ทริปแรกของปี ฮ่องกง#6(จบ) เที่ยววัดในฮ่องกง, ถ่ายรูป Disneyland
วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่อยู่ที่นี่ ตื่นแต่เช้าอีกแล้วจัดการแพ๊คกระเป๋าเพราะวันนี้ต้องเช๊คเอ้าท์แล้วเอากระเป๋าไปฝากไว้ก่อน

วันนี้ได้เงินค่ามัดจำห้องคืนมา 250HK$ กว่าจะได้คืนเพราะพี่แอนเจ้าของ Free walker ไม่อยู่ ไม่เคยเจอกันซะที

จากนั้นพวกเราก็ลงมากินโจ๊กร้านเดิม(ฝากท้องมา 2มื้อแล้วร้านนี้) จากนนั้นก็เริ่ม plan สำหรับวันนี้ 

อากาศก็ยังเย็นอยู่วันนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 16 องศา ผมว่ากำลังดีเลยแหล่ะ 

หลังจากอิ่มท้องแล้ว จุดหมายแรกของเราคือ วัด wong tai sin ซึ่งอยู่ที่ mtr wong tai sin

จาก mongkok โดยใช้บริการ  MRT สายสีเขียว  มาลงที่สถานี Wong Tai Sin แล้วเดินออกมาทาง Exit B 

ขึ้นมาก็จะเป็นห้างสรรพสินค้า วัดก็จะอยู่ใกล้กันเลย 

บริเวณใกล้กับทางเข้าวัด มีเครื่องบูชา และของที่ระลึกจำหน่าย 






หน้าทางเข้าวัด 


















ธูปสวยดี






วัดนี้เป็นวัดที่คนฮ่องกงตลอดจนคนจีน เป็นที่นิยมกันมาก เค้าจะมาบูชาเทพเจ้าหวังต้าเซียน 

และอีกอย่างนึงที่เห็นคนมาเยอะก็จะมาเสี่ยงเซียมซี แต่ผมไม่ได้ลองน่ะเพราะว่าถ้าเสี่ยงมาแล้ว

ได้ใบทายผลเซียมซีเป็นภาษาจีน คงจะอ่านไม่ออก 555



อีกอาคารนึงภายในวัด มีรูปองค์เจ้าแม่กวนอิมพันมืออยู่






นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสวนสวยๆให้พักเหนื่อยกันด้วย









ตรงนี้เห็นคนเค้ามาโยนเหรียญกัน คงจะต้องโยนแล้วไม่ให้เหรียญกลิ้งตกน้ำมั้งครับ






จากการเดินภายในวัดพวกเราใช้เวลากันไปชั่วโมงครึ่ง ก็ต้องเดินออกมาแล้วเดี๋ยวจะไม่มีเวลาไปที่อื่นต่อ 

ทางเดินออกมีการทำซุ้มและประดับโคมอย่างสวยงาม






ออกมาก็ขอลูบลูกแก้วของปี๊เซี๊ยะซ่ะหน่อย เพื่อเป็นศิริมงคล  






จากนั้นเราก็จะไปต่อกันที่ วัด Chi Lin Nunnery หรือวัดที่คนไทยรู้จักคือ วัดนางชี  

โดยใช้ MTR นั่งไปอีกป้ายเดียวลงที่  Dimond Hill 

จากนั้นเดินออกประตู Exit C จะมีป้ายบอกตามทางเลย 

โผล่ออกมากจากสถานีจะเจอห้าง Plaza Hollywood อีกแล้ว

ที่ฮ่องกงนี่ช่างละลายเงินนักท่องเที่ยวเก่งจริงๆเลย 555






ออกมาจากห้างแล้วเดินเลาะไปทางด้านซ้าย เดินตรงไปเรื่อยๆจนถึงแยก

ข้ามถนนจากนนั้นเดินไปทางขวา เดินตรงไปอีกนิดเดียว ก็ถึงแล้ว 

ด้านหน้าทางขึ้น






ถ่ายซ่ะหน่อยหน้าประตูทางเข้า ตามผมมาเลย เราจะเข้าไปข้างในกันแล้ว





















จริงๆแล้ว ภายในวัดมีอะไรน่าสนใจอีกมากมาย แต่ส่วนด้านในเค้าห้ามถ่ายรูป ค่อนข้างเข้มงวดมาก 

เห็นผมสะพายกล้องเค้าก็มองตลอดเลย ถ่ายซักรูปก่อนไปต่อที่สวน Nan lian ซึ้งอยู่ตรงข้ามกันกับวัด









ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าตรงเนี่ยคือสะพานข้ามถนนมาอีกฝั่ง แม่จ้าว !!!



สวน Nan Lian สวยงามมากๆ




ประตูทางออกฝั่งนี้สามารถเดินข้ามถนนไปยังห้าง Plaza Hollywood ได้เลย






ข้ามฝั่งกลับมาเดินเล่นที่ห้าง ได้แต่เดินเพราะกลัวไม่ทัน 

เดี๋ยวต้องไปเอากระเป๋าที่ mongkok แล้วไปสนามบินอีก



พวกเราตัดสินใจว่าจะตัดวัดกังหันออก 

ไปเอากระเป๋าที่ mongkok แล้วพวกเราจะไปถ่ายรูปที่ disneyland กันก่อน

ค่อยไปสนามบิน Flight เราออก 20.50

มารับกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็เดินทางไป sunny bay ใช้เส้นทางสายสีส้ม(tung sung) 

ทางเดียวกันกับทางไปขึ้นกระเช้า ngong ping แต่ลงที่สถานี Sunny bay



รถไฟสาย disneyland 






ภายในขบวนมีการตกแต่งอย่างสวยงาม 















หลังจากมาถึงสถานนี sunny bay พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระใบโต +.-

