แชร์ประสบการณ์การควบคุมอาหารแบบไม่เคยคุมฉบับคนไม่อ้วน
เข้าใจว่าตัวเองไม่ได้เข้ามาเฉียดบล็อกมาหลาย ๆ ปี

จากที่มันเขียนบล็อกไม่เป็นอยู่แล้ว เข้ามาอีกทียิ่งงงหนักเลย...

พอดีเรียนจบแล้ว และยังว่างงานอยู่ เลยมาหาอะไรอ่านเอาสนุก เอาความรู้ เอาข้อมูลนู่นนี่นั่น......เออ เราก็มีบล็อกเป็นของตัวเองมาประมาณชาติเศษ ไยไม่มาดูมั่งหนอ...

เนื่องจากเราเป็นคนไม่อ้วนไม่ผอม แอบรำคาญ (บ้าง) เวลามีคนมาพูดเสมอว่า 

"ดีจัง อ้วนยาก"
"ดีเนอะ กินเยอะเท่าไรก็ไม่อ้วน"
"คนผอม กินยังไงก็ผอม...."
ฯลฯ

แล้วน่าแปลกใจนัก คนประเภทนี้มักจะบ่นว่าตัวเองอ้วนอย่างนั้นอย่างนี้ ชอบแชร์วิธีลดความอ้วนเต็มฟีด (แล้วเขียนว่า "แปะ"...เขียนทำไม) แล้วก็บอกว่าจะลดละนะ..จะลดละนะ.......จ้ะ อาทิตย์เดียวดีแตกทุกราย

นี่คือที่มาของการเขียนบล็อกครั้งนี้
เพื่อปัดความรำคาญ และอยากแชร์ในฐานะที่บางคนว่าเราผอมมั่ง ว่าHealthyมั่ง อีกทั้งเคยทำให้คนผอมได้ (1 คน เพราะอดทนอยู่คนเดียว) ก็เลยอยากนำเสนอวิถีการใช้ชีวิตของตัวเองเสียหน่อย

ข้อมูลส่วนตัว 
สูง 165 น้ำหนัก 46 (ณ วันที่เขียนบล็อก)
สัดส่วน......เอาเป็นว่า สมส่วน ไม่มีหน้าท้องเท่าไร (ยกเว้นช่วงกินจัดลืมโลก......ถ้ากินอิ่มๆ ยังไงก็มีพุง...กล้ามเนื้อนะ ไม่ใช่เหล็กไหล)

หลังจากที่รวบรวมได้จากเวลามีเพื่อน พี่ น้องมาถาม มาคุย มาระบาย และมาประชดเรื่องหุ่นเราหุ่นเขาจึงเรียบเรียงวิถีการดูแลที่ตัวเองที่เราคิดว่าทุกคนนำไปใช้ได้ ดังนี้

ส่วนที่ 1 : การกิน

1. ดื่มน้ำ : เช้าก่อนทำอันใด โปรดกระดกน้ำลงคอไป 1 แก้ว ร่างกายเราสูญเสียตลอดเวลา(ยิ่งเมืองพระอาทิตย์วิปโยคอย่างประเทศไทยด้วยแล้ว)มีคนบอกว่าวันละ 8 แก้ว....เอาจริง ๆ คงไม่มานั่งคำนวณได้ขนาดนั้น และส่วนใหญ่ดื่มน้ำกันน้อย
แนะนำว่า 1 ขวดลิตร ที่ขายตามเซเว่นนั่นล่ะค่ะ ระหว่างวันเอาขวดนั้นให้หมด ตั้งไว้เลยบนโต๊ะทำงาน ส่วนคนที่เรียนอยู่คงพกลำบาก...เอาเป็นขวดเล็กๆ แต่งานนี้ต้องคำนวณว่าวันหนึ่งเติมน้ำไปกี่รอบ
ตอนเย็นกลับเข้าบ้าน 2-3 แก้ว และถ้าเกิน 4 ทุ่ม ก็ไม่ควรเพราะ ไม่งั้นได้ลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก นอนไม่เต็มอิ่มแน่ ๆ

