกกุมารนั้น เมื่อทรงทราบว่าเรือจะจมแน่แล้ว ก็เสวยอาหารจนอิ่มหนำ จากนั้นทรงนำผ้ามาชุบน้ำมันจนชุ่ม แล้วนุ่งผ้านั้นอย่างแน่นหนา ครั้นเมื่อเรือจมลง เหล่าพ่อค้าและกลาสีเรือทั้งปวงก็จมน้ำกลายเป็นอาหารของปลาและเต่า



ส่วนพระมหาชนกทรงแหวกว่าย อยู่ในทะเลถึง 7 วัน นางมณีเมขลา เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร เห็นพระมหาชนก ว่ายน้ำอยู่เช่นนั้น จึงสนทนาแลกเปลี่ยนกัน จนนางมณีเมขลาเข้าใจในปรัชญาของการบำเพ็ญวิริยบารมี นางมณีเมขลาจึงช่วยอุ้มพามหาชนกกุมาร ไปจนถึงฝั่งเมืองมิถิลา

ยามนั้นที่นครมิถิลา ฝ่ายพระเจ้าโปลชนกทรงประชวรหนัก พระองค์ไม่มีพระโอรส มีแต่พระธิดาพระนามว่า สิวลี พระโปลชนกทรงรู้ว่าพระองค์ใกล้สิ้นพระชนม์แล้ว จึงตรัสสั่งอมาตย์ว่า ผู้ใดสามารถไขปริศนาขุมทรัพย์ได้ก็ยกบ้านเมืองให้แก่ผู้นั้น ในที่สุด หลังจากพระโปลชนกสิ้นพระชนม์ลง บรรดาเสนาข้าราชบริพารจึงตั้งพิธีเสี่ยงราชรถ

ราชรถได้มาหยุดอยู่หน้าศาลาที่พระมหาชนกกุมารทรงประทับอยู่ พระองค์ทรงไขปริศนาได้ทั้งหมด ผู้คนจึงพากันสรรเสริญปัญญาของพระมหาชนก ก่อนจะอัญเชิญพระองค์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงสิวลี และขึ้นครองราชสมบัติแคว้นวิเทหะ พระมหาชนกทรงครองราชย์ด้วยความผาสุกมาโดยตลอด เนื่องด้วยทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ต่อมาพระนางสิวลีประสูติพระโอรส ทรงนามว่า ทีฆาวุกุมาร ครั้นเมื่อเจริญวัยขึ้น พระบิดาทรงโปรดให้ดำรงตำแหน่งมหาอุปราช

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชามหาชนกได้เสด็จอุทยานทอดพระเนตร เห็นมะม่วงต้นหนึ่งมีผล ต้นหนึ่งไม่มีผล โดยต้นที่มีผลนั้น ผลมีรสชาติอร่อย พระองค์ได้ทรงชิมและตรัสชม ทั้งทรงตั้งใจว่าจะกลับมาเสวยอีกครั้งในยามเย็น ทว่าเมื่อทรงออกจากพระราชอุทยานไปแล้ว มะม่วงต้นที่มีผลรสชาติดีก็เสียหายจนหมดเพราะผู้คนพากันมาโค่นเพื่อเอาผลมะม่วง ส่วนต้นที่ไม่มีผลยังอยู่รอดได้

เมื่อพระมหาชนกทรงทราบเรื่อง จึงทรงคิดได้ว่า ราชสมบัติ ก็เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลที่อาจถูกทำลาย แม้จะไม่ถูกทำลายก็ต้องคอยระแวดระวังรักษา ให้เกิดความกังวล พระองค์ประสงค์จะทำตนเป็นผู้ไม่มีกังวลเหมือนต้นไม้ไม่มีผล แต่ก็ไม่ทรงทำเช่นนั้นเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของพระราชาที่จะทำให้สังคมอยู่รอดพ้นก่อน ทั้งนี้เนื่องด้วยเพราะผู้คนในสังคมยังขาดสติปัญญาเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ดุจดังผู้ที่ทำลายต้นมะม่วงเพียงเพราะต้องการผลมะม่วงโดยไม่คิดเก็บไว้กินในวันหน้า

เมื่อพระมหาชนก ทรงคิดดังนั้นแล้ว จึงให้ผู้รู้วิชามาทำนุบำรงต้นมะม่วงด้วยหลักวิชาการทางการเกษตร และจัดตั้งสถานศึกษาชื่อ ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย เพื่อสร้างคนผู้เป็นคนดีมีสติปัญญาให้แก่สังคม เพื่อสังคมจะได้เจริญรุ่งเรืองและดำรงอยู่อย่างผาสุกสืบไป

เรื่องจาก http://www.komkid.com



Create Date : 03 ธันวาคม 2554
Last Update : 3 ธันวาคม 2554 10:00:42 น.
Counter : 846 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แมวน้อยในเมืองใหญ่
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]