นั่งรถไฟสาย disney เข้ามาประมาณ 15นาที ก็ถึงสถานนี disney ซ่ะที



ขึ้นมาก็เจอซุ้มต้อนรับเลย






วันนี้คนมากันเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีคนเริ่มเดินออกกันบ้าง






แค่เห็น micky ก็ดีใจแล้ว 






นี่  minnie 






ส่วนนี่ก็ Donal ducks






ครั้งนี้ได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้าก็มีความสุขแล้วละครับ เป็นอีกจุดหมายนึงที่ทำสำเร็จ






ถึงเวลาที่ต้องกลับแล้วระหว่างเดินทางไปขึ้นรถไฟเพื่อไป airport แล้วรู้สึกหดหู่จัง ไม่อยากกลับเลย  






ขากลับพวกเราก็นั่งรถไฟสาย disneyland ไปลงที่ sunny bay จากนั้นต้องข้ามฝั่งไปอีกชานชลาน่ะครับ

เพื่อนั่งรถไปลงที่ Tsing Yhi จากที่นี่เราจะต้องต่อ AE เพื่อเข้าไปที airport 

ขอเสริมนิดนึงว่าจาก airport จะมีรถไฟเข้าไปได้สายเดียวคือ AE (airport express) เท่านั้น

จาก sunny bay >> airport  ใช้เวลาประมาณ 40นาที



กลับโดยสายการบิน air asia พอเครื่องขึ้นก็สั่งอาหารมา 2ชุดครับ หิวมาก !!!






เครื่อง delay ไปครึ่งชั่วโมง แต่ก็ยังมาถึงกรุงเทพฯ ไม่เกิน 5ทุ่ม กว่าจะออกจาก ตม.ไทยเกือบจะเที่ยงคืน 

ดีน่ะที่ว่ายังทัน รถไฟ AEL เที่ยวสุดท้าย กลับมาถึงบ้านหลับเป็นตายเลย 



ขอบคุณที่ติดตามชมจนจบน่ะครับ ทริปนี้เราเองก็ไปแบบศึกษาข้อมูลไปบ้าง

หวังว่าข้อมูลที่ผมเล่ามานี้คงจะเป็นประโยชน์แก่นักเดินทางหน้าใหม่บ้างน่ะครับ





Free TextEditor



Create Date : 26 เมษายน 2554
Last Update : 15 พฤษภาคม 2554 1:39:16 น.
Counter : 1870 Pageviews.

2 comment
ทริปแรกของปี ฮ่องกง#5 mid-level escalator,causeway bay,นั่งรถราง,ดูSOL
วันนี้เป็นวันที่ 3 แล้วที่พวกเราอยู่ฮ่องกง สำหรับวันนี้มีแปลนไว้จะไปเที่ยวมาเก๊า แต่ก็ต้องยกเลิกไป !!!
เพราะยังไม่ได้ไปอีกหลายที่ ที่อยากไป ถ้าไปมาเก๊าก็จะเสียเวลาอีกวันนึง

เอาไว้ครั้งหน้า ไปแน่ๆ !!!

วันนี้พวกเรามีแปลนว่าจะไปเดินเล่นฝั่งฮ่องกงนั่งรถรางชมเมือง ไปช้อปที่ cause way bay , ดู SOL , เดินห้างแถว tsim sa tsui

ตื่นขึ้นมาแต่เช้า พร้อมกับกินบะหมี่ร้อนๆ สดชื่นดีจัง แถมสั่งขนมจีบมาอีก อิ่มมากๆ
เริ่มเดินทางกันเลยจุดหมายแรกที่ผมจะไปคือ เดินเล่นแถว central ไปง่ายมากครับนั้่ง mtr ไปลงที่ central จากนั้นก็เดินเล่นแถวนั้น แต่ดูจากแผนที่แล้วจุดแรกที่น่าไปดูคือ บันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลก(central mid - level escalator) ดูแล้วต้องเริ่มจากออกจากสถานนี cantarl ที่ Exit C ออกมาแล้วเลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้ายอีกที ตรงมาจนถึงถนน Queens victoria street เลี้ยวขวาอีกที



จะมีป้ายบอกเป็นระยะๆ แต่สายตาเหลือบไปเห็น H&M เลยต้องขอเข้าไปซ่ะหน่อย (จริงๆแล้วก็จัดหนักมาชุดนึง อิอิ)



ถึงแล้ว mid-level escalator เป็นบันไดเลื่อนที่ยาวที่สุด แบ่งเป็น 3ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงเป็นทางขึ้นทั้งหมด เห็นว่าข้างบนสุดจะเป็นเขตพักอาศัยของคนที่นี่ อิจฉาจัง





ขาขึ้นสบาย แต่ตอนลงนี่สิครับ เดินอย่างเดียว สังเกตุดูบันไดเลื่อนจะแบ่งเป็นช่วงๆ ไกลเหมือนกัน



แต่ก็ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้ ชิลด์ดีเหมือนกัน





ขากลับเราก็กลับมาทางเดิม ว่าจะนั่งรถรางไป causeway bay แต่หาจุดขึ้นรถรางไม่เจอ !!!

แต่ผมมารู้ที่หลังว่าสามารถขึ้นจากฝั่งตรงข้ามร้าน Louis Vitton !!!

เพราะอย่างนั้นเราจึงเลือกที่จะไป mtr จาก central ไปลงที่ causeway bay ได้เลยไม่เกิน 15นาทีเราก็มาถึงแล้ว

เดินออกมาจะเป็นห้าง sogo เราเดินเล่นมาเรื่อยๆตรง causeway bay tyPoon sheter เหมือนจะเป็นที่จอดเรือใบประมาณนั้น







จากนั้นก็เดินข้ามกลับมาฝั่ง kingtons road แถบนี้จะเป็นร้านค้าขายพวกของ brand ทั้งนั้น



ชอป adidas ด้านหลังผมนั้นแนวมาก แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา อิอิ



ผู้คนเยอะมาก แถบนี้



สรุปแล้วไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาเลย มัวแต่ถ่ายรูปดูโน่นดูนี่ 555

มาถึงพระรองของวันนี้ รถราง(Tram) จาก causeway bay เรามาขึ้นตรงถนนใหญ่ ใกล้ๆกับ Exit E ตรงห้าง Sogo

เราต้องข้ามไปขึ้นตรงนั้น !!! กลางถนนเพราะรถรางที่นี่เค้าจะวิ่งตรงกลาง





แต่เดี๋ยวก่อน !!!