2. ควรทานอาหารเช้า : เป็นมื้อที่ไม่สมควรงดอย่างยิ่ง และเป็นมื้อที่ต้องกินให้อิ่ม อยากกินอะไรก็กิน (หนักเช้า....คงรู้จักกัน) 
จริงๆแล้วมื้อเช้าเป็นมื้อที่กินจนแน่นยังไงก็ง่วงยาก เพราะร่างกายมันกำลังเริ่มตื่นตัว กระเพาะมันเริ่มตื่นตัว ยังไงก็ไม่หนังท้องตึงหนังตาหย่อนแต่หัววันหรอก (ไอ้ที่สะลึมสะลือ เขาเรียกนอนไม่พอ ไม่เกี่ยวกับการกินใดๆ)
แต่สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวเช้าเลย จู่ๆหันมากินแบบเต็มเหนี่ยวคงไม่ต่างกับการหักดิบ (ซึ่งเราเป็น)....เช่นนั้น เราขอเสนอ เครื่องดื่มนม ชา กาแฟ (น้ำผลไม้ไม่แนะนำเพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ กระเพาะจะพังเอา) เครื่องดื่มที่แนะนำมันทำให้ร่างกายตื่นตัวได้ในระดับหนึ่ง และพวกข้าวต้ม โจ๊ก ปาท่องโก๋ เบาๆและมีคาร์โบไฮเดรต (ปาท่องโก๋กรุณาซับน้ำมันเสียหน่อย ถ้าล่อไป5-6คู่ จะยิ่งพังกันไปหมด) และอีกอย่างที่แนะนำเลย ซึ่งเราเองก็เพิ่งเริ่มทำ คือ ไข่ ......มื้อเช้าจัดไปเลย 1 ฟอง เพราะไข่ทำให้สมองตื่นตัว......ควรเป็นไข่ลวก ไข่ต้ม ......
เอาจริงๆตอนเช้าควรเป็นอาหารต้ม นึ่ง เพราะร่างกายยังไม่ตื่นดี แต่ขณะเดียวกันเราก็ไมมีอะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมง แถมยังต้องไปสู้รบกับชีวิตการเรียนการงานอีก ก็ต้องจัดให้ร่างกายมีพลังงาน

3. อาหารกลางวัน : หนักเช้าแล้ว ก็ต้องเบาเที่ยง (เย็นยังไม่พูดถึง) ถ้ามั่นใจว่าตกบ่ายไม่ต้องไปทำงานระดับแบกหาม ก็ไม่ต้องจัดให้หนักราวกับไปกินบุฟเฟ่ต์...เอาที่มันพอเหมาะพอดี มื้อนี้เน้นเลยผัก ถ้าได้สัก 50% ของปริมาณอาหารจะดีเลิศ ที่เหลือก็เป็นพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต มื้อนี้แนะให้ลดแป้งลงหน่อย (ถ้ากินหนัก) เพราะมันก็เป็นน้ำตาล มันจะทำให้ง่วง (หนังท้องตึงแล้วยังหนักน้ำตาล...หลับคาโต๊ะแน่นอน) ตบท้ายด้วยผลไม้สักอย่าง (ถ้ามี) แล้วก็อาจจะหาเครื่องดื่มที่ถูกใจสักแก้วระหว่างงาน (อยากดื่มอะไรก็ดื่มไป) 

4. มื้อเย็น : สำหรับคนที่ไม่ได้สูญเสียพลังงานอะไรมาก หรือประเภทเข้านอนแต่ 2-3 ทุ่ม สามารถงดอาหารเย็นได้เลย หรือนมสักแก้วก็เพียงพอ...ถ้าคิดว่างดไหว

แต่สำหรับคนที่ใช้ร่างกาย ใช้พลังความคิด ใช้พลังงานมา...ก็ไม่ควรหักดิบงดอาหารเย็นเท่าไร แต่อยากให้ทานอะไรเบา ๆ เช่น อาหารจำพวกนึ่ง ต้ม...ถ้าเอาที่เราทานเองบ่อย ๆ (ก็เกือบทุกวัน) คือ ข้าวต้ม พร้อมกับข้าวง่าย ๆ ที่ถูกปาก เช่น ผัดผักบุ้ง หมูต้มซีอิ๊ว ไข่เจียว ผักกาดดองกระป๋อง (วนอยู่ไม่กี่อย่าง) หรือ ข้าวสวยกับแกงจืด...เอาเป็นว่าที่มันเบาๆ เพราะอีกไม่นาน็จะนอนแล้ว ก็ไม่ได้ใช้พลังงานเท่ากับตอนกลางวัน ทานน้อยได้ นอกจากนี้ถ้าทำให้กระเพาะได้ทำงานเบา ๆ ได้พักบ้าง
หรืออาจจะไม่จำเป็นว่า ต้องกินแต่อะไรจืดชืดมากก็ได้ เอาที่มันมีรสมีชาติ เช่น ยำ ส้มตำ แกงเผ็ด เช่น แกงส้ม แกงป่าแกงเลียง (แต่แกงนี้เราไม่กินน่ะนะ) เพราะอาหารพวกนี้ผักเยอะ สมุนไพรแยะ พวกแกงกะทิพออนุโลมได้ ก็ใส่ผักใส่พืชสมุนไพรไปเยอะ ๆ 
เอาเป็นว่ามื้อนี้...ถ้าจะทานกันแบบไม่โหด ก็ทานข้าวน้อย ๆ เบา ๆ หรืองดไปเลย โปรตีนประมาณหนึ่ง ผัก ผลไม้ และลดปริมาณอย่าให้มันเยอะ


ตัวอย่าง...จากเมนูโปรด หรือที่ทานบ่อย ๆ

มื้อเช้า : ข้าวเหนียวไก่ปิ้ง (ถ้าอยู่บ้านแล้วตื่นสาย) หรือ ขนมปัง หรือ ข้าวราดแกง (ต้องมีผัดผักหรือไข่เสมอ อย่างอื่นก็ดูว่าชอบอะไร) มื้อนี้กินพอดีอิ่ม และที่ขาดไม่ได้ คือ โกโก้ 1 แก้ว (ติดโกโก้มาก)