ยังไม่ได้ขึ้นเพราะ จากเท่าที่สังเกตุดู พอรถรางมาก็เห็นมีบางคนไม่ขึ้น เหมือนกับไม่ใช่สายที่ตัวเองจะไป พวกเรารอดูอยู่ประมาณ 3คันแล้ว

จึงลองถามกับคนที่รอรถรางว่าจะไป central เนี่ยคันนี้ไปได้รึไม่ เค้าตอบกลับมาเลย ว่าคุณต้องรอสายที่ไป Kenedy town

แล้วก็จริง มีสายนี้จริงๆซ่ะด้วยซิ

คันนี้ไม่ได้ไป



คันนี้เขียนว่าไป Kenedy town



ส่วนการขึ้นรถรางนั้นให้ขึ้นทางด้านหลังซึ่งตรงนี้ยังไม่ต้องจ่ายเงิน ขึ้นแล้วพวกเรารีบขึ้นไปชั้น 2เลย แต่คนเยอะเหมือนกัน เพราะรถรางที่นี่เค้าก็เป็นระบบขนส่งมวลชนอย่างนึง อีกอย่างราคาถูกเพราะ 2$ ตลอดสาย ถือว่าถูกมากครับ

บรรยากาศบนรถราง(Tram)



จุดหมายของเราคือ ย่าน central

แต่พวกเราไม่รู้ว่าจะลงตรงไหนง่ะซิ แต่คิดว่าถ้าเลยไปหน่อยก็ไม่เป็นไรเพราะพวกเราตื่นเต้นมากๆที่ได้ชมบรรยากาศฮ่องกงกับการนั่งรถราง

แต่ผมจะสังเกตุจากตึก china bank (ตึกรูปดาบ) จากนั้นก็สังเกตุเห็นว่ามีร้าน louis vitton อยู่ตรงหัวมุมถนน จำได้เลย

รีบลง ตอนที่ลงเราก็แตะบัตร octopus ที่ประตูหน้ารถ ค่าโดยสาร 2$ หรือจะใช้เงินหยอดก็ได้ครับ

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30นาที

ถนนตรงหัวมุมด้านขวาของ louis จะเป็นจุดลงรถราง น่าจะเป็นจุดขึ้นด้วยเหมือนกัน



เห็นเป็นไม่ได้ยังไงขอเข้าไปดูก็ยังดี ไหนๆตั้งใจมาแล้ว ลุยเลย!!!

แอบสอยไปใบนึง แทนใบเก่าที่ใช้มาหลายปีและ

ผมว่าราคาที่นี่ถูกกว่าที่เมืองไทยประมาณนึง

ในชอปเค้าไม่ให้ถ่ายรูปน่ะครับ แต่นิสัยคนไทยอย่างผมก็ ...555





มัวแต่โอ้เอ็เดี๋ยวไปดู SOL ไม่ทัน จาก central เรานั่ง mtr ไปลงที่ tsuim sha tsui เดินออกที่ Exit F เดินไปตามทาง

ทางเดินเชื่อมต่อไปยัง avenue of star ไกลเหมือนกัน



พอขึ้นมาเดินไป





Show times







หลังจาดดู SOL แล้วพวกเราก็ว่าจะเดินตลุย tsim sha tsui กัน

แต่ร้านค้าเริ่มปิดแล้วง่ะดิ เดินจนมาเกือบถึงห้าง K11 ก็จะเจอร้านอาหาร
ป้ายหน้าร้านเห็นมีหนังสือเที่ยวฮ่องกง(ของไทย)แนะนำร้านนี้ไว้ด้วย
ตั้งแต่มาถึงฮ่องกงผมยังไม่ได้กินข้าวเลยซักมื้อ เลยสั่งเมนูแนะนำของทางร้านไป
ข้าวแกงกระหรี่ไก่ทอด อร่อยเหมือนกัน

อยากจะบอกว่าตั้งแต่มาเนี่ย ผมยังไม่ได้กินข้าวเลยซักมื้อ มื้อนี้เลยมีความสุขมาก



ลูกชิ้นปลาทอด



ว่าจะเดินเล่นแถว tsim sha tsui ต่อซะหน่อย แต่ว่าร้านเริ่มจะปิดกันแล้วเพราะนี่ก็จะห้าทุ่ม ออกจากที่พักเมื่อตอน 9โมงเช้าจนนี่จะ 5ทุ่มแล้ว คิดดูครับว่าเดินทั้งวัน แต่พวกเรากลับสนุกกันมาก

ขากลับพวกเราอยากลองนั่งรถเมล์กลับบ้าง จึงข้ามมานั่งฝั่ง park lane

ก็มีอะไรให้สังเกตุอีกแล้ว
ที่นี่รถ bus จะจอดเฉพาะป้ายที่มีหมายเลขของสายนั้นอยู่
และที่ป้ายรถเมล์ก็จะตีช่องมีตัวเลขรถ bus สายนั้นสำหรับผู้โดยสารที่จะรอรถเมล์สายนั้นด้วย
แถมยังจะต้องต่อคิวกันขึ้นอีก(เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา)
แต่วันนั้นผมรอรถ Bus สายนี้นานมาก เกือบครึ่งชั่วโมง
เพื่อนก็ถามว่า "ถ้าขึ้นไปแล้วมรึงจะลงถูกหรอ"
นั่นนะซิ ไม่อยากมาหลงตอนนี้ซะด้วย ช่วงล่างก็ปวดไปหมดแล้ว
เลยตัดสินใจกลับด้วย mtr เหมือนเดิมดีกว่า สะดวกกว่ากันเยอะ

ถึงที่พักก็เข้านอนเลย ปวดเมื่อย สุดๆ ยังมีพรุ่งนี้อีกวัน

ติดตามได้ เที่ยวไป-หลงไป ฮ่องกงตอนที่ 6 วันสุดท้าย



Create Date : 23 เมษายน 2554
Last Update : 25 เมษายน 2554 16:54:11 น.
Counter : 4617 Pageviews.

3 comment
ทริปแรกของปี ฮ่องกง#4 ขึ้นกระเช้าพื้นกระจก , ไหว้พระใหญ่ , Wisdom path
วันนี้อากาศเริ่มเย็น อุณหภูมิอยู่ที่ 15องศา เช็คอุณหภูมิมาจากประเทศไทย อากาศกำลังดีแต่ไหงเป็นงี้ไปได้ หมอกลงจางๆ

โปรแกรมวันนี้พวกเราจะได้นั่งกระเช้าขึ้น ngong ping ตื่นเต้นมากๆ



เติมพลังกันตอนเช้าด้วยโจ๊กร้อนๆ มาเสริฟพร้อมกับ ปาท่องโก๋ตัวโตๆ



หลังจากที่ได้เติมพลังกันแล้วก็เริ่มเดินทางไป ngong ping ด้วยรถไฟฟ้า mtr จุดหมายที่พวกเราต้องไปคือสถานนี tung shung

บรรยากาศบน Mtr ตอนเช้า



ถึงแล้ว Tung sung



เริ่มจากสถานนี mongkok ไปลงที่สถานนี lai king เพื่อต่ออีกสายที่ ไปลงที่ tsing Yi และต่อสายสีส้มไปลงที่ tung shung ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง จากสถานนี tung shung ขึ้นมาก็จะเป็นห้าง city gate outlet แต่พวกเรายังไม่เข้าไปเดิน เพราะต้องรีบไปขึ้นกระเช้า เดินไปอีกนิดเดียวก็จะถึง สถานนีสำหรับขึ้นกระเช้า สังเกตุให้ดี มีข้อความต้อนรับเป็นภาษาไทยด้วย



วันนี้เราเห็นแถวคนที่จะต่อคิวซื้อตัวยาวเหมือนกัน แต่สำหรับพวกเราที่ทำการจองตั๋วมาตั้งแต่อยู่ที่ไทยแล้ว สามารถเข้าช่องพิเศษ(fast lane) ได้เลย ดูจากจำนวนคนที่ต่อคิวแล้วถ้าเราต่ออาจจะต้องมีไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงเป็นแน่



ตั๋วที่ได้มาถ้าเราซื้อเป็นแบบ crystal round trips จะมี Tag คล้องข้อมือมาให้ไว้โชว์ให้เจ้าหน้าที่ดู









พวกเราได้ตั๋วมาแล้ว แต่ก็ต้องมาคอยที่ช่องนี้อยู่ดี แต่แถวขึ้น crystal cable คนจะน้อยกว่ามาก






เค้าจะแบ่งแถวสำหรับกระเช้าด้วยคือสำหรับคนที่ขึ้นแบบกระเช้าธรรมดา กับอีกแบบคือ กระเช้าแบบพื้นกระจก(crystal cable) ซึ่งแถวจะสั้นกว่า พวกเราคิดว่าคุ้มค่ามาก ส่วนต่างแค่ร้อยกว่าบาท ได้ประสปการณ์แปลกๆ




เสียวใส้อยู่ไม่น้อย 555



หลังจากขึ้นมา หมอกก็เริ่มหนาขึ้นมาก ถ่ายรูปไม่ได้เลย



ส่วนอากาศก็เริ่มเย็นมากขึ้นด้วย เฮ้อๆ นั่งกว่าครึ่งชั่วโมงก็มาถึงสถานีสุดท้ายแล้ว ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมาด้วย เฮ้อ ข้างล่างเช็คมาก็ 15-16 องศาแล้ว ข้างบนจะเหลือเท่าไหร่ ไม่อยากคิดเลย ฮุฮุ

ข้างบนนี้จะประกอบด้วย ngong ping village, Titan bhudha(พระใหญ่), วัด po lin, wisdom path

ร้านอาหารบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน แต่อิ่มมาจากโจ็เมื่อเช้า ครั้งนี้เลยผ่านครับ



ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงต่อ ดูรูปละกัน เหมือนกับที่พวกเราไปถึงก็ถ่ายรูปกันตลอด สวยมากๆ เย้ ๆ ๆ ๆ




คนเยอะมาก ขนาดวันธรรมดานะเนี่ย แต่บรรยากาศนะ สุดยอด!!!










ไหว้พระซ่ะหน่อย ผมเคยอ่านเจอว่าถ้าเราจะไหว้และรับพลังจากพระองค์ให้ได้มากที่สุดเนี่ย

ให้เราไปยืนตรงจุดศูนย์กลาง จะเป็นจุดที่เรารับพลังได้ดีทีสุด เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ



พระใหญ่ มาถึงแล้วก็ถ่ายซ่ะหน่อย ขนาดใกล้น่ะเนี่ย หมอกลงหนามากๆ



เส้นทางแห่งปรัญชา Wisdom path ตั้งอยู่หลังองค์พระใหญ่ ประกอบไปด้วยต้นซุงขนาดใหญ่ 38 ต้น สลักปรัชญาปรมิตาหฤทัยสูตร(ซิมเก็ง) ว่าด้วยความว่างเปล่าของมนุษย์

เดินไปตามป้ายบอกทางประมาณ 15นาที เส้นทางเดินจะผ่านไร่ชา สำหรับคนชอบเดินป่าคงจะชอบ