มื้อกลางวัน : ข้าวราดแกง อาหารตามสั่งว่าไป...แต่ที่กินเป็นประจำ คือ ก๋วยเตี๋ยว เหตุผลหลักไม่ได้อยู่ที่กลัวอ้วนหรอก แค่ว่าทานคล่องคอและอร่อย หรือ น้ำพริกปลาทู นี่ก็เพราะมันเป็นปลา ผักเยอะ และเป็นอาหารที่โปรดปรานที่สุด...วันไหนมีต้องสั่ง

มื้อเย็น : บางทีก็งดไปเลย แต่ส่วนมากมักจะเป็นพวกน้ำๆ เช่น แกงส้ม แกงจืด นานๆทีมีแกงกะทิ หรือ ยำ (สั่งเขาไม่ชู เอาผักเยอะๆ) แต่ส่วนมากชอบทานข้าวต้ม พร้อมกับเมนูง่าย ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว มันสบายท้อง สบายตัวจริง ๆ นะ มันไม่อึดอัด (เป็นความรู้สึกที่ปฏิบัติจริงมาแล้วจึงกล้าบอก)


*** Tipเล็กน้อย…จากนิสัยและวิสัยการกินของตัวเอง ***

1. เป็นคนไม่ทานขนมไทย...กินได้ไม่เกิน 2 คำ จริงๆ เพราะเลี่ยนมาก...อย่างมากก็ทานเฉาก๊วย กับบางอย่างได้นิดหน่อย
2. แต่ทานเค้ก ทานไอศกรีมนะ...ไอศกรีมทานหนัก แต่เค้กชอบยังไงก็ยังได้ไม่เกินชิ้นสองชิ้น เพราะเลี่ยนนั่นแหละ
3. อาหารที่ทานจนคนรอบข้างเบื่อ คือ ก๋วยเตี๋ยว ทานได้ทั้งปี และน้ำพริกกะปิ...อันนี้ต้องตำเองด้วยนะ ถึงจะถูกปาก ไปเจอข้างนอกไม่อร่อยบ่นไปสามวัน
4. ไม่ทานของทอดเท่าไร ส่วนใหญ่มักทานที่บ้าน เวลาซื้อนอกบ้านกินไม่สั่งเลย อย่างมากคือผัด ผัดกะเพรา ผัดผัก ผัดคะน้า ฯลฯ...(ผัดกับทอดนี่คนละอย่างกันนะ ผลลัพธ์น้ำมันในอาหารมันต่างกัน...ไว้ว่าง ๆ จะมาอธิบาย)
5. ทุกมื้อต้องมี “ผัก” ไม่ได้ทานมังสวิรัติ แต่อย่างที่กล่าวไปว่าเลี่ยนง่าย ชอบมันหมูแต่ต้องมีผักตาม ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองด้วยหรือเปล่าว่า วันไหนไม่มีผักตกถึงท้อง...ท้องไส้จะปั่นป่วนไปวันสองวันเลย
6. ชอบทานปลา และอาหารทะเล...อันนี้ชอบล้วนๆ แล้วมีให้กินอยู่เรื่อย ๆ เลยสะดวก แต่ปลามันมีไขมันน้อย เป็นโปรตีนเนื้อสัตว์ที่ดีและเหมาะสม (แต่ไม่ใช่ว่าให้ทานซิทุกวันนะ ไม่ใช่ถูกๆ ระวังหมดตัว)


--- คิดว่าวิธีการกินของเรา น่าจะพอเป็นแนวทางบางอย่างและน่าเอาไปปรับใช้ได้ ---

--- ไม่กล้าพูดว่าวิธีของเราดีเลิศ แต่คิดว่าไม่ผิด เพราะไม่ใช่การหักดิบ และร่างกายไม่เคยมีปัญหาจากการกินแต่อย่างใด ---

--- วิธีเหล่านี้ได้มาจากการกินภายในบ้าน อ่านเจอแล้วทำตามบ้าง ไม่ทำตามบ้าง เปรียบเทียบกับคนทั่วไปบ้าง ---

*** ความสำคัญอยู่ที่ “อดทนรอ” ของอย่างงี้ไม่ได้เห็นผลภายในวันสองวัน หรือ 1 เดือน อย่างน้อย...3 เดือนค่ะ รายที่ไขมันหนาแน่นอาจลงไปแค่ โลสองโล
ช่วงลงเร็วมันอยู่ที่ 4 กิโล...หลังจากนั้น คงต้องอดทนไปอีกครึ่งปี เป็นปี...

ถามตัวเองว่าสู้ไหม ถ้ากายและใจสู้...หาคนช่วยกระตุ้น เชียร์กันไปทุกวัน ๆ จะได้ไม่ท้อใจและเตือนสติ หรือหาคนลดไปพร้อมกันเลย...มีคนคอยเชียร์ คอยทำด้วย รับรองว่าไปได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน



Create Date : 04 มิถุนายน 2558
Last Update : 4 มิถุนายน 2558 19:01:51 น.
Counter : 169 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

KluaYCharb
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



จะเขียนไปได้กี่วัน...