ถึงแล้วครับ wisdom path อากาศที่นี่ยิ่งหนาวเข้าไปอีก เมื่อมีละอองฝนตกลงมา







ต่อไปเราจะไปวัด Po Lin ซึ่งทางเข้าจะอยู่ตรงข้ามกับทางขึ้นพระใหญ่



บรรยากาศวัด Po Lin



ภายในวัด



ไข่กาป๋องต้องหยอดเหรียญ 5 หรือเหรียญ 10 แล้วแต่ตู้ ถ่ายซ่ะหน่อยเดี๋ยวหาว่ามาไม่ถึง 555



สตอเบอรรี่เชื่อมแช่แข็งไม้ละ 13เหรียญ รสหวานๆอร่อยดีของอร่อยที่ต้องลอง



ตอนนี้ก็เกือบเย็น หมอกก็เริ่มบางเลยทำให้มองเห็น องค์พระใหญ่(Titan Buddha) ชัดขึ้น ถ่ายซ่ะหน่อย !!!



ถ่ายรูปคู่อีกและ 555



อยู่บน ngong ping จนไม่ได้ไปไว้ตามที่แปลนเลยเพราะพวกเราใช้เวลานานมากบนนั้น
ลาแล้ว ngong ping สัญญาว่าจะมาอีกครั้งแน่นอน
ส่วนตอนลงที่เราจองเป็นกระเช้า crystal แบบ round trips ไว้ เราก็แค่โชว์สายรัดข้อมือ
ให้เจ้าหน้าที่เค้าดู เค้าก็จัดให้เราเลย
พวกเราขอเค้าขึ้นกระเช้าแบบมีแค่พวกเราเค้าก็จัดให้เลย เป็นการนั่งกระเช้าที่สนุกมาก เพราะพวกเราเอาแต่ถ่ายรูป อิอิ



ขากลับก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเหมือนขามา




ต่อที่ City gate เค้าว่ากันว่าเป็น outlet ที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกงตอนนี้
แต่ผมเดินอยู่ไม่นาน ก็ต้องบายครับ
สำหรับผม คิดว่าที่นี่สินค้าไม่ค่อยโดนใจสักเท่าไหร่ เลยไม่ได้ช้อปอะไรติดมือมาเลย
ขากลับเข้าเมืองก็เหมือนเดิม นั่ง mtr จาก tung sung >> tsing yi >> Lai king >> ต่อสายสีแดงไปลง mongkok
กลับมาถึงก็เกือบจะทุ่มแล้ว เข้าที่พักก่อนเลย เมื่อยขา ไม่ไหว แถมปวดตัว ปวดหลังไปหมด
แต่ยังไม่จบสำหรับคืนนี้ครับ

หลังจากนวดแข้งนวดขากันแล้วก็ออกตะลุยย่าน mongkok กัน
หิวมากมาย บะหมีน้ำเกี๊ยวกุ้ง ซดซ่ะเกลี้ยง ขอบอกว่ากุ้งตัวโตๆน่ะที่เค้าห่อ ฮืม



นี้ก็... กิน



นี่ก็ ... กินอีก ว้าฟเฟ้ล Choc



นี่ก็ ... กิน ไก่ทอด มีชีสด้วย ว้าวๆๆๆ



นี่ก็ ... กิน เอ้ย!!! ไม่ใช่



ย่าน fa yuen street มีแบรนด์กีฬาดังๆมากมาย ร้านรองเท้าก็เยอะครับ
แต่ไอ้คู่ที่อยากได้ก็ดันไม่มี zise อีก


ย่านนี้เป็นย่านวัยรุ่นเหมือนกันน่ะครับ เพราะมีร้านขายของมากมาย ทั้งของใช้ เสื้อผ้า รองเท้าก็เยอะมาก แถมยังเปิดกันยันเที่ยงคืน
ส่วนอีกที่ก็คือ Lady market เป็นแหล่งขายสินค้าคล้ายกับพัฒพงษ์บ้านเรานะแหล่ะครับ
สามารถต่รองราคากันได้ด้วย สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นของก๊อปจากจีน แต่งานไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ ผมว่าข้ามไปเดินที่เซินเจิ้นเลยดีกว่า

ร้านนี้ขายไก่ทอดชิ้นละ 1ร้อยบาท แต่ได้ไก่ชิ้นใหญ่มาก อยากกินแต่ก็ไม่ไดกิน เพราะคนต่อคิวเยอะ อด



รถสวยจัง



ดึกแล้วสำหรับวันนี้ แต่ก็ได้เสื้อของ adidas มากันหนาวได้ 1ตัว
ทริปนี้ที่ว่าจะเดิน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเดินกันมากขนาดนี้ ปวดขามาก FB ก็ไม่ได้อัพเดทเลยวันนี้





Create Date : 21 เมษายน 2554
Last Update : 23 เมษายน 2554 12:00:13 น.
Counter : 1036 Pageviews.

2 comment
ทริปแรกของปี ฮ่องกง#3 เที่ยว(หลง)วันแรกที่ฮ่องกง

มื้อแรกที่ฮ่องกง เป็นบะหมี่แห้งราดซอสหมูประมาณนี้ รสชาดหวานนิดๆอร่อยดีเหมือนกัน





หลังจากอิ่มท้องแล้ว วันนี้ มีแปลนไว้ จะไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมที่ repulse bay ต่อด้วยนั่งรถราง(tram)เล่น แล้วขึ้น the peak เริ่มจาก mrt mongkok ขึ้นสายสีแดงมาลงที่ central หาทางออกไป exchange square เพื่อต่อรถ bus สาย 6,66,6a ไป repulse bay นั่นคือแผนที่จดมาน่ะครับ แต่พอเอาเข้าจริง งงเลยครับ เดินไปเดินมาหลงอยู่แถวไหนก็ไม่รู้ เห็นแต่ตึก!!!




รถสองชั้นแบบเปิดหลังคา แต่คันนี้นี่น่าจะเป็นรถสำหรับเที่ยวชมเมือง




เอิ้กๆ ใจดีสู้เสือเอาไว้ เห็นวัยรุ่นฮ่องกงเดินมากัน 2คน เลยเข้าไปถามว่าจะไปที่นี่ยังไง โชคดีมากเค้าคงพูดอังกฤษไม่ได้ แต่เค้าบอกให้เดินตามเค้าไปเลย เชื่อไหมว่า 2วัยรุ่นฮ่องกงเค้าเดินมาส่งเกือบจะถึง exchange square แถมยังบอกด้วยว่าขึ้นไปประมาณ 7-8ป้ายก็ถึง ซิเซี่ย ซิเซี่ย... โถ่...!!! แล้วใครมันจะไปรู้ว่าไอ้ที่เค้าเรียกว่า exchange square นี่มันก็คือตึกใหญ่ ข้างล่างจะคล้ายกับลานจอดรถใต้ตึก แต่ที่นี่เป็นคิวรถ bus มีรถเมล์หลายสายเหมือนกันที่มาหยุดที่นี่ เล่นเอาเหนื่อย 555 หลังจากขึ้นรถได้ ก็นั่งชั้น 2 เลยครับ มองไกลๆเอาไว้ก่อน หาตึกที่มีรูตรงกลาง ถ้าเห็นแล้วก็ลงได้เลย เท่านั้นแหละครับหันซ้ายหันขวาตลอดเลยเพื่อมองหาไอ้เจ้าตึกที่มันมีรูตรงกลางง่ะ. ผ่านมาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว รถจอดไปกี่ป้ายแล้วก็ไม่รู้ ยังไม่เห็นเลย ซักพักก็ได้ยินเสียงคนคุยกันเป็นภาษาไทย เหมือนเสียงสวรรค์!!! รีบหันไปถามเลยว่า "จะไปไหนกันครับ พวกเราจะไปรีพลัสเบย์" พวกเค้าก็จะไปเหมือนกัน เย้ๆๆๆ รอดแล้ว จากนั้นพวกเราก็ได้แต่ชื่นชมวิว 2ข้างทาง




นั่นไงเห็นแล้ว !!! ไอ้ตึกที่มีรูตรงกลาง เดินลงไปก็เห็นชายหาดของคนฮ่องกง เดินเลาะชายหาดไปเรื่อยๆ แต่วันนี้แดดร้อนไปหน่อย เหงื่อไหลเหมือนกัน แต่ก็แลกกับบรรยากาศสวยๆ ริมหาดฮ่องกง




กิจกรรมริมชายหาดของคนที่นี่




ถึงแล้ว!!! วัดเจ้าแม่กวนอิมที่ repulse bay




องค์เจ้าแม่กวนอิม











คนแถวนี้ดูแล้วเป็นต่างชาติซ่ะเยอะ แล้วน่าจะมีตังค์มากด้วย ขับรถสวยๆกันทั้งนั้น บางคันก็เปิดประทุนซะด้วย คนฮ่องกงส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ที่ kwon loon. อีกอย่างนึงที่เราจะทำคือ นั่งรถราง(tram) เป็นรถรางไฟฟ้ารูปร่างคล้ายรถเมล์ 2ชั้น มีวิ่งให้บริการเฉพาะฝั่งฮ่องกงเท่านั้น รถจะวิ่งบนรางซึ่งจะชิดกับเกาะกลางเหมือนกับ brt บ้านเราครับ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าไม่รู้จะไปขึ้นที่ไหน อดไปเลยสำหรับวันนี้ +.+ แต่พวกเรายังต้องรีบไป the peak ด้วยต้องกลับไปขึ้นรถสาย 15 ที่ exchange square อีก หรือไม่ก็ไปขึ้นรถราง (peak tram) ที่สถานนีแต่จะต้องนั่งสาย 15c นะครับ (ซึ่งขึ้นคนละที่กัน).




พวกเราก็เลยเลือกที่จะนั่งรถ bus สาย 15 ขึ้นกัน ระหว่างทางขึ้นสวยมากครับ รถลัดเลาะผ่านเชิงเขาไปเรื่อยๆ ผ่านคอนโดมิเนี่ยมที่สร้างไว้ตามไหล่เขาสองข้างทาง. ไม่นานก็มาถึงแล้วครับ อากาศจากที่ค่อนข้างร้อนเมื่อตอนบ่าย ตอนนี้เริ่มเย็นแล้ว หมอกเริ่มลงบางๆ ถ่ายรูป เดินเล่น ชิลด์มากๆ






ใครอยากใช้ wifi ของPCCW free 60min (เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น) สามารถเข้าไปขอได้ที่จุดบริการนักท่องเที่ยวบน The Peak (ข้างในรถราง)




เดินไปเดินมาจนหิว เลยจัด Berger King ไปคนล่ะชุด จ่ายไปเกือบร้อยเหรียญ ค่อยยังชั่ว ^.^ ขาลงพวกเราตัดสินใจจะนั่งรถราง(peak tram) ลงมาข้างล่าง จ่ายด้วยบัตร octopus 25HK$ จากนั้นก็มาต่อรถ Bus สาย15c ป้ายรถก็อยู่ที่สถานนีรถรางพอดี นั่งมาลงที่ central เพื่อต่อรถ mtr
















กลับมาที่สถานนี mongkok นี่ก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว ขึ้นห้องพักอาบน้ำ พักผ่อนนิดหน่อย ตอนนี้ปวดขามากมาย มองออกไปดูบรรยากาศข้างล่างตึกนี่มันน่าเดินเล่นจริงๆ เลยลงมาเดินเล่นอีกผู้คนยังเยอะเดินดูของขายที่ Lady market ผู้คนที่นี่เค้าจะตื่นสาย นอนดึก


น้ำมะม่วงปั่น ของอร่อยที่ต้องลอง




เดินจนร้านค้าเริ่มปิดกันและ...นี่ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว นอนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ยังต้องลุยอีกทั้งวัน ^.*



Create Date : 21 เมษายน 2554
Last Update : 23 เมษายน 2554 1:18:41 น.
Counter : 2997 Pageviews.

7 comment
ทริปแรกของปี ฮ่องกง#2 วันแรกเดินทางไปที่ฮ่องกง
ตื่นตั้งแต่ตี 2 เตรียมตัวไป airport เครื่องออก 06:30am ต้องไปเช็คอินก่อน ไหนจะ ตม.ตอนขาออก เห็นเค้าบอกว่า ตม.ของไทยใช้เวลานาน บางคนถึงกับตกเครื่องกันเลย และจะต้องไปรับเพื่อนที่บ้านอีก ออกจากบ้านตี 3 ไปบ้านเพื่อนที่สุขุมวิท 101/1 แล้วต่อไปยัง airport ถึง airport ตอนตี 4 เดินตรงไปที่ counter ของ air asia ปรากฎว่าพนักงานยังไม่มาเปิด counter เลย!!! นี่ก็ตี 4 ครึ่งแล้ว อีก 2ชั่วโมงเครื่องก็จะออกแล้ว คนที่จะไปฮ่องกงในเที่ยวบินนี้ก็เยอะเหลือเกิน คาดว่าน่าจะเต็มลำ คิวยาวมาก กว่าพนักงานจะมาเปิด counter ก็เกือบตี5 เฮ้อ!!!

 


 

ต่อคิว Check in

 


 

เที่ยวครั้งนี้พวกเราประหยัดกันตั้งแต่ซื้อน้ำหนักกันเลยทีเดียว ไปกัน2คน แต่ซื้อน้ำหนักแค่คนเดียวคือ 15kg เพราะถือขึ้นเครื่องได้อีกคนละ 7kg คือถ้าเป็น booking ใบเดียวกันจะสามารถแชร์น้ำหนักกันได้ แต่ถ้าเราจองไม่พร้อมกัน(ก็หมายถึง booking คนละใบ ได้ตั๋วคนละใบ) ก็ไม่สามารถแชร์ได้นะครับ ส่วนนี้ประหยัดไปอีก 300บาท ^.^ เอาวิธีนี้ไปใช้กันก็ได้นะ เราไม่สงวน อิอิ พอได้ boarding pass มาแล้วก็รีบ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ไปที่ ตม. เย้ๆ ไม่มีคิวเลย สบายเลยทีนี้ เหลือเวลาอีกตั้งเกือบชั่วโมงแหน่ะ อิอิ แต่มีเรื่องให้ระทึกอีกตอนที่ scan ก่อนที่จะเข้าไปข้างใน Gate คือ เราก็จะรู้อยู่แล้วว่าให้เอากระเป๋าต่างๆ ทั้งกล้อง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มือถือ แม้แต่กระเป๋าสตางค์ กุณแจ หรือเงินเหรียญในกระเป๋าออกมาให้หมดใส่ไว้ที่ตะกล้า แล้วเราก็เดินตัวเปล่าเข้าเครื่องสแกน ตู้ด ตู้ด... พี่ รปภ.สั่งให้ผมกลับไปสแกนอีกทีนึง แล้วสั่งให้ถอดเข็มขัดออกมาด้วย ยังไม่พอ ให้ถอดนาฬิกาอีก เท่านั้นยังไม่พอ จะให้ถอดจิลดิ์อีก "โอ้ยพี่... ถอดแล้วมันใส่ยากน่ะครับ" เค้าก็ปล่อยเลยครับ

 

เอาหล่ะผ่านมาแล้วก็ไปหาอะไรทานที่ Lounge ของ Kings power 

 


 

หิวมากกก... เลยจัดโจ๊กไป 2ถ้วย ตามด้วยขนมเค้กอีก 2ชิ้น เผื่อไปเลย ^.^

 


 

หลังจากนั้นก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาที่ Gate เพราะว่า Lounge กับ Gate G ที่เราต้องขึ้นเครื่องมันอยู่กันคนละฝั่งเลยครับ เพราะ Lounge ของ Kings power อยู่ฝั่งตะวันออก ส่วน Gate G นั้นอยู่ฝั่งตะวันตก ระหว่างทางไป Gate ก็มีแหล่งละลายเงินบาทอยู่ ใครใคร่จะซื้อก็เชิญตามสบายครับ

 


 

มาถึงซ่ะที Gate ยังไม่เปิด

 


 

Gate 3 เช็คเที่ยวบินตรงกับ Bording pass ก็เข้าไปได้เลย

 


 

แต่ก็ยังทัน มีเวลาเข้าห้องน้ำก่อนที่จะขึ้นเครื่อง. เครื่องออกตรงเวลาเป๊ะ กำหนดการถึงที่ฮ่องกง 9โมงกว่า

 


 

อยากนั่ง Boeing 747 

 


 

Bye Bye Bangkok อีกสี่วันเจอกัน !!!

 


 

เครื่องขึ้นแล้ว วู้ววววส์

 


 

บรรยากาศเหนือสุวรรณภูมิ

 

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสมาก แต่มองออกไปก็มีแต่ก้อนเมฆกับยอดเขา 

 


 

ระหว่างอยู่บนเครื่องเพื่อนผมสั่งอาหารมาทาน เนื่องจากพวกเราไม่ได้ซื้ออาหารไว้ล่วงหน้าเพราะไม่คิดว่าจะกิน แต่เพื่อนมันกับหิว เลยจัดมาชุดนึงโดนไป 1ร้อยบาท ส่วนผมก็นั่งฟังเพลงกับเล่นเกมส์ ดีน่ะเอา iPad ไปด้วย แก้เซ็งไปได้เยอะเลย ก่อนที่จะถึงสนามบินที่ฮ่องกง แอร์สาวๆเค้าจะแจกใบ immigration ให้เรากรอกด้วย

 


 

เห็นเกาะฮ่องกงอยู่ไกลๆ  อากาศกำลังดีเลยมีแดดนิดหน่อยแต่ไม่ร้อน อย่าลืมปรับเวลาด้วยนะที่ฮ่องกงเร็วกว่าเรา 1ชม.

 


 

สวัสดี Hong Kong 

 




Hong Kong International Airport (Chek Lap Kok)

 


 

เดินออกมาจากเครื่องก็เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็จะมาถึง immigration ของฮ่องกง ผ่านจากตรวจคนเข้าเมืองแล้วก็เดินมาเอากระเป๋า

 


 

ต้องสังเกตุจากป้ายเอานะว่าเรามาเที่ยวบินไหนแล้วกระเป๋าจากเที่ยวบินที่เรามาจะออกช่องที่เท่าไหร่ ให้ไปยืนรอเลย ได้กระเป๋าแล้วทีนี้ก็เดินออกมาได้เลย เรื่องระทึกเกิดขึ้นอีกแล้ว คือระหว่างที่กำลังหาซื้อบัตร octopus คือถอดเป้วางไว้ แล้วเดินไปซื้อบัตร พอได้บัตรก็จะเดินไปรอรถไฟ ระหว่างรอก็เอ่ะใจว่าทำไมไหล่มันเบาละ!!! เท่านั้นแหละครับ รีบวิ่งมาดูเลย ดีน่ะที่นึกออกว่าถอดวางตรงไหน ไหนจะกล้อง กระเป๋าสตาค์ passport บลา บลา ๆ....เฮ้อ!!!  ยังอยู่ครบ โชคดีจริงๆ

 


 

พูดถึงบัตร octopus ก็ขอบอกไว้หน่อยแล้วกัน บัตรนี้เปรียบเหมือนบัตรเงินสด สามารถใช้แทนเงินสดได้เกือบทุกที่ที่ฮ่องกง ไม่ว่าจะจ่ายค่าโดยสารรถไฟ mtr รถbus รถราง(tram) เรือข้ามฟาก หรือซื้อของที่ 7-11 หรือตามห้างต่างๆ แม้แต่ร้านบางร้านก็ยังสามารถใช้บัตรนี้ได้ สะดวกมากคือไม่ต้องใช้เงินสดซื้อ ต้องมานับเหรียญหรือเศษสตาค์ สะดวกมากๆ ถ้าใช้เงินหมดเราก็สามารถเติมเงินได้ที่ร้าน 7-11หรือตู้เติมเงินได้เลย ใช้ไม่หมดก็ยงไปแลกคืนได้อีกด้วย

 


 

หลังจากเจอกระเป๋าแล้วก็มาขึ้น airport express เพื่อที่จะเข้าเมือง ขอพูดถึงการเข้าเมืองเมื่อเรามาถึงสนามบินแห่งชาติฮ่องกงกันซักหน่อย เนื่องจากตัวสนามบินของฮ่องกงจะตั้งอยู่บนเกาะชื่อ Lantau ห่างจากตัวเมืองพอสมควร การเดินทางเข้าเมืองก็จะมีทั้งนั่ง Taxi เข้าเมือง หรือไม่ก็นั่งรถ Bus คล้ายกับ airport bus ของที่บ้านเราแหละ ส่วน วิวข้างทางจะเป็นทะเลข้างหลังเราจะเป็นสนามบิน แล้วเราก็จะต้องมาต่อรถไฟอีก 2ต่อเพื่อมาลงที่สถานนี mongkok ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง กับเงินที่จ่ายไป 60HK$. แต่ถ้าไม่รีบก็ลองนั่ง รถ bus ดูก็ได้ สายที่จะมาที่ mongkok คือ สาย A21 ราคา 33HK$ ใช้เวลาประมาณ1ชม.

จากนั้นก็มองหา exit D2 เพื่อเดินไปยังตึก Sincere

 


 

ออกจากทางขึ้นมาจะเจอแยกแรก ให้ข้ามแยก พอมาเจอแยกที่2 ก็ให้ข้ามแยกที่2 มาอีก

 


 

ข้ามมาแล้วจะเจอร้านขายลูกชิ้นทอด ให้เลี้ยวซ้าย

 


 

ทางขึ้นตึกจะอยู่ขวามือ เข้าไปในตึกก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 5ได้เลย ถึงแล้ว free walker เข้าไปเลย แต่เจ้าของคนไทยไม่อยู่มีแต่แม่บ้าน เลยยื่นเอกสารการจองให้เค้าไป เค้าทำท่าจะงงๆ กับเอกสาร แล้วก็พาไปดูห้อง ปรากฎว่าเป็นห้องเตียงเดี๋ยวและเล็กมาก ตอนที่จองผมจองเป็น twin beds ไป.แต่ไหงได้เป็น double beds หล่ะ เค้าเลยพาไปดูห้องอีกส่วน ส่วนนี้เป็นส่วนที่น่าจะตกแต่งใหม่ เค้าพาเข้าไปข้างในสุดเลย เป็นห้องแบบ 3เตียง ใหญ่กว่าห้องแรกเยอะ สรุปแล้วเค้าให้พวกเราพักที่ห้องนี้ ผมก็ถามเค้าไปว่าราคาเดิมใช่ไหม? ไม่ตอบ คิดว่าคงจะไม่เข้าใจ แต่เอาน่ะได้ห้องใหญ่มาก สบายด้วย

 


 

แต่ก็มีที่ติอีกและ wi-fi มาไม่ถึง จำเป็นต้องใช้ซ่ะด้วยสิ +.+

วิวข้างนอกเมื่อมองจากห้องที่พัก

 


 

 



Create Date : 21 เมษายน 2554
Last Update : 22 เมษายน 2554 11:40:33 น.
Counter : 746 Pageviews.

5 comment
1  2  

knotsang
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



New Comments